กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 3 ดินแดนแห่งความตาย

มินานให้หลัง ก็มีผู้คนส่งซากศพของผู้คุ้มกันภัยสามคนเข้ามา ลิ้มจิ้นน้ำนับจำนวนดู เมื่อคืนนี้ได้ส่งผู้คนออกไปยี่สิบสามคน บัดนี้มีซากศพมาถึงยี่สิบสองซาก หลงเหลือแต่ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซูยังไม่พบพาน

ลิ้มจิ้นน้ำกลับมาให้ห้องทางตึกบูรพา ดื่มน้ำชาถ้วยหนึ่งจิตใจสับสนมิอาจสงบได้ ขณะนั้นลิ้มเพ้งจือสาวเท้ามาถึงหน้าประตูห้องกล่าวว่า “บิดา ทางอำเภอได้มีซือเอี้ย (ตำแหน่งที่ปรึกษา) แซ่อวงกับผู้แซ่ฮุ่ยคนหนึ่งมาเยี่ยมเยียนท่าน”

ลิ้มจิ้นน้ำมิต้องการพบอาคันตุกะ แต่รู้สึกว่าในสำนักมีผู้สูญเสียชีวิตมากมาย ทางกรมเมืองส่งผู้คนมา มิอาจไม่พบพาน จึงออกไปปฏิสันถารด้วย และไม่พาดพิงถึงเรื่องประหัตประหารฆ่าฟัน เพียงอ้างอิงว่า คงเป็นโรคระบาดกำเริบ

อวงซือเอี้ยจากทางอำเภอเมืองได้กล่าวว่า “ท่านประมุข มนุษย์เรามีสามล่มจมหกรุ่งโรจน์ชะตาชีวิตมักแปรปรวน มิแน่นักว่า ปีนี้ชะตาวาสนาของท่านแกร่งกล้า ปีศาจร้ายคอยรบกวน สมควรเชื้อเชิญหลวงจีนนักพรตมาขับไล่อาถรรพณ์ไปสิ้น”

ลิ้มจิ้นน้ำรับคำ และให้ผู้คนไปยังแผนกบัญชีนำเงินมาหนึ่งร้อยตำลึง แบ่งให้กับทั้งสอง ผู้แซ่ฮุ่ยที่ติดตามมา ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ชั้นต่ำในอำเภอบอกปัดไม่ต้องการ กล่าวยิ้มแย้มว่า “ท่านประมุข พวกเราเป็นคนกันเอง เพียงแต่แวะมาเยี่ยมเยือนพร้อมกับนั้นในเวลาหนึ่งวัน มีผู้คนเสียชีวิตไปยี่สิบกว่าคน พวกเราหากคิดรับผิดชอบในเรื่องนี้ ก็มิเพียงแต่ด้วยเงินทองจำนวนน้อยนิดนี้ ใช่หรือไม่? ฮา ฮา”

ลิ้มจิ้นน้ำลอบขุ่นเคืองในใจ คำนึงว่า ‘ท่านเป็นเจ้าหน้าที่ตรวจรักษาความสงบขั้นต่ำต้อย วันนี้กลับฉวยโอกาสข่มขู่กรรโชกต่อเรา เราลิ้มจิ้นน้ำหากคิดฆ่าท่าน ก็เท่ากับบดขยี้มดปลวกตัวหนึ่ง...’

อวงซือเอี้ยที่มีหน้าที่สูงส่งกว่าอยู่ในอำเภอ หัวร่อพลางกล่าวว่า “น้องแซ่ฮุ่ยกล่าววาจาวู่วาม ขอท่านประมุขอย่าได้ถือสา เรื่องนี้จะว่าใหญ่ก็มิครึกโครม จะว่าเล็กก็ไม่น้อยนิด ทางเบื้องสูงย่อมต้องไต่สวน แต่ท่านประมุขไม่ต้องกังวล เรื่องราชการผู้มีวิธีการเพียงเสนอรายงานว่าเป็นโรคระบาด ก็มิมีเรื่องราวอันใดเลย”

ลิ้มจิ้นน้ำรับคำว่าถูกต้อง และมอบหมายผู้คนนำเงินทองมาอีกหนึ่งร้อยตำลึง สองผู้ขู่กรรโชกจากกรมเมืองจึงพึงพอใจ กล่าวคำขอบคุณแล้วจากไป

ฝ่ายลิ้มจิ้นน้ำได้ติดตามส่งถึงหน้าประตูใหญ่ เหลือบมองคันธงทั้งสองล้วนถูกโค่นล้ม จิตใจบังเกิดความคับแค้นอย่างใหญ่หลวงจวนจนบัดนี้ ฝ่ายศัตรูได้สังหารผู้คนในสำนักคุ้มกันภัยไปยี่สิบกว่าคนแต่ทว่าไม่เคยปรากฏโฉมหน้าออกมา ยิ่งมิมีทางทราบความเป็นมาเลย!

มันเบือนศีรษะมองป้ายยี่ห้อ “สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย” ที่หน้าประตูใหญ่อยู่ครู่หนึ่ง คำนึงว่า ‘...สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยดำรงอยู่ในวงพวกนักเลวมาหลายสิบปี คาดมิถึงว่ากลับมาล่มสลายในเงื้อมมือของเรา...’

พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังตามท้องถนน อาชาหลานตัวกำลังย่างเหยาะเข้ามา ลิ้มจิ้นน้ำหันกายมองไปเห็นเป็นพาหนะสี่ตัวบนหลังม้ามีผู้คนนอนฟุบอยู่พอถลันกายเข้าไป จึงพบว่าล้วนเป็นซากศพสี่ซาก

ผู้ตายคือผู้คุ้มกันภัยแซ่เตี่ย จิว ปึง เจี่ยสี่คนซึ่งเมื่อคืนนี้ถูกส่งไปสกัดผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือคาดว่าระหว่างทางได้ถูกสังหารและซากศพบรรทุกอยู่บนหลังม้าอาชาเหล่านี้จดจำทิศทางได้ ย่อมต้องหวนกลับมา

ลิ้มจิ้นน้ำตรวจซากศพทั้งสี่ ก็ไม่มีบาดแผลบนร่างกายเงินทองและอาวุธที่พกติดตัวไป หาได้พบพร่องไม่ขณะบงการให้ผู้คนขนย้ายซากศพทั้งสี่เข้าไปในห้องโถงพลันเหลือบแลเห็นขอทานอาภรณ์คร่ำคร่า บนบ่าแบกร่างคนผู้หนึ่งมาถึงหน้าประตู

เมื่อลิ้มจิ้นน้ำเหลือบแลอาภรณ์การ แต่กายของผู้ที่ถูกแบกมาก็จดจำไว้ว่าเป็นผู้คุ้มกันภัยแซ่ซู่ จึงคำนึงขึ้นว่า‘...ซากศพของทุกคนผู้คนล้วนกับมาแล้ว...’

ทันใดนั้น ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซู่พลันส่งเสียงขึ้นว่า “ท่านประมุข...มันเรียกหาเรา...”

ลิ้มจิ้นน้ำทั้งแตกตื่นทั้งลิงโลดกล่าวว่า “น้องแซ่ซู่ ท่านยังมิตาย?” พลางชิงเข้าไปโอบอุ้มผู้คุ้มกันภัยแซ่ซู่ แลเห็นมันมีดวงตาพริ้มสนิท กล่าวว่า “มันเรียกให้เรา...บอกกับท่านว่า...ท่านประมุขน้อยต้อง...ต้อง”

คำว่า “ต้อง” เอ่ยถึงสามครั้ง พลันชักกระตุกบิดกาย สิ้นลมปราณไป

ลิ้มจิ้นน้ำถอนหายใจยาวๆ หยาดน้ำตาร่วงพร่างพรูลงมาหลั่งไหลด้วยความคลั่งแค้นรันทด เดินไปทางห้องโถงใหญ่กล่าวว่า “น้องแซ่ซู่ น่าเสียดายที่ท่านจากไปเร็วเกินควร มิได้บ่งบอกชื่อแซ่ของคู่อาฆาตออกมา”

พลันเหลือบแลเห็นเฮ้งฮูหยินยืนหยัดอยู่หน้าห้องโถง มือซ้ายประคองดาบทอง มือขวาชี้ไปที่ลานแจ้งกลางบ้าน ส่งเสียงร้องด่าว่า “โจรร้ายชั้นต่ำทราม ได้แต่ลอบเร้นทำร้ายผู้คน หากเป็นชายชาญที่แท้จริง ก็ปรากฏกายออกมาเสี่ยงชีวิตให้เด็ดขาดกันเลย”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวเบาๆ ว่า “เนี้ยจื้อ” (คำเรียกหาภรรยา) ท่านเห็นมีปฏิกิริยาอย่างไร?”

กล่าวพลางวางซากศพของผู้คุ้มกันภัยแซ่ซู่ลง เฮ้งฮูหยินร้องดังๆ ว่า “เนื่องจากมิมีปฏิกิริยานั่นเอง โจรร้ายเหล่านั้นคงครั่นคร้ามเจ็ดสิบสองท่ากระบี่พิชิตมาร หนึ่งร้อยแปดท่าฝ่ามือตลบฟ้า กับธนูขนเงินสิบแปดดอกของตระกูลลิ้ม ยังเกรงกลัวดาบทองในมือของเราด้วย”

ฉับพลันนั้น ได้ยินที่มุมตึกมีผู้คนแค่นหัวร่ออย่างเย็นชาแว่วเสียงดังควับ อาวุธลับสิ่งหนึ่งพลันซัดพุ่งเข้ามา บังเกิดเสียงดังตึง เมื่อกระแทกถูกสันดาปทอง

เฮ้งฮูหยินรู้สึกข้อแขนขาด้าน มิอาจกุมกระชับมั่นดาบทองหลุดจากมือ และกระเด็นไปไกลถึงลานแจ้ง!

ลิ้มจิ้นน้ำตวาดเบาๆ ฝ่ามือขวาสะบัดวูบประกายเงินสองจุดได้ซัดพุ่งขึ้นไปบนหลังคาตึกทางทิศบูรพา ต่อจากนั้นประกายเจิดจ้าแฉลบวูบ ดึงกระบี่ยาวออกมาถือมั่น สะกิดเท้าเล็กน้อย ก็พุ่งขึ้นไปบนตึกราม

กระบวนท่าเซ่าทั้งคุ้งม้อ (กวาดกำจัดหมู่ อสูร) ถูกร่ายรำออกไป เงากระบี่กระจายเป็นจุดแต้มๆอย่างถี่ยิบ ทิ่มแทงไปยังตำแหน่งที่ศัตรูซัดอาวุธ มันพบหน้าคู่ต่อสู้ กระบวนท่านี้ถึงกับทุ่มเทพลังภายในชั่วชีวิตโดยมิอดออมรั้งยั้ง

คาดมิถึงว่าท่ากระบี่ที่ใช้ออก กลับประสบกับความว่างเปล่าบนหลังคาตึกเวิ้งว้าง ไหนเลยจะมีเงาร่างผู้คน? ลิ้มจิ้นน้ำกวาดตาไปรอบบริเวณ ก็มิพบร่องรอย

ในยามนี้ เฮ้งฮูหยินกับลิ้มเพ้งจือได้กระชับอาวุธ พุ่งกายขึ้นมาด้วย เฮ้งฮูหยินพลาดท่าถูกฝ่ายตรงข้ามลอบทำร้ายจนดาบทองหลุดกระเด็น อัคคีโทสะจึงลุกฮือโหม ซักไซ้สามีว่า “เดียรัจฉานนั้นหลบหนีไปแล้ว? ที่แท้เป็นตัวอย่างไรกัน?”

ลิ้มจิ้นน้ำสั่นศีรษะมิตอบคำ ทั้งสามตรวจค้นหลังคาตึกในละแวกใกล้เคียงตลบหนึ่ง แต่ไม่ประสบพบเบาะแส จึงกระโดดลงมาลานกว้าง ลิ้มจิ้นน้ำค่อยกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “น่าละอายนัก ธนูขนเงินของเราสองดอก ถูกฝ่ายตรงข้ามรับไปได้ กลับไม่อาจแลเห็นเงาหลังของมัน นับว่าเร้นลับปานภูตผีปีศาจจริงๆ”

เฮ้งฮูหยินสะท้านใจวาบ กล่าวว่า “มีเรื่องเช่นนั้น?”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “ดาบทองของท่านถูกอาวุธใดกระแทกใส่”

เฮ้งฮูหยินแผดด่าพลางปฏิเสธว่า มิทราบ ทั้งสองค้นหาทั่วลานกว้าง มิพบว่ามีอาวุธลับอันใด แลเห็นใต้ต้นอบเชยมีเศษอิฐชิ้นเล็กๆ กระจายไปทั่ว แสดงอย่างชัดแจ้งว่า ฝ่ายตรงข้ามใช้อิฐก้อนหนึ่ง กระแทกเอาดาบทองในมือของเฮ้งฮูหยินตกหล่นลงมา ซึ่งก้อนอิฐเล็กๆ สามารถมีกระแสพลังเข้มแข็งถึงปานนี้ นับว่าน่าประหวั่นพรั่นพรึงยิ่งนัก

ฝ่ายเฮ้งฮูหยินความจริงยังแผดด่าโดยมิขาดปากพอแลเห็นเศษอิฐ ความเดือดดาลก็กลับกลายเป็นตื่นตระหนก งงงันไปครู่ใหญ่ เดินเข้าสู่ห้องหับ รอจนสามีและบุตรชายติดตามมา จึงปิดประตูลงกล่าวเบาๆ ว่า “ฝ่ายศัตรูมีพลังฝีมือยอดเยี่ยมพวกเรามิใช่คู่มือด้วยนั่นจะกระทำ...”

นางคิดกล่าวว่า “นั่นจะกระทำอย่างไร? แต่รู้สึกว่าวาจานี้ออกจะแสดงความอ่อนแอเกินไป จึงกล้ำกลืนวาจาเอาไว้

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “เหตุการณ์ล่วงเลยถึงปานนี้ มีแต่ขอความช่วยเหลือจากบรรดาสหาย ในวงพวกนักเลง มีเภทภัยก็เกื้อกูลต่อกัน นั่นเป็นเรื่องธรรมดาสามัญ

เฮ้งฮูหยินกล่าวว่า “ในบรรดาสหายพวกเรามีไมตรีลึกล้ำต่อกันนับว่าไม่น้อย แต่พลังฝีมือที่สูงล้ำกว่าเราสอง สามีภรรยา มีอยู่มิกี่คน เชื้อเชิญมาก็ไร้ประโยชน์”

ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียงขึ้นว่า “นั่นก็มิผิด เหล่าสหายมาหารือวางแผน อาจจะกอบกูสถานการณ์ได้ เราจะระดมกำลังฝีมือเลิศจากสำนักสาขาในเมืองฮั่งจิว น่ำเชียง กึงจิวมา และเชื้อเชิญชนชาวบู๊ลิ้มแถบมณฑลฮกเกี้ยน กวางตุ้ง จิกัง กังไซในละแวกข้างเคียงมาบ้าง สมมุติว่าตั้งเล่าซือ (ผู้ฝึกสอนฝีมือแซ่ตั้ง) แห่งอุนจิว กระบี่ลมเขียวกออิกเล้งแห่งจั่วจิว ไม้เท้าเหล็กคักตงยี่กอ ล้วนสามารถส่งเทียบเชิญมา”

เฮ้งฮูหยินขมวดคิ้ว กล่าวว่า “อันเรื่องขอความช่วยเหลือ หากแพร่งพรายไปในวงพวกนักเลงรู้สึกเสื่อมเสียชื่อเสียงของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยยิ่งนัก”

ลิ้มจิ้นน้ำพลันกล่าวว่า “เนี่ยจื้อ ท่านปีนี้อายุสามสิบเก้ากระมัง?”

“เพ้ย ! ขณะนี้ไฉนมาถามไถ่อายุ เรากำเนิดปีขาลท่านย่อมทราบดี”

ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีรษะ กล่าวว่า แต่เราจะส่งเทียบออกไปว่า จะจัดงานเลี้ยงฉลองวันเกิดปีที่สี่สิบของท่าน ซึ่งสหายสนิทต่างๆ ก็มิระแวงแคลงใจ รอจนแขกเหรื่อมาถึง ค่อยลอบบอกกล่าวให้ทราบ นั่นก็ไม่เสื่อมเสียชื่อเสียงแล้ว”

เฮ้งฮูหยินเอียงศีรษะขบคิดครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “ตกลง ถ้าเช่นนั้นท่านจะมอบของขวัญอันใดให้กับเรา?”

ลิ้มจิ้นน้ำกระซิบที่ข้างหูของนางว่า “ส่งของขวัญอันล้ำค่า ปีหน้าพวกเราจะกำเนิดบุตรที่น่ารักน่าชังอีก”

เฮ้งฮูหยินหน้าแดงฉาน ร้องเพ้ยออกมา ลิ้มจิ้นน้ำหัวร่อ พลางไปที่แผนกบัญชี มอบหมายผู้คนเขียนเทียบเชิญเหล่าสหาย ความจริงจิตใจของมันเต็มไปด้วยความหวั่นหวาดกังวล การที่กล่าวสัพยอก ก็เพื่อปลอบประโลมจิตใจของภรรยา

ลิ้มจิ้นน้ำมาถึงหน้าห้องบัญชี แลเห็นข้าทาสรับใช้ที่เป็นบุรุษสองคนมีสีหน้าประหวั่นขวัญฝ่อ รายงานว่า “ท่านประมุข เมื่อ...ครู่นี้ท่านเสมียนดูแลบัญชีมอบหมายให้ลิ้มฮกไปซื้อหาโลงศพ มันเพิ่งออกจากประตูไปถึงมุมถนนตรงทางเลี้ยว ก็ล้มฟุบลงตายไป”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “มีเรื่องเช่นนี้? คนเล่า?”

“ยังอยู่บนท้องถนน”

“ไปขนนำซากศพมันกลับมา” พลางครุ่นคิดในใจว่า “...เวลากลางวันแจ่มกระจ่าง ศัตรูกลับฆ่าคนอย่างเปิดเผยนับว่ายโสผยองยิ่ง...”

บ่าวรับใช้ทั้งสองส่งเสียงรับคำ แต่มิขยับเขยื้อนเคลื่อนกาย ลิ้มจิ้นน้ำพอเขม้นมองเป็นเชิงถามไถ่ หนึ่งในสองก็กล่าวว่า “ขอเชิญท่าน...ประมุขไปดู...”

ลิ้มจิ้นน้ำสำนึกดีว่ามีเหตุอันพิสดารอีก จึงแค่นเสียงดังเฮอะ เดินไปทางประตูใหญ่ แลเห็นหน้าประตูมีผู้คุ้มกันภัยสามคน และคนรับใช้ห้าคนยืนมองออกไปด้านนอก สีหน้าซีดเผือด เปี่ยมล้มด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง

ลิ้มจิ้นน้ำกวาดสายตามองไป พบเห็นว่าบนทางเดินที่ปูลาดด้วยหินเขียวหน้าประตูใหญ่ มีอักษรสีแดงฉานบาดตา ขีดเขียนจากโลหิตสดๆ ว่า “ออกพ้นประตูสิบก้าว ชีวิตมรณะ”

ตรงตำแหน่งที่พ้นจากประตูสำนักสิบก้าว ก็ขีดวาดเป็นโลหิตกว้างประมาณนิ้วเศษสายหนึ่ง ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “อักษรนี้เขียนตั้งแต่เมื่อใด? หรือว่ามิมีผู้คนพบเห็นเลย?”

ผู้คุ้มกันภัยคนหนึ่งกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ลิ้มฮกตายที่มุมถนนทั้งหมดชิงกันไปดู หน้าประตูไม่มีผู้คน มิทราบว่าผู้ใดเขียนกัน”

ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียงดังกังวานว่า “ผู้แซ่ลิ้ม รำคาญในการมีชีวิตสืบไป กลับต้องการดูว่าพอพ้นประตูสิบก้าวจะมรณะอย่างไร”

กล่าวจบ ก็ก้าวยาวๆ ออกไปทันที ผู้คนทั้งหมดล้วนมีสีหน้าเปลี่ยน ร่ำร้องเรียกหาดังระงม

ลิ้มจิ้นน้ำก้าวเดินจนพ้นเส้นโลหิต จับจ้องดูตัวอักษรกับลายเส้นสีแดงฉาน เห็นว่ายังมิทันแห้งสนิทมันใช้เท้าลบอักษรโลหิตจนเลอะเลือนมิชัดเจน แล้วจึงหวนกลับเข้ามา กล่าวกับผู้คุ้มกันภัยทั้งสามว่า “นี่เป็นของเล่นที่ข่มขู่ขวัญ พวกเราเกลือกกลั้วอยู่ในวงพวกนักเลง เกรงกลัวไยกันน้อง ทั้งสามท่านขอให้ไปร้านค้าโลงศพ แล้วไปที่วัดเทียนเล้งยี่ เชื้อเชิญหลวงจีนมาทำพิธีสวดสักหลายวัน”

ผู้คุ้มกันภัยทั้งสามแลเห็นผู้เป็นหัวหน้าใหญ่เดินฝ่าเส้นโลหิตอย่างปลอดภัย จึงน้อมกายรับคำ จัดแจงอาวุธเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกจากประตูไป ลิ้มจิ้นน้ำมองดูพวกมันข้ามทางโลหิต เลี้ยวมุมถนจนหายลับตาจึงค่อยกลับเข้ามา

มันเข้าไปในห้องบัญชี กล่าวกับผู้เป็นเสมียนอึ้งซิงแซว่า “อึ้งซิงแซ ขอให้ท่านเขียนเทียบเชิญหลายใบเชื้อเชิญเหล่าสหายมาดื่มสุราเนื่องในงานวันเกิดของฮูหยิน”

อึ้งซิงแซกล่าวว่า “ถูกต้อง มิทราบว่าจะเป็นวันใด?”

ทันใดนั้นได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเดินอย่างเร่งร้อนบุคคลหนึ่งโถมกายเข้ามา มิทันบรรลุถึง ก็ล้มฟุบลงดังโครมใหญ่ ลิ้มจิ้นน้ำถลันเข้าหา แลเห็นเป็นผู้คุ้มกันภัยแซ่เต็ก หนึ่งในสามซึ่งเมื่อครู่นี้รับมอบหมายไปที่ร้านค้าโลง เรือนร่างยังสั่นกระตุกอยู่

ลิ้มจิ้นน้ำประคองมันขึ้นมา ถามว่า “น้องเราเป็นอย่างไร?”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่เต็กกล่าวว่า “พวกมันตายแล้ว เรา...เราหลบหนีกลับมา”

ลิ้มจิ้นน้ำซักไซ้ว่า “ฝ่ายตรงข้ามมีลักษณะอย่างไร?”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่เต็กกล่าวว่า “มิ...มิทราบ...”

เรือนร่างได้ชักกระตุก แล้วก็เสียชีวิตไป

ชั่วพริบตาเดียว ทุกผู้คนในสำนักคุ้มกันภัยล้วนทราบข่าวคราว เฮ้งฮูหยินกับลิ้มเพ้งจือออกมาจากห้องพักผ่อน และต่างกล่าวอ้างถึงคำ “ออกพ้นประตูสิบก้าวชีวิตมรณะ”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวขึ้นว่า “เราจะไปนำซากศพผู้คุ้มกันภัยอีกสองคนกลับมา”

เสมียนแผนกบัญชี อึ้งซิงแซกล่าวว่า “ท่านประมุข...มิได้ เมื่อสมนาคุณย่อมมีผู้กล้า ผู้ใด...นำซากศพกลับมา จะตอบแทนด้วยเงินสามสิบตำลึง”

มันเอื้อนเอ่ยสามตลบ กลับไม่มีผู้คนตลบคำ เฮ้งฮูหยินพลันร้องว่า “เอ๊ะ เพ้งยี้เล่า? เพ้งยี้...”

สำเนียงเรียกหาในตอนท้าย เต็มไปด้วยความกระวนกระวาย

ผู้คนทั้งหมดพบเห็นว่า ลิ้มเพ้งจือหายสาบสูญไปต่างก็พลอยส่งเสียงเรียกหาขึ้น พลันได้ยินสำเนียงของลิ้มเพ้งจือดังมาจากนอกประตูว่า “ข้าพเจ้าอยู่ที่นี้”

ทั้งหมดรู้สึกลิงโลด ถาโถมไปที่หน้าประตู แลเห็นเงาร่างอันสูงโปร่งของลิ้มเพ้งจือ ปรากฏกายมาจากมุมถนน บ่าทั้งสองข้างแบกซากศพอยู่ ซึ่งเป็นผู้คุ้มกันภัยทั้งสองคนที่เสียชีวิตอยู่กลางถนน

ลิ้มจิ้นน้ำกับเฮ้งฮูหยินชิงกันถลันออกไป ในมือล้วนกระชักอาวุธข้ามเขตเส้นโลหิต คุ้มครองลิ้มเพ้งจือกลับมา บรรดาผู้คุ้มกันภัยและคนรับใช้ต่างชมเชยว่า “ท่านประมุขน้อย มีกำลังขวัญเหนือสามัญชน”

ลิ้มจิ้นน้ำกับเฮ้งฮูหยินก็ลอบปลาบปลื้มใจ แต่เฮ้งฮูหยินได้ตำหนิว่า “หนูเอย เจ้ากระทำอย่างวู่วาม ผู้คุ้มกันภัยสองคนนี้แม้เป็นสหาย แต่ก็เสียชีวิตไปแล้ว มิคู่ควรต่อการเสี่ยงอันตราย”

ลิ้มเพ้งจือเพียงแย้มยิ้ม แต่จิตใจเต็มไปด้วยความคับแค้น คำนึงว่า “...เป็นเพราะมิอาจควบคุมตัวเอง สังหารบุคคลผู้หนึ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากต้องตกตายไป เราหากขลาดเขลารักชีวิต จะนับเป็นมนุษย์ได้อย่างไร?...”

พลันได้ยินทางตึกหลังมีผู้คน ร่ำร้องขึ้นว่า “ท่านฮั้วโต้วจื้ออยู่อย่างประเสริฐไฉนจึงตกตายไปด้วย?”

ลิ้มจิ้นน้ำตวาดถามว่า “ว่ากระไร?”

ผู้ดูแลประจำสำนักคุ้มกันภัยจิ้มทงมีใบหน้าขาวซีดเดินเหินตรงเข้ามาอย่างหวาดผวา กล่าวว่า “ท่านประมุข ฮั้วโต้วจื้ออกจากประตูหลังไปซื้อผัก กลับเสียชีวิตเมื่อออกไปได้สิบก้าว ที่ประตูหลังก็...มีอักษรโลหิตประโยคนั้น”

อันฮั้วโต้วจื้อเป็นหัวหน้าครัวในสำนักคุ้มกันภัยมีความสามารถในการปรุงอาหาร ฝีมือทำปลาผัดเผ็ด เกี๊ยวน้ำ มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วฮกจิว ลิ้มจิ้นน้ำได้ยินว่ามันถูกสังหาร ก็สะท้านใจวาบคำนึงว่า “...มันเป็นเพียงคนปรุงอาหารธรรมดาคนหนึ่ง หาใช่ผู้คุ้มกันภัยหรือคนรับใช้ประจำสำนัก วงพวกนักเลงมีกฎระเบียบว่า เวลาปล้นสะดม คนขับรถ คนแบกเกี้ยว คนบรรทุก ล้วนมิให้สังหาร แต่ขณะนี้ฝ่ายตรงข้ามยามลงมือมีความอำมหิตปานนี้ หรือว่าคิดจะเข่นฆ่าผู้คนทั่วสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยด้วย?...”

มันกล่าวกับทุกผู้คนว่า “ทั้งหมดอย่าได้หวาดหวั่น เฮอะโจรร้ายเหล่านั้นคอยลงมือโดยที่มิทันระมัดระวัง ทั้งหมดก็เห็นแล้ว่า เพ้งยี้กับเราสองสามีภรรยาล้วนออกจากประตูกว่าสิบก้าว ฝ่ายตรงข้ามกล้ากระทำฉันใด?”

ผู้คนทั้งหมดส่งเสียงเห็นพ้องด้วย แต่ไม่มีผู้ใดกล้าออกจากประตูไปแม้แต่ก้าวเดียว ลิ้มจิ้นน้ำกับเฮ้งฮูหยินนั่งประจันหน้ากันอย่างหมกมุ่นกังวล นับว่าอับจนปัญญาจริงๆ

ค่ำคืนนี้ ลิ้มจิ้นน้ำจัดแบ่งผู้คุ้มกันภัยหลายคนคอยลาดตระเวน หาคาดไม่ว่ามันขณะกุมกระบี่ออกตรวจตรา ผู้คุ้มกันภัยยี่สิบกว่าคนกลับนั่งล้อมวงอยู่ในห้องโถง ไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหวแม้แต่คนเดียว

ลิ้มจิ้นน้ำสำนึกทราบว่า ฝ่ายตรงข้ามมีความสูงเยี่ยมยิ่งนัก ภายในสำนักก็มีผู้คนตกตายไปมากมายตัวเองมิมีปัญญาแก้ไข จึงมิตำหนิความขลาดเขลาของเหล่าบริวาร กลับนำสุราอาหารมาร่วมรับประทานกันจนเมามายเสียหลายคน

รุ่งเช้าของวันต่อมา ชาวไร้จากหมู่บ้านใกล้เคียงสองคนได้หาบผักมาส่งที่สำนักคุ้มกันภัย ในสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยผู้มีคนมากมาย วันหนึ่งๆ ต้องรับประทานผักสดถึงสองรอบ ตลอดเวลาจึงเหมาผักทั้งสวนเลย

ชาวไร่สองคนนั้นรับเงินทองแล้ว ก็อำลาจากไป ผู้คนในสำนักล้วนไม่ส่งเสียง ชุมนุมกันดูความเคลื่อนไหว แลเห็นชาวไร่ทั้งสองคอนหาบเปล่า เดินพ้นออกไปหลายสิบก้าวแล้ว

ทั้งหมดจึงเข้าใจว่า คำออกพ้นประตูสิบก้าวชีวิตมรณะ มุ่งจัดการกับผู้คนในสำนักคุ้มกันภัย หาเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอกไม่ เห็นว่าชาวไร่สองคนนั้นได้ปะปนเข้าไปท่ามกลางฝูงชน

พลันได้ยินประชาชนที่เดินเหินบนท้องถนนส่งเสียงร่ำร้องแตกกระจายออกวุ่นวาย ผู้คนในสำนักมองไปแต่ไกล แลเห็นชาวไร่ทั้งสองล้วนล้มฟุบอยู่บนท้องถนน หาบเปล่าร่วงหล่นอยู่ข้างทาง

เมื่อเป็นเช่นนี้ สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย ก็กลับกลายเป็นคฤหาสน์แห่งความตาย แพร่สะบัดไปตลอดทั่วเมืองฮกจิว ทั่วทั้งสำนักอันกว้างใหญ่ ไม่มีผู้คนย่างกรายเข้ามาแม้แต่คนเดียว

ในวันนี้หลังยามเที่ยง พลันแว่วเสียงฝีเท้าม้าดังระรัว ปรากฏอาชาหลายตัวควบตะบึงออกจากสำนักคุ้มกันภัย ลิ้มจิ้นน้ำพอสืบเสาะ ก็รับทราบว่าผู้คุ้มกันภัยห้าคนได้จากไปโดยไม่ล่ำลา มันถึงกับสั่นศีรษะถอนหายใจว่า “เภทภัยกรายมาต่างเตลิดไป ผู้แซ่ลิ้มไม่มีความสามารถพิทักษ์คุ้มครองพี่น้องทุกท่าน ทั้งหมดหากคิดจากไปก็เชิญตามสะดวก”

คาดมิถึงว่าเมื่อเวลาพลบค่ำ อาชาห้าตัวก็บรรทุกซากศพห้าซากกลับมา ผู้คุ้มกันภัยห้าคนนั้นคิดจะเตลิดหลบหนีจากแดนอันตราย กลับสูญเสียชีวิตไปก่อน

ลิ้มเพ้งจือพอเห็นซากศพทั้งห้า ก็ขุ่นเคืองสุดจะทนทานกุมกระบี่ถลันออกจากประตู ยืนหยัดอยู่นอกเขตเส้นโลหิตสามก้าว กล่าวเสียงกังวานว่า “ชายชาติกล้าทำก็กล้ารับ บุรุษแซ่อื้อชาวซี่ชวนนั้น เราลิ้มเพ้งจือเป็นผู้ฆ่าทิ้ง หามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้อื่นไม่ หากคิดล้างแค้นก็มาทางข้าพเจ้าได้อย่างเต็มที่ ไม่กล้าปรากฏกายก็คือผู้ขลาดเขลาไร้กำลังขวัญ”

ตนยิ่งร่ำร้องยิ่งเดือดดาล ดวงตาแดงฉานปานสายเลือด ลิ้มจิ้นน้ำและภรรยาได้ยินบุตรชายส่งเสียงร้อง ก็ชิงกันออกจากประตู หลายวันนี้ทั้งสองขุ่นเคืองจนสมองพองโตแทบระเบิด จึงตวาดด่าดังก้องด้วย

แต่ทว่าทั้งสามแผดด่าอยู่ครึ่งค่อนวัน ทั่วทั้งบริเวณก็ปราศจากสุ้มเสียงใดๆ ในที่สุดเฮ้งฮูหยินได้แต่จูงมือลิ้มเพ้งจือกลับเข้ามา

ลิ้มเพ้งจือคลั่งแค้นจนตัวสั่นระริก กลับมาที่ห้องนอนแล้ว ก็มิอาจอดกลั้นเอาไว้ ฟุบกายอยู่บนเตียงเปล่งเสียงร่ำไห้ดังสนั่น

ลิ้มจิ้นน้ำปลอบโยนว่า “หนูเอย เจ้าขวัญดียิ่งมิเสียทีที่เป็นบุตรชายของตระกูลลิ้ม ศัตรูเมื่อมิกล้าปรากฏกาย พวกเราจะมีหนทางใด? เจ้านอนหลับสักครู่เถอะ”

ลิ้มเพ้งจือร่ำไห้อยู่ครู่หนึ่ง ก็หลับใหลไปจนถึงค่ำคืนดึกสงัด พลันมีผู้คนตบบ่าของตนเบาๆ ลิ้มเพ้งจือโผพุ่งร่างขึ้น เอื้อมมือไปดึงกระบี่ที่ใต้หมอนกลับได้ยินสำเนียงของมารดาดังว่า “เพ้งยี้ เป็นเรา”

ลิ้มเพ้งจือจึงวางใจลง เรียกหามารดา เฮ้งฮูหยินได้กล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “บิดาเจ้าเร้นหายร่องรอย! พวกเราไปเสาะหากัน”

ลิ้มเพ้งจือสะท้านใจวาบ ถามว่า “บิดาไปที่ใด?”

เฮ้งฮูหยินกล่าวว่ามิทราบ ทั้งสองกระชับอาวุธเดินออกจากห้องอย่างแผ่วเบา ไปที่ห้องโถงใหญ่ชำเลืองวูบหนึ่ง แลเห็นในห้องโถงมีแสงโคมไฟสว่างไสว ผู้คุ้มกันภัยสิบกว่าคนกำลังเล่นการพนันกัน

เฮ้งฮูหยินโบกมือชักชวนหันกายจากไป มารดากับบุตรทั้งสองค้นหาตามสถานที่ต่างๆ หาได้พบพานเบาะแสของลิ้มจิ้นน้ำ ทั้งคู่ยิ่งนานยิ่งแตกตื่นตระหนก

ขณะสืบเสาะอย่างกระวนกระวายนั้น ได้ยินทางห้องสะสมศัสตราวุธซ้ายมือ บังเกิดเสียงดังเบาๆ ที่บานหน้าต่างมีแสงไฟสาดลอดออกมา

ลิ้มเพ้งจือพุ่งปราดเข้าไป ประกบนิ้วทิ่มแทงหน้าต่างกระดาษมองเข้าสู่ด้านใน พลันอุทานอย่างปีติว่า “บิดา ท่านที่แท้อยู่ที่นี้”

ลิ้มจิ้นน้ำความจริงได้ย่อเอว หันหน้าสู่ผนังห้อง พอแว่วสำเนียงจึงหันขวับมา ลิ้มเพ้งจือเห็นว่าบิดามีสีหน้าพรั่นพรึง จึงสะท้านใจอย่างรุนแรง ปากอ้ากว้างมิมีสุ้มเสียงดังออกมา

เฮ้งฮูหยินผลักประตูห้องบุกเข้าไป แลเห็นบนพื้นดินชโลมด้วยโลหิต บนเก้าอี้ที่วางเรียงรายกันสามตัว นอนไว้ด้วยบุคคลผู้หนึ่ง ตลอดทั่วร่างเปล่าเปลือยบริเวณทรวงอกถึงท้องน้อยได้ถูกผ่าออก!

พอพินิจดูใบหน้าของซากผู้ตาย จดจำได้ว่าเป็นผู้คุ้มกันภัยแซ่คัก มันยามทิวาหลบหนี ไปพร้อมกับผู้คุ้มกันภัยสี่คน และถูกม้าคู่ขาบรรทุกซากศพกลับมา

ในยามนี้ลิ้มเพ้งจือก็เดินเข้ามา ปิดประตูห้องด้วย ลิ้มจิ้นน้ำจากทรวงอกของผู้ตาย ควักล้วงเอาหัวใจมนุษย์ที่ชุ่มโชกด้วยโลหิตขึ้นมากล่าวว่า “หัวใจถูกกระแทกกระเทือนเป็นเจ็ดแปดชิ้น ที่แท้เป็น...ที่แท้เป็น...”

เฮ้งฮูหยินกล่าวเสริมว่า “เป็นชุยซิมเจี้ย (ฝ่ามือขยี้ดวงใจ) ของสำนักแชเซี้ยจริงๆ”

ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีรษะอย่างเคร่งเครียด ลิ้มเพ้งจือจึงเข้าใจว่า การที่บิดาปลีกตัวจากมา ก็เพื่อผ่าซากศพตรวจดูสาเหตุการตายของทุกผู้คนนั่นเอง

ได้ยินลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “ฝ่ายตรงข้ามปฏิบัติการราวกับเป็นภูตผีปีศาจ เราความจริงก็ไม่เชื่อถือ บัดนี้ได้เห็นหัวใจมนุษย์ที่แหลกละเอียดนี้ ยิ่งสามารถเชื่อมั่นโดยมิต้องสงสัยเลย”

ดังนั้นจึงห่อหุ้มซากศพอยู่ในผ้าน้ำมัน ซึ่งจัดเตรียมอยู่ก่อน และเหวี่ยงไปที่มุมตึก เอื้อมมือเช็ดคราบโลหิตที่แปดเปื้อนอยู่ แล้วนำพาภรรยากับบุตรกลับมาในห้องนอน

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวขึ้นว่า “ฝ่ายศัตรูเป็นผู้ทรงฝีมือในสำนักแชเซี้ยอย่างแม่นมั่น เนี่ยจื้อ (คำเรียกภรรยา) ท่านว่าสมควรกระทำประการใด?”

ลิ้มเพ้งจือกระชากเสียงกล่าวว่า “เรื่องนี้ต้นตอเกิดจากผู้บุตร วันพรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะออกไปท้าทายอีก เสี่ยงชีวิตกับฝ่ายตรงข้าม หากมิใช่คู่ต่อสู้ ก็ถูกสังหารฆ่าทิ้งเท่านั้นเอง”

ลิ้มจิ้นน้ำสั่นศีรษะ กล่าวว่า “ฝ่ายตรงข้ามเพียงฝ่ามือเดียว ก็กระแทกหัวใจผู้คนเป็นแปดส่วน และเปลือกนอกของผู้ตาย ตลอดร่างมิมีรอยบาดแผล ความสูงล้ำในพลังฝีมือ ขณะอยู่ที่สำนักแชเซี้ย ก็เป็นเช่นชั้นอันดับหนึ่ง

และมันหากคิดฆ่าเจ้า ก็ลงมือเนิ่นนานแล้ว ไม่รอคอยจนถึงวันนี้ เรารู้สึกว่าศัตรูมีจิตใจหฤโหด มิยอมประหัตประหารเราทั้งสามไปอย่างหมดจดง่ายดาย”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “มันคิดจะทำฉันใด?”

ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียงขึ้นว่า “เดียรัจฉานนั้นไม่เห็นสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยอยู่ในสายตาแยแสเลย มันกำลังเป็นแมวไล่ตะปบมุสิกหยอกเย้าจนพึงพอใจ ทำให้มุสิกแตกตื่นขวัญฝ่อ จนตกตายไปเอง จึงรู้สึกปลาบปลื้มประโลมใจ”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “มิแน่นักว่ามันเกรงกลัวหนึ่งร้อยแปดท่าฝ่ามือตลบฟ้าของบิดา หาไม่แล้วไฉนจึงไม่กล้าประมือกันอย่างเปิดเผย มุ่งแต่คอยลอบประทุษทำร้าย?”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวอย่างสะทกสะท้อนว่า “เพ้งยี้ ฝ่ามือตลบฟ้าของบิดา ยามใช้จัดดารกับโจรร้าย ฝ่ายอธรรมนับว่าเหลือเฟือเกินพอ แต่ทว่าวิชาฝ่ามือขยี้ดวงใจของฝ่ายตรงข้าม มีความสูงล้ำกว่าบิดาถึงสิบเท่า เรา...ตลอดเวลามิสยบยอมต่อผู้คน หากแต่พอเห็นหัวใจของผู้คุ้มกันภัยแซ่คัก...อา...”

ลิ้มเพ้งจือแลเห็นผู้ให้กำเนิดมีท่วงท่าหมดอาลัยผิดแผกจากสามัญวิสัย จึงมิกล้ากล่าววาจาอีก

เฮ้งฮูหยินเอื้อนเอ่ยขึ้นว่า “ฝ่ายตรงข้ามในเมื่อร้ายกาจโหดเหี้ยม ชายชาติชาตรีสามารถยืดได้หดได้ พวกเราคงต้องหลบหลีกสักครั้งหนึ่ง”

ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีรษะเห็นพ้องด้วย เฮ้งฮูหยินกล่าวสืบไปว่า “พวกเราเดินทางอย่างรีบด่วน มุ่งไปเมืองลกเอี้ยง ยังประเสริฐที่ทราบความเป็นมาของศัตรู วีรบุรุษคิดล้างแค้น อีกสิบปียังมิสาย”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “มิผิด พวกเราจัดเตรียมข้าวของสัมภาระ จากนั้นก็ออกเดินทางทันที”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวขึ้นว่า “บิดา พวกเราพอจากไป ก็ทิ้งให้ผู้คน จำนวนมากอยู่ในสำนักคุ้มกันภัย โดยสภาพที่ปราศจากผู้นำเลย”

“ฝ่ายศัตรูไม่มีข้ออาฆาตพยาบาทกับพวกมันเหล่านั้น เราทั้งสามพอปลีกตัวไป ผู้คนในสำนักคุ้มกันภัยกลับจะปลอดภัยไร้อันตราย”

ลิ้มเพ้งจือรู้สึกว่า วาจาของบิดามีเหตุผล ดังนั้นจึงกลับมาที่ห้องของตนเก็บกวาดข้าวของ ตนชั่วชีวิตมิเคยออกจากบ้าน เข้าใจว่าการไปลกเอี้ยงคราครั้งนี้มิแน่นักว่าฝ่ายตรงข้ามจะเผาผลาญสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยจนสิ้นซากกับสมบัติที่มีอยู่ รู้สึกยากจะสลัดตัดรอน

ในที่สุดได้รวบรวมถึงสองห่อใหญ่ ยังเห็นว่าภายในห้องเหลือสิ่งของมากมาย มือซ้ายก็หยิบฉวยม้าหยกตัวหนึ่งบนโต๊ะ มือขวาม้วนหนังเสือดาวผืนหนึ่ง ซึ่งถลกหนังมาจากเสือดาวตัวที่ตนฆ่าตาเอง แบกห่อผ้าอยู่บนบ่ามาถึงห้องของบิดามารดา

เฮ้งฮูหยินพอพบเห็นอดขบขันมิได้ กล่าวว่า “พวกเรากำลังหลบหนีเภทภัย หาใช่ย้ายบ้าน นำของจุกจิกเหล่านี้ไปไยกัน?”

ลิ้มจิ้นน้ำทอดถอนใจ สั่นศีรษะคำนึงว่า ‘...เราแม้เป็นชนชั้นนักสู้ แต่บุตรชายตั้งแต่เยาว์วัยได้รับความทะนุถนอม นอกจากถ่ายทอดวิชาฝีมือแล้ว ก็มิแตกต่างจากทายาทของตระกูลสูงศักดิ์ บัดนี้มีมหาภัยกล้ำกรายมาไม่อาจเปลี่ยนแปลงตามสภาวะ นี่ก็ไม่อาจโทษว่ามัน...’

มันบังเกิดความรักใคร่เวทนาขึ้น กล่าวว่า “บ้านงั่วกง (ตา) ของเจ้า มิว่าวัตถุสิ่งใดก็มีครบครัน ไม่จำเป็นต้องขนเอาสิ่งของมากมายถึงปานนี้พวกเราเพียงแต่นำเงินทองของมีค่าติดตัวไว้ การเดินทางครั้งนี้จะผ่านกังไซ โอ้วน้ำ ซึ่งล้วนมีสำนักสาขา มิหวั่นเกรงว่าต้องถึงกับขอทาน ห่อผ้ายิ่งเบายิ่งประเสริฐเรือนร่างเมื่อเบาหวิว เวลาลงมือก็ปราดเปรียวขึ้นอีก”

ลิ้มเพ้งจืออับจนปัญญา ได้แต่วางห่อผ้าลง เฮ้งฮูหยินกล่าวว่า “พวกเราจะควบม้าออกจากประตูใหญ่อย่างผ่าเผยหรือว่าลอบเร้นออกไปทางหลังประตู?”

ลิ้มจิ้นน้ำเอนร่างอยู่บนเก้าอี้ พริ้มตาลงขบคิดอยู่เนิ่นนาน จึงลืมตาขึ้นกล่าวว่า “เพ้งยี้ เจ้าไปถ่ายทอดให้ทุกผู้คนในสำนักรับทราบว่า ทั้งหมดตระเตรียมตัว พอรุ่งเช้าก็จะจากไปโดยพร้อมเพรียงกัน และให้แผนกบัญชีแจกจ่ายเงินทองต่อทุกผู้คน รอจนโรคระบาดผ่านพ้นแล้ว ค่อยหวนกลับมา”

ลิ้มเพ้งจือรับคำว่า ถูกแล้ว แต่จิตใจรู้สึกพิศวงสงสัย มิทราบว่าบิดาไฉนจึงแปรเปลี่ยนความตั้งใจ?

เฮ้งฮูหยินกล่าวว่า “ท่านต้องการให้ทุกผู้คนแยกย้ายกันไป? ถ้าเช่นนั้นสำนักคุ้มกันภัยนี้ผู้ใดดูแลกัน?”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “ไม่ต้องดูแลแล้ว คฤหาสน์ปีศาจที่มีผู้ตกตายจำนวนมากนี้ ผู้ใดกล้าเข้ามาแส่หาความตายอีก? พร้อมกับนั้นพวกเราทั้งสามพอจากไปผู้ที่หลงเหลือหรือว่ามิคิดไปด้วย?”

ดังนั้น ลิ้มเพ้งจือจึงออกจากห้องไปถ่ายทอดวาจาทั่วทั้งสำนักคุ้มกันภัย พลันบังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวายขึ้นมา

ลิ้มจิ้นน้ำรอจนบุตรชายออกจากห้อง จึงกล่าวว่า “เนี่ยจื้อ เราบิดาและบุตรจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของคนรับใช้ประจำสำนัก ท่านก็ปลอมแปลงเป็นบ่าวสตรี พอฟ้าสางทั้งหมดร้อยกว่าคนก็แยกย้ายกันไปฝ่ายศัตรูแม้มีฝีมือสูงล้ำ แต่จำนวนมีเพียงหนึ่งหรือสองคนมันจะติดตามผู้ใดกันเล่า?”

เฮ้งฮูหยินปรบมือชมเชยว่า เป็นอุบายอันประเสริฐ และไปหยิบฉวยเสื้อผ้าอันสกปรกมอมแมมของคนรับใช้มาสองชุด รอจนลิ้มเพ้งจือกลับมา ก็ให้บิดาและบุตรสวมใส่

ส่วนนางผลัดเปลี่ยนเป็นชุดผ้าหยาบสีเขียว ศีรษะโพกผ้าดอกลายสีคราม นอกจากผิวกายออกจะขาวผ่องเกินไป ก็แสดงว่าเป็นสตรีรับใช้นางหนึ่ง

ลิ้มเพ้งจือรู้สึกว่าเสื้อผ้าที่สวมใส่เหม็นอับสุดจะทนทาน แม้มิยินยอมพร้อมใจ แต่ก็อับจนปัญญา

เมื่อเวลาใกล้รุ่งสางสว่าง ลิ้มจิ้นน้ำบงการให้เปิดประตูใหญ่ กล่าวกับผู้คนทั้งหมดว่า “ปีนี้โชคชะตาของเราไม่ประเสริฐ ในสำนักมีโรคระบาดคุกคาม ทั้งหมดได้แต่หลบหลีกสักครั้งหนึ่ง พี่น้องทุกท่านหากยังต้องการทำงานคุ้มกันภัย สามารถไปที่เมืองฮั่งจิว น่ำเชียง สังกัดต่อสาขาสำนักเรา รับรองว่าจะได้รับการต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี พวกเราไปกันเถอะ !”

ดังนั้น ผู้คนหนึ่งร้อยกว่าคนพากันกระโดดขึ้นสู่หลังม้าทะลักออกจากประตูใหญ่ ลิ้มจิ้นน้ำได้ใส่กุญแจที่หน้าประตู ตวาดก้องร้องขึ้น อาชาสิบกว่าตัวก็ฝ่าทะลวงออกจากเส้นโลหิต

บุคคลมากมายขวัญย่อมกล้าแข็ง ทั้งหมดจึงไม่หวั่นหวาดเท่าใดนัก รู้สึกว่าหากออกจากสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยรวดเร็วเท่าใดก็จะได้รับความปลอดภัย แว่วเสียงฝีเท้าม้าห้อตะบึงดังสับสน พากันมุ่งสู่ทิศอุดร บุคคลเหล่านี้ ต่างไม่มีการตกลงใจ พอเห็นผู้อื่นไปทางทิศเหนือก็กระตุ้นม้าติดตามไป

ลิ้มจิ้นน้ำอยู่ที่มุมถนนโบกมือเป็นนัย เหนี่ยวรั้งฮูหยินกับบุตรชายเอาไว้ กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ปล่อยให้พวกมันไปทางทิศเหนือ พวกเราจะมุ่งไปทิศใต้”

เฮ้งฮูหยินเอื้อนเอ่ยว่า “ไปยังเมืองลกเอี้ยง ไฉนจึงมุ่งลงสู่ใต้เล่า?”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “ฝ่ายศัตรูคาดคำนวณว่า พวกเราย่อมต้องไปเมืองลกเอี้ยง จึงคิดดักสกัดขัดขวางที่ประตูเมืองทิศเหนือ พวกเราพาลมุ่งสู่ใต้ อ้อมเป็นวงกว้างแล้วค่อยขึ้นเหนือ ทำให้ฝ่ายตรงข้ามประสบความผิดหวัง”

ลิ้มเพ้งจือส่งเสียงเรียกหาบิดา คำหนึ่ง ลิ้มจิ้นน้ำเบือนศีรษะมองมา ตนกลับเงียบงันไปครู่ใหญ่ แล้วจึงกล่าวว่า “ผู้บุตรคิดจะออกไปทางประตูเมืองทิศเหนือ ฝ่ายตรงข้ามทร้ายพวกเรามากมายก่ายกอง หากไม่เสี่ยงชีวิตจนตกตายไปข้างหนึ่ง ความคับแค้นในอก ไหนเลยจะกล้ำกลืนไว้ได้?”

เฮ้งฮูหยินกล่าวว่า “ความแค้นอันยิ่งใหญ่นี้ ย่อมต้องชำระล้าง เพียงแต่อาศัยความสำเร็จเฉกเช่นเจ้า จะต้านรับฝ่ามือขยี้ดวงใจของฝ่ายตรงข้ามได้หรอกหรือ?”

ลิ้มเพ้งจือกระชากเสียงอย่างขุ่นเคืองว่า “อย่างมากก็เช่นเดียวกับผู้คุ้มกันภัยแซ่คัก ถูกมันกระแทกหนึ่งฝ่ามือจนหัวใจแหลกลาญเท่านั้นเอง”

ลิ้มจิ้นน้ำมีใบหน้าสีเขียวคล้ำ ตวาดว่า “ตระกูลลิ้มของเรา สืบต่อกันมาถึงสามรุ่น หากแม้นล้วนเป็นบุคคลที่มีแต่กำลังขวัญกระทำอย่างพลการเฉกเช่นเจ้า สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยไม่ต้องรอให้ผู้คนมาล้มล้าง ตัวเองก็สิ้นวงศ์ตระกูลไปเนิ่นนานแล้ว”

ลิ้มเพ้งจือเห็นว่าบิดามีโทสะ ก็มิกล้ากล่าวอีก ติดตามผู้ให้กำเนิดรอนแรมไปทางทิศทักษิณ ออกจากเมืองแล้ววกสู่ทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านลำน้ำมั่งกัง เมื่องน่ำท้ น่ำสือ ข้ามเนินกัวะเนี่ย มาถึงเมืองย่งไถ่

สำหรับวันนี้เร่งรุดเดินทาง โดยมิหยุดยั้งพักผ่อนพอมาพักแรมในโรงเตี้ยมแห่งหนึ่ง ทั้งสามล้วนแต่เหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย ยังประเสริฐที่ตลอดรายทางหามีสภาพการณ์ผิดปรกติไม่

หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้ว ลิ้มจิ้นน้ำจึงระบายลมหายใจยาวๆ ออกจากปาก กล่าวเบาๆ ว่า “นับว่าสลัดหลุดพ้นจากอสูรร้ายนั้นได้แล้ว”

หลังจากนั้นลิ้มจิ้นน้ำ เฮ้งฮูหยิน ลิ้มเพ้งจือก็พากันเข้าหลับนอนภายในห้องพัก

หนังสือแนะนำ

Special Deal