กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 2 ปีศาจทวงชีวิต

ลิ้มจิ้นน้ำยังสนทนาถึงข่าวดีที่ได้รับอีกว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้นับว่ากะทันหันคาดมิถึงการที่ท่านเจ้าอารามยินยอมรับของขวัญ และส่งศิษย์มาสี่คน ทำให้การแผ้วทางสายซี่ชวนของสำนักเราประสบความสำเร็จได้”

ทันใดนั้น ได้ยินผู้คนส่งเสียงร่ำร้องว่า “อา ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ก็ตายแล้ว!”

ลิ้มจิ้นน้ำกับบุตรพากันสะท้านขึ้นทั้งร่าง ลิ้มเพ้งจือถึงกับกระโดดปราดขึ้นจากเก้าอี้นั่ง กล่าวเสียงสั่นระรัวว่า “เป็นพวกมันมาล้าง...”

คำว่า “แค้น” มิทันเอ่ยออก ก็รีบหุบปากเอาไว้ ขณะนั้นลิ้มจิ้นน้ำได้ออกจากประตูห้องโถงแล้ว แลเห็นตั้งฉิกถาโถมเข้ามาอย่างหวาดหวั่นขวัญฝ่อ กล่าวว่า “ท่านประมุข แย่แล้ว ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้...ก็ถูกปีศาจร้ายกาจซี่ชวน...ทวงชีวิตไปแล้ว”

ลิ้มจิ้นน้ำมีใบหน้าเคร่งเครียดลง ตวาดว่า “ปีศาจร้ายซี่ชวนใดกัน เหลวไหลชัดๆ”

ตั้งฉิกกล่าวเสียงสั่นระรัวว่า “เป็น...ความจริง ท่าน...ประมุขน้อยช่วยชีวิตด้วย ท่านมีชะตากล้าแข็ง เทพสวรรค์คอยปกปัก ปีศาจร้ายนั้นมิกล้าคุกคาม ดังนั้นย่อมจัดการต่อข้าพเจ้า พวกเราต้องเร่งรีบหาหนทางเชื้อเชิญหลวงจีนนักพรตมาสวดมนต์ขับไล่ ท่านประมุขน้อยก็ไปโขกศีรษะสักหลายครั้ง สลายความพยาบาทของปีศาจร้ายบ้าง...”

มันกล่าวอย่างวุ่นวายอลวน ลิ้มจิ้นน้ำมิเข้าใจแม้แต่น้อย จึงตวาดก้องว่า “หุบปาก”

ตั้งฉิกแลเห็นท่านหัวหน้าใหญ่มีประกายตาเกรี้ยวกราดจึงมิกล้าเอื้อนเอ่ยอีก เพียงชำเลืองแลไปยังลิ้มเพ้งจือยังหวั่นหวาดวิงวอน

ขณะนั้นมีผู้คุ้มกันภัยหลายคนเข้ามาในห้องโถงและบุคคลหนึ่งได้ขมวดคิ้ว รายงานว่า “ท่านประมุข สภาพการตายของน้องแซ่แต้เป็นเฉกเช่นกับแป๊ยี่ บนร่างกายไม่มีร่องรอยบาดแผลทวารทั้งเจ็ดก็ปราศจากโลหิตใบหน้า ไม่ม่วงคล้ำบวมพองหรือว่า...เมื่อครู่นี้ขณะติดตามท่านประมุขน้อยไปล่าสัตว์ได้ถูกคุณไสยสิ่งสู่...เผชิญกับภูตพรายพยาบาท”

ลิ้มจิ้นน้ำแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “เราอาละวาดอยู่ในวงพวกนักเลงชั่วชีวิต มิเคยพบปีศาจอันใดรีบนำเราไปดูกัน”

ผู้คุ้มกันภัยที่เอ่ยวาจาก็นำพาไปถึงคอกม้า แลเห็นผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้นอนฟุบอยู่หน้าคอกม้าสองมือยังรวบคว้าอานม้า แสดงว่ากำลังจะนำไปประดับบนหลังม้า แต่แล้วก็ตกตายไปอย่างฉับพลัน มิมีร่องรอยต่อสู้กับผู้คนเลย

ในยามนี้ ท้องฟ้าได้มืดสนิท ลิ้มจิ้นน้ำให้ผู้คนถือตะเกียงสาดส่องอยู่ด้านข้าง เอื้อมมือปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ของผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ สำรวจตรวจดูโดยละเอียดแม้จับคลำโครงกระดูกทั่วทั้งร่าง ก็มิได้พบว่ารอยบาดแผลหรือกระดูกนิ้วมือหักสะบั้นแม้แต่นิ้วเดียว

ลิ้มจิ้นน้ำเป็นชายชาติชาตรี ไม่เชื่อถือในเรื่องเทพภูต แป๊ะยี่ตกตายอย่างกะทันหันมินับว่าแปลกประหลาด แต่ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ก็เสียชีวิต ในสภาพเดียวกันแสดงว่าย่อมต้องมีเลศนัยหากแม้นเป็นโรคไข้ป่า ตลอดทั่วร่างไฉนไม่มีจุดดำแต้มแดงด้วย?

มันรู้สึกว่าเรื่องนี้ย่อมมีส่วนเกี่ยวข้องกับการล่าสัตว์ของบุตรชายในวันนี้ จึงหันมากล่าวถามลิ้มเพ้งจือ “ในวันนี้ผู้ติดตามเจ้าออกไปล่าสัตย์ นอกจากแป๊ะยี่กับผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ ก็มีผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือกับมัน” พลางชี้มือไปที่ตั้งฉิก ลิ้มเพ้งจือได้ผงกศีรษะ ลิ้มจิ้นน้ำจึงกล่าวว่า “พวกเจ้าทั้งสองตามเรามา”

และก็บงการต่อคนรับใช้ประจำสำนักผู้หนึ่งว่า “เชื้อเชิญผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือไปสนทนาที่ตึกแถวบูรพา”

ทั้งสามกลับมาในห้องทางแถบตึกบูรพา ลิ้มจิ้นน้ำพอนั่งลงก็มิส่งเสียง มันทราบดีว่าบุตรชายไม่มีประสบการณ์ ตั้งฉิกมีแต่วาจาเหลวไหล มีเพียงผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือที่ช่ำชอง จึงซักไซ้เงื่อนงำบ้าง

คาดมิถึงว่า รอคอยอยู่เนิ่นนาน ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือหาได้ปรากฏกายขึ้น ลิ้มจิ้นน้ำจึงกล่าวกับตั้งฉิกว่า “เจ้าไปเร่งเร้าผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือมาด้วย”

ตั้งฉิกมีเรือนร่างสั่นระริก แต่ก็ส่งเสียงรับคำ หากทว่าพอเดินมาถึงหน้าประตู พลันหดร่างกลับมา คุกเข่าโครมต่อลิ้มจิ้นน้ำวิงวอนว่า “ท่าน...ประมุข บ่าวหากออกไปเพียงลำพัง ก็มิมีชีวิตอย่างแม่นมั่น”

ลิ้มจิ้นน้ำแลเห็นมันหวาดผวาจนกายสั่นระรัวราวกับเผชิญพบภูตผีพยาบาทเข้า จึงให้มันลุกขึ้นและอยู่ในที่นี้ ตั้งฉิกคล้ายดั่งได้รับคำนิรโทษจากองค์กษัตริย์รีบลุกขึ้นยืนหยัด พร้อมทั้งปิดประตูห้อง ดุจดั่งเกรงว่าปีศาจร้ายซี่ชวนสามารถเข้าประทุษร้าย

ลิ้มจิ้นน้ำเบือนหน้ามาทางบุตรชาย กล่าวถามว่า “นี่ที่แท้เป็นเรื่องราวอย่างไรกัน?”

ลิ้มเพ้งจือสำนึกทราบว่า ไม่มีทางปกปิดอำพรางจึงบอกเล่าเหตุการณ์ที่หลังจากล่าสัตว์แล้ว เข้าไปดื่มสุราในร้าน และพบพานชาวเมืองซี่ชวนสองคน ล่วงเกินดรุณีขายเหล้านางนั้น ทำให้หักล้างกันขึ้น และฝ่ายตรงข้ามกดลำคอของตน บังคับให้โขกศีรษะ ตนจึงชักมีดทองสังหารบุรุษผู้นั้น จากนั้นก็นำไปกลบฝังในสวนผัก และกำชับให้ชายชราที่ขายสุราอย่าได้แพร่งพรายเรื่องราว

ลิ้มจิ้นน้ำยิ่งรับฟังยิ่งทราบว่าสถานการณ์ผิดท่าแต่มันก็เป็นผู้ผ่านมรสุมชีวิตมาแล้ว หลังจากเงียบงันอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “บุรุษทั้งสองนั้นมิได้ประกาศว่าเป็นบุคคลในค่ายพรรคสำนักใดหรอกหรือ?”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “หามีไม่”

“สำหรับกิริยาท่าทางของมันทั้งสอง มีสภาพอันพิเศษพิสดารอย่างไร?”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “ก็มิเห็นมีความประหลาดพิกล แม้แต่บุรุษ แซ่อื้อนั้น...”

ลิ้มจิ้นน้ำเพิ่งรับทราบว่า ผู้คนที่ถูกบุตรชายสังหารไป แซ่อื้อ มันพลันสั่นศีรษะพึมพำกับตัวเองว่า “เป็นไปมิได้ ย่อมประจวบเหมาะถึงปานนี้ ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อบอกว่าจะจัดส่งผู้คนมา แต่มิมีทางบรรลุถึงเมืองฮกจิวอย่างรวดเร็วถึงปานนี้”

ลิ้มเพ้งจือใจสะท้านหวั่นไหว ถามว่า “บิดา ท่านว่าบุรุษทั้งสองนั้นจะเป็นผู้คนในสำนักแชเซี้ยหรือไม่?”

ลิ้มจิ้นน้ำมิตอบคำ ชั่วครู่ให้หลัง จึงยื่นมือออกกรีดวาด และกล่าวกับบุตรชายว่า “เจ้าใช้กระบวนท่าในฝ่ามือตลบฟ้านี้จู่โจมศัตรูมันคลี่คลายอย่างไรกัน?”

“มันมิสามารถปัดป้อง ถูกข้าพเจ้าตลบใส่ฉาดหนึ่ง”

ลิ้มจิ้นน้ำพลันหัวร่อออกมา กล่าวอีกว่า ประเสริฐมาก เจ้าใช้กระบวนท่านี้จู่โจมใส่ ฝ่ายตรงข้ามหลบเลี่ยงตีโต้เช่นใด?”

ขณะเอ่ยวาจา ก็กรีดมือวาดกระบวนท่าขึ้นลิ้มเพ้งจือได้กล่าวว่า “ในยามนั้นผู้บุตรกำลังขุ่นเคือง จดจำมิใคร่ชัดเจน คล้ายดั่งก็กระแทกถูกมันไปหมัดหนึ่ง”

ลิ้มจิ้นน้ำยิ่งมีสีหน้าสงบ ส่งเสียงขึ้นว่า “ประเสริฐมาก มันแม้ท่านี้ยังไม่อาจปัดพ้นแสดงว่ามิใช่บุตรหลานของท่านเจ้าอารามซ่งฮวงกวนที่ทรงเกียรติภูมิไปทั่วใต้หล้าอย่างเด็ดขาด”

ที่แท้มันเอ่ยคำว่า “ประเสริฐมาก” ตลอดเวลา หาใช่ชมเชยวิชาฝีมือของบุตรชาย หากแต่รู้สึกปลอดโปร่งวางใจ มีความเห็นว่าในมณฑลซี่ชวน ผู้ฝึกปรือฝีมือจำนวนมากหลาย บุรุษแซ่อื้อนั้นในเมื่อถูกบุตรชายสังหารไป พลังฝีมือย่อมไม่สูงล้ำ มิมีความสัมพันธ์อันใดกับสำนักแชเซี้ยอย่างแม่นมั่น

ลิ้มจิ้นน้ำถามอีกว่า “ในตอนท้ายมันไฉนจึงคร่ากุมบีบบังคับเจ้าได้”

ลิ้มเพ้งจือจึงแสดงท่าทางว่า เหตุใดถูกฝ่ายตรงข้ามรวบคว้าปกเสื้อ และกดต้นคอเอาไว้ ตั้งฉิกคล้ายดั่งมีกำลังขวัญเข้มแข็งขึ้น กล่าวว่า “แป๊ะยี่ใช้สามง่ามทิ่มแทงใส่ กลับถูกมันตวัดเท้าเตะจนสามง่ามปลิวกระเด็น และเตะซ้ำเติมจนร่างตีลังการหลายตลบ”

ลิ้มจิ้นน้ำสะท้านใจอย่างรุนแรง กล่าวถามว่า “มัน...เตะตวัดอย่างไร?”

ตั้งฉิกใช้สองมือเกาะพนักเก้าอี้ เท้าซ้ายดีดพุ่งไปด้านหลังเรือนร่างกระโดดปราดขึ้น เท้าขวาก็เตะตามติด มันมีวิชาฝีมือที่ใช้การมิได้ อิริยาบถยามนี้จึงน่าขบขันยิ่งนัก

ลิ้มเพ้งจืออดหัวร่อมิได้ พลันเหลือบแลเห็นผู้เป็นบิดามีสีหน้าประหวั่นพรั่นพรึง ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียงกล่าวว่า “การเตะตวัดทั้งสองเท้านี้ ละม้ายคล้ายกับไม้ตายอันภาคภูมิของสำนักแชเซี้ยคือแป๊ะเปี่ยงฮ่วมคา (วิชาเท้ามายาร้อยพลิกแพลง) !”

พลันก้าวเดินมาถึงประตูห้อง ร้องดังๆ ว่า “บริวารเรา ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือเล่าๆ”

ผู้รับใช้ประจำสำนักสองคนเร่งรุดไปครู่หนึ่ง แล้วจึงถลันเข้ามากล่าวว่า “ท่านประมุข ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ หายสาบสูญมิพบพานร่องรอย!”

ลิ้มจิ้นน้ำบังเกิดความระแวงแคลงใจขึ้นมาคำนึงว่า “หรือว่าผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือคือฝ่ายศัตรูจัดส่งมาพอเห็นว่าบังเกิดเรื่องราว มันก็ปลีกตัวจากไป และแป๊ะยี่กับผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ถูกมันทำร้ายด้วย?...”

มันใช้สองมือไพล่หลัง เดินวนเวียนไปมาอยู่ในห้องโถงครุ่นคิดขึ้นว่า ‘...การเตะตวัดทั้งสองเท้าของบุรุษแซ่อื้อนั้น หากเป็นวิชาท่าเท้ามายาร้อยพลิกแพลงแสดงว่า...มันหากมิใช่บุตรหลานของเจ้าอารามแซ่อื้อ ก็ต้องมีความสัมพันธ์กับสำนักแชเซี้ย...’

ลิ้มจิ้นน้ำพลันกำหนดแผนการขึ้น ร้องไปว่า “เชื้อเชิญท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยกับแซ่คุ้ยมา”

อันผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยแซ่คุ้ย ตลอดเวลาปฏิบัติการอย่างสุขุมรอบคอบ ได้รับความไว้วางใจจากลิ้มจิ้นน้ำ มันทั้งสองเห็นว่าสถานการณ์ผิดความคาดหมายจึงมารอคอยอยู่นอกห้องโถงแล้ว พอถูกเรียกหาจึงถลันเข้ามา

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุย กล่าวขึ้นว่า “ท่านประมุข ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือพลันหายสาบสูญ รู้สึกว่ามีเลศนัย เราได้ตรวจตราห้องพักของมัน มิเห็นว่านำสิ่งของไปใต้หมอนยังมีเงินยี่สิบกว่าตำลึง นับว่าแปลกประหลาดยิ่ง”

ลิ้มจิ้นน้ำเอื้อนเอ่ยว่า “ท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุย ท่านไปเชิญผู้คุ้มกันภัยแซ่เตี่ย แซ่จิว แซ่เจี่ย รีบออกจากประตูเมืองทิศเหนือติดตามผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ หากสามารถพบพานขอให้ปลอบโยนมันและนำพากลับมา”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยรีบไปถ่ายทอดวาจา ลิ้มจิ้นน้ำคำนึงในใจว่า ‘...บุรุษชาวเมืองซี่ชวนผู้ที่ถูกสังหารนั้นที่แท้เป็นใคร เราต้องเร่งรุดไปตรวจดูสักคราหนึ่ง...’

รอจนผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยหวนกลับมา ลิ้มจิ้นน้ำจึงกล่าวว่า “พวกเราไปกระทำเรื่องราวประการหนึ่ง ท่านผู้แซ่ซุยและคุ้ย บุตรเรากับตั้งฉิกติดตามเรามา”

ดังนั้น บุคคลทั้งห้าจึงควบขับอาชาออกจากสำนึกมุ่งไปทางทิศอุดร ยังประเสริฐที่ประตูเมืองมิทันปิดลงตลอดรายทางมุ่งสู่ทิศเหนือ ลิ้มจิ้นน้ำได้กล่าวว่า “ร้านสุรานั้นอยู่ที่ใด? บุตรเรานำทางไป”

ลิ้มเพ้งจือกระตุ้นม้านำหน้า ตั้งฉิกแตกตื่นจนแทบพลัดตกลงจากหลังม้า ร้องว่า “พวกเราจะไปที่ร้านสุรา? ท่าน...ประมุข ดินแดนปีศาจนั้นไม่อาจไป ปีศาจร้าย...แห่งซี่ชวนนั้นกำลังรอคอยอยู่ในที่นั้นพวกเราไยมิใช่แส่หาความตาย?”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “ท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ย ตั้งฉิกหากกล่าวคำว่า “ปีศาจ” อีก ท่านก็โบยใส่มันแส้หนึ่ง ปลุกปลอบสมองของมันให้แจ่มใสขึ้น

ผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยยิ้มพลางรับคำ ตั้งฉิกจึงหุบปากอย่างแนบแน่น มินานให้หลังอาชาทั้งห้าตัวก็มาถึงหน้าร้านสุรา แลเห็นประตูร้านได้ปิดสนิท

ลิ้มเพ้งจือสะอึกกายออกไปเคาะประตู ร้องเรียกว่า “ผู้เฒ่าแซ่ซัก เปิดประตู”

เคาะอยู่ครู่ใหญ่ ภายในร้านกลับปราศจากสุ้มเสียงแม้แต่น้อย

ตั้งฉิกกล่าวเบาๆ ว่า “เฒ่าผู้นั้นกับหลานสาวย่อมต้องตกตายไปแล้ว ปีศาจร้ายแห่ง...”

คำว่า “ปีศาจ” เพิ่งดังออกจากปาก ผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยก็สะบัดแส้ฟาดใส่หัวไหล่ของมัน แต่ตั้งฉิกมีสีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นขวัญฝ่อ

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยเบือนศีรษะไปทางลิ้มจิ้นน้ำแสดงอิริยาบถหมายพังประตู ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีรษะอนุญาตผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยจึงกระแทกฝ่ามือทั้งสองข้างออก กลอนประตูภายในพลันหักสะบั้น ประตูทั้งสองบานเปิดอ้าออก สำเนียงดังเอี๊ยดอ๊าด ในคืนวิกาลสงัดงัน ทำให้ผู้รับฟังรู้สึกขนลุกชี้ชัน

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยเวลากระแทกประตู ก็ฉุกลากลิ้มเพ้งจือถลันหลบมาด้านข้าง แลเห็นภายในห้องไม่มีสภาพผิดปรกติ จึงจุดชุดไม้ขึ้นเดินตรงเข้าไป และพลอยจุดตะเกียงน้ำมันบนโต๊ะด้วย

บุคคลทั้งหมดลงมือตรวจค้นทั้งนอกและในตลบหนึ่ง ก็มิพบเห็นผู้คน ภายในห้อง วัตถุจำพวกผ้าห่มหีบห่อยังไม่ขนย้ายจากไป

ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีรษะกล่าวว่า “เฒ่าผู้นั้นกลัวเกิดเรื่องยุ่งยา ในที่นี้มีผู้คนถึงแก่ชีวิตและกลบฝังอยู่ในสวนผักของมัน ย่อมคิดหลบหนีไป ตั้งฉิก นำจอบเสียมมา ขุดซากศพขึ้นมาดูกัน”

หากมิใช่ยามปรกติ ตั้งฉิกมีความเคารพเกรงกลัวในตัวหัวหน้าใหญ่ คงคิดเสี่ยงชีวิตทีเดียว ลังเลอยู่ครู่หนึ่งในที่สุดก็หยิบฉวยจอบเสียม ลากฝีเท้าไปที่สวนผัก ยกจอบขึ้นขุดลงไปในตำแหน่งที่นำซากศพมากลบฝังเอาไว้

ตั้งฉิกลงมือเพียงสองครั้ง ก็มือเท้าอ่อนระทวยแทบจะล้มลงบนพื้นดิน ผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยจึงมอบโคมไฟให้กับมัน รับจอบมากระทำแทน

ผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยมีช่วงแขนอันทรงพลัง ขุดอยู่ไม่นานก็เป็นหลุมลึก แลเห็นเสื้อผ้าของศพผู้ตายพลันเสือกจอบไปใต้ซากศพใช้กำลังเขี่ยซากศพขึ้นมา

ตั้งฉิกเบือนศีรษะไป มิกล้าชำเลืองมอง พลันได้ยินผู้คน ทั้งสี่ส่งเสียงอุทานโดยพร้อมเพรียงกัน! ตั้งฉิกยามตื่นตระหนก โคมไฟที่ถืออยู่ก็ตกหล่นลงบนพื้นดิน ทั่วทั้งสวนผักตกอยู่ในความมืดมิดสนิท

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “พวกเราฝังชาวเมืองซี่ชวนคนนั้นชัดๆ ไฉน...ไฉนจึง...”

ลิ้มจิ้นน้ำเอื้อนเอ่ยว่า “เรากลับเข้าใจมันผิดไป รีบจุดโคมไฟขึ้น”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยกวัดแกว่งชุดไฟจ่อกับโคมไฟ จนสว่างขึ้น ลิ้มจิ้นน้ำย่อเอวลงตรวจดูซากศพ ชั่วครู่ให้หลังจึงกล่าวว่า “บนร่างของมันไม่มีรอยบาดแผล เป็นสภาพการตายที่เฉกเช่นกัน”

ตั้งฉิกปลุกปลอบกำลังขวัญ เหลียวแลไปยังซากศพ พลันร้องเสียงกระเส่าว่า “ท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ”

ที่แท้สิ่งที่ขุดขึ้นมา เป็นซากศพของผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ ซึ่งผู้คนทั้งหมดเข้าใจว่ามันหลบหนีไป ส่วนซากศพของบุรุษแซ่อื้อนั้น กลับปลาสนาการโดยไม่มีร่องรอย!

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวขึ้นว่า “ผู้เฒ่าแซ่ซักนั้น ย่อมต้องมีความเป็นมาน่าระแวง” พลางชิงโคมไฟมาถือไว้ ถลันเข้าไปตรวจค้นภายในห้อง สิ่งของจำพวกไหสุรา หม้อหุงต้ม ตลอดจนโต๊ะเก้าอี้ภายในร้าน ล้วนถูกสำรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก็มิเห็นสภาพผิดสามัญ

สองผู้คุ้มกันภัยกับลิ้มเพ้งจือก็แยกย้ายกันรื้อค้นทันใดนั้นลิ้มเพ้งจือได้ร้องว่า “เอ๊ะ บิดา ท่านมาดู”

ลิ้มจิ้นน้ำกวาดตามองไป แลเห็นบุตรชายอยู่ในห้องของดรุณีมือถือผ้าเช็ดหน้าสีเขียวผืนหนึ่ง ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “บิดา สตรีที่ยากจนนางหนึ่ง ไฉนจึงมีวัตถุเช่นนี้?”

ลิ้มจิ้นน้ำเอื้อมมือรับมา กลิ่นหอมจางๆ ชนิดหนึ่งก็โชยกระทบนาสิก ผ้าเช็ดหน้าผืนนั้นเวลาถืออยู่ในมือรู้สึกอ่อนนุ่มนิ่ม แสดงว่าทอจากสายใยชนิดเลิศ พอพินิจดูเห็นว่าขอบผ้าเช็ดหน้า ขลิบด้วยใยสีเขียวสามรอบมุมหนึ่งปักดอกกุหลาบสีเหลือง ฝีมือการปักทอประณีตงดงามยิ่งนัก

ลิ้มเพ้งจือรายงานว่า “ผ้าเช็ดหน้านี้ตกหล่นอยู่ตรงซอกหลุมใต้เตียงนอน คาดว่าพวกมันยามเก็บข่าวของจากไปอย่างฉุกละหุกมิได้พบเห็น”

ลิ้มจิ้นน้ำถือโคมไฟ โน้มกายลงสาดส่องที่ได้เตียงนอนก็ไม่พบเห็นวัตถุสิ่งอื่น ขณะคิดจะยืนหยัดลุกขึ้นพลันชำเลืองเห็นว่าตรงมุมผนังห้อง มีวัตถุอันเล็กละเอียดสิ่งหนึ่ง ทอประกายอย่างเลือนราง จึงกล่าวกับบุตรชายว่า “คล้ายกับเป็นไข่มุกเม็ดหนึ่ง เจ้าไม่หยิบมาดู”

ลิ้มเพ้งจือมุดกายเข้าไปใต้เตียง ไขว่คว้าหยิบฉวยมา กล่าวว่า “เป็นไข่มุกเม็ดหนึ่งจริงๆ” พลางวางลงบนมือที่แบออกมาของบิดา ไข่มุกเม็ดนี้โตประมาณเม็ดถั่วเขียวเท่านั้น แต่ประกายทั้งงดงามเม็ดไข่มุกยังกลมละเอียด

ลิ้มจิ้นน้ำดำเนินกิจการด้านคุ้มกันภัย ไข่มุกอัญมณีมีค่าเคยผ่านสายตาจนคุ้นเคย มองเพียงวูบเดียวก็ทราบว่าเป็นเม็ดไข่มุกที่ตกหล่นลงมาจากปิ่นเสียบมวยผมหรือตุ้มหู เพียงไข่มุกเล็กๆ เม็ดนี้ มินับว่ามีราคาเท่าใด แต่หากเครื่องประดับกายชิ้นหนึ่งฝังไข่มุกชนิดนี้ แสดงว่ามีคุณค่ายิ่ง

มันเคลื่อนไหวฝ่ามือจนไข่มุกกลิ้งไปมา กล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “เจ้าว่าดรุณีขายสุรานั้นรูปโฉมอัปลักษณ์ยิ่ง เนื้อผ้าที่สวมใส่ย่อมมิสูงค่า แต่นางได้สวมอย่างสะอาดสะอ้านหรือไม่?”

ลิ้มเพ้งจือเอื้อนเอ่ยว่า “ขณะนั้นข้าพเจ้ามิใคร่สนใจ แต่คงมิถึงกับสกปรกมอมแมมมาตรมิเช่นนั้น นางเวลายกสุรามาข้าพเจ้าก็รู้สึกได้”

ลิ้มจิ้นน้ำเบือนศีรษะ มาถามไถ่ความเห็นผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยซึ่งผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยก็กล่าวว่า “เราเห็นว่าการตายของผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ แซ่แต้กับแป๊ะยี่ย่อมต้องมีส่วนสัมพันธ์กับหนึ่งชราหนึ่งดรุณีและอาจเป็นพวกมันลงมืออย่างอำมหิตด้วย”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยกล่าวขึ้นว่า “ชาวเมืองซีชวนสองคนนั้น ก็อาจเป็นพวกพ้องเดียวกับหนึ่งชราหนึ่งดรุณีผู้ขายสุรา หาไม่แล้วพวกมันไฉนจึงขนย้ายซากศพกลับไป”

ลิ้มเพ้งจือส่งเสียงกล่าวว่า “บุรุษแซ่อื้อนั้นได้ล่วงเกินโกวเนี้ยนางนั้นชัดๆ มาตรมิเช่นนั้นข้าพเจ้าก็ไม่ด่าว่าจนต่อสู้กัน มันคงมิใช่พวกพ้องเดียวกัน”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยกล่าวว่า “ท่านประมุขน้อย ผู้คนในวงพวกนักเลงมีน้ำใจกลอกกลิ้งชั่วร้ายพวกมันมักสร้างหลุมพราง ไว้คอยดักรอคนภายนอก พวกเราเรียกตั้งฉิกมาซักถามอีก ตั้งฉิกมาทางด้านนี้”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยร้องเรียกอยู่หลายครั้ง มิได้ยินตั้งฉิกส่งเสียงตอบคำ จึงด่าขึ้นว่า “มารดามันเถอะ ตั้งฉิกคงแตกตื่นจนสลบไสลไปแล้ว” พลางเดินออกจากร้านสุรา แต่ทว่ามิเห็นเงาร่างของตั้งฉิก ลิ้มจิ้นน้ำ และบุตร ผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยก็บังเกิดความระแวงสงสัยออกมาค้นหาด้วย

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “มันคงเกรงกลัวปีศาจกลับไปก่อนแล้ว”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยได้เดินทางไปทางสวนผัก ทันใดนั้นก็ร้องขึ้นว่า “เอ๊ะ ท่าน... ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือเล่า?”

ลิ้มจิ้นน้ำถือโคมไฟพุ่งกายเข้าไปในสวนผัก และเห็นซากศพของผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือที่ข้างหลุม ได้หายสาบสูญแล้ว จึงตื่นตระหนกอย่างสุดจะเปรียบปานส่องโคมไปรอบบริเวณ ก็ไม่มีวี่แววเค้ามูล

ลิ้มเพ้งจือก็พลันส่งเสียงร้องว่า “บิดา...ท่านดู”

ลิ้มจิ้นน้ำแลเห็นนิ้วมือของมันชี้ลงสู่พื้นดิน นั่นความจริงเป็นที่กลบฝังซากศพของผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ และถูกขุดเป็นหลุม บัดนี้กลับถมจนราบเรียบ

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “นั่นก็แปลกไปแล้ว หรือว่าตั้งฉิกกลบฝังซากศพลงไปอีก?” พลางวางโคมไฟอยู่ด้านข้างหยิบฉวยจอบขึ้นลง มือขุดเจาะจริงดังคาดหมาย มินานให้หลังปลายจอบก็กระทบถูกร่างกาย ผู้คนอันอ่อนนุ่มมันปาดดินโคลนออกพลันมีใจสะท้านหวั่นไหว

เสื้อผ้าที่ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือสวมใส่เป็นสีเขียวอ่อนแต่ชายเสื้อที่โผล่ออกนอกดินเป็นสีดำ ลิ้มจิ้นน้ำรีบปาดดินโคลนบนใบหน้าของซากศพออก บุคคลทั้งสี่พลันส่งเสียงอุทานขึ้น ถอยกายไปด้านหลังโดยพร้อมเพรียง

ที่แท้ผู้ซึ่งถูกกลบฝังอยู่ในหลุม กลับเป็นตั้งฉิก!

ลิ้มจิ้นน้ำสงบจิตใจระงับอารมณ์ ยื่นมือเกาะกุมทรวงอกของตั้งฉิกคว้าร่างออกมา ลูบคลำหน้าผากของมัน ยังมีความอบอุ่นเล็กน้อย พอรอมืออยู่ที่ริมจมูก ก็สิ้นลมปราณ หลังจากเตะชีพจร หัวใจก็หยุดเต้น

ลิ้มจิ้นน้ำพลันพลิกข้อมือ กระชากกระบี่ยาวออกจากฝัก กระโดดปราดขึ้นไปบนกำแพงเตี้ยๆ ที่ล้อมรอบสวนผัก สองผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุย และคุ้ย มาตรแม้นติดตามมันมานานปี แต่มิเคยเห็นมันชักกระบี่ ในยามนี้พบว่ามันยามพุ่งร่าง มีความปราดเปรียวยิ่ง จึงรู้สึกแตกตื่นเลื่อมใส

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยดึงทวนยาวจากข้างกาย กล่าวกับลิ้มเพ้งจือว่า “ท่านประมุขน้อย ศัตรูอยู่ในละแวกใกล้เคียงรีบชักอาวุธตระเตรียมตัว”

ลิ้มเพ้งจือผงกศีรษะ กระชากกระบี่ออกมาชิงถลันออกไปทางประตูหน้า ท่ามกลางแสงเดือนประกายดาวอันเลือนราง แลเห็นบนหลังม้าขาวพาหนะของตน มีบุคคลหนึ่งนั่งตระหง่านอยู่

ตนขยับกระบี่โถมปราดเข้าหา ตวาดว่า “ผู้ใด?”

กระบี่ยาวเสือกส่งออกไปด้วยท่าลิ้วแชกั้งง๊วย (ดาราไล่ขับจันทร์) ทิ่มแทงใส่บุคคลนั้น กลับเห็นฝ่ายตรงข้ามมิขยับเคลื่อนไหว ปลายกระบี่ของลิ้มเพ้งจือพุ่งจนแทบสัมผัสถูก พลันชะลอสภาวะ พลิกกระบี่ฟาดออกไป

ได้ยินเสียงดับเพียะ บุคคลนั้นก็พลัดตกลงจากหลังม้าแสงจันทราสาดส่องถูกใบหน้าของมัน กลับเป็นซากศพของผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ ลิ้มเพ้งจือส่งเสียงเรียกหาขึ้น

ลิ้มจิ้นน้ำกับสองผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยกับชุยพากันพุ่งละลิ่วมาสมทบ ลิ้มจิ้นน้ำแค่นหัวร่อ อย่างเย็นชากล่าวว่า “ชนชั้นมุสิกยโสบังอาจนัก”

สุ้มเสียงพลันดังกังวานขึ้น เอื้อนเอ่ยว่า “ยอดคนจากสารทิศใด ให้เกียรติมาถึงเมืองฮกจิว? เมื่อเป็นชายชาติชาตรีก็เชิญปรากฏกายออกมาไฉนต้องหลบๆ ซ่อนด้วย?”

เอื้อนเอ่ยทบทวนสองครั้ง ทั่วทั้งบริเวณกลับปราศจากสำเนียงใดๆ ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยกล่าวเบาๆ ว่า “บุคคลนี้มีความว่องไวยิ่งนัก พวกเราเข้าไปในห้องเพียงชั่วครู่เดียว มันก็ดำเนินการจนเป็นเช่นนี้”

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “เกรงว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีเพียงลำพัง”

พลันฉุกใจได้คิด ถือโคมไฟกลับไปตรวจตราในสวนผัก แต่ทว่าข้างหลุมฝังศพหลังจากผ่านการขุดค้นหลายครา และผู้คนหลายคนเหยียบย่ำไปมา จึงมิมีทางจำแนกแยกแยะ รอยเท้าเลย

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยกล่าวอย่างแผ่วเบาว่า “ท่านประมุข ท่านมีความคิดเป็นอย่างไร?”

ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียง กล่าวว่า “ผู้เฒ่ากับโกวเนี้ยที่ขายสุรา ย่อมต้องเร่งรุดมาเสาะหาพวกเรา เพียงมิทราบว่ามันทั้งสองกับบุรุษซี่ชวนสองคนนั้น เป็นพวกพ้องเดียวกันหรือไม่”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวขึ้นว่า “บิดา ท่านว่าเจ้าอารามซ่งฮวงกวนส่งผู้คนมาสี่คน พวกมัน...รวมกันเข้าใช่สี่คนหรอกหรือ?”

วาจานี้กระตุ้นจนลิ้มจิ้นน้ำมีสติแจ่มใส มันงงงันไปวูบหนึ่งกล่าวอย่างครุ่นคิดว่า “สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยมีมารยาทนอบน้อมต่อสำนักแชเซี้ยมิเคยมีอริบาดหมางกับพวกมันมาก่อน ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ ส่งผู้คนมาหาเรื่องราวกับเรา นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

บุคคลทั้งสี่จับจ้องมองกัน ชั่วครู่ยังมิอาจกล่าวออก เนิ่นนานให้หลัง ลิ้มจิ้นน้ำจึงกล่าวว่า “ขนย้ายซากศพผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือเข้าไปในห้องเสียก่อน เรื่องนี้กลับถึงสำนักแล้ว ไม่อาจแพร่งพรายต่อผู้ใด เพื่อมิให้ระแคะระคายต่อกรมเมือง จนเกิดความยุ่งยาก”

บุคคลทั้งสี่ควบม้ากลับสู่ตัวเมือง ขณะใกล้จะมาถึงหน้าประตูสำนัก มองไปแต่ไกลแลเห็นนอกประตูใหญ่จุดคบเพลิงสว่างไสว มีผู้คนชุมนุมอยู่มากมาย

ลิ้มจิ้นน้ำฉุกใจได้คิด กระตุ้นม้าไปเมืองหน้าได้ยินผู้คนหลายคนกล่าวว่า “ท่านประมุขกลับมาแล้ว”

ลิ้มจิ้นน้ำกระโดดปราดลงจากหลังม้า แลเห็นภรรยาเฮ้งฮูหยินมีใบหน้าเขียวคล้ำ กล่าวว่า “ท่านดู เฮอะ ผู้อื่นได้มารังควานถึงปานนี้!”

แลเห็นบนพื้นดินพลาดขวางด้วยคันธงสองท่อนธงสีทองสองผืน กลับเป็นธงที่ประดับอยู่หน้าสำนักคุ้มกันภัย แม้แต่คันธงยังถูกหักโค่นลงมาครึ่งหนึ่ง

ลิ้มจิ้นน้ำเห็นว่า ส่วนที่หักสะบั้นของคันธงมิใคร่เรียบร้อยแสดงว่าหาใช่ใช้ดาบกระบี่ฟันขาด หากแต่อาศัยกำลังฝ่ามือกระแทกหัก คันธงทั้งสองมีเส้นผ่าศูนย์กลางเกือบหนึ่งเชี๊ยะ ฝ่ายตรงข้ามใช้ฝ่ามือกระแทกสะบั้น ความเข้มแข็งของพลังฝีมือ น่าแตกตื่นตระหนกยิ่ง

มันเบือนศีรษะไปเหลือบดูคันธงส่วนที่หลงเหลือล้วนแต่สูงขึ้นจากพื้นดินวาเศษ จึงคำนึกว่า “ฝ่ายตรงข้ามกดกระแทกฝ่ามือหักโค่นคันธงเรือนร่างต้องลอยอยู่กลางอากาศ ปราศจากตำแหน่งยึดเหนี่ยว การจู่โจมฝ่ามือเช่นนี้ ยิ่งลำบากขึ้นอีก...”

เฮ้งฮูหยินมิได้พกอาวุธ จึงดึงกระบี่ยาวจากหว่างเอวของสามี สะบัดวูบตัดเอาธงทั้งสองผืนที่ติดกับคันธงบนพื้นดินลงมาม้วนเป็นก้อนกลม เดินเข้าสู่ประตูใหญ่

ลิ้มจิ้นน้ำบงการว่า “ท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุย พาลโค่นธงที่เหลือลงมาเลย เฮอะ หากคิดล้มล้างสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยก็มิมีความง่ายดายนัก”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ชุยน้อมกายรับคำ ส่วนผู้คุ้มกันภัยแซ่คุ้ยได้แผดด่าว่า “มารดามันเถอะ เดียรัจฉานที่ไร้คุณค่าความหมาย ฉวยโอกาสท่านประมุขมิได้ประจำอยู่ ลอบเร้นมาปฏิบัติการอย่างบัดซบ”

ลิ้มจิ้นน้ำโบกมือชักชวนบุตรชาย กลับเข้ามาในห้องทางตึกบูรพา แลเห็นเฮ้งฮูหยินได้ปูลาดธงทั้งสองผืนอยู่บนโต๊ะ ลิ้มจิ้นน้ำพอเหลือบมอง ถึงกับเดือดดาลเป็นการใหญ่

ธงผืนหนึ่งซึ่งปักทอเป็นรูปราชสีห์ ดวงตาทั้งสองข้างถูกผู้คนควักล้วงไปจนกลวงว่างเปล่า อีกผืนหนึ่งซึ่งปักอักษรว่าสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย คำว่า “อุ้ย” (อานุภาพ) ก็ถูกควักล้วงไป

ลิ้มจิ้นน้ำแม้มีขันติข่มกลั้นกว่านี้ ก็มิอาจอดรนทนได้ตบฝ่ามือลงบนโต๊ะดังฉาดใหญ่ จนขาโต๊ะข้างหนึ่งถูกสั่นสะเทือนจนหักสะบั้น

ลิ้มเพ้งจือมิเคยเห็นว่า บิดาจะมีเพลิงโทสะรุนแรงถึงปานนี้ จึงกล่าวเสียงสั่นระรัวว่า “บิดา ล้วน...เป็นความผิดของข้าพเจ้า ก่อกวนเอาเภทภัยคุกคามมา”

ลิ้มจิ้นน้ำร้องดังๆ ว่า “ตระกูลลิ้มสังหารผู้คนแล้วจะเป็นอย่างไรบุคคลเช่นนั้นหากบิดาเผชิญพบเข้า ย่อมต้องฆ่าทิ้งด้วย”

เฮ้งฮูหยินยังมิทราบเหตุการณ์ จึงเอ่ยปากซักถาม ลิ้มเพ้งจือก็บอกเล่าเหตุการณ์ที่ตนสังหารบุรุษแซ่อื้อ และผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือกับตั้งฉิกเสียชีวิตไปตามลำดับให้รับทราบ

การตายของแป๊ะยี่กับผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ เฮ้งฮูหยินได้รับรู้แล้ว พอทราบว่ามีผู้คนตายไปอีกสองคนนางมิตระหนกกลับดาลเดือด กล่าวว่า “ตั่วกอ สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยไหนจะอนุญาตให้ผู้คนมารังควานอย่างอดสู พวกเรารวบรวมกำลังกันวันพรุ่งนี้เริ่มต้นออกเดินทางไปมณฑลซี่ชวนขึ้นสู่สำนักแชเซี้ยถูกเถียงเหตุผลกัน แม้กระทั่งบิดาเรา กับกอกอ (พี่ชาย) อีกหลายคนก็เชื้อเชิญไปด้วย”

“ที่แท้เฮ้งฮูหยินตั้งแต่เยาว์วัย ก็มีเพลิงโทสะอันร้อนแรงขณะเป็นดรุณี เมื่อผิดคำก็ลงมือ พรรคดาบทองแห่งลกเอี้ยง มีพลังฝีมือเข้มแข็งขุมกำลังไพศาลบัดนี้บุตรชายเติบใหญ่ถึงปานนี้ ความวู่วามของนางยังมิได้เสื่อมสลายไป

ลิ้มจิ้นน้ำกล่าวว่า “ฝ่ายตรงข้ามเป็นใคร ยังไม่มีเบาะแสทราบชัดมิแน่นักว่าจะเป็นสำนักแชเซี้ย เราเข้าใจว่าพวกมันคงมิเพียงแต่โค่นคันธง ฆ่าผู้คุ้มกันภัยสองคน ก็จะยินยอมเลิกรา”

เฮ้งฮูหยินสอดคำว่า “พวกมันยังคิดจะทำอย่างไร?”

ลิ้มจิ้นน้ำชำเลืองไปยังบุตรชาย เฮ้งฮูหยินก็เข้าใจดี ถึงกับใจเต้นระทึกตูมตาม สีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “เรื่องนี้ผู้บุตรก่อกวนขึ้นชายชาติชาตรีกล้ากระทำก็กล้ารับ ผู้บุตร...มิหวาดหวั่น”

ตนยังมีอายุเยาว์วัย ไม่เคยเผชิญมรสุมอันร้ายแรง แม้เอื้อนเอ่ยเช่นนั้น แต่กระแสเสียงได้สั่นระริกแสดงความรู้สึกภายในอย่างชัดแจ้ง

เฮ้งฮูหยินกล่าวว่า “เฮอะ พวกมันอย่าได้คิดกระทบกระทั่งเจ้าแม้แต่ขุมขนหนึ่ง นอกจากว่าสังหารมารดาเจ้าไปก่อน...ตั่วกอ พวกเราหากไม่ระบายโทสะครั้งนี้ ก็มิอาจเป็นผู้คนสืบไป”

ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีรษะกล่าวว่า “เราจะส่งคนไปในและนอกเมืองสืบเสาะค้นหาตามสถานที่ต่างๆ ดูว่ามีชนชาวบู๊ลิ้มที่แปลกหน้าหรือไม่ และกระจายกำลังผู้คน ลาดตระเวนตลอดทั่วทั้งสำนัก ท่านกับเพ้งยี้รอเราอยู่ที่นี้ อย่าให้มันเที่ยวเพ่นพ่าน”

เฮ้งฮูหยินตอบว่านางเข้าใจผิด สองสามีภรรยาล้วนซึมทราบว่า ฝ่ายตรงข้ามในขั้นต่อไป ก็จะลงมือต่อบุตรชายขณะนี้ศัตรูเร้นลับตัวเองเปิดเผย ลิ้มเพ้งจือขอเพียงแต่ออกจากสำนักก้าวเดียว จะมีเภทภัยถึงแก่ชีวิต!

ลิ้มจิ้นน้ำไปที่ห้องโถงใหญ่ ระดมผู้คุ้มกันภัยในสำนัก จัดส่งผู้คนรักษาลาดตระเวนตามจุดต่างๆ ผู้ผู้คุ้มกันภัยทั้งหมด ล้วนทราบข่าวว่า คันธงของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยถูกโค่นล้ม นั่นเท่ากับตบหน้าใส่ทุกผู้คนอย่างหนักหน่วง

ดังนั้นทั้งหมดจึงขุ่นเคืองคลั่งแค้น สวมชุดรัดกุมตระเตรียมอยู่ก่อน พกนำอาวุธติดตัว พอได้รับคำสั่งจากหัวหน้าใหญ่ ก็กระจายกำลังออกไปทันที

ลิ้มจิ้นน้ำเห็นความสมัครสามัคคีเช่นนี้ ก็วางใจได้บ้างกลับมาห้องชั้นใน กล่าวกับบุตรชายว่า “เพ้งยี้ มารดาเจ้าหลายวันนี้ร่างกายมิใคร่สบายบัดนี้มีศัตรูรุกรานมา บิดามีภาระดูแลสำนึก อาจปกป้องมารดาเจ้ามีได้ตลอดเวลา เจ้าในหลายคืนนี้ก็นอนบนเตียงนอกห้องพวกเรา คอยคุ้มครองมารดาด้วย”

เฮ้งฮูหยินส่งเสียงดังเฮอะ หมายร้องโพล่งออกไป แต่แล้วก็เข้าใจได้ว่า สามีหามีเจตนาให้บุตรชายคุ้มครองนางไม่ หากทว่าความจริงสองสามีภรรยาต้องการปกปักพิทักษ์บุตรชาย ลิ้มเพ้งจือมีความทระนงตนหากทราบว่าต้องรับการคุ้มครองจากบิดามารดา ย่อมมิยินยอมพร้อมใจจนอาจเกิดอันตราย

ค่ำคืนนี้ ลิ้มเพ้งจือจึงนอนอยู่บนเตียงนอกห้องของบิดามารดา ลิ้มจิ้นน้ำเปิดประตูห้อง วางอาวุธไว้ข้างหมอน แม้เสื้อผ้ารองเท้าก็มิปลดเปลื้อง เพียงห่มผ้าอยู่บนร่างผืนเดียว พอมีรางอุบัติเหตุ ก็สามารถถาโถมออกไป

ราตรีนี้กลับผ่านพ้นไปอย่างสงบสันติ วันที่สองพอเพิ่งรุ่งเช้า ก็มีผู้คนร้องเรียกเบาๆ อยู่นอกหน้าต่างว่า “ท่านประมุขน้อย!”

ผู้คนทางด้านนอกกล่าวว่า “พาหนะของท่านประมุขน้อยตาย...ตายไปแล้ว”

ลิ้มเพ้งจือยามเคลิบเคลิ้มได้ยินด้วย ถึงกับพลิกกายลุกขึ้นถลันออกไป ลิ้มจิ้นน้ำทราบว่ามีเลศนัย จึงก้าวไปที่คอกม้าด้วย แลเห็นม้าขาวตัวนั้นนอนฟุบอยู่บนพื้นดิน สิ้นใจตายเนิ่นนานแล้ว บนลำตัวก็ไม่มีรอยบาดแผล

ลิ้มจิ้นน้ำซักถามว่า “เมื่อคืนนี้มิได้ยินเสียงม้าร้อง หรือสำเนียงเคลื่อนไหวใดๆ เลย?”

คนเลี้ยงม้าปฏิเสธ ลิ้มจิ้นน้ำปลอบโยนบุตรชายว่าจะเสาะหาพันธุ์ม้าชนิดเลิศให้ ลิ้มเพ้งจือลูบคลำซากม้า ได้แต่หลั่งน้ำตาออกมา

ในยามนั้นเอง คนรับใช้ประจำสำนักผู้หนึ่งได้วิ่งตรงเข้ามา กล่าวเสียงกระเส่าว่า “ท่านประมุข...แย่แล้ว! บรรดาผู้คุ้มกันภัย...ล้วนถูกปีศาจร้ายทวงชีวิตไป”

ลิ้มจิ้นน้ำกับลิ้มเพ้งจือร้องโพล่งโดยพร้อมเพรียงกันว่า “อะไร?”

ผู้รับใช้คนนั้นได้แต่กล่าวว่า “ตายแล้ว ล้วนตายแล้ว!”

ลิ้มเพ้งจือกระชากเสียงอย่างขุ่นเคือง เอื้อมมือคว้าจับทรวงอกของมัน โยกคลอนอย่างรุนแรงหลายครา ผู้รับใช้คนนั้นก็กล่าวว่า “ท่านประมุขน้อย...ตายแล้ว”

ลิ้มจิ้นน้ำ ได้ยินมันว่า “ท่านประมุขน้อยตายแล้ว” ก็บังเกิดลางสังหรณ์อันอัปมงคล รู้สึกอึดอัดใจอย่างสุดจะบรรยาย พลันแว่วสำเนียงผู้คนดังสับสนอยู่ทางด้านนอก ล้วนแต่กล่าวว่า “ท่านประมุขเล่า รีบรายงานต่อท่านผู้เฒ่าด้วย”

ลิ้มจิ้นน้ำจึงร้องดังๆ ว่า “เราอยู่ที่นี้ มีเรื่องอันใด?”

จากนั้นก็มีผู้คุ้มกันภัยและคนรับใช้ห้าหกคนถาโถมเข้ามา ผู้คุ้มกันภัยคนนำหน้ากล่าวว่า “ท่านประมุข พี่น้องที่พวกเราส่งออกไป มิได้หวนกลับออกมาแม้แต่คนเดียว”

ลิ้มจิ้นน้ำคราแรกได้ยินเสียงผู้คน เข้าใจว่าต้องมีผู้คนตกตาย แต่ทว่าผู้คุ้มกันภัยและคนรับใช้ที่จัดส่งออกไปเมื่อคืนนี้ มีจำนวนถึงยี่สิบสามคน ไหนเลยจะดับสูญโดยสิ้นเชิง จึงรีบกล่าวว่า “มีผู้คนตายไปหรอกหรือ? อาจจะเป็นพวกมันกำลังสืบเสาะ ยังมิได้กลับมารายงาน”

ผู้คุ้มกันภัยคนนั้นสั่นศีรษะ กล่าวว่า “ได้พบเห็นซากศพสิบเจ็ดซากแล้ว...”

ลิ้มจิ้นน้ำกับลิ้มเพ้งจือกล่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า “ซากศพสิบเจ็ดซาก...”

ผู้คุ้มกันภัยนั้นมีสีหน้า หวาดหวั่นพรั่นพรึงกล่าวว่า “ถูกแล้ว ในจำนวนซากศพมีท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่เตีย แซ่จี้ แซ่โง๊ว ซากศพอยู่ที่ห้องโถงใหญ่”

ลิ้มจิ้นน้ำมิส่งเสียงอีก ก้าวอย่างเร่งร้อนไปที่ห้องโถงใหญ่ แลเห็นโต๊ะเก้าอี้ที่จัดตั้งอยู่ในห้องโถงล้วนถูกเคลื่อนย้าย และเรียงรายซากศพอยู่สิบเจ็ดซาก

มาตรแม้นว่าลิ้มจิ้นน้ำจะเคยผ่านสภาพการณ์อันร้ายแรงมาแล้ว แต่บัดนี้ถึงกับมีเรือนร่างสั่นสะท้านหัวเข่าอ่อนระทวย แทบมิอาจยืนหยัดทรงกาย คิดอ้าปากถามไถ่ ลำคอก็ตีบตัน ปราศจากสุ้มเสียงดังออกมา

ได้ยินนอกห้องโถงมีผู้คนกล่าวว่า “อา ท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่กอมีความสัตย์ซื่อถือมั่น คาดมิถึงว่าก็ถูกปีศาจร้ายทวงชีวิตไป”

แลเห็นผู้คนที่อยู่ ละแวกบ้านข้างเคียงสี่ห้าคน ใช้ไม้กระดานแผ่นหนึ่ง บรรทุกซากศพซากหนึ่งเข้ามาบุรุษกลางคนผู้นำหน้า กล่าวว่า “ผู้น้อยวันนี้เปิดร้านออกมา แลเห็นท่านผู้นี้นอนตายบนท้องถนน จดจำได้ว่าเป็นท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่กอ คาดว่าคงเป็นโรคระบาดหรือถูกคุณไสย จึงจัดส่งมา”

ลิ้มจิ้นน้ำประสานมือกล่าวคำขอบคุณ และให้คนรับใช้ประจำสำนักแจกจ่ายเงินทองให้ผู้ที่มาคนละสามตำลึง ซึ่งผู้คนที่อยู่ในละแวกบ้านเหล่านั้น แลเห็นภาพในห้องโถง มีแต่ซากศพเกลื่อนกลาดก็มิกล้าชักช้ารีบลนลานจากไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal