กระบี่เย้ยยุทธจักร (ฉบับสมบูรณ์) ผู้กล้าหาญคะนอง เล่ม 1

chapter ที่ 1 สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย

สายลมอันอบอุ่นโชยพัดพลิ้ว กลิ่นหอมบุปผาชวนหลงใหล นับเป็นฤดูกาลอันน่าลุ่มหลงทางภาคใต้ของประเทศ มณฑลฮกเกี้ยนที่ตัวเมืองฮกจิว บนถนนใหญ่ทางประตูทิศประจิม ได้ปลูกสร้างคฤหาสน์อันโอ่อ่าโอฬารหลังหนึ่ง

ที่แท่นหินทางซ้ายขวา ปักตั้งคันธงสูงตระหง่านถึงสองวา ประดับด้วยธงเขียวสองผืน ธงทางขวามือใช้ใยทองปักทอเป็นรูปราชสีห์ที่องอาจ กำลังกางเล็บราวกับมีชีวิตชีวา ธงทางซ้ายมือปักตัวอักษรสีเหลืองว่า “สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย” โดยลายมือตวัดอย่างฮึกเหิมสวยสง่า

ประตูใหญ่ของคฤหาสน์เป็นสีแดงฉาน ประดับห่วงที่ขัดถูเป็นประกาย เหนือประตูบนป้ายขวาง ก็จารึกอักษรว่า “สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย” ทางเบื้องล่างมีอักษรเล็กๆ กำกับว่า “สำนักงานใหญ่”

พอผ่านประตู มีเก้าอี้ยาวสองแถวจัดเรียงรายอยู่บนเก้าอี้นั่งไว้ด้วยชายฉกรรจ์ชุดรัดกุมแปดคน ทุกผู้คนยืดเอวนั่งตรง มาตรแม้นกำลังสนทนาปราศรัย ก็แสดงออกถึงบุคลิกอันห้าวหาญ

ทันใดนั้น ทางหลังตึกแววเสียงฝีเท้าม้าตะลุยตะบึง ชายฉกรรจ์ทั้งแปดพากันลุกขึ้น ชิงออกนอกประตูใหญ่ แลเห็นประตูข้างเคียงทางขวามือของสำนักปรากฏม้าพ่วงพีห้าตัวควบขับออกมา

อาชาตัวที่นำหน้าตลอดทั่วตัวเป็นสีขาวสะอาดไม่มีขนอื่นแทรกแซม อานม้าและโกลน ตีจากเงินแวววาว บนอานม้านั่งไว้ ด้วยบุรุษหนุ่มอาภรณ์สีทอง อายุสิบแปดสิบเก้าปี บ่าซ้ายเกาะไว้ด้วยเหยี่ยวล่าเหยื่อตัวหนึ่ง หว่างเอวห้อยกระบี่ยาว กลางหลังสะพายธนู มือขวาถือแส้สีเงิน ตวัดฟาดไปมา

ม้าพ่วงพีอีกสี่ตัวที่ติดตามมา ผู้ขับขี่ล้วนสวมอาภรณ์ชุดเหลือง ขบวนทั้งห้าคนมาถึงหน้าสำนัก ในชายฉกรรจ์แปดคนมีอยู่สามคนร้องขึ้นว่า “ท่านประมุขน้อยจะออกไปล่าสัตว์อีกแล้ว”

บุรุษหนุ่มผู้นั้นหัวร่อฮาฮา แส้ม้าหวดกระหน่ำใส่กลางอากาศดังควับใหญ่ ม้าขาวที่โดยสารอยู่ก็กู่ร้องดังยาวนาน พุ่งละลิ่วออกไปราวกับธนูหลุดจากแหล่ง อาชาอีกสี่ตัวก็เร่งเร้าติดตามไปอย่างกระชั้นชิด

สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย เป็นสำนักคุ้มกันความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง หัวหน้าใหญ่แซ่ลิ้มนามจิ้นน้ำ และการคุ้มกันภัยเป็นภาระตกทอดมาจากบรรพบุรุษ ถ่ายทอดถึงลิ้มจิ้นน้ำก็เป็นรุ่นที่สามแล้ว

ปู่ของลิ้มจิ้นน้ำซึ่งคือลิ้มเอี้ยงโต้ว อาศัยวิชาปี่เซี้ยเกี่ยมฮวบ (เพลงกระบี่พิชิตมาร) ซึ่งมีเจ็ดสิบสองกระบวนท่า วิชาฮวงเทียนเจี้ย (ฝ่ามือตลบฟ้า) หนึ่งร้อยแปดท่าร่าง กับธนูขนเงินสิบแปดดอก กระเดื่องนามอยู่ในแผ่นดินตงง้วน

หลังจากที่ก่อตั้งสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยขึ้นที่เมืองมาตุภูมิฮกจิวแล้ว กิจการค้าก็ราบรื่นตลอดมา ในเวลาสั้นๆ เพียงสิบปีก็สร้างสรรค์เกียรติภูมิขึ้น คราแรกมีโจรร้ายหมายและเล็มสมบัติที่มันคุ้มกัน แต่ภายใต้สามไม้ตาย กระบี่ ฝ่ามือ ธนูของลิ้มเอี้ยงโต้ว หากไม่ตกตายเสียชีวิต ก็พิการบาดเจ็บสาหัส

ภายหลังในเขตฮกเกี้ยน รวมทั้งมณฑลใหญ่ๆ อีกหกมณฑล เพียงแต่ปักธงของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย แม้จะเป็นขบวนโจรที่ร้ายกาจปานใด ก็มิกล้าชำเลืองแลมา

ลิ้มเอี้ยงโต้วในวันเกิดครบรอบปีที่เจ็ดสิบ จึงทำพิธีอ่างทองล้างมือ ประกาศวางมือใฝ่สันโดษ มอบภาระหน้าที่ให้บุตรคนที่สองลิ้มตงฮ้งดูแลดำเนินการ

ส่วนบุตรชายคนโตแป๊ะฮุ่ง ได้ดำรงตำแหน่งรองนายทัพของแผ่นดิน และตระกูลลิ้มเมื่อมีผู้คนรับราชการ การค้าจากกรมเมืองก็ทะลักเข้ามา แม้คิดบอกปัดก็ยากกระทำได้

ลิ้มตงฮ้งมีการคบค้าที่กว้างขวาง โอบเอื้ออารีมวลมิตรสหายแต่อายุสี่สิบปีก็ถึงแก่กรรมไป สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยจึงตกอยู่ในการดูแลของบุตรชายลิ้มจิ้นน้ำ

พลังฝีมือของลิ้มจิ้นน้ำ ได้รับถ่ายทอดโดยตรงจากโจ้วแป๋ (ปู่) ลิ้มเอี้ยงโต้วในวันเกิดครบเจ็ดสิบปีก็ให้หลานรักแสดงวิชาฝีมือขณะนั้นลิ้มจิ้นน้ำเพิ่งมีอายุสิบหกปี แต่ฝ่ามือเดียวก็ดับเทียนไขซัดธนูเงินถูกจุดเส้นอย่างแม่นยำ

ผู้ทรงฝีมือที่มาร่วมชุมนุม ล้วนแต่ยกย่องชมเชย กล่าวว่า “ท่านผู้กล้าหาญเฒ่าแซ่ลิ้มมีวาสนา ตระกูลลิ้มปรากฏทายาทยอดเยี่ยม สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยหากตกอยู่ในมือของจิ้นน้ำ คงรุ่งเรืองทรงอำนาจยิ่งนัก”

และลิ้มจิ้นน้ำก็ไม่สร้างความผิดหวังให้กับทุกผู้คน เมื่อเป็นหัวหน้าสำนักใหญ่ ก็ก่อตั้งสำนักสาขาขึ้นที่มณฑล กังโซว ซัวตัง ฮ่อปัก กวางตุ้ง กังไซ โอ้วน้ำ โอ้วปัก กงไซต่างๆ รวมสิบเอ็ดแห่ง

สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย เมื่อกิจการค้ารุ่งเรืองไพศาลถึงปานนี้ ก็รับอุปาระผู้มีฝีมือในวงพวกนักเลงมิน้อย ยี่สิบปีที่ผ่านมา แม้เผชิญกับเรื่องราวอันยุ่งยาก แต่พอทุ่มเทกำลังออกไป ก็ล้วนคลี่คลายโดยสิ้นเชิง

ฮูหยินของลิ้มจิ้นน้ำแซ่เฮ้ง มาจากครอบครัวนักสู้เช่นกัน เฮ้งฮูหยินเองแม้พลังการฝึกปรือมิใคร่สูงส่งแต่บิดาของนางกิมตอบ้อต๊ก (ดาบทองไร้เทียมทาน) เฮ้งง้วนป่า เป็นประมุขสำนักกิมตอมึ้ง (พรรคดาบทอง) แห่งลกเอี้ยง มีเกียรติภูมิยิ่งใหญ่น่าระย่นย่อ

เฮ้งฮูหยินมีบุตรเพียงคนเดียวนามเพ้งจือ ลิ้มเพ้งจือนี้ตั้งแต่เยาว์วัยภายใต้การกล่อมเกลาจากบิดา ได้ฝึกฝนสามไม้ตายกระบี่ฝ่ามือ ธนูประจำตระกูล บางครั้งยังรบเร้ามารดา ถ่ายทอดเพลงดาบของพรรคดาบทองให้ด้วย

ลิ้มจิ้นน้ำยังว่าจ้างบัณฑิตผู้หนึ่งสอนหนังสือให้แก่ลิ้มเพ้งจือในสามวันมีอยู่สองวันที่หลบหนีการเรียน ยังประเสริฐที่ลิ้มจิ้นน้ำ ไม่ภาวนาให้บุตรชายรับราชการจึงไม่เคี่ยวเข็ญเรื่องเล่าเรียนเท่าใดนัก

ในวันนี้ลิ้มเพ้งจือนำพาผู้ทำหน้าที่คุ้มกันภัยแซ่ซือกับแซ่แต้สองคน และผู้รับใช้ประจำสำนักนามแป๊ะยี่ตั้งฉิกอีกสองคน ออกไปล่าสัตว์กันอีก

ม้าขาวตัวที่ลิ้มเพ้งจือขับขี่ เป็นพันธุ์วิเศษที่งั่วพั้ว (ยาย) ซื้อหามามอบเป็นของขวัญวันเกิด เมื่อมีอายุสิบเจ็ดปี สามารถห้อตะบึงดั่งพายุ ได้รับความรักใคร่ทะนุถนอมยิ่งนัก

อาชาทั้งห้าตัวพอมาถึงกลางป่า ลิ้มเพ้งจือก็ปล่อยเหยี่ยวขึ้นไปขับไล่เอากระต่ายขนเหลืองตัวหนึ่งออกมาจากดงไม้ ลิ้มเพ้งจือปลดคันธนู ดึงธนูขนนกจากซองข้างอานม้าดอกหนึ่ง ยิงออกไปอย่างรวดเร็วกระต่ายตัวหนึ่งก็ล้มแน่นิ่งลง

ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ ส่งเสียงชมเชยอย่างยิ้มแย้ม ในดงไม้ทางซ้าย พลันปรากฏไก่ป่าตัวหนึ่งโบยบินขึ้นมา ลิ้มเพ้งจือยิงธนูออกไปแต่พลาดเป้าหมาย ไก่ป่าตัวนั้นได้บินข้ามศีรษะไป

ลิ้มเพ้งจือสะบัดแส้ม้า ใส่กลางอากาศอย่างเร่งร้อนแลเห็นขนหลายหลากสีปลิวกระจาย ไก่ป่าตัวนั้นก็ร่วงหล่นลงมา

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือกล่าวว่า “แส้ของท่านประมุขน้อยนี้ อย่าว่าแต่ไก่ป่า แม้เป็นเหยี่ยวใหญ่ ก็ต้องฟาดร่วงลงมา”

บุคคลทั้งห้า มุดทะลวงเข้าออกอยู่ท่ามกลางพุ่มพฤกษา ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ แซ่แต้ และแป๊ะยี่ ตั้งฉิก เปิดโอกาสให้ลิ้มเพ้งจือลงมือเพียงลำพัง ไล่ล่าอยู่หนึ่งชั่วยาม ลิ้มเพ้งจือก็ยิงกระต่ายอีกสองตัว และไก่ป่าสองตัว

แต่ทว่าหาได้พบสัตว์จำพวกหมูป่ากวางดาวไม่ ลิ้มเพ้งจือคล้ายดั่งยังไม่สนุกสานเพียงพอ ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือเกรงว่าหากล่าต่อไป ฟ้าจะมืดค่ำลง จนถูกเฮ้งฮูหยินตำหนิ จึงกล่าวว่า “ฟ้าใกล้จะมืดค่ำแล้ว ละแวกแถบนี้หินผามากมาย เกรงว่าจะทำร้ายถูกเท้าของม้าขาว พวกเราพรุ่งนี้ค่อยมาล่าหมูป่ากันเถอะ”

มันทราบดีว่า ลิ้มเพ้งจือทะนุถนอมม้าขาวยิ่งนัก จึงเอ่ยอ้างเช่นนี้ และลิ้มเพ้งจือก็ตบหัวม้าคู่ขา กล่าวว่า “เซียวเซาะยี่ (เจ้าหิมะน้อย) ของข้าพเจ้าฉลาดยิ่งนัก ไม่เหยียบถูกหินผา แต่ม้าของพวกท่านทั้งสี่เกรงว่าใช้มิได้ ตกลง กลับกันเถอะอย่าได้กระแทกจนก้นของตั้งฉิกเสียหายไป”

บุคคลทั้งห้าส่งเสียงหัวร่อดังสนั่นหวั่นไหว หันเหหัวม้าลิ้มเพ้งจือควบขับอย่างรวดเร็ว ไม่กลับไปทางเดิม แต่วกอ้อมสู่ทิศอุดรห้อตะบึงจนพอใจ จึงชะลอฝีเท้าม้าลง แลเห็นข้างทางหลวงมีป้ายจำหน่ายสุราจัดตั้งอยู่ ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้กล่าวว่า “ท่านประมุขน้อย พวกเราเข้าไปดื่มสุรากันเป็นอย่างไร เนื้อกระต่ายกับไก่ป่า ใช้กับแกล้มเป็นอย่างดี”

ลิ้มเพ้งจือหัวร่อพลางกล่าวว่า “ท่านติดตามข้าพเจ้าออกมาล่าสัตว์หาใช่เจตนาที่แท้จริงไม่ หากแต่คิดมาร่ำดื่มให้เมามาย” พลางรั้งบังเหียนม้า พลิ้วกายลงมาอย่างปราดเปรียว เดินเหินเข้าไปในร้านสุรา

ตามปรกติ ลิ้มเพ้งจือพอมาถึงหน้าร้านสุรา เจ้าของร้านชายชราแซ่ฉั่ว ก็จะชิงออกมารับบังเหียนม้าและปฏิสันถารด้วย แต่บัดนี้ภายในร้านกลับเงียบสงัด

แลเห็นมุมห้องมีดรุณีเสื้อเขียวนางหนึ่ง ผมเผ้าเกล้าเป็นมวยสองแห่ง เสียบปิ่นอันหนึ่ง กำลังสาละวนอยู่กับหน้าที่ หันหน้าเข้าไปด้านใน

ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ถึงกับร้องว่า “เล่าฉั่ว (ผู้แซ่ฉั่ว) เล่า? รีบออกมา”

ได้ยินภายในร้ายแว่วเสียงกระแอมไอ ชายชราผมขาวโพลงผู้หนึ่งเดินเหินออกมา กล่าวว่า “แขกเหรื่อทุกท่านเชิญนั่ง ต้องการดื่มสุรากระมัง?”

สำเนียงแสดงว่ามิใช่ชนชาวพื้นเมืองนี้ ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้กล่าวว่า “นำสุราใบไม้เขียวมาสามชั่งก่อน เป็นอย่างไร ร้านสุรานี้เปลี่ยนเจ้าของแล้วหรือ?”

ชายชราผู้นั้นส่งเสียงขึ้นว่า “ถูกแล้ว อวงยี้สุราใบไม้เขียวสามชั่ง...ขอบอกกล่าวตามความสัตย์ เราผู้เฒ่าแซ่ซักความจริงเป็นชาวเมืองนี้ เพียงแต่ออกไปทำการค้าตั้งแต่เยาว์วัย ภายหลังบุตรและสะใภ้ล้วนตกตาย จึงพาหลานสาวกลับมายังแหล่งกำเนิด และทราบว่าเจ้าของร้านแซ่ฉั่วไม่คิดประกอบการค้า จึงขายให้กับเราผู้เฒ่าด้วยเงินจำนวนสามสิบชั่ง”

ในยามนั้น ดรุณีเสื้อเขียวนางนั้นได้ก้มศีรษะยกถาดไม้วางป้านสุรากับถ้วย ตะเกียบ พอวางลงบนโต๊ะ ก็ก้มศีรษะจากไป ตลอดเวลามิเหลือบมองมายังอาคันตุกะแม้แต่น้อย

ลิ้มเพ้งจือเห็นดรุณีนางนี้มีเรือนร่างอ้อนแอ้นแน่งน้อย ผิวกายกลับเป็นสีดำคล้ำอย่างหยาบกร้านใบหน้ามีรอยฝีดาษขรุขระ และคงทำงานเป็นครั้งแรกอิริยาบถจึงเคอะเขินยิ่งนัก

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือส่งกระต่ายตัวหนึ่ง ไก่ป่าตัวหนึ่งให้กับผู้เฒ่าแซ่ซัก นำไปถอนขนและต้มมาพร้อมกับสั่งกับแกล้มเนื้อวัว ถั่วยี่สงเพิ่มเติม สุดท้ายจึงกล่าวว่า “ลิ้มกงจื้อของเรา เป็นประมุขน้อยของสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย ท่านหากปฏิบัติได้ถูกอกถูกใจ เงินทุนสามสิบตำลึงของท่าน มิกี่วันก็จะถอนกลับไป”

ผู้เฒ่าแซ่ซักลนลานกล่าวขอบคุณ แล้วกระทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้รินสุราให้กับลิ้มเพ้งจือ และผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ ตัวเองก็ดื่มลงไปถ้วยหนึ่ง พึมพำว่า “ร้านรวงเปลี่ยนเจ้าของ รสสุรากลับไม่เปลี่ยนแปลง”

ฉับพลันนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าตะบึงก้อง อาชาสองตัวควบละลิวมาจากทางหลวงทิศอุดร พริบตาเดียวก็มาถึงนอกร้านสุรา ได้ยินบุคคลหนึ่งเอื้อนเอ่ยว่า “ในที่นี้มีร้านสุรา ลงไปดื่มสักสองถ้วย”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือมักท่องเที่ยวอยู่ในวงพวกนักเลงรับฟังจากน้ำเสียง แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นชนชาวเมืองแถบซี่ชวน ซัวไซ จึงกวาดสายตามองไปนอกร้านอย่างรวดเร็ว

แลเห็นบุรุษสองคนศีรษะใส่หมวกปีก สวมเสื้อผ้าชุดเขียว กำลังลงจากหลังม้า เดินตรงเข้ามาในร้าน โดยมิเหลียวแลพวกลิ้มเพ้งจือ ก็ทรุดกายนั่งลงอย่างผ่าเผย

บุคคลทั้งสองศีรษะล้วนโพกผ้าขาว อาภรณ์ชุดเขียวที่สวมใส่รู้สึกเรียบร้อย แต่ข้อเท้าทั้งสองข้างเปลือยเปล่า เพียงสวมรองเท้าฟาง ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือทราบว่าชาวเมืองซี่ชวนมีลักษณะการแต่งกายเช่นนี้ ผ้าขาวที่โพกศีรษะ เป็นการไว้อาลัยต่อการจากไปของขงเบ้งซึ่งมีมาตุภูมิอยู่ซี่ชวน และก็เป็นเช่นนี้มาตลอดพันปี

ลิ้มเพ้งจือกลับอดพิศวงมิได้ คำนึงว่า ‘...ทั้งสองนี้มีลักษณะประหลาดพิกลนัก...’

พลันได้ยินบุรุษที่อายุเยาว์กว่ากล่าวว่า “รีบนำสุรามา”

อวงยี้เดินก้มศีรษะมาถึงหน้าโต๊ะของทั้งสาม กล่าวเบาๆ ว่า “ต้องการสุราชนิดใด?”

สำเนียงแม้แผ่วเบา แต่กังวานเสนาะโสตยิ่งนักบุรุษอายุเยาว์ผู้นั้นงงงันไปวูบหนึ่ง พลันหัวร่อ ฮา ฮา ดังกึกก้อง ยื่นมือขวาออกเชยคางของอวงยี้ กล่าวว่า “น่าเสียดาย ผู้แซ่อื้อรู้สึกเสียดายยิ่ง”

อวงยี้บังเกิดความแตกตื่น รีบถอยกายไปด้านหลัง บุรุษผู้ร่วมทางมาอีกคนหนึ่งก็กล่าวว่า “โกวเนี้ยนางนี้ส่วนสัดนับว่าประเสริฐ เพียงแต่ใบหน้ากลับตะปุ่มตะป่ำมิอาจชำเลืองมอง”

ลิ้มเพ้งจือพอได้ยิน พลันบังเกิดเพลิงโทสะลุกฮือโหม ฝ่ามือขวาตบโต๊ะดังฉาดใหญ่ กล่าวว่า “พวกท่านเป็นตัวอะไรกัน? บังอาจกล้ามาไร้มารยาทอยู่ในเมืองฮกจิว”

บุรุษแซ่อื้อผู้นั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “เกี้ยเล่ายี่ (คนที่สองแซ่เกี้ย) กระต่ายน้อยนั้นกำลังด่าว่าผู้ใด?”

ลิ้มเพ้งจือมีรูปโฉมคลับคล้ายกับมารดา คมคายหล่อเหลายิ่งนัก แต่ก็ดื้อรั้นเจ้าอารมณ์ พอถูกฝ่ายตรงข้ามเรียกหาเป็น “กระต่ายน้อย” ไหนเลยจะทนทานได้ ถึงกับผุดลุกขึ้นมา

ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ก็ตวาดว่า “บังอาจนัก ถึงกับกล้าก้าวร้าวท่านประมุขน้อย”

มันพลันต่อยหมัดซ้ายกระแทกไปทางใบหน้าของฝ่ายตรงข้าม บุรุษแซ่อื้อผู้นั้นพลิกฝ่ามือซ้ายขึ้น ก็ตะปบคว้าถูกชีพจรข้อมือของผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ ฉุกกระชากเข้ามาโดยที่ผู้ถูกครากุมมิอาจดิ้นรน

บุรุษแซ่อื้อพลันกระทุ้งศอกซ้ายลงอย่างหนักหน่วงถูกต้นคอของผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ เรือนร่างของมันถึงกับล้มฟุบลง เนิ่นนานมิอาจลุกขึ้นมา!

อันผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้หาใช่ชนชั้นอันต่ำต้อยอยู่ในสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยไม่ ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือเห็นมันถูกคู่ต่อสู้กำราบด้วยกระบวนท่าเดียวจึงสำนึกว่า ศัตรูย่อมต้องมีความเป็นมามิน้อย รีบส่งเสียงกล่าวว่า “ท่านเป็นใคร? ในเมื่อเป็นสหายในวงพวกนักเลง หรือว่ามิเห็นสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยอยู่ในสายตาเลย?”

บุรุษแซ่อื้อผู้นั้นหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า “สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ย? ไม่เคยได้รับฟังมาก่อน!”

ลิ้มเพ้งจือสะอึกปราดเข้าหา ตวาดก้องร้องขึ้นฝ่ามือซ้ายสะบัดออก กระบวนท่ามิทันสิ้นสุด ฝ่ามือขวาก็ทะลวงใส่จากใต้ฝ่ามือซ้าย นี่เป็นกระบวนท่าในฝ่ามือตลบฟ้าประจำตระกูล มีนามฮุ้นลี้เคี่ยงคุน (จักรวาลใต้เมฆา)

บุรุษแซ่อื้อผู้นั้นกล่าวว่า “โกวเนี้ยใหญ่ กลับมีอยู่สองสามท่าด้วย” พลางปาดฝ่ามือปัดป้อง ฝ่ามือซ้ายตะกุยใส่หัวไหล่ของลิ้มเพ้งจือ

ลิ้มเพ้งจือลดไหล่ขวาลงต่ำ มือซ้ายกระแทกออกไป บุรุษแซ่อื้อเบี่ยงศีรษะหลบหลีก คาดมิถึงว่าฝ่ามือตลบฟ้าของตระกูลลิ้ม มีความพิสดารลึกล้ำ บุรุษแซ่อื้อเข้าใจว่าสามารถเลี่ยงพ้น ลิ้มเพ้งจือพลันพลิกแพลงสภาวะฝ่ามือโหมกวาดฟาด ใช้ออกด้วยกระบวนท่าบู่ลี้เจียวฮวย (ชมบุปผาในกลุ่มหมอก)

ได้ยินเสียงดังฉาด เมื่อตบใส่บุรุษแซ่อื้อไปฝ่ามือหนึ่ง ผู้แซ่อื้อเดือดดาลเป็นการใหญ่ ตวัดเท้าเตะเข้าใส่ลิ้มเพ้งจือเบี่ยงแฉลบมาทางขวา และน้อมสนองกลับไป

ในยามนี้ ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือกับบุรุษแซ่เกี้ยก็เริ่มประมือกัน แป๊ะยี่ประคองผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ลุกขึ้น ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้สะอึกกายเข้ามาหมายกลุ้มรุมบุรุษแซ่อื้อ

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “ท่านไปช่วยเหลือผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือ เดียรัจฉานนี้มอบให้ข้าพเจ้าจัดการเอง”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ทราบดีว่า ประมุขน้อยดื้อรั้นชอบเอาชัย ไม่ปรารถนาให้ช่วยเหลือจึงถาโถมเข้าหาผู้แซ่เกี้ยนั้น

ส่วนแป๊ะยี่กับตั้งฉิก ผู้หนึ่งดึงกระบี่ยาวจากข้างอานม้าของลิ้มเพ้งจือ อีกผู้หนึ่งถือสามง่ามสำหรับล่าสัตว์ แผดด่าบุรุษแซ่อื้อเป็นการใหญ่

มันทั้งสองด่าเป็นภาษาพื้นเมืองฮกจิว ศัตรูทั้งสองเป็นชาวเมืองซี่ชวนจึงมิเข้าใจแม้แต่ประโยค เพียงแต่รู้สึกว่าย่อมไม่ใช่คำสรรเสริญ

เจ้าของร้านสุราผู้เฒ่าแซ่ซักได้วิ่งออกมา อวงยี้ยืนหยัดอยู่ข้างกายของเอี่ยเอี้ย (ปู่) มีท่วงท่าหวั่นหวาดพรั่นพรึงยิ่งนัก

ลิ้มเพ้งจือยิ่งหักล้างยิ่งกระตือรือร้น พลันเตะกวาดเอาโต๊ะเก้าอี้ทั่วทั้งห้องไปสิ้น เริ่มต้นร่ายรำกระบวนท่าร่างในวิชาฝ่ามือตลบฟ้าออกมา

ลิ้มเพ้งจือตั้งแต่หกขวบ บิดาก็ถ่ายทอดวิชาฝีมือให้ จวบจนบัดนี้เป็นเวลาสิบสองปี ฝ่ามือตลบฟ้าชุดนี้ มิทราบว่าสำแดงออกมากี่ตลบแล้ว จึงช่ำชองจัดเจนอย่างยิ่ง เพียงแต่มิเคยประสบการณ์พันตูอย่างจริงจังมาก่อน

คราครั้งนี้พอต่อสู้กับบุรุษแซ่อื้อเพียงสิบกว่ากระบวนท่า ความทระนงของลิ้มเพ้งจือก็เริ่มถูกสยบย่นย่อรู้สึกว่าฝ่ายตรงข้ามมีความสามารถอันยอดเยี่ยม ตนอาศัยความพิสดารของท่าฝ่ามือ เคยประทับฝ่ามือใส่หัวไหล่ ทรวงอก

แต่ทว่า บุรุษแซ่อื้อคล้ายดั่งหามีเรื่องราวอันใดไม่ ปากก็พร่ำกล่าวเหลวไหลโดยมิหยุดยั้งว่า “น้องชายอันประเสริฐ เรายิ่งพิศยิ่งรู้สึกว่าเจ้ามิคล้ายกับบุรุษเพศ คาดว่าคงเป็นโกวเนี้ยใหญ่ปลอมแปลงรูปโฉมมา”

ลิ้มเพ้งจือยิ่งขุ่นเคือง ยามชำเลืองไปยังผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือและแต้ แลเห็นมันทั้งสองแม้กลุ้มรุมผู้แซ่เกี้ยแต่ยังตกเป็นรอง ผู้คุ้มกันภัยแซ่แต้ถูกกระแทกไปหมัดหนึ่งจมูกและปากถึงกับมีโลหิตฉีดทะลักออกมา

ช่วงเวลานั้น ลิ้มเพ้งจือได้ลงมือรวดเร็วยิ่งขึ้นพลันแว่วเสียงดังฉาด เมื่อตบใส่ฝ่ายตรงข้ามไปอย่างหนักหน่วงอีกคราหนึ่ง

บุรุษแซ่อื้อถึงกับกระชากเสียงว่า “เจ้าลูก (คำด่าที่หยาบคายเจ็บแสบ) ที่มิทราบความเป็นตายร้ายดี บิดาเห็นว่าเจ้าคล้ายกับโกวเนี้ยใหญ่ จึงสัพยอกหยอกล้อ บัดนี้เจ้ากลับแส่หาความเจ็บปวดให้กับตัวเองแล้ว”

เพลงหมัดพลันแปรเปลี่ยน เสมือนกับลมคลุ้มพิรุณคลั่งโหมกระหน่ำเข้ามา ทั้งสองหักหาญกันอย่างดุเดือด จนออกมานอกร้านสุรา

ลิ้มเพ้งจือแลเห็นพลังหมัดของฝ่ายตรงข้าม มุ่งจู่โจมมายังส่วนกลางบนร่างกาย จึงหวนนึกถึงเคล็ด “สกัด” ที่บิดาถ่ายทอดให้รีบปาดฝ่ามือซ้ายออก หมายสกัดปัดป้อง

คาดมิถึงว่า กำลังแขนของบุรุษแซ่อื้อ เข้มแข็งเป็นที่ยิ่ง มิสามารถปัดพัน ทรวงอกถูกกระแทกใส่ดังโครมใหญ่ ลิ้มเพ้งจือยามมีร่างส่ายโงนเงน ปกเสื้อก็ถูกฝ่ายตรงข้ามคร่ากุมเอาไว้

บุรุษแซ่อื้อกดแขนลง ร่างท่อนบนของลิ้มเพ้งจือจึงงองุ้มลง ต่อจากนั้นท่อนแขนขวาของมันก็พาดอยู่ต้นคอ หัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง กล่าวว่า “เจ้าลูกเต่า โขกศีรษะสามครั้ง เรียกหาเราว่าเจกเจ่ก (อา) ผู้ประเสริฐด้วย จึงจะปลดปล่อยเจ้า!”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือกับแซ่แต้ตื่นตระหนกอย่างใหญ่หลวงสละคู่ต่อสู้ชิงเข้ามาหมายช่วยเหลือ แต่ผู้แซ่เกี้ยทุ่มเททั้งหมัดเท้ามิอนุญาตให้มันทั้งสองมาได้

ผู้รับใช้ประจำสำนักแป๊ะยี่ได้กระชับกุมสามง่ามทิ่มแทงใส่กลางหลังของบุรุษแซ่อื้อ พลางร้องว่า “ยังมิปล่อยมือ? ท่านที่แท้มีศีรษะ...”

บุรุษแซ่อื้อแม้ศีรษะก็ไม่เบือนกลับ เท้าซ้ายเตะจนสามง่ามปลิวกระเด็น และเท้าขวาก็ตวัดตามติด แป๊ะยี่ถึงกับตีลังกาไปเจ็ดแปดท่อนครึ่งค่อนวันยังมิอาจลุกขึ้นมา ตั้งฉกแผดด่าฝ่ายตรงข้ามเป็นการใหญ่แต่เท้าก็ถอยกรูดๆ โดยมิหยุดยั้ง

บุรุษแซ่อื้อผู้นั้นหัวร่อพลางกล่าวว่า “โกวเนี้ยใหญ่ เจ้าโขกศีรษะหรือไม่?”

ท่อนแขนได้เพิ่มกำลัง กดศีรษะของลิ้มเพ้งจือต่ำลงไปทุกขณะ จนหน้าผากแทบจะกระทบถูกพื้นดินแล้ว

ลิ้มเพ้งจือต่อยหมัดไปยังท้องน้อยคู่ต่อสู้ แต่ก็ห่างจากเป้าหมายหลายนิ้ว มิมีทางกระแทกถึง รู้สึกว่ากระดูดบริเวณต้นคอเจ็บแปลบปลาบ ราวกับจะหักสลาย เบื้องหน้าสายตามีดาวทองระยิบระยับแก้วลั่นอื้ออึง!

มือทั้งสองข้างตนไขว่คว้าเป็นพัลวัน พลันกระทบถูกวัตถุแข็งๆ อย่างหนึ่งบนข้อเท้า ในยามฉุกละหุก จึงกระชากออกมาแผ่พุ่ง พลังเสือกไสไปเบื้องหน้า ชักเข้าสู่ท้องน้อยของฝ่ายตรงข้าม

บุรุษแซ่อื้อแผดร้องขึ้นสุดเสียง คลายมือทั้งสองข้างออกถอยกายไปหลายก้าว ใบหน้าบิดเบี้ยวปั้นยาก แลเห็นบนท้องน้อยของมัน ปักตรึงไว้ด้วยมีดสั้นสีทองเล่มหนึ่งจมลึกจนมิดด้าม

ส่วนใบหน้าของมันหันไปทางทิศประจิม แสงสนธยาสาดส่องถูกด้ามสีทอง ก่อเกิดประกายบาดตา มันอ้าปากหมายเอื้อนเอ่ยวาจาแต่ปราศจากสุ้มเสียงดังออกมา เอื้อมมือหมายถอนมีดสั้นก็มิกล้ากระทำ

ลิ้มเพ้งจือยามกะทันหันก็แตกตื่นจนหัวใจเต้นระทึกแทบกระดอนออกจากปาก ถอยกายไปหลายก้าวอย่างลนลาน ผู้แซ่เกี้ยกับผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือแซ่แต้ ก็หยุดชะงักการต่อสู้ จับจ้องบุรุษแซ่อื้ออย่างตระหนก

แลเห็นร่างของมันส่ายโงนเงนไปมา มือซ้ายกุมด้ามมีดสั้นกระชากออกมา โลหิตสดๆ ถึงกับฉีดพุ่งไปไกลหลายเชี๊ยะ ท่ามกลางเสียงอุทานของทุกผู้คน บุรุษแซ่อื้อผู้นั้นได้ร้องว่า “เกี้ย...บอกกับบิดา...ล้างแค้นให้เราด้วย!”

ฝ่ามือขวาสะบัดเหวี่ยงมีดสั้นเล่มนั้นไป ผู้แซ่เกี้ยนั้นยื่นมือขวาไขว่คว้ารับไว้ คิดจะถาโถมเข้าหา บุรุษแซ่อื้อพลันล้มฟุบลงชักกระตุกสองสามครา จากนั้นก็แน่นิ่งมิเคลื่อนไหว

ผู้แซ่เกี้ยถลึงตาเข้าใส่ลิ้มเพ้งจือ พลันพุ่งปราดมาถึงข้างพาหนะคู่ขา กระโดดขึ้นสู่หลังม้า ห้อตะบึงไปทางทิศอุดรอย่างรวดเร็วมันคิดจะไปยังเมืองฮกจิว แต่สหายเมื่อตกตาย จึงวกกลับสู่ทางเดิม

ตั้งฉิกเดินมาเตะเอาซากศพของบุรุษแซ่อื้อพลิกหงายขึ้น ปากแผลยังมีโลหิตสีแดงฉานไหลทะลักออกมา กล่าวว่า “ท่านทำร้ายประมุขน้อยพวกเรา ย่อมสมควรตกตาย”

ลิ้มเพ้งจือนับเป็นครั้งแรกที่สังหารผู้คน ถึงกับมีใบหน้าซีดเผือดกล่าวว่า “พวกเรา...จะทำอย่างไร? ข้าพเจ้า...ความจริงมิคิดฆ่ามัน”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือขมวดคิ้วกล่าวว่า “พวกเรารีบขนย้ายซากศพเข้าไปในร้านสุรา ที่นี้อยู่ใกล้กับถนนหลวง อย่าให้ผู้คนพบเห็น”

ยังประเสริฐที่ขณะนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำ บนทางหลวงหามีผู้คนสัญจร แป๊ะยี่ ตั้งฉิกจัดการบรรทุกซากศพเข้าไปในร้าน

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือกล่าวเบาๆ ว่า “ท่านประมุขน้อยมีเงินทองอยู่หรือไม่?”

ลิ้มเพ้งจือรีบล้วงหยิบเอาเงินยี่สิบกว่าตำลึงจากอกเสื้อ ส่งให้จนหมดสิ้น ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือรับมาแล้ววางบนโต๊ะ กล่าวกับผู้เฒ่าแซ่ซักว่า “คนแปลกหน้าผู้นั้นล่วงเกินหลานสาวของท่าน ประมุขน้อยพวกเราช่วยเหลือด้วยจิตธัมมะ ถูกบีบบังคับจนต้องลงมือสังหาร ทั้งหมด ล้วนเห็นชัด เรื่องนี้ต้นตออุบัติจากท่าน หากวุ่นวายขึ้นมา ต่างก็ยากสลัดหลุดจากพันธะ เงินทองนี้ท่านรับไปใช้สอย และช่วยกันกลบฝังซากศพ หาหนทางปกปิดอำพรางไว้”

ผู้เฒ่าแซ่ซักลนลานรับว่าถูกแล้ว ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือนำพาแป๊ะยี่ ตั้งฉิกขนย้ายซากศพไปกลบฝังในสวนผักหลังร้านสุรา และคราบโลหิตที่หน้าร้าน ใช้ดินกลบจนไร้ร่องรอย

ผู้คุ้มกันภัยแซ่ซือกำชับผู้เฒ่าแซ่ซัก มิให้แพร่งพรายเหตุการณ์อีก รอจนสะสางทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จสิ้นท้องฟ้าก็มืดสนิท

ลิ้มเพ้งจือพกพาเอาความหวั่นไหว ไม่สบายใจกลับมาในสำนักคุ้มกันภัย พอเหยียบย่างเข้าสู่ห้องโถงก็แลเห็นผู้เป็นบิดานั่งอยู่บนเก้าอี้พนักสูง กำลังพริ้มตาครุ่นคิด

ลิ้มเพ้งจือมีอารมณ์สับสน ร้องว่า “บิดา”

ในยามนี้ ลิ้มจิ้นน้ำกลับมีสีหน้าอิ่มเอิบใจกล่าวว่า “ไปล่าสัตว์หรือ? ล่าหมูป่าได้หรือไม่?”

ลิ้มเพ้งจือปฏิเสธว่าหามีไม่ ลิ้มจิ้นน้ำพลันรั้งกล้องยาสูบในมือขึ้น กระแทกลงบนหัวไล่อย่างกะทันหัน ตวาดอย่างยิ้มแย้มว่า “สนองกระบวนท่ามา !”

ลิ้มเพ้งจือทราบว่า บิดามักทดสอบพลังฝีมือของตนโดยมิทันระแวดระวัง เห็นท่านใช้ท่านี้เป็นกระบวนท่าที่ยี่สิบหากในวิชากระบี่พิชิตมาร นามลิ่วแชปวยตุ่ย (อุกกาบาตล่วงลับ) สมควรใช้กระบวนท่าที่สี่สิบหก ฮวยไคเกียงฮุค (บุปผาบานพบพุทธองค์) ย่อกายแล้วหลบเลี่ยง

แต่ทว่าในยามนี้ ภาวะจิตใจไม่เป็นปรกติ จึงมิได้แฉลบหลบ ลิ้มจิ้นน้ำขณะกดกล้องยาสูบอยู่ห่างจากหัวไหล่บุตรชายเพียงสามนิ้ว ก็ชะลอชะงักเอาไว้กล่าวว่า “ในวงพวกนักเลงหากเผชิญกับศัตรูที่เข้มแข็งปฏิกิริยาเชื่องช้าถึงปานนี้ แขนของเจ้าข้างนี้ยังจะรักษาไว้ได้หรอกหรือ?”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “ถูกแล้ว ไหล่ซ้ายพลันลดลง หมุนคว้างตลบหนึ่ง อ้อมมาถึงด้านหลังบิดา เอื้อมมือหยิบฉวยไม้ปัดขนไก่บนโต๊ะ ทิ่มแทงไปยังกลางหลังของผู้ให้กำเนิด ซึ่งเป็นกระบวนท่าบุปผาบานพบพุทธองค์

ลิ้มจิ้นน้ำผงกศีรษะอย่างยิ้มแย้ม พลิกข้อมือใช้กล้องยาสูบปิดสกัด น้อมคืนกลับไปด้วยท่ากังเจี่ยชวยเต็ก (เป่าขลุ่ยบนธารธารา) ลิ้มเพ้งจือปลุกปลอบสติสัมปชัญญะ ใช้ท่าจี่คีตังไล้ (พลังม่วงจากบูรพา) เข้าคลี่คลาย

บิดาและบุตรทั้งสองหักล้างกัน ห้าสิบกว่ากระบวนท่า ลิ้มจิ้นน้ำพลันพุ่งกล้องยาออกไปอย่างฉับไว จี้เบาๆ ใส่ใต้ราวนมของบุตรชาย ลิ้มเพ้งจือมิทันปัดป้องรู้สึกแขนขวาชาวูบ ไม้ปัดขนไก่ร่วงหล่นจากมือ

ลิ้มจิ้นน้ำหัวร่อพลางกล่าวว่า “ประเสริฐมากในหนึ่งเดือนนี้ทุกๆ วัน มีการรุดหน้าอยู่เสมอ วันนี้ต่อสู้กันมากขึ้นอีกสี่กระบวนท่า” พลางหันกายทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ บรรจุยาเส้นลงในกล้องยาเอื้อนเอ่ยว่า “เพ้งยี้ บอกกับเจ้า สำนักพวกเราได้รับข่าวดีประการหนึ่ง”

ลิ้มเพ้งจือหยิบหินเหล็กไฟ จุดยาเส้นให้กับบิดากล่าวว่า “บิดารับการค้าใหญ่มารายหนึ่งหรอกหรือ?”

ลิ้มจิ้นน้ำสั่นศีรษะ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ขอเพียงแต่สำนักเรามีหลักฐานมั่นคง การค้าใหญ่โตย่อมหลั่งไหลมา จนเกรงว่ามิอาจรับไว้...เมื่อครู่นี้ท่านผู้คุ้มกันภัยแซ่ลี้ส่งข่าวมาจากมณฑลกังไซว่า ท่านเจ้าอารามแซ่ฮื้อแห่งอารามซ้งฮวงกวนของสำนักแชเซี้ยที่ซี่ชวนได้รับของขวัญที่พวกเราส่งไปแล้ว”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวสืบไปว่า “เรื่องราวในสำนัก เรามิใคร่บอกกล่าวกับเจ้าก็ไม่เข้าใจนัก แต่เจ้าเริ่มเติบใหญ่แล้ว ภาระของบิดาก็ต้องตกทอดต่อเจ้า หนูเอย พวกเราคุ้มกันภัยมาสามรุ่นหนึ่งนั้นอาศัยเกียรติภูมิที่เจ็งโจ้วแป๋ (ทวด) ของเจ้าสร้างสมขึ้น สองยึดถือว่าวิชาฝีมือประจำตระกูลมิต่ำทราม”

หากเป็นเวลาปรกติ ลิ้มเพ้งจือพอรับทราบว่าบิดาคิดมอบหมายภารกิจในสำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยให้กับตนย่อมบังเกิดความกระตือรือร้น แต่บัดนี้หัวใจเต้นตูมตามปานเภรีย่ำสนามรบ วาจาของบิดารับฟังเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น

ลิ้มจิ้นน้ำเอื้อนเอ่ยอีกว่า “แต่พวกเรามีอาชีพเป็นผู้คุ้มกันภัย แทนที่จะเที่ยวเข่นฆ่าประหัตประหารกับคู่ต่อสู้ สมควรมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับทุกผู้คน คำว่า “คบค้า” ยังสำคัญกว่าคมศัสตราวุธมากมายนัก

ตั้งแต่บิดารับดูแลกิจการของสำนักมา ได้เปิดสาขาเพิ่มขึ้นอีกห้าแห่ง นับว่ารุ่งเรืองยิ่งนัก ซึ่งเคล็ดลับก็มีเพียงว่า “คบหาสหายให้มาก อย่าได้สร้างสมศัตรู” เท่านั้นเอง

สำนักเรารับคุ้มกันภัยตลอดสิบสองมณฑลแล้วเพียงแต่ไม่มีทางแผ่ขยายไปถึงเขตมณฑลซี่ชวน ทั้งนี้เนื่องจากซี่ชวนเป็นดินแดนซุกซ่อนพยัคฆ์ชุมนุมมังกร มียอดคนอยู่มิน้อย สำนักคุ้มกันภัย หากคิดดำเนินการค้าที่มณฑลซี่ชวน ก็ต้องคบค้าสมาคมกับสำนักแซ่เซี้ย ง่อไบ๊ ทั้งสองแห่ง

เราตั้งแต่สามปีก่อน ทุกๆ ฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง มักตระเตรียมของขวัญอันมีค่า จัดส่งผู้คนส่งไปที่อารามซ้งฮวงกวนบนสำนักแชเซี้ย กับวัดกิมเต้งยี่บนสำนักง่อไบ๊ แต่ทว่าเจ้าสำนักทั้งสองแห่งมิเคยรับเอาไว้

กิมกวงเซี่ยงหยินแห่งง่อไบ๊ ยังยินยอมต้อนรับผู้คนที่เราจัดส่งไป กล่าวคำขอบคุณ เชื้อเชิญให้รับประทานอาหารเจ จากนั้นก็ส่งคืนห่อของขวัญกลับมาโดยมิกระทบกระทั่งถูก

แต่ทางสำนักแชเซี้ย ผู้แทนของเราเพิ่งขึ้นไปได้ครึ่งเขา ก็ถูกสกัดขัดขวาง อ้างว่าท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ บำเพ็ญตนไม่พบพานอาคันตุกะในอารามมีสรรพสิ่งครบครัน ไม่ขอรับของขวัญ

ผู้คนที่เราจัดส่งไป อย่าว่าแต่ได้เห็นท่านเจ้าอารามแซ่อื้อ แม้แต่ประตูใหญ่ของอารามซ้งฮ้วงกวนหันไปทางสารทิศใดก็หาทราบไม่ พวกของเราทุกครั้งหวนกลับมาด้วยความขุ่นเคือง อ้างว่าหากมิใช่เรากำชับห้ามไม่ให้ไร้มารยาท ก็คงต่อยตีกันหลายครั้งแล้ว”

กล่าวถึงตอนนี้ ลิ้มจิ้นน้ำรู้สึกลำพองใจยิ่งนักผุดลุกขึ้นมากล่าวว่า “หาคาดไม่ว่า คราครั้งนี้ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อกลับรับของขวัญจากพวกเรา ทั้งยังกล่าวว่าจะจัดส่งศิษย์สี่คนมายังมณฑลซี่ชวนเป็นการน้อมสนอง...”

ลิ้มเพ้งจือร้องดังๆ ว่า “สี่คน? มิใช่สองคน?”

ลิ้มจิ้นน้ำส่งเสียงกล่าวว่า “ถูกแล้ว ศิษย์ถึงสี่คน เจ้าลองคิดดู ท่านเจ้าอารามแซ่อื้อดำเนินการอย่างโอ่อ่าถึงปานนี้ สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยของเรา ได้รับเกียรติจากหนึ่งในสำนักมาตรฐาน ที่มีประวัติศาสตร์มาหลายร้อยปี ไยมิใช่มีหน้ามีตาอย่างน่าอิ่มเอมใจหรอกหรือ?”

ลิ้มเพ้งจือ พลันกล่าวว่า “บิดา ชาวเมืองซีชวนยามเอ่ยวาจา มักเรียกหาผู้อื่นเป็น “ลูกเต่า” ยกย่องตัวเองว่า “บิดา” กระมัง?”

ลิ้มจิ้นน้ำหัวร่อพลางกล่าวว่า “ผู้ที่ไร้อารยธรรมของเมืองซี่ชวนจึงเอื้อนเอ่ยเช่นนั้น ทั่วทั้งประเทศจีนมีที่ใดที่ปราศจากคนหยาบช้า เจ้าถามไถ่ไปไย?”

ลิ้มเพ้งจือลนลานปฏิเสธ ลิ้มจิ้นน้ำจึงกล่าวว่า “ศิษย์สำนักแชเซี้ยทั้งสี่เวลามาถึงที่นี้ เจ้าสมควรสนิทสนมกับพวกมัน ฝึกหัดบุคลิกของศิษย์สำนักมาตรฐาน หากคบค้าสหายสี่คนนี้ ภายหลังย่อมมีคุณประโยชน์อย่างใหญ่หลวง...”

กล่าวถึงตอนนี้ พลันได้ยินนอกห้องโถงมีสำเนียงผู้คนดังอื้ออึง ต่อจากนั้นผู้คนหลายคนเดินเหินอย่างเร่งร้อนตรงเข้ามา

ลิ้มจิ้นน้ำขมวดคิ้วพึมพำว่า “ไม่มีมารยาทเสียเลย”

แลเห็นบุคคลที่ถลันเข้ามา เป็นผู้รับใช้ประจำสำนักสามคน ผู้นำหน้า ตั้งฉิกกล่าวอย่างแตกตื่นลนลานว่า “ท่านประมุข...แป๊ะยี่ตายแล้ว!”

ลิ้มจิ้นน้ำสะท้านใจอย่างรุนแรง กล่าวว่า “ผู้ใดฆ่ากัน?” พวกเจ้าคงเล่นพนันจนต่อยตีกันกระมัง?”

ตั้งฉิกกล่าวเสียงกระชากว่า “หาใช่ไม่ เมื่อครู่นี้เซี่ยวลี้ไปปัสสาวะ แลเห็นแป๊ะยี่นอนฟุบอยู่ในสวนผักข้างห้องปัสสาวะ บนร่างกายไม่มีบาดแผล ตลอดร่างกลับเย็นยะเยียบ มิทราบว่าไฉนจึงตกตาย!”

ลิ้มจิ้นน้ำระบายลมหายใจออกมา กล่าวว่า “เราจะไปดู”

จากนั้นก็มุ่งตรงไปที่สวนผัก ลิ้มเพ้งจือก็ติดตามอยู่ด้านหลัง พอเร่งรุดมาถึง แลเห็นผู้คุ้มกันภัยและคนรับใช้เจ็ดแปดคน กำลังชุมนุมกันเป็นกลุ่มก้อน ทุกผู้คนแลเห็นหัวหน้าใหญ่มาถึง จึงแยกย้ายหลีกทาง

ลิ้มจิ้นน้ำ ยามเหลือบมองไปที่ซากศพของแป๊ะยี่ แลเห็นเสื้อผ้าของมันได้ถูกปลดเปลื้องออก ตลอดร่างกายไม่มีคราบโลหิตแม้แต่หยดเดียว จึงถามไถ่ต่อผู้คุ้มกันภัยแซ่จกที่ยืนหยัดอยู่ข้างกายว่า “ไม่มีบาดแผลเลย?”

ผู้คุ้มกันภัยแซ่จกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าตรวจตราโดยละเอียดแล้ว ทั่วทั้งร่างไม่มีบาดแผลแม้แต่แห่งเดียว แต่ก็รู้สึกว่ามิใช่ถูกพิษร้ายแทรกซึม”

ลิ้มจินน้ำแลเห็นแป๊ะยี่มีสีหน้าเป็นปรกติ ปราศจากแววม่วงคล้ำ มุมปากยังมีรอยยิ้มน้อยๆ จึงผงกศีรษะกล่าวว่า รายงานให้ซิงแซแซ่ตงแผนกบัญชีรับทราบ และจัดการกับศพของแป๊ะยี่ พร้อมกับส่งเงินให้กับครอบครัวแป๊ะยี่หนึ่งร้อยตำลึง”

ที่แท้สำนักคุ้มกันภัยฮกอุ้ยตั้งแต่ลิ้มเอี้ยงโต้วก่อตั้งขึ้น ก็ระบุกฎเกณฑ์ไว้ว่า ผู้คุ้มกันภัยคนรับใช้งานปลีกย่อยทั้งหมด หากสูญเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ ก็จ่ายเงินสงเคราะห์เท่าใด บาดเจ็บ พิการ ก็จ่ายเงินสงเคราะห์เท่าใด พอมาถึงรุ่นของลิ้มจิ้นน้ำ จำนวนเงินสงเคราะห์ได้เพิ่มพูนขึ้นสองครั้งแล้ว

ผู้รับใช้ประจำสำนักคนหนึ่งตกตายไป ด้วยสภาพที่คล้ายกับป่วยไข้ ลิ้มจิ้นน้ำหาได้สนใจเท่าใดนัก พอกลับมาที่ห้องโถงใหญ่ ก็กล่าวกับบุตรชายว่า “แป๊ะยี่วันนี้มิได้ติดตามเจ้าไปล่าสัตว์หรอกหรือ?”

ลิ้มเพ้งจือกล่าวว่า “มันได้ไปด้วย เวลากลับมายังประเสริฐดีอยู่มิทราบว่าเหตุใดจึงป่วยไข้จนถึงแก่ความตาย”

หนังสือแนะนำ

Special Deal