ตำนานรักสองสวรรค์ เล่ม 1

บทที่สอง ประจันหน้า

ประจันหน้า

เสียงของจื่อหวนซ่างจวินย่อมไม่เบา เมื่อเป็นน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่เกรงอกเกรงใจเช่นนี้ ห้องโถงที่คึกคักจึงเงียบสงบลงในทันใด เหล่าเทพเซียนที่มองตามสายตาของจื่อหวนซ่างจวินไปยังหน้าประตู ถึงกับนิ่งอึ้ง

ท่ามกลางเซียนน้อยที่นำพามา เฟิ่งหรั่นที่เปลี่ยนเป็นอาภรณ์ยาวสีแดงเพลิงดูราวกับกะเรียนในฝูงไก่  ยิ่งได้เห็นถึงท่วงท่าอันเชื่อมั่น ลักษณะที่เย็นชา มีเทพเซียนไม่น้อยเตรียมตัวจะหลีกไปให้ไกล

จากคำพูดของจื่อหวนซ่างจวิน เห็นได้ชัดว่าเทพธิดาตรงหน้าก็คือซ่างจวิน ทว่าในสามพิภพ มีซ่างจวินสตรีผู้ใดที่เปี่ยมด้วยรังสีอำมหิตถึงเพียงนี้?

ความดุดันของเฟิ่งหรั่นเป็นที่โจษขานทั่วสามพิภพ เพียงแต่นางไม่ได้ย่างกรายออกจากวังชิงฉือมาหมื่นปี จึงมีเพียงซ่างจวินกับเทพส่วนหนึ่งที่เคยประมือกับนางที่จดจำรูปโฉมนางได้ และในบรรดาเทพเซียนเหล่านั้น มีเพียงจื่อหวนซ่างจวินที่ชมชอบความรื่นเริงของงานฉลอง ในห้องโถงแห่งนี่มีเพียงจื่อหวนซ่างจวินที่จดจำนางได้

ขณะที่เฟิ่งหรั่นขี่เมฆขึ้นมาถึงกลางเขา พบว่าผู้ที่ขี่เมฆขึ้นมาพร้อมกับนางมีแต่เซียนน้อย ค่อยรู้ว่าเมื่อคืนถูกเซียนน้อยเหล่านี้ปั่นหัวไปรอบหนึ่ง ขณะกำลังมีโทสะ ก็ได้ยินวาจาแดกดันดังกล่าวดังขึ้น เมื่อเงยหน้าขึ้น ก็เห็นใบหน้าที่กำลังยิ้มอย่างได้ใจกับนัยน์ตาแฝงความโกรธแค้นของจื่อหวนอยู่ตรงหน้า

“แม้แต่จื่อหวนซ่างจวินยังยินยอมลงมารับความทุกข์ยาก ข้าเฟิ่งหรั่นที่มีชาติกำเนิดอันต่ำต้อย ไหนเลยกล้าเสพสุขในแดนสุขาวดีตามลำพัง!” เฟิ่งหรั่นสะกดความไม่พอใจบนใบหน้า ชำเลืองตากล่าววาจา ด้วยท่าทางเย้ยหยัน

วาจาของนางยังแฝงความนัยเอาไว้ ความหมายก็คือ “เจ้ายังไม่ตาย ข้าไหนเลยยอมตายก่อนได้” บวกกับผู้ที่กล่าววาจานี้เป็นสตรี เทพเซียนทั้งหลายได้ยิน จึงไม่อาจสะกดกลั้นความขบขันเอาไว้ได้

บรรดาเทพเซียนเห็นเฟิ่งหรั่นมีบุคลิกอันองอาจ สายตาแฝงพลังอันล้ำลึก หมื่นปีก่อนนางสามารถอาศัยกำลังเพียงลำพังทำลายกองทัพใหญ่หลายหมื่นของเทพและมาร ที่ผ่านมาผู้คนจึงกล่าวขานถึงนางราวกับเป็นเทพมฤตยูอันน่ากลัวแห่งสวรรค์ นึกไม่ถึงว่านางจะเป็นสตรีที่งามล่มปฐพีเช่นนี้ ยิ่งเห็นนางประจันหน้ากับจื่อหวนซ่างจวินอย่างไม่ลดราวาศอก อิริยาบถยังเปี่ยมด้วยความห้าวหาญอันยากที่เซียนสตรีหรือเทพธิดาใดจะเทียบ ทำให้เหล่าเทพเซียนอดรู้สึกชื่นชมขึ้นมิได้

ในบรรดาซ่างจวินฝ่ายสตรี นอกจากองค์หญิงจิ่งเจาแล้ว ยังจะมีผู้ใดที่มีความงดงามห้าวหาญเทียบเคียงกับเฟิ่งหรั่นได้!

ขณะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศคล้ายเตรียมเปิดศึกต่อกันของทั้งคู่ ยิ่งรู้สึกว่าข่าวลือที่ว่าเฟิ่งหรั่นซ่างจวินกับจื่อหวนซ่างจวินมีความแค้นต่อกันอย่างล้ำลึกนั้นไม่แปลกปลอม แม้ผ่านไปหมื่นปี ก็ยังไม่มีท่าว่าจะเจือจางลงไปแม้แต่น้อย

ที่ผ่านมาจื่อหวนเป็นเทพที่เย่อหยิ่งจองหอง อยู่เหนือผู้อื่นจนเคย เมื่อเห็นเหล่าเทพเซียนมองเฟิ่งหรั่นด้วยสายตาชื่นชม นัยน์ตายิ่งเปล่งประกายความแค้นกว่าเดิม

“เฟิ่งหรั่น เจ้าไม่หลบซ่อนอยู่ในวังชิงฉือ แต่กล้าออกมาเพ่นพ่านภายนอก? ที่นี่คงไม่มีผู้ใดสามารถปกป้องเจ้าได้อีก!” จื่อหวนกล่าวจบพลางแค่นเสียงคราหนึ่ง

เทพเซียนในงานมองหน้ากันไปมา ทุกคนล้วนทราบว่าจื่อหวนซ่างจวินเย่อหยิ่งจนไม่เคยเห็นผู้ใดอยู่ในสายตา แต่ก็นึกไม่ถึงว่าเขาจะกล้าท้าทายวังชิงฉืออย่างเปิดเผย ราวกับไม่เห็นมหาเทพกู่จวินอยู่ในสายตาเช่นนี้

“ข้าไม่ใช่เจ้า จึงต้องมีผู้ใดคอยปกป้อง ในสามพิภพนี้มีที่ใดที่ข้าไปไม่ได้ จื่อหวน หมื่นปีก่อนที่เจอเจ้ายังเป็นแค่เทพชั้นล่างผู้หนึ่ง บัดนี้กลับได้เข้าสู่ทำเนียบซ่างจวินแล้ว ช่างน่ายินดีน่าอวยพรยิ่งนัก เพียงแต่...ไม่รู้ว่าโอสถที่จิ่งหยางได้เก็บสะสมไว้ ยังมีเหลือพอให้เจ้ารับประทานอีกหรือไม่!”

เฟิ่งหรั่นไพล่มือไปด้านหลัง เดินเข้าสู่ห้องโถงด้วยท่าทางปลอดโปร่ง สายตาฉายแววเย้ยหยันอย่างไร้ความหวาดกลัว

 

ที่ผ่านมา จื่อหวนมิได้มีพรสวรรค์ในการฝึกฝนมากนัก แต่เพราะเคยสบโอกาสช่วยเหลือองค์ชายจิ่งหยางไว้ จึงได้รับโอสถทิพย์ล้ำค่ามากมาย จนสามารถเพิ่มพูนพลังเซียนและก้าวขึ้นมาเป็นซ่างจวินได้ แต่ก็ยังจัดเป็นซ่างจวินชั้นปลายแถว ยามปกติก็ไม่เป็นที่ชื่นชอบของซ่างจวินทั่วไปเท่าไหร่ กับเทพเซียนทั้งหลายก็มีการคบหาแต่เปลือกนอก

แต่จื่อหวนเองกลับภูมิใจในความเป็นซ่างจวินของตนอย่างยิ่ง เมื่อเห็นเทพเซียนได้ยินคำพูดของเฟิ่งหรั่นแล้วมีสีหน้ายิ้มเยาะตน จึงบังเกิดโทสะเป็นฟืนเป็นไฟ ตวาดเสียงดังสนั่น “เฟิ่งหรั่น เจ้า......”

แต่ตวาดได้เพียงเท่านี้ ใบหน้าของจื่อหวนก็แดงก่ำ ไม่อาจกล่าวอะไรได้อีก  ที่ผ่านมาจื่อหวนก็มิได้มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้ใด เมื่อครู่ที่เสียแรงตีสนิทคบหาด้วยก็มีแต่เทพเซียนชั้นธรรมดา ย่อมไม่มีใครกล้าออกหน้าตอแยกับเฟิ่งหรั่นซ่างจวินผู้เปี่ยมด้วยฤทธิ์เดช เมื่อไม่มีผู้ใดยอมเอ่ยปากให้กับตน บรรยากาศจึงยิ่งกระอักกระอ่วนกว่าเดิม

เซียนอีกสององค์เบื้องหลังจื่อหวน ไม่ทราบเพราะเหตุใด เมื่อเห็นเฟิ่งหรั่นเข้ามาจิตใจก็ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เอาแต่นิ่งงัน ไม่ได้ช่วยเตือนหรือปลอบจื่อหวนเหมือนที่ผ่านมา

เพียงชั่วเวลาลมหายใจเข้าออก เฟิ่งหรั่นได้เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าจื่อหยวน อาภรณ์ชุดยาวสีแดงเข้มเมื่อสวมคลุมอยู่บนตัวนางก็ยิ่งสะท้อนความแข็งกร้าวออกมาอย่างเด่นชัด “จื่อหวน ความแค้นหนึ่งกระบี่ในครานั้น หมื่นปีมานี้ข้ายังไม่เคยลืม วันหน้าหากมีโอกาส ย่อมต้องน้อมสนองคืนให้”

จื่อหวนถูกสายตาของสตรีที่คล้ายสุนัขป่าโดดเดี่ยวจ้องมอง บังเกิดความแตกตื่นจนต้องถอยไปสองก้าว เพื่อสะกดความหวาดกลัวในส่วนลึก ความทรงจำในอดีตผุดกลับขึ้นมาอีกครั้ง

ที่บึงเยวียนหลิ่ง เฟิ่งหรั่นที่บาดเจ็บอาบโลหิต ยังสามารถสังหารองค์ชายสามแห่งเผ่ามารได้ หากไม่ใช่เพราะตนเองไปถึง และลอบใช้กระบี่เซียนจู่โจมจากที่ลับ ในครั้งนั้นก็คงยากที่จะช่วยชีวิตขององค์ชายจิ่งหยางจากห้วงคับขันได้ แต่ถึงกระนั้น ตนเองก็ยังถูกเฟิ่งหรั่นฟาดใส่หนึ่งฝ่ามือ ทำลายตบะที่บำเพ็ญเพียรไปร้อยปี ค่อยฝืนหลบหนีออกมาได้ ในตอนนั้นเฟิ่งหรั่นยังไม่ใช่ซ่างจวินยังมีฤทธิ์เดชน่ากลัวราวกับเทพมารปานนั้น ประสาอะไรกับในยามนี้

เมื่อเห็นใบหน้าของจื่อหวนบังเกิดความหวาดกลัว เทพเซียนในที่นั้นจึงยิ่งรู้สึกเย้ยหยัน ราวกับไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ที่เป็นถึงซ่างจวิน กลับอ่อนแอปวกเปียกถึงเพียงนี้ ท่ามกลางบรรยากาศอันตึงเครียด จู่ ๆ ก็มีเสียงหัวเราะอย่างสุภาพดังขึ้นจากส่วนในของห้องโถง

“เฟิ่งหรั่นซ่างจวินไม่ออกจากวังชิงฉือมาหมื่นปี ครั้งนี้ให้เกียรติมาถึงเขาต้าเจ๋อ ตงหัวต้องขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับแต่ไกล”ตงหัวซ่างจวินในชุดบัณฑิตสีเขียวเข้ม ผมขาวเครายาว สีหน้าปลอดโปร่ง เปี่ยมด้วยลักษณะของผู้อาวุโสที่ทรงภูมิปัญญาเดินออกมาจากในห้องโถง 

ตงหัวเป็นซ่างจวินที่มีอาวุโสสูงสุดในสามพิภพ เมื่อปรากฏตัวขึ้นยิ้มแย้มกล่าววาจา บรรยากาศอันตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย เฟิ่งหรั่นนึกถึงคำพูดของโฮ่วฉือ จึงโบกมือตอบว่ามิกล้า

เทพระดับซ่างจวินอีกหลายองค์เดิมตามหลังตงหัวมา แม้จะไม่สนิทสนมกับเฟิ่งหรั่น แต่ก็สนใจและชื่นชมในท่วงท่าของนางไม่น้อย ตงหัวซ่างจวินถึงกับทิ้งแขกเหรื่อทั้งห้องโถง สนทนาถกเรื่องการฝึกตบะกับนาง เทพเซียนทั้งหลายเพราะทราบว่า ตงหัวซ่างจวินเห็นการบำเพ็ญเพียรสำคัญราวกับชีวิต จึงมิได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด

แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ จื่อหวนก็ยิ่งถูกทอดทิ้งอย่างเห็นได้ชัด ใบหน้าของจื่อหวนแปรเปลี่ยนหลายครา สายตากวาดไปเห็นอู๋ซวีอู๋วั่งที่ด้านหลัง ค่อยนึกถึงเรื่องของขวัญขึ้นได้ นัยน์ตาฉายแววกระหยิ่มยิ้มย่อง ส่งเสียงกระแอมดัง ๆ ขึ้นต่อหน้าเหล่าซ่างจวิน

“ตงหัวซ่างจวิน ระยะนี้ข้าได้ประสบพบเจอเรื่องหนึ่งเข้า ทำให้ยากจะระงับโทสะได้ วันนี้เป็นงานฉลองวันเกิดของท่านผู้เฒ่า อันที่จริงข้าไม่สมควรทำเสียบรรยากาศ ทว่าซ่างจวินผู้เฒ่าท่านมีบารมีกว้างไกล จึงอยากขอให้ท่านช่วยให้ความเป็นธรรมกับเรื่องนี้ด้วย”

จื่อหวนกล่าวพลางประสานมือโค้งกายคารวะตงหัวซ่างจวินอย่างนอบน้อม ทุกคนกวาดตาเห็นตงหัวซ่างจวินขมวดคิ้วเล็กน้อยอย่างที่น้อยครั้งจะพบเห็น มองเฟิ่งหรั่นด้วยสีหน้าเสียดาย จากนั้นค่อยหันมากล่าวว่า “ที่ผ่านมาผู้เฒ่าเช่นข้าไม่ข้องแวะกับเรื่องในพิภพสวรรค์ ซ่างจวินมีเรื่องอันใด ไม่สู้ไปกราบทูลต่อเทียนตี้เถอะ”

เมื่อได้ยินตงหัวซ่างจวินกล่าวบ่ายเบี่ยง จื่อหวนจึงรีบโบกมือกล่าวว่า “ซ่างจวิน เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงเผ่ามาร ไหนเลยไม่สนใจไยดีได้?”

เผ่ามารกับเผ่าเทพเซียนยุติศึกกันมานับพันปี แต่เทพเซียนส่วนใหญ่ยังคงแค้นเผ่ามารไม่หาย เมื่อจื่อหวนเอ่ยปากเช่นนี้ เหล่าเทพเซียนบังเกิดความสงสัยขึ้น

ตงหัวซ่างจวินเห็นจื่อหวนกล่าวเป็นจริงเป็นจัง จึงกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “หากเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเผ่ามาร ย่อมมีข้อยกเว้น จื่อหวนซ่างจวินลองบอกกล่าวออกมาว่าเป็นเรื่องใดที่มีความสำคัญถึงเพียงนี้?”

จื่อหวนเห็นทุกคนมีสีหน้าเคร่งขรึม มีเพียงเฟิ่งหรั่นที่ยังคงมีสีหน้าเรียบเฉย สายตาจึงเป็นประกายขึ้นวูบหนึ่ง จากนั้นตวาดอย่างมีโทสะว่า 

“ซ่างจวินทุกท่าน เฟิ่งหรั่นสมคบกับเผ่ามาร วางแผนคิดร้ายต่อพิภพสวรรค์”

จื่อหวนชี้ไปยังเฟิ่งหรั่น ปั้นหน้าราวกับเปี่ยมด้วยคุณธรรม โดยไม่เห็นสีหน้าอันซีดเผือดของอู๋ซวีอู๋วั่งที่ด้านหลัง

“จื่อหวนซ่างจวิน มีหลักฐานหรือไม่?”

จื่อหวนเพิ่งกล่าวจบ ก็มีซ่างจวินผู้หนึ่งถามขึ้นอย่างไม่เกรงใจ สีหน้าฉายแววไม่เชื่อถือ ทุกคนต่างทราบว่าจื่อหวนกับเฟิ่งหรั่นมีความแค้นต่อกัน คำพูดของเขาย่อมถูกตั้งข้อสงสัย อีกอย่างเฟิ่งหรั่นในยามนี้ ได้รับการปกป้องจากวังชิงฉือ ทั้งยังมีความแค้นกับเผ่ามาร ไหนเลยจะสมคบคิดกับเผ่ามารได้?

“แน่นอน” เมื่อเห็นทุกคนยังมีสีหน้าไม่เชื่อ จื่อหวนจึงผายมือไปทางด้านหลังกล่าวว่า “ตงหัวซ่างจวิน จื่อหวนมิใช่ผู้ที่กล่าววาจาเลื่อนลอยเหลวไหล หลายวันก่อนอู๋ซวีกับอู๋วั่ง ได้พบเจอกับเผ่ามารเหนือเทือกเขาฉีเหลียน ยังถูกเผ่ามารทำร้าย แม้แต่ต้นปะการังที่ข้าต้องการนำมามอบเป็นของจวัญให้ซ่างจวินยังถูกชิงไป เขาฉีเหลียนเป็นเขตดูแลของเฟิ่งหรั่น หากมิใช่ได้รับอนุญาตจากนาง เผ่ามารไหนเลยแทรกซึมเข้ามาได้?”

เทพเซียนพากันนิ่งอึ้ง เบือนสายตาไปทางเฟิ่งหรั่น ข้อหาสมคบคิดเผ่ามาร ถือเป็นโทษมหันต์! ต่อให้มีมหาเทพกู่จวินคอยปกป้อง ก็ยากจะรอดพ้นจากทัณฑ์อัสนีแห่งเก้าชั้นฟ้าได้

เฟิ่งหรั่นเพียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เห็นใบหน้าจื่อหวนเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง จึงถอนหายใจกล่าวว่า “จื่อหวน นี่มิใช่เรื่องเล็กน้อย หรืออาศัยเพียงคำกล่าวฝ่ายเดียวของสองคนเบื้องหลังเจ้า ก็คิดจะบีบให้ข้ายอมรับผิดให้ได้?”

จื่อหวนเห็นเฟิ่งหรั่นคล้ายมีท่าทีอ่อนลง ก็ยิ่งยิ้มอย่างย่ามใจ ดึงกระชากอู๋วั่งที่ด้านหลังออกมา ชี้นิ้วพลางกล่าวว่า “เฟิ่งหรั่น เจ้าอย่าได้คิดแก้ตัว ข้ายังมีบาดแผลที่ถูกเผ่ามารทำร้ายบนตัวอู๋วั่งเป็นหลักฐาน”

เห็นเหล่าซ่างจวินใช้สายตาอันเจิดจ้ามองมาที่ตน อู๋วั่งรีบเช็ดเหงื่อเย็นเฉียบบนหน้าผาก สายตาลนลาน ไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมา

เทพเซียนที่เหลือล้วนสังเกตเห็นความผิดปกติ มีเพียงจื่อหวนที่ยังคงยิ้มอย่างภูมิใจ ตงหัวซ่างจวินพบว่าเรื่องนี้มีความซับซ้อนอยู่ ขณะที่ลอบถอนหายใจเตรียมจะเอ่ยปาก กลับถูกเฟิ่งหรั่นชิงตัดหน้าไปก่อน

เฟิ่งหรั่นไพล่มือทั้งสองไว้ด้านหลัง แค่นเสียงเย้ยหยันกล่าวว่า “จื่อหวน วิชาเซียนที่เจ้าฝึกฝนในหลายปีนี้ ช่างสูญเปล่ายิ่งนัก เสียทีที่ได้ขึ้นถึงทำเนียบซ่างจวิน บาดแผลบนตัวอู๋วั่งเกิดจากวิชาเซียน เจ้ายังกล้านำมาใส่ความข้า?”

จื่อหวนสะดุ้งคราหนึ่ง เห็นตงหัวซ่างจวินขมวดคิ้วเงียบงัน ทราบว่าวาจาของเฟิ่งหรั่นไม่แปลกปลอม ใบหน้าของจื่อหวนเริ่มซีดเป็นตับสุกร หันกลับไปตวาดว่า “อู๋ซวี นี่มันเรื่องอะไร?”

อันที่จริงเรื่องนี้ไม่อาจโทษจื่อหวน เพราะแม้จะเป็นซ่างจวินด้วยกัน แต่หากมิได้มีพลังเทพขั้นสูงในระดับของเฟิ่งหรั่นหรือตงหัว คงยากจะมองออกได้ เป็นเพราะจื่อหวนมุ่งหมายที่จะเล่นงานเฟิ่งหรั่น ยามที่ย่ามใจก็ยิ่งยากจะดูออก

อู๋ซวี อู๋วั่งรีบคุกเข่าอย่างลนลาน ผ่านไปเนิ่นนานยังไม่อาจกล่าวอันใดออกมาได้ สุดท้ายเพียงรวบรวมความกล้า ตะโกนออกมาว่า “ซ่างจวินโปรดยกโทษให้ด้วย”

“ให้ข้าอธิบายแทนเถอะ หลายวันก่อนเซียนน้อยในวังชิงฉือพบว่ามีผู้บุกรุก หลังจากตามหาจนทั่วยังไม่พบว่าเป็นใครเข้ามาโดยพลการ พบเพียงต้นปะการังใสตกอยู่ข้างสระฮวาจิ้ง ข้ายังกลุ้มใจอยู่ว่าเหตุใดจึงมีคนขวัญกล้าเทียมฟ้า บังอาจบุกเข้ามาในเขตต้องห้ามของมหาเทพกู่จวิน วันนี้จึงได้รู้ว่าสิ่งของนั้นเป็นของจื่อหวนซ่างจวิน...”

เฟิ่งหรั่นกล่าวพลางล้วงมือไปในย่ามฟ้าดิน หยิบต้นปะการังออกมาวางบนพื้น สายตายังทอแววเย้ยหยัน “จื่อหวนซ่างจวิน เจ้าพร่ำบอกว่าข้าสมคบกับเผ่ามาร ทำความผิดมหันต์ เช่นนั้นการที่เจ้าปล่อยปละให้บริวารบุกเข้ามาในวังชิงฉือ มีโทษสถานใด?”

ใบหน้าจื่อหวนซีดกว่าเดิม พลันนึกถึงจุดจบของมังกรวารีในอดีต จึงรีบกัดฟันกล่าวว่า “พวกมันทั้งคู่บุกรุกวังชิงฉือ จะลงโทษก็ลงโทษพวกมัน ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า!”

ต่อให้มีองค์ชายจิ่งหยางคอยปกป้อง แต่เทียนตี้ย่อมไม่ปล่อยให้ผู้ใดล่วงละเมิดศักดิ์ศรีแห่งมหาเทพ จื่อหวนจึงต้องผลักไสออกไปในทันที

อู๋ซวีอู๋วั่งคุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าที่ซีดเผือดนั้นจ้องมองจื่อหวนด้วยสายตาอันเหลือเชื่อ

เฟิ่งหรั่นคล้ายรู้แต่แรกว่าจื่อหวนจะกล่าวเช่นนี้ จึงแค่นเสียงเย้ยหยันคราหนึ่ง จากนั้นหันกายเดินออกไปยังลานกว้างเบื้องหน้า

เหล่าเทพเซียนเห็นจื่อหวนไม่แยแสต่อชีวิตบริวารของตน ยิ่งรู้สึกประหลาดใจ มีซ่างจวินไม่น้อยที่มองจื่อหวนด้วยสายตาหยามเหยียด

ตงหัวซ่างจวินเห็นบรรยากาศเริ่มตึงเครียด ได้แต่ถอนหายใจ รู้ว่างานฉลองนี้คงไม่ได้จบลงด้วยดี ขณะจะกล่าววาจาไกล่เกลี่ย พลันได้ยินเสียงหงส์ร้องดังมาจากนอกเขา อดสะท้านขึ้นเล็กน้อยไม่ได้

“ตงหัวซ่างจวิน จิ่งเจี้ยนได้รับบัญชาจากเสด็จพ่อให้เดินทางมาอวยพร ขอให้ท่านผู้เฒ่ามีวาสนาดั่งท้องทะเลบูรพา มีอายุวัฒน์ดุจขุนเขาทักษิณ” คำพูดที่ดาษดื่นธรรมดาเช่นนี้ แต่เมื่อถูกกล่าวด้วยน้ำเสียงอันอบอุ่นอ่อนโยนนั้น  กลับพาให้ผู้ฟังรู้สึกราวถูกอาบไล้ด้วยลมแห่งวสันต์

เทพเซียนทั้งหลายได้ยินดังนั้น ต่างพากันออกมายังลานกว้างเบื้องหน้า  จิ่งเจี้ยนคือโอรสองค์รองของเทียนตี้ บัดนี้เป็นตัวแทนของเทียนตี้มากล่าวคำอวยพร ยิ่งมีฐานะไม่ธรรมดา

เฟิ่งหรั่นเห็นสีหน้าทุกคนเต็มไปด้วยความยำเกรง จื่อหวนก็กลับคืนสู่สภาพถือดี รีบเดินออกไปเบื้องนอก เฟิ่งหรั่นเพียงสะบัดแขนเสื้อไปมาอย่างไม่แยแส นัยน์ตาเผยความรู้สึกโชคดีขึ้น

โชคดีที่โฮ่วฉือยังไม่ขึ้นเขามามิเช่นนั้นหากพบกับจิ่งเจี้ยนโอรสของเทียนตี้เข้าคงยากคาดเดาว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น!

สูงขึ้นไปกลางนภากาศเหนือจวนเซียน บุรุษผู้หนึ่งประดับมงกุฎหยก สวมอาภรณ์ลายงูเหลือมขี่หงส์ฟ้าตัวหนึ่งร่อนลง เมื่อเห็นเทพเซียนรีบออกมา จึงกล่าวขึ้นอย่างยิ้มแย้มว่า “รบกวนเทพเซียนทั้งหลายมาต้อนรับ จิ่งเจี้ยนรู้สึกเกรงใจยิ่งนัก”

ขณะกล่าววาจาก็ยื่นหีบผลึกใสใบหนึ่งให้กับตงหัวซ่างจวิน “นี่เป็นหญ้าจูหลิงที่จิ่งเจี้ยนไปค้นหาจากเขาจี้อานเมื่อหลายเดือนก่อน ได้ยินว่าอีกไม่นานเสียนซ่านเซียนจวินจะต้องเผชิญกับด่านทดสอบหวังว่าสิ่งนี้จะพอช่วยได้”

เดิมตงหัวซ่างจวินต้องการจะปฏิเสธ แต่เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าพลันฉายแววยินดี ทราบว่าสิ่งนี้ย่อมมิใช่สิ่งของธรรมดา จึงรับไว้โดยไม่เกรงใจ กล่าวขอบคุณขึ้น “ข้าน้อยมีตบะตื้นเขิน จึงต้องรบกวนองค์ชายรองให้เป็นห่วงแล้ว”

เซียนทั้งหลายได้ยินตงหัวซ่างจวินถ่อมตนเช่นนั้น ต่างอดรู้สึกสะท้อนใจขึ้นมิได้ เสียนซ่านเซียนจวินเป็นศิษย์คนโตของตงหัวซ่างจวิน มีนิสัยสัตย์ซื่อ อีกทั้งมีความสัมพันธ์อันดีงามกับเหล่าเทพเซียนทว่าหลังทำศึกกับเผ่ามาร พลังเทพทั้งหมดถูกทำลาย กายเทพแทบแตกดับ ดีที่ตงหัวซ่างจวินใช้โอสถทิพย์รักษาต้นธาตุเอาไว้ จึงรอดพ้นเภทภัยมาได้ บัดนี้บำเพ็ญเพียรมานับหมื่นปี ค่อยกลับสู่พิภพสวรรค์อย่างเต็มตัว เพียงไม่รู้ว่าจะมีพลังเหมือนเดิมหรือไม่ หากต้องเผชิญกับด่านทดสอบจะเป็นอย่างไร สิ่งนี้เป็นปมในใจตงหัวซ่างจวินตลอดมา

“จิ่งเจี้ยนได้รับบัญชาจากเสด็จพ่อ ท่านผู้เฒ่ามิต้องเกรงใจไป” จิ่งเจี้ยนกล่าวอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส สุภาพเรียบร้อยอย่างยิ่ง

เฟิ่งหรั่นที่ยืนอยู่หลังสุดหยีตาจ้องมองขึ้นลง จากนั้นแค่นเสียเหอะอย่างไม่แยแส ตระกูลของเทียนตี้ล้วนเป็นเช่นนี้ ดีแต่ซื้อใจผู้คน  แต่อย่างน้อย...นางหันไปบองบุรุษหนุ่มที่ยิ้มแย้มอย่างสุภาพแวบหนึ่ง ในใจลอบคิดว่า จิ่งเจี้ยนผู้นี้ ยังดูสบายตากว่าจิ่งหยางที่เป็นพี่ชายมากนัก

เมื่อนึกถึงความแค้นในอดีต สายตาที่จ้องมองจิ่งเจี้ยนของเฟิ่งหรั่นพลันเป็นประกายวูบขึ้น

ผู้ที่ถูกมองคล้ายรู้สึกตัว จึงเหลียวมองมาด้วยความฉงน เมื่อเห็นเฟิ่งหรั่นกำลังเลิกคิ้วมองอย่างไม่พอใจ จึงลอบตกใจเบา ๆ จากนั้นยิ้มให้กับเฟิ่งหรั่น สายตายังแฝงความสงสัยใคร่รู้

เทพธิดาผู้นี้ ช่างมีรังสีอำมหิตรุนแรงนัก!

“องค์ชายรอง ที่ผ่านมาเผ่าหงส์ฟ้าล้วนมีความหยิ่งทะนง คิดไม่ถึงกลับถูกท่านสยบเอาไว้ องค์ชายมีฝีมือที่ยอดเยี่ยมนัก!” เสียงชมเชยที่ผิดกาลเทศะพลันดังขึ้น จื่อหวนแหวกบรรดาเทพเซียนออกมาถึงเบื้องหน้า กล่าวอย่างยิ้มแย้มโดยไม่ลืมเหลือบมองไปทางเฟิ่งหรั่น

ร่างเดิมของเฟิ่งหรั่นคือหงส์ฟ้าเพลิง เทพเซียนที่เหลือย่อมทราบว่าจื่อหวนจงใจหยามเฟิ่งหรั่น จึงพากันหุบปากลงเมื่อมิให้เผชิญเภทภัยลาม

จิ่งเจี้ยนบังเกิดความไม่พอใจ แต่เห็นว่าผู้ที่เอ่ยปากคือจื่อหวนที่มีการคบหากับพี่ใหญ่ จึงได้แต่เม้มปากยิ้มเล็กน้อย เมื่อเห็นสายตาทุกคนจับจ้องไปยังเทพธิดาที่มีรังสีอำมหิต จึงถามขึ้นด้วยความสนใจว่า “สหายเซียนทั้งหลาย เทพท่านนี้คือ....?”

“องค์ชายรอง นี่คือเฟิ่งหรั่นซ่างจวินแห่งวังชิงฉือ” จื่อหวนรีบเดินเข้ามาข้างกายจิ่งเจี้ยน เห็นจิ่งเสียนมีสีหน้าประหลาดใจ จึงรีบเสริมอีกคำว่า “เฟิ่งหรั่นซ่างจวินกลับมีขวัญกล้ายิ่งนัก ถึงกับมาโดยไม่ได้รับเชิญ เมื่อครู่ยังคิดจะเล่นงานข้าน้อย!”

 

โฮ่วฉือ

 

เฟิ่งหรั่นซ่างจวิน?

จิ่งเจี้ยนทบทวนชื่อนี้อีกครั้ง เมื่อเห็นนัยน์ตาหงส์ฟ้าคู่นั้นมองแหวกผ่านหมู่เทพเซียนมาถึงตน ท่วงท่าที่องอาจแข็งกร้าวนั้น กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด คล้ายกับว่าเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน

จิ่งเจี้ยนพยายามสะกดความสงสัยในใจ “มิน่าจึงมีรังสีอำมหิตถึงเพียงนี้  นางก็คือเฟิ่งหรั่นซ่างจวินที่เคยทำร้ายพี่ใหญ่ ทำให้เสด็จพ่อกริ้วจนมีรับสั่งจับกุมไปทั่วสามพิภพ? หงส์ฟ้าเพลิงเพียงหนึ่งเดียวนับจากยุคของฟ้าปางหลังเป็นต้นมา ช่างสมคำร่ำลือยิ่งนัก”

แต่ได้ยินว่า...นางไม่ได้ออกจากวังชิงฉือมาเป็นเวลาหมื่นปี เหตุใดวันนี้จึงมางานฉลองของตงหัวซ่างจวิน?

จิ่งเจี้ยนหันไปมองจื่อหวนที่กระหยิ่มยิ้มย่องเหลียวมองไปทางเฟิ่งหรั่นที่ยืนอย่างปลอดโปร่ง ก็เข้าใจทันทีว่าจื่อหวนซ่างจวินที่ลำพองจนเสียท่าให้กับเฟิ่งหรั่น คิดจะยืมอำนาจของตนมาข่มนาง

“มาโดยไม่รับเชิญ?” เสียงเย็นชากรีดผ่านแก้วหูของทุกคน เฟิ่งหรั่นสะบัดชายเสื้อเดินผ่านเทพเซียนทั้งหลาย กล่าวเน้นทีละคำว่า “ไม่รู้ว่ามันผู้ใดที่บังอาจ กล้าแอบอ้างชื่อของตงหัวซ่างจวินส่งเทียบเชิญไปยังวังชิงฉือ! ส่วนเรื่องของเจ้า จื่อหวน เจ้าปล่อยปละให้บริวารบุกรุกเขตต้องห้ามวังชิงฉือ...อย่าได้หลงคิดว่ามีจิ่งหยางคอยหนุนหลังแล้วข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้!”

เมื่อสายตาเฟิ่งหรั่นปรากฏรังสีสังหารอย่างเปิดเผย จื่อหวนถึงกับแตกตื่นขวัญหนีดีฝ่อ ถลันหลบไปด้านหลังองค์ชายจิ่งเจี้ยน สูดลมหายใจลึก ๆ เพื่อหยุดมือที่กำลังสั่นเทา

จิ่งเจี้ยนเห็นจื่อหวนพยายามเบียดตัวหลบด้านหลังตนจึงขมวดคิ้วขึ้น ที่ผ่านมาเขาเองก็ไม่ชอบหน้าซ่างจวินขี้ขลาดชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่าผู้นี้สักเท่าใด หากมิใช่เพราะจื่อหวนเคยช่วยชีวิตพี่ใหญ่เอาไว้ ตนเองคงไม่ยอมคบหากับบุคคลเช่นนี้แน่

นึกไม่ถึงว่าการรับบัญชาให้มาอวยพรตงหัวซ่างจวิน กลับต้องมาประสบกับเรื่องเช่นนี้

เมื่อเห็นเฟิ่งหรั่นจ้องมาด้วยโทสะ เรื่องนี้ยังเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของพี่ใหญ่ จิ่งเจี้ยนได้แต่ฉีกยิ้มกล่าวว่า “ที่แท้ก็เป็นเฟิ่งหรั่นซ่างจวิน ช่างสมคำร่ำลือยิ่งนัก ครั้งนี้ข้าได้รับบัญชาจากเสด็จพ่อให้มาอวยพร การได้พบกับซ่างจวิน นับเป็นความโชคดีอย่างยิ่ง ที่จื่อหวนซ่างจวินกล่าวมา คาดว่าคงมีความเข้าใจผิดอยู่....” จิ่งเจี้ยนกล่าวขึ้นพร้อมมองไปทางเฟิ่งหรั่นด้วยสีหน้าที่แฝงความสงสัย

เมื่อผู้หนึ่งกล่าวว่า “มาโดยไม่รับเชิญ” อีกฝ่ายก็กล่าวว่า “มีเทียบเชิญเป็นหลักฐาน” เช่นนั้นย่อมต้องให้ตงหัวซ่างจวินเป็นผู้ตัดสินให้เห็นว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก

จื่อหวนยืนอยู่เบื้องหลังจิ่งเจี้ยน สายตาฉายแววไม่พอใจขึ้น เหตุใดองค์ชายรองเอาแต่กล่าววาจานุ่มนวลเช่นนี้ ดูท่าองค์ชายใหญ่คงกล่าวไม่ผิด นิสัยขององค์ชายรองอ่อนโยนเกินไปแล้ว

ตงหัวซ่างจวินได้ยินคำพูดของจื่อหวน ใบหน้าพลันเคร่งขรึม ในใจลอบไม่พอใจที่จื่อหวนเอาแต่ก่อเรื่องไม่หยุดหย่อน ไม่ว่าเฟิ่งหรั่นจะมีเทียบเชิญหรือไม่ แต่ความเป็นจริงคือนางมีพลังขั้นสมบูรณ์ในระดับซ่างจวินอยู่ บัดนี้ยังเป็นตัวแทนมหาเทพกู่จวินดูแลวังชิงฉือ มีฐานะไม่ธรรมดา การที่นางยอมมาย่อมเป็นเกียรติมากกว่า

แต่เพราะตงหัวซ่างจวินเพิ่งออกจากถ้ำที่เก็บตัวบำเพ็ญเพียงไม่กี่วัน ย่อมไม่ทราบรายละเอียดปลีกย่อย จึงหันไปโบกมือเรียกศิษย์ที่อยู่ด้านหลัง “เสียนจู่ เจ้ามาอธิบายเรื่องนี้!”

ศิษย์คนโตเสียนซ่านทุ่มเทบำเพ็ญอยู่หลายปี เพื่อเตรียมเผชิญกับด่านทดสอบสวรรค์ ดังนั้นเรื่องราวทั้งหมดในจวนเซียนแห่งนี้ จึงมีศิษย์คนรองเสียนจู่เป็นผู้จัดการ

“องค์ชายรอง จื่อหวนซ่างจวิน หนึ่งเดือนที่แล้วข้าน้อยได้ส่งเทียบเชิญมหาเทพกู่จวินไปยังวังชิงฉือ” เซียนในอาภรณ์ยาวสีดำได้ก้าวออกมา ทำการประสานมือคารวะจิ่งเจี้ยนคราหนึ่ง

เทพเซียนที่เหลือต่างนิ่งเงียบไป วังชิงฉือปกครองโดยมหาเทพกู่จวิน การส่งเทียบเชิญย่อมต้องส่งไปในนามของมหาเทพกู่จวิน

ตงหัวซ่างจวินระบายลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวไกล่เกลี่ยขึ้น “คาดว่าจื่อหวนซ่างจวินคงเข้าใจผิด ข้าได้ยินมานานว่าเฟิ่งหรั่นซ่างจวินมีอิทธิฤทธิ์และวิชาอันล้ำเลิศ จึงต้องการที่จะสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้ด้วยแต่แรก”

เทพเซียนได้ยินที่ตงหัวซ่างจวินกล่าวแล้วอดรู้สึกขำไม่ได้ ทั่วพื้นพิภพนี้ มีผู้ใดไม่ทราบว่าวิชาต่อสู้ของเฟิ่งหรั่นซ่างจวินล้วนฝึกฝนจากการต่อสู้กับเหล่าสัตว์ร้ายและปีศาจที่บึงเยวียนหลิ่ง การสนทนาแลกเปลี่ยนจะเกิดประโยชน์อะไรได้?

จิ่งเจี้ยนได้ยินเช่นนั้น จึงโบกมือเตรียมเอ่ยปากให้จื่อหวนยุติเรื่องนี้ นึกไม่ถึงจื่อหวนที่อยู่ด้านหลังกลับตะโกนขึ้น “เฟิ่งหรั่นซ่างจวิน ในเมื่อเจ้าถือเทียบเชิญมา  เช่นนั้นคงเป็นข้ากล่าวผิดไป ข้าต้องขออภัยด้วย”

จิ่งเจี้ยนหันหลังกลับไป พบว่าจื่อหวนปากแม้กล่าวขออภัย แต่นัยน์ตากลับฉายแววลิงโลด เรื่องนี้ต้องมีบางอย่างผิดปกติ จื่อหวนเตรียมจะก่อเรื่องอะไรอีก? เพื่อความแค้นเล็กน้อยเมื่อหมื่นปีก่อน หรือถึงกับต้องเอาเรื่องเฟิ่งหรั่นที่ดูแลวังชิงฉือให้ถึงตาย?

เฟิ่งหรั่นแค่นเสียงดังเหอะ แต่ไม่กล่าวอะไรต่อ ถือว่าให้เกียรติตงหัวซ่างจวิน ยุติเรื่องนี้ลง หมู่เซียนเห็นจื่อหวนยอมขออภัย ต่างก็ระบายลมหายใจยาวออกมา นึกไม่ถึงเพิ่งสูดลมหายใจกลับไปได้ครึ่งหนึ่ง กลับต้องกลั้นหายใจจนอึดอัดแทบตายอีกครั้ง

“ในเมื่อเฟิ่งหรั่นซ่างจวินยอมรับว่าได้ถือเทียบเชิญมายังเขาต้าเจ๋อ เช่นนั้น...ก็ขอเชิญเจ้าขึ้นไปยังสวรรค์เก้าชั้นฟ้ากับข้า เพื่อไปรับโทษจากเทียนตี้ ดีหรือไม่?” จื่อหวนกล่าวพลางประสานมือคารวะหันไปทางทิศของวังฟ้า

เหล่าเทพเซียนพากันตกตะลึง แม้แต่เฟิ่งหรั่นยังจ้องมองด้วยความสงสัย หรือว่าจื่อหวนผู้นี้จะเสียสติไปแล้ว

“เมื่อครู่เสียนจู่ระบุว่า ส่งเทียบเชิญไปให้กับมหาเทพกู่จวินแห่งวังชิงฉือ ได้ยินว่ามหาเทพกู่จวินออกท่องทั่วสามพิภพยากพบเจอ เท่ากับเฟิ่งหรั่นซ่างจวินถือเทียบเชิญของมหาเทพมาโดยพลการ การแอบอ้างมหาเทพเป็นความผิดมหันต์ เฟิ่งหรั่นซ่างจวินคงไม่ถึงกับไม่รู้กระมัง?”

ลานกว้างหน้าห้องโถงพลันนิ่งสงบ ฐานะของมหาเทพกับซ่างจวินต่างกับราวฟ้ากับเหว เฟิ่งหรั่นแม้เป็นตัวแทนดูแลวังชิงฉือ แต่หากถือเทียบเชิญของมหาเทพกู่จวินมาโดยพลการ ย่อมเป็นการ...ล่วงละเมิดต่อองค์มหาเทพแล้ว

ตงหัวซ่างจวินถอนหายใจอีกครั้ง ทราบว่าจื่อหวนกล่าวมิผิด ยามกะทันหันไม่รู้ว่าจะช่วยแก้ต่างอย่างไร จึงกล่าวกับเฟิ่งหรั่นว่า “เฟิ่งหรั่นซ่างจวิน หากมหาเทพกู่จวินมีคำสั่ง เจ้าสามารถบอกกล่าว....”

เฟิ่งหรั่นหรี่ตาจ้องมองจื่อหวนที่กำลังย่ามใจ จากนั้นหันไปมองตงหัวซ่างจวินที่มีสีหน้ากลัดกลุ้ม สุดท้ายกลับปิดปากสนิทไม่กล่าวอันใด

ที่ผ่านมานางเป็นคนตรงผ่าเผย ย่อมไม่ต้องการกล่าววาจาหลอกลวงผู้คน หากให้ยกอ้างชื่อของโฮ่วฉือ...  เฟิ่งหรั่นมองไปทางจิ่งเจี้ยนที่ยืนอยู่ไม่ไกล สุดท้ายค่อยสะกดความคิดนี้เอาไว้ จากนั้นกล่าวด้วยเสียงกังวานว่า “ข้าไม่มีอะไรจะอธิบาย”

อย่างมากก็ถูกลงทัณฑ์ด้วยอัสนีแห่งเก้าชั้นฟ้า สูญเสียตบะไปไม่กี่พันปี นางยังต้องเกรงกลัวอันใด!

เมื่อเห็นเฟิ่งหรั่นยอมรับว่าไม่ได้รับคำสั่งจากมหาเทพกู่จวิน จื่อหวนถึงกับยินดีจนออกนอกหน้า ก้าวออกจากด้านหลังของจิ่งเจี้ยน กล่าวต่อเฟิ่งหรั่นอย่างไม่เกรงใจอีก “เช่นนั้นก็เชิญเฟิ่งหรั่นซ่างจวินติดตามข้าไปสักครา เทียนตี้เปี่ยมด้วยพระเมตตา คาดว่าคงไม่ทำให้เจ้าต้องลำบากนัก เพียงแต่...ศักดิ์แห่งมหาเทพมิอาจล่วงละเมิด ทัณฑ์อัสนีเก้าชั้นฟ้าผ่าลงตามความผิด เฟิ่งหรั่นซ่างจวินต้องถนอมตัวให้ดี!”

ท่าทางยโสโอหังในยามนี้ แตกต่างเทพผู้ขลาดเขลาเมื่อครู่โดยสิ้นเชิงซ่างจวินในลานกว้าง พากันแค่นเสียงออกมาอย่างไม่พอใจ แต่จื่อหวนหาได้นำพาไม่ ยังคงสืบเท้าไปเบื้องหน้าเฟิ่งหรั่นด้วยสีหน้าลำพอง

เฟิ่งหรั่นหยีตาลง จ้องมองจื่อหวนที่มาหยุดยืนตรงหน้า ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฝ่าเท้าที่กำลังคันคะเยอ เตรียมถีบใส่ซ่างจวินที่น่ารำคาญให้พ้นสายตา...

“เฟิ่งหรั่น เขาต้าเจ๋อช่างปีนยากปีนเย็นยิ่งนัก ตงหัว...ในเมื่อยอมสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงจัดงานฉลอง เหตุใดจึงไม่รู้จักซ่อมแซมบันไดหินให้ดี”

น้ำเสียงตัดพ้ออย่างเกียจคร้านดังขึ้นมาจากขอบบันไดหินหน้าลานกว้าง น้ำเสียงไม่ดังนัก แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใดเทพเซียนทุกคนในลานต่างได้ยินอย่างชัดเจน

เฟิ่งหรั่นกับตงหัวนับเป็นซ่างจวินระดับต้น ๆ ของพิภพสวรรค์ แม้แต่โอรสของเทียนตี้ เมื่อพบเจอทั้งคู่ยังต้องให้เกียรติเรียกขานเป็นซ่างจวิน ผู้ที่มาเป็นใคร กลับกล้าเอ่ยนามของทั้งสองออกมาตรง ๆ อย่างไม่เกรงใจเช่นนี้?

คิดไปคิดมา ในสามพิภพผู้ที่มีคุณสมบัตินี้มีเพียงผู้เดียว เทพเซียนมองหน้ากันไปมา สีหน้าล้วนแสดงถึงความเหลือเชื่อ นี่เป็นเพียงงานฉลองวันเกิด นอกจากเฟิ่งหรั่นซ่างจวินที่ไม่ได้ออกจากวังชิงฉือมาหนึ่งหมื่นปีแล้ว ยามนี้แม้แต่.....

เหล่าเทพเซียนพยายามไม่คิดต่อ เบิ่งตามองไปทางต้นเสียงบริเวณบันไดหิน แม้แต่ตงหัวกับจิ่งเจี้ยนก็ไม่ยกเว้น มีเพียงจื่อหวนที่สีหน้ากลายเป็นดำคล้ำ สายตาคล้ายบอกว่าเป็นไปไม่ได้...

เฟิ่งหรั่นหดเท้าที่ยกขึ้นกลับมา ถอนหายใจคราหนึ่ง รู้สึกขันตนเองที่ลืมไปว่านางมีพลังเซียนไม่มากพอจะขี่เมฆ แต่การที่นางต้องปีนบันไดหินขึ้นบนเขาเซียน แถมยังตัดพ้อต่อหน้าผู้คนเช่นนี้  ช่างเป็นเรื่อง...ขายหน้ายิ่งนัก!

ที่ปลายบันไดหินยาว เงาสีเขียวเข้มค่อย ๆ ปรากฏขึ้นในครรลองจักษุเทพเซียนทุกคน เงาที่ขยับช้า ๆ อย่างเกียจคร้าน

อาภรณ์เรียบง่ายแฝงกลิ่นอายโบราณลากคลุมพื้น เส้นผมยาวสลวยปักไว้ด้วยปิ่นสีดำ ผ้าแพรคาดเอวเปล่งประกายราวแสงสุริยัน แก้วตาดำขลับสงบนิ่งคล้ายมองทะลุปรุโปร่งในทุกสรรพสิ่ง

อิริยาบถอันสุภาพทว่าสง่างามเหนือคำบรรยาย ทำให้ทุกผู้คนละเลยใบหน้าแสนธรรมดาของนางไป สตรีผู้นี้ให้ความรู้สึกราวกับมาจากทิพยแดนอื่น ราวกับ...มาจากบรรพกาล

เป็นอิริยาบถที่แม้แต่ในตัวของเทียนโฮ่ว...ก็ยังไม่เคยพบเห็น

 

สตรีที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาทีละก้าว  ทำเอาเทพเซียนทั้งหมดตะลึงงัน แม้แต่เฟิ่งหรั่นยังรู้สึกตกใจ อ้าปากค้าง ชี้นิ้วไปยังโฮ่วฉือที่อยู่ไกลออกไป

โฮ่วฉือที่เพิ่งตีหน้าซื่อเถียงกับนางตอนขี่เมฆเมื่อไม่นานมานี้....คือคนเดียวกับเทพธิดาตรงหน้า...เทพธิดาผู้งามสง่าพิลาสล้ำกว่าเทพธิดาองค์ใด?

เทียบกับเทพเซียนที่กำลังตาค้าง ตงหัวซ่างจวินนับว่าเรียกสติกลับคืนมาได้เร็วกว่า ตงหัวรีบสาวเท้าเข้าไป ก้มศีรษะคารวะ เอ่ยขึ้นด้วยความเคารพ “มหาเทพโฮ่วฉือมาเยือนเขาต้าเจ๋อ นับเป็นเกียรติของตงหัวยิ่งนัก”

เซียนทั้งหลายค่อยได้สติ รีบพากันมาคารวะ “ยินดีต้อนรับมหาเทพ”

เสียงในลานกว้างดังก้องกังวานอย่างพร้อมเพรียง สายตาทุกคู่เต็มเปี่ยมไปด้วยความเคารพ

ไม่ว่าฐานะมหาเทพของโฮ่วฉือจะได้มาอย่างไร และไม่ว่านางจะมีพลังเซียนน้อยนิดสักเพียงไหน แต่นางก็คือมหาเทพที่สามพิภพต่างมิอาจไม่ยอมรับ และสิ่งนี้ คือสิ่งที่ไม่มีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้มาตลอดหลายหมื่นปี

เพียงแต่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า มหาเทพโฮ่วฉือที่ได้รับตำแหน่งมหาเทพมาจากความดึงดันของมหาเทพกู่จวิน มหาเทพผู้มีพลังเซียนอันต่ำต้อย จนอาจแตกดับได้ตลอดเวลา จะมีอิริยาบถที่สูงสง่างตราตรึงถึงเพียงนี้

แม้แต่คำว่าบริสุทธิ์ผุดผ่อง สง่างามเลิศล้ำเหนือพิภพ ยังไม่อาจถ่ายทอดลักษณะของนางในยามนี้ได้แม้สักกึ่งหนึ่ง

เพียงพริบตา  ผู้ที่ยังยืนคงยืนตัวตรงเหลือเพียงแค่สามคน หนึ่งก็คือเฟิ่งหรั่นที่กำลังเบิ่งตาค้าง อีกหนึ่งคือจื่อหวนที่เต็มไปด้วยแววตาเหลือเชื่อ อีกหนึ่งก็คือ...จิ่งเจี้ยนที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วน สายตาทอแววสับสน

ไม่ว่ายามปกติจะไม่ใส่ใจ หรือพยายามเลือกที่จะลืมว่าในสามพิภพยังมีมหาเทพองค์ที่สี่นี้อย่างไร แต่โฮ่วฉือยังคงเป็นรอยด่างในใจของพวกเขาพี่น้อง

เพียงแต่บุตรย่อมไม่กล่าวถึงความด่างพร้อยของบิดา...จิ่งเจี้ยนยังจะทำอย่างไรได้?

จิ่งเจี้ยนไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่ต้องมาพบเจอเช่นนี้ สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจ ก้าวเท้าไปด้านหน้า ก้มศีรษะเล็กน้อย ประสานมือคารวะกล่าวว่า “จิ่งเจี้ยนขอต้อนรับมหาเทพโฮ่วฉือ”

โฮ่วฉือเลิกคิ้วขึ้น มองดูจิ่งเจี้ยนอย่างเรียบเฉย เงยศีรษะกวาดตามองเทพเซียนทั้งหมดในลาน จากนั้นกล่าวเนิบ ๆ กับตงหัวขึ้น “ตงหัวซ่างจวิน....”

ตงหัวรีบก้าวไปด้านหน้าก้าวหนึ่ง “มหาเทพเชิญออกคำสั่ง”

“บันไดหินนี่......”

“พรุ่งนี้ข้าน้อยจะสั่งให้ศิษย์ซ่อมแซมบันได ขอมหาเทพโปรดวางใจ”

โฮ่วฉือค่อยเอ่ยปากรับคำด้วยความพอใจ จากนั้นผายมือขึ้นกล่าวว่า “ทุกท่านไม่ต้องมากพิธี”

เหล่าเทพเซียนได้ยินเช่นนั้นค่อยยืดตัวตรง ถอยหลังไปก้าวหนึ่งอย่างพร้อมเพรียง

บัดนี้ จื่อหวนค่อยเรียกสติกลับมา หันไปเตรียมคารวะทางทิศที่โฮ่วฉืออยู่ แต่จู่ ๆ กลับถูกพลังขุมหนึ่งรั้งไว้ จนไม่อาจขยับเขยื้อน แต่เมื่อเห็นสายตาของโฮ่วฉือแฝงรอยยิ้มอย่างมีเลศนัย ค่อยเข้าใจในทันที หน้าผากจื่อหวนหลั่งเหงื่อเย็นไม่หยุด ลอบคิดว่า “ผู้คนต่างร่ำลือว่าโฮ่วฉือมีพลังเซียนต่ำต้อย เหตุใดจึงยากตอแยถึงเพียงนี้?”

“ไม่ทราบว่าซ่างจวินผู้นี้คือ....” โฮ่วฉือวาดนิ้วเป็นเส้นโค้งเบา ๆ ไปทางจื่อหวน ทอดสายตาไปอย่างเกียจคร้าน

“มหาเทพโฮ่วฉือ นั่นคือจื่อหวนซ่างจวิน” ไม่ทราบว่าเป็นเทพเซียนผู้ใดปากไวตอบออกมาก่อน ที่โฮ่วฉือจะถามจบ 

“อ้อ! ที่แท้เจ้าก็คือจื่อหวน เมื่อครู่ข้าอยู่บนบันไดหิน ได้ยินสิ่งที่เจ้าเค้นถามเฟิ่งหรั่นพอดี วันนี้ข้ามาเยือนโดยไม่มีเทียบเชิญของตงหัวซ่างจวิน อีกทั้งไม่ได้รับอนุญาตจากบิดา ไม่ทราบจื่อหวนซ่างจวินก็ต้องการจับข้าไปยังเก้าชั้นฟ้า เพื่อรับโทษต่อเทียนตี้ด้วยหรือไม่?”

โฮ่วฉือกล่าวเรียบ ๆ สีหน้าท่าทางยังคงปลอดโปร่งงดงาม

“มหาเทพ... ข้าน้อยไม่...ไม่กล้า” จื่อหวนกล่าวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ เมื่อร่างกายไม่อาจขยับถอย จึงได้แต่ส่งสายตาขอความช่วยเหลือไปทางจิ่งเจี้ยน

จิ่งเจี้ยนถอนหายใจคราหนึ่ง หันไปส่ายศีรษะ

“ไม่กล้าก็ดีแล้ว เฟิ่งหรั่น เจ้ามานี่”

เฟิ่งหรั่นเห็นโฮ่วฉือวางท่าออกคำสั่งเรียกหา จึงได้แต่ก้มหน้าหลุบตาเดินเข้าไปอย่างเรียบร้อย เพื่อไม่ให้ผู้อื่นเห็นความขบขันที่พยายามกลั้นเอาไว้

เพียงพริบตา เฟิ่งหรั่นก็เดินไปถึงข้างกายโฮ่วฉือ

“ตงหัวซ่างจวิน จวนเซียนของท่าน ข้าคงไม่เข้าไปแล้ว” โฮ่วฉือหันหลังเดินย้อนกลับไปทางบันไดหิน พลางกล่าวว่า “รอถึงปีหน้าเมื่อบันไดหินของท่านซ่อมแซมเสร็จ ข้าค่อยมาอวยพรก็คงไม่สาย”

ตงหัวซ่างจวินกล่าวขอบคุณอยู่หลายคำ จากนั้นน้อมกายส่งมหาเทพโฮ่วฉือ เทพเซียนทั้งหลายค่อยสังเกตว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ โฮ่วฉือยังมิได้ก้าวเข้าสู่เขตของจวนเซียนเลยแม้แต่ก้าวเดียว ทำให้อดแลบลิ้นเลียริมฝีปากมิได้ ในใจลอบคิดว่ามหาเทพช่างมีพิธีรีตองนัก

จากนั้นทั้งหมดค่อยกวาดสายตาไปทางจื่อหวนซ่างจวินที่ยืนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบอย่างยากลำบาก ขณะกำลังคิดว่าจื่อหวนนับว่าพ้นเคราะห์ไปคราหนึ่ง คาดไม่ถึงพลันได้ยินเสียงเย็นชาดังมาจากไม่ไกล

“ที่ผ่านมา ข้าปฏิบัติต่อผู้คนด้วยความโอบอ้อมอารี แต่เมื่อจื่อหวนซ่างจวินกล่าวเองว่าศักดิ์แห่งมหาเทพไม่อาจล่วงละเมิด เช่นนั้นข้าคงมิอาจเพิกเฉย....” โฮ่วฉือเอียงศีรษะเหลียวมองไปทางจิ่งเจี้ยน สายตาแฝงประกายอันยากเข้าใจ แววตาที่เรียบเฉยค่อย ๆ เคร่งขรึมขึ้น “จิ่งเจี้ยน เจ้านำตัวจื่อหวนไปยังเก้าชั้นฟ้า ไต่ถามต่อเทียนตี้ว่า จื่อหวนละเมิดศักดิ์แห่งมหาเทพเช่นนี้สมควรรับโทษสถานใด ให้เขาเป็นผู้ตัดสินเถอะ”

น้ำเสียงเย็นชาแต่เปี่ยมด้วยบารมี ผิดกับโฮ่วฉือที่สุภาพเรียบเฉยเมื่อครู่อย่างสิ้นเชิง เทพเซียนต่างตระหนก หันไปทางจื่อหวนที่ยืนตัวแข็ง ในใจลอบคิดว่า “สร้างเวรกรรมไว้ ย่อมไม่อาจรอดพ้น” จากนั้นพากันก้มหน้าอย่างเงียบงัน

จิ่งเจี้ยนถูกระบุชื่อออกมาบังเกิดเป็นความรู้สึกที่บอกไม่ถูก  ไม่ได้รู้สึกเป็นเกียรติ แต่ก็ไม่ได้รู้สึกโกรธเกรี้ยว ช่างเป็นความรู้สึกที่ประหลาดยิ่งนัก สุดท้ายได้แต่หันไปรับคำกับโฮ่วฉือ “จิ่งเจี้ยนจะนำตัวจื่อหวนไปเฝ้าเสด็จพ่อยังเก้าชั้นฟ้า ขอให้มหาเทพโปรดวางใจ”

สิ้นคำของจิ่งเจี้ยน เมฆสีรุ้งก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นมาบนลานกว้าง จากนั้นก็นำพาโฮ่วฉือกับเฟิ่งหรั่นหายวับไปกับชั้นเมฆ

เมื่อเห็นเงาสีเขียวเข้มเลือนไปจากขอบฟ้า เทพเซียนทั้งหลายค่อยระบายลมหายใจออกมา เสียนจู่เดินมาเบื้องหน้าตงหัวซ่างจวิน สอบถามเบา ๆ ขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ผู้คนต่างรู้ว่าโฮ่วฉือมีพลังอันต่ำต้อย แต่เหตุใด....”

ตงหัวทราบว่าเสียนจู่จะถามสิ่งใด จึงรีบโบกมือห้าม เพียงแต่สีหน้ายังเคลือบไว้ด้วยความสงสัย ด้วยพลังของตนเอง ย่อมมองออกว่าพลังเซียนบนตัวโฮ่วฉือไม่ได้มีมากหนัก เพียงแต่...บารมีที่เหนือกว่าระดับชั้นของตนนั้นเป็นสิ่งที่จริงแท้แน่นอน นี่จึงเป็นเหตุที่เมื่อครู่ตงหัวยอมค้อมกายคารวะได้โดยไม่ลังเล

บารมีอันน่ายำเกรงนี้ ที่ผ่านมาตงหัวเคยพบเห็นแต่ในตัวของเทียนตี้กับมหาเทพกู่จวินเท่านั้น แม้แต่เทียนโฮ่วก็ยังไม่เคยมีมาก่อน

หรือว่า...  ตงหัวลอบตื่นตระหนก นึกถึงคำพยากรณ์ของหลิวเจวียนซ่างจวินบนบรรพตคุนหลุนในครานั้น ต้องถอนหายใจยาวออกมา กะพริบตาถี่ ๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ

หรือว่ามหาเทพน้อยผู้นี้จะมีชะตาแห่งมหาเทพจริง? แต่หาก...มีชะตาแห่งมหาเทพตั้งแต่ยังไม่ออกจากเปลือกไข่ เช่นนั้นในภายหน้า....

ขณะที่ตงหัวซ่างจวินกำลังขบคิดด้วยความตระหนก ปลายขอบฟ้าก็มีเสียงหงส์ฟ้าดังก้องขึ้นอีกครา เมื่อเงยหน้ามองยังอดคิดขึ้นไม่ได้ว่า “ปีนี้เราผู้เฒ่ามีอายุเจ็ดหมื่นแปดพันสามร้อยยี่สิบเอ็ดปี เหตุใดงานฉลองนี้จึงลำบากลำบนยิ่งนัก”

 

องค์หญิงจิ่งเจา

จวนเซียนแห่งเขาต้าเจ๋อเลือนหายไปจากครรลองจักษุแล้ว เฟิ่งหรั่นจ้องมองโฮ่วฉือที่ยืนตัวตรงภายใต้ด้วยสีหน้าล้ำลึกสุดหยั่งอย่างประหลาดใจ ขณะจะเอ่ยปาก พลันได้ยินเสียง “คิกคัก” ดังขึ้น ผู้ที่อยู่ด้านพลันทรุดตัวนั่งลงด้วยท่าทางซุกซน ผ่านไปครู่หนึ่ง อาภรณ์ของโฮ่วฉือพลันกลับไปเป็นชุดผ้าป่านเขียวดุจเดิม ปากระบายลมหายใจแรง ๆ ใบหน้าขาวซีด ไหนเลยมีท่วงท่าอันสง่างามน่าเกรงขามเช่นเมื่อครู่

“ว่ามาเถอะ เจ้ามีสิ่งใดต้องการถาม?” โฮ่วฉือเห็นใบหน้าเฟิ่งหรั่นเต็มไปด้วยความประหลาดใจ จึงบิดขี้เกียจกล่าวขึ้น

“โฮ่วฉือ เมื่อครู่นี้....มันเกิดอะไรขึ้น?”

ท่วงท่าและอิริยาบถเช่นนั้น มิใช่สิ่งที่จะเสแสร้งแกล้งทำขึ้นได้ ต่อให้โฮ่วฉือสามารถเลียนอย่างท่วงท่าน่ายำเกรงของมหาเทพกู่จวินได้แปดเก้าส่วน แต่ย่อมไม่อาจแสดงอิริยาบถเช่นนั้นต่อหน้าผู้คนได้ราวกับ...เปลี่ยนเป็นคนละคนในพริบตา

“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่สมควรเป็นเพราะสิ่งนี้”

โฮ่วฉือผายมือให้เห็นสร้อยข้อมือหินนิลดำทอประกายเขียวจาง ๆ ทำให้เห็นอักขระเก่าแก่ที่คล้ายปรากฏคล้ายเลือนราง เป็นสร้อยข้อมือที่แฝงกลิ่นอายโบราณ อีกทั้งให้ความรู้สึกลี้ลับอย่างยิ่ง

สร้อยเส้นนี้อยู่บนข้อมือของโฮ่วฉือมาหลายพันปี ยามปกติเป็นสีดำมะเมื่อมไม่สะดุดตา ไม่เห็นว่ามีความพิเศษอันใด นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิ่งหรั่นเห็นมันทอประกายเขียวเช่นนี้ออกมา

“เมื่อครู่ตอนปีนไปเกือบถึงลานบนเขาเซียนก็ได้ยินเสียงเจ้าสนทนากับจื่อหวน ที่นั่นแม้เต็มไปด้วยเทพเซียนมากมาย แต่ตงหัวได้รับพระคุณจากจิ่งเจี้ยน ต่อให้ข้าเป็นมหาเทพ แต่รู้ตัวว่าชื่อของข้ายังมิอาจเทียบได้กับซ่างจวินผู้หนึ่ง คิดจะลงโทษจื่อหวนเกรงว่ามิใช่เรื่องง่าย”

โฮ่วฉือเท้าคางอย่างเกียจคร้าน กล่าวเนือย ๆ ว่า “ข้าจึงคิดจะเสกร่างให้ดูน่านับถือกว่านี้ก่อนค่อยขึ้นไป อย่างน้อยจะได้ใช้ข่มขวัญผู้คนได้ คิดไม่ถึงว่าหลังพยายามอยู่นานยังไม่สำเร็จ ยามร้อนใจจึงทดลองรวมพลังเทพที่มีลงไปในสร้อยเส้นนี้ สุดท้าย...ก็กลายเป็นอย่างที่เห็นเมื่อครู่”

“พิสดารปานนั้น?” เมื่อมองท่าทางเรียบเฉยบนเมฆของนางในยามนี้ เฟิ่งหรั่นยากที่จะนำคำว่า “ร้อนใจ” ไปรวมกับนางได้ จึงได้แต่นำสร้อยข้อมือของนางมาดูอย่างละเอียด ด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“สร้อยเส้นนี้คล้ายมีอักขระบางอย่าง แต่ข้าเห็นไม่ชัด” เฟิ่งหรั่นกล่าวขึ้นขณะยื่นส่งสร้อยคืนให้

“ข้าก็เห็นไม่ชัด ของสิ่งนี้มีความประหลาดอยู่บ้าง  มันเป็นสิ่งที่ไป่เสวียนได้มอบให้ในขณะที่ข้าเริ่มเบิกปัญญา โดยบอกข้าว่าสร้อยเส้นนี้มีชื่อว่า....ฮว่าเจี๋ย (สลายเภทภัย)”

“ฮว่าเจี๋ย? เป็นชื่อที่ประหลาดนัก” เฟิ่งหรั่นกล่าวขึ้น โดยไม่ทันสังเกตสีหน้าเหม่อลอยวูบหนึ่งของโฮ่วฉือในขณะที่เอ่ยชื่อนั้น

เทพศัสตราหรือเทวภัณฑ์ที่สืบทอดมาจากยุคบรรพกาลล้วนเปี่ยมด้วยพลังศักดิสิทธิ์ การที่จะมีชื่อก็มิใช่เรื่องแปลก

“โฮ่วฉือ บางทีนี่อาจเป็นสิ่งของจากยุคบรรพสวรรค์ พกติดตัวไว้คงช่วยเสริมบารมีได้ ต้องเก็บรักษาให้ดี” เมื่อนึกถึงพลังที่แสนจะน้อยนิดของโฮ่วฉือ เฟิ่งหรั่นจึงรีบสวมสร้อยเส้นนั้นกลับไปที่ข้อมือของนาง

“เสริมบารมี?” โฮ่วฉือนึกถึงพลังเซียนจากสร้อยหินที่จู่โจมใส่ร่างของจื่อหวนแล้วต้องเม้มปากเบา ๆ

“เฟิ่งหรั่น ไป่เสวียนไม่ได้กลับมาวังชิงฉือได้แปดพันปีแล้วกระมัง?”

“อืม ข้าไม่ได้พบกับเขามานานแล้ว” เฟิ่งหรั่นลูบคางเบา ๆ มองโฮ่วฉือที่กำลังหยีตายิ้มน้อย ๆ

 

ไป่เสียนคือผู้ที่อยู่ในวังชิงฉือในฐานะที่เป็นรองเพียงมหาเทพกู่จวิน หลังจากเข้าวังมาก็เอาแต่คอยดูแลโฮ่วฉือ ไม่มีผู้ใดทราบความเป็นมาของเขา อีกทั้งไม่มีผู้ใดทราบว่าเขามีพลังเซียนในระดับใด แต่แม้จะไม่เคยประลองกัน ทว่าครั้งแรกที่เฟิ่งหรั่นได้พบกับไป่เสวียน ก็รู้ตัวทันทีว่าตนเองนอกจากไม่ใช่คู่มือของอีกฝ่ายแล้ว ยังห่างไกลกันอย่างยิ่ง

สิ่งที่นอกเหนือจากพลังเซียน ก็คือคนผู้นี้มีกลิ่นอายที่ทำให้ผู้คนรู้สึกยอมศิโรราบแต่โดยดี

แปดพันปีก่อน เมื่อโฮ่วฉือได้เบิกปัญญา กลายร่างมาสู่สภาพของดรุณีน้อย ไป่เสวียนก็ได้จากวังชิงฉือไป กระทั่งบัดนี้ยังไม่กลับมา และนับตั้งแต่ตอนนั้น ร่องรอยของมหาเทพกู่จวินก็เลือนรางไปด้วย

“เฟิ่งหรั่น พวกเราไม่กลับวังชิงฉือแล้ว ไปที่เขาเหลียววั่งเถอะ” โฮ่วฉือออกคำสั่งเรียบ ๆ อีกมือหนึ่งยังลูบคลำสร้อยข้อมือที่แขน

“ไม่กลับวังชิงฉือ? หรือท่านคิดจะไปพบไป่เสวียน?” น้ำเสียแม้เต็มไปด้วยความสงสัย แต่ไม่ว่าผู้ใดก็ฟังออกว่าเฟิ่งหรั่นมีความยินดีเพียงใด นางมีหน้าที่คอยคุ้มครองโฮ่วฉือที่วังชิงฉือ หากโฮ่วฉือไม่ออกจากวัง นางก็ไม่สามารถออกจากวังชิงฉือแม้แต่ครึ่งก้าว ด้วยนิสัยของนาง หนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมาย่อมต้องอึดอัดคับข้องไม่น้อย

“ถูกต้อง ข้าจะไปถามเขาว่า...สร้อยข้อมือเส้นนี้ แท้จริงแล้วเป็นอย่างไร?”

ในใจของโฮ่วฉือคล้ายมีความรู้สึกว่า.......นอกจากไป่เสวียนแล้ว แม้แต่มหาเทพกู่จวินก็ไม่สามารถให้คำตอบกับนางได้

“ตกลง ท่านนั่งให้ดี พวกเราจะไปกันในบัดดล”

ข้างหูยังได้ยินเสียงหัวเราะอย่างอารมณ์ดีของเฟิ่งหรั่น ลอยมาตามสายลมที่โชยผ่านอย่างรวดเร็วจนเส้นผมยาวบนบ่าปลิวไสว

โฮ่วฉือก้มหน้าลง พลันนึกถึงสิ่งที่ไป๋เสวียนเคยกล่าวไว้

“โฮ่วฉือ เมื่อไหร่ที่ท่านทราบเหตุผลที่ข้ามอบสร้อยหินนี้ให้ นั่นคือวันที่พวกเราจะได้พบกันอีก”

ไป่เสวียน ตอนนี้ใช่ถึงเวลาแล้วหรือไม่?

เหตุใดเมื่อนางถือกำเนิดมา จึงถูกเทียนโฮ่วทอดทิ้ง เหตุใดหลังจากที่นางเบิกปัญญา ท่านพ่อก็ท่องเที่ยวไปทั่ว ไม่ยอมอยู่ที่วังชิงฉืออีก และเหตุใดนางที่เป็นบุตรีแห่งมหาเทพ กลับไม่อาจรวมรั้งพลังเซียนได้?”

สิ่งเหล่านี้ ไป่เสวียนจะสามารถตอบข้าได้หรือไม่?

หนังสือแนะนำ

Special Deal