ตำนานรักสองสวรรค์ เล่ม 1

บทที่หนึ่ง อารัมภบท

หกหมื่นปีก่อนได้ปรากฏด่านเภทภัยแห่งหุนตุ้นขึ้น เทพบรรพกาลแห่งบรรพสวรรค์ได้พลีชีพเพื่อปกป้องพิภพทั้งสามไว้ จนร่างแตกสลายกลายเป็นภัสมธุลี

ในยามนั้นมีผู้ถามว่า เมื่อมวลมนุษย์ประสบเภทภัย ยังสามารถวอนขอต่อเทพเซียนบนสวรรค์ให้ช่วยปกปักษ์ได้  แต่หากเทพตกสู่จุดอับ นอกจากแตกสลายแล้ว ยังทำอันใดได้?

มนุษย์สามารถวิงวอนต่อเทพ แต่เทพจะวอนขอต่อผู้ใด?

สำหรับสรรพชีวิตในเก้าทวีป คำถามนี้ อาจต้องย้อนต้นไปถึงช่วงเวลาอันช้านาน ผ่านกาลเวลาหลายหมื่นปี

บนเส้นทางชีวิต ในวันเวลาอันยาวนานจนน่าเบื่อหน่ายของเหล่าเทพเซียน ได้บังเกิดความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ ขึ้น

หกหมื่นสามพันปีก่อน เทียนตี้ (เชิงอรรถ –ราชาผู้ปกครองสรวงสวรรค์) จัดงานอภิเษกสมรสอย่างมโหฬาร ณ ยอดบรรพตคุนหลุน

ในวันนี้บรรยากาศแห่งความเป็นมงคล ได้แผ่ซ่านไปทั่วเก้าทวีปแปดดินแดน ปวงเทพทุกชั้นฟ้าต่างพากันเฉลิมฉลองอย่างครึกครื้นแต่น่าเสียดาย ที่งานอภิเษกสมรสอันครึกโครมนี้ กลับแฝงบรรยากาศแห่งความอึดอัดเอาไว้ไม่น้อย

ทั้งหมดนี้ เป็นเพราะมหาเทพอู๋ฮวั่นผู้ที่จะมาเป็นเทียนโฮ่ว (เชิงอรรถ –ชื่อตำแหน่งมเหสีของเทียนตี้) เป็นผู้ที่มีฐานะอันพิเศษยิ่ง...

 

 

ในครั้นปฐมกาลแห่งการก่อเกิดฟ้าดิน เทพแห่งบรรพสวรรค์ล้วนมีชีวิตอันเป็นนิรันดร์ ปฐมเทพฉิงเทียนได้ทลายห้วงอากาศอันเวิ้งว้าง สร้างเป็นบรรพสวรรค์และสามพิภพขึ้น ในเวลานั้นปฐมเทพได้อาศัยเทพบรรพกาลทั้งสี่ช่วยเบิกฟ้าสร้างปฐพี ใช้เวลานับหมื่นปี จึงบังเกิดเป็นสามพิภพเก้าทวีปขึ้นในภายหลัง

ในวันที่สามพิภพถือกำเนิดขึ้น ปฐมเทพได้บรรลุมรรคผล หล่อหลอมเป็นอากาศธาตุสถิตร่วมเป็นหนึ่งกับสามพิภพ นับแต่นั้นมา เทพบรรพกาลทั้งสี่ภายใต้การปกครองของปฐมเทพได้แก่ซ่างกู่ จื้อหยาง เทียนฉี่ ไป๋เจวี๋ยก็ได้กลายเป็นผู้ปกครองแห่งบรรพสวรรค์ โดยเทพบรรพกาลซ่างกู่นั้นแม้เป็นสตรี แต่เพราะได้รับการสืบทอดโดยตรงจากปฐมเทพ จึงดำรงอยู่ในฐานะอันสูงสุด

เทพบรรพกาลทั้งสี่กอปรด้วยอิทธิฤทธิ์แผ่ไพศาล ปกครองเหล่าทวยเทพ สัตว์เทพและมวลชีวิตในสามพิภพ อาศัยเวลาหลายพันปีสร้างเก้าทวีปแปดดินแดนต่อจนเป็นรูปเป็นร่างยิ่งขึ้น แต่คาดไม่ถึงว่า หลังจากมนุษย์และมารถือกำเนิดขึ้นบนโลกได้เพียงพันปี ด่านเภทภัยแห่งหุนตุ้นพลันปรากฏ เทพบรรพกาลนำพามหาเทพทั้งหลายเข้าต้านเภทภัย.... สุดท้ายเทพบรรพกาลทั้งสี่เข้าปกป้องสามพิภพจนตัวแหลกสลาย กลายเป็นอากาศธาตุเหมือนเทพองค์ปฐม หลงเหลือเพียงเทพศัสตราคู่กายไว้ในโลก ส่วนมหาเทพที่ได้เข้าร่วมต้านด่านเภทภัยนี้ ก็เหลือรอดมาเพียงสามองค์

นับจากนั้นมา.. เมื่อเทพบรรพกาลแห่งบรรพสวรรค์หายไป ดินแดนบรรพสวรรค์ที่อยู่เหนือสามพิภพก็ถูกปิดผนึกนับเป็นกาลสิ้นสุดของกาลแห่งฟ้าปางก่อน (เชิงอรรถ –พิภพดั้งเดิมแห่งยุคบรรพสวรรค์)  สามพิภพเก้าทวีปได้เคลื่อนคล้อยเข้าสู่ยุคสมัยแห่งฟ้าปางหลัง

มหาเทพทั้งสามที่เหลือรอดจากด่านเภทภัยครั้งนั้นมาได้แก่เทียนตี้ มหาเทพอู๋ฮวั่น และมหาเทพกู่จวินแห่งวังชิงฉือบนเขาฉีเหลียน เทียนตี้เดิมมีร่างเป็นมังกรทองห้าเล็บ มหาเทพอู๋ฮวั่นสืบเชื้อสายมาจากหงส์ฟ้า ส่วนมหาเทพกู่จวินคือมังกรวารีแห่งบรรพสวรรค์ ทั้งสามล้วนเป็นสัตว์เทพแห่งบรรพสวรรค์ที่กลายร่างมาเป็นมหาเทพ

พวกเขาคือเทพผู้ดำรงมาอย่างยาวนาน มาบัดนี้ย่อมเป็นที่เคารพเทิดทูนจากมวลชีวิตในสามพิภพ

 

มหาเทพอู๋ฮวั่นเป็นชายาของมหาเทพกู่จวิน ทั้งคู่ไม่ฝักใฝ่เรื่องราวในโลก แฝงกายอยู่ในวังชิงฉือบนเขาฉีเหลียน มีชีวิตที่สันโดษ อิสรเสรี จนเป็นที่เลื่อมใสของเทพทั้งปวง

แต่แล้วพันปีก่อน เมื่อมหาเทพอู๋ฮวั่นได้ตั้งครรภ์ขึ้น นี่สมควรเป็นเรื่องน่ายินดีงในสามพิภพ แต่นึกไม่ถึงว่าทารกที่ยังไม่ออกจากเปลือกไข่นี้ กลับมีลมหายใจของเทพแผ่วบางอย่างยิ่ง แม้จะผ่านไปพันปี ก็ยังไม่มีพลังเซียนมากพอจะกระเทาะตัวออกจากเปลือกไข่ มิหนำซ้ำยังทำท่าจะอ่อนแรงลงเรื่อย ๆ มีลมหายใจแห่งเทพรวยรินจนแทบไม่ต่างจากตาย เมื่อทารกผู้ถือกำเนิดจากเทพที่มีศักดิ์สูงสุดบนสวรรค์ในปัจจุบัน กลับเปราะบางอ่อนแอถึงเพียงนี้ ย่อมเป็นที่ประหลาดใจของผู้คนอย่างยิ่ง แต่เพราะไม่มีผู้ใดต้องการล่วงเกินมหาเทพทั้งสอง ทุกคนจึงเลี่ยงที่จะไม่กล่าวถึงเทพองค์น้อยนี้

นับตั้งแต่เทพองค์น้อยอุบัติขึ้น มหาเทพกู่จวินก็ทุ่มเทจิตใจในการหาทางเพิ่มพลังเซียนให้ โอบอุ้มไข่ใบกลมเที่ยวตามหาวิธีจากตำราโบราณต่าง ๆ เดินทางออกจากวังชิงฉือไปครั้งละหลายปี ขณะที่มหาเทพอู๋ฮวั่น ไม่ทราบเพราะเห็นว่าบุตรของตนอ่อนแอเกินเยียวยา หรือเพราะไม่เชื่อว่าจะรอดชีวิตได้ จึงได้มีท่าทีเย็นชาต่อไข่ใบนี้ทั้งยังไม่ยินยอมที่จะออกไปพร้อมกับมหาเทพกู่จวิน เลือกจะเก็บตัวอยู่ตามลำพังในวังชิงฉือ

มหาเทพกู่จวินเกรงว่ามหาเทพอู๋ฮวั่นอยู่ที่วังชิงฉือตามลำพังจะเบื่อหน่าย จึงขอให้สหายสนิทอย่างเทียนตี้คอยหาเวลาแวะเวียนไปเยี่ยมที่วังชิงฉือ เรื่องราวเช่นนี้ผ่านไปอีกหลายพันปี กระทั่งมหาเทพกู่จวินได้นำพาไข่กลับมายังเขาฉีเหลียน กลับมายังวังชิงฉืออันเงียบเหงา แล้วพบว่ามหาเทพอู๋ฮวั่นไม่ทราบว่าหายไปที่ใด

ในเวลานั้นเอง เทียนตี้ก็ได้ประกาศข่าวการอภิเษกไปทั่วสามโลกเก้าทวีป

ผู้ที่เทียนตี้จะอภิเษกด้วย..ก็คือมหาเทพอู๋ฮวั่น

 

หากผู้ที่กระทำสิ่งนี้เป็นเทพเซียนองค์อื่น เทพผู้นั้นย่อมไม่เหลือที่ยืนในสามพิภพอีกต่อไป การช่วงชิงภรรยาสหาย ไม่ว่าจะมีเหตุผลอันใด ก็นับเป็นการกระทำที่ไร้คุณธรรม แต่จนใจที่เทียนตี้คือผู้ปกครองสามพิภพ เหล่าเทพเซียนแม้จะรู้สึกไม่พอใจแต่ไหนเลยจะกล้าเอ่ยทัดทาน

เรื่องราวบุญคุณความแค้นของมหาเทพ มิใช่เรื่องที่เทพเซียนเล็ก ๆ อย่างพวกเขาจะข้องเกี่ยวได้....

 

กระทั่งบัดนี้ เมื่อเหล่าเซียนทั้งหลายต่างขี่เมฆล่องลอยไปยังยอดบรรพตคุนหลุนด้วยใจเต้นไม่เป็นส่ำ

มหาเทพกู่จวินสวมชุดคลุมยาวสีเขียว ยืนอยู่บนก้อนเมฆที่ปลายขอบฟ้า เทียบกับเทียนตี้ผู้น่าเกรงขามแล้ว มหาเทพกู่จวินดูมีความสุภาพและผ่าเผยมากกว่า

สายตาของมหาเทพอู๋ฮวั่นมีอาการเหม่อลอย เทพธิดาทั้งหลายเห็นเช่นนั้น ก็พากันกระซิบกระซาบอย่างแผ่วเบา

ในใจแม้มีความคิดมากมาย แต่เมื่อเห็นมหาเทพกู่จวินมาถึง เหล่าเทพเซียนยังคงพากันคุกเข่าทำความเคารพ

ซึ่งอาจเป็นการต้อนรับ...การมาเยือนของศึกอันดุเดือดบนยอดบรรพตคุนหลุนก็เป็นได้...

 

คาดไม่ถึงมหาเทพกู่จวินกลับไม่แยแสเทียนตี้เทียนโฮ่วที่ตั้งท่าระวังอยู่ เมื่อก้าวลงจากเมฆก็มุ่งตรงไปหาเทพพยากรณ์หลิงเจวียนซ่างจวิน ล้วงไข่ใบกลมออกมา ส่งยื่นให้ทำการพยากรณ์

ทุกคนย่อมทราบว่ามหาเทพกู่จวินให้ความสำคัญกับไข่ใบนี้มาก แต่นึกไม่ถึงว่าในวันสำคัญเช่นนี้ การที่มหาเทพมาเยือนถึงบรรพตคุนหลุน ก็เพื่อให้เทพเล็ก ๆ องค์หนึ่งช่วยพยากรณ์ให้

ทว่าเช่นนี้....ก็ไม่ต่างกับการตบหน้าเทียนตี้ เทียนโฮ่ว ต่อหน้าธารกำนัล โดยที่ผู้อื่นมิอาจทำอย่างไรได้

สีหน้าของมหาเทพอู๋ฮวั่นพลันแปรเปลี่ยน ขณะจะสะบัดแขนเสื้อจากไป เทียนตี้ที่มีความอดทนมากกว่าก็รีบเข้าไปปลอบโยน งานอภิเษกนี้จึงไม่ถึงกับต้องล้มเลิก

 

ภายใต้สายตาอันเหลือเชื่อของเหล่าเทพเซียน เทพชราหลิงเจวียนซ่างจวินที่ยืนอยู่ภายใต้ความกดดันจากมหาเทพทั้งสามยิ่งตัวสั่นอย่างหวาดผวา แต่เพราะทราบดีถึงที่มาของไข่ใบนี้ หลิงเจวียนซ่างจวินย่อมไม่กล้าปฏิเสธ ยื่นมือสั่นเทาออกไปรับไข่ใบนุ่มมาจากมหาเทพกู่จวิน

ที่ยิ่งคาดไม่ถึงก็คือ การพยากรณ์นี้กลับต้องใช้เวลานานหลายชั่วยาม แม้ว่าสำหรับเทพเซียน ช่วงเวลาร้อยปีแทบไม่ต่างจากพริบตา ทว่าในสถานการณ์เยี่ยงนี้ ช่วงเวลานี้กลับยาวนานจนยากจะทนทานได้

งานอภิเษกอันยิ่งใหญ่บนยอดบรรพตคุนหลุน กลับถูกเรื่องของไข่ใบหนึ่งเข้ามาแทรกกลางอย่างประหลาด สายตาของเหล่าเซียนต่างจดจ้องอยู่กับไข่ใบกลมนั้น ในใจคาดหวังให้หลิงเจวียนซ่างจวินรู้จักใช้ไหวพริบ กล่าววาจาอันดีงามเพื่อปลอบโยนมหาเทพกู่จวินสักหลายคำ เพื่อไม่ให้บรรยากาศกระอักกระอ่วนจนเกินไป เพราะถึงอย่างไร เทือกเขาคุนหลุนก็จัดเป็นแดนบุญแห่งเก้าชั้นฟ้า ไม่มีผู้ใดต้องการให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งบรรพกาลนี้ต้องแปดเปื้อนด้วยโลหิตแห่งมหาเทพ

ขณะที่เทียนตี้เริ่มหมดความอดทนจนส่งเสียงกระแอมออกมา หลิงเจวียนซ่างเสินค่อยคลายมือจากไข่อันสูงศักดิ์ใบนั้น หลังนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ค่อยกล่าววาจาที่จะเปลี่ยนแปลงชะตาแห่งสามพิภพอย่างเหลือเชื่อออกมา

 

เทพองค์น้อยนี้....เกรงว่า...จะมีชะตาแห่งมหาเทพ

 

ทวยเทพล้วนแตกตื่น เหล่าซียนพากันตะลึงงัน....เทพองค์น้อยที่ถือกำเนิดมาหลายพันปียังไม่มีแม้แต่แรงจะออกจากไข่ ไม่อาจเทียบได้แม้แต่เซียนน้อยทั่วไป แต่เทพเช่นนี้กลับมีชะตาแห่งมหาเทพ?

ไม่ว่ามหาเทพกู่จวินจะมีบารมีเพียงใด แต่คำพยากรณ์นี้ก็นับว่าเหลวไหลเกินไปแล้ว!

แน่นอนว่า ไม่มีเทพเซียนองค์ใดกล้ากล่าวคำนี้ออกมา แม้แต่เทียนตี้ยังเลือกที่จะแสร้งทำเป็นหูหนวกอย่างชาญฉลาด

เหล่าเทพเซียนย่อมเชื่อว่า มหาเทพกู่จวินคงทราบว่านี่เป็นสิ่งที่หลิงเจวียนซ่างจวินกล่าวออกมา เพียงเพื่อรักษาบรรยากาศอันปรองดองเอาไว้ฐานะแห่งมหาเทพ มีความสำคัญเพียงใด คำพูดเช่นนี้หากเพียงฟังผ่านหูยังพอทำเนา แต่หากจะคิดจริงจัง....ย่อมไม่อาจยึดถือได้

ทว่าทันใดนั้น เสียงหัวเราะก้องกังวานยาวนานพลันดังขึ้นเหล่าเทพเซียนพากันสะดุ้งตกใจ มหาเทพกู่จวินก้าวขึ้นสู่เมฆมงคลเจ็ดสี มุ่งหน้าไปยังทิศบูรพา ไม่ปล่อยหลิงเจวียนซ่างจวินมีโอกาสได้กล่าวอันใดอีก

 

เทพเซียนทั้งหลายจงประจักษ์ นับจากนี้สืบไป ธิดาของข้าโฮ่วฉือ จะดำรงด้วยศักดิ์แห่งมหาเทพ  โดยมีสวรรค์และพื้นพิภพเป็นพยาน

ตั้งแต่ต้นจนจบ มหาเทพกู่จวินไม่ได้เหลือบตามองเทียนตี้ เทียนโฮ่วที่ประทับอยู่บนบัลลังก์สูง...แม้เพียงแวบเดียว

 

เหล่าเทพเซียนต่างมองหน้ากันไปมา วาจาเรียบง่ายเพียงประโยคเดียว กลับทำให้มังกรวารีน้อยที่ยังไม่ออกจากไข่ได้ดำรงฐานะแห่งมหาเทพ มีศักดิ์เหนือกว่ามวลชีวิตทั้งปวงในสามพิภพ?แต่ไม่ว่าเรื่องนี้จะเหลวไหลเพียงใด วาจาแห่งมหาเทพกู่จวินที่กล่าวขึ้นในสถานการณ์เยี่ยงนี้ ยังจะมีผู้ใดกล้าเอ่ยปากค้าน?

ในห้วงพิภพแห่งฟ้าปางหลัง หากจะกล่าวถึงเรื่องราวอันเหลือเชื่อ ก็คงไม่มีสิ่งใดเกินสิ่งนี้อีกแล้ว

 

ยอดบรรพตแห่งคุนหลุนสูงจนทะลุพ้นทะเลเมฆ  บุรุษผู้สวมชุดขาวกำลังแกะสลักไม้อย่างช้า ๆ ก้มหน้ามองเหล่าเทพเซียนไม่ต่างจากมดแมลง กระทั่งได้ยินคำประกาศแห่งมหาเทพกู่จวิน ที่กำหนดให้ไข่ใบนั้นดำรงฐานะมหาเทพแล้ว ค่อยปลีกตัวจากไป

 

แน่นอนว่า อีกหลายหมื่นปีให้หลัง สิ่งที่ถูกกล่าวขานมากที่สุดในสามพิภพ ก็คือประโยคที่ว่า

มหาเทพโฮ่วฉือองค์น้อยแห่งวังชิงฉือ คือผู้ที่มาพร้อมชะตาอันล้ำเลิศ จึงได้อุบัติขึ้นในครรภ์อันประเสริฐ

 

ปฐมบท

หกหมื่นปีให้หลัง บริเวณสระฮวาจิ้ง วังชิงฉือ เขาฉีเหลียน

เซียนสององค์เหยียบอยู่บนเมฆ จ้องมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม เบิ่งตาขึ้นด้วยความสำนึกเสียใจ

“อู๋ซวี คราวนี้จะทำอย่างไรดี พวกเราทำของขวัญหายไป หากท่านซ่างจวิน (เชิงอรรถ - ชื่อเรียกเทพชั้นสูง) ทราบเข้า พวกเราคงถูกตำหนิอย่างหนัก หากรู้ว่าจะลงเอยเช่นนี้ พวกเราน่าจะรีบเดินทางแต่แรก ไม่ควรบังเกิดความโลภอยากกินน้ำค้างเซียนของสระฮวาจิ้งเลย  บัดนี้...เฮ้อ เจ้าว่าพวกเราควรทำเช่นไรดี?” เซียนที่มีรูปหน้ากลมถอนหายใจยาว จ้องมองสหายเซียนที่มากด้วยแผนการด้วยความร้อนรน

ด้วยนิสัยของจื่อหวนซ่างจวิน การทำของขวัญล้ำค่าเช่นนี้หล่นหาย เทพทั้งสองคงต้องถูกส่งไปโบยที่แท่นมังกรเขียว การถูกโบยเช่นนั้น อย่างน้อยคงทำให้ต้องสูญเสียตบะเซียนไปสองสามพันปี

 

สระฮวาจิ้งคือแดนบุญอันเลื่องชื่อในสามพิภพ ยามตะวันแรกไขแสง ภายในสระจะบังเกิดน้ำค้างเซียนรวมตัว ผู้ใดได้ดื่มจะสามารถเพิ่มพูนพลังเซียน จึงจัดเป็นอาหารชั้นเลิศสำหรับเซียนที่มีตบะไม่แก่กล้า ทว่าสระฮวาจิ้งนี้อยู่ในเขตต้องห้ามของมหาเทพกู่จวิน ดังนั้นแม้จะมีเทพเซียนไม่น้อยที่น้ำลายหกต่อสิ่งนี้ แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าบุกรุกเข้ามา

ตงหัวซ่างจวินจัดงานฉลองวันเกิด เซียนทั้งสองจึงได้รับหน้าที่จากจื่อหวนซ่างจวินให้นำเอาของขวัญเดินทางมาล่วงหน้า แต่เมื่อผ่านที่แห่งนี้ แล้วเห็นไอเซียนหลุดรั่วออกมาจากสระจึงได้เข้าไปชมดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อพบว่าม่านอาคมที่ปิดกั้นดินแดน มีรูรั่วขนาดเท่ากับปั้น จึงอดลอบเข้าไปดื่มกินน้ำค้างเซียนไม่ได้ ทว่าขณะที่รีบออกมา ได้ทำต้นปะการังหมื่นปีแห่งทะเลบูรพาที่นำมาเป็นของขวัญตกลงไปในสระ เมื่อจะมุดกลับเข้าไป ช่องว่างนั้นก็ได้หายไปแล้ว สุดท้ายจึงได้แต่ทอดถอนใจอย่างอับจน

 

เซียนที่มีนามว่าอู๋ซวีสะบัดแขนเสื้อคราหนึ่ง จ้องมองสระฮวาจิ้งที่อยู่ไม่ไกลออกมาด้วยสีหน้ากลัดกลุ้ม จากนั้นส่ายศีรษะกล่าวว่า “อู๋วั่ง สระฮวาจิ้งอยู่ในเขตต้องห้ามของมหาเทพกู่จวิน หากพวกเราบุกรุกเข้าไปแล้วถูกจับได้ คงมีโทษหนักกว่าทำของขวัญของซ่างจวินหล่นหายมาก เจ้าเคยได้ยินจุดจบของมังกรวารีตัวหนึ่งในอดีตหรือไม่?”

เมื่อฟังถึงตรงนี้ ร่างของอู๋วั่งถึงกับสั่นเทิ้มเบา ๆ  โบกมือพร้อมถอยหลังไปหลายก้าว จนแทบจะร่วงหล่นจากเมฆมงคล

อู๋วั่งย่อมเคยได้ยินเรื่องที่อู๋ซวีกล่าวถึง....สองหมื่นปีก่อน  ในแดนมารได้ให้กำเนิดอัจฉริยะมารนามเยาเหิง มันมีอายุเพียงสองหมื่นปี แต่กลับมีพลังมารขั้นสมบูรณ์ของเยาจวิน (เชิงอรรถ - มารชั้นสูง)และเริ่มคุกคามมาถึงพิภพแห่งเทพ แม้แต่ราชันย์มารยังพยายามเลี่ยงการปะทะกันมัน ดีที่มารตนนี้ไม่สนบัลลังก์แห่งราชันย์ ทำให้เผ่ามารรอดพ้นจากศึกภายใน มันมีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิต นิยมการต่อสู้ ผู้ที่ได้รับคำท้าประลองจากมัน ต่างก็พากันขวัญหนีดีฝ่อ

เมื่อในเผ่ามารไม่มีผู้ใดสามารถต่อกรด้วยได้ เยาเหิงจึงได้ออกจากพิภพมาร พุ่งขึ้นไปท้าประลองกับมหาเทพกู่จวินที่สระฮวาจิ้ง ทั้งคู่ล้วนเป็นร่างแปลงของมังกรวารี กอปรกับมหาเทพกู่จวินก็ไม่ได้ออกมาปรากฏตัวหลายปี ทำให้เทพเซียนทั้งหลายอดหวาดกลัวถึงผลลัพธ์ไม่ได้

หากมหาเทพกู่จวินพ่ายแพ้ เช่นนั้น...ในสามพิภพ คงเหลือเพียงเทียนตี้กับเทียนโฮ่วเท่านั้นที่จะต่อกรกับมันได้

เยาเหิงท้าทายอยู่หน้าสระฮวาจิ้งอยู่หลายวัน แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจผ่านม่านอาคมนี้ไปได้ จึงไม่มีโอกาสจะสัมผัสแม้แต่เส้นผมของมหาเทพกู่จวิน เมื่อบังเกิดโทสะมันจึงบันดาลให้เกิดลมฝนคลุ้มคลั่ง จนโลกมุนษย์เบื้องล่างเกิดอุทกภัย ราษฎรบ้านแตกสาแหรกขาด ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน การกระทำเช่นนี้ นับเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับมหาเทพทั้งหลาย เพราะเทพทั้งบนสวรรค์และในโลกต่างรู้ว่าสามพิภพนี้มีกฎเหล็กประการหนึ่ง นั่นก็คือห้ามทำอันตรายต่อโลกมนุษย์ที่เป็นรากฐานแห่งสามพิภพ

ขณะที่เทพจินเย่าซ่างจวินรับบัญชาจากเทียนตี้ให้ไปจับกุมเยาเหิงด้วยใจที่เต้นไม่เป็นส่ำ พลันบังเกิดอัสนีสีดำสามสายผ่าลงในเขตต้องห้ามเหนือสระฮวาจิ้ง ฟาดใส่ร่างของมังกรมารที่กำลังอาละวาดตนนั้น

มันไม่ทันแม้แต่จะเปล่งเสียงร้องโหยหวน  ร่างมังกรวารีขนาดใหญ่ที่กำลังพุ่งฉวัดเฉวียนอาละวาดอยู่กลางนภากาศแตกสลายเป็นหมอกควันในพริบตา แม้แต่ดวงวิญญาณยังแตกดับ หนึ่งในสิ่งมีชีวิตในสามพิภพที่อาจมีพลังเทียบเคียงกับมหาเทพบนสรวงสวรรค์ในรอบหลายหมื่นปี...กลับดับสลายไปจากสามพิภพอย่างง่ายดายและน่าขบขันเยี่ยงนี้

เหตุการณ์ครั้งนั้น สะท้านไปทั่วสามพิภพ โดยเฉพาะเทพจินเย่าซ่างจวินที่เห็นเยาเหิงถูกผ่าจนไม่เหลือกระทั่งธุลีกับตา ได้กลับมาบอกเล่าด้วยความเลื่อมใสเป็นที่สุด การโจมตีอย่างง่ายดายของมหาเทพกู่จวินนี้จึงถูกบันทึกอยู่ในประวัติศาสตร์แห่งสามพิภพยุคหลัง

 

เมื่อนึกถึงตรงนี้ อู๋วั่งจึงละทิ้งความคิดที่จะบุกเข้าม่านอาคมฮวาจิ้ง หันไปแนะนำอู๋ซวีว่า “เช่นนั้นไม่สู้ไปเยี่ยมเยียนวังชิงฉือสักครา แล้วบอกว่า...บอกว่าพวกเราผ่านทางมา ไม่ทันระวังจึงทำต้นปะการังตกหล่นลงไปในสระฮวาจิ้ง”

คิ้วทั้งสองอู๋ซวีขมวดเข้าหากัน จ้องมองด้วยสายตาคล้ายตำหนิในความไร้เดียงสา “เจ้าเสียสติไปแล้ว? มหาเทพกู่จวินไม่อยู่ เฟิ่งหรั่นซ่างจวินรับหน้าที่ดูแลวังชิงฉือ นางมีข้อบาดหมางกับซ่างจวินของพวกเราอยู่ มีหรือจะยอมรับข้อขอร้อง?

อู๋วั่งทราบดีว่าวิธีการนี้ใช้ไม่ได้ แต่ตนเองก็จนปัญญาแล้วเช่นกัน จื่อหวนซั่งจวินของพวกมันมีศักดิ์เป็นซ่างจวิน แม้แต่ในเก้าชั้นฟ้ายังมีน้อยคนนักที่กล้าตอแยกับท่าน แต่หากเป็นมหาเทพกู่จวินกับเฟิ่งหรั่นซ่างจวิน...นั่นกลับไม่แน่นัก

อู๋วั่งเดินวนไปมาบนเมฆมงคล รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจที่จะต้องถูกลงโทษเช่นนี้ ทันใดนั้นนัยน์ตาพลันเป็นประกาย ร้องตะโกนขึ้นว่า “อู๋ซวี มหาเทพกู่จวินไม่อยู่ วังชิงฉือก็ยังมีมหาเทพอีกองค์ไม่ใช่หรือ? ไม่ว่าเฟิ่งหรั่นซ่างจวินจะดุร้ายเพียงใด คงไม่กล้าทำอะไรพวกเราต่อหน้ามหาเทพแน่!”

อู๋ซวีพลันเข่าอ่อน รีบยกมือขึ้นอุดปากของอู๋วั่งไว้ จากนั้นเหลียวมองไปรอบด้าน ค่อยระบายลมหายใจออกมา เอ่ยตำหนิเบา ๆ ขึ้นว่า “เจ้ามันโง่เขลาเกินไปแล้ว ต่อไปอย่าได้เอ่ยถึงมหาเทพองค์นี้อีก หากองค์หญิงจิ่งเจาทราบว่าเจ้าเคยไปขอร้องต่อ “นาง” ต่อไปเจ้าอย่าได้หวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบบนสวรรค์แห่งนี้อีก ต้นปะการังคงไม่อาจเอาคืนมาได้แล้ว พวกเรากลับไปรายงานซ่างจวินก่อนค่อยว่ากัน” อู๋ซวีกล่าวจบก็หันหลังจากไป ไม่สนใจอู๋วั่งที่อยู่เบื้องหลังอีก

อู๋วั่งเป็นเซียนน้อยที่เพิ่งเลื่อนขั้นขึ้นมาได้เพียงสองสามพันปี เมื่อเห็นอู๋ซวีมีท่าทางราวเผชิญหน้ากับศัตรูร้าย จึงได้แต่รับคำเบา ๆ ขี่เมฆมงคลเหาะตามอู๋ซวีที่ลอยไปไกล อู๋วั่งเหลียวมองสระฮวาจิ้งที่เล็กลงเรื่อย ๆ....ขบคิดด้วยความไม่เข้าใจว่า เหตุใดมหาเทพแห่งวังชิงฉือองค์นั้น จึงกลายเป็นสิ่งต้องห้ามของสามพิภพได้?

 

ภายในวังชิงฉือ

ปีกหงส์ฟ้าโบกโบยอยู่เบื้องหลังชุดยาวสีทอง คาดเอวด้วยผ้ารัดเอวสีดำสนิท สตรีที่นั่งอยู่บนแท่นสูงกำลังจ้องมองต้นปะการังที่สูงเท่ากับมนุษย์ผู้หนึ่งอย่างอารมณ์ดี เปล่งเสียงหัวเราะก้องกังวานไปไกล

“ฉางเชวี่ย ครั้งนี้จื่อหวนคงขาดทุนไม่น้อย เหอะๆ ต้นสูงใหญ่ขนาดนี้ คาดว่าต้นปะการังนี้คงมีอายุอย่างน้อยหมื่นปีได้”

เทพธิดาผู้นี้มีสีหน้าหยิ่งทะนง เส้นผมสีแดงโลหิตยาวสลวยพลิ้วไหวโดยไร้ลม เต็มไปด้วยพลังอันกดดันที่แผ่ซ่านไปรอบด้าน

เบื้องล่างมีเทพผู้หนึ่งแต่งกายคล้ายบัณฑิต หันไปประสานมือต่อนางด้วยสีหน้าจริงจัง “ซ่างจวิน เซียนทั้งสองช่างบังอาจยิ่งนัก การลอบเข้ามาในสระฮวาจิ้ง เท่ากับไม่เห็นวังชิงฉืออยู่ในสายตา ท่านมิอาจปล่อยปละละเว้นพวกมัน เรื่องนี้จะต้องทวงถามความผิดจากจื่อหวนซ่างจวินให้จงได้”

เสียงหัวเราะของเฟิ่งหรั่นพลันหยุดลง ลอบคิดว่าต้องไม่ให้เทพผู้นี้รู้ว่าตนเป็นผู้เปิดช่องของม่านอาคม เพื่อล่อให้เซียนน้อยทั้งสองบังเกิดความโลภจนต้องเข้ามา ไม่เช่นนั้นคงต้องฟังคำพร่ำบ่นจนรำคาญหูไปอีกนาน จึงแสร้งปั้นหน้าจริงจังกล่าวว่า “สำหรับคนต่ำช้าผู้นั้นยังมีอันใดให้สนทนา ในงานฉลองวันเกิดของผู้เฒ่าตงหัว ข้าจะให้นางต้องมาขอขมาต่อข้า”

ฉางเชวี่ยนิ่งอึ้งไปสักพัก เมื่อเห็นเฟิ่งหรั่นซ่างจวินยังมีสีหน้าภาคภูมิใจ จึงอดเตือนเบา ๆ ขึ้นไม่ได้ว่า “ซ่างจวิน ครั้งนี้ตงหัวซ่างจวิน ไม่ได้ส่งเทียบเชิญมาถึงท่าน”

 

ตงหัวซ่างจวินเป็นหนึ่งในซ่างจวินอาวุโสของสามพิภพ เป็นผู้มีบารมีที่ได้รับการยอมรับจากเหล่าเซียน ตงหัวซ่างจวินทุ่มเทจิตใจในการบำเพ็ญเพียร จึงน้อยนักที่จะจัดงานฉลอง ในครั้งนี้เป็นเพราะเห็นแก่คำขอร้องของเหล่าศิษย์ จึงยินยอมส่งเทียบเชิญถึงเหล่าเทพเซียน ทำให้งานเลี้ยงใหญ่ในสามพิภพครั้งนี้ ได้รับความสนใจจนแม้แต่จื่อหวนซ่างจวินที่เย่อหยิ่งราวกับมีดวงตางอกเงยอยู่บนศีรษะ ยังต้องการไปร่วมอวยพร

เพียงแต่ฟิ่งหรั่นเพิ่งขึ้นมาเป็นซ่างจวินได้ไม่กี่พันปี ทั้งยังมีศัตรูอยู่นับไม่ถ้วน งานเลี้ยงที่อึกทึกครึกโครมเช่นนี้ ไหนเลยเชิญนางไปได้?

“จริงอย่างเจ้าว่า หากข้าไปโดยไม่ได้รับเชิญ คนต่ำช้าจื่อหวน คงต้องอาศัยข้ออ้างนี้มาทับถมข้าแน่”

เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วพึมพำกับตนเอง จากนั้นหันไปจ้องมองฉางเชวี่ย เห็นเทพหนุ่มผู้นี้ยืนตัวตรงราวกับด้ามพู่กัน นัยน์ตากลอกกลิ้งไปมา เจ้าผู้นี้ คงจะไม่รู้ว่า...เมื่อใดที่มันกล่าวไม่ตรงกับใจ ก็มักจะแสดงสีหน้าท่าทางจริงจังเช่นนี้ออกมา

เฟิ่งหรั่นเตะเท้าที่ลอยอยู่กลางอากาศไปมา จนไปกระทบถึงชายเสื้อของเทพเบื้องหน้า “บอกมาเถอะฉางเชวี่ย ข้าเชื่อว่าเจ้าจะต้องมีหนทางแน่”

ฉางเชวี่ยกลับสายศีรษะ พร้อมปิดปากสนิท

“เฮ้อ มหาเทพกู่จวินจากไปเนิ่นนาน ยามนี้แม้แต่จื่อหวนยังไม่เห็นวังชิงฉือเราอยู่ในสายตา ขืนปล่อยเอาไว้....”

นางเห็นใบหูของเทพเบื้องหน้ากระดิกเล็กน้อย รู้ว่าหลงกลแผนใช้ไม้อ่อนของนาง จึงได้ทำการทอดถอนใจซ้ำ ๆ อีกหลายครั้ง

“แม้ตงหัวซ่างจวินจะไม่ส่งเทียบเชิญมาให้ท่าน แต่...ได้ส่งมาให้วังชิงฉือ” ความหมายก็คือ ได้ส่งเทียบเชิญมาให้กับเจ้าของวังชิงฉือ มหาเทพกู่จวิน

เฟิ่งหรั่นเผยรอยยิ้มขึ้นที่มุมปาก กระโดดลงมาจากเก้าอี้สูงใหญ่ ตบหนัก ๆ ไปบนบ่าของฉางเชวี่ย กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าต้องมีหนทาง ยังไม่รีบนำเทียบเชิญมากอีก อีกสองสามวัน ข้าจะส่งของขวัญชิ้นใหญ่ไปยังงานฉลองของตาเฒ่าตงหัว”

ความลำพองอย่างเปิดเผยของนาง คล้ายกับเตรียมลับดาบไปก่อกวนยังงานฉลองของผู้อื่น ฉางเชวี่ยถอนหายใจคราหนึ่ง ค่อยกล่าวว่า “ไหนเลยง่ายด่ายเช่นนั้น ซ่างจวิน ท่านลองคิดดู เทียบเชิญของมหาเทพ....หากท่านถือไป เกรงว่ายังไม่ทันได้เข้าไปสู่จวนของตงหัวซ่างจวิน ก็ถูกเทียนตี้จับกุมไปลงโทษก่อนแล้ว”

รอยยิ้มพลันผนึกค้าง เฟิ่งหรั่นเดินวนไปมาอย่างใช้ความคิด กระทั่งเดินอ้อมต้นปะการังค่อยหยุดนิ่งลง ฟาดฝ่ามือหนัก ๆ ไปที่ต้นปะการังที่ใสแวววาวตรงหน้า ทำเอาฉางเชวี่ยถึงกับอกสั่นขวัญแขวน

มุมปากของเฟิ่งหรั่นเผยรอยยิ้มอันลี้ลับ นัยน์ตากลอกกลิ้ง กรีดมือไปมาอย่างย่ามใจ “ข้าย่อมไม่กล้าถือเทียบของมหาเทพกู่จวินลอยชายไปมาในสามพิภพ แต่เจ้าอย่าลืมว่า...ตำหนักชิงฉือยังมีมหาเทพอีกองค์หนึ่ง”

ฉางเชวี่ยเบิกตาโพลง ชี้นิ้วสั่นเทาไปยังเฟิ่งหรั่น เมื่อตั้งสติได้ค่อยรู้ตัวว่าตนเองได้เสียมารยาทไป จึงรีบหดมือกลับมา ทว่าใบหน้ายังคงบิดเบี้ยวอย่างพิกล

“ซ่างจวิน หรือท่านจะให้มหาเทพน้อยนำเทียบเชิญของมหาเทพไปยังงานเลี้ยงของตงหัวซ่างจวิน?” ฉางเชวี่ยกล่าวตะกุกตะกัก สายตาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

“เจ้าพูดถูกแล้ว”

“แต่...มหาเทพน้อยยังไม่เคยก้าวออกจากวังชิงฉือ.....”

“แล้วเป็นอย่างไร ข้าไปกับนาง รับรองว่าไม่ปล่อยให้นางเดือดร้อนแน่”

เฟิ่งหรั่นกล่าวจบ ก็ก้าวอาด ๆ มุ่งไปยังตำหนักหลังของวังชิงฉือ ฉางเชวี่ยยืนมองเงาหลังของนางที่ก้าวออกไปจากตำหนักใหญ่ สีหน้าเต็มไปด้วยความสำนึกเสียใจ

หากรู้ว่าจะลงเอยเช่นนี้...เมื่อครู่คงไม่เสนอออกไป

ที่บอกว่าไม่ให้มหาเทพโฮ่วฉือต้องเดือดร้อน ด้วยนิสัยของมหาเทพน้อย...เกรงว่าคงเป็นคราเคราะห์ของตงหัวซ่างจวินแล้ว”

ไป่เสวียนซ่างจวิน ได้โปรดรีบกลับมาเถิด หาไม่...วังชิงฉืออาจพินาศด้วยน้ำมือของเฟิ่งหรั่นซ่างจวินแล้ว!

 

พิภพสวรรค์ จวนจื่อจิน

จื่อหวนจ้องมองเซียนทั้งสองที่คุกเข่าอยู่กับพื้น ตวาดด้วยเสียงอันเกรี้ยวกราดขึ้น “เกิดอะไรขึ้น? ของขวัญอยู่ที่ใด?”

จื่อหวนซ่างจวินกำลังจะขี่เมฆมุ่งไปร่วมงานฉลองที่จวนต้าเจ๋อของตงหัวซ่างจวิน คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันออกเดินทาง ก็เห็นอู๋ซวี อู๋วั่งเหาะกลับมาพร้อมบาดแผลเต็มตัว

ของขวัญชิ้นนั้นเป็นต้นปะการังที่มีอายุนับหมื่นปี ถือเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นหนึ่ง ยามปกติยังแทบไม่นำออกมาให้ผู้คนได้เห็น ครั้งนี้หากไม่ใช่เป็นงานฉลองของตงหัวซ่างจวิน จื่อหวนคงไม่ยินยอมมอบของสิ่งนี้ให้

“ซ่างจวิน เราทั้งสองพบกับทหารมารละแวกเขาฉีเหลียน เกินการต่อสู้กันจนทำให้ต้นปะการังร่วงหล่นลงไป ขอซ่างจวินโปรดยกโทษให้ด้วย” อู๋ซวีคุกเข่ากล่าวอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ อยู่บนพื้น สายตาทอดมองลงต่ำด้วยความหวาดหวั่น

เขาฉีเหลียนเป็นที่ตั้งของวังชิงฉือ เมื่อจื่อหวนได้ยินคำนี้ โทสะก็หายไปกว่าครึ่ง แต่ยังคงเสียดายต้นปะการังนั้นอยู่ จึงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “หากตกหล่นในพื้นที่ของเทือกเขาฉีเหลียน ก็ไม่อาจโทษว่าพวกเจ้าได้ แต่พวกเจ้ามีความผิดที่บกพร่องในหน้าที่ เช่นนี้เถอะ...ข้าจะปรับกระบี่เซียนชั้นสูงพวกเจ้าคนละเล่ม พรุ่งนี้ให้นำไปมอบให้ที่คลังสมบัติ”

จื่อหวนซ่างจวินกลับเป็นเทพที่มีรูปร่างหน้าตาอันเที่ยงตรง แท้จริงแล้วกลับมีจิตใจที่ใจที่แข็งกร้าวเอาแต่ใจ อีกทั้งรักหน้าเป็นอย่างยิ่ง

อู๋ซวีกับอู๋วั่งถึงกับเข่าอ่อน ใบหน้าที่ก้มลงกับพื้นฉายแววไม่พอใจออกมา พวกมันเป็นเซียนมาสองสามหมื่นปี เพิ่งได้รับกระบี่เซียนชั้นสูงแค่สองสามเล่ม จึงเห็นสิ่งนี้มีค่าราวกับชีวิต แต่จื่อหวนซ่างจวินเพียงเอ่ยปากอย่างง่ายดายก็......

“เป็นอะไร หรือพวกเจ้าไม่ยินยอม.....”

น้ำเสียงที่ลำพองและกดดันดังขึ้น อู๋ซวีอู๋วั่งรีบก้มหน้ากับพื้น กล่าวด้วยความนอบน้อมว่า “มิกล้า ซ่างจวินเปี่ยมด้วยคุณธรรม พรุ่งนี้ข้าน้อยกับอู๋วั่งจะรีบนำกระบี่เซียนไปมอบให้” แล้วไปเถอะ เสียกระบี่เซียนไปก็ยังดีกว่าถูกลงทัณฑ์ที่แท่นมังกรเขียว

จื่อหวนซ่างจวินขึ้นชื่อในเรื่องความตระหนี่ นอกจากมีความสนิทสนมกับจิ่งหยางแห่งตำหนักใหญ่บนสวรรค์เก้าชั้นฟ้าแล้ว ตนเองยังมีศักดิ์เป็นถึงซ่างจวิน นับว่ามีรากฐานบนสวรรค์ไม่น้อย

“ซ่างจวิน เช่นนั้น...ขวัญที่จะส่งไปให้ตงหัวซ่างจวิน.....” อู๋วั่งรอคอยอยู่เนิ่นนาน ยังไม่ได้ยินคำสั่งของจื่อหวนซ่างจวิน จึงเอ่ยปากขึ้นเบา ๆ 

“เรื่องนี้พวกเจ้าไม่ต้องสนใจ พรุ่งนี้ให้เดินทางไปพร้อมกับข้า เหอะ งานฉลองของตงหัวซ่างจวิน ข้าจะถกเหตุผลกับเหล่าเทพเซียนทั้งหลายดู....เฟิ่งหรั่นใช้อำนาจบาตรใหญ่ ยึดครองพื้นที่หลายพันลี้ของเทือกเขาฉีเหลียนเป็นของวังชิงฉือ ยามนี้กลับไม่สามารถดูแลวังของมหาเทพกู่จวินให้ดี ปล่อยให้เผ่ามารรุกรานมาถึงแดนบุญแห่งเก้าชั้นฟ้า ข้าจะต้องฉีกหน้านางให้ได้”

ร่างของเซียนน้อยทั้งสองที่คุกเข่ากับพื้นสั่นเทิ้มเบา ๆ  อู๋วั่งอ้าปากจะกล่าวสิ่งใด แต่ถูกอู๋ซวีอุดปากเอาไว้ ลากตัวถอยออกไปจากตำหนัก

 

เพิ่งเดินมาถึงลานด้านหน้า อู๋วั่งเหลียวมองไปรอบด้าน เมื่อพบว่าไม่มีใครจึงรั้งชุดยาวของอู๋ซวี่ไว้ กล่าวอย่างลนลานขึ้น “อู๋ซวี คราวนี้จะทำอย่างไรหากซ่างจวินทราบว่าพวกเราไม่ได้ถูกเผ่ามารทำร้าย....”

“จะตกใจไปไย! ด้วยนิสัยของเฟิ่งหรั่นซ่างจวิน ตงหัวซ่างจวินก็ไม่มีวันส่งเทียบเชิญนางไปแน่ ขอแค่นางไม่ปรากฏตัว ยังจะมีผู้ใดเปิดโปงพวกเราได้ อีกอย่างเทือกเขาฉีเหลียนกินพื้นที่นับพันลี้ สหายเซีนก็มีน้อย หากวังชิงฉือปฏิเสธว่าไม่มีเผ่ามารปรากฏ ซ่างจวินต้องคิดว่าเพราะนางดูแลไม่ดี จึงได้กล่าวแก้ต่างให้กับตนเองมากกว่า”

อู๋วั่งฟังคำแจกแจงของอู๋ซวีอย่างไม่สบายใจ ยกมือขึ้นเช็ดเหงื่อเย็นบนศีรษะ กวาดสายตาไปรอบด้าน ขณะจะเดินไปก็กระซิบขึ้นว่า “อู๋ซวี ข้าเพิ่งขึ้นสู่สวรรค์มาไม่นาน มีเรื่องราวมากมายที่ยังไม่เข้าใจ หากไปถึงงานฉลองของตงหัวซ่างจวินแล้วทำอะไรให้เป็นที่หัวเราะเยาะคงไม่เหมาะเจ้าช่วยเล่าเรื่องของเฟิ่งหรั่นซ่างจวินให้ข้าฟังสักหน่อย ข้าได้ยินว่านางถือกำเนิดจากสัตว์เทพเผ่าเดียวกับเทียนโฮ่ว เหตุใด...สามพิภพจึงไม่ยอมรับนาง?”

ทั้งคู่เดินเข้าไปถึงส่วนลึกของจวนจื่อจิน อู๋ซวีหันไปมองอู๋วั่งที่อยู่ด้านหลัง กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจขึ้น “ที่เจ้าต้องการถาม คงไม่ใช่เรื่องของเฟิ่งหรั่นซ่างจวินกระมัง! เจ้าคงอยากรู้เรื่องของมหาเทพแห่งวังชิงฉือองค์นั้นมากกว่า?”

“อู๋ซวี ดูเจ้าพูดเข้า....” อู๋วั่งหัวเราะหึ ๆ ล้วงแจกันเคลือบใบเล็กออกมาจากอก ส่งยื่นให้อู๋ซวี “ข้าได้เก็บน้ำค้างที่สระฮวาจิ้งกลับมาหลายหยด พวกเราแบ่งคนละครึ่งดีไหม?”

กลิ่นหอมรวยรินที่โชยออกมา ทำให้จิตใจผู้คนรู้สึกผ่อนคลาย นัยน์ตาของอู๋ซวีเป็นประกาย รีบเดินเข้าไปสูดดม จ้องมองอู๋วั่งแล้วกล่าวว่า “อันที่จริงเรื่องนี้ก็ไม่นับว่าเป็นความลับอันใด มีแต่เซียนน้อยที่เพิ่งขึ้นสวรรค์มา ในรอบพันปีเท่านั้นที่จะไม่รู้

“หากจะบอกเล่าเรื่องราวของมหาเทพองค์นี้ คงต้องย้อนเล่าตั้งแต่บังเกิดด่านเภทภัยหุนตุ้น....”

น้ำเสียงของอู๋ซวีค่อย ๆ แผ่วบางลง หวนรำลึกยุคสมัยนั้นด้วยสีหน้าเคารพเทิดทูนอย่างยิ่ง

ครึ่งชั่วยามถัดมา ในที่สุดอู๋วั่งก็ได้ทราบต้นสายปลายเหตุทั้งหมดด้วยความตื่นตระหนก

“อู๋ซวี เจ้าบอกว่ามหาเทพโฮ่วฉือ ได้รับฐานะมหาเทพตั้งแต่ยังอยู่ในเปลือกไข่?”

อู๋ซวีผงกศีรษะ หยิบขวดเคลือบใบเหล็กในมือของอู๋วั่งมาสูดดม พริ้มตาลงอย่างเป็นสุข

“หลังจากนั้นเล่า.....” อู๋วั่งรีบถามต่อ เพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้ยังไม่สิ้นสุด

“ภายหลัง มหาเทพกู่จวินก็ได้ผนึกพื้นที่วังชิงฉือเป็นเขตต้องห้ามจากโลกภายนอก ได้ยินว่ามหาเทพน้อยองค์นั้น ต้องอาศัยเวลาอีกสี่หมื่นปีจึงออกจากไข่มาได้ ในวัยเยาว์นอกจากไม่รู้จักวิชอาคมยังมีพลังเซียนที่ต่ำมาก เพื่อนางแล้ว มหาเทพกู่จวินจึงยอมผ่อนปรนให้เทพอื่น ๆ เข้าไปในวังชิงฉือ เพื่อทำการปกปักษ์รักษานาง”

อู๋วั่งลูบคางเบา ๆ กล่าวพึมพำขึ้นว่า “มิน่าเหล่าเทพเซียนจึงบอกว่า มหาเทพองค์นั้น ได้ถือกำเนิดในครรภ์อันประเสริฐ ที่แท้เป็นเพราะเหตุนี้...ช่างเป็นชะตาอันสูงส่งยิ่งนัก....” อู๋วั่งกล่าวไม่ทันจบประโยค พลันหยุดลงคล้ายนึกอันใดได้ จากนั้นค่อยลดเสียงเบาลงกล่าวว่า “ถ้าเป็นเช่นนี้ องค์ชายเหล่านั้น กับองค์หญิงจิ่งเจา เท่ากับมีความเกี่ยวพันทางสายโลหิตกับมหาเทพองค์นี้แล้ว?”

อู๋วั่งเหลือกตาชี้นิ้วไปบนฟ้า ในใจคิดว่ามิน่าองค์หญิงจิ่งเจาไม่ชอบให้ผู้ใดกล่าวถึงมหาเทพองค์นั้น ที่แท้ก็เป็นเพราะสาเหตุนี้

มหาเทพน้อยผู้นั้น ถือกำเนิดมาในฐานะอันสูงส่ง องค์หญิงจิ่งเจาแม้มิได้มีฐานันดรที่ต่ำกว่า แต่ยังคงมีสถานะต่างกันราวฟ้ากับเหว ทั้งคู่ยังมีบทบาทอันกระอักกระอ่วน ที่ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็คงยากจะรับได้

บนเก้าชั้นฟ้า องค์ชายและองค์หญิงเหล่านี้ได้อาศัยกำลังของตนในการเข้าสู่ทำเนียบแห่งซ่างจวิน จึงมีความคลางแคงในตัวมหาเทพโฮ่วฉือ ที่ได้ฐานะมหาเทพมาเพราะคำประกาศของบิดา

ร่ำลือกันว่าเทียนตี้ผู้เป็นราชันย์แห่งสวรรค์ ทนุถนอมองค์หญิงจิ่งเจา ธิดาองค์เดียวผู้นี้ราวกับแก้วตาดวงใจ ทั้งยังตามใจอย่างยิ่ง คาดว่าคงเป็นเพราะมีความรู้สึกผิดต่อนาง

“ถูกต้อง ต่างถือกำเนิดจากเทียนโฮ่ว ย่อมต้องมีความเกี่ยวพันทางสายโลหิต มหาเทพกู่จวินท่องไปทั่วสามพิภพ หมื่นปีมานี้ไม่มีผู้ใดทราบว่าท่านอยู่ที่ใด มหาเทพน้อยท่านนั้นลืมตาดูโลกมาสองหมื่นปี แต่ยังไม่เคยได้ก้าวออกจากวังชิงฉือแม้แต่ครึ่งก้าว ทำให้ไม่มีเทพเซียนผู้ใดกล้าเอ่ยถึงนาง”

เมื่อเป็นสิ่งต้องห้ามสำหรับตระกูลของเทียนตี้ เทพเซียนที่ต้องการมีชีวิตอย่างสงบสุข ย่อมทราบว่าไม่ควรไปแตะต้องเรื่องนี้

ด้วยเหตุนี้ มหาเทพน้อยแม้มีฐานะอันสูงส่ง แต่กลับต้องดำรงอยู่อย่างอ้างว้าง

“เช่นนี้เท่ากับว่า มหาเทพกู่จวินยินยอมรับตัวเฟิ่งหรั่นซ่างจวินเข้าวังชิงฉือ เป็นเพราะมหาเทพน้อยอ่อนแอ?” อู๋วั่งนึกถึงเฟิ่งหรั่นซ่างจวินที่ทั่วสามพิภพต่างกีดกัน จึงรีบเอ่ยถามยืนยันกับอู๋ซวี

“ถูกต้อง เฟิ่งหรั่นซ่างจวินถือกำเนิดจากเผ่าหงส์ฟ้า เดิมสมควรมีฐานะที่อันสูงส่ง แต่นางกลับเป็นหงส์ฟ้าเพลิงที่แทบไม่เคยปรากฏมาก่อน เจ้าก็รู้ว่า...ในเผ่าฟงส์ฟ้านั้น หงส์ทองมีฐานะสูงที่สุด แต่หากหงส์ฟ้าติดขนสีแดงมา นั่นเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้าย ดังนั้นเมื่อเฟิ่งหรั่นซ่างจวินถือกำเนิดมาก็ถูกเผ่าของนางทอดทิ้งอยู่ในบึงกลางหุบเหวนามว่าเยวียนหลิ่ง ได้ยินว่าเป็นปีศาจพฤกษาพันปีเลี้ยงดูนางจนเติบใหญ่ ภายหลังแดนสวรรค์ได้เปิดศึกกับเผ่ามารที่บึงเยวียนหลิ่ง ขณะที่องค์ชายใหญ่จิ่งหยางกับองค์ชายสามแห่งเผ่ามารกำลังต่อสู้เป็นพัลวัน ได้พลั้งมือสังหารปีศาจพฤกษานั้น....”

อู๋ซวีหยุดลงครู่หนึ่ง จากนั้นใช้น้ำเสียงที่เลื่อมใสกล่าวช้า ๆ ขึ้นว่า “เฟิ่งหรั่นซ่างจวินเกิดโทสะ เหาะขึ้นจากบึงเยวียนหลิ่ง อาศัยกำลังเพียงลำพังต่อสู้กับกองทัพเซียนและกองทัพมาร ศึกครั้งนั้นดุเดือดอย่างยิ่ง ทัพใหญ่หลายหมื่นพินาศย่อยยับ แม้แต่องค์ชายสามแห่งเผ่ามารก็จบชีวิตด้วยมือนาง หากมิได้ซ่างจวินของพวกเราผ่านไปช่วยเหลือองค์ชายจิ่งหยางที่กำลังคับขันเอาไว้ ป่านนี้องค์ชายใหญ่คงจบชีวิตที่บึงเยวียนหลิ่งไปแล้ว หลังศึกครั้งนั้นเฟิ่งหรั่นซ่างจวินได้ประกาศศักดาไปทั่วสามพิภพ ถูกยกขึ้นเป็นซ่างจวิน เพียงแต่เป็นซ่างจวิน ที่สามพิภพต่างไม่ยอมรับเท่านั้น”

หลังสิ้นยุคบรรพสวรรค์ ในสามพิภพ บรรดาเซียนหรือมารที่ถือกำเนิดใหม่ล้วนอาศัยตำแหน่ง “จวิน” ในการแบ่งระดับชั้น “ซ่างจวิน” ของพิภพเทพเซียน กับ “เยาจวิน” แห่งพิภพมาร ล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีโอกาสเข้าใกล้ระดับมหาเทพได้มากที่สุด ดังนั้นเทพหรือมารองค์ใดที่มีอิทธิฤทธิ์แก่กล้า ก็จะถูกยกขึ้นมาเป็น “ซ่างจวิน” “เยาจวิน”

“มิน่าองค์ชายใหญ่จึงสนิทสนมกับซ่างจวินของพวกเรา นึกไม่ถึงว่าจะมีที่มาอันลึกซึ้งเช่นนี้” อู๋วั่งถอนหายใจอีกครั้ง  “เฟิ่งหรั่นซ่างจวินมาจากเผ่าหงส์ฟ้า แถมนางยังสังหารองค์ชายสามแห่งเผ่ามาร นับว่าได้สร้างกุศลให้กับพิภพสวรรค์ เทียนตี้ต่อให้ไม่เห็นแก่เรื่องนี้ ก็ควรเห็นแก่เทียนโฮ่ว สมควรไม่สร้างความลำบากเช่นนี้ต่อนาง”

“เจ้าคิดว่าผู้อื่นไม่คิดเช่นนี้หรือ? เฟิ่งหรั่นซ่างจวินมีอายุเพียงหมื่นปีก็มีพลังระดับซ่างจวิน นางย่อมเป็นผู้ที่มีอนาคตยาวไกล อีกอย่างศึกที่เกิดขึ้นก็เป็นเพียงการเข้าใจผิด เทียนตี้ย่อมต้องการจะรับตัวนางไว้ เพียงแต่....”

“เพียงแต่อะไร? หรือว่าเฟิ่งหรั่นซ่างจวินไม่ยินยอม?”

“ไม่ใช่นางไม่ยินยอม....” อู๋ซวีม้วนแขนเสื้อขึ้น กล่าวต่อว่า “แต่เฟิ่งหรั่นซ่างจวินได้ลั่นวาจาไว้ที่บึงเยวียนหลิ่งว่า.....หากเทียนตี้ยินยอมประหารองค์ชายจิ่งหยาง ใช้หนึ่งชีวิตแลกหนึ่งชีวิต นางจึงจะยอมรับใช้เทียนตี้”

“อะไร?” อู๋วั่งโพล่งเสียงสูงออกมา เบิ่งตาโตขึ้น “เฟิ่งหรั่นซ่างจวินผู้นี้ไม่ไว้หน้ากันเกินไปแล้ว ปีศาจพฤกษานั่นจะเทียบกับองค์ชายแห่งวังฟ้าได้อย่างไร?”

เทียนตี้เป็นเทพในยุคบรรพกาล ทั้งมีฐานันดรสูงสุดในพิภพสวรรค์ ไหนเลยยอมรับการท้าทายเช่นนี้ได้? เฟิ่งหรั่นซ่างจวินผู้นี้เลอะเลือนเกินไปแล้ว!

อู๋ซวีผงกศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงเห็นด้วย “เทียนตี้ได้ยินเข้าทรงกริ้วมาก จึงมีบัญชาให้จับกุมเฟิ่งหรั่นซ่างจวินทันที เฟิ่งหรั่นซ่างจวินทำศึกกับเหล่าเทพเซียน สุดท้ายเพราะมีกำลังเพียงลำพัง จึงพ่ายแพ้หลบหนีไปยังเทือกเขาฉีเหลียน ในยามคับขันกลับได้รับการช่วยเหลือจากมหาเทพกู่จวิน จากนั้นมาเฟิ่งหรั่นซ่างจวินก็พักอาศัยอยู่ในวังชิงฉือ เทียนตี้เองก็ไม่สืบสาวเอาเรื่องอีก”

ส่วนสาเหตุที่ไม่สืบสาวนั้น....ทั้งคู่สบตากันแวบหนึ่ง ต่างยอมทราบเหตุผลนั้นแก่ใจ ที่ผ่านมาเทียนตี้มักยอมอดกลั้นต่อมหาเทพกู่จวินเสมอ  คาดว่าครั้งนี้ก็เช่นกัน

“เฮ้อ.. นึกไม่ถึงว่าในสามพิภพจะมีประวัติศาสตร์เช่นนี้อยู่ วันนี้นับว่าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว” อู๋วั่งกล่าวพลางส่ายศีรษะอย่างสะทกสะท้อน

“เซียนจวินทั้งสอง ซ่างจวินสั่งว่าพรุ่งนี้จะเดินทางไปยังจวนของตงหัวซ่างจวิน ขอให้ท่านทั้งสองไปเตรียมตัว” เสียงจากเซียนน้อยผู้หนึ่งดังขึ้นจากที่ไม่ไกลออกไป อู๋ซวีกับอู๋วั่งสะดุ้งเล็กน้อย จากนั้นส่งสายตาให้รีบเดินจากไป

 

วังชิงฉือ ในเวลาเดียวกัน

เหนือหน้าผาศิลาใกล้สระฮวาจิ้ง น้ำเสียงอันเกียจคร้านค่อย ๆ ดังขึ้น

“เฟิ่งหรั่น ข้าบอกกี่ครั้งแล้วว่าข้าขี้เกียจไป แต่ข้าชอบบทนิยายบนโลกมนุษย์ที่ฉางเชวี่ยนำเข้าวังมาช่วงก่อน อย่างนี้เถอะ ข้าจะไม่ให้เจ้าต้องลำบากใจ หากเจ้าสามารถทำให้ขุนเขาไร้ยอด ฟ้าดินประสาน...ข้าจะยอมรับปากเจ้า ดีหรือไม่?”

 

 

ต่อกร

“ขุนเขาไร้ยอด ฟ้าดินประสาน...นี่ยังบอกไม่สร้างความลำบากแก่ข้า! นับแต่โบราณกาลมา ในสามพิภพนี้ผู้ที่สามารถทำได้มีเพียงแต่ปฐมเทพฉิงเทียนผู้เดียวเท่านั้น!”

เฟิ่งหรั่นมองไปยังดรุณีน้อยที่กำลังจับจ้องสายน้ำอย่างจดจ่อ คำพูดนี้ย่อมถูกกลืนลงคอโดยมิได้กล่าวออกมา เฟิ่งหรั่นเบิ่งตากลมโต ผมสีแดงปลิวไสว ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง นั่งขัดสมาธิลงข้างกายดรุณีน้อยผู้นั้น กล่าวเอาอกเอาใจขึ้น “โฮ่วฉือ เปลี่ยนเป็นเงื่อนไขที่ง่ายกว่านี้ได้หรือไม่...อย่าลืมว่าคราวก่อนที่มหาเทพกู่จวินกลับมา ก็เพราะได้ข้าช่วยบอกเตือนล่วงหน้า หาไม่นิยายบนโลกมนุษย์ที่ฉางเชวี่ยนำมาให้ คงถูกพบเห็นแต่แรกแล้ว”

เสียง “ติง” ดังขึ้น เบ็ดตกปลาถูกเหวี่ยงเป็นสาย พุ่งลงไปในสระ จนเกิดระลอกคลื่นวงแล้ววงเล่าแผ่ขยายออกไป

“เฟิ่งหรั่น เรื่องมันนานมาแล้ว หมื่นปีมานี้ข้าช่วยเจ้าแบกรับเรื่องต่อหน้าฉางเชวี่ยไว้เท่าใด สมควรหักกลบหมดสิ้นไปนานแล้ว” ดรุณีสาวที่ถูกเรียกว่าฉือโฮ่วไม่หันศีรษะกลับมา เพียงมองสายจากเบ็ดที่เคลื่อนไหวอย่าแผ่วเบา “ปลาเหล่านี้คล้ายฉลาดขึ้น บัดนี้ล้วนไม่ยอมติดเบ็ด ไม่สนุกเลย.....”

เฟิ่งหรั่นได้ยินเช่นนั้นมุมปากพลันฉายยิ้มขึ้นวูบหนึ่ง ปลาในสระฮวาจิ้งไหนเลยเป็นปลาธรรมดาได้ พวกมันส่วนใหญ่เลื่อนขั้นกลายเป็นภูตกันนานแล้ว เพียงแต่เพื่อให้เจ้าได้อาศัยเล่นแก่เบื่อ พวกมันจึงยังไม่กลายเป็นร่างมนุษย์

เฟิ่งหรั่นยิ้มขึ้นอย่างประจบ “โฮ่วฉือ...ปลาบนโลกยังคงติดเบ็ด”  ที่ผ่านมาแม้นางจะถือตนเป็นใหญ่จนเคย แต่กับสตรีตรงหน้า นางกลับมีความอดทนมากเป็นพิเศษ

“เจ้าอยากไปงานฉลองของตงหัวถึงเพียงนี้?” นางไม่เคยเห็นเฟิ่งหรั่นยอมสงบปากสงบคำเช่นวันนี้ ขณะกล่าววาจานางยังหันหลังกลับไปกวาดสายตาขึ้นลง จ้องมองไปยังเฟิ่งหรั่น

ที่หันมาเป็นใบหน้าอันหมดจด ดูไปคล้ายมีอายุเพียงสิบห้าสิบหกปี สวมชุดผ้าสีเขียวที่แสนธรรมดา เค้าหน้ายังแฝงความไร้เดียงสาอยู่หลายส่วน

หากนางมิได้ปรากฏตัวอยู่ในวังแห่งตระกูลมหาเทพนี้ คงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่านางจะเป็นมหาเทพโฮ่วฉือผู้โด่งดังในสามพิภพ

ทว่าในยามที่ถูกนัยน์ตาคู่นั้นของนางจ้องมอง จะรู้สึกเหมือนเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าอย่างยิ่ง หากมิใช่เพราะเฟิ่งหรั่นรู้จักนางมาพันปีแล้ว เกรงว่าคงต้องอึ้งไปเช่นเดียวกัน

ครั้งแรกที่ได้พบกับนาง เฟิ่งหรั่นเองก็รู้สึกสงสัย ภายหลังจึงเข้าใจว่าต่อให้มหาเทพน้อยมีพลังเซียนต่ำต้อยเพียงใด แต่อย่างน้อยนางก็ออกจากไข่มาสองหมื่นปีแล้ว ย่อมมิอาจนำไปเทียบกับเทพเซียนทั่วไปได้

เฟิ่งหรั่นยังทราบว่า การที่โฮ่วฉือสามารถเติบโตจนเป็นเช่นนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนที่เฟิ่งหรั่นเพิ่งเข้าวังชิงฉือ โฮ่วฉือก็มีรูปร่างหน้าตาคล้ายเด็กอายุสิบขวบ และต่อให้ผ่านไปอีกหมื่นปี ก็ใช่ว่าจะมีรูปร่างที่เติบโตเป็นสตรีเต็มวัย หลายปีนี้การที่ได้เห็นนางค่อย ๆ เติบใหญ่ทีละน้อย ในใจยังรู้สึกว่ามหาเทพกู่จวินช่างน่าเวทนานัก หากเป็นตระกูลเทพทั่วไป ด้วยพลังเซียนในระดับของโฮ่วฉือ เกรงว่าป่านนี้คงแตกสลายไปนานแล้ว ดีที่ในวังชิงฉือเต็มไปด้วยพลังศักดิ์สิทธิ์แห่งฟ้าดิน ทั้งยังอาศัยโอสถวิเศษมากมาย จึงช่วยเลี้ยงดูให้นางเติบใหญ่เช่นนี้ได้

ต่อให้ดูแล้วแสนธรรมดาเพียงใด แต่วาจาของนางยังคงเปี่ยมด้วยบารมีที่เทพเซียนธรรมดายากจะเทียบได้ ยากนักที่โฮ่วฉือจะตั้งใจถามตนเองเช่นนี้ เฟิ่งหรั่นลังเลอยู่ครู่หนึ่งค่อยตอบว่า “อืม..ข้าต้องการไปจริง ๆ เทียบเชิญของมหาเทพมีแต่ท่านที่สามารถไปได้ หากข้าไปตามลำพัง....เมื่อมหาเทพกู่จวินไม่อยู่ คงต้องถูกเทพเหล่านั้นคงรุมรังควานข้าเป็นแน่”

“มันก็จริง คาดว่าตงหัวคงไม่กล้าตอแยข้า” โฮ่วฉือผงกศีรษะ วางคันเบ็ดในมือลง เท้าคางกล่าวเรียบ ๆ ว่า “งานฉลองของตงหัวจะเริ่มเมื่อใด?”

“ในอีกห้าวัน”

“เช่นนั้นเจ้าไปเตรียมตัว อีกสี่วันพวกเราจะเดินทางกัน”

“หืม?” เฟิ่งหรั่นรู้สึกตกใจเล็กน้อย จากนั้นนัยน์ตาพลันเป็นประกาย “โฮ่วฉือ ท่านยินยอมไปแล้ว?”

เรื่องนี้กลับประหลาดยิ่งนัก ผู้ที่ยินยอมอยู่ในวังชิงฉือมานับพันหมื่นปีจนหยากไย่แทบขึ้นกลับรับปากโดยง่ายเช่นนี้?

“เฟิ่งหรั่น เจ้ามาวังชิงฉือนานแค่ไหนแล้ว?” โฮ่วฉือถามขึ้นด้วยจังหวะที่ไม่เร็วไม่ช้า พร้อมสาวเท้าเดินหน้าไปทางวัง

“สักหนึ่งหมื่นปีได้.....”

“เจ้ายังไม่เคยขอร้องอะไรต่อข้า....” โฮ่วฉือหันหลังมา จ้องหน้าสตรีที่อยู่เบื้องหลัง นัยน์ตาแฝงความหมายอย่างลึกซึ้ง

แม้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งมหาเทพในสามพิภพจะมีน้อยอย่างยิ่ง แต่เฟิ่งหรั่นผู้ถือกำเนิดจากเผ่าหงส์ฟ้า มีนิสัยเย่อหยิ่งทะนงตน ถึงจะยินยอมอยู่ในวังชิงฉือเพราะเคยได้รับการช่วยเหลือจากมหาเทพกู่จวิน แต่มิได้แปลว่าจะยอมสยบให้กับเทพองค์อื่นในวังนี้

หนึ่งหมื่นปีที่ผ่านมา โฮ่วฉือไม่เคยเห็นเฟิ่งหรั่นเอ่ยปากขอร้องนางด้วยความร้อนใจเช่นนี้ ทั้งคู่อยู่ร่วมกันมาหมื่นปี แม้จะไม่เอ่ยปาก แต่ย่อมมีความผูกพันต่อกัน แม้จิตใต้สำนึกนางจะไม่ต้องการออกจากวัง แต่หากเป็นการทำเพื่อเฟิ่งหรั่น ก็มิใช่ว่าจะยกเว้นไม่ได้

“ข้าไม่เคยถามว่าเหตุใดเจ้าจึงเข้ามาอยู่ในวังชิงฉือ เจ้าเองก็ไม่เคยบอกออกมา....แต่เมื่อวานนี้ฉางเชวี่ยได้บอกต่อข้าแล้ว จื่อหวนจะไปยังงานฉลองของตงหัว เจ้าต้องการไปเพราะเขากระมัง?”

ข้อพิพาทเมื่อหนึ่งหมื่นปีก่อน นางเองก็เพิ่งจะได้ทราบจากปากของฉางเชวี่ยเมื่อวานนี้

เฟิ่งหรั่นพยักหน้าแต่ไม่กล่าวอะไรต่อ นางไม่เคยนำเอาข้อพิพาทในอดีตเข้าสู่วังชิงฉือ และไม่เคยแม้แต่จะคิดอาศัยบารมีของมหาเทพกู่จวินมาแก้แค้น ในใจของนาง ตราบใดที่ความแค้นของปีศาจพฤกษาไม่ถูกชำระ นางจะยังคงเป็นเฟิ่งหรั่นลูกกำพร้าแห่งบึงเยวียนหลิ่งตลอดไป การแก้แค้นเป็นเรื่องของนางเพียงผู้เดียว ดังนั้นนางจึงไม่เคยบอกเล่าความแค้นเหล่านี้ให้โฮ่วฉือฟัง

“เฟิ่งหรั่น เจ้าเป็นซ่างจวินในแดนสวรรค์ ไม่ว่าบิดาของข้าจะเคยมีคำสั่งใด แต่เจ้าก็ไม่จำเป็นต้องหดหัวหดหาง ห่วงหน้าพะวงหลังเช่นนี้ ไม่ว่าวังชิงฉือจะใช้การไม่ได้เพียงไหน ก็ยังสามารถปกป้องเจ้าได้”

เฟิ่งหรั่นมองโฮ่วฉือที่เดินจากไป สีหน้าของนางกลายเป็นซับซ้อนขึ้นไป ผ่านไปเนิ่นนานค่อยลูบคางตนเอง นึกถึงวาจาที่มหาเทพกู่จวินกล่าวไว้ก่อนไปจากวัง

“เฟิ่งหรั่น  โฮ่วฉือเติบโตมาในวังชิงฉือ มีนิสัยเรียบง่ายสันโดษ ไม่เคยก้าวออกจากวังแม้แต่ก้าวเดียว แต่นางก็มีนิสัยปกป้องพวกพ้อง หากวันใดเจ้าต้องการนาง ก็เอ่ยปากกับนางได้เต็มที่”

คาดว่ามหาเทพกู่จวินคงคาดเดาได้แต่แรก ว่าสักวันหนึ่งนางจะต้องสร้างปัญหาต่อเทพเหล่านั้น จึงได้เอ่ยปากกำชับไว้ล่วงหน้า

เฟิ่งหรั่นยืนอยู่ข้างสระฮวาจิ้ง สายตาฉายแววโล่งใจหลายส่วน สุดท้ายอดกล่าวอย่างยิ้มแย้มไม่ได้ว่า “ที่แท้ก็ต้องการช่วยข้า มาทำเป็นมีคุณธรรมน้ำใจอันใด ช่างวางท่ายิ่งนักนัก”

 

อาณาเขตของตงหัวซ่างจวินครอบคลุมขุนเขาต้าเจ๋อแห่งคาบสมุทรบูรพา ก่อนถึงวันงานสองสามวัน ที่นี่ก็เต็มไปด้วยเหล่าเทพเซียนที่เดินทางมาถึง

จื่อหวนซ่างจวินได้เฟ้นหาของขวัญชั้นใหม่ จากนั้นรีบเร่งเดินทางไปให้ถึงก่อนวันงานหนึ่งวัน เมื่อเห็นเหล่าเทพที่มากันอย่างคับคั่ง นัยน์ตาได้ฉายแววยิ้มแย้มออกมาอย่างพึงพอใจ เทพเซียนยิ่งมาก เรื่องที่ตนจะกระทำในวันพรุ่งนี้ก็จะยิ่งส่งผลกว้างไกล

 

ขณะเดียวกัน

ใบหน้าของเฟิ่งหรั่นกลับเต็มไปด้วยโทสะ จ้องมองใบหน้าอันดื้อด้านของโฮ่วฉือที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนเมฆมงคลอย่างไม่พอใจ “ท่านจะอธิบายอย่างไร...ปกติบอกให้ท่านฝึกวิชาเซียนในวังชิงฉือไม่ยอมฝึก ยามนี้แม้แต่เมฆมงคลยังไม่สามารถควบคุมให้ลอยได้ เทพเซียนเหล่านั้นเห็นเข้า คงได้หัวเราะเยาะกันไปทั่ว!”

โฮ่วฉือโบกมือเบา ๆ กล่าวอย่างไม่อนาทรร้อนใจ “จะเป็นไรไป ข้าเป็นมหาเทพ มีเจ้าอยู่ข้างกายข้าก็พอ ในสามพิภพมีใครไม่รู้บ้างว่าข้าเป็นเทพที่เพียงถูกลมพัดก็อาจล้มลงได้  ที่สำคัญ...จะมีใครกล้าสั่งให้มหาเทพอย่างข้า แสดงการขี่เมฆให้ชม?”

คำพูดมากมายของเฟิ่งหรั่นพลันกระจุกในลำคอ สะบัดแขนเสื้ออย่างอับจน ไม่ไปมองโฮ่วฉือที่ยอกย้อนนางอีก

“จำไว้ ถึงอย่างไรตงหัวก็เป็นซ่างจวินอาวุโสที่มากด้วยบารมี อีกทั้งมีลูกศิษย์หลานศิษย์มากมาย เมื่อไปถึงอย่าได้ทำหน้าบูดหน้างอเช่นนี้อีก ไม่เช่นนั้น หากเกิดเรื่องขึ้นต่อให้เป็นฝ่ายถูกก็อาจตกเป็นฝ่ายไร้เหตุผลได้” โฮ่วฉือกลับเป็นฝ่ายแจกแจงเหตุผลให้เฟิ่งหรั่นฟัง แต่เมื่อเห็นนางมีโทสะกว่าเดิม ค่อยรู้สึกว่าพูดมากไปก็เท่านั้น จึงอ้าปากหาวปิดเปลือกตาลง

เอาเถอะ ไม่ว่าเฟิ่งหรั่นจะก่อกวนอย่างไร ตนเองจะไม่ปล่อยให้นางต้องเสียท่าเด็ดขาด

ในด้านความคิด นายบ่าวคู่นี้กลับมีตรรกะที่เด่นชัดอย่างน่าตระหนก แต่หากพูดถึงเรื่องความสามารถ ผู้หนึ่งนั้น....สามารถกล่าววาจาเช่นนี้ได้เพียงเพราะตนเองมีที่พึ่งอยู่

โลกมนุษย์มีคำกล่าวว่าบารมีของบรรพชน ปกแผ่ถึงลูกหลานไม่เอาไหน ก็คงหมายถึงคนประเภทโฮ่วฉือแล้ว

หลังขี่เมฆเดินทางไปอย่างเชื่องช้า ในที่สุดทั้งคู่ก็มาถึงกลางเขาต้าเจ๋อในราตรีก่อนงานฉลองวันเกิดจะเริ่มขึ้น ราตรีดึกสงัด หน้าจวนเทพมีการติดโคมประดับประดา แต่กลับไม่มีเทพเซียนที่คอยอยู่ดูแล มีเพียงเซียนน้อย (เชิงอรรถ –เซียนที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนเด็ก) สองสามคนที่นั่งหาวตาละห้อยอยู่หน้าประตู

ทั้งคู่นั้น หนึ่งคือเทพดุร้ายที่เก็บตัวอยู่ในวังชิงฉือมาหมื่นปี อีกหนึ่งคือมหาเทพที่ผู้คนล้วนเคยได้ยินนาม แต่ไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน อย่าว่าแต่เซียนตัวน้อยหน้าประตูเหล่านี้เลย ต่อให้เป็นเทพที่มีสายตาดีกว่านี้อีกหลายเท่า ก็คงจดจำทั้งคู่มิได้  ดังนั้นขณะที่ทั้งคู่ขี่เมฆมาถึงเชิงเขา เซียนตัวน้อยที่เฝ้าประตูจึงไม่ยินดีแม้แต่เข้ามาต้อนรับ

อาศัยชื่อเสียงเรียงนามของตงหัวซ่างจวิน หลายวันนี้จึงมีเทพเซียนที่หวังเข้ามาประจบสอพลออยู่ไม่น้อย เพื่อไม่ให้เทพเซียนเหล่านี้ต้องอับอายจนเกินไป ศิษย์คนรองตงหัวซ่างจวินนามว่าเสียนจู่ จึงได้จัดเตรียมที่พักเชิงเขาเอาไว้ให้เทพเซียนที่มา อีกทั้งประกาศให้ทราบโดยทั่วกันว่าบรรดาเทพเซียนที่ไม่ได้รับเทียบเชิญก็สามารถไปพักที่นั่นได้

แต่การประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ไม่ได้หมายความว่าเทพทั้งสองที่เพิ่งมาถึงจะทราบด้วย เมื่อทั้งคู่มาถึงในยามราตรี ด้านบนกำลังต้อนรับแขกอย่างคึกคัก ทำให้บริเวณหน้าประตูแห่งนี้เงียบเหงาไปบ้าง

ผ่านไปนาน เฟิ่งหรั่นเห็นว่ายังไม่มีใครมาต้อนรับ จึงเบิ่งตาทั้งสองขึ้น จูงมือโฮ่วฉือเตรียมทำการบุกเข้าไปอย่างเปิดเผย

เซียนน้อยที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเห็นทั้งคู่มุ่งหน้ามา ค่อยฉุกคิดขึ้นได้ เกรงว่าตนเองจะมองผิดไป จึงรีบเข้ามากล่าววาจาอย่างนอบน้อม “ไม่ทราบเป็นเทพองค์ใด? ไม่ทราบ...มีเทียบเชิญหรือไม่?”

น้ำเสียงใส ๆ แฝงความหวาดกลัวอย่างไร้เดียงสา เฟิ่งหรั่นเป็นคนใจอ่อน ได้ยินเช่นนี้โทสะจึงคลายไปไม่น้อย แต่ยังแสร้งทำเป็นตวาดว่า “ย่อมมีเทียบเชิญ...”

แต่กล่าวไม่ทันจบ ก็ถูกคนที่อยู่ด้านหลังกระตุกชุดยาว เมื่อหันกลับไปก็เห็นโฮ่วฉือทำท่าส่ายศีรษะ ภายใต้ใบหน้าที่เรียบง่ายนั้นแฝงไว้ด้วยความละอายเล็กน้อย “เฟิ่งหรั่น ข้าลืมนำเทียบเชิญมาจากฉางเชวี่ย....”

เฟิ่งหรั่นเบิ่งตาค้าง “ท่าน..ช่างมีความจำประเสริฐนัก....ไม่เป็นไร ประกาศชื่อไปก็ไม่ต่างกัน...”

ทั้งคู่ทำการกระซิบกระซาบ ฝ่ายเซียนน้อยก็ได้ยินบ้างไม่ได้ยินบ้าง แต่เมื่อเห็นทั้งคู่ไม่แสดงเทียบเชิญ จึงชักสีหน้า กล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “เทพเซียนทั้งสอง ซ่างจวินของพวกข้าได้เตรียมที่พักรับรองแขกไว้ที่เชิงเขา พวกท่านสามารถไปที่นั่นได้”

เฟิง่หรั่นอึ้งไปเล็กน้อย หลังจากออกจากบึงเยวียนหลิ่ง ก็มาอาศัยอยู่ในวังชิงฉือ หากพูดถึงความเจนโลก นางเองก็ไม่ได้ดีไปกว่าโฮ่วฉือสักเท่าไหร่ เมื่อได้ยินเซียนน้อยกล่าวเช่นนี้ จึงเข้าใจว่าแขกเหรื่อทั้งหมดล้วนไปพักกันที่เชิงเขา จึงไม่กล่าวอันใดมากความ จูงมือโฮ่วฉือขี่เมฆลงไปที่ด้านล่าง

มีเพียงโฮ่วฉือที่หยีตาลงเล็กน้อย ขณะที่อยู่บนเมฆ ยังจ้องมองเซียนน้อยด้วยสายตาที่ยากเข้าใจ ทำเอาเซียนน้อยเหล่านั้นถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นออกมา

ป่าไผ่เชิงเขามีกระท่อมไม้ไผ่สร้างเรียงรายไว้มากมาย  บรรยากาศในที่แห่งนี้นับว่าไม่เลว เฟิ่งหรั่นได้เลือกห้องหนึ่งเข้าไปนั่งสมาธิ เมื่อตอนกลางวันโฮ่วฉือหลับบนเมฆไปตื่นหนึ่งแล้ว ตอนนี้จึงมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยม เมื่อเห็นเฟิ่งหรั่นหลับตาเข้าสมาธิ จึงเขียนข้อความทิ้งไว้แล้วออกไปเบื้องนอก

ขณะโฮ่วฉือเดินผ่านกระท่อมไผ่ ในใจรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง

ที่นี่มีหมอกเซียนรายล้อม ปราณศักดิ์สิทธิ์แทบไม่น้อยไปกว่าวังชิงฉือ แต่ที่นี่อยู่ใกล้กับทะเลบูรพา ในทะเลมีสิ่งมีชีวิตหลายหมื่นชีวิตที่ถือกำเนิดจากไอเซียนแห่งเขาต้าเจ๋อ อันที่จริงที่แห่งนี้ไม่สมควรมีปราณศักดิ์สิทธิ์มากถึงเพียงนี้ ที่สำคัญ...ปราณเหล่านี้ยังทำให้โฮ่วฉือรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด

โฮ่วฉือมีพลังเซียนไม่มาก แต่กลับมีสายตาดีอย่างยิ่งจึงรู้สึกว่าเขาต้าเจ๋อแห่งนี้แฝงเลศนัยบางประการ เมื่อบังเกิดความสงสัย จึงเดินมุ่งไปทางหลังเขาตามลำพัง

สองชั่วยามต่อมา นางเดินไปถึงส่วนลึกด้านหลัง ขณะที่เตรียมจะหันหลังกลับ ภาพเบื้องหน้ากลับทำให้นางต้องหยุดฝีเท้าลง

ท่ามกลางป่าเฟิง (เชิงอรรถ –ป่าต้นเมเปิล) มีพื้นที่โล่งกว้างราวร้อยเมตร ห่างออกไปเป็นสุสานกระบี่ที่ประกอบด้วยกระบี่นับพันหมื่นเสียบรวมกันไว้ เรียงรายชี้ชันขึ้นไปบนฟ้า แผ่ซ่านความรู้สึกอันหนักอึ้งออกมา

ปราณศักดิ์สิทธิ์มากมายที่อยู่ในสุสานกระบี่ ค่อย ๆ แผ่ออกมาช้า ๆ  สุดท้ายกระจายออกไปครอบคลุมรอบบริเวณเขาต้าเจ๋อ

สุสานกระบี่ที่มีความยาวหลายลี้ กลับเป็นแหล่งกำเนิดของปราณศักดิ์สิทธิ์อันเต็มเปี่ยมของเขาต้าเจ๋อ

โฮ่วฉือยืนขมวดคิ้ว จ้องมองกระบี่เซียนผุพังหลายหมื่นเล่มตรงหน้า นางไม่เคยทราบมาก่อนว่าในสามพิภพมีสถานที่เช่นนี้อยู่ กระบี่เซียนหลายหมื่นเล่ม ต่อให้แตกหักเพียงใด แต่เมื่อรวมกันได้มากมายเช่นนี้ ย่อมนับว่าหาได้ยากยิ่ง แต่เหตุใดมันจึงดำรงอยู่ในที่แห่งนี้ โดยที่สามพิภพต่างไม่ล่วงรู้ได้?

“โฮ่วฉือ ที่แท้ก็มาอยู่นี่เอง!”

เสียงเฟิ่งหรั่นดังขึ้นพร้อมกับเสียงถอนหายใจ เมื่อโฮ่วฉือหันกลับไป ก็เห็นว่าเฟิ่งหรั่นกำลังขี่เมฆเหาะมาทางนี้อย่างเร่งร้อน

“เหตุใดจึงออกมาเดินเพ่นพ่านเช่นนี้ เขาต้าเจ๋อมีสัตว์เทพอยู่ไม่น้อย พวกนั้นไม่ได้รู้ว่าท่านเป็นมหาเทพ....” เฟิ่งหรั่นปากกล่าวตำหนิ ทว่าสีหน้าเต็มไปด้วยความห่วงใย อันที่จริงมหาเทพกู่จวินได้ทิ้งของวิเศษคุ้มกายโฮ่วฉือไว้ไม่น้อย เทพเซียนธรรมดาย่อมไม่อาจทำอะไรโฮ่วฉือได้ เมื่อมาถึงด้านหลังโฮ่วฉือ เฟิ่งหรั่นค่อยกล่าวเบา ๆ ขึ้นว่า “ตงหัวซ่างจวินช่างมีอารมณ์สุนทรีย์นัก กลับสร้างสุสานร้างใหญ่โตขนาดนี้เอาไว้กลางป่าเขา”

โฮ่วฉือหันขวับกลับไป สายตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “เจ้าว่าอะไร? สุสานร้าง?”

“ถูกต้อง ในหลุมใหญ่ว่างเปล่าแบบนี้ ดูไปช่างน่าขนลุกยิ่งนัก” เฟิ่งหรั่นเห็นโฮ่วฉือขึ้นเสียงสูงคล้ายตกใจ จึงได้หันไปมองที่หลุมอีกครั้ง

“เจ้าไม่เห็นอะไรเลย?”

“ไม่เห็น”

โฮ่วฉือหันไปมองสุสานกระบี่อีกครั้ง จากนั้นเหลียวมองเฟิ่งหรั่นด้วยความสงสัย ลูบคางเบา ๆ จากนั้นกล่าวกับเฟิ่งหรั่นอย่างลี้ลับว่า”เฟิ่งหรั่น ในที่สุดข้าก็รู้แล้วว่าเหตุใดข้าจึงมีชะตาแห่งมหาเทพ....”

เฟิ่งหรั่นได้ยินน้ำเสียงนั้นถึงกับขนลุกซู่ เมื่อเห็นโฮ่วฉือหยีตาอย่างมีเลศนัย จึงอดถามขึ้นไม่ได้ว่า “เพราะอะไร?”

แต่เมื่อถามเสร็จก็เกิดสำนึกเสียใจขึ้น ทั่วสามพิภพมีใครไม่รู้บ้างว่า ชะตาแห่งมหาเทพของโฮ่วฉือ เป็นมหาเทพกู่จวินดึงดันตั้งขึ้นในงานอภิเษกของเทียนตี้กับเทียนโฮ่วเมื่อหกหมื่นปีก่อน

“ความลับสวรรค์บอกไม่ได้ เฟิ่งหรั่น เจ้าไปก่อนเถอะ ข้าต้องการเดินเล่นอยู่ตรงนี้อีกสักครู่”  โฮ่วฉือโบกมือเบา ๆ จากนั้นหันกลับไปจ้องมองสุสานกระบี่อีกครั้ง

“แต่ฟ้าใกล้สว่างแล้ว....” เฟิ่งหรั่นเบิ่งตาทั้งคู่กล่าวออกมา

อรุณรุ่งน้ำค้างพรม เสียงระฆังกังวานจากกลางขุนเขากรีดทำลายความสงบของผืนฟ้า ดังลอยมาคล้ายใกล้คล้ายไกล

เมื่อเห็นโฮ่วฉือคล้ายไม่ได้ยินคำพูดของนาง เฟิ่งหรั่นจึงถอนหายใจกล่าวว่า “เช่นนั้นข้าจะขึ้นไปก่อน ท่านรีบตามขึ้นมา!”

เมื่อเงาของเฟิ่งหรั่นหายลับไปแล้ว โฮ่วฉือค่อยปิดตาที่จ้องมองสุสานกระบี่ลง

ทั่วสามภพไม่รู้การคงอยู่ของมัน ที่แท้ก็เป็นเพราะเหตุนี้? แต่เหตุใดนางจึงมองเห็น?

 

จวนของตงหัวซ่างจวินกลางขุนเขาเต็มไปด้วยความครึกครื้น จื่อหวนซ่างจวินยืนอยู่ท่ามกลางหมู่เซียน ใบหน้าเย่อยิ่งถือดีฉาบด้วยรอยยิ้ม ขณะที่หันหลังมาเห็นภาพเซียนน้อยกำลังนำพาเทพเซียนเข้ามาในห้องโถงใหญ่ นัยน์ตากลับฉายแววโกรธแค้นเล็กน้อยที่แทบมองไม่เห็นออกมา จากนั้นค่อยหัวเราะเสียงดังเดินเข้าไป

“ข้านึกว่าเป็นใคร ที่แท้ก็เป็นซ่างจวินที่ไม่ปรากฏกายในสามพิภพมาหมื่นปี หลงนึกว่าเจ้าหลุดไปยังแดนสุขาวดีอมตะไปเสียแล้ว!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal