กลอักษรล่มฟ้า

บทนำ อักษรเลือด

เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 เช้าตรู่วันที่หลี่ว์ซื่อเหิงรบจนตัวตายนั้น ดวงอาทิตย์รุ่งอรุณเป็นสีแดงราวกับเลือด ย้อมขอบฟ้าทิศตะวันออกจนแดงฉานไปทั้งแถบ

การรบเริ่มต้นตั้งแต่ฟ้าสาง

ตามแผนที่วางกันไว้ หลี่ว์ซื่อเหิงขุนพลตำแหน่งจงหลางเจี้ยง (หมายเหตุ: ตำแหน่งทางการทหารของจีนโบราณ มีศักดิ์เป็นแม่ทัพหรือเจียงจวิน (将军) คุมกองทหาร โดยมากแล้วมีหน้าที่คุ้มกันวังหลวงและเชื้อพระวงศ์) ผู้คุมกองกำลังรักษาพระราชวัง จะรับหน้าที่เฝ้ารักษาประตูเสวียนอู่... ประตูทิศเหนือที่เชื่อมตรงถึงวังไท่จี๋กง เพื่อให้ฉินอ๋องหลี่ซื่อหมินสังหารไท่จื่อ (หมายเหตุ: รัชทายาท) และฉีอ๋องโดยสะดวก ยึดวังไท่จี๋กงได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด

สภาพการศึกวันนั้นทั้งวุ่นวายทั้งอเน็จอนาถ กองทหารของวังตงกง(หมายเหตุ: ตงกงหรือวังบูรพา เป็นที่อยู่ของไท่จื่อ) และจวนฉีอ๋องรวมตัวกันได้ราวสามพันนาย บุกโจมตีประตูเสวียนอู่เพื่อเข้าวังช่วยเหลือนายเหนือ หลี่ว์ซื่อเหิงอาศัยกำลังน้อยนิดเพียงลำพังตัว ต้านทานการกลุ้มรุมของศัตรูหมู่มาก นำพี่น้องในสังกัดออกสู้ศึกได้ราวหนึ่งชั่วยามเศษ ร่างกายก็เต็มไปด้วยบาดแผลกลาดเกลื่อน จังหวะที่ฟ้าเพิ่งสว่าง ธนูดอกหนึ่งก็ยิงขวับเข้าใส่ใบหน้าหลี่ว์ซื่อเหิง

เขารีบตวัดดาบปัดป้อง ฟันธนูดอกนั้นขาดเป็นสองส่วน ส่วนหลังถูกปัดกระเด็นไป แต่พลังของหัวธนูกลับไม่ลด มันพุ่งสวบเข้าใส่คอหอยเขา ทะลุออกทางหลังคอ

โพรงกลวงว่างโพรงหนึ่งปรากฏขึ้นบนลำคอของหลี่ว์ซื่อเหิง เลือดสดๆ ทะลักออกมาราวสายน้ำ เขาเงยหน้าขึ้นฟ้า ร่างหงายตึงลงไปด้านหลัง นกยางสีขาวตัวหนึ่งบินวนอยู่บนท้องฟ้าอย่างเงียบงัน หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องมองมัน รู้สึกเสียงเข่นฆ่ารอบข้างคล้ายถอยห่างลอยลับ...

 

วันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อ (หมายเหตุ: ปีอู่เต๋อคือชื่อช่วงปีที่พระเจ้าถังเกาจู่ขึ้นครองราชย์) ที่เก้า ดวงอาทิตย์แรกวันลอยขึ้นบนท้องฟ้า แสงทองสาดส่องทั่วฉางอัน ใต้ประตูเมืองเสวียนอู่ ซากศพกองสุม เลือดนองเต็มพื้นดิน กลิ่นคาวเลือดแสบจมูกคละคลุ้งในอากาศ หลี่ซื่อหมินสวมเกราะหุ้มตลอดร่าง สาวเท้าก้าวยาวๆ มาท่ามกลางกลุ่มแม่ทัพและขุนนางที่ห้อมล้อม สีหน้าเขาเคร่งขรึมสำรวม ดวงตากวาดไล่ไปตามซากศพที่แข็งทื่อ หัวใจปวดแปลบ

ก่อนหน้านี้ครู่เดียว อวี้ฉือจิ้งเต๋อขุนพลใต้สังกัดเขาเพิ่งชูศีรษะของไท่จื่อกับฉีอ๋องแสดงต่อหน้ากองทหารวังตงกงกับจวนฉีอ๋อง ข่มความฮึกหาญของพวกเขาไปหมดสิ้น ทหารทั้งสองสามพันนั้นที่ยอมแพ้ก็ยอมแพ้ ที่เตลิดหนีนั้นเตลิดหนี แตกสานซ่านเซ็นกันไปอย่างรวดเร็ว

การรบจบลงในลักษณะนี้เอง การช่วงชิงอำนาจที่เปี่ยมด้วยอันตรายเหลือล้นก็ประสบความสำเร็จครั้งมโหฬาร จังหวะที่หลี่ซื่อหมินระบายลมหายใจจากปากยาวๆ นั้นเอง นักรบคนหนึ่งก็ปรี่เข้ามารายงานว่า จงหลางเจี้ยงหลี่ว์ซื่อเหิงรับบาดเจ็บสาหัส ต้องการขอพบฉินอ๋อง

หัวใจของหลี่ซื่อหมินขมวดเกร็งขึ้นทันที

ในห้องบัญชาการกองกำลังรักษาพระราชวังนอกประตูเสวียนอู่ หลี่ว์ซื่อเหิงกึ่งนั่งกึ่งนอนอยู่บนเตียง แม้บาดแผลที่ลำคอจะได้รับการพันไว้เรียบร้อย แต่โลหิตสดๆ ยังคงซึมออกมาไม่หยุดยั้ง ทหารกลุ่มหนึ่งล้อมอยู่รอบเตียงอย่างร้อนใจ พอได้ยินเสียงฝีเท้าสับสนดังมาจากด้านหลัง ก็ทราบว่าฉินอ๋องมาถึงแล้ว พากันเปิดทางให้ คุกเข่าลงข้างหนึ่งเป็นการคารวะ

หลี่ซื่อหมินโบกมือเป็นสัญญาณให้พวกเขาลุกขึ้น พร้อมกับสาวเท้าก้าวเร็วๆ มายังข้างเตียง โน้มตัวลงใช้สองมือกุมมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงที่วางอยู่บนเตียง

มือข้างนั้นเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง หลี่ซื่อหมินอดใจสั่นสะท้านมิได้

หลี่ว์ซื่อเหิงที่หน้าเผือดขาวราวกระดาษค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ พอเห็นหลี่ซื่อหมิน นัยน์ตาเขาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที อ้าปากจะเอ่ยวาจา แต่มีเพียงเสียงครอกๆ ดังออกมาจากลำคอ

“แม่ทัพหลี่ว์” หลี่ซื่อหมินกุมมืออีกฝ่ายแน่นขึ้น “ไม่ว่ามีเรื่องอะไร รอจนบาดแผลเจ้าหายดีก่อนค่อยพูดจา ต่อไปภายหน้าพวกเรายังมีเวลาอีกเนิ่นนาน”

หลี่ว์ซื่อเหิงจ้องหลี่ซื่อหมินเขม็ง ส่ายหน้า ประกายตาทั้งร้อนรนทั้งอับจนปัญญา ส่งเสียงครอกๆ ในลำคออีกรอบ พอเห็นสภาพอย่างนั้น พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ กับโหวจวินจี๋ที่อยู่ด้านหลังหลี่ซื่อหมินล้วนประหลาดใจ หันมามองหน้ากันเอง

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้ว จ้องตาหลี่ว์ซื่อเหิงแน่วนิ่ง

“แม่ทัพหลี่ว์ เจ้าต้องการบอกอะไรข้ากันแน่”

มุมปากหลี่ว์ซื่อเหิงกระตุก สีหน้าใกล้เคียงอย่างยิ่งกับความสิ้นหวัง แต่ทันใดนั้นเอง เขาก็ดึงมือขวาของตัวเองออกจากฝ่ามือของหลี่ซื่อหมิน ใช้นิ้วชี้แตะเลือดที่ปากแผล แต่แล้วก็ชะงัก มองผู้คนที่อยู่กันเต็มห้อง

หลี่ซื่อหมินเข้าใจดี ไม่หันกลับไปด้วยซ้ำก็เอ่ย

“อู๋จี้ เสวียนหลิง พวกเจ้าออกไปก่อน”

พวกจ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋เหล่านั้นสบตากันวูบ แม้จะสงสัยเต็มหัวอก แต่ทำได้แค่สะกดกลั้นความอยากรู้อยากเห็น นำคนทั้งหลายล่าถอยออกไปโดยไร้สุ้มเสียง พลิกฝ่ามือหับประตูห้องตามหลัง

ในห้องเหลือเพียงหลี่ซื่อหมินกับหลี่ว์ซื่อเหิง

นิ้วชี้สั่นสะท้านของหลี่ว์ซื่อเหิงเริ่มลากไปบนผ้าปูนอนที่สานขึ้นจากเยื่อเถาเก๋อม๋า (หมายเหตุ: เก๋อม๋าหรือคุดสุ (Kudzu) เป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่ง มีลักษณะเป็นเถาเลื้อย)

หลี่ซื่อหมินกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องนิ้วชี้ข้างนั้นแน่วนิ่ง

อย่างช้าๆ บนเตียงค่อยปรากฏตัวอักษรโย้เย้ขึ้นตัวหนึ่ง... หลาน (กล้วยไม้)

หลี่ซื่อหมินขมวดคิ้วแนบแน่น ประกายตาทอแววงุนงงสับสน

จากนั้น บนเตียงก็ปรากฏอักษรตัวที่สอง... ถิง (เก๋ง)

หลานถิง?!

หลี่ซื่อหมินจ้องหลี่ว์ซื่อเหิงเขม็งนิ่ง

“ที่เจ้าหมายถึง หรือจะเป็นลายมือตัวอักษรของหวังอิ้วจวิน (หมายเหตุ: อิ้วจวินเป็นชื่อตำแหน่ง หมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวา หวังอิ้วจวินจึงหมายถึงแม่ทัพฝ่ายขวาที่แซ่หวัง)... ‘หลานถิงซวี่ (หมายเหตุ: สมัยราชวงศ์จิ้น เหล่าปัญญาชนได้มารวมตัวกันที่เก๋งดอกกล้วยไม้หรือหลานถิง ร่ายกวีบำเรออารมณ์ ตอนนั้นหวังอิ้วจวินหรือชื่อจริงคือหวังซีจือ ได้เขียนคำนำสำหรับขึ้นต้นบทกวีทั้งหมด เรียกคำนำนี้ว่า ‘หลานถิงซวี่ (บทนำการกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’ ขึ้นมา ภายหลังลายพู่กันที่เขียนหลานถิงซวี่นั้นได้รับยกย่องว่าดีเลิศ จึงเรียกว่าลายมือ ‘หลานถิงซวี่’ ส่วนตัวบทกวีที่กวีหลายๆ ท่านร่วมกันแต่งขึ้นมานั้น รวมเรียกว่า ‘หลานถิงซือจี๋ (รวมบทกวีที่เก๋งดอกกล้วยไม้)’)’?”

หวังอิ้วจวินก็คือหวังซีจือ นักเขียนอักษรจีนผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยจิ้นตะวันออก มีตำแหน่งเป็นอิ้วจวิน (แม่ทัพคุมกองกำลังฝ่ายขวา) ชนรุ่นหลังมักเรียกขานตำแหน่งท่านแทนชื่อตัว

หลี่ว์ซื่อเหิงเลื่อนเปลือกตาลง

“แล้วอย่างไรต่อ” หลี่ซื่อหมินยิ่งมึนงง “เจ้าบอกข้าเรื่องนี้ ที่แท้มีจุดประสงค์ใดกัน”

หลี่ว์ซื่อเหิงฝืนยกมือขึ้นอย่างยากลำบากอีกครั้ง เพิ่งเขียนขีดขวางไปได้ขีดเดียว ก็พบว่าเลือดที่นิ้วชี้แห้งไปแล้ว ได้แต่แตะเลือดจากปากแผลอีกครั้ง ค่อยๆ เขียนตัว ‘เทียน (ฟ้า)’ ออกมา จากนั้นเขียนอักษรที่หน้าตาคล้ายตัว ‘กาน (หมายเหตุ: ตัวกาน 干มีหลายความหมาย อาจแปลว่าอุกอาจ, ไขว่คว้า, เกี่ยวข้อง, ตลิ่ง, (บิดามารดา) บุญธรรม, ทันทีทันใด, กระทำ หรืออาจเป็นแซ่ก็ได้)’ ระหว่างที่หลี่ซื่อหมินกำลังตั้งสมาธิรอคอยให้อีกฝ่ายเขียนต่อไป มือของหลี่ว์ซื่อเหิงกลับหยุดชะงัก

หลี่ซื่อหมินตระหนกเล็กน้อย เหลือบตาขึ้นมองดูหลี่ว์ซื่อเหิง ก็เห็นดวงตาฝ่ายนั้นถลนเหลือกลาน สีหน้าบิดเบี้ยวน่าหวาดหวั่น ก่อนจะกระอักโลหิตสดๆ ออกมาคำโต ศีรษะเอียงพับไปข้างหนึ่ง จากนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวใดๆ อีกเลย

หลี่ซื่อหมินสองตาแดงฉาน ขณะจะเอื้อมมือไปจ่อที่ปลายจมูกตรวจสอบลมหายใจของเขา พลันรู้สึกร่างคล้ายถูกของใดฉุดรั้งไว้ เมื่อก้มลงมอง กลับพบว่าเป็นมือขวาของหลี่ว์ซื่อเหิงนั่นเองที่ตะปบกระบี่เคียนเอวของเขาแนบแน่น

ข้อนิ้วของมือข้างนั้นหยาบใหญ่ยิ่งนัก เส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน แม้ไม่มีสีเลือดสักน้อยนิด แต่ยังคงแข็งแกร่งดุจกรงเล็บเหล็กกล้า แม้จะคลุกคลีอยู่ในสนามรบมานานปี เห็นคนตายมาสุดคณานับ แต่ภาพตรงหน้าก็ยังทำให้หลี่ซื่อหมินรู้สึกหนังศีรษะชาดิก

นั่นเป็นการกระทำไร้เจตนาก่อนตายของหลี่ว์ซื่อเหิง? หรือจะเป็น... เรื่องราวบางอย่างที่เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถ่ายทอดต่อตน?

หลี่ซื่อหมินนิ่งงันอยู่เนิ่นนาน

“ไปอย่างสงบเถอะ แม่ทัพหลี่ว์ ข้าต้องหาคำตอบได้แน่นอน”

เขายื่นมือออกไป ปิดตาที่เหลือกถลนของหลี่ว์ซื่อเหิงลงมาอย่างแผ่วเบา

ประตูห้องเปิดออก หลี่ซื่อหมินเดินออกมาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก พวกจ่างซุนอู๋จี้ ฝางเสวียนหลิง อวี้ฉือจิ้งเต๋อ โหวจวินจี๋ล้วนปรี่เข้ามาห้อมล้อม

“ท่านอ๋อง...” เพิ่งอ้าปากจะถาม หางตาจ่างซุนอู๋จี้ก็เหลือบไปเห็นสภาพภายในห้อง ดังนั้นเอง คำถัดๆ ไปจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยออกมาแล้ว

เหล่าทหารหาญที่ยืนอยู่นอกวงเองก็พอจะเดาได้ว่าเกิดอะไรขึ้น ขอบตาของแต่ละคนจึงแดงก่ำขึ้นมาชนิดสุดกลั้น

“จัดงานศพให้ยิ่งใหญ่!” หลี่ซื่อหมินยืนสองมือไพล่หลัง สายตากวาดมองคนทั้งหลาย แต่ก็คล้ายมองเหม่อออกไปยังที่ห่างไกล

“รับทราบ” จ่างซุนอู๋จี้รับคำ

“ครอบครัวของเขายังมีผู้ใดอีกบ้าง” หลี่ซื่อหมินถาม

ขณะที่จ่างซุนอู๋จี้กำลังเค้นสมองนึกทบทวนความจำ ฝางเสวียนหลิงก็สืบเท้ามาด้านหน้า

“ที่อาวุโสนั้นมีมารดาชรา ที่เยาว์วัยมีภรรยาและบุตรธิดาสามคน ยังมีน้องชายน้องสาวอีกหลายคน แม่ทัพหลี่ว์เป็น... บุตรคนโตของตระกูล”

หลี่ซื่อหมินถอนหายใจ ครุ่นคิดเคร่งเครียดยิ่งกว่าเดิม ก่อนบอก

“ปูนบำเหน็จเพิ่มเนื่องจากเสียชีวิตในหน้าที่ เลื่อนขั้นย้อนหลังให้เป็นขุนนางตำแหน่งเจวี๋ย (หมายเหตุ: เจวี๋ยเป็นตำแหน่งขุนนางชั้นสูงของจีน) อวยยศแก่มารดาและภรรยาเขา ส่วนบุตรธิดาและน้องชายน้องสาว ที่เยาว์วัยนั้นให้ส่งเข้าสถานศึกษา ที่เติบใหญ่ให้ส่งไปสถานบัณฑิต ที่อายุถึงเกณฑ์ให้รับเข้าทำงานในราชสำนัก!”

“น้อมรับคำสั่ง” จ่างซุนอู๋จี้กับฝางเสวียนหลิงประสานเสียงตอบรับ

ก่อนติดตามหลี่ซื่อหมินออกมาจากอาคารบัญชาการ จ่างซุนอู๋จี้สะกดความอยากรู้อยากเห็นไว้ไม่ไหวจริงๆ จึงสอดส่ายสายตากวาดลึกเข้าไปในห้อง

เขาอยากรู้จริงๆ ว่าก่อนตายหลี่ว์ซื่อเหิงเขียนอะไรไว้

ที่น่าเสียดายคือ จ่างซุนอู๋จี้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น

หลี่ว์ซื่อเหิงยังคงกึ่งนั่งกึ่งนอนตัวแข็งทื่ออยู่เหมือนเดิม แต่ตัวผ้าปูนอนที่อยู่ด้านข้างร่างเขากลับถูกฉีกออกไปแผ่นใหญ่ เส้นด้ายจากเยื่อเก๋อม๋าหลายเส้นที่เกือบขาดแต่ยังไม่ขาดห้อยร่องแร่งมาตามขอบเตียง แกว่งไกวไหวพลิ้วไปตามสายลมที่พัดเข้าไปในห้อง ดูทั้งประหลาดพิกลทั้งวังเวงยิ่งนัก

ผ้าปูนอนส่วนที่ขาดไปนั้น ต้องเขียนอะไรไว้แน่นอน จ่างซุนอู๋จี้คิดอย่างนั้น แต่แล้วพลันเห็นหลี่ซื่อหมินกวาดตามองมา หัวใจต้องสั่นสะท้านไปทันที รีบก้มศีรษะลง กระแอมออกมาเบาๆ สองครั้ง

 

บ่ายวันที่สี่ เดือนหก ปีอู่เต๋อที่เก้า ม้าเร็วสองกองของจวนฉินอ๋องรับคำสั่ง บุกเข้าวังตงกงและจวนฉีอ๋อง สังหารบุตรชายห้าคนของของไท่จื่อหลี่เจี้ยนเฉิง และบุตรชายห้าคนของฉีอ๋องหลี่หยวนจี๋จนหมดสิ้น

วันที่เจ็ดเดือนหก หลังจาก ‘เหตุเปลี่ยนแปลงที่ประตูเสวียนอู่’ ได้สามวัน พระเจ้าถังเกาจู่หลี่ยวนก็ถูกบีบให้แต่งตั้งหลี่ซื่อหมินขึ้นเป็นไท่จื่อ ทั้งยังมีราชโองการลงมาความว่า... นับจากวันนี้สืบไป ราชกิจการทหารทั้งปวง ล้วนยกให้ไท่จื่อตัดสินใจแล้วค่อยถวยรายงาน

วันที่เก้าเดือนแปด หลี่ซื่อหมินขึ้นครองราชย์ที่ตำหนักเสี่ยนเต๋อ วังตงกง เป็นพระเจ้าถังไท่จงฮ่องเต้

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal