THE UNIQUE LENGEND ตำนานจอมเวทพิทักษ์โลก

บทที่ 1 ตำนานที่เริ่มต้นจากอดีต

เสียงตู้มดังขึ้น เงาดำลอยกระเด็นออกมา

ผมได้ยินเสียงดังนั่นลอยออกมาจากถ้ำลึกหนึ่งเมตร

ทำให้ผมสะดุ้งเฮือก เพราะคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันเพิ่งบอกก่อนเข้าไปว่าครั้งนี้ไม่มีปัญหาแน่ แต่สุดท้ายแค่ห้านาทีต่อมาผมก็ได้เห็นภาพมหัศจรรย์ปรากฏขึ้นตรงหน้า

ได้ยินว่าที่นี่คือถ้ำแห่งน้ำที่มีมาแต่โบราณแล้ว...ก็ได้ ถ้ำสกปรกที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนถ้ำโบราณเริ่มสั่นไหวหลังจากเสียงระเบิด แล้วเศษหินก็ค่อยๆ ถล่มลงมาจนฝุ่นลอยคลุ้งไปทั่ว สุดท้ายสิ่งมีชีวิตในถ้ำก็วิ่งหนีตายออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าถ้ำกำลังจะถล่มแล้ว

ไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วหลังจากที่เราเริ่มตามหาอัญมณีแห่งธารา พอได้เห็นผมก็รู้สึกชินชาเสียแล้วล่ะ

“ยันต์วายุ จงสร้างเกราะคุ้มกันทุกสิ่งที่นี่” ผมหยิบยันต์ขึ้นมาสร้างตาข่ายป้องกันก่อนที่ฝุ่นควันจากการระเบิดครั้งที่สองจะลอยมาถึงผม แม้ว่ามันจะเล็กมาก แต่ก็เพียงพอจะคุ้มครองผมได้

แต่ที่ทำให้ผมรับมือไม่ทันก็คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พอเห็นผมร่ายเวทมนตร์ป้องกัน สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่กำลังวิ่งหนีก็กระโจนเข้ามาหาผมกันหมด

บ้า...เอ๊ย!

ถึงตอนนี้ผมจะใช้เวทมนตร์เป็นหลายอย่างจากการสอนของอันอินและรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยก็ตาม แต่พอต้องเผชิญหน้ากับสัตว์มากมายที่ถาโถมเข้ามา ผมก็ทำอะไรไม่ถูก

เสียงโครมครามดังขึ้น ภาพเบื้องหน้าผมกลายเป็นสีดำสนิท มีเจ้าขนปุกปุยกระแทกอย่างแรงจนผมกระเด็นออกไป รอบๆ ตัวผมเริ่มมีดวงดาวสีทองระยิบระยับปรากฏขึ้น รวมถึงเส้นทางที่ว่ากันว่าจะนำพาเราไปยังสวรรค์

แต่ก็ไม่แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น แม้แต่เงาของอาม่าก็ยังไม่ทันได้ปรากฏขึ้น เส้นทางสู่สวรรค์ก็หายไปเสียแล้ว

ผมล้มหน้าทิ่มลงบนพื้น ควันดำจากระเบิดหนาคลุ้งลอยมาทับผม ผมหวังว่าจะมีใครขุดผมขึ้นมาพื้นดิน ก่อนที่ผมจะตายเพราะโดนฝังทั้งเป็น

ผมนอนกองอยู่บนพื้น และถูกฝังลงในดิน

ชื่อของผมคือฉู่หมิงหยาง ปีนี้ผมอยู่มัธยมศึกษาตอนปลายปีที่สอง ปัจจุบันนี้ผมกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...อืม ที่จริงก็ไม่ได้มีความสุขเท่าไรหรอก

ถ้ามีคนบอกว่ามีความสุขตอนที่ถูกฝังทั้งเป็นเพราะระเบิดที่เกิดขึ้นจากฝีมือคนอื่น ผมคงจับคนคนนั้นยัดลงหลุมอย่างไม่ลังเล ให้เขาได้ลิ้มรสความสุขอันสูงสุดอย่างเต็มที่!

และผมก็เชื่อว่าผมมีความสามารถทำมันได้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ไก่ห้าสีเพิ่งบอกผมว่าการจับคนปักลงดินเป็นแค่ทักษะพื้นฐานเท่านั้น แม้แต่มือสังหารยังทำได้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกหลานจอมปีศาจจะทำไม่ได้

“สุ่ยหมิง” เสียงทุ้มต่ำที่ดังแว่วมาแต่ไกลเข้ามาขัดจังหวะผม ตามมาด้วยเสียงตู้มที่ไม่ใช่เสียงระเบิด

กรุณาอย่าใช้ได้น้ำได้ไหม——

ผมยังไม่ทันได้พูดประโยคนี้กับยาโด้ คลื่นยักษ์ก็ถาโถมเข้ามาเหมือนกับอุทกภัยไม่มีผิด คลื่นซัดแรงจนผมจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้และติดแหงกอยู่อย่างนั้นท่ากางแขนกางขา และถูกทับด้วยดินโคลนหนาๆ

...ผมกลายเป็นมนุษย์โคลนเสียแล้ว ช่างเถอะ...

“หยางหยาง คุณเข้าไปทำอะไรในโคลนเหรอ?” เสียงของเลโด้ที่ยิ้มระรื่นเหมือนกับคนบ้าตลอดเวลาดังมาจากด้านหลัง “รีบลงมาเถอะครับ ถ้าโคลนแห้งคุณก็จะติดอยู่บนต้นไม้นะ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าตอนนี้คุณดูเหมือนกับผลงานศิลปะเลยล่ะ ถ้าคุณไม่ถือ พอกลับไปคุณช่วยทำท่านี้อีกครั้งได้ไหมจะได้เป็นแบบให้ผมได้แกะสลักน่ะ?”

บ้าไปแล้วหรือไง ฉันกระแทกกับต้นไม้ในสภาพนี้ แต่นายจะเอาไปเป็นแบบรูปปั้นเนี่ยนะ!

น้ำโคลนเหลวๆ จำนวนมากไหลออกมาจากตัวผม แล้วผมก็ร่วงหัวคะมำลงบนพื้น ผมเพิ่งรู้ว่าดินรอบๆ ถูกซัดจนหมด เห็นได้ชัดว่า “สุ่ยหมิง” ของยาโด้ส่งผลในขอบเขตที่กว้างมาก สิ่งสกปรกที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่ก็หายไปหมดแล้ว แถมละอองน้ำในอากาศถูกแสงแดดส่งจนเกิดรุ้งกินน้ำด้วย!

“ฉันถือมาก นายกรุณาลืมมันไปซะเถอะ!” ถึงนายจะไม่ลืม ฉันในฐานะที่เป็นลูกหลานจอมปีศาจก็จะสาปให้นายเดินโซเซจนล้มหัวคะมำและความจำเสื่อมเอง

เพราะถ้าปล่อยให้เขาแกะสลักรูปผม ผมต้องถูกไก่ห้าสีหัวเราะเยาะไปหนึ่งปีแน่ ไม่สิ หนึ่งปีอาจจะสั้นไป เป็นไปได้ว่าเขาจะหัวเราะเยาะผมไปตลอดชีวิต แล้ววันใดที่ผมตายไปและไก่ห้าสียังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงพาเด็กๆ มาดูประติมากรรมนั้นและบอกพวกเขาว่า “นี่ก็คือประติมากรรมลูกหลานจอมปีศาจที่แกะสลักโดยปีศาจแห่งธารา” แน่นอน แล้วเรื่องที่ลูกหลานจอมปีศาจกระแทกกับต้นไม้ด้วยท่ากางแขนกางขาปีศาจแห่งธาราเอาไปเป็นแบบแกะสลักก็จะถูกเล่าขานไปอีกหลายร้อยปี

แค่คิดก็รู้สึกสยองแล้ว

“เลโด้! ห้ามทำเชียวนะ!” ผมเตือนปีศาจแห่งธาราที่เอาแต่ยิ้มเหมือนคนบ้าอีกครั้ง

“เฮ้อ น่าเสียดายจังครับ” เลโด้เก็บดาบของเขาลงไป

......

.........

เดี๋ยวก่อน! หรือว่าเมื่อกี้เขาคิดจะใช้เทพสายฟ้าฉันผมออกมา!

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่ายาโด้เป็นคนที่ดีเหลือเกินที่เลือกใช้น้ำมาช่วยผม ถ้าเทียบกับการถูกสายฟ้าฟาดจนกลายเป็นไก่อบดินแล้ว การถูกน้ำโคลนซัดจนกลายเป็นมนุษย์โคลนถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

เพราะยังไงซะ ก็ไม่มีใครอยากตายแบบเดียวกับไก่อบดินหรอก จะว่าไป ผมนึกขึ้นได้ว่าแต่ก่อนเคยดูละครหุ่นเรื่องหนึ่งมีตัวละครถูกฆ่าตายและเอาไปทำเป็นหมูสามชั้นด้วย...ชื่อเรื่องอะไรนะ?

บ้าจริง ที่ผมมาคิดเรื่องวิธีตายของตัวเองทำไมกัน! แถมยังตายแบบกลายเป็นอาหารอีกต่างหาก!

ผมตัดสินใจจะเปลี่ยนเรื่องคิด แล้วผมก็หันไปมองถ้ำที่พวกเขาเข้าไปกันเมื่อครู่

...ถ้ำหายไปไหนแล้ว?

ถ้ำล่ะ!

“พวกนายทำอะไรกับถ้ำแห่งน้ำ?” ผมมองไปก็เห็นแต่พื้นที่ราบเท่านั้น มันเรียบเสียจนสามารถราดยางมะตอยทำเป็นถนนได้เลย

“ถล่มแล้ว เมื่อกี้สัตว์ปีศาจในถ้ำน้ำระเบิดตัวเองตอนที่โจมตีพวกเราน่ะ ถ้ำก็เลยพังไปด้วย” เลโด้พูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย และทำหน้าเหมือนกับ “น่าเสียจังที่มันระเบิดตัวเองตาย ไม่ได้ตายเพราะด้วยน้ำมือพวกเรา” เขาพูดต่อว่า “ดูเหมือนจะเป็นสัตว์ปีศาจโบราณที่อนุรักษ์ไว้ใช้งานน่ะครับ น่าจะอยู่มานานมากแล้วด้วย แต่พลังของมันก็ไม่ได้เยอะเท่าที่เราคิด”

“อ๋อ? เหรอ” ทำไมผมถึงเริ่มไม่รู้สึกตกใจกับคำอธิบายประเภทนี้แล้วล่ะ...

ยาโด้เก็บดาบของตัวเอง แล้วก็ยื่นมือมาดึงผมลุกขึ้นจากพื้น “ที่นี่ไม่มีอัญมณีแห่งธาราครับ”

“มาเก้ออีกแล้ว” ผมบ่นพึมพำในขณะที่ยาโด้ทำเครื่องหมายกากบาทลงบนแผนที่

นับตั้งแต่ได้แผนที่มาจากเฮยซานจวิน เจ้าแห่งภูผาดำ ยาโด้กับเลโด้ก็เริ่มออกเดินทางไกล ส่วนผมก็จะไปกับพวกเขาด้วยในช่วงวันหยุดเหมือนกับตอนนี้

“ทางใต้ก็ค้นหาจนทั่วแล้ว สงสัยคงจะถูกใครเอาไปจริงๆ ฮึ่ย ไม่ง่ายอย่างที่คิดจริงๆ ด้วยสิ” เลโด้เดินเข้าไปดูแผนที่ที่มีเครื่องหมายกากบาทเต็มไปหมด “จริงสิครับ หยางหยางเดินทางมากับพวกเราไปทั่วแบบนี้ จะไม่เป็นไรเหรอครับ? ผมจำได้ว่าคุณยังต้องเข้าเรียนอยู่นี่นา”

“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก วันศุกร์ฉันไม่มีเรียนน่ะ บวกกับวันเสาร์อาทิตย์ก็เท่ากับได้หยุดสามวัน” บางครั้งเวลาที่พวกเลโด้ออกเดินทางก็ต้องใช้เวลาหลายวัน แต่หากครั้งไหนใช้เวลาไม่เกินสามวัน เราก็สัญญากันไว้ว่าจะเรียกผมไปด้วย หากใช้เวลานานกว่านั้นพวกเขาก็จะไปกันเอง ถึงแม้ว่าเราจะเป็นนักเรียนเหมือนกัน แต่พวกเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว แถมยังเป็นชุดคลุมขาวอีก จึงมีเวลาอิสระมากกว่าผมมาก

บางสถานที่ไม่ใช่ว่าไปแล้วจะกลับได้ทุกเมื่อ หากเจอสถานที่ประเภทเขาวงกต ก็ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ

ก่อนหน้านี้ไม่นานมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พวกเราเจอภาพลวงตาขนาดยักษ์ในพื้นที่แห่งธารา สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาเกือบห้าวันกว่าจะออกมาได้ พอกลับไปถึงโรงเรียนผมก็ขาดเรียนไปสามวันแล้ว

เกือบโดนอาจารย์ประจำชั้นสั่งสอนอย่างหนักแล้วเลยล่ะ

“แต่หยางหยางมาพื้นที่แห่งธารากับพวกเราบ่อยแบบนี้ อย่างน้อยก็คงคุ้นทางบ้างแล้วสินะครับ?” เลโด้มองผม ใบหน้ายังคงยิ้มเหมือนเดิม

“...ไม่เลย” เพราะทุกครั้งที่เดินทางมากับพวกเขาก็จะถูกส่งไปยังจุดหมายทันที ทิวทัศน์ระหว่างทางหรืออะไรพวกนั้นก็ไม่เคยเห็นเลย สี่ในสิบที่จุดหมายก็พังทลาย ดังนั้นนอกจากจุดหมายที่เคยไปแล้ว ผมก็ยังคงไม่คุ้นเคยกับโลกของพวกเขาอยู่ดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นเราเดินทางจากไถจงไปยังไถตง แต่หน้าต่างรถท่องเที่ยวถูกปิดจนทึบ แบบนี้คุณจะเห็นวิวข้างนอกไหมล่ะ? อย่างมากพอลงรถก็ได้เห็นทิวทัศน์ของตงจงแล้วก็ซื้อน้อยหน่ากลับบ้านเท่านั้น

จะว่าไป น้อยหน่าที่ซื้อกลับมาครั้งที่แล้วอร่อยมากเลย ครั้งหน้าผมจะซื้อกลับมาให้พวกเขากินด้วย

ยาโด้กระแอมเสียง เห็นได้ชัดว่าเขาก็คิดเหมือนผม “ถ้าที่นี่ไม่มี เราก็กลับกันเถอะ”

“อ๊ะ! ฉันจะกลับไปที่โรงเรียนเลย” ผมรู้ว่าจุดหมายของพวกเขาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของปีศาจแห่งธารา เพราะพวกเขาจะกลับบ้านทุกครั้งหลังจากเสร็จภารกิจ แล้วก็หาอาหารอร่อยๆ ให้ทุกคนกิน

เพราะได้รับการดูแลจากนักเรียนแพทย์ สีหน้าของอิโด้ในช่วงนี้ดีขึ้นมาก แถมยังสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่ซับซ้อนได้แล้วด้วย เพียงแต่เลโด้และยาโด้ไม่อยากให้เขาทำ

สถานการณ์ของรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยก็เหมือนกัน เขาดีขึ้นมากหลังจากได้รับการดูแลจากเยว่เจี้ยน แต่ได้ยินว่าอาการของเขาสาหัสกว่าอิโด้หลายเท่า ตอนนี้เขาจึงยังพักรักษาตัวอยู่ในห้องพยาบาลของเยว่เจี้ยนอยู่ เขากลับมาเรือนม่วงบ้างเป็นครั้งบางคราว แต่พออาการไม่ดีก็ถูกส่งกลับไปเหมือนเดิม

ตอนนี้เชียนตงซุ่ยก็คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ฟังจากที่ไรอันเล่าให้ฟัง พวกเราก็รู้สึกว่าเชียนตงซุ่ยกลายเป็นโรคหลงพี่ชายไปเสียแล้ว หนำซ้ำเขายังปฏิเสธไม่รับภารกิจอีกเป็นกอง เอาแต่เกาะอยู่ข้างเตียงทั้งวัน บางครั้งเขาก็หายตัวไปไม่ยอมเข้าเรียนเลย แล้วก็ขนยาวิเศษต่างๆ มากมายจากตระกูลมาบำรุงพี่ชายตัวเองด้วย

ครั้งก่อนที่ผมไปเยี่ยมอาลี่ที่เรือนม่วง ผมก็ได้ยินเสี่ยวถิงบ่นให้ฟัง

 

ว่าเชียนตงซุ่ยด่าเธอ เพราะเธอไม่ฆ่าเชื้อก่อนชงชา

 

ผมว่าแต่ก่อนที่รุ่นพี่เชียนตงซุ่ยชงชาเอง เขาก็คงไม่ได้ฆ่าเชื้อก่อนเหมือนกัน อีกอย่างเชื้อโรคพวกนั้นก็ทำอะไรเขาไม่ได้ด้วย!

เพราะที่นี่ไม่มีมนุษย์ มีแต่เหนือมนุษย์!

“นี่เป็นของที่อิโด้อยากให้คุณครับ ในเมื่อคุณจะกลับก่อน ก็นำของไปด้วยก็แล้วกันครับ” ยาโด้เอานิ้วถูคริสตัลชิ้นใหญ่ในมือ เขาไม่รู้เลยว่าผมใจลอยไปถึงไหนแล้ว ทันใดนั้นกล่องสีขาวขนาดเท่าลูกบาสที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามก็ลอยลงมาอยู่บนมือของเขา “ขนมของปีศาจแห่งธาราครับ เขาบอกว่าตอนที่หยางหยางมาที่ดี หยางหยางดูชอบมันมาก”

ผมรับกล่องขนมมาด้วยความซึ้งใจ

นับตั้งแต่ทุกคนรู้ว่าผมชอบกินขนม พวกเขาก็เอาขนมมาให้ผมบ่อยๆ

อาลี่บอกผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะโลกนี้ต่างจากโลกที่พวกเราอยู่มาก แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีพิธีกรรมและพิธีเซ่นไหว้ในแต่ละเทศกาลที่แตกต่างกันออกไป...รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ด้วย และของที่ใช้ในพิธีก็ต้องทำด้วยมือ วิธีการทำประณีตและซับซ้อน ถ้าเทียบกับโลกดั้งเดิมแล้ว โลกคุ้มกันถือว่าใกล้ชิดกับเทพเจ้ามาก ดังนั้นพวกเขาจึงประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ด้วยความตั้งใจ พอเสร็จพิธีกรรมก็จะส่งของเหล่านั้นให้ญาติสนิทมิตรสหาย เป็นตัวแทนของความปรารถนาดีที่มีให้

เอาของที่เทพเจ้าเชยชมและของที่ได้รับพรจากเทพเจ้ามาแบ่งปันให้กับเพื่อนรัก

ความหมายของการให้ของขวัญเป็นแบบนี้เอง

ต่อมาธรรมเนียมก็เปลี่ยนไปจากการเอาของเซ่นไหว้ให้เพื่อนรัก มาเป็นการให้ของขวัญประเภทของกินบ่อยๆ แทน

เรื่องนี้ทำให้ผมกังวลมาก เพราะผมทำขนมไม่เป็นเลย ก็เลยต้องขอให้แม่ช่วยทำของหวานประเภทถั่วเขียวต้มน้ำตาล ถั่วแดงต้มน้ำตาลหรือของหวานอย่างอื่นบ่อยๆ แทนเพื่อเอามาตอบแทนเพื่อนๆ บ้าง โชคดีที่อาหารไต้หวันก็เป็นนิยมเหมือนกัน

“ฝากขอบคุณอิโด้ด้วย~” ผมมองกล่องขนมสีขาวที่ดูหรูหรา แล้วก็รีบขอบคุณพวกเขาทันที

“อิโด้บอกว่าถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่คุณให้พวกเราเมื่อครั้งก่อนอร่อยมาก ถ้ามีเวลาเขาจะขอไปเรียนวิธีจากแม่ของหยางหยางครับ” ยาโด้บอกต่อคำพูดของพี่ชาย

...

ปีศาจแห่งธาราไปเรียนวิธีทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลกับแม่ผม...

จินตนาการอย่างไรก็ดูเป็นภาพที่ประหลาดอยู่ดี!

“เอ่อ ฉันจะลองถามแม่ดูนะ” ที่จริงผมว่าแม่ผมต้องอยากให้อิโด้ไปเรียนอย่างแน่นอน เดือนที่แล้วตอนที่ผมกลับบ้าน อาลี่บอกว่ามีภารกิจเขาก็เลยกลับไปพร้อมผม พอแม่เห็นเข้าก็แอบมาบอกผมว่าต่อไปให้พาเพื่อนหล่อๆ แบบนี้มาเที่ยวบ้านบ่อยๆ

ผมว่าแม่น่าจะชอบอิโด้มากกว่าแน่ๆ

เพราะเขาไม่ได้หล่ออย่างเดียว นิสัยเขาก็ดีมากด้วย ครั้งก่อนเหมียวเหมียวแอบกระซิบบอกผมว่า ถ้าอิโด้เข้าวงการบันเทิง เขาก็ต้องเป็นขวัญใจแม่บ้านแน่ๆ

ว่าแต่เหมียวเหมียวไปรู้จักคำนี้มาจากไหนกัน!

“ขอบคุณครับ” ยาโด้พยักหน้า

“ไม่ ไม่เป็นไร” ยังไงเสีย คนที่สอนก็ไม่ใช่ผมอยู่ดี...

“ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับก่อนนะครับ” เลโด้ใจดียื่นยันต์รับส่งให้ผมหนึ่งแผ่น ครั้งก่อนที่ผมไปหาพวกเขา ผมก็ไม่ทันระวังเลยไปติดอยู่ในซอกหิน หลังจากนั้นเลโด้หรือยาโด้ก็จะคอยเตรียมพร้อมให้ผมตลอด “ครั้งหน้าถ้ามาอีก พาซีรีนมาด้วยก็ได้นะครับ—”

นี่มันความชอบส่วนตัวชัดๆ!

“อย่าพาตัวก่อกวนมาด้วยเด็ดขาด!” ยาโด้ทำหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“ก่อกวนตรงไหนกัน!”

“ก็ทุกที่นั่นแหละ!”

“พวกนายค่อยๆ คุยกันไปนะ ฉันขอตัวก่อนล่ะ...”

 

 

 

ในที่สุดผมก็กลับมาแล้ว

นี่เป็นเดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่รุ่นพี่ไม่อยู่

ผมยืนอยู่หน้าเรือนดำ บรรยากาศรอบๆ ยังคงเหมือนเดิม...บางทีอาจจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย ผมเพิ่งจะรู้ได้ไม่นานว่าสวนหย่อมรวมถึงการตกแต่งพื้นที่สามารถสลับที่กันได้ มีครั้งหนึ่งผมหลงทางอยู่สองชั่วโมงก็เลยรู้ว่าพวกมันจะสลับที่กันตามเวลาที่กำหนด

พอผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม

“หยางหยาง~ เล่นหมากกระดานกัน~~!” คงเพราะสัมผัสได้ว่าผมกลับมาแล้ว คนที่อยู่ในเรือนดำจึงถีบประตูที่มีหน้าคนเต็มไปหมดอย่างแรง ผมเห็นใบหน้าเหล่านั้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวกระเด็นออกไปไกล และถูกแสงแดดแผดเผา หลีจื่อถือกระดานไม้ออกมาอย่างรวดเร็ว “บ้าจริง! แรนเดอร์บอกว่าเขาไม่สนใจหมากกระดานอย่างอื่นนอกจากของตะวันตก! นายรีบมาเล่นเป็นเพื่อนฉันเถอะ”

ผมมองหมากกระดานไม้ที่ดูโบราณในมือเขา สมองของผมว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก “ขอโทษฮะ คือผมเล่นไม่เป็น...” ครั้งก่อนพอผมได้รู้ว่าวิธีการเล่นหมากกระดานโบราณไม่เหมือนกับสมัยนี้ ผมก็ไม่กล้าเล่นอีกเลย

ใบหน้าเหมือนตุ๊กตาของหลีจื่อขมวดคิ้ว

“ลองไปถามเนโรดูสิฮะ ไม่แน่เขาอาจจะเล่นเป็นก็ได้” ผมว่าเนโรน่าจะรู้ทุกเรื่องบนโลกนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าเขาจะอยากผูกมิตรกับหลีจื่อหรือเปล่า

“ก็ได้~”

คนหน้าตุ๊กตาวิ่งหายไปแล้ว

ผมจ้องมองเรือนดำ แล้วก็เดินเข้าไปอย่างช้าๆ

ตอนที่รุ่นพี่ไปจากที่นี่ ผมเคยขอให้ไซด้าช่วยย้ายผมไปอยู่ที่หอพักนักเรียนธรรมดาถ้าเป็นไปได้ แต่ไซด้าบอกว่าหอพักนั้นเต็มแล้ว อีกอย่างเพราะสถานะของผมตอนนี้ไม่ธรรมดา เขาพิจารณาในฐานะผู้ดูแลหอพักแล้วก็คิดว่าผมควรจะอยู่ที่เรือนดำต่อ เพราะถึงแม้ว่าโรงเรียนและสมาคมจะพยายามปกปิดเรื่องลูกหลานจอมปีศาจเอาไว้ แต่ก็มีคนรู้ไม่น้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัย ให้ผมอยู่ในเรือนดำที่ล้อมรอบไปด้วยชุดคลุมดำน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ในเมื่อไซด้าพูดแบบนี้แล้ว ผมก็ไม่กล้าคัดค้าน

พออยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งบวกกับที่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเรือนดำไม่ได้น่ากลัวเหมือนกับแต่ก่อนแล้ว...ก็ได้ มันแค่เปลี่ยนจากโคตรน่ากลัว เป็นน่ากลัวมากเท่านั้น

แต่ที่น่ากลัวว่าเรือนดำก็คือชุดคลุมดำที่อาศัยอยู่ที่นี่

“หยางหยาง~ ออกไปเที่ยวกับพวกพี่สาวไหมจ๊ะ?” นูเรียแกว่งหางไปมา วินาทีที่ผมก้าวเข้าไปในลอบบี้ เธอก็เดินออกมาพอดี

“ไม่เป็นไรฮะ ขอบคุณนะฮะ!” การออกไปเที่ยวกับเธอไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

แค่เห็นลิลิย่าถูกลากกลับมาด้วยสภาพไม่ต่างจากศพผมก็รู้แล้วล่ะ

พอลิลิย่าออกไปรับภารกิจได้ คู่หูของเธอก็ถูกนูเรียยึดครองไป หนำซ้ำ...ฟังจากที่เหมียวเหมียวเล่าว่ามันคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายแห่งความตาย

ไม่สิ พูดว่าตายมันยังดีเกินไป บางทีตายไปเลยอาจจะสบายกว่าก็ได้

ผมพูดได้แค่ขอให้พระเจ้าคุ้มครองลิลิย่าเท่านั้น

ผมรีบวิ่งขึ้นบันไดไปห้องตัวเองอย่างรวดเร็ว พอถึงห้องของรุ่นพี่ผมก็ชะลอฝีเท้าลง

ห้องพักห้องนั้นยังคงเก็บไว้ให้รุ่นพี่ และอยู่ติดกับห้องของผมเหมือนเดิม ปีนี้ไม่มีชุดคลุมดำคนใหม่ย้ายเข้ามา ห้องพักในเรือนดำจึงไม่มีการปรับเปลี่ยน

ห้องนี้ไม่มีใครเปิดมานานแล้ว

ผมยืนอยู่หน้าประตู และทำเรื่องเดิมๆ ที่ไม่รู้ว่าทำมากี่ครั้งแล้ว ผมอธิษฐานให้เจ้าของห้องกลับมาและถีบประตูอีกครั้ง

ลูกหลานจอมปีศาจไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วได้

เทพสวรรค์ เจ้าแม่ เทพผู้สร้างโลก หรือเจ้าที่ก็ได้ ผมไม่รู้ว่าลูกหลานจอมปีศาจต้องใช้อะไรเซ่นไหว้ จึงทำได้แค่อธิษฐานในใจเท่านั้น

ไม่รู้ว่าถ้าอธิษฐานต่อลูกหลานจอมปีศาจคนก่อนจะได้ผลมากกว่าหรือเปล่า?

ถ้าอย่างนั้น...ได้โปรดคุ้มครองญาติพี่น้อง เพื่อน และเด็กๆ...

บ้าเอ๊ย เขายังไม่ตายจะคุ้มครองได้ที่ไหนเล่า

พอผมด่าตัวเองในใจเสร็จ ผมก็ถอนหายใจและเดินไปที่ห้องของตัวเอง

วินาทีที่ผมแง้มประตูผมก็ได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังขึ้น แถมยังเป็นเสียงการ์ตูนอีกด้วย แต่วินาทีต่อมาเสียงนั้นก็หายไป พอผมเปิดประตูกว้างผมก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว

ผมมองซ้ายมองขวา แล้วก็เห็นรีโมตที่ผมเก็บไว้ในลิ้นชักก่อนออกจากห้องกระเด็นอยู่บนพื้น มันทำให้ผมมั่นใจว่าเมื่อกี้มีคนนั่งดูโทรทัศน์ในห้องผมจริงๆ แต่ผมไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใครเท่านั้นเอง

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมใช้วงแหวนเวทพาตัวเองกลับมา ผมเห็นแมงมุมตาสีฟ้ากำลังดูการ์ตูนในห้องผม ปริศนาก็กระจ่าง

คนที่แอบดูผมคงยังไม่เบื่อ แต่สัตว์เลี้ยงของเขาเบื่อเสียแล้ว

แต่ผมก็ยังทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้เหมือนเดิม ผมหยิบรีโมตขึ้นมาและโยนมันไปที่โซฟา แล้วผมก็เดินเข้าไปอาบน้ำเพื่อล้างดินโคลนออกจากตัว

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไซด้าเอาเครื่องซักผ้าที่คล้ายกับที่ผมเห็นในนครแห่งทะเลสาบมาติดตั้งที่ห้องนั่งเล่นอีกห้องหนึ่ง เพื่อความสะดวกของเหล่าชุดคลุมดำ ทุกคนจะได้ไม่ต้องรอจนถึงเวลาส่งซักรีดและสามารถซักผ้าได้ด้วยตนเอง

แต่นับตั้งแต่ผมเปิดเครื่องซักผ้ามาเจอปีศาจยายแก่ถือมีดกำลังหมุนไปพร้อมกับเสื้อผ้า ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าผมซักด้วยตนเองดีกว่า

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำได้ไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังเรียกผมอยู่ข้างนอกเรือนดำ

“หยางหยาง~~ ออกไปเที่ยวกันเถอะ!”

เสียงที่คุ้นเคยเริ่มส่งเสียงมาจากด้านนอกอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ยังยอมใช้โทรศัพท์อยู่เลย แต่ช่วงนี้กลับใช้วิธีตะโกนเรียกเอา วันใดวันหนึ่งถ้าชุดคลุมดำในห้องไหนอารมณ์ไม่ดี เขาอาจจะเสกสายฟ้าหรือไม่ก็สาดน้ำกรดใส่เธอก็ได้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเหล่าชุดคลุมดำใจดีกับผู้หญิงไม่น้อย

“รอฉันเดี๋ยว!” ผมตะโกนตอบเหมียวเหมียว แล้วก็รีบบึ่งลงไปชั้นล่าง ในลอบบี้ว่างเปล่าไม่มีใคร

พอสงครามสิ้นสุดลง โรงเรียนก็สงบเรียบร้อย พอชุดคลุมดำมั่นใจว่าทางนี้ไม่มีปัญหาแล้วก็เริ่มรับภารกิจอีกครั้ง บางครั้งก็มีคนอยู่ที่เรือนดำแค่สองคนเท่านั้น

ในตอนนั้นผมไม่กล้าลงมาที่ลอบบี้ลำพังเลย ผมรู้สึกเหมือนว่าจะมีบางอย่างโผล่มาลากตัวผมไป

ผมรีบบึ่งออกจากเรือนดำอย่างรวดเร็ว แล้วก็โบกมือทักทายเหมียวเหมียวด้วยรอยยิ้มที่ร่าเริง ลิลิย่ายืนอยู่ข้างเหมียวเหมียว

มาถึงตอนนี้ใบหน้าของลิลิย่าดีขึ้นมากแล้ว เหลือเพียงแค่รอยแผลเป็นบางๆ เท่านั้น แล้วเหมียวเหมียวก็สอนเธอแต่งหน้าปกปิดรอยแผลจนมองแทบไม่เห็นเลย แต่เธอก็ยังต้องไปตรวจที่ห้องพยาบาลตามกำหนด ได้ยินว่าอีกไม่นานก็จะหายขาดแล้ว

“ฮึ ชักช้าจริงๆ พวกบ้านนอกเนี่ย” ลิลิย่าทำเสียงไม่พอใจใส่ผม

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเธอไปเรียนคำว่าบ้านนอกมาจากไหน

ไก่ห้าสีงั้นเรอะ! ขอร้องล่ะ อย่าไปเรียนรู้อะไรจากหมอนี่เลย!

“ทำไมไม่เห็นไรอันเลยล่ะ?” ผมตัดสินใจว่าจะไม่สนปากร้ายๆ ของลิลิย่า ผมกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอยู่พักหนึ่ง และมั่นใจว่า “ไม่เห็นไรอันจริงๆ เขาไม่ได้โผล่ออกมาจากอากาศ” ผมจึงเอ่ยถามขึ้น

“น้องชายเขาลากเขาไปซื้อของน่ะ วันนี้ก็เลยมีแต่พวกเรา” เหมียวเหมียวควงแขนลิลิย่าและบอกผมอย่างร่าเริง

เฮ้อ ตั้งแต่เจ้าหนูแดนเข้าโรงเรียนมา ไรอันก็แทบไม่มีเวลาออกไปเที่ยวกับพวกเราเลย เป็นเด็กที่ติดพี่ชายจริงๆ

พอนึกย้อนกลับไปตอนที่เป็นพี่เลี้ยงให้เขาหนึ่งเดือน...ผมว่าไม่นึกถึงมันจะดีต่อจิตใจของผมมากกว่า

ที่ผมไม่ถามถึงเชียนตงซุ่ยก็เพราะรู้ว่าเขาคงไปเฝ้ารุ่นพี่เซี่ยซุ่ยแน่ๆ ก็เลยไม่จำเป็นต้องถาม

“ฮึ ถ้าไม่ใช่ว่าเหมียวเหมียวมาชวนฉัน คนอย่างฉันก็ไม่มีทางออกไปเที่ยวกับลูกหลานจอมปีศาจชั่วร้ายอย่างนายหรอก!” ลิลิย่าเชิดใส่ผม

“เอาน่า เอาน่า ถ้าถูกหาเรื่องละก็ เธอก็อยู่ห่างจากฉันหน่อยก็แล้วกัน” ผมโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ยังไงเสียหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่สุดท้ายก็ยังออกไปกับพวกเราอยู่ดี อีกอย่างการเดินซื้อของเป็นเรื่องที่มีความสุขจะตาย ไม่เห็นมีอะไรน่ากังวลสักหน่อย

คงเป็นเพราะสถานะลูกหลานจอมปีศาจ ช่วงนี้จึงมีคนมาหาเรื่องผมไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็พ่ายแพ้กลับไปกันหมด—เพราะถูกเพื่อนๆ รอบตัวผมจัดการ บางครั้งถ้าโชคดีเจอพวกไม่ได้เรื่อง ผมก็ยังพอจัดการเองได้

แต่คนที่มีชุดคลุมก็ไม่เข้ามาหาเรื่องผมเลย คงเป็นเพราะสมาคมออกคำสั่งห้าม คนที่เข้ามาก่อเรื่องจึงมีแต่นักเรียนธรรมดาหรือไม่ก็คนจากสถาบันอื่นเท่านั้น

อันอินที่เป็นครูสอนวิชาเครื่องรางและยันต์ให้ผมนอกเวลาเรียนบอกผมว่า “นายก็ถือโอกาสนี้ฝึกฝนกับคนพวกนั้นเลยสิ ยังไงซะ อยู่ที่โรงเรียนก็ไม่มีทางตายอยู่แล้ว ใช้ทรัพยาการให้คุ้มค่าเถอะ”

แล้วรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยที่รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษานอกเวลาเรียนก็บอกผมว่า “ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามอยากให้นายตาย งั้นนายก็จัดการพวกนั้นให้ตายก่อนสิ ยังไงซะอยู่ที่โรงเรียนก็ไม่มีใครตายอยู่แล้ว เป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝนตัวเองด้วย”

รุ่นพี่เซี่ยซุ่ยพูดประโยคนี้กับผมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่อ่อนโยน ผมจึงดูไม่ออกว่าเขากำลังล้อเล่นหรือพูดความจริงกันแน่ แต่ผมว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

ผมจึงทำตามที่ครูและที่ปรึกษาบอก โดยการฝึกฝนพลังเวทกับคนเหล่านั้น แล้วผมก็พัฒนาขึ้นจริงๆ

แม้แต่ผมเองยังไม่อยากเชื่อเหมือนกัน มิน่าเล่าเขาถึงได้บอกว่าลงสนามรบจริงทำให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าการอ่านตำรารบ ต้องขอบคุณวีรบุรุษทุกท่าน!

“วันนี้ร้านขนมที่ตลาดขวามีขนมออกใหม่ด้วยล่ะ~ เหมียวเหมียวได้คูปองมาด้วย” เหมียวเหมียวที่เป็นคนนัดพวกเราออกมาบอกพวกเราเหมือนกับทุกครั้ง “เกิงเกิงไปก่อนแล้ว เดี๋ยวอาลี่คงจะตามมา ไปกินด้วยกันให้หมดเลย!”

“อืม”

“พูดมากจริง รีบไปเถอะน่า”

นี่เป็นเดือนที่สิบเอ็ดที่รุ่นพี่จากไป ชีวิตประจำของผมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และตอนนี้ผมก็ขึ้นชั้นมัธยมปลายปีที่สองแล้ว

เสียงตู้มดังขึ้น เงาดำลอยกระเด็นออกมา

ผมได้ยินเสียงดังนั่นลอยออกมาจากถ้ำลึกหนึ่งเมตร

ทำให้ผมสะดุ้งเฮือก เพราะคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันเพิ่งบอกก่อนเข้าไปว่าครั้งนี้ไม่มีปัญหาแน่ แต่สุดท้ายแค่ห้านาทีต่อมาผมก็ได้เห็นภาพมหัศจรรย์ปรากฏขึ้นตรงหน้า

ได้ยินว่าที่นี่คือถ้ำแห่งน้ำที่มีมาแต่โบราณแล้ว...ก็ได้ ถ้ำสกปรกที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนถ้ำโบราณเริ่มสั่นไหวหลังจากเสียงระเบิด แล้วเศษหินก็ค่อยๆ ถล่มลงมาจนฝุ่นลอยคลุ้งไปทั่ว สุดท้ายสิ่งมีชีวิตในถ้ำก็วิ่งหนีตายออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าถ้ำกำลังจะถล่มแล้ว

ไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วหลังจากที่เราเริ่มตามหาอัญมณีแห่งธารา พอได้เห็นผมก็รู้สึกชินชาเสียแล้วล่ะ

“ยันต์วายุ จงสร้างเกราะคุ้มกันทุกสิ่งที่นี่” ผมหยิบยันต์ขึ้นมาสร้างตาข่ายป้องกันก่อนที่ฝุ่นควันจากการระเบิดครั้งที่สองจะลอยมาถึงผม แม้ว่ามันจะเล็กมาก แต่ก็เพียงพอจะคุ้มครองผมได้

แต่ที่ทำให้ผมรับมือไม่ทันก็คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พอเห็นผมร่ายเวทมนตร์ป้องกัน สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่กำลังวิ่งหนีก็กระโจนเข้ามาหาผมกันหมด

บ้า...เอ๊ย!

ถึงตอนนี้ผมจะใช้เวทมนตร์เป็นหลายอย่างจากการสอนของอันอินและรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยก็ตาม แต่พอต้องเผชิญหน้ากับสัตว์มากมายที่ถาโถมเข้ามา ผมก็ทำอะไรไม่ถูก

เสียงโครมครามดังขึ้น ภาพเบื้องหน้าผมกลายเป็นสีดำสนิท มีเจ้าขนปุกปุยกระแทกอย่างแรงจนผมกระเด็นออกไป รอบๆ ตัวผมเริ่มมีดวงดาวสีทองระยิบระยับปรากฏขึ้น รวมถึงเส้นทางที่ว่ากันว่าจะนำพาเราไปยังสวรรค์

แต่ก็ไม่แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น แม้แต่เงาของอาม่าก็ยังไม่ทันได้ปรากฏขึ้น เส้นทางสู่สวรรค์ก็หายไปเสียแล้ว

ผมล้มหน้าทิ่มลงบนพื้น ควันดำจากระเบิดหนาคลุ้งลอยมาทับผม ผมหวังว่าจะมีใครขุดผมขึ้นมาพื้นดิน ก่อนที่ผมจะตายเพราะโดนฝังทั้งเป็น

ผมนอนกองอยู่บนพื้น และถูกฝังลงในดิน

ชื่อของผมคือฉู่หมิงหยาง ปีนี้ผมอยู่มัธยมศึกษาตอนปลายปีที่สอง ปัจจุบันนี้ผมกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...อืม ที่จริงก็ไม่ได้มีความสุขเท่าไรหรอก

ถ้ามีคนบอกว่ามีความสุขตอนที่ถูกฝังทั้งเป็นเพราะระเบิดที่เกิดขึ้นจากฝีมือคนอื่น ผมคงจับคนคนนั้นยัดลงหลุมอย่างไม่ลังเล ให้เขาได้ลิ้มรสความสุขอันสูงสุดอย่างเต็มที่!

และผมก็เชื่อว่าผมมีความสามารถทำมันได้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ไก่ห้าสีเพิ่งบอกผมว่าการจับคนปักลงดินเป็นแค่ทักษะพื้นฐานเท่านั้น แม้แต่มือสังหารยังทำได้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกหลานจอมปีศาจจะทำไม่ได้

“สุ่ยหมิง” เสียงทุ้มต่ำที่ดังแว่วมาแต่ไกลเข้ามาขัดจังหวะผม ตามมาด้วยเสียงตู้มที่ไม่ใช่เสียงระเบิด

กรุณาอย่าใช้ได้น้ำได้ไหม——

ผมยังไม่ทันได้พูดประโยคนี้กับยาโด้ คลื่นยักษ์ก็ถาโถมเข้ามาเหมือนกับอุทกภัยไม่มีผิด คลื่นซัดแรงจนผมจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้และติดแหงกอยู่อย่างนั้นท่ากางแขนกางขา และถูกทับด้วยดินโคลนหนาๆ

...ผมกลายเป็นมนุษย์โคลนเสียแล้ว ช่างเถอะ...

“หยางหยาง คุณเข้าไปทำอะไรในโคลนเหรอ?” เสียงของเลโด้ที่ยิ้มระรื่นเหมือนกับคนบ้าตลอดเวลาดังมาจากด้านหลัง “รีบลงมาเถอะครับ ถ้าโคลนแห้งคุณก็จะติดอยู่บนต้นไม้นะ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าตอนนี้คุณดูเหมือนกับผลงานศิลปะเลยล่ะ ถ้าคุณไม่ถือ พอกลับไปคุณช่วยทำท่านี้อีกครั้งได้ไหมจะได้เป็นแบบให้ผมได้แกะสลักน่ะ?”

บ้าไปแล้วหรือไง ฉันกระแทกกับต้นไม้ในสภาพนี้ แต่นายจะเอาไปเป็นแบบรูปปั้นเนี่ยนะ!

น้ำโคลนเหลวๆ จำนวนมากไหลออกมาจากตัวผม แล้วผมก็ร่วงหัวคะมำลงบนพื้น ผมเพิ่งรู้ว่าดินรอบๆ ถูกซัดจนหมด เห็นได้ชัดว่า “สุ่ยหมิง” ของยาโด้ส่งผลในขอบเขตที่กว้างมาก สิ่งสกปรกที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่ก็หายไปหมดแล้ว แถมละอองน้ำในอากาศถูกแสงแดดส่งจนเกิดรุ้งกินน้ำด้วย!

“ฉันถือมาก นายกรุณาลืมมันไปซะเถอะ!” ถึงนายจะไม่ลืม ฉันในฐานะที่เป็นลูกหลานจอมปีศาจก็จะสาปให้นายเดินโซเซจนล้มหัวคะมำและความจำเสื่อมเอง

เพราะถ้าปล่อยให้เขาแกะสลักรูปผม ผมต้องถูกไก่ห้าสีหัวเราะเยาะไปหนึ่งปีแน่ ไม่สิ หนึ่งปีอาจจะสั้นไป เป็นไปได้ว่าเขาจะหัวเราะเยาะผมไปตลอดชีวิต แล้ววันใดที่ผมตายไปและไก่ห้าสียังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงพาเด็กๆ มาดูประติมากรรมนั้นและบอกพวกเขาว่า “นี่ก็คือประติมากรรมลูกหลานจอมปีศาจที่แกะสลักโดยปีศาจแห่งธารา” แน่นอน แล้วเรื่องที่ลูกหลานจอมปีศาจกระแทกกับต้นไม้ด้วยท่ากางแขนกางขาปีศาจแห่งธาราเอาไปเป็นแบบแกะสลักก็จะถูกเล่าขานไปอีกหลายร้อยปี

แค่คิดก็รู้สึกสยองแล้ว

“เลโด้! ห้ามทำเชียวนะ!” ผมเตือนปีศาจแห่งธาราที่เอาแต่ยิ้มเหมือนคนบ้าอีกครั้ง

“เฮ้อ น่าเสียดายจังครับ” เลโด้เก็บดาบของเขาลงไป

......

.........

เดี๋ยวก่อน! หรือว่าเมื่อกี้เขาคิดจะใช้เทพสายฟ้าฉันผมออกมา!

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่ายาโด้เป็นคนที่ดีเหลือเกินที่เลือกใช้น้ำมาช่วยผม ถ้าเทียบกับการถูกสายฟ้าฟาดจนกลายเป็นไก่อบดินแล้ว การถูกน้ำโคลนซัดจนกลายเป็นมนุษย์โคลนถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

เพราะยังไงซะ ก็ไม่มีใครอยากตายแบบเดียวกับไก่อบดินหรอก จะว่าไป ผมนึกขึ้นได้ว่าแต่ก่อนเคยดูละครหุ่นเรื่องหนึ่งมีตัวละครถูกฆ่าตายและเอาไปทำเป็นหมูสามชั้นด้วย...ชื่อเรื่องอะไรนะ?

บ้าจริง ที่ผมมาคิดเรื่องวิธีตายของตัวเองทำไมกัน! แถมยังตายแบบกลายเป็นอาหารอีกต่างหาก!

ผมตัดสินใจจะเปลี่ยนเรื่องคิด แล้วผมก็หันไปมองถ้ำที่พวกเขาเข้าไปกันเมื่อครู่

...ถ้ำหายไปไหนแล้ว?

ถ้ำล่ะ!

“พวกนายทำอะไรกับถ้ำแห่งน้ำ?” ผมมองไปก็เห็นแต่พื้นที่ราบเท่านั้น มันเรียบเสียจนสามารถราดยางมะตอยทำเป็นถนนได้เลย

“ถล่มแล้ว เมื่อกี้สัตว์ปีศาจในถ้ำน้ำระเบิดตัวเองตอนที่โจมตีพวกเราน่ะ ถ้ำก็เลยพังไปด้วย” เลโด้พูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย และทำหน้าเหมือนกับ “น่าเสียจังที่มันระเบิดตัวเองตาย ไม่ได้ตายเพราะด้วยน้ำมือพวกเรา” เขาพูดต่อว่า “ดูเหมือนจะเป็นสัตว์ปีศาจโบราณที่อนุรักษ์ไว้ใช้งานน่ะครับ น่าจะอยู่มานานมากแล้วด้วย แต่พลังของมันก็ไม่ได้เยอะเท่าที่เราคิด”

“อ๋อ? เหรอ” ทำไมผมถึงเริ่มไม่รู้สึกตกใจกับคำอธิบายประเภทนี้แล้วล่ะ...

ยาโด้เก็บดาบของตัวเอง แล้วก็ยื่นมือมาดึงผมลุกขึ้นจากพื้น “ที่นี่ไม่มีอัญมณีแห่งธาราครับ”

“มาเก้ออีกแล้ว” ผมบ่นพึมพำในขณะที่ยาโด้ทำเครื่องหมายกากบาทลงบนแผนที่

นับตั้งแต่ได้แผนที่มาจากเฮยซานจวิน เจ้าแห่งภูผาดำ ยาโด้กับเลโด้ก็เริ่มออกเดินทางไกล ส่วนผมก็จะไปกับพวกเขาด้วยในช่วงวันหยุดเหมือนกับตอนนี้

“ทางใต้ก็ค้นหาจนทั่วแล้ว สงสัยคงจะถูกใครเอาไปจริงๆ ฮึ่ย ไม่ง่ายอย่างที่คิดจริงๆ ด้วยสิ” เลโด้เดินเข้าไปดูแผนที่ที่มีเครื่องหมายกากบาทเต็มไปหมด “จริงสิครับ หยางหยางเดินทางมากับพวกเราไปทั่วแบบนี้ จะไม่เป็นไรเหรอครับ? ผมจำได้ว่าคุณยังต้องเข้าเรียนอยู่นี่นา”

“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก วันศุกร์ฉันไม่มีเรียนน่ะ บวกกับวันเสาร์อาทิตย์ก็เท่ากับได้หยุดสามวัน” บางครั้งเวลาที่พวกเลโด้ออกเดินทางก็ต้องใช้เวลาหลายวัน แต่หากครั้งไหนใช้เวลาไม่เกินสามวัน เราก็สัญญากันไว้ว่าจะเรียกผมไปด้วย หากใช้เวลานานกว่านั้นพวกเขาก็จะไปกันเอง ถึงแม้ว่าเราจะเป็นนักเรียนเหมือนกัน แต่พวกเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว แถมยังเป็นชุดคลุมขาวอีก จึงมีเวลาอิสระมากกว่าผมมาก

บางสถานที่ไม่ใช่ว่าไปแล้วจะกลับได้ทุกเมื่อ หากเจอสถานที่ประเภทเขาวงกต ก็ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ

ก่อนหน้านี้ไม่นานมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พวกเราเจอภาพลวงตาขนาดยักษ์ในพื้นที่แห่งธารา สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาเกือบห้าวันกว่าจะออกมาได้ พอกลับไปถึงโรงเรียนผมก็ขาดเรียนไปสามวันแล้ว

เกือบโดนอาจารย์ประจำชั้นสั่งสอนอย่างหนักแล้วเลยล่ะ

“แต่หยางหยางมาพื้นที่แห่งธารากับพวกเราบ่อยแบบนี้ อย่างน้อยก็คงคุ้นทางบ้างแล้วสินะครับ?” เลโด้มองผม ใบหน้ายังคงยิ้มเหมือนเดิม

“...ไม่เลย” เพราะทุกครั้งที่เดินทางมากับพวกเขาก็จะถูกส่งไปยังจุดหมายทันที ทิวทัศน์ระหว่างทางหรืออะไรพวกนั้นก็ไม่เคยเห็นเลย สี่ในสิบที่จุดหมายก็พังทลาย ดังนั้นนอกจากจุดหมายที่เคยไปแล้ว ผมก็ยังคงไม่คุ้นเคยกับโลกของพวกเขาอยู่ดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นเราเดินทางจากไถจงไปยังไถตง แต่หน้าต่างรถท่องเที่ยวถูกปิดจนทึบ แบบนี้คุณจะเห็นวิวข้างนอกไหมล่ะ? อย่างมากพอลงรถก็ได้เห็นทิวทัศน์ของตงจงแล้วก็ซื้อน้อยหน่ากลับบ้านเท่านั้น

จะว่าไป น้อยหน่าที่ซื้อกลับมาครั้งที่แล้วอร่อยมากเลย ครั้งหน้าผมจะซื้อกลับมาให้พวกเขากินด้วย

ยาโด้กระแอมเสียง เห็นได้ชัดว่าเขาก็คิดเหมือนผม “ถ้าที่นี่ไม่มี เราก็กลับกันเถอะ”

“อ๊ะ! ฉันจะกลับไปที่โรงเรียนเลย” ผมรู้ว่าจุดหมายของพวกเขาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของปีศาจแห่งธารา เพราะพวกเขาจะกลับบ้านทุกครั้งหลังจากเสร็จภารกิจ แล้วก็หาอาหารอร่อยๆ ให้ทุกคนกิน

เพราะได้รับการดูแลจากนักเรียนแพทย์ สีหน้าของอิโด้ในช่วงนี้ดีขึ้นมาก แถมยังสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่ซับซ้อนได้แล้วด้วย เพียงแต่เลโด้และยาโด้ไม่อยากให้เขาทำ

สถานการณ์ของรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยก็เหมือนกัน เขาดีขึ้นมากหลังจากได้รับการดูแลจากเยว่เจี้ยน แต่ได้ยินว่าอาการของเขาสาหัสกว่าอิโด้หลายเท่า ตอนนี้เขาจึงยังพักรักษาตัวอยู่ในห้องพยาบาลของเยว่เจี้ยนอยู่ เขากลับมาเรือนม่วงบ้างเป็นครั้งบางคราว แต่พออาการไม่ดีก็ถูกส่งกลับไปเหมือนเดิม

ตอนนี้เชียนตงซุ่ยก็คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ฟังจากที่ไรอันเล่าให้ฟัง พวกเราก็รู้สึกว่าเชียนตงซุ่ยกลายเป็นโรคหลงพี่ชายไปเสียแล้ว หนำซ้ำเขายังปฏิเสธไม่รับภารกิจอีกเป็นกอง เอาแต่เกาะอยู่ข้างเตียงทั้งวัน บางครั้งเขาก็หายตัวไปไม่ยอมเข้าเรียนเลย แล้วก็ขนยาวิเศษต่างๆ มากมายจากตระกูลมาบำรุงพี่ชายตัวเองด้วย

ครั้งก่อนที่ผมไปเยี่ยมอาลี่ที่เรือนม่วง ผมก็ได้ยินเสี่ยวถิงบ่นให้ฟัง

 

ว่าเชียนตงซุ่ยด่าเธอ เพราะเธอไม่ฆ่าเชื้อก่อนชงชา

 

ผมว่าแต่ก่อนที่รุ่นพี่เชียนตงซุ่ยชงชาเอง เขาก็คงไม่ได้ฆ่าเชื้อก่อนเหมือนกัน อีกอย่างเชื้อโรคพวกนั้นก็ทำอะไรเขาไม่ได้ด้วย!

เพราะที่นี่ไม่มีมนุษย์ มีแต่เหนือมนุษย์!

“นี่เป็นของที่อิโด้อยากให้คุณครับ ในเมื่อคุณจะกลับก่อน ก็นำของไปด้วยก็แล้วกันครับ” ยาโด้เอานิ้วถูคริสตัลชิ้นใหญ่ในมือ เขาไม่รู้เลยว่าผมใจลอยไปถึงไหนแล้ว ทันใดนั้นกล่องสีขาวขนาดเท่าลูกบาสที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามก็ลอยลงมาอยู่บนมือของเขา “ขนมของปีศาจแห่งธาราครับ เขาบอกว่าตอนที่หยางหยางมาที่ดี หยางหยางดูชอบมันมาก”

ผมรับกล่องขนมมาด้วยความซึ้งใจ

นับตั้งแต่ทุกคนรู้ว่าผมชอบกินขนม พวกเขาก็เอาขนมมาให้ผมบ่อยๆ

อาลี่บอกผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะโลกนี้ต่างจากโลกที่พวกเราอยู่มาก แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีพิธีกรรมและพิธีเซ่นไหว้ในแต่ละเทศกาลที่แตกต่างกันออกไป...รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ด้วย และของที่ใช้ในพิธีก็ต้องทำด้วยมือ วิธีการทำประณีตและซับซ้อน ถ้าเทียบกับโลกดั้งเดิมแล้ว โลกคุ้มกันถือว่าใกล้ชิดกับเทพเจ้ามาก ดังนั้นพวกเขาจึงประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ด้วยความตั้งใจ พอเสร็จพิธีกรรมก็จะส่งของเหล่านั้นให้ญาติสนิทมิตรสหาย เป็นตัวแทนของความปรารถนาดีที่มีให้

เอาของที่เทพเจ้าเชยชมและของที่ได้รับพรจากเทพเจ้ามาแบ่งปันให้กับเพื่อนรัก

ความหมายของการให้ของขวัญเป็นแบบนี้เอง

ต่อมาธรรมเนียมก็เปลี่ยนไปจากการเอาของเซ่นไหว้ให้เพื่อนรัก มาเป็นการให้ของขวัญประเภทของกินบ่อยๆ แทน

เรื่องนี้ทำให้ผมกังวลมาก เพราะผมทำขนมไม่เป็นเลย ก็เลยต้องขอให้แม่ช่วยทำของหวานประเภทถั่วเขียวต้มน้ำตาล ถั่วแดงต้มน้ำตาลหรือของหวานอย่างอื่นบ่อยๆ แทนเพื่อเอามาตอบแทนเพื่อนๆ บ้าง โชคดีที่อาหารไต้หวันก็เป็นนิยมเหมือนกัน

“ฝากขอบคุณอิโด้ด้วย~” ผมมองกล่องขนมสีขาวที่ดูหรูหรา แล้วก็รีบขอบคุณพวกเขาทันที

“อิโด้บอกว่าถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่คุณให้พวกเราเมื่อครั้งก่อนอร่อยมาก ถ้ามีเวลาเขาจะขอไปเรียนวิธีจากแม่ของหยางหยางครับ” ยาโด้บอกต่อคำพูดของพี่ชาย

...

ปีศาจแห่งธาราไปเรียนวิธีทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลกับแม่ผม...

จินตนาการอย่างไรก็ดูเป็นภาพที่ประหลาดอยู่ดี!

“เอ่อ ฉันจะลองถามแม่ดูนะ” ที่จริงผมว่าแม่ผมต้องอยากให้อิโด้ไปเรียนอย่างแน่นอน เดือนที่แล้วตอนที่ผมกลับบ้าน อาลี่บอกว่ามีภารกิจเขาก็เลยกลับไปพร้อมผม พอแม่เห็นเข้าก็แอบมาบอกผมว่าต่อไปให้พาเพื่อนหล่อๆ แบบนี้มาเที่ยวบ้านบ่อยๆ

ผมว่าแม่น่าจะชอบอิโด้มากกว่าแน่ๆ

เพราะเขาไม่ได้หล่ออย่างเดียว นิสัยเขาก็ดีมากด้วย ครั้งก่อนเหมียวเหมียวแอบกระซิบบอกผมว่า ถ้าอิโด้เข้าวงการบันเทิง เขาก็ต้องเป็นขวัญใจแม่บ้านแน่ๆ

ว่าแต่เหมียวเหมียวไปรู้จักคำนี้มาจากไหนกัน!

“ขอบคุณครับ” ยาโด้พยักหน้า

“ไม่ ไม่เป็นไร” ยังไงเสีย คนที่สอนก็ไม่ใช่ผมอยู่ดี...

“ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับก่อนนะครับ” เลโด้ใจดียื่นยันต์รับส่งให้ผมหนึ่งแผ่น ครั้งก่อนที่ผมไปหาพวกเขา ผมก็ไม่ทันระวังเลยไปติดอยู่ในซอกหิน หลังจากนั้นเลโด้หรือยาโด้ก็จะคอยเตรียมพร้อมให้ผมตลอด “ครั้งหน้าถ้ามาอีก พาซีรีนมาด้วยก็ได้นะครับ—”

นี่มันความชอบส่วนตัวชัดๆ!

“อย่าพาตัวก่อกวนมาด้วยเด็ดขาด!” ยาโด้ทำหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“ก่อกวนตรงไหนกัน!”

“ก็ทุกที่นั่นแหละ!”

“พวกนายค่อยๆ คุยกันไปนะ ฉันขอตัวก่อนล่ะ...”

 

 

 

ในที่สุดผมก็กลับมาแล้ว

นี่เป็นเดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่รุ่นพี่ไม่อยู่

ผมยืนอยู่หน้าเรือนดำ บรรยากาศรอบๆ ยังคงเหมือนเดิม...บางทีอาจจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย ผมเพิ่งจะรู้ได้ไม่นานว่าสวนหย่อมรวมถึงการตกแต่งพื้นที่สามารถสลับที่กันได้ มีครั้งหนึ่งผมหลงทางอยู่สองชั่วโมงก็เลยรู้ว่าพวกมันจะสลับที่กันตามเวลาที่กำหนด

พอผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม

“หยางหยาง~ เล่นหมากกระดานกัน~~!” คงเพราะสัมผัสได้ว่าผมกลับมาแล้ว คนที่อยู่ในเรือนดำจึงถีบประตูที่มีหน้าคนเต็มไปหมดอย่างแรง ผมเห็นใบหน้าเหล่านั้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวกระเด็นออกไปไกล และถูกแสงแดดแผดเผา หลีจื่อถือกระดานไม้ออกมาอย่างรวดเร็ว “บ้าจริง! แรนเดอร์บอกว่าเขาไม่สนใจหมากกระดานอย่างอื่นนอกจากของตะวันตก! นายรีบมาเล่นเป็นเพื่อนฉันเถอะ”

ผมมองหมากกระดานไม้ที่ดูโบราณในมือเขา สมองของผมว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก “ขอโทษฮะ คือผมเล่นไม่เป็น...” ครั้งก่อนพอผมได้รู้ว่าวิธีการเล่นหมากกระดานโบราณไม่เหมือนกับสมัยนี้ ผมก็ไม่กล้าเล่นอีกเลย

ใบหน้าเหมือนตุ๊กตาของหลีจื่อขมวดคิ้ว

“ลองไปถามเนโรดูสิฮะ ไม่แน่เขาอาจจะเล่นเป็นก็ได้” ผมว่าเนโรน่าจะรู้ทุกเรื่องบนโลกนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าเขาจะอยากผูกมิตรกับหลีจื่อหรือเปล่า

“ก็ได้~”

คนหน้าตุ๊กตาวิ่งหายไปแล้ว

ผมจ้องมองเรือนดำ แล้วก็เดินเข้าไปอย่างช้าๆ

ตอนที่รุ่นพี่ไปจากที่นี่ ผมเคยขอให้ไซด้าช่วยย้ายผมไปอยู่ที่หอพักนักเรียนธรรมดาถ้าเป็นไปได้ แต่ไซด้าบอกว่าหอพักนั้นเต็มแล้ว อีกอย่างเพราะสถานะของผมตอนนี้ไม่ธรรมดา เขาพิจารณาในฐานะผู้ดูแลหอพักแล้วก็คิดว่าผมควรจะอยู่ที่เรือนดำต่อ เพราะถึงแม้ว่าโรงเรียนและสมาคมจะพยายามปกปิดเรื่องลูกหลานจอมปีศาจเอาไว้ แต่ก็มีคนรู้ไม่น้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัย ให้ผมอยู่ในเรือนดำที่ล้อมรอบไปด้วยชุดคลุมดำน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ในเมื่อไซด้าพูดแบบนี้แล้ว ผมก็ไม่กล้าคัดค้าน

พออยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งบวกกับที่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเรือนดำไม่ได้น่ากลัวเหมือนกับแต่ก่อนแล้ว...ก็ได้ มันแค่เปลี่ยนจากโคตรน่ากลัว เป็นน่ากลัวมากเท่านั้น

แต่ที่น่ากลัวว่าเรือนดำก็คือชุดคลุมดำที่อาศัยอยู่ที่นี่

“หยางหยาง~ ออกไปเที่ยวกับพวกพี่สาวไหมจ๊ะ?” นูเรียแกว่งหางไปมา วินาทีที่ผมก้าวเข้าไปในลอบบี้ เธอก็เดินออกมาพอดี

“ไม่เป็นไรฮะ ขอบคุณนะฮะ!” การออกไปเที่ยวกับเธอไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

แค่เห็นลิลิย่าถูกลากกลับมาด้วยสภาพไม่ต่างจากศพผมก็รู้แล้วล่ะ

พอลิลิย่าออกไปรับภารกิจได้ คู่หูของเธอก็ถูกนูเรียยึดครองไป หนำซ้ำ...ฟังจากที่เหมียวเหมียวเล่าว่ามันคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายแห่งความตาย

ไม่สิ พูดว่าตายมันยังดีเกินไป บางทีตายไปเลยอาจจะสบายกว่าก็ได้

ผมพูดได้แค่ขอให้พระเจ้าคุ้มครองลิลิย่าเท่านั้น

ผมรีบวิ่งขึ้นบันไดไปห้องตัวเองอย่างรวดเร็ว พอถึงห้องของรุ่นพี่ผมก็ชะลอฝีเท้าลง

ห้องพักห้องนั้นยังคงเก็บไว้ให้รุ่นพี่ และอยู่ติดกับห้องของผมเหมือนเดิม ปีนี้ไม่มีชุดคลุมดำคนใหม่ย้ายเข้ามา ห้องพักในเรือนดำจึงไม่มีการปรับเปลี่ยน

ห้องนี้ไม่มีใครเปิดมานานแล้ว

ผมยืนอยู่หน้าประตู และทำเรื่องเดิมๆ ที่ไม่รู้ว่าทำมากี่ครั้งแล้ว ผมอธิษฐานให้เจ้าของห้องกลับมาและถีบประตูอีกครั้ง

ลูกหลานจอมปีศาจไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วได้

เทพสวรรค์ เจ้าแม่ เทพผู้สร้างโลก หรือเจ้าที่ก็ได้ ผมไม่รู้ว่าลูกหลานจอมปีศาจต้องใช้อะไรเซ่นไหว้ จึงทำได้แค่อธิษฐานในใจเท่านั้น

ไม่รู้ว่าถ้าอธิษฐานต่อลูกหลานจอมปีศาจคนก่อนจะได้ผลมากกว่าหรือเปล่า?

ถ้าอย่างนั้น...ได้โปรดคุ้มครองญาติพี่น้อง เพื่อน และเด็กๆ...

บ้าเอ๊ย เขายังไม่ตายจะคุ้มครองได้ที่ไหนเล่า

พอผมด่าตัวเองในใจเสร็จ ผมก็ถอนหายใจและเดินไปที่ห้องของตัวเอง

วินาทีที่ผมแง้มประตูผมก็ได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังขึ้น แถมยังเป็นเสียงการ์ตูนอีกด้วย แต่วินาทีต่อมาเสียงนั้นก็หายไป พอผมเปิดประตูกว้างผมก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว

ผมมองซ้ายมองขวา แล้วก็เห็นรีโมตที่ผมเก็บไว้ในลิ้นชักก่อนออกจากห้องกระเด็นอยู่บนพื้น มันทำให้ผมมั่นใจว่าเมื่อกี้มีคนนั่งดูโทรทัศน์ในห้องผมจริงๆ แต่ผมไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใครเท่านั้นเอง

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมใช้วงแหวนเวทพาตัวเองกลับมา ผมเห็นแมงมุมตาสีฟ้ากำลังดูการ์ตูนในห้องผม ปริศนาก็กระจ่าง

คนที่แอบดูผมคงยังไม่เบื่อ แต่สัตว์เลี้ยงของเขาเบื่อเสียแล้ว

แต่ผมก็ยังทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้เหมือนเดิม ผมหยิบรีโมตขึ้นมาและโยนมันไปที่โซฟา แล้วผมก็เดินเข้าไปอาบน้ำเพื่อล้างดินโคลนออกจากตัว

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไซด้าเอาเครื่องซักผ้าที่คล้ายกับที่ผมเห็นในนครแห่งทะเลสาบมาติดตั้งที่ห้องนั่งเล่นอีกห้องหนึ่ง เพื่อความสะดวกของเหล่าชุดคลุมดำ ทุกคนจะได้ไม่ต้องรอจนถึงเวลาส่งซักรีดและสามารถซักผ้าได้ด้วยตนเอง

แต่นับตั้งแต่ผมเปิดเครื่องซักผ้ามาเจอปีศาจยายแก่ถือมีดกำลังหมุนไปพร้อมกับเสื้อผ้า ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าผมซักด้วยตนเองดีกว่า

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำได้ไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังเรียกผมอยู่ข้างนอกเรือนดำ

“หยางหยาง~~ ออกไปเที่ยวกันเถอะ!”

เสียงที่คุ้นเคยเริ่มส่งเสียงมาจากด้านนอกอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ยังยอมใช้โทรศัพท์อยู่เลย แต่ช่วงนี้กลับใช้วิธีตะโกนเรียกเอา วันใดวันหนึ่งถ้าชุดคลุมดำในห้องไหนอารมณ์ไม่ดี เขาอาจจะเสกสายฟ้าหรือไม่ก็สาดน้ำกรดใส่เธอก็ได้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเหล่าชุดคลุมดำใจดีกับผู้หญิงไม่น้อย

“รอฉันเดี๋ยว!” ผมตะโกนตอบเหมียวเหมียว แล้วก็รีบบึ่งลงไปชั้นล่าง ในลอบบี้ว่างเปล่าไม่มีใคร

พอสงครามสิ้นสุดลง โรงเรียนก็สงบเรียบร้อย พอชุดคลุมดำมั่นใจว่าทางนี้ไม่มีปัญหาแล้วก็เริ่มรับภารกิจอีกครั้ง บางครั้งก็มีคนอยู่ที่เรือนดำแค่สองคนเท่านั้น

ในตอนนั้นผมไม่กล้าลงมาที่ลอบบี้ลำพังเลย ผมรู้สึกเหมือนว่าจะมีบางอย่างโผล่มาลากตัวผมไป

ผมรีบบึ่งออกจากเรือนดำอย่างรวดเร็ว แล้วก็โบกมือทักทายเหมียวเหมียวด้วยรอยยิ้มที่ร่าเริง ลิลิย่ายืนอยู่ข้างเหมียวเหมียว

มาถึงตอนนี้ใบหน้าของลิลิย่าดีขึ้นมากแล้ว เหลือเพียงแค่รอยแผลเป็นบางๆ เท่านั้น แล้วเหมียวเหมียวก็สอนเธอแต่งหน้าปกปิดรอยแผลจนมองแทบไม่เห็นเลย แต่เธอก็ยังต้องไปตรวจที่ห้องพยาบาลตามกำหนด ได้ยินว่าอีกไม่นานก็จะหายขาดแล้ว

“ฮึ ชักช้าจริงๆ พวกบ้านนอกเนี่ย” ลิลิย่าทำเสียงไม่พอใจใส่ผม

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเธอไปเรียนคำว่าบ้านนอกมาจากไหน

ไก่ห้าสีงั้นเรอะ! ขอร้องล่ะ อย่าไปเรียนรู้อะไรจากหมอนี่เลย!

“ทำไมไม่เห็นไรอันเลยล่ะ?” ผมตัดสินใจว่าจะไม่สนปากร้ายๆ ของลิลิย่า ผมกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอยู่พักหนึ่ง และมั่นใจว่า “ไม่เห็นไรอันจริงๆ เขาไม่ได้โผล่ออกมาจากอากาศ” ผมจึงเอ่ยถามขึ้น

“น้องชายเขาลากเขาไปซื้อของน่ะ วันนี้ก็เลยมีแต่พวกเรา” เหมียวเหมียวควงแขนลิลิย่าและบอกผมอย่างร่าเริง

เฮ้อ ตั้งแต่เจ้าหนูแดนเข้าโรงเรียนมา ไรอันก็แทบไม่มีเวลาออกไปเที่ยวกับพวกเราเลย เป็นเด็กที่ติดพี่ชายจริงๆ

พอนึกย้อนกลับไปตอนที่เป็นพี่เลี้ยงให้เขาหนึ่งเดือน...ผมว่าไม่นึกถึงมันจะดีต่อจิตใจของผมมากกว่า

ที่ผมไม่ถามถึงเชียนตงซุ่ยก็เพราะรู้ว่าเขาคงไปเฝ้ารุ่นพี่เซี่ยซุ่ยแน่ๆ ก็เลยไม่จำเป็นต้องถาม

“ฮึ ถ้าไม่ใช่ว่าเหมียวเหมียวมาชวนฉัน คนอย่างฉันก็ไม่มีทางออกไปเที่ยวกับลูกหลานจอมปีศาจชั่วร้ายอย่างนายหรอก!” ลิลิย่าเชิดใส่ผม

“เอาน่า เอาน่า ถ้าถูกหาเรื่องละก็ เธอก็อยู่ห่างจากฉันหน่อยก็แล้วกัน” ผมโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ยังไงเสียหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่สุดท้ายก็ยังออกไปกับพวกเราอยู่ดี อีกอย่างการเดินซื้อของเป็นเรื่องที่มีความสุขจะตาย ไม่เห็นมีอะไรน่ากังวลสักหน่อย

คงเป็นเพราะสถานะลูกหลานจอมปีศาจ ช่วงนี้จึงมีคนมาหาเรื่องผมไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็พ่ายแพ้กลับไปกันหมด—เพราะถูกเพื่อนๆ รอบตัวผมจัดการ บางครั้งถ้าโชคดีเจอพวกไม่ได้เรื่อง ผมก็ยังพอจัดการเองได้

แต่คนที่มีชุดคลุมก็ไม่เข้ามาหาเรื่องผมเลย คงเป็นเพราะสมาคมออกคำสั่งห้าม คนที่เข้ามาก่อเรื่องจึงมีแต่นักเรียนธรรมดาหรือไม่ก็คนจากสถาบันอื่นเท่านั้น

อันอินที่เป็นครูสอนวิชาเครื่องรางและยันต์ให้ผมนอกเวลาเรียนบอกผมว่า “นายก็ถือโอกาสนี้ฝึกฝนกับคนพวกนั้นเลยสิ ยังไงซะ อยู่ที่โรงเรียนก็ไม่มีทางตายอยู่แล้ว ใช้ทรัพยาการให้คุ้มค่าเถอะ”

แล้วรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยที่รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษานอกเวลาเรียนก็บอกผมว่า “ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามอยากให้นายตาย งั้นนายก็จัดการพวกนั้นให้ตายก่อนสิ ยังไงซะอยู่ที่โรงเรียนก็ไม่มีใครตายอยู่แล้ว เป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝนตัวเองด้วย”

รุ่นพี่เซี่ยซุ่ยพูดประโยคนี้กับผมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่อ่อนโยน ผมจึงดูไม่ออกว่าเขากำลังล้อเล่นหรือพูดความจริงกันแน่ แต่ผมว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

ผมจึงทำตามที่ครูและที่ปรึกษาบอก โดยการฝึกฝนพลังเวทกับคนเหล่านั้น แล้วผมก็พัฒนาขึ้นจริงๆ

แม้แต่ผมเองยังไม่อยากเชื่อเหมือนกัน มิน่าเล่าเขาถึงได้บอกว่าลงสนามรบจริงทำให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าการอ่านตำรารบ ต้องขอบคุณวีรบุรุษทุกท่าน!

“วันนี้ร้านขนมที่ตลาดขวามีขนมออกใหม่ด้วยล่ะ~ เหมียวเหมียวได้คูปองมาด้วย” เหมียวเหมียวที่เป็นคนนัดพวกเราออกมาบอกพวกเราเหมือนกับทุกครั้ง “เกิงเกิงไปก่อนแล้ว เดี๋ยวอาลี่คงจะตามมา ไปกินด้วยกันให้หมดเลย!”

“อืม”

“พูดมากจริง รีบไปเถอะน่า”

นี่เป็นเดือนที่สิบเอ็ดที่รุ่นพี่จากไป ชีวิตประจำของผมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และตอนนี้ผมก็ขึ้นชั้นมัธยมปลายปีที่สองแล้ว

 เสียงตู้มดังขึ้น เงาดำลอยกระเด็นออกมา

ผมได้ยินเสียงดังนั่นลอยออกมาจากถ้ำลึกหนึ่งเมตร

ทำให้ผมสะดุ้งเฮือก เพราะคนที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันเพิ่งบอกก่อนเข้าไปว่าครั้งนี้ไม่มีปัญหาแน่ แต่สุดท้ายแค่ห้านาทีต่อมาผมก็ได้เห็นภาพมหัศจรรย์ปรากฏขึ้นตรงหน้า

ได้ยินว่าที่นี่คือถ้ำแห่งน้ำที่มีมาแต่โบราณแล้ว...ก็ได้ ถ้ำสกปรกที่ดูอย่างไรก็ไม่เหมือนถ้ำโบราณเริ่มสั่นไหวหลังจากเสียงระเบิด แล้วเศษหินก็ค่อยๆ ถล่มลงมาจนฝุ่นลอยคลุ้งไปทั่ว สุดท้ายสิ่งมีชีวิตในถ้ำก็วิ่งหนีตายออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าถ้ำกำลังจะถล่มแล้ว

ไม่รู้ว่าเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วหลังจากที่เราเริ่มตามหาอัญมณีแห่งธารา พอได้เห็นผมก็รู้สึกชินชาเสียแล้วล่ะ

“ยันต์วายุ จงสร้างเกราะคุ้มกันทุกสิ่งที่นี่” ผมหยิบยันต์ขึ้นมาสร้างตาข่ายป้องกันก่อนที่ฝุ่นควันจากการระเบิดครั้งที่สองจะลอยมาถึงผม แม้ว่ามันจะเล็กมาก แต่ก็เพียงพอจะคุ้มครองผมได้

แต่ที่ทำให้ผมรับมือไม่ทันก็คือสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ พอเห็นผมร่ายเวทมนตร์ป้องกัน สัตว์เล็กสัตว์น้อยที่กำลังวิ่งหนีก็กระโจนเข้ามาหาผมกันหมด

บ้า...เอ๊ย!

ถึงตอนนี้ผมจะใช้เวทมนตร์เป็นหลายอย่างจากการสอนของอันอินและรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยก็ตาม แต่พอต้องเผชิญหน้ากับสัตว์มากมายที่ถาโถมเข้ามา ผมก็ทำอะไรไม่ถูก

เสียงโครมครามดังขึ้น ภาพเบื้องหน้าผมกลายเป็นสีดำสนิท มีเจ้าขนปุกปุยกระแทกอย่างแรงจนผมกระเด็นออกไป รอบๆ ตัวผมเริ่มมีดวงดาวสีทองระยิบระยับปรากฏขึ้น รวมถึงเส้นทางที่ว่ากันว่าจะนำพาเราไปยังสวรรค์

แต่ก็ไม่แค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น แม้แต่เงาของอาม่าก็ยังไม่ทันได้ปรากฏขึ้น เส้นทางสู่สวรรค์ก็หายไปเสียแล้ว

ผมล้มหน้าทิ่มลงบนพื้น ควันดำจากระเบิดหนาคลุ้งลอยมาทับผม ผมหวังว่าจะมีใครขุดผมขึ้นมาพื้นดิน ก่อนที่ผมจะตายเพราะโดนฝังทั้งเป็น

ผมนอนกองอยู่บนพื้น และถูกฝังลงในดิน

ชื่อของผมคือฉู่หมิงหยาง ปีนี้ผมอยู่มัธยมศึกษาตอนปลายปีที่สอง ปัจจุบันนี้ผมกำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุข...อืม ที่จริงก็ไม่ได้มีความสุขเท่าไรหรอก

ถ้ามีคนบอกว่ามีความสุขตอนที่ถูกฝังทั้งเป็นเพราะระเบิดที่เกิดขึ้นจากฝีมือคนอื่น ผมคงจับคนคนนั้นยัดลงหลุมอย่างไม่ลังเล ให้เขาได้ลิ้มรสความสุขอันสูงสุดอย่างเต็มที่!

และผมก็เชื่อว่าผมมีความสามารถทำมันได้ เพราะเมื่อไม่นานมานี้ไก่ห้าสีเพิ่งบอกผมว่าการจับคนปักลงดินเป็นแค่ทักษะพื้นฐานเท่านั้น แม้แต่มือสังหารยังทำได้ ไม่มีเหตุผลอะไรที่ลูกหลานจอมปีศาจจะทำไม่ได้

“สุ่ยหมิง” เสียงทุ้มต่ำที่ดังแว่วมาแต่ไกลเข้ามาขัดจังหวะผม ตามมาด้วยเสียงตู้มที่ไม่ใช่เสียงระเบิด

กรุณาอย่าใช้ได้น้ำได้ไหม——

ผมยังไม่ทันได้พูดประโยคนี้กับยาโด้ คลื่นยักษ์ก็ถาโถมเข้ามาเหมือนกับอุทกภัยไม่มีผิด คลื่นซัดแรงจนผมจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้และติดแหงกอยู่อย่างนั้นท่ากางแขนกางขา และถูกทับด้วยดินโคลนหนาๆ

...ผมกลายเป็นมนุษย์โคลนเสียแล้ว ช่างเถอะ...

“หยางหยาง คุณเข้าไปทำอะไรในโคลนเหรอ?” เสียงของเลโด้ที่ยิ้มระรื่นเหมือนกับคนบ้าตลอดเวลาดังมาจากด้านหลัง “รีบลงมาเถอะครับ ถ้าโคลนแห้งคุณก็จะติดอยู่บนต้นไม้นะ แต่ส่วนตัวผมคิดว่าตอนนี้คุณดูเหมือนกับผลงานศิลปะเลยล่ะ ถ้าคุณไม่ถือ พอกลับไปคุณช่วยทำท่านี้อีกครั้งได้ไหมจะได้เป็นแบบให้ผมได้แกะสลักน่ะ?”

บ้าไปแล้วหรือไง ฉันกระแทกกับต้นไม้ในสภาพนี้ แต่นายจะเอาไปเป็นแบบรูปปั้นเนี่ยนะ!

น้ำโคลนเหลวๆ จำนวนมากไหลออกมาจากตัวผม แล้วผมก็ร่วงหัวคะมำลงบนพื้น ผมเพิ่งรู้ว่าดินรอบๆ ถูกซัดจนหมด เห็นได้ชัดว่า “สุ่ยหมิง” ของยาโด้ส่งผลในขอบเขตที่กว้างมาก สิ่งสกปรกที่ระเบิดออกมาเมื่อครู่ก็หายไปหมดแล้ว แถมละอองน้ำในอากาศถูกแสงแดดส่งจนเกิดรุ้งกินน้ำด้วย!

“ฉันถือมาก นายกรุณาลืมมันไปซะเถอะ!” ถึงนายจะไม่ลืม ฉันในฐานะที่เป็นลูกหลานจอมปีศาจก็จะสาปให้นายเดินโซเซจนล้มหัวคะมำและความจำเสื่อมเอง

เพราะถ้าปล่อยให้เขาแกะสลักรูปผม ผมต้องถูกไก่ห้าสีหัวเราะเยาะไปหนึ่งปีแน่ ไม่สิ หนึ่งปีอาจจะสั้นไป เป็นไปได้ว่าเขาจะหัวเราะเยาะผมไปตลอดชีวิต แล้ววันใดที่ผมตายไปและไก่ห้าสียังมีชีวิตอยู่ เขาก็คงพาเด็กๆ มาดูประติมากรรมนั้นและบอกพวกเขาว่า “นี่ก็คือประติมากรรมลูกหลานจอมปีศาจที่แกะสลักโดยปีศาจแห่งธารา” แน่นอน แล้วเรื่องที่ลูกหลานจอมปีศาจกระแทกกับต้นไม้ด้วยท่ากางแขนกางขาปีศาจแห่งธาราเอาไปเป็นแบบแกะสลักก็จะถูกเล่าขานไปอีกหลายร้อยปี

แค่คิดก็รู้สึกสยองแล้ว

“เลโด้! ห้ามทำเชียวนะ!” ผมเตือนปีศาจแห่งธาราที่เอาแต่ยิ้มเหมือนคนบ้าอีกครั้ง

“เฮ้อ น่าเสียดายจังครับ” เลโด้เก็บดาบของเขาลงไป

......

.........

เดี๋ยวก่อน! หรือว่าเมื่อกี้เขาคิดจะใช้เทพสายฟ้าฉันผมออกมา!

ทันใดนั้นผมก็รู้สึกว่ายาโด้เป็นคนที่ดีเหลือเกินที่เลือกใช้น้ำมาช่วยผม ถ้าเทียบกับการถูกสายฟ้าฟาดจนกลายเป็นไก่อบดินแล้ว การถูกน้ำโคลนซัดจนกลายเป็นมนุษย์โคลนถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด

เพราะยังไงซะ ก็ไม่มีใครอยากตายแบบเดียวกับไก่อบดินหรอก จะว่าไป ผมนึกขึ้นได้ว่าแต่ก่อนเคยดูละครหุ่นเรื่องหนึ่งมีตัวละครถูกฆ่าตายและเอาไปทำเป็นหมูสามชั้นด้วย...ชื่อเรื่องอะไรนะ?

บ้าจริง ที่ผมมาคิดเรื่องวิธีตายของตัวเองทำไมกัน! แถมยังตายแบบกลายเป็นอาหารอีกต่างหาก!

ผมตัดสินใจจะเปลี่ยนเรื่องคิด แล้วผมก็หันไปมองถ้ำที่พวกเขาเข้าไปกันเมื่อครู่

...ถ้ำหายไปไหนแล้ว?

ถ้ำล่ะ!

“พวกนายทำอะไรกับถ้ำแห่งน้ำ?” ผมมองไปก็เห็นแต่พื้นที่ราบเท่านั้น มันเรียบเสียจนสามารถราดยางมะตอยทำเป็นถนนได้เลย

“ถล่มแล้ว เมื่อกี้สัตว์ปีศาจในถ้ำน้ำระเบิดตัวเองตอนที่โจมตีพวกเราน่ะ ถ้ำก็เลยพังไปด้วย” เลโด้พูดด้วยน้ำเสียงเสียดาย และทำหน้าเหมือนกับ “น่าเสียจังที่มันระเบิดตัวเองตาย ไม่ได้ตายเพราะด้วยน้ำมือพวกเรา” เขาพูดต่อว่า “ดูเหมือนจะเป็นสัตว์ปีศาจโบราณที่อนุรักษ์ไว้ใช้งานน่ะครับ น่าจะอยู่มานานมากแล้วด้วย แต่พลังของมันก็ไม่ได้เยอะเท่าที่เราคิด”

“อ๋อ? เหรอ” ทำไมผมถึงเริ่มไม่รู้สึกตกใจกับคำอธิบายประเภทนี้แล้วล่ะ...

ยาโด้เก็บดาบของตัวเอง แล้วก็ยื่นมือมาดึงผมลุกขึ้นจากพื้น “ที่นี่ไม่มีอัญมณีแห่งธาราครับ”

“มาเก้ออีกแล้ว” ผมบ่นพึมพำในขณะที่ยาโด้ทำเครื่องหมายกากบาทลงบนแผนที่

นับตั้งแต่ได้แผนที่มาจากเฮยซานจวิน เจ้าแห่งภูผาดำ ยาโด้กับเลโด้ก็เริ่มออกเดินทางไกล ส่วนผมก็จะไปกับพวกเขาด้วยในช่วงวันหยุดเหมือนกับตอนนี้

“ทางใต้ก็ค้นหาจนทั่วแล้ว สงสัยคงจะถูกใครเอาไปจริงๆ ฮึ่ย ไม่ง่ายอย่างที่คิดจริงๆ ด้วยสิ” เลโด้เดินเข้าไปดูแผนที่ที่มีเครื่องหมายกากบาทเต็มไปหมด “จริงสิครับ หยางหยางเดินทางมากับพวกเราไปทั่วแบบนี้ จะไม่เป็นไรเหรอครับ? ผมจำได้ว่าคุณยังต้องเข้าเรียนอยู่นี่นา”

“อ๋อ ไม่เป็นไรหรอก วันศุกร์ฉันไม่มีเรียนน่ะ บวกกับวันเสาร์อาทิตย์ก็เท่ากับได้หยุดสามวัน” บางครั้งเวลาที่พวกเลโด้ออกเดินทางก็ต้องใช้เวลาหลายวัน แต่หากครั้งไหนใช้เวลาไม่เกินสามวัน เราก็สัญญากันไว้ว่าจะเรียกผมไปด้วย หากใช้เวลานานกว่านั้นพวกเขาก็จะไปกันเอง ถึงแม้ว่าเราจะเป็นนักเรียนเหมือนกัน แต่พวกเขาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยแล้ว แถมยังเป็นชุดคลุมขาวอีก จึงมีเวลาอิสระมากกว่าผมมาก

บางสถานที่ไม่ใช่ว่าไปแล้วจะกลับได้ทุกเมื่อ หากเจอสถานที่ประเภทเขาวงกต ก็ต้องใช้เวลานานกว่าปกติ

ก่อนหน้านี้ไม่นานมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พวกเราเจอภาพลวงตาขนาดยักษ์ในพื้นที่แห่งธารา สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาเกือบห้าวันกว่าจะออกมาได้ พอกลับไปถึงโรงเรียนผมก็ขาดเรียนไปสามวันแล้ว

เกือบโดนอาจารย์ประจำชั้นสั่งสอนอย่างหนักแล้วเลยล่ะ

“แต่หยางหยางมาพื้นที่แห่งธารากับพวกเราบ่อยแบบนี้ อย่างน้อยก็คงคุ้นทางบ้างแล้วสินะครับ?” เลโด้มองผม ใบหน้ายังคงยิ้มเหมือนเดิม

“...ไม่เลย” เพราะทุกครั้งที่เดินทางมากับพวกเขาก็จะถูกส่งไปยังจุดหมายทันที ทิวทัศน์ระหว่างทางหรืออะไรพวกนั้นก็ไม่เคยเห็นเลย สี่ในสิบที่จุดหมายก็พังทลาย ดังนั้นนอกจากจุดหมายที่เคยไปแล้ว ผมก็ยังคงไม่คุ้นเคยกับโลกของพวกเขาอยู่ดี

ยกตัวอย่างง่ายๆ อย่างเช่นเราเดินทางจากไถจงไปยังไถตง แต่หน้าต่างรถท่องเที่ยวถูกปิดจนทึบ แบบนี้คุณจะเห็นวิวข้างนอกไหมล่ะ? อย่างมากพอลงรถก็ได้เห็นทิวทัศน์ของตงจงแล้วก็ซื้อน้อยหน่ากลับบ้านเท่านั้น

จะว่าไป น้อยหน่าที่ซื้อกลับมาครั้งที่แล้วอร่อยมากเลย ครั้งหน้าผมจะซื้อกลับมาให้พวกเขากินด้วย

ยาโด้กระแอมเสียง เห็นได้ชัดว่าเขาก็คิดเหมือนผม “ถ้าที่นี่ไม่มี เราก็กลับกันเถอะ”

“อ๊ะ! ฉันจะกลับไปที่โรงเรียนเลย” ผมรู้ว่าจุดหมายของพวกเขาคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของปีศาจแห่งธารา เพราะพวกเขาจะกลับบ้านทุกครั้งหลังจากเสร็จภารกิจ แล้วก็หาอาหารอร่อยๆ ให้ทุกคนกิน

เพราะได้รับการดูแลจากนักเรียนแพทย์ สีหน้าของอิโด้ในช่วงนี้ดีขึ้นมาก แถมยังสามารถปฏิบัติภารกิจที่ไม่ซับซ้อนได้แล้วด้วย เพียงแต่เลโด้และยาโด้ไม่อยากให้เขาทำ

สถานการณ์ของรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยก็เหมือนกัน เขาดีขึ้นมากหลังจากได้รับการดูแลจากเยว่เจี้ยน แต่ได้ยินว่าอาการของเขาสาหัสกว่าอิโด้หลายเท่า ตอนนี้เขาจึงยังพักรักษาตัวอยู่ในห้องพยาบาลของเยว่เจี้ยนอยู่ เขากลับมาเรือนม่วงบ้างเป็นครั้งบางคราว แต่พออาการไม่ดีก็ถูกส่งกลับไปเหมือนเดิม

ตอนนี้เชียนตงซุ่ยก็คอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด ฟังจากที่ไรอันเล่าให้ฟัง พวกเราก็รู้สึกว่าเชียนตงซุ่ยกลายเป็นโรคหลงพี่ชายไปเสียแล้ว หนำซ้ำเขายังปฏิเสธไม่รับภารกิจอีกเป็นกอง เอาแต่เกาะอยู่ข้างเตียงทั้งวัน บางครั้งเขาก็หายตัวไปไม่ยอมเข้าเรียนเลย แล้วก็ขนยาวิเศษต่างๆ มากมายจากตระกูลมาบำรุงพี่ชายตัวเองด้วย

ครั้งก่อนที่ผมไปเยี่ยมอาลี่ที่เรือนม่วง ผมก็ได้ยินเสี่ยวถิงบ่นให้ฟัง

 

ว่าเชียนตงซุ่ยด่าเธอ เพราะเธอไม่ฆ่าเชื้อก่อนชงชา

 

ผมว่าแต่ก่อนที่รุ่นพี่เชียนตงซุ่ยชงชาเอง เขาก็คงไม่ได้ฆ่าเชื้อก่อนเหมือนกัน อีกอย่างเชื้อโรคพวกนั้นก็ทำอะไรเขาไม่ได้ด้วย!

เพราะที่นี่ไม่มีมนุษย์ มีแต่เหนือมนุษย์!

“นี่เป็นของที่อิโด้อยากให้คุณครับ ในเมื่อคุณจะกลับก่อน ก็นำของไปด้วยก็แล้วกันครับ” ยาโด้เอานิ้วถูคริสตัลชิ้นใหญ่ในมือ เขาไม่รู้เลยว่าผมใจลอยไปถึงไหนแล้ว ทันใดนั้นกล่องสีขาวขนาดเท่าลูกบาสที่ประดับตกแต่งอย่างสวยงามก็ลอยลงมาอยู่บนมือของเขา “ขนมของปีศาจแห่งธาราครับ เขาบอกว่าตอนที่หยางหยางมาที่ดี หยางหยางดูชอบมันมาก”

ผมรับกล่องขนมมาด้วยความซึ้งใจ

นับตั้งแต่ทุกคนรู้ว่าผมชอบกินขนม พวกเขาก็เอาขนมมาให้ผมบ่อยๆ

อาลี่บอกผมว่ามันเป็นเรื่องปกติ เพราะโลกนี้ต่างจากโลกที่พวกเราอยู่มาก แต่ละเผ่าพันธุ์ต่างก็มีพิธีกรรมและพิธีเซ่นไหว้ในแต่ละเทศกาลที่แตกต่างกันออกไป...รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ด้วย และของที่ใช้ในพิธีก็ต้องทำด้วยมือ วิธีการทำประณีตและซับซ้อน ถ้าเทียบกับโลกดั้งเดิมแล้ว โลกคุ้มกันถือว่าใกล้ชิดกับเทพเจ้ามาก ดังนั้นพวกเขาจึงประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ ด้วยความตั้งใจ พอเสร็จพิธีกรรมก็จะส่งของเหล่านั้นให้ญาติสนิทมิตรสหาย เป็นตัวแทนของความปรารถนาดีที่มีให้

เอาของที่เทพเจ้าเชยชมและของที่ได้รับพรจากเทพเจ้ามาแบ่งปันให้กับเพื่อนรัก

ความหมายของการให้ของขวัญเป็นแบบนี้เอง

ต่อมาธรรมเนียมก็เปลี่ยนไปจากการเอาของเซ่นไหว้ให้เพื่อนรัก มาเป็นการให้ของขวัญประเภทของกินบ่อยๆ แทน

เรื่องนี้ทำให้ผมกังวลมาก เพราะผมทำขนมไม่เป็นเลย ก็เลยต้องขอให้แม่ช่วยทำของหวานประเภทถั่วเขียวต้มน้ำตาล ถั่วแดงต้มน้ำตาลหรือของหวานอย่างอื่นบ่อยๆ แทนเพื่อเอามาตอบแทนเพื่อนๆ บ้าง โชคดีที่อาหารไต้หวันก็เป็นนิยมเหมือนกัน

“ฝากขอบคุณอิโด้ด้วย~” ผมมองกล่องขนมสีขาวที่ดูหรูหรา แล้วก็รีบขอบคุณพวกเขาทันที

“อิโด้บอกว่าถั่วเขียวต้มน้ำตาลที่คุณให้พวกเราเมื่อครั้งก่อนอร่อยมาก ถ้ามีเวลาเขาจะขอไปเรียนวิธีจากแม่ของหยางหยางครับ” ยาโด้บอกต่อคำพูดของพี่ชาย

...

ปีศาจแห่งธาราไปเรียนวิธีทำถั่วเขียวต้มน้ำตาลกับแม่ผม...

จินตนาการอย่างไรก็ดูเป็นภาพที่ประหลาดอยู่ดี!

“เอ่อ ฉันจะลองถามแม่ดูนะ” ที่จริงผมว่าแม่ผมต้องอยากให้อิโด้ไปเรียนอย่างแน่นอน เดือนที่แล้วตอนที่ผมกลับบ้าน อาลี่บอกว่ามีภารกิจเขาก็เลยกลับไปพร้อมผม พอแม่เห็นเข้าก็แอบมาบอกผมว่าต่อไปให้พาเพื่อนหล่อๆ แบบนี้มาเที่ยวบ้านบ่อยๆ

ผมว่าแม่น่าจะชอบอิโด้มากกว่าแน่ๆ

เพราะเขาไม่ได้หล่ออย่างเดียว นิสัยเขาก็ดีมากด้วย ครั้งก่อนเหมียวเหมียวแอบกระซิบบอกผมว่า ถ้าอิโด้เข้าวงการบันเทิง เขาก็ต้องเป็นขวัญใจแม่บ้านแน่ๆ

ว่าแต่เหมียวเหมียวไปรู้จักคำนี้มาจากไหนกัน!

“ขอบคุณครับ” ยาโด้พยักหน้า

“ไม่ ไม่เป็นไร” ยังไงเสีย คนที่สอนก็ไม่ใช่ผมอยู่ดี...

“ถ้าอย่างนั้นพวกเรากลับก่อนนะครับ” เลโด้ใจดียื่นยันต์รับส่งให้ผมหนึ่งแผ่น ครั้งก่อนที่ผมไปหาพวกเขา ผมก็ไม่ทันระวังเลยไปติดอยู่ในซอกหิน หลังจากนั้นเลโด้หรือยาโด้ก็จะคอยเตรียมพร้อมให้ผมตลอด “ครั้งหน้าถ้ามาอีก พาซีรีนมาด้วยก็ได้นะครับ—”

นี่มันความชอบส่วนตัวชัดๆ!

“อย่าพาตัวก่อกวนมาด้วยเด็ดขาด!” ยาโด้ทำหน้าบึ้งยิ่งกว่าเดิมเสียอีก

“ก่อกวนตรงไหนกัน!”

“ก็ทุกที่นั่นแหละ!”

“พวกนายค่อยๆ คุยกันไปนะ ฉันขอตัวก่อนล่ะ...”

 

 

 

ในที่สุดผมก็กลับมาแล้ว

นี่เป็นเดือนที่สิบเอ็ดแล้วที่รุ่นพี่ไม่อยู่

ผมยืนอยู่หน้าเรือนดำ บรรยากาศรอบๆ ยังคงเหมือนเดิม...บางทีอาจจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย ผมเพิ่งจะรู้ได้ไม่นานว่าสวนหย่อมรวมถึงการตกแต่งพื้นที่สามารถสลับที่กันได้ มีครั้งหนึ่งผมหลงทางอยู่สองชั่วโมงก็เลยรู้ว่าพวกมันจะสลับที่กันตามเวลาที่กำหนด

พอผ่านไปหนึ่งสัปดาห์ก็จะกลับมาอยู่ที่เดิม

“หยางหยาง~ เล่นหมากกระดานกัน~~!” คงเพราะสัมผัสได้ว่าผมกลับมาแล้ว คนที่อยู่ในเรือนดำจึงถีบประตูที่มีหน้าคนเต็มไปหมดอย่างแรง ผมเห็นใบหน้าเหล่านั้นกรีดร้องด้วยความหวาดกลัวกระเด็นออกไปไกล และถูกแสงแดดแผดเผา หลีจื่อถือกระดานไม้ออกมาอย่างรวดเร็ว “บ้าจริง! แรนเดอร์บอกว่าเขาไม่สนใจหมากกระดานอย่างอื่นนอกจากของตะวันตก! นายรีบมาเล่นเป็นเพื่อนฉันเถอะ”

ผมมองหมากกระดานไม้ที่ดูโบราณในมือเขา สมองของผมว่างเปล่าคิดอะไรไม่ออก “ขอโทษฮะ คือผมเล่นไม่เป็น...” ครั้งก่อนพอผมได้รู้ว่าวิธีการเล่นหมากกระดานโบราณไม่เหมือนกับสมัยนี้ ผมก็ไม่กล้าเล่นอีกเลย

ใบหน้าเหมือนตุ๊กตาของหลีจื่อขมวดคิ้ว

“ลองไปถามเนโรดูสิฮะ ไม่แน่เขาอาจจะเล่นเป็นก็ได้” ผมว่าเนโรน่าจะรู้ทุกเรื่องบนโลกนี้ แต่ผมไม่รู้ว่าเขาจะอยากผูกมิตรกับหลีจื่อหรือเปล่า

“ก็ได้~”

คนหน้าตุ๊กตาวิ่งหายไปแล้ว

ผมจ้องมองเรือนดำ แล้วก็เดินเข้าไปอย่างช้าๆ

ตอนที่รุ่นพี่ไปจากที่นี่ ผมเคยขอให้ไซด้าช่วยย้ายผมไปอยู่ที่หอพักนักเรียนธรรมดาถ้าเป็นไปได้ แต่ไซด้าบอกว่าหอพักนั้นเต็มแล้ว อีกอย่างเพราะสถานะของผมตอนนี้ไม่ธรรมดา เขาพิจารณาในฐานะผู้ดูแลหอพักแล้วก็คิดว่าผมควรจะอยู่ที่เรือนดำต่อ เพราะถึงแม้ว่าโรงเรียนและสมาคมจะพยายามปกปิดเรื่องลูกหลานจอมปีศาจเอาไว้ แต่ก็มีคนรู้ไม่น้อยแล้ว เพื่อความปลอดภัย ให้ผมอยู่ในเรือนดำที่ล้อมรอบไปด้วยชุดคลุมดำน่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า

ในเมื่อไซด้าพูดแบบนี้แล้ว ผมก็ไม่กล้าคัดค้าน

พออยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งบวกกับที่ผมได้เรียนรู้อะไรมากมาย ผมก็เริ่มรู้สึกว่าเรือนดำไม่ได้น่ากลัวเหมือนกับแต่ก่อนแล้ว...ก็ได้ มันแค่เปลี่ยนจากโคตรน่ากลัว เป็นน่ากลัวมากเท่านั้น

แต่ที่น่ากลัวว่าเรือนดำก็คือชุดคลุมดำที่อาศัยอยู่ที่นี่

“หยางหยาง~ ออกไปเที่ยวกับพวกพี่สาวไหมจ๊ะ?” นูเรียแกว่งหางไปมา วินาทีที่ผมก้าวเข้าไปในลอบบี้ เธอก็เดินออกมาพอดี

“ไม่เป็นไรฮะ ขอบคุณนะฮะ!” การออกไปเที่ยวกับเธอไม่ใช่เรื่องที่ดีแน่

แค่เห็นลิลิย่าถูกลากกลับมาด้วยสภาพไม่ต่างจากศพผมก็รู้แล้วล่ะ

พอลิลิย่าออกไปรับภารกิจได้ คู่หูของเธอก็ถูกนูเรียยึดครองไป หนำซ้ำ...ฟังจากที่เหมียวเหมียวเล่าว่ามันคือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายแห่งความตาย

ไม่สิ พูดว่าตายมันยังดีเกินไป บางทีตายไปเลยอาจจะสบายกว่าก็ได้

ผมพูดได้แค่ขอให้พระเจ้าคุ้มครองลิลิย่าเท่านั้น

ผมรีบวิ่งขึ้นบันไดไปห้องตัวเองอย่างรวดเร็ว พอถึงห้องของรุ่นพี่ผมก็ชะลอฝีเท้าลง

ห้องพักห้องนั้นยังคงเก็บไว้ให้รุ่นพี่ และอยู่ติดกับห้องของผมเหมือนเดิม ปีนี้ไม่มีชุดคลุมดำคนใหม่ย้ายเข้ามา ห้องพักในเรือนดำจึงไม่มีการปรับเปลี่ยน

ห้องนี้ไม่มีใครเปิดมานานแล้ว

ผมยืนอยู่หน้าประตู และทำเรื่องเดิมๆ ที่ไม่รู้ว่าทำมากี่ครั้งแล้ว ผมอธิษฐานให้เจ้าของห้องกลับมาและถีบประตูอีกครั้ง

ลูกหลานจอมปีศาจไม่อาจเปลี่ยนแปลงเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วได้

เทพสวรรค์ เจ้าแม่ เทพผู้สร้างโลก หรือเจ้าที่ก็ได้ ผมไม่รู้ว่าลูกหลานจอมปีศาจต้องใช้อะไรเซ่นไหว้ จึงทำได้แค่อธิษฐานในใจเท่านั้น

ไม่รู้ว่าถ้าอธิษฐานต่อลูกหลานจอมปีศาจคนก่อนจะได้ผลมากกว่าหรือเปล่า?

ถ้าอย่างนั้น...ได้โปรดคุ้มครองญาติพี่น้อง เพื่อน และเด็กๆ...

บ้าเอ๊ย เขายังไม่ตายจะคุ้มครองได้ที่ไหนเล่า

พอผมด่าตัวเองในใจเสร็จ ผมก็ถอนหายใจและเดินไปที่ห้องของตัวเอง

วินาทีที่ผมแง้มประตูผมก็ได้ยินเสียงโทรทัศน์ดังขึ้น แถมยังเป็นเสียงการ์ตูนอีกด้วย แต่วินาทีต่อมาเสียงนั้นก็หายไป พอผมเปิดประตูกว้างผมก็ไม่ได้ยินเสียงอะไรแล้ว

ผมมองซ้ายมองขวา แล้วก็เห็นรีโมตที่ผมเก็บไว้ในลิ้นชักก่อนออกจากห้องกระเด็นอยู่บนพื้น มันทำให้ผมมั่นใจว่าเมื่อกี้มีคนนั่งดูโทรทัศน์ในห้องผมจริงๆ แต่ผมไม่รู้ว่าคนคนนั้นเป็นใครเท่านั้นเอง

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ผมใช้วงแหวนเวทพาตัวเองกลับมา ผมเห็นแมงมุมตาสีฟ้ากำลังดูการ์ตูนในห้องผม ปริศนาก็กระจ่าง

คนที่แอบดูผมคงยังไม่เบื่อ แต่สัตว์เลี้ยงของเขาเบื่อเสียแล้ว

แต่ผมก็ยังทำเป็นไม่รู้เรื่องนี้เหมือนเดิม ผมหยิบรีโมตขึ้นมาและโยนมันไปที่โซฟา แล้วผมก็เดินเข้าไปอาบน้ำเพื่อล้างดินโคลนออกจากตัว

ก่อนหน้านี้ไม่นาน ไซด้าเอาเครื่องซักผ้าที่คล้ายกับที่ผมเห็นในนครแห่งทะเลสาบมาติดตั้งที่ห้องนั่งเล่นอีกห้องหนึ่ง เพื่อความสะดวกของเหล่าชุดคลุมดำ ทุกคนจะได้ไม่ต้องรอจนถึงเวลาส่งซักรีดและสามารถซักผ้าได้ด้วยตนเอง

แต่นับตั้งแต่ผมเปิดเครื่องซักผ้ามาเจอปีศาจยายแก่ถือมีดกำลังหมุนไปพร้อมกับเสื้อผ้า ผมก็ตัดสินใจแล้วว่าผมซักด้วยตนเองดีกว่า

ผมเดินออกมาจากห้องน้ำได้ไม่นาน ผมก็ได้ยินเสียงใครบางคนกำลังเรียกผมอยู่ข้างนอกเรือนดำ

“หยางหยาง~~ ออกไปเที่ยวกันเถอะ!”

เสียงที่คุ้นเคยเริ่มส่งเสียงมาจากด้านนอกอีกแล้ว ก่อนหน้านี้ยังยอมใช้โทรศัพท์อยู่เลย แต่ช่วงนี้กลับใช้วิธีตะโกนเรียกเอา วันใดวันหนึ่งถ้าชุดคลุมดำในห้องไหนอารมณ์ไม่ดี เขาอาจจะเสกสายฟ้าหรือไม่ก็สาดน้ำกรดใส่เธอก็ได้ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเหล่าชุดคลุมดำใจดีกับผู้หญิงไม่น้อย

“รอฉันเดี๋ยว!” ผมตะโกนตอบเหมียวเหมียว แล้วก็รีบบึ่งลงไปชั้นล่าง ในลอบบี้ว่างเปล่าไม่มีใคร

พอสงครามสิ้นสุดลง โรงเรียนก็สงบเรียบร้อย พอชุดคลุมดำมั่นใจว่าทางนี้ไม่มีปัญหาแล้วก็เริ่มรับภารกิจอีกครั้ง บางครั้งก็มีคนอยู่ที่เรือนดำแค่สองคนเท่านั้น

ในตอนนั้นผมไม่กล้าลงมาที่ลอบบี้ลำพังเลย ผมรู้สึกเหมือนว่าจะมีบางอย่างโผล่มาลากตัวผมไป

ผมรีบบึ่งออกจากเรือนดำอย่างรวดเร็ว แล้วก็โบกมือทักทายเหมียวเหมียวด้วยรอยยิ้มที่ร่าเริง ลิลิย่ายืนอยู่ข้างเหมียวเหมียว

มาถึงตอนนี้ใบหน้าของลิลิย่าดีขึ้นมากแล้ว เหลือเพียงแค่รอยแผลเป็นบางๆ เท่านั้น แล้วเหมียวเหมียวก็สอนเธอแต่งหน้าปกปิดรอยแผลจนมองแทบไม่เห็นเลย แต่เธอก็ยังต้องไปตรวจที่ห้องพยาบาลตามกำหนด ได้ยินว่าอีกไม่นานก็จะหายขาดแล้ว

“ฮึ ชักช้าจริงๆ พวกบ้านนอกเนี่ย” ลิลิย่าทำเสียงไม่พอใจใส่ผม

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าเธอไปเรียนคำว่าบ้านนอกมาจากไหน

ไก่ห้าสีงั้นเรอะ! ขอร้องล่ะ อย่าไปเรียนรู้อะไรจากหมอนี่เลย!

“ทำไมไม่เห็นไรอันเลยล่ะ?” ผมตัดสินใจว่าจะไม่สนปากร้ายๆ ของลิลิย่า ผมกวาดสายตามองซ้ายมองขวาอยู่พักหนึ่ง และมั่นใจว่า “ไม่เห็นไรอันจริงๆ เขาไม่ได้โผล่ออกมาจากอากาศ” ผมจึงเอ่ยถามขึ้น

“น้องชายเขาลากเขาไปซื้อของน่ะ วันนี้ก็เลยมีแต่พวกเรา” เหมียวเหมียวควงแขนลิลิย่าและบอกผมอย่างร่าเริง

เฮ้อ ตั้งแต่เจ้าหนูแดนเข้าโรงเรียนมา ไรอันก็แทบไม่มีเวลาออกไปเที่ยวกับพวกเราเลย เป็นเด็กที่ติดพี่ชายจริงๆ

พอนึกย้อนกลับไปตอนที่เป็นพี่เลี้ยงให้เขาหนึ่งเดือน...ผมว่าไม่นึกถึงมันจะดีต่อจิตใจของผมมากกว่า

ที่ผมไม่ถามถึงเชียนตงซุ่ยก็เพราะรู้ว่าเขาคงไปเฝ้ารุ่นพี่เซี่ยซุ่ยแน่ๆ ก็เลยไม่จำเป็นต้องถาม

“ฮึ ถ้าไม่ใช่ว่าเหมียวเหมียวมาชวนฉัน คนอย่างฉันก็ไม่มีทางออกไปเที่ยวกับลูกหลานจอมปีศาจชั่วร้ายอย่างนายหรอก!” ลิลิย่าเชิดใส่ผม

“เอาน่า เอาน่า ถ้าถูกหาเรื่องละก็ เธอก็อยู่ห่างจากฉันหน่อยก็แล้วกัน” ผมโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ ยังไงเสียหนึ่งปีที่ผ่านมาเธอก็เป็นแบบนี้มาตลอด แต่สุดท้ายก็ยังออกไปกับพวกเราอยู่ดี อีกอย่างการเดินซื้อของเป็นเรื่องที่มีความสุขจะตาย ไม่เห็นมีอะไรน่ากังวลสักหน่อย

คงเป็นเพราะสถานะลูกหลานจอมปีศาจ ช่วงนี้จึงมีคนมาหาเรื่องผมไม่น้อย แต่ส่วนใหญ่ก็พ่ายแพ้กลับไปกันหมด—เพราะถูกเพื่อนๆ รอบตัวผมจัดการ บางครั้งถ้าโชคดีเจอพวกไม่ได้เรื่อง ผมก็ยังพอจัดการเองได้

แต่คนที่มีชุดคลุมก็ไม่เข้ามาหาเรื่องผมเลย คงเป็นเพราะสมาคมออกคำสั่งห้าม คนที่เข้ามาก่อเรื่องจึงมีแต่นักเรียนธรรมดาหรือไม่ก็คนจากสถาบันอื่นเท่านั้น

อันอินที่เป็นครูสอนวิชาเครื่องรางและยันต์ให้ผมนอกเวลาเรียนบอกผมว่า “นายก็ถือโอกาสนี้ฝึกฝนกับคนพวกนั้นเลยสิ ยังไงซะ อยู่ที่โรงเรียนก็ไม่มีทางตายอยู่แล้ว ใช้ทรัพยาการให้คุ้มค่าเถอะ”

แล้วรุ่นพี่เซี่ยซุ่ยที่รับหน้าที่เป็นที่ปรึกษานอกเวลาเรียนก็บอกผมว่า “ในเมื่อฝ่ายตรงข้ามอยากให้นายตาย งั้นนายก็จัดการพวกนั้นให้ตายก่อนสิ ยังไงซะอยู่ที่โรงเรียนก็ไม่มีใครตายอยู่แล้ว เป็นโอกาสที่ดีในการฝึกฝนตัวเองด้วย”

รุ่นพี่เซี่ยซุ่ยพูดประโยคนี้กับผมด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่อ่อนโยน ผมจึงดูไม่ออกว่าเขากำลังล้อเล่นหรือพูดความจริงกันแน่ แต่ผมว่าน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า

ผมจึงทำตามที่ครูและที่ปรึกษาบอก โดยการฝึกฝนพลังเวทกับคนเหล่านั้น แล้วผมก็พัฒนาขึ้นจริงๆ

แม้แต่ผมเองยังไม่อยากเชื่อเหมือนกัน มิน่าเล่าเขาถึงได้บอกว่าลงสนามรบจริงทำให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าการอ่านตำรารบ ต้องขอบคุณวีรบุรุษทุกท่าน!

“วันนี้ร้านขนมที่ตลาดขวามีขนมออกใหม่ด้วยล่ะ~ เหมียวเหมียวได้คูปองมาด้วย” เหมียวเหมียวที่เป็นคนนัดพวกเราออกมาบอกพวกเราเหมือนกับทุกครั้ง “เกิงเกิงไปก่อนแล้ว เดี๋ยวอาลี่คงจะตามมา ไปกินด้วยกันให้หมดเลย!”

“อืม”

“พูดมากจริง รีบไปเถอะน่า”

นี่เป็นเดือนที่สิบเอ็ดที่รุ่นพี่จากไป ชีวิตประจำของผมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

และตอนนี้ผมก็ขึ้นชั้นมัธยมปลายปีที่สองแล้ว

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal