บทที่ 9 ขอคว่ำอีกรอบ

ภายในห้อง ความเงียบทอดยาว ลมแผ่วโชยเข้ามาจากนอกหน้าต่าง กล้วยไม้โม่หลันบนซุ้มดอกไม้ที่เพิ่งส่งมาไม่นานส่งกลิ่นหอมชื่นจางๆ

เด็กหญิงยืนนิ่งงันอยู่ด้านล่าง ทว่าเวลายาวนานเกินไป นานจนนางเกือบคิดว่าคนข้างบนหลับไปแล้ว ทนไม่ไหวจึงเงยหน้าชำเลืองแวบหนึ่ง กลับประสานกับดวงตาดำจัดดุจน้ำหมึกในบึงลึกที่มองลงมาพอดี

เมื่อไม่อาจแสร้งเป็นไม่เห็น ฉู่เฉียวจึงเลียปากเล็กน้อย แล้วร้องเรียกเบาๆ “นายน้อยสี่”

“แต่งเรื่องมาหลอกข้าเสร็จแล้ว?”

จิ้งจอกน้อยจริงๆ ฉู่เฉียวหนาววูบในใจ แต่ต่อหน้ากลับคุกเข่าลงอย่างหวั่นหวาด รีบกล่าวว่า “ซิงเอ๋อร์มิบังอาจโกหกเจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นหรือ?” จูเก่อเยว่หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าว “ไหนลองว่ามา”

“เดือนก่อน ซิงเอ๋อร์กับเด็กทาสกลุ่มหนึ่ง โดนนายน้อยใหญ่นำตัวไปที่คอกล่าสัตว์ สุดท้าย...สุดท้ายมีแค่ซิงเอ๋อร์ที่รอดกลับมา หลังจากนั้นซิงเอ๋อร์ก็กลัวมาก อาศัยช่วงพักรักษาตัว เก็บข้าวของเตรียมหนี”

“หนี?” จูเก่อเยว่เลิกคิ้วนิดหนึ่ง “เจ้าจะหนีไปที่ใด”

เด็กหญิงตอบเสียงอ่อยว่า “บ่าวก็ไม่ทราบ แค่ไม่อยากรอความตายอยู่ในนี้ นายน้อยอาจคิดว่าซิงเอ๋อร์เนรคุณ แต่หนึ่งคนมีชีวิตเดียว ชีวิตของซิงเอ๋อร์อาจไม่มีค่าในสายตาผู้อื่น แต่ในสายตาของซิงเอ๋อร์กลับล้ำค่ายิ่งนัก ตอนที่ซิงเอ๋อร์เตรียมหนีออกไป พวกผู้คุ้มกันพบเห็นเข้า จึงถูกเฆี่ยนตียกใหญ่ วันนี้เขาเห็นบ่าว กลัวว่าบ่าวจะล้างแค้น ดังนั้นอยากลงมือก่อน”

“เช่นนั้นหรือ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มันช่างขวัญกล้าจริงๆ” จูเก่อเยว่ดื่มชาคำหนึ่ง ค่อยกล่าวเสียงราบเรียบว่า “เจ้าความจำไม่เลว”

ฉู่เฉียวถึงกับสะอึก เห็นแววตาจูเก่อเยว่สาดประกายคมกล้า เหมือนอสรพิษร้ายตัวหนึ่ง จึงก้มหน้ากล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่นาน ดังนั้นซิงเอ๋อร์จำได้ดี”

จูเก่อเยว่พยักหน้า ก่อนกล่าว “เช่นนั้น เรื่องที่จิ่นซือจิ่นจู๋ยุยงให้ข้าฆ่าหลินซี เรื่องที่จูซุ่นเอาคนในครอบครัวเจ้าส่งให้คนอื่น เรื่องที่มีคนเข่นฆ่าพี่สาวน้องสาวของเจ้า เจ้าจำได้หรือไม่?”

ฉู่เฉียวใจกระตุกวูบ แต่มิได้เงยหน้าขึ้น เพียงโขกศีรษะกับพื้น สะอื้นไห้ออกมาเมื่อกล่าว “นายน้อย ซิงเอ๋อร์ล้วนจำได้ทั้งสิ้น แต่ซิงเอ๋อร์ตระหนักในฐานะและหน้าที่ของตัวเองดี ยิ่งตระหนักในความสามารถอันน้อยนิดของตัวเอง”

“เจ้าหมายความว่า วันหนึ่งข้างหน้าเมื่อปีกกล้าขาแข็ง ก็จะแก้แค้น ถูกหรือไม่?”

เด็กหญิงเงยหน้าฉับพลัน แหงนมองด้วยแววตาพรั่นพรึง “นายน้อยสี่!”

“ไม่ต้องปฏิเสธ ปราดแรกที่ข้าเห็นเจ้า ก็รู้ว่าเจ้าไม่ใช่เด็กน้อยที่ความคิดตื้นเขินคนหนึ่งแน่นอน ในแววตาของเจ้าซุกซ่อนอะไรไว้มากมาย ข้ามองเห็น”

เด็กน้อยน้ำตาคลอคลอง เม้มปากก่อนกล่าวว่า “นายน้อยคิดว่าซิงเอ๋อร์จะทำอะไร คิดว่าซิงเอ๋อร์จะไปฆ่าคน? หรือคิดว่าพี่จิ่นจู๋จิ่นซือล้วนเป็นซิงเอ๋อร์ให้ร้ายจนตาย? ซิงเอ๋อร์อายุยังน้อย ต่อให้เคียดแค้นในใจบ้าง แต่ก็ทราบดีว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ ตระกูลจิงบ้านแตกสาแหรกขาด บ้างตายบ้างพลัดพรากในชั่วคืน ซิงเอ๋อร์ก็เปลี่ยนจากคุณหนูสูงศักดิ์กลายเป็นข้าทาสชั้นต่ำ หากกล่าวว่าโกรธแค้น ซิงเอ๋อร์ไยมิใช่สมควรโกรธแค้นจักรพรรดิในวังเซิ่งจิน ไยมิใช่สมควรโกรธแค้นคณะมนตรีที่ออกคำสั่งลงมา ไยมิใช่สมควรโกรธแค้นกองทัพหวงเทียนที่ตรวจยึดบ้านของซิงเอ๋อร์? นายน้อย ซิงเอ๋อร์ไม่มีความเก่งกล้าปานนั้น เพียงต้องการมีชีวิตสืบไป สิ่งเหล่านั้นหนักหน่วงเกินกำลัง ซิงเอ๋อร์แบกรับไม่ไหว”

เด็กหญิงโขกหน้าผากกับพื้น แผ่นหลังเล็กบางตั้งตรง ทว่าสองไหล่เล็กๆ นั้นกลับไหวสะท้านไม่หยุด คล้ายหวาดกลัวสุดขีด อยากร้องไห้แต่ไม่กล้าร้องออกมา

สายตาของจูเก่อเยว่พินิจวนเวียนอยู่บนร่างของเด็กหญิง ความคมกล้าฉายชัดในดวงตา สุดท้ายค่อยอ่อนแสงลงท่ามกลางเสียงสะอื้นสุดระทมขมขื่นของนาง

จูเก่อเยว่วางถ้วยชา เอนหลังพิงพนัก กล่าวเสียงเฉื่อยชาว่า “เจ้าลุกขึ้นเถอะ”

เด็กหญิงเม้มปากแน่น ตาแดงก่ำเบิกโพลง หยาดน้ำอาบคลอ

จูเก่อเยว่มองเด็กหญิงตรงหน้าแวบหนึ่ง เห็นนางตัวเล็กจ้อย ดวงหน้าชมพูใส มือน้อยกำแน่น อยากหลั่งน้ำตาแต่ก็อดกลั้นไว้สุดฤทธิ์ ท่าทางน่าเวทนายิ่งนัก จึงอดถอนใจเบาๆ มิได้ ในใจคิดว่า ‘ข้าคงเจอเรื่องหลอกลวงมากเกินไป ถึงได้ตื่นตูมไปเอง ระแวงกระทั่งเด็กน้อยตัวแค่นี้’

“เอาล่ะ ถือว่าข้าทำร้ายจิตใจเจ้า อยากร้องก็ร้องเถอะ”

นี่ถือเป็นการขอโทษกลายๆ กระมัง ด้วยนิสัยของจูเก่อเยว่ มีหรือเคยเกรงใจคนอื่นเช่นนี้มาก่อน แต่เด็กหญิงกลับยืนอยู่ที่เดิมอย่างดื้อดึง ปากเม้มสนิท สองตาเบิกกว้าง อย่างไรก็ไม่ยอมหลั่งน้ำตาสักหยด

จูเก่อเยว่พานหงุดหงิดขึ้นมาเฉยๆ โบกมือแล้วกล่าวว่า “ออกไปเถอะ อย่ามายืนเกะกะลูกตา”

ฉู่เฉียวหมุนตัวกระฟัดกระเฟียด ไม่พูดอะไรสักคำก็ตั้งท่าออกไป

“หยุดตรงนั้น!”

จูเก่อเยว่ตวัดเสียงเย็นจัด ฉู่เฉียวหยุดยืนนิ่งตามสั่ง เพียงแต่ไม่หันกลับมา

จูเก่อเยว่หยิบขวดกระเบื้องเคลือบเล็กๆ ใบหนึ่งจากลิ้นชักข้างตัว เดินมาช้าๆ ยื่นมือจับไหล่ของฉู่เฉียว หมายหมุนร่างนางกลับมา แต่นิ้วมือกลับรู้สึกได้ถึงแรงทิฐิที่ดึงดัน จูเก่อเยว่เลิกคิ้วมอง เห็นเด็กหญิงเกร็งตัวขืนแรงเต็มที่ อย่างไรก็ไม่ยอมหัน

จูเก่อเยว่จะอย่างไรก็แก่กว่านางหลายปี สองมือกดแน่นบนไหล่นาง ออกแรงเล็กน้อย บังคับให้เด็กหญิงหมุนตัวกลับมา

ดวงหน้าที่เต็มไปด้วยคราบน้ำตาและแววน้อยเนื้อต่ำใจปรากฏขึ้นแก่สายตาจูเก่อเยว่ ฉู่เฉียวนัยน์ตาแดงช้ำ พอเห็นเขา น้ำตาก็พรั่งพรูอย่างห้ามไม่อยู่

“เอาล่ะ ไม่ต้องร้อง ก็แค่ว่ากล่าวไม่กี่คำ” หนุ่มน้อยขมวดคิ้ว “เจ้าทำผิดเอง หรือยังไม่ยอมให้ผู้อื่นตำหนิ?”

“บ่าวทำผิดที่ใด เป็นนายน้อยให้บ่าวไปเรียนขี่ม้าชัดๆ บ่าวก็เรียนของบ่าวดีๆ มิได้หาเรื่องใครแม้แต่น้อย” เด็กหญิงแปดขวบบันดาลโทสะออกมา เถียงเจ้านายตัวเองเสียงแข็ง ตัดพ้อพลางสะอื้นไห้ น้ำมูกน้ำตาไหลย้อยเข้าปาก

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ล้วงผ้าเช็ดหน้าจากอกเสื้อเช็ดน้ำตาบนแก้มให้เด็กหญิง มือไม้เก้งก้างอย่างยิ่ง พลางกล่าวว่า “ยังจะเถียงอีก เจ้าทำม้าของข้าหาย วันนี้ยังทำให้ม้าชั้นหนึ่งจากทะเลทรายตายไปอีกตัว ยังบอกว่าตัวเองไม่ผิด”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ผู้อื่นอยากขี่ม้า อีกอย่างเยียนซื่อจื่อ เยียนซื่อจื่อก็เอาม้าที่หายไปกลับมาส่งแล้ว บ่าวได้...บ่าวได้ยิน” เด็กหญิงแย้งไม่เลิก น้ำตาก็หยดเป็นทาง ไม่ช้าผ้าเช็ดหน้าของจูเก่อเยว่ก็เปียกชุ่ม จูเก่อเยว่จะไปหยิบผืนใหม่ พลันพบว่าเด็กหญิงจับมือเขา แล้วสั่งน้ำมูกบนผ้า

จูเก่อเยว่ถึงกับผงะ ปากอ้าตาค้างมองดูผ้าเช็ดหน้าที่เลอะเป็นหย่อมๆ เหนียวๆ ผืนนั้น ได้ยินเด็กหญิงพูดต่อ “แล้วม้าที่ตายวันนี้ ก็เป็นนายน้อยฆ่ามันเอง”

“เฮอะ หาข้ออ้างเก่งนัก”

เด็กหญิงก้มหน้า พึมพำอย่างขัดใจว่า “ผู้อื่นพูดความจริง”

แสงอาทิตย์ส่องเข้ามาทางหน้าต่าง ตกกระทบเหนือบ่าของทั้งสอง เด็กหญิงตัวเล็ก ต่อให้ยืนตรงก็แค่เสมอไหล่ของหนุ่มน้อย ดวงหน้าแดงสดใส ราวกับผลผิงกั่ว(เชิลอรรถ-*แอปเปิ้ล)สองใบ

“ให้เจ้า” จูเก่อเยว่ยัดขวดกระเบื้องใส่มือนาง “เอากลับไปทา”

นิสัยเด็กน้อยชัดๆ ความสนใจหันเหทันที จูเก่อเยว่ยิ้มบางๆ มองเด็กหญิงชูขวดขึ้นมาถามด้วยความสงสัย “นี่คืออะไร”

“ยาสมานแผล”

เพราะม้าน้อยวิ่งเร็ว อุ้งมือของฉู่เฉียวถูกเสียดสีจนถลอก เด็กหญิงมุ่ยปาก พยักหน้าเมื่อกล่าว “นายน้อยสี่ เช่นนั้นซิงเอ๋อร์ขอตัวก่อน”

หนุ่มน้อยนั่งกลับไปบนเก้าอี้ ไม่แม้แต่เงยหน้า ทำท่าเหมือนไม่อยากเห็นนาง เพียงโบกมือกล่าวว่า “ไปเถอะ”

ขณะฉู่เฉียวจะเปิดประตูออกไป จูเก่อเยว่พลันร้องเรียก “ซิงเอ๋อร์ ถ้าพบเยียนซื่อจื่ออีก พยายามอยู่ห่างเขาให้มากที่สุด”

ฉู่เฉียวเอียงคอ มองเขาอย่างงุนงง จูเก่อเยว่ย่นคิ้วอย่างหงุดหงิด คำรามว่า “ฟังไม่เข้าใจ?”

“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!” เด็กหญิงตะโกนรับคำ จากนั้นหมุนตัวออกไป เรือนร่างเล็กบางก้าวข้ามธรณีประตูที่สูงหนา หวุดหวิดสะดุดล้ม

เด็กคนนี้นับวันยิ่งขวัญกล้า หนุ่มน้อยหน้าเครียดขึ้ง ลอบหายใจฮึดฮัด

เมื่อเปิดประตูก็เห็นใบหน้าวิตกกังวลของจูเฉิง จูเฉิงรีบถลาเข้ามา เห็นซิงเอ๋อร์คราบน้ำตาเต็มหน้า จึงถาม “นายน้อยว่าอย่างไร โกรธหรือไม่?”

ฉู่เฉียวมองเขาแวบหนึ่ง ผงกศีรษะขึ้นลง แล้วเดินกลับห้องตัวเอง

จูเฉิงเดินเข้าห้องด้วยความผวา เห็นจูเก่อเยว่กำลังก้มศีรษะอยู่ จึงไม่กล้าส่งเสียง ได้แต่ยืนรออยู่ด้านข้างเงียบๆ

ครู่หนึ่งผ่านไป ของสิ่งหนึ่งพลันลอยละลิ่วถึงหน้าเขา จูเฉิงสะดุ้งเฮือก แต่ไม่กล้าหลบ คิดในใจว่า ‘ตายแน่เรา’ ทว่าความรู้สึกเหมือนเป็นของนิ่มๆ โดนหน้า และไม่เจ็บสักนิด พอก้มมอง ที่แท้เป็นผ้าเช็ดหน้าเลอะๆ แฉะๆ ผืนหนึ่ง ด้านบนปักอักษรตัวเล็กๆ ว่า ‘เยว่’

“เอาไปทิ้ง”

นึกถึงฉู่เฉียวที่น้ำตาเต็มหน้า จูเฉิงพลันกระจ่างว่าอะไรเป็นอะไร หลังอาการตกตะลึง รีบผงกศีรษะค้อมเอวกล่าวว่า “บ่าวน้อมรับคำสั่ง”

เดินเกือบพ้นประตู เสียงเรียกของจูเก่อเยว่พลันดังขึ้น “รอเดี๋ยว” จูเฉิงหันขวับกลับมา ค้อมเอวต่ำรอรับคำสั่ง

ใบหน้าขาวพิสุทธิ์ของหนุ่มน้อยไม่ทราบเพราะอะไรกลับเรื่อแดง ครุ่นคิดอยู่นาน ยังคงไม่เปิดปาก

จูเฉิงค่อยๆ เงยหน้าเหลือบมอง เห็นจูเก่อเยว่ขมวดคิ้วแน่น คล้ายกำลังตัดสินใจครั้งใหญ่ สีหน้าเหมือนกับประสบเรื่องราวสาหัส จึงเงี่ยหูตั้งใจฟัง รอคอยคำสั่งของเจ้านาย

นานมาก เพียงได้ยินสุ้มเสียงทรงอำนาจดังมา “เอาไปซักให้สะอาด แล้วเอากลับมาให้ข้า”

“หา?” จูเฉิงปากอ้าตาค้าง

จูเก่อเยว่บันดาลโทสะ “หาอะไร ฟังไม่เข้าใจหรือ?”

“ฟังเข้าใจ ฟังเข้าใจขอรับ บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้”

สิ้นเสียงปิดบานประตู จูเก่อเยว่นั่งอยู่บนเก้าอี้ ค่อยๆ ปรับลมหายใจกลับสู่ปกติ ย้อนนึกถึงท่าทางเบะปากร่ำไห้ของเด็กหญิง ไม่ทราบเพราะเหตุใด กลับรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา

เขาลุกขึ้น เดินถึงห้องด้านใน เพียงเห็นด้านในสะอาดเรียบง่าย ผนังตรงข้ามเตียงแขวนภาพวาดเด็กหญิงอ่อนเยาว์คนหนึ่ง อายุไม่เกินสิบเอ็ดสิบสอง ดวงตากลมโตสุกใส รอยยิ้มหวานละไม สวมเสื้อสีเหลืองนวล ท่อนล่างเป็นกระโปรงสีเขียวอ่อน จิ้มลิ้มน่ารักเป็นที่สุด

จูเก่อเยว่ยื่นมือออกไปช้าๆ ลูบไล้มุมหนึ่งของภาพอย่างแผ่วเบา เนิ่นนานให้หลัง ค่อยเอ่ยเสียงเบาหวิวแทบไม่ได้ยินว่า “ข้าจะเชื่ออีกครั้งหนึ่ง”

 

ฉู่เฉียวเยื้องย่างไปตามระเบียงทางเดิน ก้มหน้างุด ไม่สนใจคำทักทายของคนที่เดินผ่านไปมา ท่าทางน้อยใจเพราะถูกตำหนิติติงอย่างเห็นได้ชัด

มิคาด พอบานประตูปิดลง ใบหน้าเง้างอนเมื่อครู่พลันหายวับ เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ดวงตาคมปลาบ มือทาบทรวงอกนั่งลงที่เก้าอี้ รินน้ำชาถ้วยหนึ่ง ถือไว้ในมือ ทว่ามิได้ดื่ม

อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือว่าผ่านสถานการณ์คับขันไปได้อย่างหวุดหวิด ไม่ว่าจูเก่อเยว่จะเชื่อถือเพียงใด แต่น่าจะไม่มีเภทภัยชั่วคราว

เสื้อที่แนบติดแผ่นหลังล้วนเปียกชุ่ม ลมหนาวพัดโชยเหนือสาบเสื้อจนเย็นวาบ ฉู่เฉียวดื่มชาเย็นชืดคำหนึ่ง ปรับลมหายใจที่รัวเร็ว จากนั้นหลับตาลง ผ่อนลมหายใจออกมา

อย่างไรก็ตาม เรื่องราวจำต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน นางไม่มีเวลาแล้ว

ลมหนาวดุจคมมีด ฤดูเหมันต์ของปีนี้เหน็บหนาวเป็นพิเศษ

 

กลางท้องนภามืดมิด ดวงดาวระยิบระยับสาดส่องทั่วพสุธาที่หลับไหล หิมะโปรยปรายถี่หนัก นครเจินหวงที่เพิ่งผ่านพ้นงานฉลองเทศกาลซ่างหยวน ต้อนรับวิกฤตรอบแรกหลังความชื่นมื่นรื่นเริง

น้ำค้างเย็นเยือกปกคลุมทั่วนครเจินหวง รถม้าโลดแล่นขวักไขว่ระหว่างสภามนตรีสูงสุดและวังเซิ่งจินไม่ขาดสาย ราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก ทัพหวงเทียนที่จับศึกทิศตะวันตกได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงที่สุดในประวัติศาสตร์ คาวโลหิตโชยกลิ่นลงมาตั้งแต่แม่น้ำหลีฮวาบนที่ราบสูงเยียนเป่ย อบอวลไปทั้งราชสำนักต้าเซี่ย จนถึงใจกลางราชอาณาจักร

การท้าทายของชนเผ่าเฉวี่ยนหรงสร้างความเดือดดาลต่อบรรดาชนชั้นสูงของราชอาณาจักร ฤทธานุภาพที่แข็งแกร่งได้รับความคลางแคลงและล่วงละเมิด ก่อตัวเป็นสงครามฉากหนึ่งท่ามกลางการหยุดพักหายใจอันอึมครึม และก่อนหน้านี้ จำต้องมีคนจ่ายค่าตอบแทนด้วยโลหิตสำหรับการพ่ายแพ้ในครั้งนี้ แม้ว่า...จะเพียงเพื่อผดุงเกียรติยศศักดิ์ศรีของราชอาณาจักรก็ตาม

ราชโองการเลี่ยมทองถูกส่งออกจากวังเซิ่งจิน ผ่านมติสภามนตรีสูงสุด จากนั้นลัดเลาะผ่านจตุรัสจื่อเวย ถนนจิ่วเวย หอบูชาเฉิงเทียน ประตูใหญ่เฉียนคุน ส่งตรงถึงชายแดน ราตรีที่เงียบสงบก่อนพายุคะนอง ผู้คนในนครเจินหวงยังคงหลับใหลอย่างเป็นสุข

“พี่เยว่เอ๋อร์”

เสี่ยวปา (น้องที่แปด) เพิ่งร้องเรียกก็ถูกฉู่เฉียวอุดปากไว้ ดวงตาของเด็กหญิงเป็นประกาย เหลียวมองรอบทิศ ก่อนล้วงถุงแพรจากอกเสื้อ วางในมือของเสี่ยวปา พลางกระซิบว่า “เสี่ยวปา เวลามีน้อย พี่จะพูดสั้นๆ พรุ่งนี้ก่อนอาหารเย็น ถ้าพี่ยังไม่มาหาเจ้า เจ้าก็หนีไปเองทางโรงเก็บม้าหลังเขา เวรยามที่เฝ้าอยู่แถวนั้น พรุ่งนี้พี่จะหาทางล่อให้ออกห่าง ก่อนอาหารเย็นจะมีเวลาหนึ่งชั่วยามที่ปราศจากเวรยาม ในนี้มีเงินจำนวนหนึ่ง ยังมีหนังสืออนุญาตออกนอกเมืองปลอม เจ้าพกติดตัวไว้ ไม่ต้องรอพี่ ตรงออกนอกเมืองได้เลย”

“พี่เยว่เอ๋อร์?” เด็กน้อยคว้ามือฉู่เฉียวอย่างร้อนรน แล้วถามว่า “พี่จะทำอะไร จะไปแก้แค้นใช่หรือไม่? เสี่ยวปาช่วยได้ ข้าจะไม่จากไปตามลำพัง”

“อย่าดื้อ” ฉู่เฉียวยื่นมือลูบศีรษะเด็กน้อย เอ่ยเสียงเครียดว่า “ตระกูลจิงตอนนี้เหลือแค่เจ้ากับพี่ พี่เป็นพี่สาว เจ้าต้องเชื่อฟัง ขอเพียงคนยังอยู่ ตระกูลจิงก็ไม่สูญสิ้น หากพี่มีอันเป็นไป เจ้าก็ยังแก้แค้นให้พี่ได้”

“พี่เยว่เอ๋อร์...”

“เสี่ยวปา เชื่อพี่ พอออกจากเมืองให้มุ่งตะวันออกอย่างเดียว ถึงเมืองซานอี้ชายแดนเปี้ยนถัง รอพี่ที่นั่นสามวัน หากพี่ยังไปไม่ถึง เจ้าก็ไปก่อน ไม่ต้องห่วง นี่เป็นแค่แผนสำรอง เมื่อพี่ปลีกตัวได้ ต้องตามไปสมทบกับเจ้าแน่นอน”

เด็กน้อยตาแดง ปากเม้มสนิท พลันกางแขนกอดเอวฉู่เฉียวไว้แน่น เอ่ยน้ำเสียงสะอื้นว่า “พี่เยว่เอ๋อร์เก่งที่สุด ต้องไม่เป็นไรแน่นอน”

ฉู่เฉียวปวดแปลบในใจ กอดตอบเด็กน้อย ยิ้มขื่นเมื่อกล่าวว่า “วางใจเถอะ หลังจากครั้งนี้ เราจะหนีไปจากที่แห่งนี้ วันหน้าจะไม่มีใครรังแกพวกเราได้อีก”

เสี้ยวจันทร์นอกหน้าต่างดั่งตะขอ ลมตะวันตกกวาดผ่านหิมะ เงียบเหงาวังเวง

 

วันรุ่งขึ้น ฉู่เฉียวตื่นเช้าตามปกติ เมื่อเดินถึงห้องของจูเก่อเยว่ กลับได้รับแจ้งว่านายน้อยสี่ออกไปตั้งแต่เช้า เวลานี้ไม่อยู่ในคฤหาสน์

ฉู่เฉียวลอบลิงโลด ‘สวรรค์เป็นใจ’ หมุนตัวมุ่งหน้าไปทางประตูใหญ่ มิคาด ยังไม่ทันก้าวพ้นประตูของเรือนกลาง ก็ถูกเยว่ชีองครักษ์คนสนิทของจูเก่อเยว่ขวางไว้ องครักค์หนุ่มอายุไม่ถึงสิบห้าปั้นสีหน้าเย็นชาจ้องมองฉู่เฉียว กล่าวทีละคำว่า “นายน้อยสั่งไว้ ไม่อนุญาตให้แม่นางซิงเอ๋อร์ออกจากเรือนชิงซาน”

ฉู่เฉียวตะลึงลาน ไม่ทราบจูเก่อเยว่เกิดบ้าอะไรขึ้นมาอีก จึงเชิดคางส่งยิ้มอ่อนหวาน “พี่ชายท่านนี้ ข้ามิใช่จะออกจากเรือน ข้าแค่จะไปห้องครัวเล็ก ดูว่าใบชาที่เพิ่งส่งมาเมื่อวานสดใหม่หรือไม่” พูดจบก็หมุนตัวเดินไปที่ห้องครัวเล็ก

ชั่วครู่ผ่านไป หวนเอ๋อร์เดินออกมาจากห้องครัว เยว่ชีนิ่วหน้า เดินไปถามว่า “ซิงเอ๋อร์เล่า?”

“เลือกใบชาอยู่ข้างในกับคนอื่นๆ”

เยว่ชีขมวดคิ้ว “ฐานะของนางตอนนี้ยังต้องทำงานประเภทนี้อีกหรือ?”

“เฮอะ ท่านเห็นนางเป็นคนวางท่าใหญ่โตเหมือนจิ่นจู๋จิ่นซือหรือ” สาวใช้เลิกคิ้วถาม ไม่ใส่ใจเหลือบแลเยว่ชีสักแวบ พลันโพล่งอย่างปากไวว่า “พวกประจบสอพลอ!”

ที่ขอบฟ้า เมฆขาวลอยล่อง วันนี้นับว่าอากาศดี

หนังสือแนะนำ