จ้าวนักสู้

บทที่ 5 อุบัติการณ์ประหลาด

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นขณะนี้อยู่ในท่านั่ง ดวงตาเบิ่งกว้าง แต่ทว่าประกายตาแตกซ่านสับสน คำนวณจากท่วงท่าแม้ลืมตาอยู่ แต่คงมิอาจแลเห็นได้

        ลี้เซี่ยวเค้งพอพบเห็นเช่นนั้น ก็สะท้านใจวาบกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องราวประการใด เขา...เป็นอย่างไรไปแล้ว?”

        นางในยามนี้สำหรับกับบุรุษหนุ่ม หามีความสัมพันธ์เป็นพิเศษไม่ เพียงแต่นางมีจิตใจประเสริฐเลิศกังวลในตัวบุคคลผู้อื่น พอพบเห็นบุรุษหนุ่มบาดเจ็บสาหัสย่อมบังเกิดความเห็นอกเห็นใจ

        มิหนำซ้ำ คราครั้งที่ประสบพบกัน บุรุษหนุ่มผู้นั้นยังกล่าวหาว่านางมีจิตคิดหลอกลวง ลี้เซี่ยวเค้งยามได้รับกระทบกระเทือนใจ ก็ต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามเข้าใจนาง ดังนั้นขณะนี้จึงแสดงอากัปกิริยาออกไป

        สภาพเช่นนี้ ในสายตาของซวงเซ้งบู๊กับอูปิกซิ้งต่างก็หันมาสบตากันอย่างปลื้มปีติ แต่จุ้ยฮวยเล้งรู้สึกว่าจิตใจมีรสชาติอันพิกล

        ลี้เซี่ยวเค้งขณะส่งเสียง ยังสาวเท้าไปเบื้องหน้าจนใกล้ชิดกับบุรุษหนุ่มผู้นั้น กล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ท่านเป็นอย่างไร ยังจดจำข้าพเจ้าได้หรือไม่? ท่านกล่าวหาว่าข้าพเจ้า...”

        กล่าวถึงตอนนี้ สำเนียงก็แปรเปลี่ยนเป็นสั่นเครือบุรุษหนุ่มผู้นั้นนั่งอยู่กับที่ คราแรกคล้ายกับรูปสลักจากศิลา จวบจนบัดนี้จึงขยับร่างกาย เบือนศีรษะมาทางลี้เซี่ยวเค้ง

        บนใบหน้ายังคงปราศจากความรู้สึก ชั่วครู่ให้หลังจึงส่งเสียงออกมาอย่างแช่มช้าว่า “เซี่ยวเค้ง...”

        ลี้เซี่ยวเค้งคาดมิถึงว่า จะได้ยินฝ่ายตรงข้ามเรียกหานามของนาง จึงสะท้านใจอย่างรุนแรงอุทานว่า “ท่านจดจำข้าพเจ้าได้?”

        อูปิกซิ้งส่งเสียงจากด้านหลังว่า “บัดนี้มันมีชีพจรยุ่งเหยิง แทบลืมเลือนความทรงจำ แต่มันส่งเสียงเรียกหาท่านตลอดเวลา”

        ลี้เซี่ยวเค้งมีดวงใจพลุ่งพล่าน นางคิดจะร่ำไห้ออกมา ตั้งแต่เยาว์วัย ก็ติดตามเทพธิดาแพรม่วง และถูกบงการราวกับผู้รับใช้ ถูกข่มเหงรังแกโดยมิเคยมีผู้ใดห่วงใยกังวลมาก่อน

        นางคาดมิถึงว่ายังมีบุคคลผู้หนึ่ง ขณะที่สติสัมปชัญญะมิแจ่มชัด เส้นชีพจรยุ่งเหยิง ก็พร่ำเอื้อนเอ่ยนามของนาง

        ในยามกะทันหัน นางมิทราบว่าจะทำอย่างไร ลี้เซี่ยวเค้งได้แย้มยิ้มออกมา แต่หยาดน้ำตาก็ไหลรินพร่างพรู อูปิกซิ้งส่งสำเนียงมาจากเบื้องหลังอีกว่า “ลี้โกวเนี้ย ขอเพียงแต่ท่านยินยอมดูแลมัน บุรุษผู้นี้ก็จะทุเลาเป็นปรกติได้ ท่านตกลงใจว่ากระไร?”

        ลี้เซี่ยวเค้งผงกศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าย่อมยินดี”

        “นั่นก็ประเสริฐ พวกเราเป็นสหายของมันก็ต้องการให้มันทุเลาโดยเร็ว ลี้โกวเนี้ย ขอให้ท่านดูแลมันด้วย”

        กล่าวจบ อูปิกซิ้งก็ปรายตาเป็นนัยกับซวงเซ้งบู๊และจุ้ยฮวยเล้ง บุคคลทั้งสามพากันล่าถอยออกจากห้อง และพอพ้นมาแล้ว อูปิกซิ้งก็ปิดประตูเข้าหากัน

        ลี้เซี่ยวเค้งยืนหยัดอยู่เบื้องหน้าของบุรุษหนุ่ม แต่มิทราบว่าจะทำอย่างไร ในช่วงเวลานั้นฝ่ายบุรุษหนุ่มก็เรียกหานามของนางขึ้นอีก ลี้เซี่ยวเค้งจึงกล่าวว่า “ท่านรู้สึกผิดปรกติที่ใดบ้าง?”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นหาได้ตอบคำไม่ ลี้เซี่ยวเค้งจึงกล่าวสืบไปว่า “ข้าพเจ้าประคองท่านไปพักผ่อน ที่เตียงนอนเป็นอย่างไร?”

        เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ นางจึงสะอึกกายออกไปหนึ่งก้าวประคองร่างของบุรุษหนุ่มขึ้นมา ขณะนี้ตลอดเรือนร่างของบุรุษหนุ่มจึงแอบอิงโถมมาบนร่างนาง

        ลี้เซี่ยวเค้งมิเคยใกล้ชิดสนิทสนมกับบุรุษเพศผู้ใดมาก่อนจึงรู้สึกมีใบหน้าร้อนผะผ่าว เรือนร่างอ่อนระทวยแทบไร้กำลังก้าวเท้าไปเบื้องหน้าเลย

        นางหอบหายใจอยู่หลายครา จึงเคลื่อนไหวต่อไปได้ และนำพาบุรุษหนุ่มผู้นั้นมาถึงเตียงนอนที่ริมห้อง ส่วนนางก็ฉุดลากเก้าอี้ตัวหนึ่ง ทรุดกายนั่งอยู่ข้างเตียง

        ลี้เซี่ยวเค้งมีจิตใจสับสน มิทราบว่าสมควรปฏิบัติอย่างไร และต่อมา นางก็รู้สึกอิดโรยอ่อนเพลียจนฟุบใบหน้ากับเตียงนอนหลับใหลไป

        และแล้วนางก็ถูกสำเนียงเรียกหา ทำให้ตื่นขึ้นมาและพอเงยหน้ากวาดมอง ก็แลเห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้นเปลี่ยนแปลงจากท่านอนเหยียดยาวเป็นนั่งแน่วนิ่ง และผู้ที่เรียกร้องนางก็คือบุรุษผู้นี้เอง

        ลี้เซี่ยวเค้งถึงกับร้องโพล่งว่า “ท่านฟื้นตื่นแล้ว”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นกล่าวขึ้นว่า “ลี้โกวเนี้ย นี่เป็นเรื่องราวประการใด ข้าพเจ้าไฉนมาอยู่ที่นี้และท่านเหตุใดจึงอาศัยร่วมด้วย?”

        ลี้เซี่ยวเค้งมีใบหน้าแดงระเรื่อ นางก้มศีรษะลงกล่าวว่า “พวกมันบอกว่าท่านมีชีพจรยุ่งเหยิง และท่าน...พร่ำเรียกหานามของข้าพเจ้า พวกมันจึงอ้างว่า หากแม้นข้าพเจ้าได้ดูแลท่าน อาจจะทำให้ท่านทุเลาเป็นปรกติ”

        “พวกมันเป็นใคร?”

        “สามประมุขป้อมกะโหลกมรณะ”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นอุทานขึ้นว่า “หมายความว่า ข้าพเจ้าอยู่ในป้อมกะโหลกมรณะ?”

        “ถูกแล้ว”

        บุรุษหนุ่มพลันเอื้อมมือมาเกาะกุมข้อมือของลี้เซี่ยวเค้งกล่าวว่า “ลี้โกวเนี้ย ท่านแม้จะโป้ปดข้าพเจ้า แต่คงมิคิดร้ายต่อข้าพเจ้าใช่หรือไม่?”

        ลี้เซี่ยวเค้งพอถูกเกาะกุมมือ ดวงใจถึงกับเต้นระทึกหวั่นไหว กล่าวตะกุกตะกักว่า “ข้าพเจ้า...มิได้หลอกลวงท่านเลย”

        “ท่านบ่งบอกว่ามิรู้จักวิชาฝีมือ...อา ขณะนี้มิใช่เวลาพาดพิงถึงเรื่องราวนั้นแล้ว เพียงแต่ท่านยินยอมช่วยเหลือข้าพเจ้าหรือไม่?”

        ลี้เซี่ยวเค้งก็มิทันอธิบายให้กับตัวเอง รีบกล่าวว่า “ขอเพียงข้าพเจ้ากระทำได้ ย่อมต้องยินดี”

        “นั่นก็ประเสริฐ ท่านรับฟังไว้ ข้าพเจ้าบัดนี้จะนั่งขัดสมาธิและรอจนท่านแลเห็นจุดแป๊ะฮวยฮวกของข้าพเจ้ามีกลุ่มควันพวยพุ่งขึ้นมาท่านถอนมีดสั้นทั้งสองเล่มที่ทรวงอกของข้าพเจ้าทันที!”

        ลี้เซี่ยวเค้งรีบโบกมือจนขวักไขว่กล่าวว่า “มิได้ เจ้เจ๊ข้าพเจ้าเคยบ่งบอกว่า การที่ท่านยังมีลมหายใจอยู่ เนื่องจากมีดสั้นทั้งสองเล่มที่ปักตรึงบนทรวงอก หากแม้นถอนออกมา ท่านก็มิอาจมีชีวิตรอดสืบไป”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นกล่าวขึ้นว่า “คราก่อนเป็นเช่นนั้น แต่บัดนี้สถานการณ์ได้แตกต่างไปแล้ว”

        “นั่นจะมีความผิดแผกอย่างไร?”        

        “ข้าพเจ้าเองก็มิทราบ ความนัยอย่างแจ่มแจ้งหากอธิบายกับท่าน คงมิสร้างความเข้าใจ ท่านเพียงแต่ปฏิบัติตามวาจาของข้าพเจ้าเท่านั้น”

        ลี้เซี่ยวเค้งลังเลไปครู่หนึ่งกล่าวว่า “หากแม้นมีผลประโยชน์ต่อท่าน ข้าพเจ้าย่อมยินยอม แต่เกรงว่า...”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นมิรอให้นางกล่าวจบลง ก็กล่าวตัดบทว่า “ท่านอย่าได้โง่งม ข้าพเจ้าไหนเลยจะทำร้ายต่อตัวเองเล่า?”

        ลี้เซี่ยวเค้งสั่นศีรษะกล่าวว่า “คราครั้งก่อนที่ดงไม้ ท่านประกาศว่ามิต้องรักษาบาดเจ็บของตัวเอง”

        “แต่บัดนี้สถานการณ์ได้แปรเปลี่ยนไป ลี้โกวเนี้ยขอให้เชื่อถือข้าพเจ้า มีดสั้นสองเล่มที่ทรวงอกนี้หากถอนออกมา อาการบาดเจ็บของข้าพเจ้า ก็จะทุเลาเป็นปรกติ!”

        ลี้เซี่ยวเค้งยังคงครึ่งระแวงครึ่งเชื่อถือ แต่ฝ่ายบุรุษหนุ่มได้ใช้สายตาที่เด็ดเดี่ยวจับจ้องมองมา ในที่สุดลี้เซี่ยวเค้งจึงกล่าวว่า “ตกลง”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้น รีบนั่งขัดสมาธิอยู่บนเตียงนอนพริ้มตาลงผนึกลมปราณขึ้นมา ชั่วครู่ให้หลังเบื้องบนศีรษะของตน ก็ปรากฏหมอกควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมา

        ในยามนี้บรรยากาศภายในห้องกว้าง ก็พลันบังเกิดความเขม็งตึงเครียดขึ้น

        ลี้เซี่ยวเค้งพอแลเห็นฝ่ายบุรุษหนุ่มมีหมอก ควันปกคลุมอยู่บนศีรษะ ฝ่ามือของนางก็เริ่มสั่นระริกขึ้นมาอย่างมิอาจระงับได้

        แต่แม้ฝ่ามือจะสั่นระรัว ก็ยังยื่นออกไปเกาะกุมถูกด้ามมีดสั้นเล่มหนึ่งที่ทรวงอกของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ซึ่งพอกระชับถูก จิตใจของนางก็เคร่งเครียดจนสุดตัว

        นางลังเลอีกครู่หนึ่ง แลเห็นหมอกควันสีขาวที่แผ่กระจายจากเบื้องบนศีรษะของบุรุษหนุ่มยิ่งหนาแน่นขึ้นนางจึงพลันหดมือถอนมีดสั้นเล่มหนึ่งออกมา!

        ขณะที่นางมีอิริยาบถนี้ เนื่องจากมิอาจระงับจิตใจไว้ได้ ถึงกับพริ้มตาจนแนบแน่น แต่รออยู่ครู่หนึ่งยังมิได้ยินสุ้มเสียงสำเนียงใด จึงค่อยลืมตาขึ้นมา

        แลเห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้น นั่งสงบอยู่ดังเดิม บนศีรษะยังมีควันสีขาวพวยพุ่งขึ้น และที่ทรวงอกตรงตำแหน่งเดิมซึ่งมีดสั้นปักอยู่ พอถอนออกมาแล้ว ก็ปรากฏเป็นบาดแผลรูใหญ่

        แต่ทว่าปากแผลมีเพียงโลหิตไหลซึมออกมามิกี่หยด เมื่อแลเห็นสภาพการณ์เช่นนั้น ลี้เซี่ยวเค้งจึงมีกำลังขวัญเข้มแข็งขึ้น รีบกระชับกุมด้ามมีดสั้นเล่มที่สอง กำลังคิดจะถอนออกมา

        ในวินาทีนั้น ได้ยินเสียงฝีเท้าก้าวเดินดังขึ้น และหยุดชะงักอยู่หน้าประตูห้อง จากนั้นก็แว่วสำเนียงหนึ่งกล่าวว่า “ลี้โกวเนี้ย...”

        ช่วงเวลาอันคับขันเช่นนี้ นอกประตูพลันบังเกิดสำเนียงเรียกร้อง จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับลี้เซี่ยวเค้งอย่างใหญ่หลวง แม้กระทั่งบุรุษหนุ่มผู้นั้นก็สะท้านขึ้นทั้งร่าง ควันสีขาวบนศีรษะพลันปลาสนาการไป!        

        ลี้เซี่ยวเค้งแม้มิรู้จักวิชาฝีมือ แต่นางอาศัยร่วมกับเทพธิดาแพรม่วงตลอดเวลา จึงซาบซึ้งว่า บุคคลผู้หนึ่งขณะผนึกลมปราณ หากได้รับความตระหนกหวั่นไหว นั่นเป็นเรื่องราวที่เปี่ยมภยันตราย

        ดังนั้น นางพอแลเห็นบุรุษหนุ่มมีสภาพเปลี่ยนแปลง จึงสำนึกว่าผิดท่าไป รีบระงับจิตใจกล่าวว่า “ผู้ใดกัน?”

        ได้ยินนอกประตูปรากฏสำเนียงว่า “ลี้โกวเนี้ย ผู้น้อยได้รับมอบหมายมาอยู่เฝ้ารับใช้ท่าน หากแม้นมีคำบงการอันใด ขอให้ใช้สอยส่งเสียงด้วย”

        ลี้เซี่ยวเค้งกล่าวว่า “อย่าได้รบกวนข้าพเจ้า หากแม้นมีเรื่องราวข้าพเจ้าย่อมเรียกหาพวกท่านเอง”

        ผู้คนทางด้านนอกส่งเสียงรับคำ และได้ยินเสียงฝีเท้าดังห่างไกลออกไป

        ลี้เซี่ยวเค้งระบายลมหายใจยาวๆ ออกจากปากรีบเบือนหน้ามาทางบุรุษหนุ่ม แลเห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้น ก็ฟื้นคืนสู่ความสงบ หมอกควันสีขาวบนศีรษะ ได้แผ่กระจายขึ้นมาอีก

        นางจึงวางใจจนปลอดโปร่ง และปฏิบัติตามวาจาบุรุษหนุ่มผู้นั้น จัดการถอนมีดสั้นเล่มที่สองออกมา

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นนั่งขัดสมาธิอยู่ตลอดเวลา เวลาผ่านไปอีกครู่ใหญ่ ภายในร่างกายก็บังเกิดสำเนียงเพียะเพียะพะพะอย่างถี่ยิบ จากนั้นพลันลืมตาผุดลุกขึ้น

        ลี้เซี่ยวเค้งในยามนั้น ถึงกับใจสะท้านหวั่นไหวถอยกายไปด้านหลังสองก้าวใหญ่ นางได้รู้จักมักคุ้นบุรุษหนุ่มผู้นี้มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่บัดนี้นางคาดมิถึงว่า ฝ่ายตรงข้ามซึ่งมีเรือนร่างซูบซีดเพราะถูกเคี่ยวเข็ญยามยืนหยัดจะมีบุคลิกอันฮึกเหิมองอาจ อย่างที่มิสามารถก้าวก่ายรังควาน!

        มิหนำซ้ำดวงตาทั้งคู่พอเบิ่งขึ้น ก็สาดประกายกระจายเจิดจ้ามีรัศมีสยบผู้คน เป็นเหตุให้ลี้เซี่ยวเค้งรู้สึกตื่นเต้นตระหนก

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพอยืนหยัดอย่างมั่นคง และประกายที่แวววาวก็เริ่มสลายไป แต่ยังรุ่งโรจน์ผิดสามัญ จับจ้องลี้เซี่ยวเค้งหัวร่อเบาๆ กล่าวว่า “ลี้โกวเนี้ย ต้องขอขอบคุณที่ท่านช่วยเหลือจนอุบัติการณ์คราครั้งนี้เป็นผลสำเร็จได้”

        ลี้เซี่ยวเค้งในมือยังคว้ากุมมีดสั้นทั้งสองเล่มอยู่ในยามกะทันหัน นางรู้สึกใบหน้าแดงใจสั่นไหว เพียงสามารถกล่าวว่า “มีดสั้นสองเล่มนี้ ท่าน...รับคืนไป”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นสืบเท้าออกมาหนึ่งก้าว ยื่นมือรับมีดสั้นทั้งสองเล่ม” พลันถอนหายใจยาวๆ ออกมาพร้อมกับสำเนียงทอดถอนมือที่ (เนื้อขาด) รวบกระชับแน่นเข้า

        ขณะนั้น ได้ยินเสียงดังเพียะเพียะสองครั้ง มีดสั้นทั้งสองเล่มถูกกำกระชับจนหักสลายเป็นสองท่อน ลี้เซี่ยวเค้งสะท้านใจวาบกล่าวว่า “ท่านกำลังทำอะไร?”

        คราครั้งนี้ แม้แต่บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็งงงันไปเล็กน้อยแล้วจึงอุทานว่า “อา ที่แท้พลังฝีมือของข้าพเจ้า ได้บรรลุขั้นสูงส่งถึงปานนี้แล้ว!”

        ลี้เซี่ยวเค้งขมวดคิ้วเล็กน้อยกล่าวว่า “พลังการฝึกปรือของท่านเป็นประการใด แม้ตัวท่านเองก็มิทราบหรือ?”        

        “ถูกแล้ว ท่านย่อมทราบดีว่า เป็นเพราะสาเหตุอันใด?”

        ขณะกล่าววาจา ฝ่ายบุรุษหนุ่มก็เบือนสายตาจับจ้องลี้เซี่ยวเค้ง หากแม้นนางรู้จักวิชาฝีมือย่อมเข้าใจเป็นอย่างดี

        แต่ลี้เซี่ยวเค้งสั่นศีรษะอย่างช้าๆ กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิทราบจริงๆ”

        สำเนียงเอื้อนเอ่ยอย่างแผ่วเบา แต่ก็จริงจังมิแกล้งดัด

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นเงียบงันไปเล็กน้อยจึงกล่าวว่า “ท่านมิรู้จักวิชาฝีมือจริงๆ หรือ?”

        ลี้เซี่ยวเค้งได้ยิน ฝ่ายตรงข้าม พาดพิงถึงเรื่องนี้ก็บังเกิดความกระทบกระเทือนใจจนก้มศีรษะลง แต่นางพยายามข่มกลั้นน้ำตามิให้ไหลริน พลางผงกศีรษะ

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันยื่นมือออก คว้าจับข้อมือของนางไว้ ลี้เซี่ยวเค้งรู้สึกว่า มีพลังกดดันอันมหาศาลทับถมลงใส่ จนนางแทบสิ้นสติไป

        ยังประเสริฐที่ฝ่ายบุรุษหนุ่มได้คลายมือออก ลี้เซี่ยวเค้งจึงระบายลมหายใจออกมา รีบเบือนศีรษะมองไปที่บุรุษหนุ่ม แต่ฝ่ายตรงข้ามพลันหันร่างมิยอมเผชิญหน้าส่งสำเนียงเย็นชากระด้างว่า “ท่านโป้ปดข้าพเจ้า!”

        ลี้เซี่ยวเค้งถึงกับมีหยาดน้ำตาไหลพร่างพรูลงมานางขบฟันกล่าวว่า “ไม่”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “คราก่อน ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า ท่านเป็นผู้มีพลังภายในอันลึกล้ำ อย่างน้อยมีพลังการฝึกปรือสิบห้าปีขึ้นไป นั่นอาจจะเข้าใจว่าข้าพเจ้ากำลังบาดเจ็บสาหัส สติเลอะเลือนบัดนี้ข้าพเจ้า สติสัมปชัญญะได้แจ่มชัด ยังจะผิดพลาดอีกหรือท่านยังคงฝีมือสูงส่งกว่าเทพธิดาแพรม่วงเสียอีก”

        ลี้เซี่ยวเค้งพอได้รับฟัง ก็มีจิตใจยุ่งยากสุดบรรยายนางคิดจะทุ่มเถียงให้กับตัวเอง แต่นางหาใช่ผู้มีคารมคมคาย ในยามนี้ดวงจิตทั้งร้อนรุ่มทั้งขุ่นเคือง ทว่ามิอาจกล่าววาจาได้

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นยังแค่นหัวร่ออยู่ตลอดเวลา ลี้เซี่ยวเค้งจึงหันกายหมายออกไปด้านนอก แต่เพิ่งเคลื่อนกายไปเพียงหนึ่งก้าว ประตูห้องพลันเปิดอ้าออก ปรากฏบุคคลผู้หนึ่งสาวเท้าเข้ามา!

        ลี้เซี่ยวเค้งจึงชะงักฝีเท้าเอาไว้ และพบเห็นว่าผู้ที่มาคือประมุขอันดับสองของป้อมกะโหลกมรณะอูปิกซิ้ง ทำให้นางรีบถอยกายไปหลายก้าว เบือนศีรษะมองทางด้านหลัง

        แลเห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้น ก็มีปฏิกิริยาที่ว่องไวยิ่ง ในชั่วพริบตาเดียว ได้หวนกลับไปที่เตียง นอนเหยียดยาวพริ้มตาลงคล้ายดั่งยังสลบไสลอยู่

        ลี้เซี่ยวเค้งมิทราบว่าฝ่ายบุรุษหนุ่มมีเจตนารมณ์ฉันใดขณะนั้นอูปิกซิ้งได้กล่าวว่า “ลี้โกวเนี้ยมันเป็นอย่างไร?”

        ลี้เซี่ยวเค้งมิเคยโป้ปดผู้คนมาก่อน จึงกล่าวว่า “เขา...”

        แต่แล้วนางพลันฉุกคิดได้ว่า บุรุษหนุ่มผู้นั้นพอพบว่ามีผู้คนเข้ามา ก็ขึ้นไปบนเตียงนอนเสแสร้งแกล้งหลับใหล แสดงว่ามิต้องการ ให้ผู้อื่นรู้ว่า ทุเลาเป็นปรกติแล้ว

        ถ้าเช่นนั้น นางอาจบ่งบอกเรื่องราวออกไป จะมิทำลายแผนการของฝ่ายตรงข้ามหรือ ดังนั้น ลี้เซี่ยวเค้ง จึงได้แต่กล่าวตะกุกตะกักมิแจ่มชัด

        อูปิกซิ้งพลันสาวเท้าก้าวยาวๆ ไปเบื้องหน้า จนถึงริมเตียงนอน ยื่นมือออกไป ดรรชนีสามนิ้วแตะอยู่ที่ชีพจรข้อมือของบุรุษหนุ่ม ซึ่งวินาทีนั้น ฝ่ายบุรุษหนุ่มพลันลืมตาขึ้น!

        ความจริงมาตรแม้นบุรุษหนุ่มผู้นั้น ไม่ลืมตาอย่างกะทันหันอูปิกซิ้งก็จะทราบชัดในบัดดลว่า สภาพการณ์ได้แปรเปลี่ยนไป ทั้งนี้ก็เพราะมันผู้มีวิชาแพทย์สูงเยี่ยมบุคคลผู้หนึ่งร่างกายแข็งแรงหรือป่วยไข้ ขอเพียงสัมผัสถูกชีพจร จะรู้ซึ้งทันที

        ในยามนี้นิ้วมือทั้งสามพอแตะสัมผัสถูก ก็รู้สึกว่าเส้นชีพจรของฝ่ายตรงข้ามมีความเข้มแข็งเป็นอย่างยิ่ง มิเพียงแต่ไม่ใช่ผู้ได้รับบาดเจ็บ ยังแสดงว่าเป็นยอดฝีมืออันดับสูงด้วย

        อูปิกซิ้งเป็นชนชั้นใดแล้ว พอสำนึกว่าผิดคาดไป ในเวลาเดียวกับที่บุรุษหนุ่มเบิ่งตาขึ้น นิ้วทั้งสามที่แตะอยู่บนชีพจรข้อมือของฝ่ายตรงข้าม ก็พลันกดแน่นลงไป

        พร้อมกับนั้นอีกสองดรรชนีที่เหลือ ซึ่งมีนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วก้อย ก็พลันยื่นขยายออก โดยมุ่งหวังว่าขณะนั้นสามารถคร่ากุมชีพจรฝ่ายตรงข้าม

        หากแม้นการลงมือของมันคราครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ฝ่ายบุรุษหนุ่มแม้มีพลังฝีมือยอดเยี่ยม ในวินาทีนั้นก็ไม่มีทางสำแดงออกได้

        แต่ทว่าปฏิกิริยาของมันแม้ว่องไว บุรุษหนุ่มผู้นั้นกลับรวดเร็วไปกว่า ขณะที่ดรรชนีทั้งห้านิ้วของอูปิกซิ้งมิทันบีบกระชับ บุรุษหนุ่มก็รั้งมือกลับมาในทันใด

        การตะปบคว้าของอูปิกซิ้ง จึงล้มเหลวไป และเนื่องจากมันลงมือด้วยความรุนแรง นิ้วทั้งห้าจึงขยับเคลื่อนไหวจนบังเกิดสำเนียงขึ้น

        อูปิกซิ้งพอคว้าจับพลาดผิด ก็ลอบร่ำร้องในใจว่าผิดพลาดแล้ว และได้รีบถอยปราดไปด้านหลัง แต่ทว่าเรือนร่างของบุรุษหนุ่มผู้นั้นลุกขึ้นนั่งแล้ว

        และดรรชนีพลันดีดพุ่งออกไป ได้ยินเสียงดังเพียงร่างกายของอูปิกซิ้งก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง

        ที่แท้ พร้อมกับสภาวะพุ่งดรรชนี ก็ปรากฏกระแสพลังอันมหาศาลทะลักออกมา สามารถจี้ใส่จุดคี้มึ้งฮวกของอูปิกซิ้ง ซึ่งกำลังครั้งนี้แม้มิรุนแรง ถึงกับสกัดจุดได้แต่ก็ทำให้มันรับความกระทบกระเทือน ทางร่างกายจนสั่นสะท้าน

        เมื่อเป็นเช่นนี้ การถดถอยจึงชะลอชักช้าไปชั่ววูบและในยามนั้นฝ่ายบุรุษหนุ่มก็ขยับร่างพุ่งปราดเข้าหา นิ้วทั้งห้ากางอ้าออก ตะปบลงบนบ่าของอูปิกซิ้งอย่างหักโหม

        อูปิกซิ้งมิใช่ชนชั้นด้อยฝีมือ มันซึมทราบสถานการณ์มิประเสริฐเลิศนัก ทั้งนี้ก็เพราะตัวยาวิเศษที่บุรุษหนุ่มผู้นั้นได้รับประทานไป เริ่มแผ่ซ่านประสิทธิภาพโดยสิ้นเชิง เมื่อยามที่มีสติอลวน ก็ยังทรงพลังอันมหาศาล

        อย่าว่าแต่คำนวณ จากประกายสายตา ที่โชติช่วงในยามนี้ ฝ่ายบุรุษหนุ่มคงฟื้นฟูสติสัมปชัญญะแล้วอาศัยเพียงลำพัง อูปิกซิ้งย่อมมิใช่เป็นคู่มือ จึงบังเกิดความคิดหมายล่าถอยไป

        แต่ทว่ามันมิใช่ถดถอยในทันใด หากแต่เป็นการถอยเมื่อยามรุก พอพบว่านิ้วทั้งห้าของฝ่ายตรงข้ามตะครุบคว้าเข้ามา จึงประกบฝ่ามือทั้งสองข้าง ปะทะกันเองดังฉาดใหญ่

        และแล้วก็แยกย้ายกันออก สะบัดใส่ดังโครมคราม แบ่งเป็นบนล่างกระแทกเข้าหาอย่างฉับไว ฝ่ามือที่พุ่งสู่เบื้องบน ได้มุ่งจู่โจมต้นแขนขวาของบุรุษหนุ่มซึ่งตะกุยเข้ามา

        ส่วนฝ่ามือซึ่งทลายทางเบื้องล่าง มุ่งเป้าหมายอยู่ตอนท้องน้อยของบุรุษหนุ่มผู้นั้น อันกระบวนท่าซิ่วเจี่ยไคฮวย (บุปผาบานบนพฤกษา) นี้ นับเป็นวิชาฝ่ามืออันพลิกแพลง มิหนำซ้ำอาศัยพลังการฝึกปรือของอูปิกซิ้งยามใช้ออกจึงมีอานุภาพดุร้ายเกรี้ยวกราดยิ่งนัก

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นแลเห็นสันฝ่ามือทั้งสองข้างของฝ่ายตรงข้ามหนึ่งได้กรีดผ่านท้องน้อยไป อีกหนึ่งก็กระแทกถูกต้นแขน แต่ความจริงกระบวนท่าบุปผาบานบนพฤกษาของอูปิกซิ้ง ดูอย่างผิวเผินมีอานุภาพแกร่งกร้าว หากแต่เป็นเพียงท่าร่างหลอกล่อเท่านั้น

        ความตั้งใจแรกเริ่มมิคิดกระแทกถูกคู่ต่อสู้ เพียงแต่คำนวณว่ากระบวนท่าพอใช้สิ้นสุดก็จะล่าถอย คาดมิถึงว่าหนึ่งในสองสภาวะสามารถถูกเป้าหมายได้

        อูปิกซิ้งพอเผชิญเหตุการณ์ที่นอกเหนือความคาดหมาย ก็รีบเงยหน้ามองไปยังต้นแขนของฝ่ายตรงข้ามพลางกดต่ำลงไปหนึ่งเชี๊ยะ ซึ่งฝ่ายบุรุษผู้นั้นก็มิได้ดิ้นรนต่อต้าน

        หากแม้นท่าร่างนี้เป็นกระบวนท่าจริงจังก็แล้วกันไป อย่างน้อยคราครั้งนี้ คงกระแทกฝ่ายบุรุษหนุ่มจนล่าถอย แต่ทว่าฝ่ามือคราครั้งนี้หาได้แฝงพละกำลังอันแท้จริงไม่        

        ดังนั้นการหักล้างในครั้งนี้มิได้ก่อเกิดผลประโยชน์ต่ออูปิกซิ้งเลย มิหนำซ้ำคำนวณจากสภาพการณ์ แสดงว่าฝ่ายตรงข้ามได้รู้ซึ่ง ถึงแผนอุบายของมัน จึงกระทำเช่นนี้

        อูปิกซิ้งพอฉุกคิดได้ จิตใจก็แตกตื่นตระหนก ถึงกับส่งเสียงร้องที่หวั่นไหวดังพิกลขึ้น

        และในเวลาพร้อมเพรียงกันนั้น ฝ่ายบุรุษหนุ่มก็กระแทกฝ่ามือขวาขึ้นไป โดยอาศัยอานุภาพอันมหาศาลนิ้วทั้งห้ากางอ้าดั่งตาขอ ตะปบหัวไหล่ของอูปิกซิ้งได้อย่างแนบแน่น

        อูปิกซิ้งสะบัดร่างดิ้นรน ก็มิอาจหลุดพ้น บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันหัวร่อแค่นๆ ฝ่ามือซ้ายยามกวัดแกว่ง ได้จี้สกัดจุดโกยแจฮวกของคู่ต่อสู้เอาไว้

        ได้ยินอูปิกซิ้ง ส่งเสียงครางออกมาเบาๆ บุรุษหนุ่มผู้นั้นก็สะบัดแขนวูบหนึ่ง ผลักไสอูปิกซิ้งไปถึงเตียงนอน

        เหตุการณ์ทั้งมวล ล้วนอุบัติในระยะเวลาคล้ายดั่งประกายไฟแลบพุ่ง และอากัปกิริยาของบุรุษหนุ่มก็ว่องไวปราดเปรียวยิ่งนัก เมื่อจัดการกับอูปิกซิ้งแล้ว จึงรีบถลันไปยืนหยัดอยู่ข้างประตู        

        พร้อมกับนั้น บุรุษหนุ่มก็วาดมือเป็นนัยให้กับลี้เซี่ยวเค้ง โดยบงการให้นางเคลื่อนไหวมาที่ข้างกายด้วยและในยามนั้นได้ยินสำเนียงผู้คนดังขึ้นว่า “ยี่กอ (พี่ที่สอง) มีเรื่องอันใด?”

        กระแสเสียงที่เย็นยะเยียบ ได้เคลื่อนมาจากที่ห่างไกล จนประชิดใกล้ และมาถึงหน้าประตู ซึ่งเป็นสำเนียงของจุ้ยฮวยเล้ง และขณะนี้ก็ถลันร่างพุ่งเข้ามา

        อิริยาบถของมัน เดินเหินอย่างแน่วแน่ ดังนั้นจึงมิทันสังเกตเห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้นกับลี้เซี่ยวเค้ง ซึ่งซุกซ่อนเร้นกายอยู่หลังประตู

        จุ้ยฮวยเล้ง ถลันมาถึงหน้าเตียงนอน ยามเหลือบแลก็พบว่า ผู้ที่นอนทอดกายอยู่นั้น กลับเป็นอูปิกซิ้งและถูกจี้สกัดจุดอยู่ด้วย มันจึงคาดคำนวณเหตุการณ์ได้

        ในยามนั้น ฝ่ายบุรุษหนุ่ม ก็พลันสืบเท้าออกไปสองก้าว โดยปราศจากสุ้มเสียง ประกบนิ้วจี้ใส่กลางหลังของจุ้ยฮวยเล้ง สภาวะนี้ นอกจากว่องไวอย่างยิ่งยวด ยังมิมีสำเนียงผิดปรกติด้วย

        แต่ทว่าจุ้ยฮวยเล้ง เป็นทายาทของมารดาวารีความสำเร็จของมัน ย่อมเลิศล้ำกว่าสามัญชน บุรุษหนุ่มผู้นั้นแม้นจะจู่โจมอย่างประจวบเหมาะ แต่ขณะอยู่ห่างจากเป้าหมาย ประมาณหนึ่งเชี๊ยะก็ถูกรู้สึกทราบแจ้งแล้ว

        มันในยามนี้ คิดจะหันกายรับเหตุการณ์ ก็มิทันท่วงที ดังนั้นจึงสะกิดปลายเท้าครั้งหนึ่ง เรือนร่างก็ลอยขึ้น และพุ่งถลันไปเบื้องหน้า เพียงแต่ใช้กำลังรุนแรงเกินไป จนร่างกายปะทะกับผนังห้องหลังเตียงนอน

        จุ้ยฮวยเล้งก่อนที่จะกระแทกถูกอย่างถนัดถนี่ ได้สะบัดฝ่ามือออกไปสองครั้งซ้อนๆ จนบังเกิดเสียงระเบิดโครมคราม ผนังห้องพังทลายเป็นช่องใหญ่ อนุญาตให้ร่างกายของมันทะลวงผ่านไปได้อย่างเหมาะเจาะ        

        ผนังห้องยามพังทลาย ได้บังเกิดสำเนียงอันสนั่นหวั่นไหวสะท้านโสตแทบแตกทำลาย ดังนั้นจึงปรากฏสุ้มเสียงของซวงเซ้งบู๊ตวาดแว่วมาว่า “เรื่องราวอันใด?”

        จุ้ยฮวยเล้งกล่าวอย่างเร่งร้อนว่า “ตั่วกอ รีบด่วน...”

หนังสือแนะนำ

Special Deal