จ้าวนักสู้

บทที่ 4 ซากศพที่เคลื่อนไหว

        ลี้เซี่ยวเค้ง พอมาถึงหน้าประตูใหญ่ ก็พบเห็นว่ามีแต่ความสงัดวังเวง นางจึงงงงันไปเล็กน้อย เข้าใจว่าเจ้เจ๊คงนำพาบุรุษหนุ่มผู้นั้น จนมาถึงป้อมกะโหลกมรณะ เพื่อแลกเปลี่ยนกับยาขจัดพิษแล้ว

        หากแม้นว่านางได้กลับออกมาจากป้อมกะโหลกมรณะ ลี้เซี่ยวเค้งยามเร่งรุดมาคงได้เผชิญพบพาน แต่ตลอดทางมิได้พบเห็นผู้หนึ่งผู้ใด แสดงว่าเทพธิดาแพรม่วงยังคงอยู่ในป้อมกะโหลกมรณะ

        ลี้เซี่ยวเค้งฉุกคิดถึงตอนนี้ จึงยื่นมือออกไปหมายสัมผัสห่วงบนประตูป้อมสีดำสนิทบานมหึมา แต่แล้วก็ต้องชักมือกลับอย่างละลาน

        เนื่องจากห่วงประตูทั่วไปสร้างเป็นห่วงทองเหลือง แต่ประตูใหญ่ของป้อมกะโหลกมรณะ กลับจัดสร้างด้วยโครงกระดูกสีขาวโพลง!

        ลี้เซี่ยวเค้งถึงกับสูดลมหายใจเข้าไปลึกๆ ส่งเสียงร้องว่า “เจ้เจ๊...”

        นางส่งเสียงร้องเรียกต่อเนื่องกันหลายครั้งครา ก็ยังปราศจากสำเนียงเสียงตอบ พลันได้ยินเสียงประตูใหญ่ขยับเคลื่อนไหว จนเผยอกว้างออกเล็กน้อย และปรากฏบุคคลผู้หนึ่งชะโงกศีรษะมา

        บุคคลนี้ผอมซูบ มีแต่หนังชั้นหนึ่งห่อหุ้มกะโหลกศีรษะไว้ หากเป็นยามราตรีพอพบพาน คงเข้าใจว่าเป็นซากศพ แต่บัดนี้แสงอรุณได้เริ่มกระจ่างจ้า ทำให้ลี้เซี่ยวเค้งสามารถระงับจิตใจไว้ได้

        ผู้ที่ปรากฏกายออกมา พลันส่งเสียงอย่างแช่มช้าว่า “โกวเนี้ยน้อย นี่เป็นสถานที่ใด ไหนเลยจะอนุญาตให้ส่งเสียงร่ำร้อง รีบไป”

        กระแสเสียงแม้สุดจะทนฟัง แต่จากคารมแสดงว่ายังมีจิตใจเลิศเหลือ ลี้เซี่ยวเค้งจึงฝืนหัวร่อกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเพียงแต่มาเสาะหาผู้เป็นเจ้เจ๊”

        “เจ้เจ๊ของเจ้าเป็นใคร?”

        ลี้เซี่ยวเค้งพอได้ยินคำถามไถ่เช่นนี้ ถึงกับตื่นตระหนกใจใหญ่หลวง หรือว่าเทพธิดาแพรม่วงมิได้เร่งรุดมา หากแม้นว่าบังเกิดเหตุเปลี่ยนแปลง ในจักรวาลอันเวิ้งว้าง นางสมควรฝากฝังชีวิตกับผู้ใดเล่า?

        ดังนั้นจึงร้อนรุ่มใจจนรีบกล่าวว่า “นางมีสมญาเทพธิดาแพรม่วง และนำพาบุรุษผู้หนึ่งมาแลกเปลี่ยนยาขจัดพิษ ดังนั้นย่อมอยู่ในป้อมค่ายอย่างแน่นอน”

        “โกวเนี้ยน้อย เจ้าเข้าใจผิดแล้ว บัดนี้รีบไปเสียเถอะ”

        กล่าวจบ บุคคลผู้นั้นก็สะบัดมือมาทางลี้เซี่ยวเค้ง พร้อมกับอิริยาบถนั้น ได้มีกระแสพลังอันรุนแรงทะลักใส่ซึ่งเป็นพลังภายในที่เลื่อนลอยยากหยั่งคาด

        ลี้เซี่ยวเค้งถึงกับซวนเซถอยไปสองก้าว จนรู้สึกศีรษะมึนงง พร้อมกับนั้นประตูใหญ่ก็ได้เลื่อนปิดสนิท ลี้เซี่ยวเค้งจึงแตกตื่นร้อนรุ่มใจ รีบถลันร่างออกไป แต่แล้วสองเท้าก็อ่อนระทวยกระแทกล้มลงบนพื้นดิน และสลบสิ้นสติในบัดดล

        เทพธิดาแพรม่วงได้นำพาบุรุษหนุ่มผู้นั้น มาถึงหน้าป้อมกะโหลกมรณะ และประมุขอันดับสองของป้อมอูปิกซิ้ง ได้ยืนหยัดรอเผชิญหน้าอยู่ก่อน พอพบพานจึงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เราทราบดีว่าท่านต้องเสาะพบบุรุษผู้นั้นได้”

        เทพธิดาแพรม่วงในขณะนี้ยังมิกล้ามีปฏิกิริยาเพียงกล่าวว่า “มิต้องพร่ำพิไร รีบนำยาขจัดพิษมา”

        “เฮอะ ยาขจัดพิษของเรามิเพียงแต่รักษาพิษร้ายได้ ยังช่วยเพิ่มพูนพลังฝีมือ ผู้ใดกลืนกินลงไป ในเวลาสามปี พิษร้ายจะไม่แทรกซึม ไหนเลยจะมอบให้อย่างง่ายดาย”

        “หมายความว่าท่านคิดตระบัดสัตย์คืนคำ?”

        อูปิกซิ้งกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “เรามิเคยตระบัดสัตย์ เพียงแต่ต้องการตรวจตราดูว่าบุรุษผู้นั้นยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ ดังนั้นขอเชิญเข้าไปในป้อมค่ายเสียก่อน”

        กล่าวจบก็ผลักประตูใหญ่จนเปิดอ้า เทพธิดาแพรม่วงแม้มิยินยอม แต่ก็อับจนปัญญา จึงขบเขี้ยวเคี้ยวฟันก้าวติดตามเข้าไป

        พอเข้าสู่ประตูใหญ่ ภายในหาใช่ลานกว้างตามแบบแปลนก่อสร้างทั่วไปไม่ หากแต่เป็นทางเดินสายวงกลม และเดินเหินประมาณสิบกว่าว่า ก็มีประตูใหญ่อีกบานหนึ่ง

        อูปิกซิ้งยื่นมือเคาะไปที่ประตู ซึ่งหล่อหลอมจากเหล็กกล้าสามครั้ง รอคอยอยู่ครู่หนึ่งประตูจึงเปิดออกอย่างแช่มช้า และพอล่วงล้ำเข้าไป ก็ปรากฏบันใดคดเคี้ยวสายหนึ่งทอดสู่เบื้องสูง

        แลเห็นอูปิกซิ้งถลันร่างพุ่งปราดๆ ขึ้นไป เทพธิดาแพรม่วงได้แต่ติดตาม และลอยขึ้นมาห้าหกว่า จึงมาถึงห้องหับหลังหนึ่ง ซึ่งมีอาณาบริเวณกว้างขวางภายในมีบุคคลสองคนอยู่ก่อน นั่นคือซวงเซ้งบู๊ และจุ้ยฮวยเล้ง

        เทพธิดาแพรม่วงพอเข้าไปในห้อง ก็จัดการวางร่างของบุรุษหนุ่มผู้นั้นลงบนโต๊ะแปดเหลี่ยมตัวหนึ่ง และกล่าวว่า “ท่านประมุขป้อม โปรดตรวจดูว่าบุรุษนี้ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”

        ขณะกล่าววาจา นางได้ใช้ฝ่ามือซ้ายกดอยู่ที่ทรวงอกของบุรุษหนุ่ม เป็นอิริยาบถที่ตระเตรียมพรักพร้อม

        อูปิกซิ้งได้หัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า “ก็นับว่าร่อแร่แทบตกตายอยู่ทีเดียว”

        พลันดีดยาเม็ดสีดำเม็ดหนึ่งพุ่งตรงออกไป เทพธิดาแพรม่วงก็ใช้ฝ่ามือขวารับไว้ และกลืนกินลงไปทันที

        ได้ยินอูปิกซิ้งส่งเสียงกล่าวว่า “ท่านออกไป ด้านตรงข้ามมีห้องหับเล็กๆ หลังหนึ่ง ขอให้อาศัยอยู่เป็นเวลาสามชั่วยาม และโคจรลมปราณระบายพิษร้ายออกจากร่าง ในสามทิวาราตรีอย่าได้มีความคิดสับสน หาไม่แล้วจะชักนำอันตรายต่อตนเอง”

        เทพธิดาแพรม่วงปฏิบัติตามโดยมิโต้แย้ง ออกจากห้องกว้างเข้าสู่ห้องหับด้านตรงข้ามทันที

        ส่วนสามประมุขป้อมกะโหลกมรณะ พอนางจากไปก็ห้อมล้อมอยู่รอบกายของบุรุษหนุ่ม และอูปิกซิ้งใช้มือทั้งสองข้างแตะอยู่ที่ชีพจรข้อมือขวาของบุรุษผู้นั้น ขมวดคิ้วจนแนบแน่น มิส่งเสียงแม้แต่น้อย

        ซวงเซ้งบู๊และจุ้ยฮวยเล้ง รอคอยอยู่ครู่ใหญ่จึงอดส่งเสียงถามไถ่มิได้ว่า “บุรุษผู้นี้เป็นอย่างไร?”

        “บุรุษนี้ความจริงเป็นคนตายไปแล้ว”

        ซวงเซ้งบู๊ร้องโพล่งว่า “ถ้าเช่นนั้นพวกเราก็พลาดพลั้งเสียทีนางแพศยา?”

        อูปิกซิ้งกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “ตั่วกอ โปรดรับคำอธิบาย เราหมายความว่าบุรุษผู้นี้เป็นคนตายแล้ว แต่ในยามชาตะมรณะนั้นได้รับประทานตัวยาวิเศษไปหลายขนาน ทำให้ลมปราณอึดหนึ่งยังคั่งค้างอยู่ที่อวัยวะภายใน โดยมิแตกซ่านสลาย

        มิหนำซ้ำลมปราณห้วงนี้ ยิ่งสร้างสมยิ่งรุนแรง หากสามารถระบายลมปราณดังกล่าวออกมา และพักรักษาตัวแล้ว ความสำเร็จในด้านการฝึกปรือของบุรุษผู้นี้ แม้กระทั่งเราสาม ยังมิใช่ศัตรูคู่มือด้วย”

        จุ้ยฮวยเล้งเป็นบุคคลที่มีความคิดลึกซึ้ง พอได้ยินจึงกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ ไยมิฉกฉวยโอกาสแต่เริ่มต้นปลิดชีวิตของมัน เพื่อกำจัดเภทภัยในภายหลัง”

        แต่อูปิกซิ้ง กับซวงเซ้งบู๊ต่างสั่นศีรษะมิอาจกระทำได้ และอูปิกซิ้งได้กล่าวว่า “บัดนี้เราจะทำให้มันฟื้นคืนสติมา และรอจนรับทราบความลับเท่าที่มันล่วงรู้ แล้วจึงจัดการกำจัดไป!”

        ขณะกล่าววาจา สองมือได้ล้วงมือเข้าไปในอกเสื้ออย่างชุลมุนวุ่นวาย หยิบฉวยขวดยาเล็กๆ ออกมาสิบเจ็ดสิบแปดขวดเป็นอย่างน้อย

        แลเห็นอูปิกซิ้งมีอากัปกิริยาที่คล่องแคล่วว่องไว บัดเดี๋ยวเทยาออกมาเป็นยาผง บัดเดี๋ยวออกเป็นยาเม็ดบ้างยัดเยียดเข้าไปในปากของบุรุษหนุ่ม บ้างก็เป่าเข้าใส่ทางรูจมูก บ้างก็กดอยู่บนจุดเส้น อาศัยกำลังภายในดันจมหายไป

        ในเวลาครึ่งชั่วยาม ฝ่ามือทั้งสองข้างของมันได้เคลื่อนไหวโดยมิหยุดยั้ง ผู้คนทางด้านข้างยามพิจารณาดูรู้สึกละลานตาวุ่นวายแต่มันกลับปฏิบัติอย่างมีระเบียบไม่สับสน

        หลังจากนั้น อูปิกซิ้งก็เก็บกวาดขวดยาทั้งหมด นิ้วกลางจี้สกัดลงบนจุดแป๊ะฮวยฮวก บนขม่อมของบุรุษหนุ่มต่อเนื่องกันสามครั้ง

        แลเห็นเรือนร่างของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ได้เริ่มขยับเขยื้อน และพอมีการเคลื่อนไหว ที่มุมปากความจริงมีคราบโลหิตสายหนึ่ง แห้งเกรอะกรังไปแล้ว บัดนี้ก็เริ่มไหลรินออกมาอีก

        จุ้ยฮวยเล้งร้องโพล่งว่า “ยี่กอ (พี่ที่สอง) มันมีอาการสาหัสลงไปอีก!”

        แต่อูปิกซิ้งรีบโบกมือ เป็นเชิงให้สงบเสียง และมันก็ทุ่มเทสมาธิจดจ่ออยู่ที่บุรุษหนุ่มผู้นั้น มินานให้หลังก็ได้ยินบุรุษหนุ่มส่งเสียงพึมพำออกมา

        สามประมุขป้อมกะโหลกมรณะ พอแว่วสำเนียงออกจากปากของบุรุษหนุ่ม ต่างก็บังเกิดความตื่นเต้นตึงเครียด โน้มกายลงไปโดยพร้อมเพรียงกัน

        เมื่อเริ่มต้นบุรุษหนุ่มผู้นั้นส่งกระแสเสียงที่เลอะเลือนอลวนต่อมาจึงระบายลมหายใจครั้งหนึ่ง และวาจาก็ชัดเจนขึ้นโดยกล่าวว่า “เซี่ยวเค้ง ท่านมิสมควรหลอกลวงข้าพเจ้า ท่าน...ควรทราบว่าข้าพเจ้าเชื่อถือท่านเพียงผู้เดียว”

        บุคคลทั้งสามรวมรั้งสมาธิเงี่ยหูรับฟัง ซึ่งก็ได้ยินบุรุษหนุ่มพึมพำแต่คำว่า “เซี่ยวเค้ง” ซวงเซ้งบู๊จึงร้องอย่างรำคาญใจว่า “บัดซบ นี่หมายความว่าอย่างไรกัน?”

        อูปิกซิ้งโบกมือขึ้นกล่าวว่า “ตั่วกอ (พี่ใหญ่) ขอให้รับฟังต่อไป” พลางยัดเยียดยาเม็ดอีกหลายเม็ดเข้าไปในปากของบุรุษหนุ่มผู้นั้น แต่บุรุษหนุ่มกลับหุบปากจนแน่น คำนวณจากท่วงท่าคล้ายดั่งสลบไสลไปอีก

        ซวงเซ้งบู๊มิอาจอดรนทนได้กล่าวว่า “เดียรัจฉานนี้ คงตกตายไปแล้วเก้าส่วน เล่าฮูรู้สึกว่ามันไม่มีคุณค่าอีกเลย ยังคง...”

        กล่าวถึงตอนนี้ บุรุษหนุ่มที่นอนราบอยู่บนโต๊ะพลันมีเรือนร่างยืดตรงลุกขึ้นนั่ง ปฏิกิริยานี้นับว่าอุบัติอย่างฉับพลันทันด่วน

        ซวงเซ้งบู๊ อูปิกซิ้ง จุ้ยฮวยเล้งทั้งสาม ล้วนเป็นจอมอสูรอันดับหนึ่งในวงพวกนักเลง และบุรุษหนุ่มผู้นี้ก็เฉกเช่นดังคำเอื้อนเอ่ยของซวงเซ้งบู๊ กล่าวคือในสิบส่วนได้ตกตายไปเก้าส่วนแล้ว

        ตามเหตุผล ทั้งสามย่อมมิหวาดหวั่นในตัวบุรุษหนุ่ม แต่เนื่องจากกิริยาท่าทางในครั้งนี้ มีความพิสดารยิ่ง มิใช่ลุกขึ้นนั่งยามฟื้นตื่นจากการสิ้นสติ หากเป็นว่าได้ตกตายไปแล้ว และซากศพพลันเคลื่อนไหวได้ ดังนั้นสามจอมอสูรจึงถูกข่มขู่จนถอยกายคนละหนึ่งก้าว

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพอนั่งแน่วนิ่วแล้ว ก็ได้ยินบนเรือนร่างปรากฏเสียงคักคักดังระรัว ติดต่อกันเป็นเวลาชั่วหม้อข้าวเดือด คล้ายกับเป็นสำเนียงของเม็ดถั่วที่เต้นระริกยามถูกคั่วในกระทะ!

        ในยามนี้แม้กระทั่ง อูปิกซิ้งที่มีวิชาแพทย์ลึกล้ำก็มิทราบว่า บนร่างกายของบุรุษหนุ่มได้บังเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร ทั้งสามจึงจับจ้องบุรุษหนุ่มผู้นั้นอย่างงงงัน

        ต่อมาภายหลัง สำเนียงคักคักอันพิกลก็เริ่มสงบลง ส่วนศีรษะของบุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันเคลื่อนไหวอย่างแช่มช้า กวาดมองมายังบุคคลทั้งสามด้วยสายตาอันแน่วนิ่ง

        ขณะที่ส่วนศีรษะได้เคลื่อนไหว ทุกครั้งคราก็บังเกิดสำเนียงอันแปลกประหลาดขึ้น ดั่งราวกับกระดูกตรงลำคอของบุรุษหนุ่มได้บิดไขว้สลับผิดตำแหน่ง และดวงตาทั้งคู่ถึงกับเบิ่งค้างมิกระพริบ

        ซวงเซ้งบู๊ส่งสำเนียงขึ้นก่อน ตวาดดังกึกก้องว่า “เจ้าคิดจะทำอย่างไร?”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้น สำหรับกระแสเสียงที่คล้ายอสนีบาตทลายลงของฝ่ายตรงข้าม ปานประหนึ่งมิได้รับฟัง ยังคงเคลื่อนไหวส่วนศีรษะอย่างเชื่องช้า

        ซวงเซ้งบู๊ในสถานการณ์เช่นนี้ ก็อดมีขนลุกชี้ชันขึ้นมิได้ เบือนศีรษะมากล่าวว่า “เล่ายี่ (คนที่สอง) บุรุษผู้นี้เป็นอย่างไรแล้ว?”

        อูปิกซิ้งขมวดคิ้วอันดกหนากล่าวว่า “จากท่วงท่าของมัน คล้ายดั่งเส้นชีพจรทั่วร่างเริ่มปะติดปะต่อกันแล้ว พวกเรากลับต้องระมัดระวัง บุรุษผู้นี้หลังจากบาดเจ็บสาหัส ตัวยาวิเศษที่รับประทานลงไปมีมากมายก่ายกอง กำลังภายในที่คั่งค้างรวมตัวอยู่จึงมหาศาลยิ่งนัก

        หากแม้นมันมีสติแจ่มใส ย่อมมิคิดเป็นศัตรูกับพวกเรา แต่บัดนี้จากการคำนวณ มันได้เซื่องซึมไร้ความรู้สึกเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมแล้ว...”

        กล่าวถึงตอนนี้ บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันขยับร่างกายจนกระโดดปราดขึ้นมา และยืนหยัดอยู่บนพื้นดิน สามประมุขป้อมกะโหลกมรณะได้ถอยกายไปหนึ่งก้าวโดยพร้อมเพรียงกัน จุ้ยฮวยเล้งกล่าวอย่างแตกตื่นว่า “ยี่กอ ท่าน...เข้าใจว่ามันเป็นมนุษย์มีชีวิต?”

        อูปิกซิ้งกล่าวขึ้นว่า “ย่อมต้องเป็นผู้มีชีวิต หาใช่คนตายอย่างเด็ดขาด”

        “ข้าพเจ้ารู้สึกว่า บุรุษผู้นี้คล้ายดั่งซากอสุภเสียแปดส่วน!”

        “ท่านกล่าวได้มิผิด มันในยามนี้มีสติมิแจ่มชัด ท่านต่อยตีมันก็มิรู้สึกเจ็บปวด แม้สังหารมันก็มิหวาดหวั่น แต่บุรุษผู้นี้กลับมีพละกำลังมหาศาล สภาพเช่นนี้มิแตกต่างจากซากอสุภเลย”

        ซวงเซ้งบู๊ถึงกับคำรามว่า “ถ้าเช่นนั้นยังจะทอดทิ้งมันไว้ไยกัน?”

        อูปิกซิ้งเงียบงันไปเล็กน้อย จึงกล่าวว่า “ย่อมต้องการรับรู้ ความลับจากปากคำของบุรุษผู้นี้”

        จุ้ยฮวยเล้งกล่าวขึ้นว่า “มันมีสติอลวน ไหนเลยจะจะจำความลับไว้ได้”

        อูปิกซิ้งพลันกล่าวว่า “รอให้เราได้ตรวจชีพจรของมัน เพื่อพิสูจน์ว่าสามารถรักษาหรือไม่ การเสี่ยงภยันตรายนี้ มีผลสะท้อนอย่างลึกล้ำ บัดนี้ตั่วกอขอให้ท่านใช้พลังฝ่ามือสะกดมันเสียก่อน!”

        ซวงเซ้งบู๊ส่งเสียงรับคำ ขยับข้อมือรั้งฝ่ามือขึ้นมาอย่างแช่มช้า สภาวะฝ่ามือแม้เนิบนาบมิเร่งร้อน แต่พลังอันหนักหน่วงสายหนึ่งก็ทะลักออกไปเบื้องหน้า

        อูปิกซิ้งรีบสะอึกกายไปสามก้าว มาถึงด้านหน้าของบุรุษหนุ่ม มันแม้บ่งบอกว่าสมควรเสี่ยงภยันตราย แต่บัดนี้เนื่องจากมีความเขม็งตึงเครียด ใบหน้าถึงกับเป็นสีเขียวคล้ำ

        ในยามนี้กำลังฝ่ามือของซวงเซ้งบู๊ได้เพิ่มความรุนแรงขึ้น แม้แต่อูปิกซิ้งก็รู้สึกว่าลมหายใจติดขัดลำบาก แต่บุรุษหนุ่มผู้นั้นยังยืนแน่วนิ่งอยู่กับที่

        อูปิกซิ้งพลันลงมือ นิ้วทั้งห้างองุ้มดั่งตาขอ ตะปบไปยังข้อมือข้างขวางของบุรุษหนุ่ม มันมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยม ขอเพียงนิ้วมือสัมผัสถูกชีพจรของฝ่ายตรงข้ามในเวลาสั้นๆ ก็จะทราบสมุฎฐานโรคภัยของบุรุษหนุ่มได้

        แต่ทว่า มันกลับปราศจากโอกาสได้สัมผัสถูกฝ่ายตรงข้ามบุรุษหนุ่มผู้นั้นยังยืนหยัดมิเคลื่อนไหว จากอากัปกิริยา คล้ายดั่งมิทราบว่าตกเป็นเป้าจู่โจมของผู้อื่น

        แต่ขณะที่นิ้วมือของอูปิกซิ้งกำลังจะสัมผัสกับข้อมือของบุรุษหนุ่มในวินาทีนั้น อูปิกซิ้งพลันรู้สึกว่าบนข้อมือฝ่ายตรงข้าม มีพลังอันมหาศาลกระแสหนึ่ง ทะลัก สะท้อน ออกมา ถึงกับกระแทกจนนิ้วทั้งห้าของมันแยกกระจายออก

        ในเวลานั้นเอง บุรุษหนุ่มซึ่งยืนแน่วแน่มาตลอดเวลา ก็พลันมีอากัปกิริยา แลเห็นพลันพลิกข้อมือขึ้นและนิ้วทั้งห้ากางอ้าราวกับตาขอ ตะปบเข้าใส่อูปิกซิ้งบ้าง

        ความรวดเร็วของสภาวะ ความพิสดารในท่าร่างยังเหนือล้ำกว่าอูปิกซิ้งเสียอีก จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับอูปิกซิ้ง และช่วงเวลาดุจดั่งประกายไฟแลบพุ่งนั้นข้อมือขวาของมันก็ถูกบุรุษหนุ่มคร่ากุมไว้ได้ ทำให้มันส่งเสียงร้องดังพิกลขึ้น

        ซวงเซ้งบู๊รีบสลับเท้าก้าวไปสองก้าว ฝ่ามือพลันกดกระแทกลง โดยมุ่งเป้าหมายอยู่ที่กลางหลังของบุรุษหนุ่มผู้นั้น จู่โจมอย่างหนักหน่วงและฉับไว

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นได้คร่ากุมข้อมือของอูปิกซิ้ง และสะบัดแขนวูบหนึ่ง เหวี่ยงเอาเรือนร่างอูปิกซิ้งไปทางด้านหลัง จนตกเป็นรัศมีจู่โจมของฝ่ามือจากซวงเซ้งบู๊อย่างประจวบเหมาะ

        ซวงเซ้งบู๊สะท้านใจอย่างรุนแรง ยังประเสริฐที่มันมีพลังการฝึกปรือลึกล้ำ กำลังภายในสามารถเหนี่ยวรั้งทะลักออกตามแต่จิต สำนึกพอแลเห็น สถานการณ์พลิกแพลง จึงตวาดก้องร้องขึ้น บังคับพลังฝ่ามือกลับมา

        และอูปิกซิ้งก็หาใช่ผู้อ่อนด้อย พอถูกบุรุษหนุ่มเหวี่ยงออกมาก็พลันพุ่งถลาร่างขึ้นสู่เบื้องบนอย่างปราดเปรียว แต่คราครั้งหากซวงเซ้งบู๊ชักช้าไปชั่ววูบ ก็คงทำลายเท้าทั้งสองข้างของมันจนหักสะบั้นไป

        อูปิกซิ้งได้ตีลังกาตลบหนึ่ง พลิ้วร่างลงบนพื้นดินห่างจากที่เดิมหลายก้าว และจุ้ยฮวยเล้งก็คุกคามมายังเบื้องหน้า ทั้งสามจึงคุมเชิงอาศัยตำแหน่งอันเหมาะเจาะรายล้อมบุรุษหนุ่มผู้นั้นไว้

        ซวงเซ้งบู๊พลันส่งเสียงกล่าวว่า “เล่ายี่ ยังคงปลิดชีวิตมันเสียเถอะ”

        อูปิกซิ้งกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ไม่ ตั่วกอ ท่านใช้โชยกึงเจี้ย (ฝ่ามือพันชั่ง) กดบ่าของมันไว้ รอให้ข้าพเจ้าตรวจดูชีพจรของมันเสียก่อน การละทิ้งโอกาสเช่นนี้รู้สึกน่าเสียดาย”

        “ฮาฮา เล่ายี่ สองบ่าของบุรุษหนุ่มผู้นี้สามารถต้านรับพลังฝ่ามือพันชั่งของเล่าฮูหรอกหรือ?”

        อันวิชาฝ่ามือพันชั่ง เป็นไม้ตายประการหนึ่งของซวงเซ้งบู๊ ทุกๆ ฝ่ามือแฝงไว้ด้วยพลังการกดดันถึงหนึ่งพันตำลึง และพลังฝ่ามือมีทั้งสิ้นเจ็ดกระแส ฝ่ามือแรกพอใช้ออก กระแสที่หลงเหลือก็จะทยอยใช้ออกโดยมิชะลอยั้ง จึงเกรี้ยวกราดเป็นที่ยิ่ง

        คราครั้งกระโน้น ซวงเซ้งบู๊เคยประลองฝีมือกับกุนซัวฉิกเอียว (เจ็ดอเวจีแห่งกุนซัว) และมันได้ใช้ฝ่ามือหนึ่งกดอยู่บนส่วนศีรษะของรูปปั้นศิลาขนาดมหึมามิถึงครึ่งชั่วยาม รูปปั้นศิลาก็จมหายลงไปบนพื้นดินโผล่พ้นเพียงส่วนหัว สร้างความแตกตื่นให้กับเจ็ดอเวจีจนเตลิดหลบหนีไป

        ดังนั้น ซวงเซ้งบู๊บัดนี้มากล่าววาจาที่ประโคมโหม ย่อมมิใช่ปราศจากสาเหตุเลย

        อูปิกซิ้งก็ตอบว่า “ตั่วกอ ท่านมิต้องเกรงว่ามันไม่สามารถรับไว้ยามกอฝ่ามือลง ยิ่งใช้พลังรุนแรงก็ยิ่งประเสริฐ”

        มันส่งสำเนียงที่อ่อนโยน แต่ในวาจากลับมีความหมาย “เกรงว่าท่านมิอาจสะกดมันไว้ได้” อย่างเด่นชัด

        ซวงเซ้งบู๊พลันตวาดดังกึกก้อง ฝ่ามือทั้งสองได้รั้งขึ้นสู่เบื้องสูง พร้อมกับสะอึกกายออกไปสองก้าวจากนั้นมือทั้งสองข้างจึงกดลงบนบ่าของบุรุษหนุ่มอย่างหักโหม

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นยังคงมีเรือนร่างแน่วนิ่งไม่ขยับเขยื้อน จวบจนฝ่ามือทั้งสองของซวงเซ้งบู๊กดมาถึงบนบ่าก็พลันพุ่งถลันร่างขึ้นไปเบื้องบน

        ซวงเซ้งบู๊รู้สึกว่า มีกระแสพลังอันมหาศาลทะลักตรงขึ้นมา ทำให้มันส่งเสียงตวาดขึ้นอีก พลังภายในแผ่ทะลักจากสองฝ่ามือเป็นระลอกๆ

        แต่ทว่าพลังฝ่ามือของมัน พอแผ่พุ่งโดยมิหยุดยั้งพลังสะท้อนจากสองบ่าของบุรุษผู้ก็แกร่งกร้าวรุนแรงขึ้น แต่ใบหน้าของมันถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นม่วงคล้ำ

        และเบื้องบนศีรษะของซวงเซ้งบู๊มีควันอันร้อนระอุพวยพุ่งขึ้นมาเป็นกลุ่มก้อน แสดงว่าพลังภายในได้ใช้ออกถึงขีดสุด แม้กระทั่งคิดเรียกหาให้อูปิกซิ้งรีบลงมือ ก็มิอาจเอื้อนเอ่ย

        อูปิกซิ้งแลเห็นว่าซวงเซ้งบู๊ ไม่อาจรักษาสภาพการณ์ได้เนิ่นนาน จึงรีบย่อกายลง สะอึกร่างไปเบื้องหน้า คราครั้งนี้ดรรชนีทั้งห้า พอยื่นออกก็นับว่าสัมผัสถูกชีพจรของบุรุษหนุ่มผู้นั้น

        มันเพียงแต่แตะต้องวูบเดียว ก็ล่าถอยในบัดดล ซวงเซ้งบู๊พอเห็นเช่นนั้น ฝ่ามือทั้งสองจึงรั้งกลับมาโดยพร้อมเพรียง

        แต่ทว่ามันพอรั้งพลังกลับมา กระแสพลังจากฝ่ายตรงข้ามก็ทะลักตรงเข้าใส่ และมันก็ไม่มีปัญญาต้านทาน ถึงกับร้องดังสนั่นตลอดเรือนร่างพุ่งกระดอนไปด้านนอกอย่างมิอาจควบคุมได้        

        ซวงเซ้งบู๊รีบตีลังกาสองตลบ แล้วจึงพลิ้วร่างลงใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นแดงฉาน พอยืนหยัดได้ก็ส่งเสียงว่า “เดียรัจฉานมีพละกำลังมหาศาลนัก”

        จุ้ยฮวยเล้งรีบกล่าวขึ้นว่า “ยี่กอ (พี่ที่สอง) เป็นอย่างไร?”

        อูปิกซิ้งกล่าวว่า “ชีพจรของมันมีสภาพสับสนยิ่งนัก บัดนี้หากคิดให้มันมีสติสัมปชัญญะ ก็ต้องปฏิบัติสองวิธีการ”

        จุ้ยฮวยเล้งกับซวงเซ้งบู๊กล่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า “วิธีการอันใด?”

        “เมื่อครู่นี้มันส่งเสียงพร่ำร้องว่าเซี่ยวเค้ง คาดว่าคงเป็นนามอิสตรี ซึ่งนางคงมีความสัมพันธ์กับมันอย่างลึกล้ำ หากได้พบสตรีนั้น สติของมันคงแจ่มชัดขึ้น”

        จุ้ยฮวยเล้งสั่นศีรษะกล่าวว่า “ในใต้หล้า อิสตรีที่มีนามเซี่ยวเค้ง มีมากมายก่ายกองไหนเลยจะทราบว่านวลนางใดเป็นนางในดวงใจของมัน บัดนี้ยังคงบ่งบอกวิธีการที่สองเถอะ”

        “นั่นก็ต้องให้ซาตี๋ (น้องที่สาม) ลำบากแล้ว กล่าวคือมีบุคคลที่ทรงฝีมือสูงล้ำ หรือฝึกปรือแนวลมปราณที่อ่อนหยุ่นเยือกเย็นโดยถ่ายเทพลังภายในเข้าไปในจุดเล้งก่ายฮวกของบุรุษหนุ่ม เส้นชีพจรจึงมีภาวะเป็นปรกติ”

        หยุดอยู่เล็กน้อยจึงกล่าวสืบไปว่า “แต่ทั่วทั้งใต้หล้า บุคคลที่มีคุณสมบัติข้างต้นมีเพียงสองคน หนึ่งคือแป๊ะเน้ยเซี่ยบ้อ (วีรสตรีบัวขาว) แห่งเทียนซัว อีกผู้หนึ่งคือมารดาของซาตี๋จุ้ยบ้อ (มารดาราวี)”

        จุ้ยฮวยเล้งพอได้ฟัง ก็ขมวดคิ้วเข้าหากันกล่าวว่า “มารดามิยุ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ของชาวโลก แม้เราจะเร่งรุดไป ก็มิอาจเชื้อเชิญท่านผู้เฒ่ามาได้”

        “ซาตี๋ หากอธิบายความจำเป็นของการถามไถ่ความลับจากบุรุษหนุ่มให้มารดาท่านรับทราบ ท่านผู้เฒ่าอาจยินยอมเร่งรุดมาก็ได้”

        “อุปนิสัยของมารดาท่านมีความดื้อรั้นประหลาดเหลือ ท่านผู้เฒ่าเมื่อมิยุ่งเกี่ยวกับชาวโลก ก็ไม่มีทางเชื้อเชิญท่านมาได้ แต่ทว่า...”

        หลังจากขบคิดอยู่เล็กน้อยจึงกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามีวิธีการอยู่ นั่นคือยามเชื้อเชิญมารดาเข้าสู่ตงง้วนยากลำบาก แต่ข้าพเจ้าหากส่งบุรุษผู้นี้ไปหามารดา และขอให้ช่วยเหลือ ท่านผู้เฒ่าอาจจะยินยอมตกลง”

        อูปิกซิ้งผงกศีรษะกล่าวว่า “นี่ก็ประเสริฐ เพียงแต่ยามเร่งรุดไป แม้จะกระทำอย่างเร้นลับก็คงมีชนชาวบู๊ลิ้มมาพัวพัน”

        ซวงเซ้งบู๊จวบจนบัดนี้จึงส่งเสียงกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น พวกเราก็ประหัตประหารผู้ขัดขวางเลย”

        อีกสองคนปราศจากความเห็น แสดงว่ามีเจตจำนงต้องกัน ซวงเซ้งบู๊พลันสะบัดชายเสื้อใช้พลังภายในบังคับจนประตูหน้าห้องเปิดอ้าออก พลางตวาดว่า “บริวารเรา...”

        นอกประตูแว่วเสียงรับคำอย่างนอบน้อม และปรากฏชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งถลันเข้ามา ยืนห้อยมืออย่างสำรวม ซวงเซ้งบู๊บงการไปว่า “รีบไปจัดเตรียมม้าพ่วงพีสามตัว รถม้าคันหนึ่งรอคอยอยู่หน้าประตู”

        ชายฉกรรจ์ผู้นั้นกล่าวว่า “น้อมรับคำสั่ง...เรียนท่านประมุขใหญ่ หน้าประตูป้อมมีดรุณีนางหนึ่ง อ้างอิงว่าเป็นม่วยม่วยของเทพธิดาแพรม่วง ต้องการเสาะพบเจ้เจ๊ และมิอาจเข้ามาได้ จึงสลบไสลอยู่หน้าประตูป้อม”

        อูปิกซิ้งพลันฉุกใจได้คิดกล่าวว่า “ดรุณีนางนั้นมีนามอันใด?”

        “น้อมเรียนท่านประมุขที่สอง นามมีนามลี้เซี่ยวเค้ง”

        อูปิกซิ้งพอได้ฟัง ถึงกับหัวร่อฮาฮาดังสนั่นหวั่นไหวกล่าวว่า “ตั่วกอ ซาตี๋ พวกเราอาจมิต้องลำบากตรากตรำต่อการเดินทางแล้ว นี่เรียกว่าแสวงจนรองเท้าสึกหรอไม่พบพาน ยามได้มากลับง่ายดายยิ่ง”

        จุ้ยฮวยเล้งก็กล่าวอย่างลิงโลดว่า “ยี่กอ หมายความว่า บุรุษผู้นี้พอได้พบพานลี้เซี่ยวเค้งนั้น สติสัมปชัญญะจะฟื้นคืนมา?”

        อูปิกซิ้งรีบถ่ายทอดคำสั่งออกไปว่า ให้นำพาลี้เซี่ยวเค้งเข้ามา ในป้อมกะโหลกมรณะมีบริวารมากมาย ฝ่ายประมุขพอประกาศิตชั่วพริบตาเดียวลี้เซี่ยวเค้งก็ถูกผู้คนประคองนำพาเข้ามา

        ลี้เซี่ยวเค้งความจริงได้สิ้นสติ อยู่หน้าป้อมกะโหลกมรณะ แต่บัดนี้ได้ฟื้นตื่นขึ้นมาแล้ว เพียงรู้สึกตาลายสมองหมุน จึงพาลพริมตาลง และหอบหายใจน้อยๆ

        ศักดิ์ศรีของลี้เซี่ยวเค้ง สามประมุขป้อมกะโหลกมรณะต่างซึมทราบว่า นางเป็นน้องสาวเทพธิดาแพรม่วง แต่พอทั้งสามได้แลเห็นล้วนตะลึงลานไป

        เทพธิดาแพรม่วงเป็นโฉมสะคราญที่ลือนาม แต่ความงามของนางหยาดเยิ้มเย้ายวนจิต ส่วนลี้เซี่ยวเค้งในยามนี้มีท่วงท่าซูบซีดใบหน้าขาวสลด แต่แม้เป็นเช่นนั้นนางยังมีความงดงามผุดผาดอย่างหลุดพ้นจากปุถุชน

        ในสามประมุขป้อม ซวงเซ้งบู๊ภรรยาตกตายไปเนิ่นนานแต่มันแม้เป็นบุคคลอำมหิต กลับมีไมตรีจิตต่อภรรยาอย่างล้ำลึกมิคิดแสวงหาอิสตรีอื่น และอูปิกซิ้งก็ไม่มีความรู้สึกต่อเพศตรงข้าม

        มีแต่จุ้ยฮวยเล้งซึ่งอายุเพียงสามสี่สิบปี เนื่องจากมีพลังฝีมือสูงเยี่ยม จึงรู้สึกว่าต้องเป็นเทพธิดาจุติมาค่อยคู่ควรกับมัน พอพบเห็นลี้เซี่ยวเค้งถึงกับมีดวงใจเต้นระทึกขึ้นมา

        อูปิกซิ้งได้ส่งเสียงกล่าวขึ้นก่อนว่า “ลี้โกวเนี้ย ท่านรู้สึกสบายดีหรือไม่?”

        ลี้เซี่ยวเค้งระงับความรู้สึกแล้วค่อยลืมตาขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏเข้ามาในคลองจักษุก็คือ ซวงเซ้งบู๊ที่มีหนวดเครายาวเหยียด อูปิกซิ้งที่พิกลผิดสามัญชน และจุ้ยฮวยเล้งที่ละม้ายปีศาจเสียเจ็ดส่วน จึงบังเกิดความหวั่นไหว “ข้าพเจ้าอยู่ใน...สถานที่ใด?”

        อูปิกซิ้งเป็นผู้ตอบว่า “ลี้โกวเนี้ย ท่านอาศัยอยู่ภายในป้อมกะโหลกมรณะ”

        “อ้อ...ถ้าเช่นนั้น เจ้เจ๊ข้าพเจ้าเล่า?”

        อูปิกซิ้งพลันหัวร่ออย่างกลอกกลิ้งกล่าวว่า “การที่ท่านเร่งรุดมาสถานที่นี้ หรือว่าเพียงแต่คิดเสาะหาเจ้เจ๊ของท่านเท่านั้น?”

        ลี้เซี่ยวเค้งงงงันไปวูบหนึ่ง มิทราบว่าอูปิกซิ้งมีความหมายในวาจาเป็นประการใด กล่าวว่า “ข้าพเจ้ามาเพื่อเสาะหาเจ้เจ๊จริงๆ”

        อูปิกซิ้งมิเอื้อนเอ่ยวาจา พลันถลันร่างวูบหนึ่ง และซวงเซ้งบู๊กับจุ้ยฮวยเล้งก็เคลื่อนกายไปด้านนอก พวกมันทั้งสามความจริงยืนเผชิญหน้ากับลี้เซี่ยวเค้ง บัดนี้เมื่อถอยกายไป ลี้เซี่ยวเค้งก็สามารถแลเห็นบุรุษหนุ่มซึ่งอยู่ด้านหลังของทั้งสามแล้ว

หนังสือแนะนำ

Special Deal