หมั่นเนื้อนงคราญ

บทที่ 4

   

บ่วยเอียงเซ็งถามว่า “นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

เหนือคุนลุ้นถามว่า “ในความเห็นของท่าน หญิงงามในโลกถือกำเนิดจากตระกูลร่ำรวยมากกว่า หรือถือกำเนิดจากตระกูลยากจนมากกว่า?”

บ่วยเอียงเซ็งตอบว่า “ย่อมถือกำเนิดจากตระกูลยากจนมากกว่า”

เหนือคุนลุ้นถามอีกว่า “หญิงงามตระกูลร่ำรวยพอกแป้งประทินโฉม สวมเสื้อผ้าเห็นได้ละเอียดถี่ถ้วนกว่า หรือว่าชะล้างแป้งประทินโฉมถอดเสื้อผ้าออกเห็นได้ละเอียดกว่า?”

บ่วยเอียงเซ็งตอบว่า “ย่อมต้องชะล้างปลดเปลื้อง จึงจะเห็นความงามแท้จริงถ้าใบหน้าพอกแป้งประทินโฉม บนร่างใส่เสื้อผ้า จะจำแนกออกได้ยังไง?”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “นั่นก็ใช่แล้ว พวกเราขโมยไม่เหยียบย่างบ้านช่องคนยากจน หากแต่ไปตามตึกรามหอห้อง เมื่อตอนไปมักเป็นกลางดึกสงัด บางครั้งเห็นนางถอดเสื้อผ้านั่งอยู่ใต้แสงจันทร์ บางคนเลิกม่านมุ้งอยู่ใต้เงาโคม ข้ากลัวนางไม่นอน ไม่กล้าหยิบฉวยข้าวของ ได้แต่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืด จับจ้องมองดูนาง จนกระทั่งนางหลับสนิทไม่ไหวติงค่อยลงไม้ลงมือ ในหลายชั่วยามนี้ ไม่เพียงเห็นปากแก้มคิ้วคาง รูปร่างผิวพรรณโดยระเอียด แม้แต่ซอกมุมอันเร้นลับ ขุมขนในที่ลับก็เห็นโดยกระจ่างชัดตา ครอบครัวคนร่ำรวย บ้านขุนนางในรัศมีหลายร้อยลี้นี้ สตรีไหนงดงามน่าดูสตรีไหนขี้ริ้วขี้เหร่ ล้วนอยู่ในสมองข้าจนหมดสิ้น”

บ่วยเอียงเซ็งตอนแรกนอนอยู่ในผ้าห่ม เงี่ยหูฟังคำบอกของเขา พอฟังถึงตอนนี้ ต้องยันกายลุกขึ้นนั่ง พูดว่า “มีเหตุผล วันนี้ท่านไม่พูดถึง ข้าแทบพลาดโอกาสไป ท่านเมื่อเห็นสตรีรูปร่างงดงามเช่นนั้น เกิดอารมณ์หวั่นไหวขึ้นมาจะทำยังไง?”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “ตอนอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์เห็นสภาพอย่างนั้น ข้าอดขัดถูอาวุธตัวเองในเงามืดมิได้ นึกฝันว่าประกอบกิจกับนาง ต่อมาเห็นจนชาชิน ไม่รู้สึกหวั่นไหว แต่บางครั้งนางประกอบกิจกับสามี ส่งเสียงแค่นครวญคราง เสียงปฏิยุทธ์สังวาสดังติดต่อกันอดหวั่นไหวในอารมณ์ไม่ได้”

บ่วยเอียงเซ็งฟังถึงตอนวาบหวาม ต้องขยับตัวใกล้เข้าไปคล้ายกลัวว่าได้ยินไม่ชัดเจนก็มิปาน

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “หากท่านไม่รังเกียจ ข้าจะเล่าเรื่องที่ได้ยินได้เห็นให้ฟังสักเรื่องสองเรื่อง เป็นการพิสูจน์ว่าข้ารู้เรื่องทางนี้เป็นอย่างดี”

บ่วยเอียงเซ็งรีบพูดว่า “ดีมาก ถ้าอย่างนั้นนับว่าคุยกับท่านคืนเดียว เหนือกว่าท่องตำราสิบปี รีบเล่ามาฟังดู”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “ในชีวิตข้าเห็นเรื่องอย่างนี้มากหลายไม่รู้เรื่องต้นยังไงท่านลองถามดู ข้าจะบอกให้รู้”

บ่วยเอียงเซ็งรับคำ จากนั้นถามว่า “สตรีในโลกชอบประกอบกิจมากกว่า ในสตรีร้อยนาง มีเพียงคนสองคนไม่ชอบประกอบกิจ ที่เหลือล้วนชมชอบทั้งนั้น เพียงแต่ในจำนวนที่ชอบ แบ่งเป็นสองชนิด ชนิดหนึ่งชอบทั้งปากและใจ อีกชนิดหนึ่งปากบอกว่าไม่ชอบ แต่ในใจนึกชอบ ไม่ออกปากชักชวนก่อน ต้องรอให้สามีเป็นฝ่ายกระทำ ค่อยเผยธาตุแท้ออกมา

“สตรีสองชนิดนี้ ชนิดแรกยังดีกว่า ข้าเคยพบสามีภรรยาคู่หนึ่ง สตรีเป็นฝ่ายชวนสามีประกอบกิจเอง ตอนแรกข้าเข้าใจว่านางเป็นหญิงแพศยาร่านราคะ คิดมั่วสวาทตลอดคืน แต่แล้วขยับขึ้นลงไม่กี่ครั้ง หลังจากหลั่งออกมา นางก็ง่วงเหงาคิดหลับใหลสามีจะประกอบกิจต่อหรือไม่ นางก็ไม่สนใจ

“ยังมีสามีภรรยาอีกคู่หนึ่ง สตรีไม่ยอมถ่ายเดียว สามีปีนขึ้นไปบนร่างนางก็ถูกผลักลงมา สามีคิดว่านางไม่ยอม จึงม่อยหลับไป สตรีนั้นจงใจพลิกตัวไปมา คิดปลุกเขาตื่นขึ้นมา สามียังไม่ตื่น จึงเอื้อมมือหยิกเขาแต่ทำยังไงเขาก็ไม่ตื่น เลยร้องตะโกนว่ามีโจรผู้ร้าย

“ข้ารู้ว่านางไม่พบเห็นโจรผู้ร้าย แต่ต้องการปลุกสามีตื่นขึ้นมาประกอบกิจ จริงดังคาด สามีพอสะดุ้งตื่นขึ้นมา นางก็โป้ปัดว่าเมื่อครู่แมงจับมุสิก สร้างความตื่นตกใจแก่นาง พลางโอบกอดสามีไว้ ใช้คฤหาสน์หยกเสียดสีกับแท่งหยกตลอดเวลา

“สามีเกิดอารมณ์ขึ้นมา ค่อยลุกขึ้นทำปฏิยุทธ์สังวาสตอนแรกนางยังสะกดกลั้นไว้ไม่ส่งเสียง เมื่อกระหน่ำติดต่อกันหลายร้อยครั้ง นางค่อยแค่นเสียงครวญครางออกมาน้ำเบื้องล่างไหลหลั่งไม่หยุดยั้ง สามีทางหนึ่งเช็ดทางหนึ่งบุกกระหน่ำ ทำสงครามถึงเที่ยงคืน สามีค่อยหลั่งออกมา

“นางยังไม่อิ่มรัก แต่ไม่สะดวกกับการออกปากต่อสามีได้แต่แสร้งเป็นไม่สบายให้สามีนวดอกนวดท้อง ไม่ยอมให้เขาหลับใหล ในที่สุดสามีลุกขึ้นประกอบกิจใหม่ก้มหน้าก้มตากระทำจนไก่ขันบอกอรุณค่อยหยุดพัก ทำร้ายข้าเฝ้าอยู่ทั้งคืน ขณะจะหยิบฉวยข้าวของ ฟ้าก็สว่างแล้ว ได้แต่ล่าถอยออกไป โดยไม่มีของติดมือไป สตรีเช่นนี้ยากปรนนิบัตินัก”

บ่วยเอียงเซ็งพอฟังจบ ค่อยถามว่า “จริงด้วย สตรีเมื่อตอนประกอบกิจชอบครวญครางมากกว่า หรือไม่ชอบครวญครางมากกว่า”

เหนือคุนลุ้นตอบว่า “ย่อมชอบครวญครางมากกว่า ในสตรีสิบนาง มีอยู่นางเดียวไม่ครวญคราง ที่เหลือชอบครวญคราง เสียงครวญครางของสตรีแบ่งเป็นสามชนิด บางครั้งบุรุษที่ประกอบกิจกลับไม่รู้”

บ่วยเอียงเซ็งรีบถามว่า สามชนิดไหน เหนือคุนลุ้นจึงพูดว่า “ชนิดหนึ่งคือ ตอนแรกที่ประกอบกิจสตรีแสร้งครวญครางออกมา เพื่อเร่งเร้าอารมณ์ของสามี เสียงนี้ไม่ดังนัก เพียงแต่ร้องในลำคอ เมื่อถึงช่วงแห่งความสุข เสียงร้องค่อยทวีความดังขึ้นส่งเสียงสับสนเลอะเลือน ลมหายใจไม่ปะติดปะต่อ เมื่อถึงตอนขึ้นสู่จุดสุดยอด มือเท้าอ่อนเปลี้ยเพลียแรง เปล่งเสียงออกมาไม่ได้ ดังระรัวอยู่ในลำคอ

“ข้าเคยไปที่บ้านหนึ่ง เห็นสามีภรรยาคู่หนึ่งประกอบกิจ ตอนแรกส่งเสียงสะเทือนเลื่อนลั่น ดังปานฟ้าร้อง พอกระทำถึงตอนท้าย สตรีเงียบเสียงไป คล้ายตายอยู่ใต้ร่างของสามี ข้าย่องฝีเท้าเข้าไป ค่อยได้ยินนางส่งเสียงเลอะเลือนในลำคอ คล้ายพูดจาคล้ายทอดถอนใจ ข้าพลอยฟังจนเกิดอารมณ์ หลั่งน้ำกามออกมาเอง”

บ่วยเอียงเซ็งฟังถึงตอนนี้ คล้ายมีสตรีร่างสวาทนางหนึ่งครวญครางอยู่ข้างหูก็มิปาน น้ำทิพย์ที่เก็บกลั้นไว้เป็นเวลานานถึงกับขับเคลื่อนออกมาโดยไม่รู้ตัว

ยังไม่ทันถามถึงเรื่องอื่น ท้องฟ้าก็สว่างแล้ว ทั้งสองจึงลุกขึ้นล้างหน้าล้างตา หวีสางเกล้าผมเผ้า สวมใส่เสื้อผ้าชุดใหม่จากนั้นนั่งคุยต่อไป

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ผู้น้องตั้งแต่ออกจากบ้าน ก็พบเห็นสตรีมากหลายไม่รู้สึกต้องตาต้องใจ ยังเข้าใจว่าในโลกไม่มีหญิงงาม จากปากคำท่านพี่ แสดงว่าหญิงงามอยู่มากหลาย ผู้น้องมีโอกาสพบพานท่านพี่ นับเป็นบุญวาสนานัก คิดไหว้วานท่านพี่ช่วยเลือกหญิงสาวหน้าตาสะสวยที่เคยพบเห็นมาให้สักคนหนึ่ง หาทางให้ผู้น้องได้พบเห็นหน้าค่าตา หากเป็นหญิงงามจริงบอกต่อท่านพี่ตามตรง ผู้น้องมีชะตาข่มเพศตรงข้ามมาแต่กำเนิด ต่อให้ข้าไม่ไปหานาง นางก็จะมาหาข้าเอง เมื่อถึงเวลานั้นขอให้ท่านพี่ช่วยส่งเสริมอีกครา”

เหนือคุนลุ้นสั่นศีรษะพูดว่า “ทำไม่ได้ ในชีวิตข้าตั้งใจว่าขโมยแล้วไม่ขโมยอีก เมื่อขโมยครั้งหนึ่ง จะไม่ขโมยทรัพย์สินเงินทองซ้ำสอง อย่าว่าแต่เป็นเรื่องเกี่ยวพันถึงชื่อเสียงของสตรี แต่ข้ารับปากว่าจะช่วยเป็นหูเป็นตาให้ หากพบหญิงสาวหน้าตาสะสวย จะกลับมาปรึกษากับท่านดู”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ผู้น้องมีตาแต่ไร้แวว ไม่รู้จักผู้กล้า เมื่อครู่พูดจาขอร้องเกินไปแล้ว”

บ่วยเอียงเซ็งเมื่อแยกกับเหนือคุนลุ้น ก็ย้ายไปอยู่ที่ศาลเจ้าเตียเซียน

ศาลเจ้านี้มีห้องไม่มากนัก ปรกติไม่รับแขก แต่บ่วยเอียงเซ็งเสนอราคาดี ยอมจ่ายให้วันละสองตำลึง นักพรตที่เฝ้าศาลเจ้าเห็นแก่ผลประโยชน์ จึงยอมเช่าให้กับเขา

บ่วยเอียงเซ็งเหตุใดไม่พักที่อื่น กลับพักที่ศาลเจ้า ที่แท้ศาลเจ้าเตียเซียนศักดิ์สิทธิ์สตรีทั้งใกล้ไกลมากราบไหว้จำนวนมาก บ่วยเอียงเซ็งเช่าห้องในศาลเจ้าพักอาศัย เพื่อต้องการชมโฉมยลหญิงงามนั่นเอง

จริงดังคาด ตั้งแต่บ่วยเอียงเซ็งเข้าพักที่ศาลเจ้า ทุกวันมีสตรีหลายขบวนมานมัสการกราบไหว้ ในสตรีสิบนาง ต้องมีคนสองคนหน้าตาพอดูได้

วัดวาอารามและศาลเจ้าทั้งหลาย ล้วนมีสตรีมานมัสการกราบไหว้ แต่หญิงสูงอายุหมดสิ้นประจำเดือน ไม่สามารถกำเนิดบุตรหญิงกลางคนมีลูกมีหลาน ใกล้จะพ้นวัยเต่งตึง ดังนั้นสตรีที่มาบนบานศาลกล่าว ส่วนใหญ่เป็นหญิงสาว หญิงสูงอายุเพียงร่วมทางมาเป็นเพื่อนเท่านั้น

หญิงสาวอายุสิบสี่ถึงยี่สิบปี ไม่ว่างดงามหรือขี้ริ้ว ต่างมีหน้าตาเปล่งปลั่งเป็นยองใย ดังนั้นในหญิงสาวสิบนาง ต้องมีคนสองคนพอดูได้

บ่วยเอียงเซ็งทุกเช้าตื่นขึ้นมา จะแต่งตัวเรียบร้อย เดินเตร็ดเตร่อยู่หน้าแท่นบูชา เมื่อเห็นสตรีมาถึง จะหลบไปหลังรูปปั้นเตียเซียนแอบดูนางจุดธูปบูชา คุกเข่ากราบไหว้ ค่อยเดินออกมาอย่างไม่คาดหมาย

สตรีเหล่านั้นเห็นบ่วยเอียงเซ็งหน้าตาหล่อเหลา ท่าทางสง่างาม เข้าใจว่าเตียเซียนประทานบุตรแก่นาง เมื่อเห็นบ่วยเอียงเซ็งเดินผ่านมา ค่อยรู้ว่าเป็นคน แต่วิญญาณก็ถูกเขาพรากพาไป บางนางจิตใจสับสนว้าวุ่นชม้ายชายตาให้ ทิ้งผ้าเช็ดหน้าเป็นที่ระลึก

ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ บ่วยเอียงเซ็งได้รับของที่ระลึกหลายอย่างทั้งยังจัดทำสมุดพกเล่มหนึ่ง ขอเพียงเป็นสตรีที่มีรูปโฉมโนมพรรณอยู่บ้าง จะจดบันทึกไว้ในสมุดว่านางชื่อเรียงเสียงใดอายุมากน้อยแค่ไหน มีนิวาสถานอยู่แห่งหนตำบลใด ข้างชื่อแซยังใช้ดินสอชาดวาดวงกลม ชั้นพิเศษวงสามวง ชั้นที่หนึ่งวงสองวง ชั้นกลางวงหนึ่งวง หลังชื่อแซ่เขียนคำวิพากษ์วิจารณ์อยู่หลายประโยค

สตรีที่มานมัสการกราบไหว้ ต้องมีนักพรตคอยต้อนรับถามไถ่ชื่อแซ่อายุ และตำบลที่อยู่ของนาง ต่อให้สตรีนั้นไม่พูดหญิงรับใช้ที่ร่วมทางจะพูดแทน บ่วยเอียงเซ็งจดจำขึ้นใจรอจนนางจากไป ก็หยิบสมุดออกมาจดบันทึกไว้

เพียงไม่กี่เดือน บ่วยเอียงเซ็งจดชื่อสตรีไว้เป็นจำนวนมาก ที่น่าเสียดายคือ สตรีที่ถูกจดบันทึก มีแต่ชั้นที่หนึ่งและชั้นกลาง ไม่มีชั้นพิเศษแม้สักนางเดียว

วันนี้บ่วยเอียงเซ็งรู้สึกเบื่อหน่าย นอนพักอยู่ในห้องบ่าวรับใช้คนหนึ่งพลันเข้ามาพูดว่า “คุณชาย รีบออกไปดูหญิงงาม ขืนชักช้าจะไม่ได้พบแล้ว”

บ่วยเอียงเซ็งรีบลงจากเตียง โพกผ้านักศึกษา สวมชุดยาวหรูหรา ส่องกระจกดูหน้าดูตา เสียเวลาเล็กน้อย พอออกไปยังโบสถ์หน้า เห็นหน้าสาวหนึ่งสวมชุดแดง หนึ่งสวมเสื้อสีเหง้าบัวสองนาง โดยมีหญิงกลางคนนางหนึ่งมาเป็นเพื่อน จุดธูปบูชาเสร็จ ตระเตรียมออกไปแล้ว

บ่วยเอียงเซ็งแม้อยู่ห่างไกล ยังเห็นหญิงสาวทั้งสองงามเฉิดฉาย คล้ายเทพธิดาจำแลงแปลงกายลงมา ผิดแผกจากสตรีที่เคยพบเห็นมาโดยสิ้นเชิง

การยลโฉมสะคราญเช่นเดียวกับดูภาพลายพู่กัน มองแต่ไกลก็ดูออกว่าเป็นลายมือของนักเขียนลายพู่กันหรือไม่ ต่อให้เป็นภาพพิมพ์ ลายเส้นนั้นยังเห็นเด่นชัด

รูปโฉมโนมพรรณของสตรี หากต้องรอให้บุรุษเดินเข้าใกล้ค่อยดูออก อย่างนั้นสตรีนั้นคงมีรูปโฉมโนมพรรณจำกัดแล้ว หากเป็นหญิงงามที่แท้จริง ถึงแม้อยู่คนละฟากฝั่งกางกั้นด้วยม่านมู่ลี่ยังสังเกตออก ต่อให้ซ่อนตัวอยู่หลังร่องประตู หลบอยู่ในเงามืด ยังเปล่งประกายความงามของนางออกมา

ความงามนี้ไม่ได้อยู่ที่รูปร่าง หากแต่อยู่ที่ลักษณะราศียากที่จะอธิบายได้ ถือเป็นความแปลกพิสดารอย่างหนึ่ง

บ่วยเอียงเซ็งเห็นนางยังไม่ออกจากประตูโบสถ์ รีบโลดแล่นล่วงหน้าไป คุกเข่าอยู่หน้าธรณีประตู โขกศีรษะไม่หยุดยั้ง

บ่าวรับใช้ของบ่วยเอียงเซ็งทั้งสองตลอดจนนักพรตที่ดูแลศาลเจ้า ชมดูจนปากอ้าตาค้าง กลัวว่าสตรีทั้งสามจะอาละวาดออกมา หาทราบไม่ว่าบ่วยเอียงเซ็งทำเช่นนี้ มีเจตนาลึกล้ำเคลือบแฝง

บ่วยเอียงเซ็งคุกเข่ากราบไหว้พวกนาง พวกนางอยู่ต่อหน้าผู้คนคงไม่สะดวกกับการอาละวาด ต่อให้อาละวาดออกมาเขาก็จะบ่ายเบี่ยงว่าเป็นคนมาจากบ้านนอก เพื่อมากราบไหว้เตียเซียน เห็นสตรีอยู่ข้างใน ไม่กล้าเข้าไป จึงคุกเข่าศีรษะอยู่ข้างนอก

จริงดังคาด สตรีทั้งสามไม่รู้ความนักเข้าใจว่าบ่วยเอียงเซ็งมากราบไหว้เตียเซียนจึงล่าถอยไปด้านข้าง รอให้เขาไหว้เสร็จค่อยเดินต่อ ขณะที่เขากราบไหว้ หญิงสาวทั้งสองยังเหลียวมองมาแวบหนึ่ง

มีแต่หญิงกลางคนดูออกว่า บ่วยเอียงเซ็งกำลังเล่นละครอดปิดปากหัวเราะมิได้ ยกแขนโอบหญิงสาวทั้งสอง หมุนตัวไปเล็กน้อยคล้ายรับการกราบกรานจากเขา ก่อนออกเดินทางยังหันมามองบ่วยเอียงเซ็งอีกหลายครั้ง

บ่วยเอียงเซ็งถึงกับตะลึงลานกับที่ หญิงสาวทั้งสองไม่ต้องพูดถึง แม้แต่หญิงกลางคนนั้นก็คงความสาวความสวยอื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง เพียงดวงตาทั้งคู่คล้ายพูดได้ ก่อนไปทิ้งหางตามาที่เขา เขาเอาแต่สนใจหญิงสาวทั้งสอง ไม่เหลือบแลนางแม้สักแวบเดียว นึกดูรู้สึกเสียใจเล็กน้อย ถึงแม้นางอายุมากไปบ้างรูปร่างอ้วนท้วนไปบ้าง แต่เมื่อร่วมทางกับหญิงสาวทั้งสองคงเกี่ยวดองเป็นญาติแล้ว

หวนนึกถึงหญิงสาวทั้งสองเหลียวมองเขาแวบหนึ่งหากว่าเขาหาพวกนางพบ ไม่ต้องวิตกว่าพวกนางจะไม่โผเข้าอ้อมอกของเขา เพียงแต่ไม่รู้จักชื่อไม่รู้จักแซ่ จะตามหาพวกนางจากที่ใด?

ดังนั้นบ่วยเอียงเซ็งไม่ใครสนอกสนใจสตรีที่มายังศาลเจ้าเตียเซียนเท่าใด เพียงจดจำแต่หญิงงามทั้งสามนาง ตลอดทั้งวันพกพาสมุดพกเล่มนั้น เดินไปตามถนนหนทาง ภาวนาว่าสามารถพบพานพวกนางสักครั้ง

แต่คิดเสาะหาสตรีสามนาง ไหนเลยง่ายดายดังฝัน บ่วยเอียงเซ็งอดนึกถึงเหนือคุนลุ้นมิได้ คิดให้เขาช่วยสืบดู แต่พวกนางไม่มีชื่อ ไม่มีแซ่ ต่อให้เหนือคุนลุ้นก็ไม่ทราบจะช่วยเหลืออย่างไร

หวนนึกถึงเหนือคุนลุ้นรับปากว่า บางทีจะมีข่าวดีจากเขา

ดังนั้นทุกวี่วันบ่วยเอียงเซ็งมิใช่ออกไปเดินหาตามถนนก็รออยู่ในห้องพัก วันนี้เดินไปตามท้องถนน เห็นคนผู้หนึ่งสวนทางมา คือเหนือคุนลุ้นนั่นเอง

หนังสือแนะนำ

Special Deal