หมั่นเนื้อนงคราญ

บทที่ 3

 

ทั้งสองนอนกอดก่ายเป็นเวลาหนึ่งชั่วยาม เง็กเฮียงพอตื่นขึ้นมาพูดว่า “ที่รัก เมื่อครู่ข้าตายไป ท่านรู้หรือไม่?”

บ่วยเอียงเซ็ง (นักศึกษาเที่ยงคืน) ตอบว่า “ข้าทำไมไม่รู้ นี่ไม่ใช่เรียกว่าตาย แต่เรียกว่าหลั่ง”

เง็กเฮียงถามว่า “ทำไมเรียกว่าหลั่ง?”

บ่วยเอียงเซ็งอธิบายว่า “บุรุษมีน้ำเชื้อ สตรีมีน้ำกาม เมื่อมีความสุขถึงจุดสุดยอดน้ำจะหลั่งออกมา ตอนนั้นร่างกายทั่วทุกส่วน แม้แต่กระดูกยังชาด้านเคลิบเคลิ้มคิดจะหลับ ภาพเสพสังวาสภาพที่ห้าคืออย่างนี้เอง ท่านดูแล้วยังไม่เข้าใจหรือ?”

เง็กเฮียงพูดว่า “หมายความว่าหลังจากหลั่งแล้ว ยังจะฟื้นคนมา โดยไม่ตายหรือ?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “บุรุษประกอบกิจกับสตรีครั้งหนึ่ง หลั่งออกมาครั้งหนึ่งถึงกับหลั่งหลายสิบครั้งล้วนไม่ตายทั้งนั้น”

เง็กเฮียงพูดว่า “มีความสุขอย่างนี้ แม้ตายก็ไม่เสียดาย อย่าว่าแต่ไม่ตายข้าจะหลั่งทั้งกลางวันกลางคืนแล้ว”

บ่วยเอียงเซ็งหัวเราะพลางพูดว่า “ข้าพูดไม่ผิดกระมัง สมุดภาพเสพสังวาสเล่มนั้นเป็นของวิเศษอย่างหนึ่งใช่ไหม?”

เง็กเฮียงตอบว่า “เป็นของวิเศษอย่างหนึ่งจริงๆ ถ้าซื้อมาเก็บไว้ที่บ้านก็ดี กลัวแต่ว่าเพื่อนของท่านจะมาทวงกลับไป”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ข้าหลอกท่านต่างหาก ความจริงเป็นข้าซื้อมาเอง”

เง็กเฮียงพอฟัง ต้องยิ้มด้วยความยินดี สวมใส่เสื้อผ้าพลิกดูภาพเสพสังวาสใหม่ ดูถึงตอนกระสันสวาท ก็ประกอบกิจกันใหม่ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สามีภรรยาทั้งสองรักใคร่กลมเกลียวเป็นพิเศษ

เง็กเฮียงตั้งแต่ดูภาพเสพสังวาส เปลี่ยนเป็นปล่อยตัวปล่อยใจ ถึงแม้ร่วมรักตอนกลางคืน ก็ไม่ใช้ท่วงท่าธรรมดาชอบวิธีพลิกแพลงผาดโผน ยอมหยิบไฟข้ามกำแพง จุดเทียนไขกลับหัว ยกเท้าพาดกับบ่าสามีตลอดทั้งคืน

ตอนนี้หากให้นางยกลงมา กลับลำบากยิ่งกว่ายกกระถางอีก

เมื่อตอนประกอบกิจ นางเริ่มส่งเสียงร้องออกมา เพื่อปลุกอารมณ์ของนาง บ่วยเอียงเซ็งยังไปที่ร้านหนังสือ ซื้อหนังสือใต้หมอนมาอีกจำนวนมาก รวมทั้งสิ้นยี่สิบสี่ชนิดเย็บรวมเป็นเล่ม วางอยู่ที่หัวเตียง ให้นางพลิกดูอย่างเต็มที่

เมื่อเป็นเช่นนี้ สามีภรรยาทั้งสองมีความสุขบนเตียงนอนต่อให้วาดภาพเสพสังวาสสามร้อยหกสิบภาพ ก็บรรยายฉากรักของพวกเขาไม่หมด

มีอยู่อย่างหนึ่งที่น่าเสียดายคือ สามีภรรยารักกันปานจะกลืน ระหว่างพ่อตาลูกเขยกลับไม่ลงรอยกัน

ที่แท้ผู้เฒ่าประตูเหล็กเป็นคนคร่ำครึ ชอบความสมถะรังเกียจความฟุ้งเฟ้อ ถือสาเรื่องทางเพศ ชอบถกหลังธรรมะตั้งแต่บ่วยเอียงเซ็งเข้ามาเป็นเขยยิบจ่วย เห็นเขาแต่งตัวฉุยฉายท่าทางไม่สำรวม ก็นึกรังเกียจเดียดฉันท์ จนใจที่ตกปากรับคำไปแล้ว ได้แต่ปล่อยเลยตามเลย

เมื่อแต่งเข้ามาอยู่ในบ้าน ผู้เฒ่าประตูเหล็กค่อยเคี่ยวเข็ญอบรมลูกเขย หวังให้เป็นคนเรียบๆ ร้อยๆ ไม่ว่าทำอะไรผิด เป็นต้องดุด่าเขา แม้แต่จะลุกจะนั่งไม่สำรวม ก็ต้องพร่ำพูดอยู่พักใหญ่

คำพังเพยว่าไว้ ภูเขาพอแก้ไข นิสัยยากกลับกลาย บ่วยเอียงเซ็งกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่เล็ก ไม่เคยถูกผู้ใหญ่ควบคุมมาก่อนไหนเลยทนทานได้ แต่กลัวว่าภรรยาไม่สบายใจ ได้แต่อดกลั้นไว้

เมื่อถึงตอนท้าย บ่วยเอียงเซ็งทนต่อไปไม่ได้ บังเกิดความคิดตีจาก พูดกับพ่อตาสองต่อสองว่า “ผู้เขยอยู่ในท้องถิ่นชนบท มีภูมิรอบรู้จำกัด เบื้องบนขาดอาจารย์ดี เบื้องล่างขาดมิตรสหาย วิชาความรู้จึงไม่ก้าวหน้า ตอนนี้คิดกราบลาท่านพ่อไปเปิดหูเปิดตา หวังว่าจะพบมิตรเจออาจารย์ เมื่อถึงฤดูสอบแข่งขันก็จะเข้าเมืองไปสอบดู อาจจะได้ติดอันดับมีหนทางรับราชการ ไม่ทราบท่านพ่ออนุญาตผู้เขยออกไปหรือไม่?”

ผู้เฒ่าประตูเหล็กพูดว่า “เจ้าเป็นลูกเขยบ้านข้าครึ่งปี มีแต่คำพูดนี้ถูกใจข้านัก เจ้ายอมออกจากบ้านไปเล่าเรียนหนังสือ ข้าไหนเลยไม่อนุญาต?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ท่านพ่อถึงแม้อนุญาต กลัวว่าลูกสาวท่านจะโทษว่าผู้เขยน้ำใจจืดจาง แต่งงานไม่นานก็จะออกเดินทางไกล มิสู้ให้ท่านพ่อพูดเองจะดีกว่า”

ผู้เฒ่าประตูเหล็กเห็นด้วย พูดจาต่อหน้าบุตรี เกลี้ยกล่อมบ่วยเอียงเซ็งออกไปศึกษาหาความรู้ บ่วยเอียงเซ็งแสร้งเป็นไม่ยอม ผู้เฒ่าประตูเหล็กถึงกับพูดจาดุว่า บ่วยเอียงเซ็งค่อยรับคำ

เง็กเฮียงกำลังมีความสุข พอฟังว่าสามีจะออกเดินทางไกลคล้ายกับทารกถูกหย่านม ไหนเลยทนทานได้ ขอเลื่อนการเดินทางครั้งแล้วครั้งเล่า

บ่วยเอียงเซ็งก็รู้ว่าระหว่างทางเงียบเหงา ตอนแรกไม่แน่ว่าจะได้พบเจอหญิงงาม จึงหาความสุขกับเง็กเฮียงอย่างเต็มที่

ทั้งสองร่วมรักติดต่อกันหลายคืน บ่วยเอียงเซ็งค่อยล่ำลาพ่อตาภรรยา นำบ่าวไพร่ดั้งเดิมออกเดินทาง

การเดินทางของบ่วยเอียงเซ็ง ไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน ขอเพียงที่ใดมีหญิงงาม ก็จะพำนักพักพิงอยู่ที่นั่น

บ่วยเอียงเซ็งมีวิชาความรู้เป็นเลิศ ไปถึงเมืองไหน อำเภอไหน ต้องมีเพื่อนพ้องชวนเขาเข้าร่วมสมาคม แต่บ่วยเอียงเซ็งถือการคบเพื่อนแต่งบทความเป็นเรื่องรอง ถือเรื่องเสาะหาหญิงงามเป็นเรื่องสำคัญอันดับแรก

ทุกเช้าตื่นขึ้นมา เป็นต้องเดินไปตามตรอกซอกซอยสอดส่ายมองหาหญิงงาม แต่ที่พบเห็นล้วนเป็นหญิงธรรมดาสามัญไม่เห็นโฉมสะคราญงามล่มเมืองแต่อย่างไร

ในใจเขาคิดแต่เรื่องนี้ ปากก็พูดถึงแต่เรื่องนี้ไม่ว่าจะนั่งจะยืน เป็นต้องรำพึงว่า “หรือว่าที่นี่ไม่มีสตรีหน้าตาสะสวยสักคน” พูดไปพูดมากลายเป็นติดปาก เพื่อนพ้องนักศึกษาเมื่ออยู่ลับหลัง ตั้งฉายาเขาเป็นคนบ้าผู้หญิง

วันนี้บ่วยเอียงเซ็งพักที่โรงเตี๊ยมซอมซ่อ เมืองชนบทแห่งหนึ่ง บ่าวไพร่ที่ร่วมทางทั้งสองล้วนไม่สบาย ลุกจากเตียงไม่ได้ บ่วยเอียงเซ็งคิดออกจากห้องไปเดินเล่น จนใจที่ไม่มีคนติดตามได้แต่นั่งจับเจ่าอยู่ในห้อง ขณะเงียบเหงา ที่ห้องพักติดกันมีแขกผู้หนึ่งเดินเข้ามาทักทายว่า “คุณชายนั่งอยู่คนเดียวคงรู้สึกเหงา ห้องของข้ามีเหล้าป้านหนึ่ง ถ้าไม่รังเกียจ ขอเชิญไปดื่มสักถ้วยเป็นไร?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “พบกันโดยบังเอิญ จะรบกวนได้อย่างไร นอกจากให้ผู้น้องเป็นเจ้ามือ”

คนผู้นั้นพูดว่า “คำโบราณว่าไว้ ผู้คนทั้งสี่ทะเลเป็นพี่น้อง ยังมีคนรู้จักพบกันทุกแห่งหน ข้าแม้เป็นคนต้อยต่ำ แต่ชอบคบมิตรสหาย เมื่อพักโรงเตี๊ยมเดียวกัน ถือเป็นการพานพบ เชิญไปนั่งสักครั้งจะเป็นไร?”

บ่วยเอียงเซ็งกำลังหงอยเหงา ต้องการหาเพื่อนคุย เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเชิญชวนอย่างจริงใจ จึงรับปากตามไปยังห้องข้าง

คนผู้นั้นเชิญบ่วยเอียงเซ็งนั่งประจำที่อันทรงเกียรติ ตัวเองนั่งอยู่ด้านข้าง ทั้งสองพูดจาทักทายกันหลายคำ ค่อยบอกชื่อแซ่ตัวเอง บ่วยเอียงเซ็งบอกฉายาตัวเองก่อน ถามเขาชื่อเรียงเสียงใด คนผู้นั้นพูดว่า “คุณชายเป็นนักศึกษา รู้จักตั้งฉายา ข้าได้แต่ตั้งฉายาสักชื่อ เรียกว่าเหนือคุนลุ้น”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ฉายานี้แปลกพิสดารนัก เหตุใดจึงตั้งอย่างนี้?”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “พูดไปกลัวว่าคุณชายจะหวาดกลัว ถึงแม้ไม่กลัวก็ต้องผละหนีไป ไม่ยอมดื่มเหล้ากับข้า”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ผู้น้องก็มีนิสัยห้าวหาญ ต่อให้ท่านเป็นเซียนวิเศษจากฟ้า หรืออสูรจำแลงแปลงกายมา ผู้น้องก็หากลัวไม่ ครั้งกระโน้นยอดนักสู้เก็งคอเที่ยวตลาด เคยดื่มเหล้ากับคนฆ่าสุนัข ขอเพียงถูกอัธยาศัยใจคอ ไม่ต้องสนใจมากความ”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “อย่างนั้นข้าจะบอกตรงๆ แล้ว ปรกติข้าเป็นโจรขโมยถนัดในการปีนป่ายกำแพง ต่อให้เป็นหอสูงกี่ชั้น กำแพงหนาแค่ไหน ข้าล้วนผ่านเข้าไปได้ กวาดทรัพย์ผู้คนโดยที่เจ้าทุกข์ไม่ทราบระแคะระคาย ครั้งกระโน้นมีจอมขโมยฉายาเหนือคุนลุ้น สามารถบินเข้าคฤหาสน์ก๊วยเหล็งกง ขโมยผ้าแพรของสตรีไป ดังนั้นข้าเลียนแบบฉายาของเขา เรียกว่าเหนือคุนลุ้นบ้าง”

บ่วยเอียงเซ็งถามโพล่งว่า “ท่านเมื่อทำงานอย่างนี้ หรือไม่เคยถูกจับได้มาก่อน?”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “ถ้าถูกจับได้ ก็ไม่ถือเป็นผู้กล้าแล้ว คำโบราณบอกว่าจับโจรจับของกลาง เมื่อไม่ได้ของกลาง ก็ทำอะไรข้าไม่ได้ แต่ข้าก็มีคุณธรรมประจำใจ มีหลักการห้าไม่ขโมย”

บ่วยเอียงเซ็งถามว่า “อะไรเรียกว่าห้าไม่ขโมย?”

“เรื่องร้ายไม่ขโมย ความมงคลไม่ขโมย ขโมยแล้วไม่ขโมย ไม่ระวังไม่ขโมย รู้จักกันไม่ขโมย”

“หัวข้อทั้งห้านี้มีความหมายนัก ลองขยายความมาฟังดู”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “ผู้อื่นหากมีความทุกข์ร้อย เช่นเจ็บไข้ได้ป่วย สูญเสียญาติผู้ใหญ่ หรือประสบเคราะห์กรรมอะไร อยู่ในความเศร้าโศกหากข้าขืนขโมย ออกจะเหยียบย่ำซ้ำเติมคนไป

ผู้อื่นมีงานมงคล เช่นตกแต่งภรรยา แต่งลูกสาว กำเนิดบุตรหลาน จัดงานวันเกิด อยู่ในช่วงความมงคล หากข้าไปขโมยพวกเขาจะถือเป็นลางไม่ดี

ผู้ที่รู้จักกัน สมมติเช่นท่าน เมื่อครู่ข้าเชิญท่านมาดื่มเหล้าหากท่านปฏิเสธ แสดงว่าเป็นคนยโสโอหัง ไม่เห็นข้าอยู่ในสายตาวันหน้าข้าจะไม่ยอมปล่อยท่านแน่ ตอนนี้ท่านยอมมานั่งสนทนากับข้า หรือข้ายังจะขโมยของท่านไปด้วย

ผู้ที่อกสั่นขวัญแขวน ระแวงระวังโจรอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันเขาเมื่อดูถูกข้าเป็นโจร ข้าจะปฏิบัติตัวเป็นโจรตอบต่อมัน ให้มันทราบความร้ายกาจของข้า

ยังมีผู้ที่ข้าเคยขโมย ถือเป็นการหยอกล้อเขา หากขโมยครั้งหนึ่ง ยังไปรบกวนเขาอีก แสดงว่าเป็นคนละโมบไม่มีที่สิ้นสุด เรื่องเช่นนี้ข้าจะไม่กระทำ”

บ่วยเอียงเซ็งรับฟังจนผงกหัวตลอดเวลา ชมในใจ ‘คิดไม่ถึงในขโมยขโจร ยังมีผู้กล้าเช่นนี้ ข้าหากคบค้าสมาคมกับเขา อื่นๆ ไม่ต้องพูดถึง หากว่ามีโฉมสะคราญอยู่ในห้องหอลึกล้ำ ยากจะเข้าออกได้ ไม่แน่ว่าเหนือคุนลุ้นสามารถช่วยได้วันนี้ได้พบพาน นับว่ามีวาสนา บางทีเป็นฟ้าส่งยอดคนมาช่วยข้า’

เหนือคุนลุ้นพูดอีกว่า “ผู้ที่ทราบว่าข้าเป็นโจร ไม่ถือว่าข้าเป็นโจร รู้ว่าข้าเป็นโจรแต่ไม่ระแวดระวังข้าเยี่ยงโจร ยอมคบหากับข้า ข้าก็จะคบหากับเขา หากคุณชายไม่รังเกียจ พวกเราสามบานเป็นพี่น้อง หลังจากนี้มีที่ใดคิดใช้สอย ก็สั่งได้อย่างเต็มที่”

บ่วยเอียงเซ็งพอฟัง สบอารมณ์พอดี รับคำ

ทั้งสองช่วยกันออกเงินซื้อหมูเป็ดไก่ของเซ่นไหว้ บอกวันเดือนปีเกิดกัน กรีดเลือดสาบานเป็นพี่น้องในโรงเตี๊ยม เหนือคุนลุ้นอายุมากกว่าเป็นพี่ บ่วยเอียงเซ็งอายุน้อยกว่า เรียกตัวเองเป็นน้อง

จากนั้นทั้งสองทานของเซ่นไหว้ ดื่มกินจนกลางดึกค่อยเตรียมแยกย้ายกันเข้านอนบ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “แยกย้ายกันเข้านอน ต่างรู้สึกเงียบเหงามิสู้นอนบนเตียงผู้น้อง สนทนากันตลอดคืนเป็นไร?”

เหนือคุนลุ้นเห็นพ้องด้วย ถอดเสื้อผ้าชั้นนอกออก ขึ้นเตียงห่มฟ้าห่มผืนเดียวกัน

บ่วยเอียงเซ็งพูดคุยกับเหนือคุนลุ้น ไม่มีเวลาหยุดนิ่งกลับลืมคำพูดที่ติดปากไปครึ่งค่อนวัน ยามนี้พอขึ้นเตียง อดรำพึงมิได้ “หรือว่าที่นี่ไม่มีสตรีหน้าตาสะสวยแม้สักคนเดียว?”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “หญิงงามมีอยู่ทั่วทุกแห่งหน น้องข้าพูดเช่นนี้ หรือยังไม่ได้ตกแต่งภรรยา คิดออกมาหาหญิงงาม?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ผู้น้องแต่งภรรยาแล้ว แต่บุรุษผู้หนึ่งไหนเลยอยู่กับสตรีนางหนึ่งจนแก่เฒ่า นอกจากภรรยาแล้ว ควรเสาะหาสตรีสักหลายนางเป็นการเปลี่ยนรสเปลี่ยนชาติ บอกต่อท่านพี่ตามตรง ผู้น้องไม่สนใจชื่อเสียงลาภยศ เพียงพอใจความงามสตรี ที่ออกจากบ้านมาครั้งนี้เพื่อเสาะหาหญิงงาม จนใจที่ผ่านตัวเมืองใหญ่น้อยมากหลาย ไม่พบหญิงงามแม้สักคนเดียว จึงอดรำพึงรำพันมิได้”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “น้องข้าผิดแล้ว หญิงงามในโลกมิใช่ให้ผู้คนพบหน้าผู้ที่พบหน้าต้องไม่ใช่หญิงงามอย่าว่าแต่กุลสตรีดีงาม ต่อให้อยู่ในช่องคณิกา มีแต่หญิงนางโลมขี้ริ้วที่ไม่มีคนต้องการ จึงออกมาเชิญชวนแขกที่หน้าประตู”

บ่วยเอียงเซ็งพอฟัง อดผงกหัวมิได้ถามว่า “ประหลาดแท้ ท่านพี่ไม่มีแวะกรายไปยังช่องคณิการู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”

เหนือคุนลุ้นพูดว่า “ข้าแม้ไม่ได้แวะกรายไปยังซ่องคณิกา แต่เรื่องในโลกข้าเห็นโดยกระจ่าง ได้ยินอย่างชัดแจ้ง ย่อมเข้าใจเรื่องราวของสตรีเป็นอย่างดี”

บ่วยเอียงเซ็งฉุกใจคิด ตกลงใจว่าจะสอบถามเรื่องราวของสตรีจากเหนือคุนลุ้น

หนังสือแนะนำ

Special Deal