จ้าวนักสู้

บทที่ 3 ความต้องการพิสดาร

        ดรุณีชุดเขียวขณะบังคับรถม้า ได้ถามไถ่ขึ้นว่า “เจ้เจ๊ พวกเราจะเร่งรุดไปที่ใด?”

        เทพธิดาแพรม่วงกล่าวตอบว่า “สู่โกวโล้วเป้า (ป้อมกะโหลกมรณะ) เพื่อขอให้ประมุขคนที่สองของป้อมนาม อูปิกซิ้ง ซึ่งมีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยมเป็นเอกะรักษาบาดเจ็บให้กับบุรุษหนุ่มผู้นั้น”

        วาจามิทันจบลง พลันเหลือบแลเห็นเบื้องหน้าสายตา มีเงาร่างสองสายโลดแล่นตรงเข้ามาดั่งเหินบินคราแรกอยู่ห่างไกลพริบตาเดียวก็ถลันมาในระยะกระชั้นชิดแลเห็นล้วนเป็นบุรุษอายุประมาณห้าสิบปีทั้งสองคน

        เทพธิดาแพรม่วงพอพบเห็นทั้งสอง ก็อดบังเกิดความตื่นตระหนกมิได้ ที่แท้หนึ่งในสองบุรุษมีเรือนร่างสูงตระหง่านเข้มแข็ง สีหน้าเหี้ยมเกรียมอำมหิต มีบุคลิกสยบให้ระย่นย่อ และเป็นประมุขคนที่หนึ่งของป้อมกะโหลกมรณะ นามซวงเซ้งบู๊

        ส่วนอีกผู้หนึ่งสวมใส่ชุดบัณฑิตคล้ายผู้คงแก่เรียนแต่ใบหน้ากลับเป็นสีเขียวคล้ำน่าหวาดหวั่น คำนวณจากอิริยาบถก็ทราบว่า เป็นบุคคลที่กลอกกลิ้งมากความคิดสุขุมเปี่ยมเพทุบาย มันคือประมุขอันดับสามของป้อมกะโหลกมรณะนามจุ้ยฮ้วยเล้ง

        สามประมุขในป้อมกะโหลกมรณะ ถูกสมยอมยกย่องเป็นผู้นำของฝ่ายอธรรมชั่วร้าย ความสำเร็จในพลังฝีมือของทั้งสาม ล้วนไร้ผู้เทียมทาน บัดนี้เทพธิดาแพรม่วงเมื่อเผชิญสองในสามย่อมต้องไหวหวั่นพรั่นพรึง

        บัณฑิตกลางคนจุ้ยฮ้วยเล้ง มุมปากได้ปรากฏรอยยิ้มอันเยือกเย็นขึ้น ส่งเสียงกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเทพธิดาแพรม่วง และกำลังรอนแรมเดินทางด้วยมิทราบว่าในตัวรถบรรทุกบุคคลผู้ใด?”

        เทพธิดาแพรม่วงทราบดีว่า ฝ่ายตรงข้ามมีความคิดอันลึกซึ้งเปี่ยมลวดลาย จึงจำต้องบ่งบอกว่า “ข้าพเจ้ากำลังนำพาบุรุษหนุ่มผู้นั้น เร่งรุดสู่ป้อมกะโหลกมรณะอยู่ทีเดียว...”

        ประมุขอันดับหนึ่งของป้อมกะโหลกมรณะ ซวงเซ้งบู๊พอได้ยิน ถึงกับสืบเท้าก้าวไปเบื้องหน้า เทพธิดาแพรม่วงก็กล่าวอย่างร้อนรนว่า “อย่าได้เคลื่อนไหว ขอให้รับฟังข้าพเจ้า บุรุษหนุ่มผู้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ตลอดรายทางรับการป้อนตัวยาวิเศษจากผู้ทรงฝีมือต่างๆ จนมิถึงกับตกตาย หากแม้นท่านประมุขอันดับสองแซ่อูลงมือก็คงมีชีวิตสืบไปและสามารถบ่งบอกความลับต่อพวกท่าน”

        กระแสเสียงที่เอื้อนเอ่ยเสนาะโสตยิ่งนัก แต่มีน้ำหนักมหาศาล แม้ชนชั้นประมุขเฉกเช่นซวงเซ้งบู๊ก็ยังต้องชะงักฝีเท้าลง ในยามนี้จุ้ยฮ้วยเล้งได้กล่าวขึ้นว่า “บุรุษผู้นั้นจะมีความลับจริงๆ? เรารู้สึกมิมั่นใจในวงพวกนักเลงมักร่ำลือโดยปราศจากความจริง บุรุษผู้นั้นแม้มาจากหมู่บ้านอสนีบาต แต่มิแน่นักว่าจะซ่อนเร้นความลับอยู่”

        “มิผิด ข้าพเจ้าก็เคยคาดคิดเช่นนั้น แต่พอพบพานจึงแปรเปลี่ยนทัศนะคติ เนื่องจากที่ทรวงอกของบุรุษหนุ่มผู้นั้นได้ปักเรียงรายด้วยมีดสั้นสองเล่ม บนด้ามมีดหนึ่งสลักรูปดอกเหมย อีกหนึ่งเป็นรูปใบไม้ ขอเรียนถามว่าเป็นการลงมือของผู้ใด?”

        ซวงเซ้งบู๊ส่งเสียงดังกึกก้องว่า “นั่นยังต้องอธิบายอีกหรือ”

        “ดังนั้นหากแม้นบุรุษหนุ่มปราศจากความลับ อันยิ่งใหญ่ ไหนเลยจะทำให้ผู้ทรงฝีมืออันดับเอกะเหล่านั้นลงมือเล่า?”

        ขณะที่เทพธิดาแพรม่วงเอื้อนเอ่ยคำว่า “ผู้ทรงฝีมืออันดับเอกะ” ซวงเซ้งบู๊ได้แค่นเสียงดังเฮอะ คำนวณจากอุปนิสัยของมัน ย่อมต้องส่งเสียงดังขึ้น แต่บัดนี้แม้มิยินยอมพร้อมใจ ก็หาได้กล่าววาจาแสดงว่ามิอาจไม่ยอมรับด้วย

        ความจริงก็เป็นเช่นนั้น ควรทราบว่าป้อมกะโหลกมรณะมีเกียรติภูมิสั่นสะเทือนบู๊ลิ้ม แต่ทำให้ผู้รับฟังอดมิได้ต้องบังเกิดความเย็นยะเยือก เร้นลับ น่าพรั่นพรึง

        ส่วนหมู่บ้านาอสนีบาตหาเป็นเช่นนั้นไม่ ประมุขหมู่บ้านอสนีบาตทั้งสามท่าน เป็นผู้กล้าหาญที่ถูกชนชาวบู๊ลิ้มขนานยกย่อง และให้ความคุ้มครองผู้ฝึกปรือฝีมือมากมายก่ายกอง

        หากเปรียบเทียบขึ้นมา เกียรติภูมิของป้อมกะโหลกมรณะ ยังเป็นรองหมู่บ้านอสนีบาต ดังนั้นซวงเซ้งบู๊แม้มิยินยอมพร้อมใจ ก็มิอาจเอื้อนเอ่ยออกได้

        หมู่บ้านอสนีบาตกับป้อมกะโหลกมรณะ ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้นำกลุ่มธัมมะ อีกฝ่ายหนึ่งคือผู้ปกครองมวลอธรรม แต่ทว่ามิเคยมีการหักล้างมาก่อน

        มิหนำซ้ำเมื่อสองปีก่อน ยังมีการติดต่อกัน กล่าวคือทางหมู่บ้านอสนีบาตได้ส่งม้าเร็วเร่งรุดมาเชื้อเชิญอูปิกซิ้งจากป้อมกะโหลกมรณะ เพื่อให้รักษาผู้บาดเจ็บในหมู่บ้านอสนีบาต

        อูปิกซิ้งแม้มีวิชาแพทย์สูงเยี่ยม แต่ปราศจากจรรยาแพทย์ ยามปกติแม้มีผู้คนรอนแรมมาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของมัน พล่ำวิงวอนหลายทิวาราตรี ก็มิได้รับความแยแสสนใจจากมัน จนขาดใจตายไปเลย

        ผู้ที่ได้รับการพยาบาลจากมัน มีเพียงหนึ่งในร้อย แต่คราครั้งนี้ ในเมื่อผู้น้อมเชิญคือหมู่บ้านอสนีบาตสภาพการณ์ย่อมผิดแผกแตกต่าง ป้อมกะโหลกมรณะหากฉกฉวยโอกาสนี้ได้ ก็สามารถครองความยิ่งใหญ่โดยไร้เทียมทาน

        ดังนั้นอูปิกซิ้งจึงเร่งรุดไปในบัดดล และครึ่งเดือนให้หลังก็หวนกลับมา ซึ่งในเวลาดังกล่าว ซวงเซ้งบู๊และจุ้ยฮ้วยเล้งก็แพร่งพรายกระจายข่าวคราวออกไป

        แต่ทว่าอูปิกซิ้งพอกลับมาแล้ว บุคคลในป้อมกะโหลกมรณะก็มิพาดพิงถึงเรื่องราวประการนั้น ซึ่งที่แท้คราครั้งนั้นในหมู่บ้าน อสนีบาตผู้ใดรับบาดเจ็บ และอูปิกซิ้งสามารถรักษาทุเลาหรือไม่ ฝ่ายหมู่บ้านอสนีบาตทดแทนกันอย่างไร ล้วนแต่เป็นปมปริศนา

        ในใต้หล้ามีเพียงสามประมุขป้อมกะโหลกมรณะกับสามประมุขหมู่บ้านอสนีบาตที่ซาบซึ้งในเหตุการณ์ แต่หากชนชาวบู๊ลิ้มถามไถ่ ทั้งหกก็มิยอมบอกเล่า มิว่าอย่างไรศักดิ์ศรีของป้อมกะโหลกมรณะก็สูงส่งขึ้น

        ขณะนั้นเทพธิดาแพรม่วงได้กล่าวอีกว่า “บุรุษผู้นั้นทรวงอกเมื่อถูกมีดสั้นสองเล่มปักตรึงอยู่ก็ย่อมบาดเจ็บสาหัส แต่มันยังหลบหนีออกจากหมู่บ้านอสนีบาตได้ แสดงว่าต้องเป็นบุคคลที่มีความเป็นมาอันยิ่งใหญ่...”

        กล่าวถึงตอนนี้ พลันลดสำเนียงจนแผ่วเบาลงกล่าวว่า “สามประมุขหมู่บ้านอสนีบาต มีพลังการฝึกปรือสูงสุดไร้เทียมทาน แต่สังกัดสำนักอาจารย์ของทั้งสามล้วนไร้ผู้รับทราบ หากแม้นสามารถสืบเสาะรู้ซึ้งจากบุรุษหนุ่มผู้นี้...”                

        ซวงเซ้งบู๊กับจุ้ยฮ้วยเล้งต่างมีสีหน้าแปรเปลี่ยนไป ผู้ฝึกปรือฝีมือย่อมปรารถนาให้ความสำเร็จของตน สูงส่งขึ้น หากมีโอกาสย่อมต้องไขว่คว้ารับไว้        

        มิหนำซ้ำสามประมุขหมู่บ้านอสนีบาตต่างทรงฝีมือเป็นเอกะชนชั้นอันดับเยี่ยมเฉกเช่นซวงเซ้งบู๊ และจุ้ยฮ้วยเล้ง ก็ยังบังเกิดความต้องการฝึกปรือ

        ซวงเซ้งบู๊ส่งเสียงทุ้มหนักขึ้นว่า “ถ้าเช่นนั้นขอให้เล่าฮูได้ดูบุรุษผู้นั้นด้วย”

        เทพธิดาแพรม่วงกล่าวว่า “ช้าก่อน ข้าพเจ้ามีเงื่อนไขอยู่”

        วาจาของนางเพิ่งเอื้อนเอ่ยออก พลันได้ยินในความมืดแว่วสำเนียงแค่นหัวร่ออันเย็นยะเยียบ เสมือนกับมีกระบี่อันคมกล้าทิ่มแทงเข้ามา

        เทพธิดาแพรม่วงรู้สึกผิดคาดไป กระบี่สั้นในมือรีบรั้งขึ้น แต่ปฏิกิริยาของนางยังชักช้าชั่ววูบ แลเห็นประกายสีดำหลายสิบจุดแหวกฝ่าอากาศดังซู่ซ่า หวีดหวิวพุ่งกระจายเข้ามา

        อาวุธลับที่ประทุษร้าย เป็นเข็มอันเล็กละเอียดยาวมิถึงสามนิ้ว มีสีดำคล้ำ เทพธิดาแพรม่วงร่ายรำกระบี่จนบังเกิดเสียงดังตึงตังถี่ยิบ พร้อมกับย่อกายต่ำลง

        แต่ทว่าบนบ่าของนาง พลันรู้สึกปวดชาเล็กน้อยพอกวาดตามองดู ถึงกับแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ที่แท้ปรากฏเข็มดำเล่มหนึ่งปักตรึงอยู่ในยามกะทันหัน นางได้แต่ตะลึงงันอยู่กับที่

        วินาทีนั้น ในความมืดบังเกิดสำเนียงอันเยือกเย็นพิกลดังขึ้นว่า “เรามีวิชาแพทย์เป็นเอกะ แต่ก็สามารถสังหารฆ่าคน บัดนี้ท่านก็ได้รับทราบความร้ายกาจแล้ว”

        ท่ามกลางสำเนียงเอื้อนเอ่ย เงาร่างสายหนึ่งก็พลิ้วกายออกมาโดยที่คราแรกมิมีผู้ใดทราบว่าซุกซ่อนอยู่ที่ใด อุปมาลอยละล่องจากฟากฟ้าสุราลัย

        แลเห็นมันมีร่างกายสมสัดส่วน สวมอาภรณ์ชุดแดงเค้าหน้าธรรมดาสามัญยิ่ง แต่ดวงตาทั้งคู่มีแววอันเลือดเย็นอำมหิต และดรรชนีสิบนิ้ว ทั้งเล็กยาว ผิดแผกจากปุถุชน

        เทพธิดาแพรม่วงจวบจนบัดนี้ จึงสะท้านทั้งร่างกล่าวเสียงสั่นระรัวว่า “ผู้ลงมือเป็นท่าน”

        บุคคลผู้นี้ก็คือ ประมุขอันดับสองของป้อมกะโหลกมรณะ นามอูปิกซิ้ง และได้ผงกศีรษะอย่างเย็นชา

        เทพธิดาแพรม่วงส่งเสียงที่กลับกลายเป็นแหบโหยว่า “รีบนำยาขจัดพิษมา”

        “เราย่อมมอบให้ แต่ท่านต้องล้มเลิกเงื่อนไขที่คิดเสนอต่อพวกเรา”

        เทพธิดาแพรม่วงผงกศีรษะอย่างลนลาน อูปิกซิ้งจึงส่งเสียงหัวร่ออย่างเยือกเย็นลำพอง กล่าวว่า “ก่อนอื่น ท่านลงมาเถอะ”

        เทพธิดาแพรม่วง พลิ้วกายลงจากรถม้าในบัดดลพร้อมกับนั้น เรือนร่างของจุ้ยฮ้วยเล้งก็ถลันปราดไปเบื้องหน้า และเปิดประตูรถออกร่างท่อนบนของมันได้หายลับเข้าไปในตัวรถ

        แต่แล้วจุ้ยฮ้วยเล้งก็ล่าถอยกลับออกมาในทันใดส่งเสียงกล่าวว่า “ในตัวรถล้วนว่างเปล่า ปราศจากผู้คน!”

        บุคคลทั่วไปยามเอื้อนเอ่ยวาจาประโยคนี้ ย่อมมีอารมณ์พลุ่งพล่าน แต่มันยังรักษาความสงบไว้ได้ การปกปิดความรู้สึกของบุคคลนี้นับว่ายอดเยี่ยมนัก

        แต่ผู้รับฟังทั้งหมด ล้วนประสบความตื่นตระหนกตกใจและผู้ที่แตกตื่นที่สุดก็คือเทพธิดาแพรม่วง

        นางพอถูกเข็มพิษทำร้ายบริเวณบ่า ก็คำนึงขึ้นว่า ‘อูปิกซิ้งสามารถใช้อาวุธอาบยาพิษทำลายชีวิตผู้คน จึงบังเกิดความหวั่นไหว และบุรุษหนุ่มผู้ที่บรรทุกมาในรถม้า สามารถใช้แลกเปลี่ยนกับยาขจัดพิษ บัดนี้ภายในรถไร้ผู้คน นางย่อมแตกตื่นขวัญกระเจิง’

        ซวงเซ้งบู๊ได้ลงมือทันที ฝ่ามือที่ใหญ่โตพลิกสะบัดออก แว่วเสียงระเบิดดังโครมใหญ่ หลังคารถม้าคันนั้น ถูกกระแสพลังอันเกรี้ยวกราดกระแทกกระทั้นจนปลิวกระเด็นไป

        ต่อจากนั้นประตูรถม้าก็ถูกทำลายลง จวบจนบัดนี้ทุกผู้คน จึงแลเห็นสภาพการณ์ได้อย่างชัดเจน ในตัวรถล้วนเวิ้งว้างว่างเปล่า หามีบุคคลผู้ใดไม่

        และรถม้าพอได้รับการสั่นสะเทือน ที่อานรถมีดรุณีชุดเขียวนางหนึ่งปลิวกระเด็นร่วงหล่นลงมา แต่ในยามนี้มิมีผู้ใดสังเกตสนใจ และเทพธิดาแพรม่วงถึงกับร้องว่า “ผู้คนเล่า? ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ บุรุษหนุ่มผู้นั้นอยู่ในตัวรถชัดๆ”

        อูปิกซิ้งส่งเสียงอันเย็นชาว่า “ผู้คนเมื่ออันตรธาน ยาขจัดพิษย่อมมิอาจมอบให้ และขอให้รับทราบว่า ก่อนที่ฟ้าสางสว่าง พิษในเข็มเล็กจะลุกลามจนสูญเสียชีวิต และอย่าได้คิดถอนออกมาอย่างวู่วามเป็นอันขาด”

        เทพธิดาแพรม่วง แม้เดือดดาลคลั่งแค้น แต่ก็มิอาจกระทำอันใดได้ พลันหันกายปลดเปลื้องอาชาพ่วงพีสองตัวจากการเทียมกับตัวรถ กล่าวกับดรุณีชุดเขียวว่า “พวกเรารีบไปเสาะหาผู้คน” พลางพลิ้วกายขึ้นไปบนหลังม้าก่อน ควบขับนำหน้าไป

        เหตุการณ์อุบัติขึ้น สามารถสร้างความตื่นตระหนกให้กับชนชาวบู๊ลิ้ม และดรุณีชุดเขียวมิรู้จักวิชาฝีมือแม้แต่น้อย จึงมีใบหน้าแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด ขยับเขยื้อนริมฝีปาก หมายเอื้อนเอ่ยวาจา

        แต่เทพธิดาแพรม่วง ได้ควบม้าไปล่วงหน้าไปวาเศษแล้ว ดรุณีชุดเขียวจึงควบขับออกไป เนื่องจากชักช้าเลินเล่อ ทำให้แม้แต่เสียงฝีเท้าม้าของผู้เป็นเจ้เจ๊ก็ไม่ได้ยิน

        พอมาถึงหน้าดงไม้ที่ร่วงโรยแห่งหนึ่ง ดรุณีชุดเขียวก็แลเห็นพันธุ์ไม้มีลักษณะพิกลประหลาดล้ำ จึงอดบังเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงมิได้ ส่งเสียงร้องว่า “เจ้เจ๊...”

        ในความสงบสงัด กระแสเสียงของนางจึงดังกังวานยิ่งนัก และเป็นสำเนียงที่สั่นระรัวด้วย                

        ขณะนั้น สายลมหอบหนึ่งพัดกรรโชกมา จนดงไม้อันแห้งแล้งเบื้องหน้า ก่อเกิดสำเนียงดังพิกลขึ้น แม้กระทั่งอาชาที่ใช้เป็นพาหนะ ยังได้รับความตื่นตระหนกส่งเสียงร้องอันยาวนาน และตะกุยเท้าหน้าทั้งสองขึ้น

        ดรุณีชุดเขียวมิอาจบังคับไว้ได้ เรือนร่างจึงกลิ้งตกลงจากหลังม้า และอาชายังคล้ายดั่งพายุหอบหนึ่งห้อตะบึงไปเบื้องหน้าอย่างรวดเร็ว ดรุณีชุดเขียวตีลังกาอยู่บนพื้นดินตลบหนึ่ง สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวยิ่ง

        แต่ทว่านางพอตะเกียกตะกายลุกขึ้น ก็แลเห็นต้นไม้รอบบริเวณขณะอยู่ในความมืด เสมือนดั่งปีศาจประหลาดมากมายสุดคณานับ กำลังวาดมือวางเท้าถาโถมตรงเข้ามา

        ดรุณีชุดเขียวมีร่างกายสั่นสะท้าน ส่งเสียงกระเส่าว่า “เจ้เจ๊ รีบมา ข้าพเจ้าหวาดหวั่นยิ่งนัก” พลางฝืนใจลุกขึ้นยืนหยัด แต่แล้วก็ต้องเซื่องซึมตะลึงลานอยู่กับที่ เนื่องจากในยามนั้น นางได้ยินด้านข้างเคียง มีผู้คนส่งเสียงถอนหายใจเบาๆ

        ในสถานการณ์เช่นนี้ กลับปรากฏสำเนียงมนุษย์ขึ้น ดรุณีชุดเขียวถูกคุกคามจนแทบสิ้นสติไป นางพยายามปลุกปลอบกำลังขวัญ สำรวจทิศทางที่บังเกิดสุ้มเสียงดังมา

        ขณะนั้น สำเนียงของบุรุษได้ดังเบาๆ ขึ้นว่า “ท่านหวาดผวายังจะมีประโยชน์อันใด รีบปลุกปลอบพลังจิตขึ้น และไปจากสถานที่นี้เถอะ”

        ผู้กล่าววาจาแม้จะเต็มไปด้วยความลี้ลับพิสดารแต่ดรุณีชุดเขียวรู้สึกว่า ฝ่ายตรงข้ามปราศจากเจตนารมณ์ประสงค์ร้าย จึงสูดลมหายใจลึกๆ จนทรงกายอย่างมั่นคง และเบือนศีรษะมองไป ซึ่งยามมีอิริยาบถก็ลำบากยากเย็นยิ่ง

        สำเนียงของบุรุษนั้นยังดังแว่วกระทบโสตของนางอย่างแช่มช้าว่า “ในที่สุดท่านก็ทำให้ตัวเองยืนหยัดขึ้นมาได้แล้วนับว่าประเสริฐแท้”

        ดรุณีชุดเขียวงงงันไปวูบหนึ่ง รู้สึกว่าวาจาของฝ่ายตรงข้ามมีความหมายชวนให้ขบคิด แต่ในยามนี้ได้กล่าวถามออกไปว่า “ท่านเป็นใคร?”

        สำเนียงนั้นกล่าวย้อนว่า “ท่านยังมิรู้จักข้าพเจ้าหรอกหรือ?”

        ดรุณีชุดเขียวบังเกิดความตื่นเต้นสงสัยอย่างใหญ่หลวง จึงสาวก้าวไปเบื้องหน้า ซึ่งเป็นดงไม้อันร่วงโรยและเพียงเดินเหินไม่กี่ก้าว ก็พบเห็นบุคคลหนึ่ง

        บุคคลผู้นั้นหาได้ยืนหยัดอยู่ไม่ แต่หากแอบอิงกับต้นไม้ กระแทกกายอยู่บนพื้นดินในท่าครึ่งนั่งครึ่งนอนภายในดงไม้แม้มืดครึ้มวังเวง แต่ก็มีแสสกาวเดือนสาดส่องลงมาบ้าง

        ดรุณีชุดเขียวพอเพ่งพินิจ ถึงกับอุทานดังอากล่าวว่า “ที่แท้...เป็นท่าน”

        ความจริงบุคคลผู้นี้ หาใช่ผู้ใดใครอื่นไม่ หากแต่เป็นบุรุษอายุเยาว์วัย ซึ่งถูกเทพธิดาแพรม่วงนำพามาและจัดให้อยู่ในรถม้านั่นเอง!

        ในยามนี้ ที่ทรวงอกของบุรุษหนุ่ม ยังปักตรึงด้วยมีดสั้นสองเล่ม ขณะสังเกตมองในความมืด ใบหน้าของบุรุษได้ขาวซีดเป็นพิเศษไม่มีสีเลือด ตนกำลังฝืนยิ้มแย้ม แต่รอยยิ้มยังสุดจะทนดูกว่าร่ำไห้เสียอีก

        ดรุณีชุดเขียวพอพบเห็นบุรุษหนุ่มแล้ว ในยามกะทันหัน จิตใจก็ยุ่งยากสับสน นางแม้นมิรู้จักวิชาฝีมือ และอ่อนเยาว์ด้านความนึกคิดปราศจากเล่ห์เหลี่ยมมารยา แต่ก็ทราบว่าเจ้เจ๊เทพธิดาแพรม่วง คิดนำพาบุรุษหนุ่มที่ได้รับบาดเจ็บนี้ ไปยังป้อมกะโหลกมรณะ เพื่อรักษาพยาบาล ย่อมมิใช่เจตนาอันดีงาม

        แต่ทว่าเทพธิดาแพรม่วง กลับประสบอันตรายเสียเอง นางหากมิอาจเสาะพบบุรุษหนุ่มผู้นี้ นำไปแลกเปลี่ยนกับยาขจัดพิษ ก็มิมีชีวิตรอดได้

        ดังนั้นดรุณีชุดเขียว จึงมีความรู้สึกขัดแย้งขึ้นมามิทราบว่าสมควรส่งสำเนียงเรียกหาเจ้เจ๊ เพื่อให้เทพธิดาแพรม่วงคร่ากุมบุรุษผู้นี้ ไปยังป้อมกะโหลกมรณะ? หรือบ่งบอกกับบุรุษหนุ่มว่า กำลังถูกฝ่ายเจ้เจ๊ค้นหา ให้รีบเร่งหลบหนีไป?

        นางเป็นอิสจรีที่มีน้ำใจอันประเสริฐเลิศเหลือ มิเคยคิดประทุษร้ายบุคคลผู้ใด จึงยืนงงไม่สามารถตัดสินใจ

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นเบิ่งตาจนกลมกว้าง มาตรแม้นว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่ดวงตาทั้งคู่ยังสาดประกายอันพิสดาร จับจ้องจนฝ่ายดรุณีมีจิตหวั่นไหว ได้ยินบุรุษหนุ่มกล่าวว่า “ท่านไฉนไม่ส่งเสียงเล่า?”

        ดรุณีชุดเขียวฝืนหัวร่อกล่าวว่า “ข้าพเจ้ามิทราบว่าจะเอื้อนเอ่ยอย่างไร”

        บุรุษหนุ่มเลิกคิ้วอันเรียวงามขึ้นกล่าวว่า “เพราะเหตุใด? ท่านเป็นบุคคลที่กำลังเสาะหาข้าพเจ้าใช่หรือไม่? หลายวันที่ผ่านมา ข้าพเจ้าบัดเดียวฟื้นตื่น บัดเดี๋ยวสิ้นสติ แต่ขณะที่โดยสารรถม้าผ่านมาถึงดงไม้แถบนี้ ข้าพเจ้าก็ได้ฟื้นคืนสติขึ้นมา

        หากแม้นผ่านดงไม้แห่งนี้แล้ว ก็จะบรรลุถึงป้อมกะโหลกมรณะ สำหรับข้อนี้ข้าพเจ้าทราบดี ดังนั้นจึงดิ้นรนกระโดดหลบหนีออกมา!”

        ดรุณีชุดเขียวกล่าวว่า “ท่านมิยินยอมไปที่ป้อมกะโหลกมรณะ?”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นเอื้อนเอ่ยวาจาต่อเนื่องกัน ทำให้ขณะนี้อดส่งเสียงหอบหายใจมิได้ ทำให้มีดสั้นสองเล่มที่ปักอยู่บนทรวงอก พลอยสะท้อนขึ้นลงด้วย คาดว่าสร้างความเจ็บปวดทรมานมิน้อย ชั่วครู่จึงกล่าวว่า “ถูกแล้ว ข้าพเจ้ามิยินยอมไปป้อมกะโหลกมรณะ ประมุขคนที่สองของป้อมอูปิกซิ้ง เป็นจอมแพทย์อันดับหนึ่งในใต้หล้า ข้าพเจ้าหากบรรลุถึงป้อมกะโหลกมรณะ มันก็สามารถรักษาบาดเจ็บของข้าพเจ้าได้แล้ว”

        ดรุณีชุดเขียวแทบมิเชื่อถือโสตประสาทของตนเอง นางย่อมซาบซึ้งว่า บุรุษหนุ่มผู้นี้ไม่ต้องการไปที่ป้อมกะโหลกมรณะ มาตรมิเช่นนั้นคงมิหลบหนีลงจากรถม้าในขณะเดินทาง

        แต่นางคาดมิถึงว่า สาเหตุที่บุรุษหนุ่มมิยินยอมนั้นเพราะว่าประมุขอันดับสองของป้อมกะโหลกมรณะอูปิกซิ้งสามารถรักษาบาดเจ็บของบุรุษหนุ่ม ในพื้นพิภพมิมีผู้ใดที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว กลับไม่ยอมพยาบาล นี่นับเป็นความต้องการอันพิสดารประหลาดล้ำ!

        ฝ่ายดรุณีถึงกับจับจ้องอย่างงงงัน บุรุษหนุ่มผู้นั้นจึงฝืนหัวร่อกล่าวว่า “ท่านมิเข้าใจใช่หรือไม่? ข้าพเจ้าไม่ต้องการให้ผู้ใดมารักษาบาดเจ็บจริงๆ ข้าพเจ้าเพียงคิดตกตายซึ่งจะสร้างความสงบสันติ แต่ข้าพเจ้ากลับมิสามารถเสียชีวิต

        ทุกผู้คนที่ข้าพเจ้าเผชิญมา ล้วนแต่คิดหาหนทางยืดชีวิตของข้าพเจ้าอีกต่อไป ความจริงข้าพเจ้าเพียงแต่ถอนมีดสั้นสองเล่มนี้ออกมาสักเล่มหนึ่ง ก็จะตกตายในบัดดล...”

        ขณะกล่าววาจาก็ยื่นมือที่สั่นระริกตะปบคว้าไปยังมีดสั้นบนทรวงอก ดรุณีชุดเขียวรู้สึกแตกตื่นตระหนกจนกล่าวอย่างลนลานว่า “ท่านอย่าได้กระทำเช่นนั้น”

        บุรุษหนุ่มถอนหายใจยาวๆ กล่าวว่า “แต่ทว่าข้าพเจ้าก็มิอาจปลุกปลอบกำลังใจ จัดการกับชีวิตของตัวเอง ข้าพเจ้า...ยังต้องการมีชีวิตสืบต่อไป”

        ดรุณีชุดเขียวคราแรกที่พบพานฝ่ายตรงข้าม อดบังเกิดความประหวั่นพรั่นพรึงมิได้ แต่ขณะนี้นางรู้สึกเวทนาเห็นใจบุรุษหนุ่มสั่นศีรษะกล่าวว่า “เมื่อครู่นี้ ท่านยังเรียกหาให้ข้าพเจ้ายืนหยัดลุกขึ้นไฉนตัวท่านเองกลับมิคิดมีชีวิตสืบไปเล่า?”

        บุรุษหนุ่ม จับจ้องฝ่ายดรุณีอยู่ครู่หนึ่ง จึงกล่าวว่า “ท่านเป็นม่วยม่วยของเทพธิดาแพรม่วง? ไฉนมิละม้ายนางท่านมีนามอันใด?”

        “ข้าพเจ้ากับเจ้เจ๊มิได้ถือกำเนิดจากมารดาเดียวกัน ข้าพเจ้ามีนามว่าลี้เซี่ยวเค้ง”

        “ลี้โกวเนี้ย วันเวลาผ่านมานี้ ข้าพเจ้าได้พบพานบุคคลจำนวนมาก และล้วนต้องการให้ข้าพเจ้ามีชีวิตสืบต่อไป แต่ท่านมีเจตนามิเฉกเช่นกับพวกมัน ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าอยู่ยืนยงอย่างแท้จริงหรือไม่?”

        ดรุณีชุดเขียวลี้เซี่ยวเค้งผงกศีรษะกล่าวว่า “ย่อมต้องแน่นอน...”

        วาจาพลันชะงักค้างไว้ ทั้งนี้ก็เพราะในใจรู้สึกว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้ย่อมมีชาติกำเนิดที่ลึกลับซับซ้อน ที่และการชนชาวบู๊ลิ้มต้องการให้บุรุษหนุ่มมีชีวิตสืบต่อไปย่อมต้องแฝงไว้ด้วยสาเหตุเลศนัย เพียงแต่นางมิมีความสัมพันธ์กับวงพวกนักเลง จึงมิคิดซักไซ้ถามไถ่

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันย้อนถามว่า “ท่านไฉนจึงแตกต่างจากบุคคลผู้อื่น? หรือว่าท่านมิคิดตักตวงผลประโยชน์จากข้าพเจ้าด้วย?”

        ลี้เซี่ยวเค้งรู้สึกพิศวงสงสัยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าสามารถตักตวงผลประโยชน์จากท่านหรอกหรือ?”

        นางได้เบิ่งตาจนกลมโต จับจ้องฝ่ายตรงข้ามอย่างตื่นเต้นในดวงตาปราศจากแววเสแสร้งแกล้งดัด และสีหน้าก็บริสุทธิ์ไร้มารยา

        บุรุษหนุ่มคราแรกคิดหัวร่อเย้ยหยัน แต่แล้วงงงันไปกล่าวว่า “ท่านคล้ายดั่งมิใช่ชนชาวบู๊ลิ้มเลย”

        ลี้เซี่ยวเค้งถึงกับแย้มสรวลออกมากล่าวว่า “ข้าพเจ้าความจริงมิรู้จักวิชาฝีมือย่อมไม่อาจนับเป็นชนชาวบู๊ลิ้ม”

        บุรุษหนุ่มพลันมีเรือนร่างดิ้นรน และเบิ่งตาขึ้นใบหน้าที่ขาวซีดปรากฏสีแดงระเรื่อ คำนวณจากอากัปกิริยาแสดงว่าในยามกะทันหัน ได้บังเกิดความเดือดดาลคลั่งแค้น!

        ลี้เซี่ยวเค้งยิ่งงงงันไป นางมิเข้าใจว่าการที่นางมิรู้จักวิชาฝีมือ ฝ่ายตรงข้ามไฉนจึงขุ่นเคืองใจ? ความจริงนางมิใช่ไม่คิดฝึกปรือแนววิชา หากแต่เทพธิดาแพรม่วงมิยอมถ่ายทอดให้

        นางรู้สึกว่าได้รับการกระทบกระเทือนจิตใจ ในดวงเนตร จึงเอ่อคลอด้วยน้ำตา แต่เนื่องจากมีอุปนิสัยอ่อนโยน แม้มีวาจาที่อัดอก ก็มิอาจเอื้อนเอ่ยอธิบายให้กับตัวเอง

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ก่อนที่จะตกตาย ได้พบพานบุคคลที่ปราศจากเล่ห์เพทุบาย ข้าพเจ้าคาดว่าบุคคลนั้นก็คือท่าน แต่แล้วข้าพเจ้ายัง รู้สึกผิดพลาดไป”

        กระแสเสียงพลุ่งพล่านรวดร้าวใจยิ่ง และตอนท้ายถึงกับแปรเปลี่ยนเป็นแหบโหย มิหนำซ้ำที่มุมปากยังมีโลหิตสดๆ ไหลรินออกมา!

        ลี้เซี่ยวเค้งถูกกล่าวหาจนหยาดน้ำตาไหลรินพร่างพรูแต่พอแลเห็นฝ่ายตรงข้ามถึงกับหลั่งโลหิต ก็บังเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย และคิดจะน้อมกายลงไปเช็ดคราบโลหิตของบุรุษหนุ่ม

        ขณะนั้นเอง เสียงฝีเท้าม้าอันถี่ยิบ ก็ดังระรัวแว่วจากที่ไกลจนมาใกล้ ลี้เซี่ยวเค้งพอได้ยินถึงกับสะท้านใจวาบอุทานว่า “เจ้เจ๊ข้าพเจ้ากลับมาแล้ว”

        บนใบหน้าของบุรุษหนุ่ม ปรากฏแววอันรวดร้าวขมขื่นใจกล่าวขึ้นว่า “นั่นก็ประเสริฐ พวกท่านจะได้สมมาดปรารถนาแล้ว”

        ลี้เซี่ยวเค้งสูดลมหายใจเข้าไปกล่าวว่า “ท่านไฉนจึงกล่าวหาว่า ข้าพเจ้าหลอกลวงท่านที่แท้ข้าพเจ้าโป้ปดประการใด?”

        บุรุษหนุ่มหัวร่อดังพิกลกล่าวว่า “ท่านอ้างว่า มิรู้จักวิชาฝีมือ ท่าน...”

        สำเนียงพลันขาดห้วง อย่างกะทันหัน ดวงตาเหลือกพลิกขึ้นและเรือนร่างก็ล้มฟุบลง นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นดินถึงกับสลบสิ้นสติไป!

        ลี้เซี่ยวเค้งมีจิตใจยุ่งยากสับสน และพิศวงคลางแคลงในคำกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม ทันใดนั้น สำเนียงของเทพธิดาแพรม่วงได้ดังมาจากด้านหลังว่า “ม่วยม่วย”

        ลี้เซี่ยวเค้ง จึงหันกายกลับมา พอพบเห็นเจ้เจ๊จิตใจก็บังเกิดความเศร้าสลด ถาโถมตรงเข้าหา พลางส่งเสียงร้องเรียก

        แต่ยังมิทันบรรลุถึง เทพธิดาแพรม่วงก็สะบัดชายเสื้อกอเกิดพลังสายหนึ่ง ม้วนร่างของลี้เซี่ยวเค้งจนซวนเซไปอีกด้านหนึ่ง และนางได้พุ่งปราดเข้าหาบุรุษหนุ่มผู้นั้นอย่างรวดเร็ว

        พอมาถึงเบื้องหน้า ก็ยื่นมือไปรอยู่ที่ริมจมูกของบุรุษหนุ่ม จนรู้สึกว่าแม้จะมีลมหายใจร่อแร่รวยรินแต่ยังมิถึงกับตกตาย

        เทพธิดาแพรม่วง จึงบรรทุกของบุรุษหนุ่มพาดอยู่บนบ่าสะกิดปลายเท้าเล็กน้อย ร่างก็พุ่งเฉียงๆ ลอยขึ้นบนหลังม้าที่ห่างไปวาเศษ ควบตะบึงออกจากที่ทันที

        ลี้เซี่ยวเค้งส่งเสียงร้องออกไปว่า “เจ้เจ๊...”

        เทพธิดาแพรม่วง แม้ศีรษะก็มิเบือนกลับ เพียงกล่าวว่า “เจ้าติดตามเรามา”

        ลี้เซี่ยวเค้งตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา แต่อาชาของนางมิทราบว่าไปที่ใดแล้ว จึงออกจากดงไม้แถบนี้ และเร่งรุดมุ่งไปยังป้อมกะโหลกมรณะ ชั่วครู่ให้หลังม้าก็มาถึงหน้าประตูใหญ่ของป้อมกะโหลกมรณะแล้ว

        ในยามนี้ท้องฟ้าได้เริ่มรุ่งสางสว่าง แต่ป้อมกะโหลกมรณะเมื่อพิจารณาจากภายนอก ยังเร้นลับน่าพรั่นพรึง ทั่วทั้งป้อมค่ายเป็นสีเทามืดครึ้ม

        แต่หากเป็นสีเทาทั้งหมด ยังพอชมได้ ทว่ากลับมีสีแดงผสมผสานอยู่ ในความเยือกเย็นจึงลี้ลับเป็นพิเศษ ชวนให้ขวัญสั่นวิญญาณสะท้าน

หนังสือแนะนำ

Special Deal