หมั่นเนื้อนงคราญ

บทที่ 2

เง็กเฮียงมีรูปโฉมโนมพรรณล้ำเลิศ นับเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งของแผ่นดินจริงๆ

เพียงแต่รูปโฉมแม้งามล้ำ ยังขาดจริตมารยา ไม่สมกับที่สามีหวังไว้ ด้วยเนื่องจากเก็บตัวอยู่กับบ้านช่อง บิดาเลี้ยงดูอย่างเข้มงวดกวดขัน มารดาเคร่งขรึมจริงจัง ไม่เคยล่วงรู้เรื่องราวของกามตัณหามาก่อน ปรกติวางตัวสำรวม บ่วยเอียงเซ็งพูดจาเกี้ยวพาราสีคำหนึ่ง นางก็หน้าแดงก่ำ เดินผละหนีไป

บ่วยเอียงเซ็งประกอบกิจตอนกลางวัน จะได้มองดูอวัยวะของหญิง เป็นการเพิ่มรสสวาท มีอยู่หลายครั้งคิดถอดกางเกงของนาง นางก็ส่งเสียงร้องราวถูกข่มขืนก็มิปาน บ่วยเอียงเซ็งได้แต่หยุดการเคลื่อนไหวแต่กลางคัน

เมื่อประกอบกิจตอนกลางคืน นางยินยอมร่วมแต่ท่วงท่าธรรมดาสามัญ ไม่ยอมพลิกแพลงผาดโผนแม้แต่น้อย คิดใช้ท่าหยิบไฟข้ามกำแพง นางตำหนิว่าหันหลังให้กับสามี ให้นางจุดเทียนไขกลับหัว นางก็ตำหนิว่าข้ามหัวสามี แม้แต่จะยกเท้าทั้งสองของนางขึ้นพาดกับบ่า ยังลำบากยิ่งกว่ายกกระถางอีก

เมื่อตอนที่มีความสุข อย่าว่าแต่นางไม่ยอมร้องครวญครางเพิ่มความฮึกหาญให้กับสามี ถึงแม้บ่วยเอียงเซ็งพร่ำเพรียกเรียกนางว่าที่รัก นางก็ไม่ขานรับ ราวกับเป็นใบ้ก็มิปาน

บ่วยเอียงเซ็งกลัดกลุ้มใจยิ่ง คิดอยู่ในใจ น่าเสียดายหญิงงามแห่งยุคไม่รู้รสคาวหวานแห่งกามตัณหา นอนอยู่ข้างกายราวท่อนไม้ จะมีความสุขอันใด ได้แต่นึกหาวิธีอันแยบยลกระตุ้นความต้องการของนาง

ดังนั้นบ่วยเอียงเซ็งไปที่ร้านหนังสือ ซื้อสมุดภาพเสพสังวาสมาเล่มหนึ่ง เป็นผลงานของเตี่ยจื้องัง ซึ่งเป็นจิตรกรยุคปัจจุบัน มีภาพการเสพสังวาสทั้งสิ้นสามสิบหกท่า

บ่วยเอียงเซ็งจัดแจงวางสมุดภาพอยู่ในห้องหอ เพื่อที่จะพลิกดูกับคุณหนูเง็กเฮียง ให้นางทราบว่าการร่วมรักระหว่างชายหญิงไม่ใช่เรื่องสกปรกลามก ควรที่จะพลิกแพลงผาดโผน เพื่อเพิ่มความสุขในชีวิตสมรส

ตอนแรกที่ได้รับ เง็กเฮียงไม่รู้ภายในเล่มเป็นอะไร ยังคิดว่าถ้าไม่ใช่ภาพทิวทัศน์ คงเป็นภาพดอกไม้ จึงเปิดออกดู เห็นหน้าแรกเขียนตัวหนังสือสะดุดตาว่า “ภาพลับเฉพาะวังต้องห้าม” นางเข้าใจว่าเป็นภาพนางสนมกำนัลสมัยโบราณ ไม่ทราบมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร

เมื่อพลิกถึงหน้าที่สาม เห็นผู้ชายคนหนึ่งกอดสตรีนางหนึ่งเปลื้องเสื้อผ้าเปลือยเปล่า ประกอบกิจบนภูเขาลำลองถึงกับหน้าแดงจรดใบหู พูดอย่างขุ่นเคือง “ของสกปรกลามกอย่างนี้ ท่านนำมาจากไหน เก็บไว้ในห้องรังแต่แปดเปื้อนมัวหมอง เรียกหญิงรับใช้นำไปเผาทิ้งเถอะ”

บ่วยเอียงเซ็งรีบห้ามว่า “นี่เป็นของโบราณอย่างหนึ่ง มีค่าร้อยตำลึงทอง ข้าขอยืมมาจากเพื่อน ถ้าท่านมีปัญญาชดใช้ร้อยตำลึงทอง ก็นำไปเผาทิ้ง ถ้าไม่มีปัญญาชดใช้ก็วางไว้ที่เดิม ให้ข้าดูสักสองสามวันค่อยนำไปคืนแก่เขา”

เง็กเฮียงตำหนิว่า “ของที่ไม่เที่ยงธรรมอย่างนี้ ดูไปจะมีประโยชน์ใด?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ถ้าเป็นของไม่เที่ยงธรรม จิตรกรไหนเลยยอมวาดขึ้นมาคนซื้อไหนเลยยอมซื้อมาด้วยราคาแพงลิบลิ่ว นี่เป็นเรื่องชอบธรรมของโลก ดังนั้นจิตรกรทั้งหลายจึงวาดลงบนผ้าแพร จัดทำเป็นแผ่นพัก ตกทอดให้กับอนุชนรุ่นหลัง ไม่อย่างนั้นหลักการหาความสุขระหว่างชาย-หญิง จะเลือนหายไปทีละน้อย วันข้างหน้าสามีทอดทิ้งภรรยา ภรรยาทอดทิ้งสามี จะกำเนิดชีวิตใหม่ได้อย่างไร ข้าหยิบยืมมาในวันนี้ ไม่เพียงอ่านดูเอง ทั้งยังต้องการให้น้องข้าเข้าใจถึงเหตุผลข้อนี้ จะได้ตั้งครรภ์กำเนิดบุตรธิดามีผู้สืบสกุลต่อไป”

เง็กเฮียงไม่เห็นด้วย พูดว่า “ข้าไม่เห็นว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องชอบธรรม ไม่อย่างนั้นทำไมไม่กระทำในตอนกลางวัน หากแต่รอถึงตอนดึกดื่นค่อนคืนค่อยกระทำในห้องหับมิดชิด ปกๆ ปิดๆ ราวกับเป็นขโมยขโจร”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “พูดไปไม่อาจตำหนิน้องข้า ต้องโทษพ่อท่านไม่ถูกที่ขังท่านอยู่ในบ้าน ไม่มีเพื่อนหญิงบอกเล่าเรื่องต่างๆ ต่อท่านดังนั้นเข้าใจว่าผู้ชายในโลกมีแต่ข้าเจ้าชู้ ผู้หญิงในโลกเหมือนกับท่านที่สำรวมตัว ข้าถามท่าน ถ้าบุรุษสตรีไม่ร่วมรักตอนกลางวันจิตรกรผู้นี้ทำไมรู้จักท่วงท่านี้ ทำไมวาดได้ละม้ายเหมือนเพียงนี้?”

เง็กเฮียงพูดว่า “ท่านพ่อท่านแม่ข้าก็เป็นสามีภรรยา เหตุใดไม่ประกอบกิจตอนกลางวัน?”

บ่วยเอียงเซ็งย้อนถามว่า “น้องข้ารู้ได้อย่างไรว่า บิดามารดาท่านไม่ประกอบกิจตอนกลางวัน?”

เง็กเฮียงพูดว่า “ถ้าพวกท่านประกอบกิจ ข้าต้องพบเห็น เหตุใดข้าอายุสิบหกปียังไม่เคยพบสักครั้ง อย่าว่าแต่ไม่เห็นกับตา ทั้งยังไม่ได้ยินกับหู”

บ่วยเอียงเซ็ง หัวเราะดังๆ พูดว่า “ช่างโง่นัก เรื่องอย่างนี้มี แต่บุตรเห็นไม่ได้ บุตรีได้ยินไม่ได้ นอกจากบุตรธิดาแล้ว หญิงรับใช้คนไหนไม่เคยเห็นไม่เคยได้ยิน พวกเขาเมื่อกระทำเรื่องอย่างนี้ ต้องรอท่านไม่อยู่ ปิดประตูลงกลอน ค่อยประกอบกิจกัน ขืนถูกท่านพบเข้า กลัวท่านจะเกิดอารมณ์หวั่นไหว คิดถึงเพศตรงข้าม น้องข้าหากไม่เชื่อ ลองถามหญิงรับใช้ต้นห้องของมารดาท่าน ดูว่าพวกเขาเคยประกอบกิจตอนกลางวันหรือไม่?”

เง็กเฮียงหยุดคิดนิดหนึ่งจึงพูดว่า “พวกเขาเมื่อตอนกลางวันมักปิดประตู บางทีจะประกอบกิจก็ได้ แต่เรื่องนี้ช่างน่าอาย ท่านมองดูข้า ข้ามองดูท่าน จะทำได้ยังไง?”

บ่วยเอียงเซ็ง พูดว่า “ร่วมรักตอนกลางวัน ยังสนุกสุขสันต์กว่าตอนกลางคืนสิบเท่า เพราะท่านมองดูเรา เรามองดูท่าน ช่วยเพิ่มรสชาติแก่กัน โลกมีเพียงสามีภรรยาสองชนิด ที่ไม่ร่วมรักตอนกลางวัน”

เง็กเฮียงถามว่า “สามีภรรยาสองชนิดใด?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ได้แก่สามีอัปลักษณ์ ภรรยางามอ้อนแอ้นชนิดหนึ่งและสามีหล่อเหลา ภรรยาขี้ริ้วอีกชนิดหนึ่ง”

เง็กเฮียงซักถามว่า “คนสองชนิดนี้เหตุใดไม่อาจร่วมรักตอนกลางวัน?”

บ่วยเอียงเซ็งอธิบายว่า “เรื่องอย่างนี้เกิดจากท่านรักข้า ข้ารักท่าน ช่วยกระตุ้นเลือดลมของกันและกันให้ร้อนระอุขึ้น ถึงจะมีความสุข หากว่าภรรยามีผิวพรรณขาวสะอาดละเอียดอ่อน คล้ายกับสลักเสลาจากหยก สามีถอดเสื้อผ้าของนางออก โอบไว้กับอ้อมอก ทางหนึ่งดูทางหนึ่งประกอบกิจ ย่อมเพิ่มรสชาติถึงสิบส่วน อาวุธใต้เอวทั้งแข็งทั้งกระด้าง ทั้งหยาบทั้งใหญ่ขึ้น แต่ว่าสตรีเห็นบุรุษผิวหนังทั้งดำทั้งหยาบ เมื่อตอนสวมเสื้อผ้ายังดูไม่ออก พอถอดเสื้อผ้าออก ยากจะปกปิดต่อไป เมื่อตัดกับผิวพรรณขาวสะอาด ความอัปลักษณ์แปดส่วนเพิ่มเป็นสิบสองส่วน ภรรยาเห็นเข้าย่อมรังเกียจเดียดฉันท์ พอแสดงออกทางสีหน้า ความแข็งของบุรุษก็อ่อนลง ความหยาบใหญ่ก็เล็กเรียวลง อย่างนั้นมิสู้ร่วมรักในตอนกลางคืน ยังจะปิดบังไว้ได้ ดังนั้นข้าบอกว่าในโลกนี้มีสามีภรรยาสองชนิดนี้ไม่ควรร่วมรักตอนกลางวัน ถ้าเป็นสามีภรรยาอย่างเราสอง ขาวต่อขาว แดงต่อแดง ละเอียดอ่อนต่อละเอียดอ่อน ถ้าไม่หาความสุขในตอนกลางวัน เอาแต่มุดอยู่ในผ้าห่มลูบๆ คลำๆ ไยมิใช่ไม่ต่างกับสามีภรรยาขี้ริ้วอัปลักษณ์?”

เง็กเฮียงฟังถึงตอนนี้ อดเคลิบเคลิ้มคล้อยตามมิได้ สองข้างแก้มปรากฏสีแดงระเรื่อ ดวงตาทอประกายหยาดเยิ้มขึ้นมา

บ่วยเอียงเซ็งทราบว่า ได้การแล้ว แต่นางเพิ่งบังเกิดความกำหนัด ยังไม่หิวกระหายนัก หากหยิบยื่นความหอมหวานแก่นางเปรียบเสมือนกับคนหิวโซเห็นอาหาร ทานด้วยความตะกรุมตะกราม ไม่ขบเคี้ยวโดยละเอียด ถึงอย่างไรไม่รู้รสเอมโอชของอาหาร ตนเองสมควรทรมานนาง ให้นางร้อนใจสักคราค่อยชวนนางขึ้นสู่สวรรค์ดาวดึงส์ด้วยกัน

พอนึกได้เช่นนั้น บ่วยเอียงเซ็งทรุดนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง ฉุดดึงนางนั่งลงบนตัก เปิดสมุดภาพเสพสังวาสทีละใบชี้ให้นางดูโดยละเอียด

สมุดภาพนี้แตกต่างกับภาพเสพสังวาสเล่มอื่น ครึ่งหน้าแรกเป็นภาพเสพสังวาส ครึ่งหน้าหลังเขียนคำอธิบายไว้อย่างละเอียดตบท้ายด้วยคำชมเชยความละเอียดลออของภาพวาด ล้วนเป็นลายมือของจิตรกรมีชื่อทั้งสิ้น

บ่วยเอียงเซ็งสอนให้นางตั้งอกตั้งใจดู โอกาสหน้าจะได้ลอกเลียนตาม ทางหนึ่งดูทางหนึ่งอ่านให้นางฟัง

ภาพแรกเป็นท่าผีเสื้อชอนไชเกสร กล่าวคือ หญิงสาวนั่งบนก้อนหินกลางบึงไท่โอ้ว แยกเท้าทั้งสองออก บุรุษสอดใส่แท่งหยกเข้าสู่คฤหาสน์หยก จ้วงซ้ายทะลวงขวาสืบหยั่งเข้าหากลางเกสรดอกไม้ ยามนี้บุรุษสตรีเพิ่งเริ่มต้น ยังไม่บรรลุถึงแดนสุขสันต์ ดังนั้นสีหน้าไม่แตกต่างกับคนธรรมดาทั่วไป

ภาพที่สองเป็นท่าภมรทำรังผึ้ง กล่าวคือ สตรีนอนหงายบนผ้าปูที่นอนนุ่มนิ่ม สองมือรองก้นไว้ แหงนหงายขึ้นรับแท่งหยก ให้บุรุษสอดใส่เข้าสู่ใจกลางเกสร ยามนั้นสีหน้าของสตรีปรากฏแววหิวกระหาย บุรุษมีท่าทางรีบร้อนลนลาน

ภาพที่สามเป็นท่า วิหคคืนรวงรัง กล่าวคือ สตรีนอนนิทราบนเตียง สองเท้ายกชี้ฟ้าสองมือเหนี่ยวตะโพกของบุรุษกดต่ำลงมา คล้ายเข้าสู่แดนสุขสันต์แล้ว กำลังตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกามกิจ วาดได้สมจริงสมจังยิ่ง

ภาพที่สี่เป็นท่าอาชาเตลิดคอก กล่าวคือ สตรีนอนบนเตียง สองมือโอบกอดบุรุษ คล้ายห่วงรัดพันธนาการ บุรุษใช้หัวไหล่รองรับเท้าทั้งสองของนางไว้ สอดใส่แท่งหยกไปในคฤหาสน์หยกจนหมดสิ้น ยามนี้ บุรุษสตรีตาหรี่ปรือ ใช้ลิ้นตวัดรัดฟันอยู่ในปากเป็นพัลวัน สีหน้าล้วนตกอยู่ในภวังค์เคลิบเคลิ้ม

ภาพที่ห้าเป็นท่าสองมังกรหย่าศึก กล่าวคือ สตรีหนุนหมอนนอนตะแคง สองมือตกห้อยอย่างอ่อนล้า บุรุษซุกศีรษะอยู่ริมใบหูของสตรี ตลอดทั้งร่างฟุบอยู่บนร่างนาง แสดงว่าเพิ่งเสร็จสงครามสังวาส อยู่ในระหว่างการพักผ่อน แต่สตรีก็ยังขยับเหยียดเท้าคิดกระตุ้นปลุกอารมณ์ของบุรุษ ไม่คล้ายคนที่ตายไปแล้ว

เง็กเฮียงดูถึงตอนนี้ อดบังเกิดจิตกระสันสวาทมิได้ บ่วยเอียงเซ็งพลิกอีกหน้าหนึ่ง คิดชวนนางดูต่อ เง็กเฮียงพลันผลักสมุดภาพออกห่าง พูดว่า “หนังสือดีอะไร ดูแล้วอดลืมตัวมิได้ ท่านดูของท่านข้าไปนอนแล้ว”

บ่วยเอียงเซ็งโอบนางไว้ พูดว่า “ที่รัก ยังมีของดีอยู่ข้างหลัง ดูเสร็จแล้วค่อยไปนอนกับท่าน”

เง็กเฮียงพูดอย่างแง่งอนว่า “หรือว่าพรุ่งนี้ไม่มีเวลา ต้องดูให้หมดในวันนี้?”

บ่วยเอียงเซ็งทราบว่านางรุ่มร้อนแล้ว ดังนั้นโอบกอดนางไว้ จูบปากของนาง ก่อนนี้จูบปากสอดใส่ลิ้นเข้าไป นางต้องกัดฟันเม้มปากแน่น ถึงแม้เป็นสามีภรรยาหนึ่งเดือน ยังไม่เคยทำสงครามชิวหามาก่อน ครั้งนี้บ่วยเอียงเซ็งเพิ่งกระทบถูกริมฝีปากของนาง นางก็สอดลิ้นเรียวนุ่มนิ่มออกมา

บ่วยเอียงเซ็งชักชวนว่า “ดวงใจของข้า พวกเราไม่ต้องขึ้นเตียง สมมติว่าเก้าอี้นวมเป็นก้อนหินกลางบึงไท่โอ้ว ทดลองทำตามท่วงท่าในสมุดภาพเป็นไร?”

เง็กเฮียงแสร้งร้องอย่างขุ่นเคืองว่า “นั่นไหนเลยเป็นการกระทำของคน?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ไม่ใช่การกระทำของคนจริงๆ แต่เป็นการกระทำของเซียนพวกเรากำลังจะเป็นเซียนแล้ว”

พลางยื่นมือแก้สายรัดกางเกงของนางออก เง็กเฮียงปากแม้ไม่ยินยอม แต่ในใจยินยอมแล้ว วางมือพาดกับหัวไหล่ของสามี ไม่ขัดขวางแต่อย่างไร

บ่วยเอียงเซ็งถอดกางเกงของนางออกมา เห็นเป้ากางเกงเปียกชื้นเป็นด่างดวง แสดงว่าตอนดูสมุดภาพ ได้หลั่งน้ำแห่งความแช่มชื่นออกมา บ่วยเอียงเซ็งก็ถอดกางเกงตัวเอง ฉุดดึงนางนั่งลงบนเก้าอี้ แยกเท้าทั้งสองของนางออก สอดแท่งหยกไปในคฤหาสน์หยก ค่อยถอดเสื้อผ้าบนร่างนาง

เหตุใดไม่ถอดบนแต่ถอดล่างก่อน หลังจากถอดกางเกงค่อยถอดเสื้อผ้า ที่แท้บ่วยเอียงเซ็งเป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญศึกทราบว่า นางแม้รุ่มร้อนใจ เปลือกนอกยังเอียงอาย ควรยึดครองจุดยุทธศาสตร์สำคัญไว้ ตำแหน่งอื่นก็ไม่ต้องเป็นห่วงแล้ว

ยุทธวิธีนี้เรียกว่า “จับโจรยึดกองบัญชาการ” เง็กเฮียงไม่ปิดป้องขัดขืน ปล่อยให้เขาปลดเปลื้องเสื้อผ้าอาภรณ์ นอกจากไม่แก้แถบผ้าที่รัดเท้าแล้ว เสื้อแพรพรรณผ้ารัดอกอื่นๆ ล้วนถูกเปลื้องออกมาจนหมดสิ้น

เหตุใดถอดเสื้อผ้าอาภรณ์ทั่วร่าง ไม่แก้แถบผ้าที่รัดเท้าที่แท้สตรีสมัยโบราณรัดเท้าเหลือสามนิ้ว ปกติต้องใช้ผ้าผูกมัดรัดไว้ให้แลดูเรียวงาม ขืนแก้ออกมา จะเห็นนิ้วเท้าบิวเบี้ยวกุดสั้นเป็นที่เกะกะนัยน์ตา

บ่วยเอียงเซ็งหลังจากปลดเปลื้องให้กับนาง ค่อยถอดเสื้อผ้าบนร่างตัวเองออก จากนั้นจึงชักธงรบ แยกเท้าของนางพาดกับพนักเก้าอี้ ตวัดแท่งหยกจ้วงซ้ายทะลวงขวาใส่คฤหาสน์หยกเหมือนกับท่าผีเสื้อชอนไชเกสรนั้น

จ้วงแทงชั่วขณะ เง็กเฮียงใช้สองมือยึดจับที่เท้าแขนไว้ ยื่นเสนอคฤหาสน์หยกขึ้นมารับกับแท่งหยก แท่งหยกจ้วงไปทางซ้ายนางก็เบี่ยงไปทางซ้าย แท่งหยกบุกไปทางขวา นางก็เบี่ยงไปทางขวา รู้สึกในคฤหาสน์คล้ายคันคล้ายชา บังเกิดเป็นอาการอย่างบอกไม่ถูก จึงพูดว่า “ท่านบุกเข้าไปเถอะ อย่าวนซ้ายวนขวาแล้ว”

บ่วยเอียงเซ็งคล้อยตามนาง โถมจู่โจมใส่กลางเกสรดอกไม้อย่างสุดกำลัง จากตื้นเป็นลึก จากช้าเป็นเร็ว จู่โจมติดต่อกันหลายร้อยครั้ง

เง็กเฮียงถึงกับยกมือเหนี่ยวตัวสามีไว้ ตะโพกด้านหลังกระดกขึ้น ไม่ทราบมีเรี่ยวแรงจากไหน รับศึกโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย สีหน้าที่แสดงออก สุดที่จิตรกรจะวาดออกมาได้

บ่วยเอียงเซ็งทราบว่า นางบังเกิดความกำหนัดถึงที่สุดตามเหตุผลควรกลั่นแกล้งนางสักพัก เพียงแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เริงสวาทกัน ควรให้นางทานให้อิ่ม ให้นางลิ้มลองรสดู ดังนั้นเขย่งปลายเท้าขึ้น สองมือโอบเอวของนาง ฝังแทงหยกลึกเข้าไป

ตอนนี้แท่งหยกอัดแน่นอยู่ในประตูคฤหาสน์หยก ไม่มีช่องว่างแม้แต่น้อย เมื่อกระหน่ำซ้ำเติมอีกหลายร้อยครั้ง เง็กเฮียงถึงกับตาหรี่ปรือ คล้ายจะหลับใหลไปแล้ว

บ่วยเอียงเซ็งกระหน่ำอีกสองครั้ง ค่อยพูดว่า “ดวงใจของข้า บนเก้าอี้ทรมานไป ขึ้นไปสำเร็จกิจบนเตียงเถอะ”

เง็กเฮียงอยู่ในขั้นคับขันสำคัญ กลัวว่า หากเดินขึ้นเตียงแท่งหยกจะเลื่อนหลุดลงมา ความสุขสนุกขาดหายแต่กลางคันอย่าว่าแต่ตอนนี้ มือเท้าอ่อนเปลี้ยไร้เรี่ยวแรง คิดเดินขึ้นเตียงก็เดินไม่ไหว พอฟังเพียงแต่หลับตาพริ้ม สั่นศีรษะไม่ตอบคำ

บ่วยเอียงเซ็งถามว่า “ดวงใจของข้า ท่านเดินไม่ไหวหรือ?”

เง็กเฮียงผงกหัว บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ข้าก็ไม่อาจตัดใจถอนตัว ข้าจะอุ้มท่านขึ้นไปเอง”

พลางโอบเอวของนางแนบแน่น สอดลิ้นตวัดรัดพันกับลิ้นของนาง แท่งหยกยังค้างอยู่ในคฤหาสน์หยก เดินพลางกระหน่ำใช้ท่วงท่าขี่ม้าชมดอกไม้ถึงข้างเตียง ค่อยวางเง็กเฮียงลงนอนหงาย หยิบหมอนหนุนที่เอวนาง เขย่งเท้าทั้งสองขึ้นกระหน่ำอีกหลายร้อยครั้ง

เง็กเฮียงพลันส่งเสียงร้องออกมาว่า “ที่รัก ข้าแย่แล้ว”

พลางกอดรัดบ่วยเอียงเซ็งไว้อย่างแนบแน่น ส่งเสียงครางกระท่อนกระแท่น คล้ายคนป่วยหนักใกล้ตายก็มิปาน

บ่วยเอียงเซ็งรู้สึกมีเกลียวคลื่นเอ่อล้นในคฤหาสน์หยกจึงกดแท่งหยกกับเกสรดอกไม้เสือกตัวอย่างสุดกำลัง หลั่งอุทกทิพย์ออกมา

หนังสือแนะนำ

Special Deal