จ้าวนักสู้

บทที่ 2 ในช่วงชาตะมรณะ

        แลเห็นบุรุษหนุ่มผู้นั้น มีใบหน้าซีดสลดดั่งทองทา สูญเสียสติสัมปชัญญะไป และน่ำปักบัดนี้ก็เหลือบแลเห็นมีดสั้นทั้งสองเล่มที่รวงอกของบุรุษหนุ่มนั้น จึงขมวดคิ้วเข้าหากัน แต่แล้วก็สั่นศีรษะกล่าวว่า “สหาย ฟื้นตื่นขึ้นมาเถอะ”

        ขณะร้องเรียกก็พลิกฝ่ามือตบใส่บนขม่อมของบุรุษหนุ่มผู้นั้นเบาๆ หลายครั้งครา ซึ่งทุกครั้งได้แผ่พุ่งกำลังภายในเข้าไปอย่างเหมาะเจาะและเป้าหมายก็อยู่ที่จุดแป๊ะฮวกฮวก

        อันจุดแป๊ะฮวกฮวกเป็นศูนย์รวมของชีพจรแปดแห่งคือจุดชีวิตบนร่างกายมนุษย์ บุรุษหนุ่มผู้นั้นแม้จะสลบไสลไป แต่เนื่องจากน่ำปักได้ถ่ายเทพลังภายในสู่จุดแป๊ะฮวกฮวกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ชีพจรทั่วทั้งร่าง ล้วนรับการสั่นสะเทือน

        ดังนั้นมินานให้หลัง บุรุษหนุ่มผู้นั้นจึงระบายลมหายใจออกมาอย่างรวยริน ดวงตาทั้งคู่ก็ลืมขึ้นมา ฟื้นคืนสติอย่างแช่มช้า

        แต่สมควรทราบว่าการฟื้นฟูสติสัมปชัญญะ โดยอาศัยวิธีการเช่นนี้ เป็นการฟื้นตื่นเพียงชั่วครู่ยาม มิเพียงแต่ไม่มีผลเลิศต่ออาการบาดเจ็บของบุรุษหนุ่ม กลับจะทำให้บาดเจ็บสาหัสขึ้นอีก

        เมื่อน่ำปักพอพบว่าบุรุษหนุ่มผู้นั้นมีสติขึ้นมา จึงรีบแย้มยิ้ม กล่าวเบาๆ ว่า “สหาย รู้สึกทุเลาขึ้นบ้างหรือไม่?”

        การถามไถ่เช่นนี้ ย่อมอ้างอิงบุญคุณที่ช่วยเหลือแล้ว แต่บุรุษหนุ่มผู้นั้นแม้ลืมตาขึ้น บนใบหน้ากลับปราศจากความรู้สึก ในดวงตาทั้งคู่ทอประกายที่แตกซ่าน

        น่ำปักรีบประกบนิ้วจี้ใส่เบื้องบนศีรษะของฝ่ายตรงข้ามครั้งหนึ่งทำให้ร่างกายของบุรุษหนุ่มผู้นั้นขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว และดวงตาก็เบิ่งกว้างขึ้น น่ำปักจึงยื่นมือไปทอทาบอยู่ที่กลางหลังของบุรุษกล่าวว่า “สหาย ท่านเท่ากับรอดพ้นมาจากทวารโลกันตร์เพียงแต่ตัวท่านมิทราบความ”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันมีริมฝีปากสั่นระริก คล้ายดั่งคิดเอื้อนเอ่ยวาจา แต่ก็ปราศจากสำเนียงดังออกมา

        น่ำปักถึงกับสั่นศีรษะพึมพำว่า “ยุ่งยากเสียแล้ว หรือว่าต้องประกอบการค้าที่ขาดทุนด้วย?”

        มันรู้สึกว่า ฝ่ายตรงข้ามยังมีอาการ่อแร่ ปางตายมิประเสริฐเลิศกว่าเดิมเลย จึงส่งเสียงขึ้นว่า “ในเมื่อประกอบกิจการค้าที่ใหญ่โต หากไม่ลงทุนย่อมมิได้รับผลสำเร็จอย่างแน่นอน”

        มันมือหนึ่งประคับประคองบุรุษหนุ่มผู้นั้นอีกมือหนึ่งได้ล้วงเข้า (เนื้อขาด) เสื้อ หยิบเอาน้ำเต้าสุราสีแดง ซึ่งโตเพียงสามนิ้วออกมา ขณะที่เปิดจุกน้ำเต้าออก ก็มีสีหน้าบิดเบี้ยวปั้นยากและกวัดแกว่ง น้ำเต้าสุราเล็กๆ อยู่เบื้องหน้าของบุรุษหนุ่ม พลางกล่าวว่า “สหาย บัดนี้เราถึงกับเสียสละโชยฮวยแป๊ะเข้าจิ้ว (เมรัยร้อยบุปผาพันหญ้า) ท่านควรทราบว่า เพราะสุราสามคำนี้ เราได้สูญเสียเวลาและกำลังภายในไปมากมายเพียงไร ตัวเองแม้แต่หยดเดียวยังมิสละดื่ม ท่านสมควรสำนึกพระคุณและทดแทนด้วย”

        กล่าวจบ ก็ทอดถอนใจ ลังเลอยู่อีกครู่หนึ่ง จึงยื่นน้ำเต้าสุราไปที่ปากของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ถ่ายเทเมรัยในน้ำเต้า เข้าสู่ลำคอของฝ่ายตรงข้าม

        บุรุษหนุ่มผู้นั้น แม้จะเบิ่งตาจนกลมกว้าง แต่ยังมีสติสัมปชัญญะแจ่มชัด สุราพอเทเข้าไปในปากส่วนใหญ่ก็ไหลรินลงสู่ลำคอ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ซึมซาบออกมา

        น่ำปักถึงกับมือไม้สั่นเป็นพัลวัน คิดจะกอบโกยหยาดเมรัยที่ไหลซึมออกมา แต่ย่อมมิอาจกระทำได้ ทำให้ถอนหายใจอย่างสุดเสียดาย รำพึงรำพันว่า “เมรัยสายคำไหลรินออกมาคำหนึ่ง เพราะสุราคำนี้คราครั้งก่อนอย่างน้อยต้องมีห้าชีวิตที่สูญสิ้นไป ท่านไม่มีความหวงแหนเสียดายเลย”

        ขณะตัดพ้อต่อว่า ก็เหวี่ยงน้ำเต้าสุราทิ้งไป ยื่นมือไปสัมผัสชีพจรข้อมือของบุรุษหนุ่มผู้นั้น จึงรู้สึกว่าในชั่วพริบตาเดียวชีพจรของฝ่ายตรงข้ามได้เต้นถี่เร็วกว่าเดิม สร้างความลิงโลดให้แก่น่ำปักจนยิ้มแย้มออกมาย่อกายลงจัดการบรรทุกบุรุษหนุ่มผู้นั้น พุ่งร่างโลดแล่นไปทันที

        ในยามนั้นเอง ที่พงหญ้าห่างไปมิไกลนัก ก็ปรากฏเงาร่างสองสายพุ่งปราดออกมา อุปมาเงาปีศาจไร้วิญญาณ แม้แต่สุ้มเสียงพงหญ้าเคลื่อนไหวก็มิได้ยิน และเงาร่างทั้งสองก็ลอบเร้นติดตามอยู่ด้านหลังของน่ำปักอย่างกระชั้นชิด

        แต่ทว่า น่ำปักหาได้ซาบซึ้งไม่ เงาร่างสามสายดั่งราวกับอุกกาบาตจากฟากฟ้า เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็เร่งรุดเป็นระยะทางห้าหกลี้ แลเห็นที่เชิงเขาทางเบื้องหน้า มีศาลเจ้าอันปรักหักพังอยู่หลังหนึ่ง

        พร้อมกับที่น่ำปักถลันเข้าไปในศาลเจ้า เงาร่างที่ไล่ล่ามาทั้งสองสาย ก็หยุดยั้งชะงักกายลง จวบจนบัดนี้จึงแลเห็นว่าบุคคลทั้งสองต่างมีอาภรณ์และเค้าหน้าประพิมพ์ประพายคล้ายเหมือนกัน

        ทั้งสองล้วนแต่มีโหนกแก้มสูงนูน ปากกว้างใหญ่ดวงตาเล็กหยี สารรูปพิกลยิ่งนัก และก็มิส่งเสียงเพียงชี้มือออกไปโดยพร้อมเพรียง จากนั้นก็แยกย้ายกระจายออก ซุ่มซ่อนเร้นกายอยู่

        น่ำปักแบกร่างของบุรุษหนุ่มเข้าสู่ศาลเจ้าร้าง ซึ่งภายในก็มีฝุ่นละอองจับเกรอะกรัง พอมาถึงหน้าโต๊ะบูชา น่ำปักเพิ่งวางร่างของฝ่ายตรงข้ามลง ก็ได้ยินบุรุษหนุ่มผู้นั้นส่งเสียงเบาๆ ขึ้น

        น่ำปักจึงกล่าวอย่างลิงโลดว่า “สหาย ท่านคงฟื้นตื่นแน่แล้ว อันเมรัยร้อยบุปผาพันหญ้านั้น เป็นของวิเศษที่แชฮุ้นเล่าไกว่ (เฒ่าประหลาดเมฆเขียว) แห่งบรรพตฉิ่งเนี่ย ได้ปรุงขึ้นมาโดยสูญเสียเวลาถึงเจ็ดปี จึงกลั่นกรองเมรัยสิบคำ สหายท่านดื่มไปสองคำ เป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่ทีเดียว!”

        มันยังคงพิรี้พิไร แสดงว่ามีความเสียดายต่อน้ำเมรัยทั้งสามคำนั้น

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นครวญครางอีกสองครั้ง แล้วจึงส่งเสียงที่อ่อนระโหยว่า “ข้าพเจ้า...อยู่ในสถานที่ใด?”

        “อืมม์ เมรัยร้อยบุปผาพันหญ้านั้น มีประสิทธิภาพสามารถฟื้นคืนชีวิตจริงๆ สหายท่านอยู่ในศาลเจ้า เราเป็นผู้ช่วยเหลือท่าน”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันหัวร่อแค่นๆ กล่าวว่า “ท่านนับเป็นผู้มีพระคุณ แต่บัดนี้มิต้องสนใจข้าพเจ้ารีบไปเถอะ”

        น่ำปักงงงันไปวูบหนึ่ง จึงกล่าวอย่างร้อนรนว่า “เราเสียสละเมรัยวิเศษไปสามคำ ย่อมมิอาจปราศจากผลตอบแทนเลย”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นหัวร่ออย่างเย็นชาขึ้นอีก ซึ่งเป็นกระแสเสียงที่น่าตื่นตระหนก และกล่าวว่า “ที่แท้ท่านมีเจตนารมณ์มุ่งหวังต่อการช่วยเหลือผู้อื่น เพียงแต่ข้าพเจ้าหามีผลประโยชน์ให้ท่านตักตวงไม่”

        “ฮิฮิ สหายท่านอย่าได้ลืมเลือนว่า ชีวิตของท่านอยู่ในเงื้อมหัตถ์ของเรา!”

        มันขณะส่งเสียงหัวร่อ กลับเอื้อนเอ่ยวาจาคุกคามชีวิต แต่บุรุษหนุ่มผู้นั้นพยายามพริ้มตาลง เพียงส่งเสียงออกมาแปดคำว่า “หากคิดประหาร เชิญตามสะดวก”

        น่ำปักอับจนปัญญา ได้แต่กล่าวว่า “ความจริงเพียงแต่คิดถามไถ่วาจาจากท่านหลายประโยคเท่านั้น ก่อนอื่น ท่านคงมาจากฮวงลุ้ยจึง (หมู่บ้านอสนีบาต) กระมัง

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพลันส่งเสียงที่เด็ดเดี่ยวว่า “อย่าได้พาดพิงเอ่ยถึงหมู่บ้านอสนีบาตต่อข้าพเจ้า”

        ท่ามกลางสำเนียงตวาดว่า เรือนร่างก็ตะเกียกตะกายลุกขึ้นนั่ง และวาจาที่ดังออกก็เกรี้ยวกราดยิ่งนัก หากมิใช่คำว่าหมู่บ้านอสนีบาต สร้างความกระทบกระเทือนอย่างใหญ่หลวง ย่อมมิกระทำเช่นนี้

        บุรุษหนุ่มพอลุกขึ้นนั่งแล้ว ดวงตาทั้งคู่ก็สาดเป็นประกายอันอำมหิตขณะอยู่ในความมืด น่ำปักแม้จะเป็นผู้ทรงฝีมืออันดับเยี่ยม แต่พอแลเห็นท่าร่างของฝ่ายตรงข้าม เสมือนกับซากศพที่เคลื่อนไหวได้จึงบังเกิดความหนาวเหน็บจับจิต ชั่วครู่ค่อยกล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้น ท่านย่อมทราบว่าผู้กล้าหาญอสนีบาต...”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้น พลันตวาดก้องร้องขึ้น ฝ่ามือขวากวัดแกว่งออก กระแทกลงบนศีรษะน่ำปักอย่างฉับพลัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ เป็นเรื่องที่น่ำปักคาดคิดมิถึงมาก่อน

        สมควรทราบว่า อาการบาดเจ็บของบุรุษหนุ่มหนักหนาสาหัสยิ่งนัก ในยามนี้สามารถกล่าววาจาลุกขึ้นนั่ง ล้วนอาศัยประสิทธิภาพของเมรัยร้อยบุปผาพันหญ้าที่ดื่มไปสองคำ

        เมรัยนี้เฒ่าประหลาดเมฆเขียวได้เสาะแสวงพันธุ์พฤกษาวิเศษทั่วใต้หล้ากลั่นกรองขึ้นมา มีคุณค่าในทางบำรุงร่างกายเพิ่มพูนพลังฝีมือ บุรุษหนุ่มเมื่อรับประทานไปแล้ว หากรักษาพยาบาล ก็อาจจะมีความหวังทุเลาได้

        แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ พอทุ่มเทกำลังอย่างหักโหมเท่ากับทำลายชัชวาลแห่งชีวิตของตัวเอง ดังนั้นน่ำปักจึงพลิกฝ่ามือเข้าปะทะอย่างตรงๆ

        น่ำปักเป็นบุคคลที่ปราดเปรื่อง ฝ่ายตรงข้ามยามจู่โจมมาคิดหลบเลี่ยงก็มิทันท่วงที จึงมีแต่เข้าหักโหมซึ่งฝ่ามือที่กระแทกออก มีพลังอ่อนด้อยยิ่งนัก ฝ่ายตรงข้ามมีพลังการฝึกปรือมิต่ำทราม กอปรกับดื่มเมรัยวิเศษเกรงว่ามันจะมิอาจรับไว้

        แต่หากทุ่มเทกำลังรุนแรง ฝ่ายบุรุษหนุ่มก็ไม่สามารถต้านรับได้ อาจจะสิ้นลมหายใจ ซึ่งความมุ่งหวังที่คิดตักตวงผลประโยชน์จากบุรุษหนุ่ม ก็ย่อมสูญสลายเป็นอากาศธาตุ น่ำปักจึงผนึกพลังเข้าปะทะเพียงสามส่วน

        ในยามนี้เป็นช่วงเวลาที่น่ำปักทุ่มเทสมาธิจดจ่อกับเหตุการณ์เฉพาะหน้า จึงมิรู้สึกตัวว่า เงาร่างที่คล้ายภูตพรายสองสายได้พุ่งละลิ่วมาถึงเบื้องหน้า และสะบัดฝ่ามือจู่โจมเข้าใส่

        ช่วงเวลานั้นเอง น่ำปักได้ปะทะฝ่ามือกับบุรุษหนุ่มผู้นั้นซึ่งสภาพการณ์ก็คู่คี่ก้ำกึ่ง แต่ขณะที่มันลิงโลดอยู่นั้น บริเวณกลางหลังได้ถูกพลังฝ่ามือกระแทกใส่สองครั้ง จนแผดร้องออกมาสุดเสียง

        ยังประเสริฐที่น่ำปักมีพลังฝีมือลึกซึ้ง แม้พลาดพลั้งเสียทีก็ยังมีปฏิกิริยา พยายามผนึกลมปราณพุ่งร่างไปทางเบื้องหน้า แต่ยังต้องอ้าปากกระอักโลหิตออกมาโอ๊กใหญ่

        น่ำปักสำนึกทราบว่า มันได้รับบอกช้ำภายในหากมิหลบหนีไปก่อน ผลสุดท้ายย่อมเลวร้ายสุดจะขบคิด จึงรีบพุ่งกายออกจากศาลเจ้าจนหายลับตา ทั้งๆ ที่มิทราบว่าผู้ประทุษร้ายเป็นใครกัน

        เงาร่างทั้งสองสายที่ลอบเร้นเข้ามาในศาลเจ้าพอขับไล่น่ำปักไปแล้ว ก็ถลันตรงเข้าหาบุรุษหนุ่มผู้นั้นซึ่งพอปะทะฝ่ามือแล้วก็ได้รับการกระทบกระเทือนจนสลบสิ้นสติอีกครั้งหนึ่ง

        ได้ยินหนึ่งในสองส่งเสียงกล่าวว่า “รีบป้อนยาเม็ดวิเศษของท่านปรมาจารย์ให้มัน หากชักช้ามิทันรักษา บุรุษผู้นี้ก็ต้องสูญสิ้นลมปราณแน่นอน”

        อีกผู้หนึ่งยังลังเลใจ กล่าวว่า “ยาเม็ดวิเศษของปรมาจารย์เรา เป็นหนึ่งในตัวยาอันเยี่ยมยอดของฝ่ายอธรรม กอกอ พวกเรามีเพียงครึ่งเม็ด หากป้อนให้กับมันก็...”

        “ท่านพร่ำพิไรไปไย พวกเราต้องการถามไถ่ความลับที่สะท้านบู๊ลิ้ม จากปากคำของบุรุษหนุ่มผู้นี้จึงมีแต่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างแล้ว”

        บุรุษผู้เป็นน้องชายจึงยื่นมือออกไป ในมือมียาเม็ดสีเขียวสดใสอยู่ครึ่งเม็ด ส่งกลิ่นหอมจรุงใจ และยังพึมพำว่า “กอกอ (พี่ชาย) เพราะยาเม็ดครึ่งเม็ดนี้ พวกเราได้คุกเข่าวิงวอนอยู่เบื้องหน้าของปรมาจารย์เราเป็นเวลาเจ็ดวันเจ็ดคืนทีเดียว”        

        บุรุษผู้เป็นพี่ชายโบกมือห้ามปรามไว้ ยื่นมือไปง้างปากของบุรุษหนุ่มขึ้น และบุคคลอีกผู้หนึ่งก็รีบหย่อนยาเม็ดสีเขียวลงในปากของบุรุษผู้นั้น

        ทั้งสองประสานสบตากัน แล้วส่งเสียงกล่าวว่า “บุรุษที่ถูกพวกเราทำร้าย สามารถทุเลาโดยเร็ว พวกเราต้องเคลื่อนย้ายสถานที่กัน”

        บุคคลทั้งสองพากันหนีบร่างของบุรุษหนุ่มผู้นั้นขึ้น โลดแล่นออกจากศาลเจ้า ทั้งๆ ที่มีมนุษย์ถูกแบกหามแต่มันทั้งสองยังมีวิชาท่าร่างที่รวดเร็วฉับไว พริบตาเดียวก็หายสาบสูญไร้ร่องรอย

        ฝ่ายน่ำปักที่ถูกลอบทำร้ายบาดเจ็บ ได้วิ่งตะบึงหลบหนีเพื่อรักษาชีวิต พริบตาเดียวก็เร่งรุดถึงเจ็ดแปดลี้ ยังมิปรากฏว่าทางด้านหลังมีผู้คนไล่ล่ามา ขณะนี้จึงบังเกิดความเจ็บปวดและคลั่งแค้นใจขึ้นมา

        แต่ทว่าขณะนั้นเอง ที่กิ่งไม้ข้างกายก็แว่วสำเนียงแผดด่าดังขึ้นว่า “มารดาท่านเถอะ เล่าฮูพักผ่อนอยู่ กลับถูกปีศาจกระแทกกระทั้น นับเป็นเหตุอัปมงคลอย่างเหลือแสน”

        น่ำปักพอได้ยินสำเนียง จึงงงงันไปวูบหนึ่ง รีบกวาดตาสำรวจมอง จนพบเห็นว่าบนลำต้นของพฤกษาที่ข้างกาย ได้ตรึงไว้ด้วยบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งอยู่ในภาวะอันประหลาดพิกล เรือนร่างห้อยกลับ สองเท้าพัวพันกับกิ่งไม้ใช้เป็นที่ยึดเหนี่ยวทรงกาย

        บุคคลผู้นี้มีร่างผอมซูบดั่งไม้ซีก และอาภรณ์ชุดดำที่สวมใส่ก็คับแคบยิ่งนัก กอปรกับเป็นยามราตรี คราแรกน่ำปักจึงมิสังเกตพบ และบัดนี้ก็ส่งเสียงออกไปว่า “กัวะเฮีย เป็นเราเอง”

        บุคคลชุดดำบนต้นไม้ พลันขยับร่างดีดขึ้นไปเชี๊ยะเศษ ค่อยตีลังกาลงมายืนหยัดอยู่เบื้องหน้าของน่ำปัก แลเห็นมันมีใบหน้ากลมเกลี้ยง ดวงตาทอประกายสีเขียวเรืองรอง สารรูปประหลาดพิกลยิ่ง และได้ร้องโพล่งว่า “น่ำเฮีย ไฉนเป็นท่าน นี่กลับคาดคิดมิถึงเลย”

        น่ำปักฝืนหัวร่อกล่าวว่า “อย่าแต่ท่าน แม้แต่เราก็ยังคาดมิถึงว่าตัวเองจะมีสภาพเช่นนี้ กัวะเฮียท่านนับเป็นสหายสนิทของเรามิทราบว่าเคยฉกชิงมีเปรียบเรามาก่อนหรือไม่?”

        “เราฉิกชิ่วแม้เฮียว (มารวิกาลเจ็ดกร) นิยมมีเปรียบต่อผู้อื่น แต่สำหรับท่าน มิสามารถตักตวงผลประโยชน์แม้แต่น้อยนิด”

        “อา แต่ค่ำคืนนี้เราถึงกับเสียเปรียบจนย่อยยับ มิเพียงแต่สูญสลายเมรัยร้อยบุปผาพันหญ้าไปสามคำ ยังถูกบุคคลผู้อื่นทำร้ายบาดเจ็บด้วย”

        บุคคลตาเขียวปัด ผู้มีสมญามารวิกาลเจ็ดกร นามกัวะโค่ว กลอกกลิ้งดวงตาที่คล้ายวิหคราตรีตลบหนึ่ง กล่าวว่า “ที่แท้เป็นเรื่องราวประการใด?”

        “เราเสาะพบบุรุษผู้นั้นแล้ว”

        การที่น่ำปักเอื้อนเอ่ยวาจาซึ่งไร้ต้นสายปลายเหตุเช่นนี้ ตามเหตุผลทุกผู้คนย่อมมึนงงมิเข้าใจ แต่มารวิกาลเจ็ดกรพอได้ยิน ถึงกับประสานมือคารวะต่อน่ำปักร้องว่า “ขอบพระคุณในคำบ่งบอก”

        ขณะกล่าววาจา เรือนร่างก็เคลื่อนถอย พุ่งปราดไปตามทิศทางที่น่ำปักเมื่อครู่นี้มุ่งมาอย่างรวดเร็ว

        น่ำปักได้แต่กวาดสายตามองตาม อาการบาดเจ็บของมันสาหัสนัก จึงจำต้องทรุดกายนั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณภายในเพื่อพยาบาลรักษา

        มิทราบว่าเวลาผ่านพ้นไปเนิ่นนานเท่าใด น่ำปักเริ่มรู้สึกคึกคักแจ่มใส จึงรีบผุดลุกขึ้นวิ่งตะบึงกลับสู่ศาลเจ้ารกร้างที่จากมา โดยมิยอมเลิก

        พอบรรลุถึงที่หมาย ก็แว่วแต่เสียงงูหงอนหนอนแมลงร่ำร้องดังระงม ปราศจากร่องรอยผู้คน จึงเสาะแสวงหาต่อไป พลันได้ยินในดงพฤกษาข้างทาง ปรากฏเสียงครวญครางดังออกมา น่ำปักพอถลันเข้าหา ก็พบเห็นบุคคลสามคนนอนฟุบเรี่ยราดอยู่

        ขณะที่บุรุษซึ่งมีเค้าหน้าท่าทาง ละม้ายกันทั้งสองคนออกจากศาลเจ้าแล้ว เพิ่งเร่งรุดได้ลี้เศษ ก็ได้ยินบุรุษหนุ่มผู้นั้นส่งสำเนียงเบาๆ ขึ้น หนึ่งในสองบุรุษจึงร้องขึ้นว่า “มันฟื้นขึ้นมาแล้ว เราปักมั้งซังกุ้ย (สองปีศาจอุดร) สามารถซักถามมันได้”

        ทั้งสองพากันถลันเข้าไปในพุ่มพฤกษา วางร่างบุรุษหนุ่มลง หนึ่งในสองปีศาจนามกงตี่ค้วงถึงกับกล่าวว่า “กอ กอ ยาเม็ดวิเศษของท่านปรมาจารย์สามารถรักษาผู้ตกตายให้ฟื้นคืนชีพจริงๆ” พลางยื่นมือออกหมายถอนมีดสั้น สองเล่มที่ทรวงอกของบุรุษหนุ่มผู้นั้น

        แต่ผู้พี่นามกงตี่เซียงรีบกล่าวว่า “มิได้ มีดสั้นสองเล่มนี้พอถอนออกมา บุรุษผู้นี้ก็จะต้องตกตายอย่างแน่นอน”

        “แต่ทว่าผู้ที่ถูกมีดสั้นปักตรึงอยู่บนทรวงอกถึงสองเล่ม ก็มิเคยรับทราบว่า จะดำรงชีวิตสืบไปได้”

        “พวกเราไม่ต้องการให้มันมีชีวิตสืบต่อไป เพียงแต่คิดถามไถ่วาจาหลายประโยคจากมันเท่านั้น ท่านดูมันได้ลืมตาขึ้นแล้ว...”

        ขณะนั้นบุรุษหนุ่มก็ลืมตาขึ้นมาอย่างแช่มช้า จับจ้องฝ่ายตรงข้ามเงียบงัน        

        พี่ใหญ่ของสองปีศาจอุดรกงตี่เชียงกล่าวขึ้นว่า “สหาย มิว่าอย่างไร ท่านก็มิอาจมีชีวิตรอดได้ ไยมิให้ความสะดวกต่อพวกเรา หากเป็นเช่นนั้นเราสองย่อมเซ่นไหว้ดวงวิญญาณ ของเจ้าทุกฤดูกาลกาลเลย”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นใช้สองมือกดพื้นดิน คล้ายดั่งคิดดิ้นรนลุกขึ้นนั่ง สองปีศาจอุดรก็รีบแยกย้ายกันเข้าประคองแต่ทว่าพอสัมผัสถูก แขนทั้งสองข้างของบุรุษหนุ่มก็ยื่นขยายออกอย่างกะทันหัน

        ฝ่ามือทั้งซ้ายขวาพลิกหงาย นิ้วหัวแม่มือทั้งสองข้างพุ่งเข้าใส่จุดคี้ไฮ้ฮวกตรงชายโครงของสองปีศาจทันที

        อากัปกิริยานี้สุดที่จะคาดคิดถึง สองปีศาจอุดรอยู่ในสังกัดประมุขอิวฮุ้นก้า (พรรควิญญาณละล่อง) ซึ่งมีเกียรติภูมิโด่งดังในวงพวกนักเลง แต่กับกระบวนท่าอันประจวบเหมาะเช่นนี้ ก็มิมีทางหลบเลี่ยงได้

        สองปีศาจอุดรพลันมีเรือนร่างสั่นสะท้าน และทยอยกันล้มฟุบลงบนฟื้นดิน จุดเส้นพอถูกสกัดก็มิอาจเคลื่อนไหวได้ ฝ่ายบุรุษหนุ่มพอลงมือประสบผล จึงขยับร่างหมายลุกขึ้น

        แต่ทว่าเรือนร่างพลันมีอาการซวนเซ และกระแทกกายลงบนพื้นดิน ส่งเสียงหอบหายใจอย่างถี่เร็วจนบริเวณทรวงอกสะท้อนขึ้นลง

        มีดสั้นทั้งสองเล่มที่ปักตรึงอยู่ ก็มีสภาพสั่นไหวและตำแหน่งที่ถูกทิ่มแทง ปรากฏโลหิตสดๆ ไหลซึมออกมา!

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นคงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าว จึงก้มศีรษะลงมองดูทรวงอก และฝ่ามือได้สั่นระริก ตะปบคว้าไปยังด้ามมีดทั้งสองเล่มนั้น

        แต่ฝ่ามือพอสัมผัสถูกด้ามมีด ก็ถอนหายใจยาวๆ ออกมาบนใบหน้าที่ขาวซีด ปรากฏแววอันเจ็บปวดรวดร้าว สองมือพลันเคลื่อนห่างออก เรือนร่างได้ขยับเคลื่อนไหวอีก ทำให้ทรงกายลุกขึ้นมา

        ในยามนี้ อาการทรมานที่บุรุษผู้นี้ได้รับ นับว่าสุดที่จะเปรียบประมาณ ควรทราบว่าอาการบาดเจ็บเช่นนี้ยามสูญเสียสติย่อมมิรวดร้าวเฉกเช่นขณะนี้

        และความจริง อาศัยอาการที่ถูกคุกคามนี้ ฝ่ายบุรุษหนุ่มต้องสูญเสียชีวิตไปเนิ่นนานแล้ว แต่ทว่าวันเวลาที่ผ่านมาแทบทุกผู้คนพอเผชิญพบ เรื่องราวประการแรกที่ปฏิบัติก็คือ ป้อนตัวยาอันวิเศษสุดให้

        แม้แต่น่ำปักที่มิเคยเสียเปรียบผู้ใดมา ยังสละเมรัยร้อยบุปผาพันหญ้าสามคำ ส่วนสองปีศาจอุดรก็ป้อนยาเม็ดเพ็กฮุ้นตัง (ยาเม็ดมรกต) ให้ครึ่งเม็ด ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ตัวยาวิเศษสุดของฝ่ายอธรรม และประมุขพรรควิญญาณละล่องได้ปรุงขึ้นจากตำรับลับโบราณ

        มิหนำซ้ำ ก่อนหน้านี้บุรุษหนุ่มยังรับประทานตัวยาที่ทรงประสิทธิภาพมิน้อย ดังนั้นมิเพียงแต่ไม่ตกตาย กลับทำให้สติสัมปชัญญะฟื้นฟูขึ้นมา

        บุรุษหนุ่มเมื่อครู่นี้ยื่นมือไปที่ทรวงอกนั้น เนื่องจากต้องการถอนมีดสั้นทั้งสองเล่มออกมา โดยมิคำนึงผลสุดท้าย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น โลหิตจะไหลหลั่งโดยมิสิ้นสุด มิถึงครึ่งชั่วยามก็ต้องตกตายไป

        แต่นั่นมิใช่วิธีการ กำจัดความเจ็บปวด ที่ประเสริฐ และบุรุษหนุ่มได้รู้สึกว่า ตนยังมิสมควรตกตาย จึงบังเกิดพลังที่ไร้สภาพขึ้น กระตุ้นหนุนจนลุกขึ้นยืนหยัดได้

        แต่ทว่า อาการบาดเจ็บของบุรุษหนุ่มหนักหนาสาหัสอย่างยิ่งยวด แม้จะกล้ำกลืนยืนหยัดอยู่ แต่ก็มิสามารถรักษาระดับความมั่นคงไว้

        บุรุษหนุ่มผู้นี้ดำรงสภาวะอยู่เพียงชั่วครู่ก็ พลันกระแทกกายลงพื้นดินอีกครั้งหนึ่ง และในช่วงเวลานั้นเบื้องหน้าสายตาปรากฏเงาร่างสีดำสายหนึ่งครอบคลุมลงมา

        เงาดำสายนั้นยามเคลื่อนไหวอยู่กลางอากาศ มีความว่องไวอย่างสุดจะประมาณ บุรุษหนุ่มผู้นั้นพอพบเห็นกลับพริ้มตาลง เพราะทราบดีว่า ผู้ที่มามิว่าจะเป็นใคร ผลสุดท้ายย่อมเป็นเฉกเช่นกัน        

        ดังนั้นบุรุษหนุ่มขณะพริ้มตา ก็ลอบโคจรลมปราณภายในร่างกาย จนผนึกเป็นพลังกระแสหนึ่ง รวมรั้งอยู่ที่ใจกลางฝ่ามือขวาซึ่งพอปฏิบัติถึงตอนนี้ บริเวณทรวงอกยิ่งเจ็บปวดรุนแรงขึ้นอีก ที่หน้าผากมีเหงื่อกาฬไหลซึมออกมา

        สำหรับผู้ที่มาก็คือมารวิกาลเจ็ดกรกัวะโค่วนั่นเองพอเร่งรุดมาถึงก็เพียงเหลือบแลสองปีศาจอุดร วูบหนึ่งเมื่อพบว่าถูกจี้สกัดอยู่จึงคำนึงขึ้นว่า “...ผู้ลอบจู่โจมน่ำปัก คงเป็นสองปีศาจอุดรแล้ว แต่มิทราบว่าทั้งสองถูกผู้ใดควันจุด เรามิอาจซ้ำรอยน่ำปักด้วย...”

        ดังนั้นจึงกรีดร่างพุ่งออกไป พลิ้วกายวนเวียนอยู่รอบบริเวณดั่งหมอกควัน ตรวจตรารอบรัศมีเจ็ดแปดวา สถานที่ซึ่งอนุญาตให้ซุกซ่อนเร้นกายได้ ล้วนถูกเสาะค้นโดยละเอียด

        จวบจนแน่ใจว่าปลอดภัยแล้ว มารวิกาลเจ็ดกรจึงพลิ้วร่างลง ส่งเสียงหัวร่อกับบุรุษหนุ่มว่า “สหาย พวกเรานับว่ามีวาสนา อาการของท่านสาหัสนัก พวกเรายังคงเสาะหาสถานที่อันเร้นลับ รักษาบาดเจ็บของท่านเสียก่อน”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นพอได้ยิน ก็ทบทวนเหตุการณ์ที่ล่วงลับมา ขณะที่ตนร่อแร่แทบสิ้นชีพอยู่นั้น มิทราบว่าผู้คนมากมายเท่าใด คิดแสวงหาผลประโยชน์จากตนบ้างก็ข่มขู่คุกคาม บ้างก็ปลอบประโลมด้วยวาจา ล้วนต้องการให้บ่งบอกความลับด้วยวิธีการต่างๆ นานา

        บัดนี้ มารวิกาลเจ็ดกรกลับดำเนินวิธีการใหม่ หากแต่อาการบาดเจ็บนี้สามารถรักษาได้หรือ มุมปากของบุรุษหนุ่มปรากฏรอยยิ้มอันเย็นชาขึ้น

        มารวิกาลเจ็ดกรเคลื่อนกายเข้าใกล้ แต่บุรุษหนุ่มพลันลืมตาขึ้น ฝ่ามือขวาได้ผลัดไสออกไปเบื้องหน้า มุ่งเป้าหมายอยู่ที่ทรวงอกของฝ่ายตรงข้าม

        ปฏิกิริยานี้อุบัติอย่างฉับพลันทันด่วน แต่มารวิกาลเจ็ดกรก็คล่องแคล่วยิ่งนัก ฝ่ามือของบุรุษหนุ่มเพิ่งเคลื่อนไหว เรือนร่างของมันก็พุ่งปราดไปทางด้านหลัง และคิดจะเอื้อนเอ่ยวาจา

        ทันใดนั้นเอง ทางเบื้องหลังของมารวิกาลเจ็ดกรก็แว่วสำเนียงหัวร่ออันเจื้อยแจ้ว ชวนให้ดวงจิตกระเจิดกระเจิงปั่นป่วน!

        อาศัยบุคคลเฉกเช่นมารวิกาลเจ็ดกร มาตรแม้นจะบังเกิดสำเนียงตวาดที่กึกก้อง กัมปนาทดังกระทบโสตก็มิอาจสร้างความแตกตื่นตระหนกให้กับมัน แต่เสียงหัวร่ออันหยาดเยิ้มพอดังขึ้น มันถึงกับบังเกิดความหนาวเย็นไปทั่วสรรพางค์กาย

        ทั้งนี้ก็เพราะสำเนียงหัวร่อนี้ แว่วจากตำแหน่งที่กระชั้นใกล้ชิดยิ่งนัก ในยามกะทันหัน มารวิกาลเจ็ดกรพลันคำนึงถึงบุคคลผู้หนึ่ง และเริ่มสำนึกว่ามันได้เลินเล่อไป

        เมื่อครู่นี้ ขณะที่มันตรวจตรารอบบริเวณนั้นได้พบพานพฤกษาต้นหนึ่งในละแวกใกล้เคียง ซึ่งต้นไม้นั้นยังมิมีใบไม้งอกงามแต่บนกิ่งไม้ ได้มีบุปผาสีม่วงสดใสเบ่งบานอยู่ดอกหนึ่ง

        จวบจนบัดนี้เพิ่งเข้าใจว่า บุปผาสีม่วงนั้นเป็นสัญลักษณ์ของนางอสูรที่อื้อฉาวลือนามนางหนึ่ง และนางอสูรนั้นได้ซุกซ่อนเร้นกายอยู่ที่ต้นไม้นั้น แต่บัดนี้นางอสูรที่มีสมญาว่า จี้เซียวเซียงจื้อ (เทพธิดาแพรม่วง) ถึงกับประชิตติดพันมาแล้ว

        มารวิกาลเจ็ดกรได้แต่ส่งเสียงอย่างเร่งร้อนว่า “เซียงจื้อ (ยกย่อง เป็นเทพธิดา) โปรดละเว้นไมตรี”

        ทางด้านหลังของมัน บังเกิดสำเนียงอันสดใสไพเราะดังขึ้นอีก จากนั้นแว่วเสียงโครมใหญ่ กลางหลังของมันก็ถูกแระทับไปหนึ่งฝ่ามือ

        ในเวลาเดียวกัน ได้ยินกระแสเสียงของอิสตรีที่ไพเราะเสนาะโสตดังว่า “ท่านขอความกรุณาได้อย่างประจวบเหมาะ ข้าพเจ้านับว่าประทานความเมตตาให้ทีเดียว”

        เรือนร่างของมารวิกาลเจ็ดกร ถูกฝ่ามือกระแทกจนพุ่งละลิ่วไปอีกด้านหนึ่ง ล้มฟุบลงบนพื้นดินอย่างหนักหน่วง แต่การที่มีชีวิตรอดจากเงื้อมมือหัตถ์ของนางอสูรผู้อำมหิตเช่นนี้ ทำให้มันร้องเสียงกระเส่าว่า “ขอบพระคุณในความการุณย์ของเซียงจื้อ”

        แลเห็นเงาร่างอันแน่งน้อยสายหนึ่ง ท่ามกลางสำเนียงหัวร่อที่ดังกังวาน พลิ้วปราดเฉียดผ่านร่างของมันไป ซึ่งสตรีนางนี้สวมใส่อาภรณ์ชุดม่วง ยามเดินเหินคล้ายกับถูกหมอกควันสีเขียวกลุ่มหนึ่งห่อหุ้มเอาไว้

        เทพธิดาแพรม่วงพอมาถึงข้างกายของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ก็แผ่ขยายชายเสื้อออก และม้วนตลบพาร่างของบุรุษหนุ่มลอยขึ้นมา หนีบไว้ที่ซอกแขน จากนั้นก็โสดแล่นออกไปอย่างรวดเร็ว

        เมื่อน่ำปักมาสมทบ นางก็เร้นหายไปเนิ่นนานแล้ว ผู้ทรงฝีมือทั้งสี่ จึงได้แต่เซื่องซึมตะลึงลานอยู่กับที่ ล้วนประสบความผิดหวัง

        เทพธิดาแพรม่วงหนีบร่างของบุรุษหนุ่มผู้ลึกลับเร่งรุดราวกับสกุณาเหาะเหิน ชั่วอึดใจเดียว ก็มาถึงดงพนาอันแน่นขนัดแห่งหนึ่ง และนางได้ส่งเสียงกู่ร้องอย่างยาวนานขึ้น

        มินานให้หลัง ในส่วนลึกของดงไม้ ปรากฏเงาร่างสายหนึ่งเคลื่อนไหวออกมาสมทบ ซึ่งก็เป็นดรุณีเรือนร่างแน่งน้อยบอบบาง สวมอาภรณ์สีเขียว มีเค้าหน้าโสภาเลิศล้ำ ผิดแผกจากสามัญชน

        แต่พอเปรียบเทียบกับ เทพธิดาแพรม่วงที่งามสะคราญเย้ายวนจิต นับเป็นบุคลิกที่แตกต่างกัน ดรุณีชุดเขียวพอแลเห็นเทพธิดาแพรม่วงจึงร้องว่า “เจ้ เจ๊ (พี่สาว)...”

        นางพลันเหลือบพบบุรุษหนุ่มผู้ซึ่งถูกเทพธิดาแพรม่วงหนีบอยู่ที่ซอกแขน จึงงงงันไปวูบหนึ่ง กล่าวว่า “เอ๊ เจ้เจ๊ ท่าน...ก็เสาะแสวงสหายมาอีกผู้หนึ่ง?”

        นางขณะกล่าวคำว่า “สหาย” กระแสเสียงยิ่งพิสดารยิ่ง เทพธิดาแพรม่วงก็กล่าวอย่างเคร่งเครียดว่า “เจ้ากล่าวเหลวไหล เราไหนเลยจะนำบุคคลที่ร่อแร่ปางตายมาเป็นสหาย”        

        “เจ้เจ๊ บุคคลผู้นี้ได้รับบาดเจ็บสาหัส...”

        “นั่นยังต้องบ่งบอกอีกหรือ น้องเรา คราครั้งนี้เราผู้พี่สามารถพบพานบุรุษผู้นี้ นับว่าประเสริฐเลิศเหลือทีเดียว” พลางส่งเสียงหัวร่อออกมาอย่างปลาบปลื้มปีติ ดรุณีชุดเขียวจับจ้องด้วยความพิศวงสงสัย แต่ยังมิทันเอื้อนเอ่ยวาจา ก็ได้ยินเทพธิดาแพรม่วงกล่าวถามว่า “รถม้าของพวกเราเล่า?”

        ดรุณีชุดเขียวกล่าวว่า “ข้าพเจ้าจอดอยู่ในดงไม้ ห่างจากที่นี้ มิไกลนัก”

        “ถ้าเช่นนั้นรีบไปขับพามา”

        ดรุณีชุดเขียวกวาดตาไปยังบุรุษหนุ่มผู้นั้นกล่าวว่า “เจ้เจ๊ บุรุษผู้นี้บาดเจ็บสาหัส ท่านต้องหาหนทางช่วยเหลือมัน”        

        “ม่วยม่วยอันประเสริฐ เจ้าวางใจเถอะ เราผู้พี่แม้เคยทำร้ายผู้อื่น แต่สำหรับมันย่อมต้องเทิดทูนรักษา”

        “เจ้เจ๊ ท่านมิต้องปฏิบัติต่อมันจนเลิศเหลือ คราก่อนบุคคลหลายคน เพราะท่านให้ความสนใจเป็นพิเศษ พวกมันจึงตกตายอย่างสยดสยองยิ่งนัก”

        “เฮอะ เอียเท้าปีศาจ เจ้าเข้าใจได้มากมายถึงปานนี้ทีเดียว?”

        วาจาประโยคนี้ทำให้ดรุณีชุดเขียวมีใบหน้าแดงระเรื่อรีบหันกายาจากไป หลังจากนั้นนางก็ควบขับรถม้าที่ตัวรถคลุมด้วยม่านสีม่วงอย่างมิดชิดคันหนึ่งออกมา

        เทพธิดาแพรม่วงเปิดประตูรถออก จัดวางบุรุษหนุ่มผู้นั้นอยู่ภายใน ส่วนนางพลิ้วกายขึ้นไปหน้ารถอยู่ร่วมกับดรุณีชุดเขียว และขยับบังเหียน รถม้าจึงห้อตะบึงออกจากดงไม้อย่างรวดเร็ว

หนังสือแนะนำ

Special Deal