หมั่นเนื้อนงคราญ

บทที่ 1

 

บทที่ 1

ในสมัยราชวงศ์หยวน ภูเขากัวะชังซัวมีหลวงจีนรูปหนึ่ง เรียกว่าบรรพชิตโกวฮง คนทั่วไปกลับเรียกเป็นหลวงจีนกระสอบ

หลวงจีนรูปนี้ไม่เพียงถือศีลห้าอย่างเคร่งครัด ทั้งยังยึดมั่นข้อห้ามทั้งสาม กล่าวคือไม่บิณฑบาต ไม่แสดงธรรม ไม่พักวัดวามีชื่อ

มีคนถามท่านเหตุใดไม่บิณฑบาต ท่านบอกว่าบรรพชิตควรเคี่ยวกระดูกเส้นเอ็น อดอยากสังขารร่างกาย อย่างนั้นจะไม่เกิดกิเลสตัณหา ไม่เช่นนั้นรับบิณฑบาตจากประสกสีกา ทานอิ่มหนำคิดเดินทอดน่อง ร่างกายอบอุ่นคิดนิทราฝันยุ่งเหยิงแทนที่จะพบวิถีแห่งธรรม กลับต้องตกนรกหมกไหม้

มีคนถามท่านเหตุใดไม่แสดงธรรม ท่านบอกว่าธรรมเทศนาเป็นของพระโพธิสัตว์ นอกจากพระโพธิสัตว์แล้ว ไม่ว่าใครแสดงธรรม เปรียบเสมือนคนเพ้อพก หาล่วงรู้ถึงความหมายที่แท้ไม่

มีคนถามท่านเหตุใดไม่พักวัดวามีชื่อ ท่านบอกว่าคนบำเพ็ญศีลต้องหักห้ามแสงสี ไม่เคลิบเคลิ้มไปกับลมพัดเฉื่อยฉิวจันทร์เพ็ญเด่นฟ้า วิหคร้องขับขาน ทิวทัศน์งามตระการ ดังนั้นพักภูเขามีชื่อยากเล่าเรียนสำเร็จ จำวัดวามีชื่อยากตัดกิเลสตัณหา อย่าว่าแต่วัดวาอารามต้องมีสีกาไปกราบไหว้ หากคิดใฝ่หาความสงบได้แต่มาที่ภูเขารกร้าง

ผู้ที่ใกล้ชิดกับหลวงจีนกระสอบ บังเกิดความศรัทธาเลื่อมใส แต่ท่านไม่ยอมรับศิษย์โดยง่ายดาย ต้องดูว่ามีรากเหง้าปัญญา ตัดขาดจากโลกียวิสัยหรือไม่ จึงยอมปลงผมให้ ดังนั้นท่านปลงผมออกบวชนานปี แต่มีศิษย์น้อยยิ่ง ปลูกกระท่อมหลายหลังอยู่ข้างลำธารสายหนึ่ง ไถนาหาเลี้ยงตน ตักน้ำลำธารดื่มกิน มีชีวิตอย่างสมถะ

ที่เสากระท่อมหน้าบ้านยังเขียนข้อความสองประโยคว่า “คิดรู้ซึ้งถึงรสธรรมต้องผ่านนรกสิบแปดชั้น ต้องการบำเพ็ญแตกฉานต้องนั่งอาสนะหลายร้อยพันใบ” จากข้อความนี้ทราบได้ว่า ท่านบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างไร

วันนี้ลมชิวเทียนโชยพัด ใบไม้ร่วงปลิวโปรย หลวงจีนกระสอบตื่นแต่เช้า ปัดกวาดใบไม้ร่วงหน้าบ้าน เปลี่ยนน้ำสะอาดหน้าพุทธรูป จุดธูปบูชา วางอาสนะนั่งบำเพ็ญภาวนาอยู่ภายในห้อง บังเอิญลืมปิดประตู พลันปรากฏนักศึกษาหนุ่มคนหนึ่ง นำเด็กรับใช้สองคนเดินเข้ามา

นักศึกษานี้มีรูปโฉมงดงาม หน้าตาหล่อเหลาดั่งพัวอันผิวขาวราวสตรี คิ้วยาวเลยดวงตา ตาดำขลับกลิ้งกลอกไม่แน่นอน

ดวงตาเช่นนี้เรียกว่าตาราคะ คนที่มีตาราคะไม่ชอบมองตรงๆ ชอบมองด้วยหางตา ถนัดในการพิเคราะห์หญิงสาวที่สุด แม้อยู่ห่างหลายวา ขอเพียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าหญิงสาวนั้นงดงามหรือขี้ริ้ว เมื่อพบกับหญิงสาวงดงามก็จะทอดสายตาให้

โลกนี้ก็มีสตรีตาราคะเป็นเช่นเดียวกับบุรุษ ทอดสายตาไปทอดสายตามา ใช้หางตาถ่ายทอดสื่อรักจากใจ

ดังนั้นไม่ว่าชายหรือหญิง เมื่อมีดวงตาเช่นนี้ถือเป็นลางอัปมงคล ต้องประพฤติผิดทำนองคลองธรรมเป็นแม่นมั่น

นักศึกษาหนุ่มเดินเข้าประตู กราบพุทธรูปสี่ครั้ง กราบหลวงจีนกระสอบสี่ครั้ง ค่อยลุกขึ้นยืนสำรวมอยู่ด้านข้าง

หลวงจีนกระสอบอยู่ในระหว่างบำเพ็ญภาวนา ไม่สะดวกกับการคารวะตอบ เมื่อบำเพ็ญภาวนาเสร็จค่อยก้าวลงจากอาสนะประสมมือคารวะตอบ เชื้อเชิญผู้มานั่งลงเอ่ยปากถามไถ่ชื่อแซ่ นักศึกษาหนุ่มพูดว่า “ศิษย์ฉายาบ่วยเอียงเซ็ง* ฟังว่าอาจารย์เป็นบรรพชิตสูงศักดิ์ ดังนั้นทานอาหารเจอาบน้ำชำระกายเดินทางมานมัสการ”

*คำบ่วยเอียงแปลว่ายังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง คำเซ็งแปลว่านักศึกษา

หลวงจีนกระสอบถามชื่อแซ่ เขาไม่บอกชื่อไม่บอกแซ่กลับบอกฉายานาม

ที่แท้เมื่อปลายราชวงศ์หยวน นักศึกษาไม่บอกชื่อแซ่แต่ตั้งฉายาให้กับตัวเอง คนอายุเยาว์เรียกตัวเองเป็นเซ็ง (นักศึกษา) ชายกลางคนเรียกตัวเองเป็น จื้อ (ผู้รู้) ชายชราเรียกตัวเองเป็นเต้าหยิน (ผู้บรรลุธรรม) นักศึกษาหนุ่มชมชอบความงามสตรี ไม่ชอบกลางวัน ชอบกลางคืนจึงตั้งฉายาตัวเองเป็นนักศึกษาก่อนเที่ยงคืน

ตอนนั้นอาหารเจปรุงเสร็จแล้ว หลวงจีนกระสอบเห็นบ่วยเอียงเซ็งเดินทางด้วยเท้าขึ้นเขา คงหิวโหยแล้ว จึงรั้งเขาอยู่ทานอาหารเจด้วยกัน

คนทั้งสองนั่งคู่กัน ถกหลักปรัชญา บ่วยเอียงเซ็งฉลาดเฉลียว หลักปรัชญาที่คนอื่นไม่เข้าใจ ขอเพียงหลวงจีนกระสอบพูดคำหนึ่ง เขาก็เข้าใจปรุโปร่ง

หลวงจีนกระสอบอดคิดไม่ได้ ดูจากรูปร่างหน้าตากิริยาท่าทางคนผู้นี้ แสดงว่าเป็นปีศาจราคะ หากไม่ดูดเขาเข้ามาในกระสอบ วันหน้าต้องมุดบ้านช่องเข้าห้องหอ ไม่รู้พร่าผลาญสตรีมากน้อยเท่าใด ตัวเองเมื่อประสบพบต้องเกลี้ยกล่อมกลับกลายเขาได้จงได้ ดังนั้นพูดว่า “อาตมาตั้งแต่ปลงผมออกบวช ตาคู่นี้ศึกษาผู้คนมามากหลาย ยากจะพบคนเข้าใจแตกฉาน ประสกฉลาดปราดเปรื่องหากศึกษาหลักธรรมไม่กี่ปีจะสำเร็จแตกฉาน ประสกเมื่อมีดวงใจที่เหมาะสมกับการศึกษาธรรม ไยไม่ตัดกิเลสตัณหา เข้าสู้สถาบันสงฆ์ ค้นหาหนทางสว่างของชีวิต?”

บ่วยเอียงเซ็งตอบว่า “ศิษย์ยังมีปณิธานที่ยังไม่ลุล่วงอยู่สองประการ ยากจะสลัดหลุดพ้น ตอนนี้อายุยังน้อย คิดกลับไปเสพสุขสักหลายปีค่อยกลับมาบำเพ็ญภาวนาก็ไม่สาย”

หลวงจีนกระสอบถามว่า “ขอถามประสกมีสองปณิธานใด หรือว่าคิดสอบเข้ารับราชการ สร้างชื่อเสียงแก่วงศ์ตระกูล?”

บ่วยเอียงเซ็งสั่นศีรษะ พูดว่า “มิใช่ นักศึกษาแม้ใฝ่หาชื่อเสียง แต่น้อยคนที่สมปรารถนา ต่อให้คิดสร้างชื่อแก่วงศ์ตระกูล ก็ต้องเชื่อลิขิตฟ้า หากฟ้าไม่ให้ท่านสร้างความดีความชอบ ต่อให้ท่านมีความจงรักภักดีเช่นงักฮุย มีคุณธรรมเลิศล้ำเช่นกวนอู ก็หามีประโยชน์ไม่ ดังนั้นศิษย์มองทะลุขึ้นถึงชื่อเสียง ไม่คิดฝันใฝ่ไป”

หลวงจีนกระสอบถามว่า “อย่างนั้นประสกมุ่งหวังสิ่งใด?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ศิษย์หวังในสิ่งที่ตัวเองกระทำได้ บอกต่ออาจารย์ตามตรง ศิษย์มีความจำเป็นเลิศ มีความเข้าใจแตกฉาน แต่งบทความได้สละสลวย ดังนั้นตั้งปณิธานว่าจะอ่านตำราในโลก คบหายอดคนพิสดารในโลก ท่องเที่ยวภูเขามีชื่อในโลก ต้องการเป็นปัญญาชนที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน”

หลวงจีนกระสอบพูดว่า “นั่นเป็นอย่างที่หนึ่ง อย่างที่สองเล่า?”

บ่วยเอียงเซ็งคิดเอ่ยปาก แต่ก็กล้ำกลืนไว้ คล้ายกลัวหลวงจีนกระสอบหัวเราะเยาะเขา ไม่สะดวกกับการพูดออกไป

หลวงจีนกระสอบพูดว่า “ประสกเมื่อไม่กล้าบอก อาตมาจะพูดแทนเอง”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “เรื่องในใจของศิษย์ อาจารย์ไหนเลยหยั่งรู้ได้?”

หลวงจีนกระสอบพูดว่า “อาตมาลองบอกออกไป ถ้าไม่ใช่ยินดีรับการลงโทษ ถ้าหากพูดถูก ประสกอย่าได้บ่ายเบี่ยงก็แล้วกัน”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “อาจารย์หากพูดถูก เท่ากับเป็นเซียนวิเศษ ศิษย์กำลังจะขอคำแนะนำ ไหนเลยกล้าบ่ายเบี่ยง?”

หลวงจีนกระสอบพูดอย่างแช่มช้า “ประสกคิดตกแต่งหญิงงามที่หนึ่งแห่งแผ่นดินเป็นภรรยา”

บ่วยเอียงเซ็งปากอ้าตาค้าง ชั่วขณะค่อยยิ้มประจบพูดว่า “อาจารย์เป็นยอดคนจริงๆ ศิษย์ท่องสองประโยคนี้ตลอดทั้งวัน อาจารย์กลับคาดเดาถูกราวกับได้ยินก็มิปาน ขอบอกต่ออาจารย์ตามตรง ความคิดใฝ่ธรรมของศิษย์ตื้นเขิน กิเลศตาหาล้ำลึก ตั้งแต่โบราณมา ชายชาญคู่หญิงงาม เมื่อมีชายชาญควรมีหญิงงาม เมื่อมีหญิงงามควรตกแต่งกับชายชาญ ภูมิปัญญาของศิษย์ไม่ต้องพูดถึง แม้แต่รูปโฉมก็ไม่เลว เชื่อว่าต่อให้พัวอันกลับชาติมาเกิด ศิษย์ก็ไม่ด้อยกว่าเท่าใด หากในโลกมีหญิงงามอันดับหนึ่ง ควรเป็นของศิษย์จึงจะถูก ดังนั้นศิษย์แม้มีอายุเกินยี่สิบปี ยังไม่ตกแต่งภรรยา รอให้ศิษย์เสาะพบหญิงงาม ได้ครองคู่อยู่ร่วม มีลูกสืบสกุล เมื่อถึงเวลานั้นสมมาดปรารถนา ไม่มีความต้องการอื่นอีก ไม่เพียงตัวเองกลับใจ ยังจะเกลี้ยกล่อมภรรยาเข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ด้วยกัน”

หลวงจีนกระสอบเงียบไปชั่วขณะ จึงพูดว่า “ประสกทะนงตนว่าเป็นชายชาญที่หนึ่งแห่งแผ่นดินต้องการหาหญิงงามที่หนึ่งแห่งแผ่นดินเป็นภรรยา ไม่ว่าหาพบหรือไม่ ต่อให้หาพบคนหนึ่ง บนหน้าผากของหญิงงามนั้นก็ไม่ได้จารึกคำ ‘ที่หนึ่ง’ ไว้ หากว่าพบหญิงงามที่หนึ่งไม่ได้ ไยมิใช่เป็นความทุกข์ประการหนึ่ง ไม่ผิดกับตกนรกหมกไหม้?”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “ผู้คนพูดถึงนรกสวรรค์ ใช่มีจริงหรือ?”

หลวงจีนกระสอบพูดว่า “หากบำเพ็ญภาวนา ครองตนไม่เกิดไม่หลับ เท่ากับขึ้นสู่สรวงสวรรค์ หากประพฤติเจ้าชู้ เสื่อมเสียถึงชื่อเสียง เท่ากับตกนรก คำโบราณว่าไว้เราไม่เป็นชู้กับภรรยาคนอื่น คนอื่นไม่เป็นชู้กับภรรยาเรา ถ้าเป็นชู้กับภรรยาคนอื่น ภรรยาของตนต้องเป็นชู้กับคนอื่น ถ้าข่มขื่นบุตรธิดาคนอื่น บุตรธิดาตนเองก็ต้องถูกคนอื่นข่มขืน”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “อาจารย์บอกตรงๆ เตือนให้ผู้คนสังวรตน แต่ชนชาวเราไม่เห็นเป็นเช่นนั้น กฎแห่งกรรมแม้เข้มงวด ไม่แน่นักว่าจะไม่ได้รับการยกเว้น คนผิดลูกเมียรับกรรมสนอง แม้มีจำนวนมากแต่คนที่คบชู้สู่ชาย โดยไม่ระแคะระคายก็มีจำนวนไม่น้อย”

หลวงจีนกระสอบพูดว่า “ในความเห็นประสก คนเป็นชู้กับผู้อื่น ไม่ต้องรับกรรมสนองหรือ ซึ่งความจริง สตรีเป็นชู้กับผู้อื่น ย่อมต้องปกปิดอำพราง จึงมีคนรู้ไม่มากนัก ในจำนวนนี้ภรรยาปิดบังสามี ธิดาปิดบังบุพการี ยังบอกว่าคบชู้ไม่ต้องรับกรรมสนอง ต้องรอถึงวาระสุดท้ายของชีวิต ค่อยทราบว่าคำโบราณไม่แปลกปลอมเพียงแต่เมื่อถึงเวลานั้นไม่มีปัญญาบอกต่อผู้คนแล้ว”

บ่วยเอียงเซ็งพูดว่า “อาจารย์พูดมีเหตุผล แต่ศิษย์คิดเรียนถาม คนมีบุตรภรรยา หากข่มขืนบุตรภรรยาผู้อื่น กรรมจะสนองถึงบุตรภรรยาตนเอง หากเป็นคนตัวเปล่าเล่าเปลือยไร้บุตรภรรยา หรือคนมีแต่บุตรไม่มีธิดา หลังจากข่มขืนบุตรภรรยาผู้อื่น จะรับกรรมอย่างไร ยังมี สมมติว่าคนผู้หนึ่งภรรยาหลวงสองนางบำเรอกำเนิดบุตรธิดาสองคน แต่ข่มขืนสตรีมากมายนับไม่ถ้วน ต่อให้บุตรภรรยาต้องรับกรรม ยังถือว่าได้กำไร อย่างนั้นฟ้าจะจัดการสถานใด?”

หลวงจีนกระสอบได้ยินบ่วยเอียงเซ็งพูดเช่นนี้ ทราบว่าหินผายากโยกคลอน ได้แต่ใช้วิธีครึ่งจับครึ่งปล่อย พูดว่า “ประสกมีคารมหลักแหลม อาตมาสู้ไม่ได้ แต่เหตุผลนี้พูดไปไร้ประโยชน์ ต้องรอไว้ภายหน้าค่อยพิสูจน์แน่ชัด ประสกหลังจากตกแต่งหญิงงาม จะได้คิดจากหนั่นเนื้อนงคราญเอง ตั้งแต่นี้อาตมาจะไม่พูดจามากความ ตั้งหน้าตั้งตารอฟังผลจากประสก”

พูดจบ หยิบพู่กันเขียนข้อความลงบนเศษกระดาษใบหนึ่งว่า “คาดคลาจากธัมมะ โอบหนั่นเนื้อนงคราญ เมื่อกลับใจได้สำนึก ทุกสิ่งล้วนสายเกิน” จากนั้นพักกระดาษเป็นหลายชั้น ยื่นส่งต่อบ่วยเอียงเซ็ง พูดว่า “อาตมาพูดพร่ำด้วยกุศลเจตนา ประสกเก็บกระดาษนี้ไว้เพื่อรอพิสูจน์ในวันหน้า”

พลางลุกขึ้นยืน คล้ายเป็นความหมายส่งแขก

บ่วยเอียงเซ็งเห็นเช่นนั้น ไม่สะดวกกับการอยู่ต่อ ก้มศีรษะพูดว่า “ศิษย์โง่เขลาเบาปัญญา ไม่อาจรับการสอนสั่ง อาจารย์โปรดให้อโหสิ วันหน้าค่อยมารับคำสอนใหม่”

พูดจบ ยังคงคุกเข่ากราบสี่ครั้ง หลวงจีนกระสอบก็ประนมมือคารวะตอบ ส่งเขาออกเดินทาง

บ่วยเอียงเซ็งเมื่อลงจากเขา อดตำหนิหลวงจีนกระสอบไม่ได้ หวนนึกถึงตัวเองยังหนุ่มฉกรรจ์ กลับเกลี้ยกล่อมตัวเองปลงผมออกบวช ทั้งยังห้ามปรามตัวเองเป็นชู้กับภรรยาอื่นตนเองพานจะทดลองกับเขาสักครั้ง ไม่พบหญิงงามยังพอทำเนาหากพบหญิงงาม ต้องไม่ยอมปล่อยให้หลุดมือเด็ดขาด

ตามเหตุผล บ่วยเอียงเซ็งคิดฉีกเศษกระดาษแผ่นนั้นทิ้งไป แต่เพื่อใช้เป็นหลักฐานโต้แย้งกับหลวงจีนกระสอบในวันหนึ่งยังคงเก็บรักษาไว้ ดังนั้นขยำเศษกระดาษเป็นก้อนกลม ยัดอยู่ในสายรัดเอว เมื่อกลับถึงบ้าน ก็ว่าจ้างแม่สื่อแม่ชักออกเสาะหาหญิงงามที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน

บ่วยเอียงเซ็งเกิดจากตระกูลขุนพล มีรูปโฉมหล่อเหลาดั่งพัวอัน ปัญญาเลิศล้ำดั่งโจสิด ไม่ว่าผู้ใดก็ต้องการได้เป็นเขยไม่ว่าหญิงใดก็ต้องการได้เป็นสามี ตั้งแต่ปล่อยข่าวออกไปทุกวันมีแม่สื่อมาเจรจาไม่ขาดสาย

หากเป็นครอบครัวธรรมดา ยินยอมให้บ่วยเอียงเซ็งไปดูตัวบุตรีถึงบ้าน มองดูศีรษะจรดปลายเท้า หากเป็นตระกูลใหญ่ยังรักหน้าตัวเอง นัดไปพบกันในวัดวา หรือชานเมืองเปลี่ยวร้างเพราะเหตุนี้ทำให้หญิงสาวไม่น้อยกลับไปละเมอเพ้อฝัน บ่วยเอียงเซ็งกลับไม่ต้องตาต้องใจแม้สักนางเดียว

แม่สื่อคนหนึ่งจึงพูดว่า “ดูท่ามีแต่คุณหนูของผู้เฒ่าประตูเหล็ก นามเง็กเฮียงจึงเหมาะสมกับท่าน เพียงแต่บิดาของนางหัวโบราณคร่ำครึ ไม่ยอมให้ใครดูตัวบุตรี”

บ่วยเอียงเซ็งถามว่า “เขาเหตุใดเรียกว่าผู้เฒ่าประตูเหล็ก เมื่อไม่ยอมให้ใครดูตัวบุตรี ทราบได้อย่างไรว่า คุณหนูของเขามีรูปโฉมงดงาม?”

แม่สื่อบอกว่า “ผู้เฒ่านี้เป็นบัณฑิตคงแก่เรียน นิสัยเก็บเนื้อเก็บตัวมีบ้านช่องที่นา ไม่ต้องอนาทรร้อนใจ ในชีวิตไม่มีเพื่อนแม้สักคนเดียว อ่านหนังสือหนังหาอยู่ในบ้าน ไม่ว่าใครไปเคาะประตูล้วนไม่เปิดต้อนรับ มีแขกคนหนึ่งได้ยินกิตติศัพท์ของเขา ดั้นด้นเดินทางมาเยือน แต่เคาะประตูอยู่ครึ่งค่อนวัน ประตูยังไม่เปิด แขกผู้นั้นจึงเขียนข้อความที่หน้าบ้านว่า “เข้าใจเป็นบัณฑิตรอบรู้มิคาดประตูสร้างจากเหล็กไหล” เขาพอพบเข้า เห็นว่าชื่อประตูเหล็กแปลกใหม่นัก จึงตั้งฉายาตัวเองเป็นผู้เฒ่าประตูเหล็ก”

บ่วยเอียงเซ็งซักถามว่า “อย่างนั้นคุณหนูของเขาเล่า?”

แม่สื่อบอกว่า “เขาไม่มีบุตรชาย มีบุตรีคนเดียว รูปโฉมงดงามปานบุปผา เล่าเรียนหนังสือหนังหาจากบิดา แตกฉานกาพย์กลอนโคลองฉันท์ ปกติถูกควบคุมอย่างเข้มงวด ไม่ยอมให้ออกไปไหว้พระ ห้ามไม่ให้ออกไปเที่ยวงานเทศกาล แม้อายุสิบหก ยังไม่เคยย่างเท้าออกจากบ้าน แม่สื่อแม่ชักยิ่งไม่มีโอกาสเข้าไปดูตัวได้

อยู่มาวันหนึ่ง ผู้เฒ่าประตูเหล็กยืนอยู่หน้าบ้าน เห็นข้าเดินผ่านไป จึงถามว่า “ท่านมีอาชีพเป็นแม่สื่อกระมัง?”

ข้ารับคำ ผู้เฒ่าประตูเหล็กจึงชักนำข้าเข้าบ้าน เรียกตัวบุตรีออกมาพบหน้า ข้าเป็นแม่สื่อเป็นผู้หญิงมานับร้อยนับพัน ไม่เคยเห็นหญิงใดงามกว่านาง เขาบอกกับข้าว่า นี่เป็นลูกสาวข้า ต้องการลูกเขยหน้าตาดี ยิบจ่วยมาอยู่บ้านข้า ท่านช่วยเหลือให้กับข้า

ข้าพูดถึงคุณชาย เขาบอกว่าก็ได้ยินชื่อเสียงของท่านแต่ไม่รู้มีความประพฤติอย่างไร ข้าบอกว่าคุณชายนิสัยเรียบร้อยไม่มีข้อเสียใดๆ เพียงแต่ต้องการดูตัวผู้หญิงก่อน ค่อยส่งคนมาสู่ขอ แต่ผู้เฒ่าประตูเหล็กไม่ยินยอม ข้ารู้ว่าติดต่อไม่สำเร็จ จึงล่าถอยออกมา”

บ่วยเอียงเซ็งพอฟัง คิดในใจ “ตอนนี้ข้าเบื้องบนไม่มีบุพการี เบื้องล่างไม่มีพี่น้องอยู่โดดเดี่ยวคนเดียว วันใดตกแต่งภรรยา เท่ากับหาห่วงผูกคอยากที่จะมีโอกาสออกนอกบ้านได้ หากเป็นเขยจิบจ่วยของผู้เฒ่าประตูเหล็ก บุตรีของเขายังคงอยู่กับเขา วันหน้าเราสามารถออกท่องเที่ยวพเนจร ไยมิใช่ประเสริฐเลิศนัก?”

นึกถึงตอนนี้ บังเกิดความปีติยินดี สั่งให้แม่สื่อไปเจรจาต่อ

ผลจากการเจรจา บ่วยเอียงเซ็งได้ภรรยาชื่อเง็กเฮียง เป็นเขยยิบจ่วย*ของผู้เฒ่าประตูเหล็ก

*หมายเหตุ เขยยิบจ่วยเป็นเขยที่อาศัยอยู่ในบ้านของฝ่ายหญิง ชาวจีนถือว่าลูกเขยประเภทนี้เป็นชายที่น่าอับอายขายหน้า

หนังสือแนะนำ

Special Deal