จ้าวนักสู้

บทที่ 1 บุรุษลึกลับ

        อาชาที่ผอมซูบตัวหนึ่ง ได้เดินเหินอยู่ท่ามกลางแสงสนธยา ยามสายัณห์ พาหนะตัวนี้มีลักษณะผ่ายผอมอย่างยิ่ง ดังนั้นทุกครั้งที่ก้าวฝีเท้าเดินล้ำหน้า โครงกระดูกที่ปรากฏออกนอกเนื้อหนังก็เสมือนปะทะกันเอง จนก่อเกิดสำเนียงอันพิกลขึ้น

        ส่วนบุรุษผู้โดยสาร สวมใส่อาภรณ์ชุดสีเทาศีรษะสวมหมวกปีกใบใหญ่ จึงปกปิดจนมิอาจแลเห็นโฉมหน้าที่แท้จริง และอาภรณ์ที่ห่อหุ้มกาย ก็ถูกฝุ่นละอองปกคลุมอยู่ขั้นหนึ่ง

        พร้อมกับนั้น จากอิริยาบถแสดงว่าบุรุษนี้นั่งแน่วนิ่งอยู่บนหลังม้า โดยมิขยับเขยื้อนเป็นเวลาเนิ่นนานแล้ว อาชาที่เคลื่อนรุดหน้าตามทางหลวงอย่างเชื่องช้าและบุรุษผู้อาศัยอยู่คล้ายกับหลับใหลไป แม้แต่เสียงฝีเท้าม้าที่ดังระรัวถี่ยิบทางด้านหลัง ก็มิทำให้ฝ่ายบุรุษเงยหน้าขึ้นมา

        อาชาพ่วงพีสามตัว ใช้ความรวดเร็วห้อตะบึงเฉียดผ่านไปผงคลีตามรายทาง ม้วนตลบใส่บุรุษชุดเทาจนฉาบไล้เสื้อผ้าเป็นสีเหลืองซีด และม้าทั้งสามตัวก็ประหนึ่งมรสุมหอบหนึ่ง ล่วงหน้าเป็นระยะทาง อีกสองลี้พุ่งทะยานเข้าสู่ดงพฤกษาแห่งหนึ่ง

        บุคคลทั้งสามบนหลังม้าก็มิพุ่งกายลงมา เพียงยื่นมือตบใส่ท้องม้า และเรือนร่างจึงลอยละลิ่วขึ้นสู่ด้านบน ซึ่งมีกิ่งไม้อันหนาทึบ ซุกซ่อนเร้นกายอยู่ปล่อยให้พาหนะทั้งสามตัววิ่งตะบึงหายสาบสูญไป

        ผู้มีฝีมือทั้งสามคนกวาดสายตามองลอดพุ่มไม้ออกไปทางด้านนอก ในช่วงเวลาที่สลัวเลือนรางนั้น ปรากฏเงาสีเทาจุดหนึ่งเคลื่อนรุดหน้าอย่างเชื่องช้า ได้ยินหนึ่งในสามส่งเสียงขึ้นว่า “ตั่วเจ้ (พี่สาวใหญ่) เป็นบุคคลผู้นี้หรอกหรือ?”

        ผู้เอื้อนเอ่ยวาจาเป็นบุรุษกลางคน มีอายุประมาณสี่สิบปีใบหน้าสีม่วงคล้ำ สองคิ้วดกหนา ท่วงท่าเหี้ยมหาญองอาจ และผู้ที่ถูกยกย่องว่าตั่วเจ้กลับเป็นสตรีสาว อายุเพียงสามสิบเศษ เค้าหน้างามสะคราญยิ่ง

        ในยามนี้นางกำลังจับสายตาไปเบื้องหน้า แม้แต่ศีรษะก็มิอาจเบือนกลับ กล่าวอย่างเย็นชาว่า “ย่อมต้องเป็นมัน เราสามไล่ล่าติดตามมาตลอดเวลาไหนเลยจะผิดพลาดได้ พวกท่านดู อาชาผอมซูบนั้นยามเหยียบย่ำลงบนพื้นดิน ฝีเท้าก็ปรากฏมิลึกซึ้ง แสดงว่าผู้โดยสารมีน้ำหนักเบาหวิว รับรองว่าไม่ผิดพลาดแน่นอน”

        นางยามกล่าวอ้าง กระแสเสียงก็ไพเราะเสนาะโสต แต่บุรุษกลางคนหน้าม่วง กับบุรุษกลางคนอีกผู้หนึ่ง ซึ่งมีเรือนร่างซูบซีด ประกายเจิดจ้าน่าระย่อ กลับรับฟังอย่างเชื่อถือมิกล้าโต้แย้ง

        จักรวาลยิ่งมืดสลัวลง หมู่สกุณาโบยบินกลับสู่รวงรังดังเซ็งแซ่ และอาชาผอดซูบที่บรรทุกบุรุษชุดเทา ก็เริ่มเคลื่อนใกล้เข้ามา ด้วยสภาพเช่นเดิม กล่าวคือพาหนะเดินเหินอย่างเนิบนาบ ฝ่ายบุรุษก็หมอบกายแน่วนิ่งอยู่บนหลังม้า

        ขณะที่อาชา ยังอยู่ห่างจากดงไม้เพียงห้าหกวาสตรีนางนั้นก็กล่าวเบาๆ ว่า “พวกท่านทั้งสองลงไปก่อน จดจำได้ว่าแสดงมารยาทแล้วค่อยรุนแรง หากพลาดพลั้งอย่าได้มาร่ำไห้ต่อเบื้องหน้าของเราด้วย”

        บุรุษทั้งสองหนึ่งเหี้ยมหาญ หนึ่งทรงบารมี แต่กลับส่งเสียงรับคำมิทุ่มเถียง ขยับร่างโลดแล่นไปได้สามวา จนออกนอกดงไม้ แล้วจึงพลิ้วกายลง ปฏิกิริยาล้วนปราดเปรียว แสดงว่าต้องมีพลังฝีมือสูงล้ำ

        ทั้งสองพอยืนหยัดอยู่บนพื้นดิน อาชาผอมซูบตัวนั้น ก็เคลื่อนใกล้มาแล้ว แต่บุรุษชุดเทายังมิมีการเคลื่อนไหวใดๆ ขณะนั้น บุรุษกลางคนทั้งสองต่างประสานมือขึ้น กล่าวโดยพร้อมเพรียงกันว่า “สหายท่านนี้ เชิญเถอะ”

        ในการสันนิษฐาน เมื่อส่งเสียงออกไปแล้ว ฝ่ายตรงข้ามย่อมต้องมีกิริยาโต้ตอบ คาดมิถึงว่าเหตุการณ์หาเป็นเช่นนั้นไม่ ความเงียบงันยังยึดครองบุรุษชุดเทาเช่นเดิม

        บุรุษหน้าม่วง เริ่มมีท่วงท่าขุ่นเคือง แต่บุรุษอีกผู้หนึ่งได้ โบกมือห้ามปรามไว้ ร้องดังๆ ว่า “สหายเชิญเถอะ”

        คราครั้งนี้ได้ผนึกกำลังส่งสำเนียงออก จึงกังวานไม่กระจาย แม้แต่สกุณาที่โบกบินก็แตกตื่นจนวุ่นวายนอกจากเป็นบุรุษหูหนวก หาไม่แล้ว ย่อมต้องได้ยินแน่นอน

        แต่ทว่าบุรุษชุดเทา อาจจะเป็นคนหูหนวก เพราะว่ายังคงนั่งอยู่บนหลังม้า และอาชาผอมซูบก็เฉกเช่นกับเจ้าของขับขี่ มิได้รับความตื่นตระหนก ยังคงเคลื่อนคืบหน้าอย่างแช่มช้า ทำให้ระยะห่างของทั้งสองฝ่ายย่นใกล้เข้ามา

        จวบจนบัดนี้ บุรุษชุดเทาจึงมีร่างกายเคลื่อนไหวเล็กน้อยแต่พอมีอิริยาบถ ฝุ่นละอองที่เกาะอยู่บนร่างก็ปลิวกระจายคละคลุ้ง ซึ่งนอกเหนือความคาดหมายของบุรุษกลางคนหน้าม่วง และมิทันปิดลมหายใจ ผงคลีจึงชอนไชเข้าสู่นาสิก

        ดังนั้นบุรุษหน้าม่วงจึงมีอัคคีโทสะระเบิดขึ้น ลงเสียงพิกลว่า “ทารกอันร้ายกาจ สุราเสนอมิรับไว้ จะดื่มแต่เหล้าอาญาหรือ ยังมิรีบไสหัวลงมา?”

        ฝ่ามือที่โตเท่าพัดใบลานพลันยื่นออกไป นิ้วทั้งห้ากางงองุ้มดั่งตาขอ ตะกุยลงบนบ่าของบุรุษชุดเทาผู้นั้นทันที

        การจู่โจมของมัน กระทำได้อย่างรวดเร็วยิ่ง อีกผู้หนึ่งคิดทัดทานก็มิทันท่วงที แลเห็นพร้อมกับสำเนียงตวาดของบุรุษหน้าม่วง เงาร่างสายหนึ่งพลันปลิวกระเด็นออกไป

        ยามสนธยาอันเลือนราง ในเวลากะทันหัน มิทราบว่าบุคคลนั้นเป็นใคร จวบจนได้ยินบุรุษหน้าม่วงส่งเสียงครวญครางดังพิกลขณะอยู่ห่างไปสองวา ส่วนบุรุษชุดเทายังนั่งนิ่งบนหลังม้า และอาชาผอมซูบตัวนั้นก็เริ่มเคลื่อนฝีเท้าอีก

        บุรุษกลางคนร่างผอมซูบยืนหยัดอยู่ข้างเคียง แต่มิอาจแลเห็นเหตุการณ์ได้ มันรีบถอยกายไปสองก้าวกล่าวอย่างจริงจังว่า “สหาย พวกเรามีเรื่องราวประการหนึ่ง ต้องการหารือกับท่านเพียงแต่ผู้ร่วมทางของเรามีกิริยาวู่วามจนล่วงเกินท่าน ขออย่าได้ถือสาสะกิดใจ มิทราบว่าท่านยินยอมหยุดยั้งลงมาสนทนากันหรือไม่?”

        บุรุษชุดเทาผู้นั้นจวบจนบัดนี้ จึงเพิ่งเอื้อนเอ่ยวาจา โดยส่งสำเนียงที่เฉื่อยชามิอนาทร และปราศจากเรี่ยวแรงว่า “มิได้”

        บุรุษกลางคนร่างผอมซูบงงงันไปวูบหนึ่ง กล่าวว่า “สหาย เรื่องใดมิใช่มีความสัมพันธ์กับพวกเราเท่านั้นยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับท่านด้วย ท่านไฉนต้องปฏิเสธผู้คนอย่างสิ้นเยื่อใย?”

        ในยามนั้น บุรุษหน้าม่วงได้ตะเกียกตะกายลุกขึ้นพลางลากฝีเท้าก้าวเข้ามา คาดว่าการเพลี่ยงพล้ำของมันคงสร้างความบอบช้ำมิน้อย เพราะมีสีหน้าบิดเบี้ยวจนปั้นยาก

        และบุรุษชุดเทาผู้นั้นก็ส่งเสียงที่เลอะเลือนจับความมิชัดเจนว่า “ข้าพเจ้ากับพวกท่านมิรู้จักกัน มีอันใดน่าสนทนา? อย่าได้ขัดขวางทางเดิน จนข้าพเจ้าพลาดที่พักแรมไป”

        บุรุษกลางคนหน้าม่วงพอได้ยิน จึงร้องว่า “ที่แท้ท่านมิทราบว่าเราเป็นใคร เมื่อมิรู้ความก็ไม่...”

        มันมิอาจกล่าวต่อไปได้ เนื่องจากเมื่อครู่นี้พอยื่นมือจนสัมผัสไหล่ของฝ่ายตรงข้าม พลันปรากฏกระแสพลังอันรุนแรงทะลักใส่ กดกระแทกจนตัวมันปลิวกระเด็นในสภาพการณ์เช่นนั้นหากคิด “ทวงถาม ความผิด” กับบุรุษชุดเทาก็ไม่สามารถกระทำ จึงอย่าได้เอื้อนเอ่ยวาจาเสียเลย

        บุรุษกลางคนอีกผู้หนึ่งรีบกล่าวเสริมว่า “เรากับผู้ร่วมเดินทางและผู้กล้าหาญหญิงอีกท่านหนึ่งในวงพวกนักเลงก็มีเกียรติภูมิอยู่บ้าง ถูกขนานยกย่องว่าเล้งชวงซาเกี๊ยก (สามผู้กล้ามังกร)”

        บุรุษหน้าม่วงกล่าวในบัดดลว่า “สมญาของสามผู้กล้ามังกร ท่านคงได้รับฟังมาแล้ว”

        บุรุษชุดเทายังหมอบกายอยู่บนหลังม้า กล่าวว่า “มิเคยรับทราบมาก่อน”

        พลังเอื้อมมือกระตุกบังเหียนม้า อาชาผอมซูบตัวนั้นจึงส่งเสียงร้องดังยาวนานขึ้น และพุ่งทะยานออกไปเบื้องหน้า ด้วยปฏิกิริยาอันว่องไวสุดประมาณ

        แต่กิริยาสนองของบุรุษทั้งสองก็รวดเร็วนัก บุรุษหน้าม่วงพลันสะบัดมือวูบหนึ่ง แส้อ่อนยาวเหยียดเส้นหนึ่งก็ตวัดฟาดใส่บุรุษชุดเทาบนหลังม้าผู้นั้นในทันใด

        อาชาผอมซูบความจริงได้พุ่งไปหกเจ็ดเชี๊ยะ แต่แส้อ่อนของบุรุษหน้าม่วง มีลักษณะยาวเหยียด ดังนั้นยังฟาดฉาดลงใส่กลางหลังของบุรุษชุดเทา

        ฝ่ายบุรุษชุดเทาผู้นั้นมิเงยหน้าขึ้น เพียงยื่นมือตะครุบคว้าจนจับถูกปลายแส้ และฉุดกระชากอย่างฉับพลันบุรุษกลางคนหน้าม่วงมิทันสละแส้ ร่างกายจึงพุ่งถลามาเบื้องหน้า

        ในยามนั้นเอง บุรุษกลางคนร่างผอมซูบก็กระชับดาบปลายแหลมเล่มหนึ่ง เสือกแทงเข้าใส่ท้องม้า ประกายดาบแลบแฉลบวูบวาบแต่จะบังเอิญประจวบเหมาะหรือฝ่ายบุรุษชุดเทามีเจตนา คมดาบกลับกรีดใส่บุรุษหน้าม่วงที่มิอาจควบคุมร่างกายให้เป็นตัวของตัวเอง

        ดังนั้น ทั้งสองจึงพลิกแพลงอิริยาบถอย่างลนลานท่ามกลางความสับสน แส้อ่อนขอบบุรุษหน้าม่วง ก็ถูกฝ่ายตรงข้ามช่วงชิงไปแล้ว

        บุรุษชุดเทา อาศัยเพียงกระบวนท่าเดียวก็เป็นฝ่ายมีเปรียบ แต่กลับมิอยู่ยั้ง อาชาผอมซูบที่พุ่งปราดไปเบื้องหน้ายิ่งรวดเร็วขึ้น ฝ่าเข้าสู่ดงไม้ทันที

        คาดมิถึงว่า กลางอากาศพลันแว่วสำเนียงตวาดดังเจื้อยแจ้วว่า “บุรุษท่านลงมา”

        เงาร่างของสตรีสาวนางหนึ่ง ได้พลิ้วละลิ่วลงจากยอดไม้อย่างรวดเร็ว สกัดขัดขวางอยู่เบื้องหน้าของอาชาผอมซูบ ซึ่งมิสามารถทะลวงผ่านพ้น และฝ่ายอิสตรีก็กางนิ้วทั้งห้าราวกับตาขอ ตะกุยตะกายออกไป

        นางกลับมิจู่โจมต่อบุรุษชุดเทา หากแต่ตะกุยใส่ขนคอของอาชาและใช้กำลังกดลงสู่เบื้องล่าง พาหนะผอมซูบนั้นส่งเสียงร้องขึ้น หัวม้าก็โน้มต่ำลง

        บุรุษชุดเทาผู้นั้นมือซ้ายพลันรั้งขึ้น แส้อ่อนที่ช่วงชิงอยู่ในมือก็สลับฟาดดังควับเควี้ยว เงาแส้ฉวัดเฉวียน อุปมางู ร้ายอัน ปราดเปรียว พริบตาเดียว ก็ครอบคลุมจุด อิ่งตึ้ง ซีเต็ก ไท้เอี้ยง สามจุดทั่วทั้งใบหน้าของสตรีนางนั้น

        ฝ่ายสตรีร้องขึ้นว่า “จู่โจมได้ประเสริฐ”

        ร่างท่อนบนของนางพลันหงายไปทางด้านหลังสภาวะนี้นับว่าเหมาะเจาะสอดคล้องอย่างยิ่งยวด เนื่องจากการจู่โจมของบุรุษชุดเทาล้วนถูกนางหลบเลี่ยงไปได้

        แต่ในยามนั้น แส้อ่อนคล้ายกับสลายพลังไปจนหมดสิ้น จึงของอเข้าหากัน ปลายแส้อีกด้านหนึ่งก็ตวัดพุ่งใส่บริเวณทรวงอกของสตรีนางนั้น

        ภาวะของปลายแส้ที่พุ่งเข้าหานี้มิรุนแรงนัก แต่ได้จี้ใส่จุดฮั้วก่ายบนทรวงอกอย่างมั่นเหมาะ ซึ่งเป็นจุดชีวิตแห่งหนึ่งบนร่างกายมนุษย์ จึงสร้างความตื่นตระหนกให้กับสตรีสาวนางนั้นเป็นที่ยิ่ง

        นางส่งเสียงร้องขึ้น เรือนร่างรีบพุ่งควับถอยไป โดยที่ยังทรงภาวะหงายร่างท่อนบน นางพอเคลื่อนไหว ได้ยินอาชาผอมซูบตัวนั้นส่งเสียงร้องดังยาวนานพลันตะกุยเท้าทั้งสี่ข้างลอยขึ้นสู่เบื้องบนกลางอากาศ

        การกระโดดปราดของพาหนะตัวผอมซูบ ยังฉับไว และสูงล้ำกว่าการถอยหลบของสตรีนางนั้นเสียอีก หนึ่งบุรุษหนึ่งอาชาจึงทรงร่างอยู่กลางนภากาศและอาชาผอมซูบขณะบรรทุกบุรุษชุดเทา ยังพุ่งละลิ่วข้ามผ่านสตรีนางนั้น ขณะตามทันเท้าทั้งสี่ข้างก็เหยียบลงบนร่างกายของนางด้วย

        ยังประเสริฐที่ฝ่ายสตรีลอยตัวอยู่ กลางอากาศมาตรมเช่นนั้นยามถูกเท้าม้าทั้งสี่เหยียบใส่ ย่อมต้องบาดเจ็บสาหัส และในยามนี้ เรือนร่างของนางก็กระแทกลงบนพื้นดินดังโครมใหญ่

        ส่วนอาชาผอมซูบล้ำหน้าไปวาเศษ แล้วจึงพุ่งสู่พื้นดินพลางตะลุยตะบึงต่อไปอีก สตรีนางนั้นรีบพลิกกายลุกขึ้น ยังเหลือบแลพาหนะตัวนั้นได้วูบหนึ่ง เห็นว่าบุรุษชุดเทาผู้โดยสารอยู่ ตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงบัดนี้มิเคยเงยหน้าขึ้นมา

        สตรีนางนั้นยืนหยัดอยู่ในดงไม้ และทบทวนเหตุการณ์อันตื่นเต้นที่ผ่านมา ทำให้ดวงใจเต้นระทึกปานเภรี

        ขณะนั้นบุรุษกลางคนทั้งสองก็วิ่งปราดเข้ามา “ตั่วเจ้ เป็นอย่างไร?”

        สตรีนางนั้นส่งเสียงที่หยาบคายตามความเคยชินว่า “ล้วนบัดซบแท้ๆ ยังต้องถามไถ่อีกหรือ?” พลางเหลือบเห็นบุรุษหน้าม่วงมีสีหน้าเศร้าสลดจึงกระชากเสียงกล่าวว่า “เล่าซา (บุรุษที่สาม) เรายังมิตกตาย ท่านมีสีหน้าซึมเซาไปไยกัน?”

        “สาตราวุธประจำตัวของเรา ได้ถูกฝ่ายตรงข้ามช่วงชิงไปแล้วทั้งๆ ที่ในวงพวกนักเลง เรามีสมญากิมเล้งซิ่งเปี่ยง (มังกรทองแส้เทพยดา) อู ซา...”

        บุรุษหน้าม่วงมิทันกล่าวจบ สตรีนางนั้นก็ตวาดว่า “มิต้องคร่ำครวญ พวกเรารบติดตามไป”

        สามผู้กล้ามังกรพากันห่อปากร้องขึ้น พาหนะคู่ขาทั้งสามตัว ก็วิ่งตะบึงออกจากที่หลบซ่อนตรงเข้ามา ดังนั้นม้าพ่วงพีทั้งสามตัวจึงพุ่งทะยานไปเบื้องหน้า

        กล่าวถึง อาชาผอมซูบตัวนั้น ได้ห้อตะบึงดุจดั่งพายุหอบพัดเร่งรุดเป็นระยะทางยี่สิบกว่าลี้ แลเห็นนิ้วมือที่บุรุษชุดเทาเกาะกุมบังเหียนม้าอยู่นั้น ท่ามกลางแสงจันทราสาดส่อง ยิ่งนานยิ่งขาวซีด จวบจนปราศจากสีเลือดแผ่ซ่านเลย

        ทันใดนั้น เรือนร่างของบุรุษชุดเทาพลันพลิกตกวูบลงมา และนิ้วมือที่เกาะบังเหียนอยู่ก็คลายออก ในยามนี้อาชาผอมซูบได้ วิ่งตะบึงขึ้นไปบนเนินดินแห่งหนึ่งร่างบุรุษผู้นั้นกลิ้งตกลงมาถึงเนินดินด้านล่าง

        จวบจนบัดนี้เพิ่งทราบว่า การที่ฝ่ายบุรุษหมอบกายแน่วนิ่ว เพราะว่าบริเวณทรวงอกได้ปักตรึงด้วยมีดสั้นสองเล่ม มีเพียงสามนิ้วที่โผล่พ้นมาทางด้านนอก ส่วนอีกสี่นิ้วฝังลึกเข้าไปในร่างกาย!

        พงหญ้าทางเบื้องล่าง ถูกสภาวะที่บุรุษชุดเทาผู้นั้นกลิ้งลงมากดทับจนเอนราบไปแถบใหญ่ และดวงตาทั้งคู่ของบุรุษพริ้มสนิท ฝ่ามือข้างหนึ่งยังกุมแส้อ่อนเส้นนั้นอยู่ ปลายหนึ่งของแส้อ่อน ลากเหยียดยาวออกทางด้านนอก

        และอกเสื้อส่วนที่มีดสั้นสองเล่มของบุรุษผู้นั้นมีคราบโลหิตแห้งเกรอะกรัง แสดงว่าการถูกทำร้ายด้วยมีดสั้น เป็นเหตุการณ์เมื่อหลายชั่วยามก่อนแล้ว

        แสงจันทราประกายดาวอันอ่อนจางริบหรี่ ได้สาดส่องมายังใบหน้าของฝ่ายบุรุษ แลเห็นว่าเค้าหน้าซูบซีดยิ่งนัก แต่หากพินิจพิจารณาก็จะทราบว่าเป็นบุรุษอายุเยาว์วัย และที่ทรวงอกยังมีสภาพสะท้อนขึ้นลงเล็กน้อย แสดงว่ายังมิสิ้นลมปราณ

        เวลาต่อมา เสียงฝีเท้าม้าก็ดังระรัวขึ้น และแว่วใกล้มาอย่างรวดเร็ว เป็นม้าพ่วงพีรวมสามตัว ผู้โดยสารคือสามผู้กล้ามังกรซึ่งมีหนึ่งสตรีสองบุรุษนั้น

        อาชาสามตัวพอวิ่งมาถึง บุรุษหน้าม่วงสมญามังกรทองแส้เทพยดาอูซา ได้เหลือบแลเห็นแส้อ่อนเส้นที่ยื่นยาวออกนอกพงหญ้า จึงร้องอย่างลิงโลดว่า “อยู่ที่นี้เอง”

        พลันพลิ้วกายลงจากหลังม้า วิ่งปราดไปเบื้องหน้า ยื่นมือออกคว้าจับด้ามแส้ และกระตุกกลับมาโดยแรง

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นแม้จะสลบไสลไป แต่มือหนึ่งยังกุมแส้อ่อนไว้ นิ้วทั้งห้าบีบรัดอย่างแนบแน่น มังกรทองแส้เทพยดาพอสะบัดแส้ก็กระชากเอาร่างกายของบุรุษนั้นจนลอยละลิ่วตรงเข้าหา

        มังกรทองแส้เทพยดาอูซารู้สึกว่าอีกปลายหนึ่งของแส้มีน้ำหนักฉุดรั้งอยู่ พอพบเห็นเงาร่างสายหนึ่งลอยขึ้นมา มันซึ่งเคยพลาดพลั้งมาแล้ว จึงแตกตื่นตระหนกจนสละทิ้ง ถอยกายออกไปทำให้บุรุษนั้นตกวูบลงสู่พื้นดิน และทั้งสามก็เริ่มแลเห็นมีดสั้นสองเล่มที่ปักเรียงรายอยู่บนทรวงอกของฝ่ายบุรุษ

        สตรีที่เป็นผู้นำในสามผู้กล้ามังกรตวาดว่า “บัดซบ บุรุษนั้นจะพลัดตกจนตกตายเสียแล้ว”

        นางได้ขยับข้อมือ จนแว่วเสียงดังควับ สายรัดเอวที่เป็นแพรแดงก็ม้วนตลบออกไปดั่งสายฟ้าแลบพุ่งปลายหนึ่งของสายรัดเนื้อแพร ขมวดสร้างเงื่อนเป็นเอาไว้และคล้องใส่ข้อมือของบุรุษผู้นั้นไว้

        สตรีนางนั้นรีบกระตุกสายรัดพาร่างของบุรุษหนุ่มจนลอยละลิ่วมายังตัวม้า แล้วยื่นมือไปคว้าจับหัวไหล่ของฝ่ายตรงข้ามเอาไว้จึงพลิ้วกายลงจากหลังม้า ประกบนิ้วจี้ใส่จุดแป๊ะฮวยฮวกบนขม่อมของบุรุษเบาๆ ครั้งหนึ่ง

        บุรุษหนุ่มซึ่งถูกจัดวางอยู่บนพื้นดิน จึงส่งเสียงครวญครางออกมา สตรีผู้นั้นจึงรีบกล่าวว่า “ท่านเป็นบุรุษที่ถูกผู้คนในวงพวกนักเลง ต้องการสืบเสาะหาท่านใช่หรือไม่?”

        บุรุษหนุ่มผู้นั้นหลังจากส่งเสียงครางแล้ว ก็ปราศจากสำเนียงพริ้มตาจนแนบแน่น มิทราบว่าสลบสิ้นสติไปอีก หรือมิยินยอมตอบคำ

        ชายวัยกลายคนร่างผอมซูบอีกผู้หนึ่ง ซึ่งมีสมญาซั่งมึ้งซิ่งทิ (ขวัญเหล็กมหากาฬ) ทิยี่พอแลเห็นเช่นนั้น จึงสืบเท้าไปหนึ่งก้าว ขยับฝ่ามือหมายกระแทกลง

        แต่ทว่าสตรีนางนั้นโบกมือวูบหนึ่ง กล่าวว่า “ไสหัวไป เราสามผู้กล้ามังกรมีเกียรติภูมิในวงพวกนักเลง ทารกผู้นี้ได้สิ้นสติสมประดี พวกเราไหนเลยจะฉกฉวย...”

        นางคงเอื้อนเอ่ยแต่วาจาอันหยาบคาย แม้แต่ประโยคที่ว่า “ฉกฉวยโอกาสอันตรายของผู้อื่น” ก็มิอาจใช้ออกได้ จึงร้องอย่างขุ่นเคืองว่า “แล้วกันไปเถอะ มิว่าอย่างไรขณะนี้ไม่อาจลงมือต่อมัน จำต้องหาทางช่วยเหลือมันเสียก่อน”

        ขวัญเหล็กมหากาฬทิยี่ส่งเสียงรับคำ แต่มังกรทองแส้เทพยดาอูซาได้รำพึงว่า “เรารู้สึกว่า บุรุษผู้นี้คงมิอาจมีชีวิตสืบไปได้!”

        สตรีนางนั้นกระชากเสียงกล่าวว่า “ผายลม ผู้คนที่ตกตายในเงื้อมหัตถ์ของเราเจียวตั่วโกวมีจำนวนมิน้อย บัดนี้เราพอต้องการช่วยเหลือบุคคลผู้หนึ่ง ท่านกลับกล้ามาขัดขวางหรอกหรือ?”

        “มิกล้า...เพียงแต่ว่า ทงเทียนซัวะแช (ดาวโหดบรรจบฟ้า) เจียวตั่วโกวกลับคิดช่วยเหลือมนุษย์นับเป็นอุบัติการณ์อันพิสดาร”

        สตรีสมญาดาวโหดบรรจบฟ้าเจียวตั่วโกว ถลึงตาข้าใส่มังกรทองแส้เทพยดา แล้วจึงก้มศีรษะกล่าวว่า “ท่านทราบอันใด บุรุษนี้ต้องพยายามรักษาให้มีชีวิตอยู่ หากตกตายไปยังจะมีประโยชน์อันใด?”

        ขณะกล่าววาจา นางได้ใช้มือคว้าจับด้ามของมีดสั้นเล่มหนึ่ง ที่ทรวงอกของบุรุษหนุ่ม คาดว่าคงคิดจะถอนมีดสั้นทั้งสองเล่มออกมาก่อน ซึ่งขณะมีปฏิกิริยาประกายสายตาย่อมจับจ้องมองไป

        ด้ามมีดสั้นเล่มหนึ่งถูกกุมกระชับไว้ ย่อมมิอาจแลเห็นแต่ประกายสามารถสามารถแลเห็น ซึ่งใช้ใยสีเงินทอเป็นรูปดอกเหมยบานกระจายดอกหนึ่ง โดยที่ด้ามมีดเป็นสีดำ ดอกเหมยสีเงินจึงสะดุดตาเป็นพิเศษ

        ในช่วงเวลานั้น ดาวโหดบรรจบฟ้าเสมือนดั่งถูกอสนีบาตรกระแทกใส่เรือนร่าง ถึงกับสั่นสะท้านครั้งหนึ่งการสะท้านร่างของนาง ทำให้ฝ่ามือเคลื่อนไหวเล็กน้อยมิเพียงแต่ไม่สามารถถอนมีดสั้นออกมา กลับปักลึกเข้าไปอีกครึ่งนิ้ว! จึงสร้างความหวั่นไหวให้กับนาง จนรีบคลายมือและถอยกายมาด้านหลัง

        นางความจริงสามารถถอยร่นอย่างปรกติ แต่ทว่ามือเมื่อคลายออก สายตาจึงเหลือบไปเห็นบนด้ามมีดอีกเล่มหนึ่ง ก็ใช้ใยสีเงินปักทอลอดลาย หากแต่เป็นใบไม้ใบหนึ่ง

        ดาวโหดบรรจบฟ้าอุทานอย่างสุดระงับ เรือนร่างซวนเซกระแทกลงบนพื้นดิน แต่ยังร้องเสียงพิกลว่า “รีบหนี ผลประโยชน์นี้พวกเรามิอาจเสาะแสวงได้แล้ว!”

        นางยังอยู่บนพื้นดิน ทำให้สองสู้กล้ามังกรที่เป็นบุรุษ ต่างงงงันมิมีอากัปกิริยา ต่อมาขวัญเหล็กมหากาฬทิยี่ จึงเข้าไปประคองร่างของนางขึ้นมา พลางกล่าวว่า “เหตุไฉนต้องหลบหนี? เราสามผู้กล้ามังกร ยังจะเกรงกลัวผู้ใด”

        ดาวโหดบรรจบฟ้าเจียวตั่วโกวตวาดอย่างเกรี้ยวกราดว่า “ยังมิรีบไสหัวไป สามผู้กล้ามังกร ในสายตาของผู้อื่น พวกเราเป็นเพียงเศษสวะที่ไร้ความหมายเท่านั้น”

        มังกรทองแส้เทพยดา จึงจำต้องก้าวเดินไปหยิบแส้อ่อนเส้นนั้นแล้วคิดล่าถอย แต่พอแบมือของบุรุษหนุ่มผู้นั้นออกมา ก็ร้องโพล่งว่า “พวกเรารีบมาดูกัน”

        ดาวโหดบรรจบฟ้า กับขวัญเหล็กมหากาฬต่างเคลื่อนกายไปแล้ว พอได้ยินจึงหันร่างกลับมา ท่ามกลางแสงสกาวเดือนสาดส่อง แลเห็นที่หัวแม่มือของบุรุษหนุ่มผู้นั้น ได้สวมใส่วงแหวนสีม่วงวงหนึ่ง!

        วงแหวนนั้นมิทราบว่าเจียระไนจากวัตถุธาตุอันใดจึงสาดประกายสีม่วงแวววาว และตัวแหวนยังสลักเป็นรูปมังกรเล็กๆ ตัวหนึ่ง ด้วยฝีมืออันประณีตราวกับมีชีวิตชีวา

        ทั้งสองพอแลเห็น ก็ตะลึงลานไปชั่ววูบ ขวัญเหล็กมหากาฬทิยี่รีบกล่าวว่า “เป็นมัน พวกเราเสาะแสวงพบโดยมิผิดพลาด” พลางคิดจะโถมร่างออกไป

        แต่ดาวโหดบรรจบฟ้าตั่วโกวยื่นมือออกขัดขวางไว้กล่าวว่า “อย่าได้เคลื่อนไหว ท่านจับจ้องวงแหวนของมัน แต่ สังเกตหรือไม่ว่าบนด้ามมีดสั้นทั้งสองเล่มที่ทรวงอกสลักลวดลายประการใด?”

        ขวัญเหล็กมหากาฬพอเบิ่งตาจับจ้อง ถึงกับสูดลมหายใจเข้าไปอย่างหนาวเหน็บ และมังกรทองแส้เทพยดาพอพิจารณาบ้าง ถึงกับร้องขึ้นสุดเสียงว่า “ฟ้าเอย...คงเป็น...”

        ดาวโหดบรรจบฟ้าขยี้เท้ากล่าวว่า “ท่านเมื่อผายลมมิออกก็อย่าได้กล่าว อา พวกท่านรู้สึกว่าสมควรกระทำอย่างไร?”

        ขวัญเหล็กมหากาฬและมังกรทองแส้เทพยดาตลอดเวลาล้วนมอบหมาย ให้ดาวโหดบรรจบฟ้าตัดสินใจในเรื่องราว บัดนี้ไหนเลยจะเอื้อนเอ่ยตอบได้ ดาวโหดบรรจบฟ้าจึงแผดด่าว่าเป็นเศษสวะ แล้วกล่าวว่า “ความสามารถ ของพวกเรา มิอาจทัดเทียม ผู้อื่นยังคงไปเถอะ”

        ดังนั้นสามผู้กล้ามังกรพากันขึ้นไปบนหลังม้าควบตะบึงออกจากที่ เดินทางโดยมิหยุดยั้งประมาณห้าลี้ดาวโหดบรรจบฟ้าก็สั่นศีรษะ พึมพำว่า “มาตรแม้นจะเป็นผลประโยชน์อันมหาศาล แต่ก็มิอาจร่วมช่วงชิง พวกเรามีแต่เร้นกายพักพิงอย่าได้เกลือกกลั้วอยู่ในวงพวกนักเลงอีกเลย”

        บุรุษอีกสองคนต่างเงียบงันไร้วาจา ทันใดนั้น ที่ข้างทางแว่วสำเนียงดังขึ้นว่า “คาดมิถึงว่า ชายชาติชาตรีอันเข้มแข็ง กลับมารับฟังอิสตรีนางหนึ่งอย่างเชื่องเชื่อ”

        ทุกถ้อยคำล้วนดังกังวาน แว่วกระทบโสตอย่างชัดเจน แต่ทว่าสามผู้กล้ามังกรพอกวาดตามองไปข้างทางก็มีแต่ความมืดทึบ มิสามารถแลเห็นผู้หนึ่งผู้ใด

        ดาวโหดบรรจบฟ้า เจียวตั่วโกวมีความชิงชังอย่างที่สุดคือถือกำเนิดเป็นอิสตรี แต่นั่นก็เป็นเรื่องอับจนปัญญา บัดนี้พอได้ยินอาศัยอารมณ์ของนาง ย่อมมิอาจข่มกลั้นไว้ ตวาดก้องว่า “ท่านมีแต่ซุกหัวหดหาง จะนับเป็นตงซี (แปลว่า ผู้คน) ได้อย่างไรกัน?”

        สำเนียงนั้นกลับอุทานดัง เอ๊ะ กล่าวว่า “ท่านรู้จักเราด้วย? เมื่อมินับตังไซ (ภาษาจีนคำหนึ่งอ่านออกเสียง และแปลความหมายได้มากกว่าหนึ่งชนิด คำว่าตังไซแปลว่าบูรพา ประจิม เขียนเช่นเดียวกับคำ ตงซี) ก็คือน่ำปัก (ทักษิณอุดร) ฮิ ฮิ ผู้น้อยแซ่น่ำนามปัก นับว่าเราท่านมีวาสนาต่อกันทีเดียว

        และแล้วเงาร่างสายหนึ่ง ก็ขยับร่างปรากฏกายขึ้น แม้จะเป็นยามราตรี แต่พอเคลื่อนใกล้มา จึงมาเห็นว่าเป็นบุรุษที่มีสีหน้ากลอกกลิ้งน่าขบขัน แต่งกายอย่างพิกลคล้ายหลวงจีนเสมือนนักพรต

        วาจาประโยคท้ายของมัน มีความหมายล่วงเกินแต่ดาวโหดบรรจบฟ้าฟังมิเข้าใจ และรู้สึกว่าบุรุษนี้มีนามพิกลยิ่ง

        บุรุษนามน่ำปัก ได้แยกเขี้ยวหัวร่อพลางกล่าวว่า “นี่พวกท่านมาจากทิศทางนั้น มิทราบว่าได้พบเห็นบุคคลผู้หนึ่งหรือไม่? มันผู้นั้นเป็นบุรุษหนุ่มร่างซูบซีด ที่หัวแม่มือสวมแหวนวงหนึ่ง ควบขับอาชาที่ผอมซูบ...”

        กล่าวถึงตอนนี้ พลันหัวร่อฮาฮาออกมา กล่าวว่า “ความจริงเรามิต้องบรรยายพวกท่านย่อมทราบดีบัดนี้ขอให้ตอบคำมา”        

        ดาวโหดบรรจบฟ้า บังเกิดความต้องการให้ฝ่ายตรงข้ามเผชิญกับความตื่นตระหนกเฉกเช่นพวกนางได้รับ จึงกล่าวว่า “พวกเราพบพานบุรุษนั้นแล้ว มันอยู่ตรงเนินดินห่างจากที่นี้มิไกลนัก ท่านรุดหน้าตรงไปก็ย่อมประสบเอง”

        “นี่ ยากยิ่งจะเชื่อถือได้ หากแม้นเป็นเช่นนั้น ท่านไฉนจึงมิยุ่งเกี่ยว ยังเร่งรุดต่อมาเล่า?”

        “เราหากหลอกลวงท่าน ก็ขอให้ศีรษะร่วงหล่นสูญเสียชีวิตไป”

        “ท่านมิต้องสัตย์สาบาน เราเชื่อถือแล้ว สตรีเฉกเช่นท่านหากศีรษะร่วงหล่น ไยมิน่าเสียดาย?”

        ขณะกล่าววาจา น่ำปักก็โลดแล่นเคลื่อนกายออกไป ด้วยความปราดเปรียวดุจดั่งหมอกควัน

        ดาวโหดบรรจบฟ้า ถูกวาจาของฝ่ายตรงข้ามสะกิดเอาเพลิงโทสะลุกฮือโหม พลันสะบัดฝ่ามือวูบหนึ่งมีดบินสามเล่มก็แหวกฝ่าอากาศ ดังหวิดหวิวแหลมคมพุ่งทยอยกันออกไป คล้ายดั่งประกายไฟแลบกระจาย

        หาคาดไม่ว่า ความสามารถของน่ำปักยังสูงส่งกว่าเสียอีกเพียงพลิกมือกลับมา ก็รับมีดบินทั้งสามเล่มไว้ได้ โดยที่เรือนร่างยังพุ่งปราดๆ ต่อไป จนหายสาบสูญในม่านวิกาล

        น่ำปักพอเร่งรุดได้ครึ่งลี้ ปฏิกิริยาก็ยิ่งว่องไว เมื่อครู่นี้มันมีสีหน้าพิกลพิสดาร แต่บัดนี้ถึงกับเคร่งขรึมสำรวม พริบตาเดียวได้มาถึงเนินดินแห่งนั้น

        ทั้งๆ ที่อยู่ห่างกัน ก็ยังแลเห็นว่าบนพื้นดินข้างพงหญ้า นอนฟุบไว้ด้วยบุคคลผู้หนึ่ง น่ำปักพลันหมุนคว้างดั่งกงล้อ เคลื่อนไหวเพียงสองครั้งก็มาถึงข้างกายของบุรุษผู้นั้น        

        พอบรรลุถึง น่ำปักก็บังเกิดความลิงโลด อุทานว่า “เป็นท่านจริงๆ” พลางยื่นมือไปคว้าจับหัวไหล่ของบุรุษผู้นั้น จนรั้งร่างฝ่ายตรงข้ามขึ้นมา

หนังสือแนะนำ

Special Deal