บทที่ 8 เมื่อครั้งยังเยาว์ (ต่อ)

คล้ายว่าเพิ่งหลับตาก็เข้าสู่แดนฝัน เมื่อจูเก่อเยว่ลืมตาตื่น เพิ่งได้ยินเสียงเคาะบอกเวลายามสาม เสียงเคาะทอดยาวทิ้งท้ายละมุนละไม กังวานไกลในค่ำคืนแสนสงบ

ในห้วงพริบตาหนึ่ง เขาเข้าใจว่าตัวเองฝันไป ในฝันนั้นลมวสันต์อุ่นสบาย ดอกท้อชูช่อไสว อุ้งมือของมารดาอบอุ่นราวกับน้ำในบ่อน้ำร้อน สอดผ่านเรือนผมของเขาอย่างนุ่มนวล หวีผมให้เขาอย่างคล่องแคล่ว ทว่าพริบตาถัดมา อากาศหนาวเหน็บที่บาดลึกดั่งคมมีด พลันรุกโหมเข้ามาหนักหน่วง ปลุกให้เขาสะดุ้งตื่นจากฝัน

เขาผุดลุกขึ้นนั่ง ชุดนอนขาวนวลเปียกชุ่มด้วยเหงื่อ หน้าต่างปิดไม่สนิท ลมเย็นพัดกรูเข้ามาตามรอยแยก กระทบถูกร่างทั้งหนาวทั้งเย็น กาน้ำชาบนโต๊ะเล็กข้างเตียงเย็นชืดแล้ว ขนมกุ้ยฮวาหลายชิ้นวางอยู่ในจานกระเบื้องสีขาว แม้อยู่ห่างปานนี้ ยังคงได้กลิ่นหอมจางๆ

เขาไม่รู้สึกง่วงอีก จึงสวมเสื้อคลุมและคว้าขลุ่ยยาวเลาหนึ่ง ผลักประตูเดินออกไป สาวใช้ที่รอปรนนิบัติอยู่ข้างนอกกำลังหลับอย่างหอมหวาน ไม่ถูกทำให้ตกใจสักนิด เขาสาวเท้าก้าวไป แสงจันทร์ลอดผ่านกิ่งไม้ส่องกระทบพื้นดิน เป็นเงาขาวๆ ดำๆ ประปราย เหมือนกับหิมะพร่างพรมลงมาไม่มีปี่มีขลุ่ย

สายลมเย็นจัด พัดพลิ้วแขนเสื้อ ราวกับผีเสื้อกระพือปีก เมื่อย่างผ่านลานสวนไปทางตะวันออก เบื้องหน้าสายตาคือดงเหมยอันกว้างใหญ่ไพศาล สีชมพูสีขาวสลับซ้อน ส่งกลิ่นหอมละมุนมาตามลม

คฤหาสน์ใหญ่หลังนี้ อาจบางทีมีเพียงเวลานี้ที่สงบเงียบ ปราศจากเสียงอึกทึกวุ่นวาย ฟ้าดินสุขสงบราวกับมีเขาอยู่คนเดียว เขาเดินไปทาวหอสูง เลียบขึ้นไปตามก้อนหินมืดสลัว น้ำค้างลงจัด ทางจึงลื่นเล็กน้อย เขาก้มหน้าเดินแช่มช้า คล้ายกำลังมองทาง ทั้งคล้ายมิได้มองสิ่งใด

“นายน้อยสี่?”

เสียงเรียกขานอันสดใสดังขึ้น เขาเงยหน้า เห็นเด็กหญิงคนหนึ่งนั่งอยู่บนต้นไม้ สวมชุดสีเขียวอ่อนทั้งตัว ลำคอล้อมรอบด้วยผ้าขนอูฐสีขาวบริสุทธิ์ ดวงตากลมโตดำขลับกำลังมองมาทางเขา รองเท้าคู่เล็กสีเขียวใสแกว่งไกวอยู่กลางอากาศ เหมือนหญ้าจิ้งหรีดกำลังเริงร่าล้อลม

เขาเลิกคิ้วเล็กน้อย ถามว่า “เจ้าไฉนอยู่ที่นี่”

“นอนไม่หลับ” ฉู่เฉียวก็แปลกใจเช่นกันที่เห็นเขาที่นี่ จึงถามเสียงซื่อว่า “นายน้อยสี่ก็นอนไม่หลับเช่นกันหรือเจ้าคะ?”

จูเก่อเยว่ไม่ได้ตอบ เพียงก้าวเท้าเอื่อยเฉื่อยขึ้นหอสูง คฤหาสน์จูเก่อปลูกสร้างบนไหล่เขา มุมมองจากจุดนี้ยิ่งวิเศษ แทบจะเห็นนครเจินหวงทั้งหมดอยู่ในครรลองสายตา จันทรากลางเวหนคล้ายประดับม่านขาวไว้ชั้นหนึ่ง อาบไล้เบาๆ ทุกซอกมุมของนครเจินหวง กดข่มความผิดบาปทั้งมวลลงไป แม้แต่กำแพงเมืองหนาหนักที่แปดเปื้อนด้วยโลหิตไม่รู้กี่มากน้อย ก็ยังแลดูนุ่มนวลขึ้นหลายส่วน

ฉู่เฉียวมองดูเงาหลังที่ยืนท้าลมของเขา ชั่ววูบนั้นเหมือนตกอยู่ในภวังค์ ความสงบภายหลังการสังหารหมู่ทำให้นางรู้สึกอ่อนล้า นางพิงหลังกับลำต้น เหม่อมองหนุ่มน้อยคนนั้นเงียบๆ เหม่อมองสายลมโชยพัดแขนเสื้อเขา เหมือนผีเสื้อยักษ์สองตัว กระพือปีกโบยบินต้านลมภูเขา

“นายน้อยสี่ ข้าทำม้าสีแดงหายไป”

จูเก่อเยว่มิได้ตอบคำ คล้ายไม่ได้ยินกระนั้น เขาถือขลุ่ยในมือ กลับมิได้เป่า เพียงยืนนิ่งๆ ครู่หนึ่งก็หมุนตัวเดินลงเขาไป

ฉู่เฉียวเห็นเช่นนั้น จึงรีบลงจากต้นไม้หมายตามไป ด้วยความรีบร้อน เท้าพลันลื่นพรืดจนเสียหลัก นางรีบกอดลำต้นมือไม้พัลวัน ได้ยินเสียงดังแควก อาภรณ์ถูกกิ่งไม้เกี่ยวขาดเป็นรูใหญ่ หลังมือถูกบาดเป็นทางยาว เลือดไหลซึมออกมา

จูเก่อเยว่ชะงักเท้า แหงนมองเด็กหญิงที่เหมือนลิงตัวหนึ่งกำลังเกาะต้นไม้ ครุ่นคิดเล็กน้อย ค่อยกางแขนออกไป

ฉู่เฉียวตะลึงวูบ ถามเสียงฉงนว่า “นายน้อยสี่ ท่านจะทำอะไร”

“โดดลงมา” จูเก่อเยว่ตอบ

“หา?” ขบคิดอยู่นานถึงเข้าใจความหมาย ฉู่เฉียวรีบร้องบอกว่า “ไม่รบกวนแล้ว ซิงเอ๋อร์ลงเองได้”

จูเก่อเยว่ย่นคิ้วเบาๆ คล้ายหงุดหงิด ก่อนยืนกราน “โดดลงมา”

ฉู่เฉียวจนใจ ได้แต่ปล่อยมือแล้ว ร่างหล่นวูบในอ้อมแขนของจูเก่อเยว่ นางตัวเล็ก จึงถูกกอดไว้เหมือนลูกแมวน้อยตัวหนึ่ง

“ไปเถอะ”

ปล่อยนางลงพื้น จูเก่อเยว่เดินนำหน้าไป ฉู่เฉียวรีบวิ่งตาม ตลอดทางโอบล้อมด้วยต้นเหมย ร่วงกราวเต็มพื้น รองเท้าย่ำไปบนพื้นหิมะอ่อนนุ่ม ทิ้งรอยเท้าตื้นๆ สองสาย

เมื่อกลับถึงเรือนชิงซาน บ่าวในเรือนทั้งหมดล้วนตื่นแล้ว กำลังวิ่งหาพวกเขาสองคนอย่างร้อนใจ จูเก่อเยว่ไม่พูดมาก ตรงดิ่งเข้าห้องทันที

หวนเอ๋อร์วิ่งมาถามฉู่เฉียวในห้องสองสามคำ ขณะนั้นมีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามารายงานว่านายน้อยถูกลมหนาวไม่สบาย ส่งคนไปตามหมอแล้ว คนทั้งเรือนชิงซานพลันวิ่งวุ่นขึ้นมา หวนเอ๋อร์นำสาวใช้หลายคนช่วยกันต้มน้ำซักผ้าเช็ดหน้า กระทั่งหมอมาถึง ตรวจชีพจรและเขียนใบสั่งยาเสร็จ ทั้งหมดค่อยโล่งใจ

ฉู่เฉียวกินของว่างมื้อค่ำนิดหน่อย ขณะเตรียมตัวนอน พลันได้ยินเสียงเคาะประตู เมื่อเปิดออก เห็นเป็นหวนเอ๋อร์ยืนอยู่ ด้านหลังยังมีผู้ใหญ่อายุราวห้าสิบเศษอีกคน ได้ยินหวนเอ๋อร์พูดว่า “ซิงเอ๋อร์ นายน้อยบอกว่าเจ้าโดนต้นไม้เกี่ยวเป็นแผล พอดีหมออยู่ที่นี่ จึงให้มาตรวจเจ้าด้วย”

ฉู่เฉียวตะลึงนิดหนึ่ง ก่อนเบี่ยงตัวให้หมอเข้ามาทำแผล เมื่อเรียบร้อย หวนเอ๋อร์ก็กล่าวขึ้นอีก “ยังมี นายน้อยบอกว่าพรุ่งนี้เช้าท่านจะนอนต่ออีกหน่อย พวกเราไม่ต้องตื่นมาทำงานแต่เช้าก็ได้”

ฉู่เฉียวพยักหน้ารับคำ หวนเอ๋อร์ก็ออกไปอย่างเบิกบานใจ แสงจันทร์สลัว สาดส่องทั่วลานอันเงียบสงบ ราวกับปกคลุมด้วยน้ำค้างชั้นหนึ่ง

 

 

รุ่งเช้าถัดมาไปรับใช้จูเก่อเยว่ นายน้อยสี่ที่เป็นผู้ใหญ่ก่อนวัยท่านนี้กลับไม่อยู่ในห้อง ฉู่เฉียวคิดว่าตนทำม้าหายไป อย่างไรก็ต้องบอกกล่าวเขาสักคำ ขณะไปถามหาคน กลับเห็นจูเก่อเยว่ในชุดนักรบสีดำทั้งตัว เดินถือกระบี่เข้ามาในลาน ด้านหลังมีผู้ติดตามเป็นพรวน บุคลิกองอาจมากบารมี ฉู่เฉียวกลับไม่เคยเห็นท่าทางเช่นนี้มาก่อน จูเฉิงที่บนแขนมีเสื้อคลุมกันลมคล้องอยู่ ซอยเท้าวิ่งตามมาด้านหลัง

หวนเอ๋อร์และสาวใช้อื่นๆ รีบวิ่งมา ยกน้ำชาให้จูเก่อเยว่ จุดเครื่องหอม ทำความสะอาดมือไม้ เตรียมของสำหรับอาบน้ำ

ฉู่เฉียวถอยมายืนข้างประตูใหญ่ เห็นจูเก่อเยว่นั่งลงค่อยเดินเข้าไปกล่าวว่า “นายน้อยสี่ บ่าวทำม้าสีแดงหายไป”

“อืม” จูเก่อเยว่ส่งเสียงในคอเบาๆ ถือเป็นการรับรู้แล้ว จากนั้นรับน้ำชาจากหวนเอ๋อร์มาดื่มคำหนึ่ง ค่อยหันไปกล่าวกับบ่าวอีกคนว่า “ไปเอากล้วยไม้โม่หลันที่เพิ่งส่งมาเมื่อวานเข้ามาสองกระถาง แล้วเอาเตากำยานออกไป ดมแล้วเคืองจมูก”

บ่าวรับคำแล้วล่าถอยออกไปอย่างเร็ว ฉู่เฉียวยืนอยู่ที่เดิม เห็นจูเก่อเยว่ไม่มีวี่แววทำโทษนาง ก็รู้จักกาลเทศะและไม่พูดอีก ขณะจะเดินออกไปเงียบๆ พลันได้ยินจูเก่อเยว่วางถ้วยชา แล้วชี้มาที่นาง “ซิงเอ๋อร์ เจ้ารอก่อน”

ฉู่เฉียวกระตุกวูบในใจ แอบคิดว่า ‘สมควรมายังคงต้องมา’ แต่กลับได้ยินจูเก่อเยว่กล่าวว่า “อีกเดี๋ยวเจ้าตามจูเฉิงออกไป เลือกองครักษ์ที่หน่วยก้านดีสักคน สอนเจ้าขี่ม้า”

“หา?” ฉู่เฉียวกับจูเฉิงตกตะลึงอุทานเป็นเสียงเดียว

จูเก่อเยว่เลิกคิ้ว ตามด้วยขมวดคิ้วเรียวงามเบาๆ กล่าวด้วยสีหน้าหงุดหงิดว่า “ทำไม มีปัญหาอะไรหรือ”

“ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาขอรับ” จูเฉิงปีนี้อายุสิบเจ็ด เป็นคนสนิทติดตามของจูเก่อเยว่ตั้งแต่เล็ก ย่อมทราบนิสัยพูดหนึ่งไม่พูดสองของเจ้านายดี จึงรีบกล่าวเอาใจ “บ่าวจะพาแม่นางซิงเอ๋อร์ไปเดี๋ยวนี้”

จูเก่อเยว่เงยหน้าอย่างสงสัย ย่นคิ้วมองจูเฉิง “ซิงเอ๋อร์เพิ่งแปดขวบ แม่นางอันใดกัน”

“ใช่ๆ บ่าวจะพาเอ่อ...ซิง...ซิงเอ๋อร์...” จูเฉิงที่ปกติสมองไว ชั่ววูบนั้นถึงกับหาคำเรียกขานเด็กหญิงไม่เจอ ลิ้นจุกปากอยู่นานสองนาน ยังคงอ้ำๆ อึ้งๆ นึกคำไม่ออกอยู่นั่นเอง

จูเก่อเยว่โบกมือตัดรำคาญ “เอาเถอะ ไสหัวไปได้แล้ว ยืดหลังให้ตรงแล้วค่อยเดิน อย่าให้คนนอกเข้าใจว่าบ่าวไพร่ของเรือนชิงซานข้าเป็นอูฐกันหมด”

“ขอรับ ขอรับ”

ฉู่เฉียวยืนอยู่ที่เดิม รูปร่างเล็กๆ สวมชุดกระโปรงสีเหลืองอ่อน ท่อนบนเป็นเสื้อกั๊กเข้ารูปหนังจิ้งจอก แลดูสดใสน่าเอ็นดู เห็นเช่นนั้นก็โค้งคำนับจูเก่อเยว่คราหนึ่ง กล่าวเสียงอ่อนหวานว่า “ซิงเอ๋อร์ขอบคุณนายน้อยสี่”

จูเก่อเยว่ไม่แม้แต่เงยหน้า เพียงโบกมือเบาๆ

ฉู่เฉียวกับจูเฉิงถอยออกจากห้อง จูเฉิงพินิจเด็กน้อยด้วยความฉงน เห็นฉู่เฉียวเงยมองเขา พลันยิ้มกว้างกล่าวว่า “แม่นางซิงเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถอะ”

ฉู่เฉียวหัวเราะคิก แล้วเดินนำออกจากเรือนชิงซาน

“แม่นางซิงเอ๋อร์ นี่เป็นคนที่ข้าคัดเลือกมา พวกเขาล้วนชำนาญด้านขี่ม้า เจ้าเลือกเองคนหนึ่งแล้วกัน”

ฉู่เฉียว จูเฉิงและคนอื่นๆ ยืนอยู่บริเวณเชิงเขาของดอยฝึกม้า เด็กหญิงแปดขวบแหงนหน้านิดหนึ่ง มองดูบุรุษร่างล่ำที่ยืนเรียงแถวตรงหน้าตัวเอง เหล่าผู้คุ้มกันประจำคฤหาสน์จูเก่อที่ปกติจะคอยตะคอกด่าบรรดาบ่าวเล็กบ่าวน้อย ยามนี้ใบหน้าประดับรอยยิ้ม ท่าทางนอบน้อม คนที่ไม่รู้ อาจเข้าใจว่าปกติพวกเขาเป็นคนเปี่ยมเมตตาปราณี

ฉู่เฉียวสืบเท้าก้าวเล็กๆ เดินผ่านหน้าเหล่าบุรุษทีละคน ฉับพลันนั้น เด็กหญิงตาเป็นประกาย จ้องมองอย่างมีเลศนัย มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มนิดๆ ชี้ไปที่ชายฉกรรจ์สีหน้าตื่นกลัวคนหนึ่ง แล้วหัวเราะกล่าวว่า “ข้าเลือกคนนี้”

“แม่นางซิงเอ๋อร์” บุรุษยิ้มหวานเยิ้ม ในรอยยิ้มเต็มไปด้วยแวววิตกที่ปิดไม่อยู่ เด็กหญิงอายุแปดขวบหยัดยืนเหนือเนิน ในชุดขาวสะอาดทั้งตัว ดวงตาเป็นประกายวาววับ จิ้มลิ้มน่ารักเป็นที่สุด

“เชิญท่านเลือกม้า”

ฉู่เฉียวกวาดมองอาชาพ่วงพีสิบกว่าตัวตรงหน้า เพียงเห็นทั้งหมดเป็นแค่ลูกม้าที่ยังไม่ติดเกือก สีขนสะอาด มองก็รู้ว่าถูกเลี้ยงอยู่ในคอกไม่เคยออกจากประตู เด็กหญิงย่ำไปบนพื้นหิมะช้าๆ เขย่าบังเหียนไปมา แสร้งทำเสียงห้วนดุ “ข้าไม่เอาลูกม้า ข้าจะขี่ม้าตัวใหญ่”

ผู้คุ้มกันทางด้านข้างลอบสบสายตาอย่างลำบากใจ ขณะจะเอ่ยปาก ซ่งเหลียนรีบห้าม แล้วผงกศีรษะค้อมเอวกล่าวว่า “แม่นางซิงเอ๋อร์จะขี่ม้าตัวใหญ่ ไม่ใช่เรื่องยากอันใด พวกเจ้าลงไปจูงม้าชั้นดีขึ้นมา จำไว้ เอาตัวใหญ่”

ซ่งเหลียนจงใจเน้นน้ำเสียงที่คำว่า ‘ใหญ่’ ผู้คุ้มกันสองนายรับรู้ความนัย รีบลงไปจูงม้า

พักหนึ่งผ่านไป อาชาสูงใหญ่ห้าตัวถูกจูงออกมา ฉู่เฉียวเพียงมองแวบหนึ่งก็รู้ว่าเป็นม้าชรา จะวิ่งได้หรือไม่ยังเป็นปัญหา ยามนั้นกลับมิได้เปิดโปงออกมา เพียงหมุนตัวกล่าวกับซ่งเหลียนว่า

“ม้าพวกนี้ดูแข็งแรงกำยำ ข้าอายุยังน้อย ไม่เคยขี่ม้าตัวใหญ่ขนาดนี้ รบกวนผู้คุ้มกันซ่งแสดงให้ดูสักรอบหนึ่ง ให้ข้าได้เปิดหูเปิดตา”

ซ่งเหลียนคิ้วผูกเป็นปมแน่น หน้าเสียในบัดดล จูเฉิงเร่งรัดเสียงฉงน “รีบไป คงไม่ใช่ขี่ม้าไม่เป็นกระมัง? แล้วเมื่อครู่แย่งจะมาให้ได้”

ซ่งเหลียนขมขื่นในใจแต่พูดไม่ออก ลอบคิดว่า ‘ถ้ารู้ว่าคนที่ข้าต้องมารับใช้คือแม่นางน้อยคนนี้ ตีข้าให้ตายก็ไม่มา’ พลางเดินไปที่ม้าแก่ ยื่นมือลูบหัวที่จะหลับมิหลับแหล่ของมัน ตบอีกสองที จากนั้นเหยียบโกลนอย่างระมัดระวัง ราวกับเหยียบบนม้ากระดาษ เกรงว่าออกแรงเล็กน้อยก็จะพังยับ

เมื่อออกแรงกระตุ้น ม้าก็ใจสู้ สี่เท้าแม้จะสั่นแต่ไม่ถึงกับล้มแผละ ซ่งเหลียนถอนใจโล่งอก ยิ้มกล่าวว่า “วันนี้หิมะตกหนัก แม่นางซิงเอ๋อร์ยังเล็ก พวกเราแค่เรียนวิธีขึ้นม้าก่อนแล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยเรียนควบม้า”

จูเฉิงอ้าปากจะพูด ฉู่เฉียวพลันขึ้นหน้า ตบตะโพกม้าเต็มแรง “พูดมาก ควบให้ดูรอบหนึ่งก่อน!”

เพียงได้ยินเสียงดังพรืด ตะโพกม้าถูกตบ ไม่เพียงไม่ควบออก กลับขาอ่อนทรุดฮวบลงไป ซ่งเหลียนกระเด็นหวือ หัวทิ่มพื้น ปักกองหิมะ

เหล่าผู้คุ้มกันแตกตื่นลนลานวิ่งไปดู จูเฉิงขมวดคิ้วมองม้าที่นอนหายใจฟืดฟาดบนพื้น กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่พอใจว่า “นี่หรือม้าชั้นดี ข้าว่าพวกเจ้าไม่เห็นคำสั่งของนายน้อยสี่อยู่ในสายตามากกว่า”

“ผู้น้อยมิกล้า” ซ่งเหลียนคลานลุกขึ้น “ผู้น้อยไม่มีความคิดเช่นนั้นเด็ดขาด เพียงแต่แม่นางซิงเอ๋อร์ยังเล็ก พวกเราไหนเลยกล้าจูงม้าศึกที่คึกคะนองออกมา”

จูเฉิงพยักหน้า กล่าวว่า “คำพูดกลับพอมีเหตุผลอยู่บ้าง ซิงเอ๋อร์ เจ้ายังเล็ก ขี่ม้าเด็กไปก่อน ได้หรือไม่?”

“พี่จูเฉิงให้ขี่ม้าเด็ก ซิงเอ๋อร์ก็ขี่ม้าเด็ก” ฉู่เฉียวเชิดคาง ดวงหน้าอ่อนใส ดวงตาทอประกาย ท่วงท่าน่ารักน่าเอ็นดู

จูเฉิงหัวใจพองโต แต่หันไปถลึงตาใส่ซ่งเหลียน “ยังไม่รีบไปจูงม้า!”

ซ่งเหลียนเดินกะเผลกจูงม้ามา พยุงฉู่เฉียวขึ้นม้าภายใต้เสียงกำกับของจูเฉิง เด็กหญิงก้มศีรษะยิ้มระรื่น “พี่ชายท่านนี้ ข้ายังขี่ม้าไม่เป็น ท่านช่วยจูงสายบังเหียนให้ข้าที พวกเราค่อยๆ เดินรอบหนึ่ง”

ซ่งเหลียนอยากให้เป็นเช่นนั้นใจแทบขาด จึงรีบพยักหน้ารัวๆ ลูกม้าตัวนี้เชื่องยิ่งนัก เดินตามหลังซ่งเหลียนอย่างแช่มช้า ครู่หนึ่ง ทั้งสองก็เดินไกลออกไปร้อยกว่าก้าว ซ่งเหลียนเงยหน้าส่งยิ้มเอาใจ “แม่นางซิงเอ๋อร์ ม้าตัวนี้ไม่เลวกระมัง มันเพิ่งเกิดได้ไม่นาน คราก่อนคุณหนูเจ็ดร้องจะเอา ข้ายังไม่ยอมให้ หากแม่นางชอบ ก็ยกให้แม่นางแล้วกัน”

“ม้าที่คุณหนูเจ็ดชื่นชอบ ซิงเอ๋อร์ไหนเลยรับไว้ได้ ทำแบบนี้ไม่เหมาะ”

ซ่งเหลียนรีบฉีกยิ้ม “แม่นางพูดอะไรเช่นนั้น คุณหนูเจ็ดแม้เป็นธิดาแท้ๆ ของนายท่าน แต่พูดถึงฐานะแล้ว ต่างจากนายน้อยสี่ราวฟ้ากับเหว แม่นางเป็นคนโปรดของนายน้อยสี่ เทียบกันแล้ว ฐานะยังสูงส่งกว่าพวกนางมากนัก”

“เช่นนั้นหรือ?” เด็กหญิงยิ้มพราย แล้วกล่าว “ข้ากลับไม่รู้สักนิดว่าตัวเองฐานะสูงส่งปานนั้น จะอย่างไรเมื่อไม่นานมานี้ ข้ายังโดนพวกท่านผู้คุ้มกันทุบตีตามใจชอบอยู่เลย”

ซ่งเหลียนหน้าซีดเผือดทันใด แววตาของฉู่เฉียวสาดประกายเย็นเยียบวูบหนึ่ง ก่อนชักลูกศรจากปลอกแขนของซ่งเหลียน แทงใส่สะโพกม้าเต็มแรงด้วยความเร็วระดับไม่ทันตั้งตัว ม้าน้อยตื่นตระหนก แผดร้องเสียงแหลม ยกขาถีบซ่งเหลียน แล้ววิ่งตะบึงขึ้นหน้าไม่คิดชีวิต!

เด็กหญิงตื่นตกใจแหกปากดังลั่น “ผู้คุ้มกันซ่ง! ท่านทำอะไร”

จูเฉิงและคนอื่นๆ เห็นม้าน้อยวิ่งเตลิดไกลลิบ แต่ละคนสีหน้าแตกตื่น ตะโกนเรียกโหวกเหวกพลางวิ่งเข้ามา ทว่าไหนเลยกวดทันเดรัจฉานสี่เท้าตัวนั้น

อาชาพ่วงพีสิบกว่าตัวห้อตะบึงตามติด ฉู่เฉียวแสร้งทำท่าหวาดกลัวสุดขีด สายตากลับสอดส่าย แสวงหาทางลงที่ปลอดภัย

จังหวะนั้น ม้าหวงเปียว(เชิงอรรถ-*ม้าสีเหลืองที่แซมด้วยจุดขาว) ตัวหนึ่งพลันทะยานจากฟ้า จูเก่อเยว่ใบหน้ากระจ่างใส แววตาคมกริบ ริมฝีปากแดงสดกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย สวมชุดยาวสีม่วงเข้มปักลายบุปผาราตรี ควบม้าตะบึงมา ชักกระบี่ปานสายฟ้า เสือกแทงที่หว่างตาของลูกม้า ลูกม้าถูกจู่โจมกะทันหัน ยิ่งร้องเสียงแหลมกึกก้อง ขาหน้ายกสูง สะบัดหัวอย่างคลุ้มคลั่ง

ขณะเดียวกัน แส้อ่อนเส้นหนึ่งพลันโฉบผ่านหน้า เกี่ยวรัดเอวบางของฉู่เฉียว ตวัดร่างนางร่วงลิ่ว

“เฮอะๆ หวาดเสียว หวาดเสียว” เยียนสวินในชุดแพรสีเขียวทะเลสาบ ใบหน้าหมดจดชวนมอง โอบฉู่เฉียวไว้ด้วยรอยยิ้มกริ่ม ในน้ำเสียงแฝงแววเจ้าเล่ห์ลึกล้ำ

จูเก่อเยว่ถอนลูกศรบนตะโพกของม้าน้อย หันไปถลึงตาดุดันใส่ซ่งเหลียน กล่าวกับบ่าวข้างตัวว่า “ลากมันออกไป ส่งให้จูชีที่เรือนคุมกฎ”

องครักษ์สองนายพุ่งปราดเข้ามา จับซ่งเหลียนมัดอย่างรวดเร็ว บุรุษแหกปากลั่น “นายน้อยสี่ ไม่ใช่...”

พริบตานั้น ปรากฏเสียงดังพลั่ก เยียนสวินถลันเข้ามา วาดเท้าเตะใส่ ฟันเต็มปากของซ่งเหลียนแหลกเละ กลายเป็นมีปากแต่ยากจะกล่าวในบัดดล จูเก่อเยว่คิ้วขมวดมุ่น หันหน้ากลับมา หรี่ตามองเยียนสวิน

“บ่าวไพร่เช่นนี้ ถ้าเป็นจวนเยียนหวังได้จับไปตัดหัวนานแล้ว ไหนเลยให้โอกาสมันเล่นลิ้น” เยียนสวินหัวเราะคำหนึ่ง กล่าวต่อว่า “นายน้อยสี่ใจดีเกินไป เยียนสวินกระทำข้ามหน้าข้ามตา นายน้อยสี่อย่าได้ถือสา”

จูเก่อเยว่กล่าวเสียงราบเรียบว่า “มิกล้า เยียนซื่อจื่อฝีมือร้ายกาจ ก่อนนี้ที่โรงฝึกนายทัพ นับว่าข้าสายตาเลอะเลือนแล้ว”

เยียนสวินโบกมือ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ก็แค่วางท่าสวยงามเท่านั้น ไหนเลยเทียบเทียมนายน้อยสี่ที่นำทัพอย่างอาจหาญได้”

จูเก่อเยว่ไม่กล่าวต่อ เพียงโบกมือคราหนึ่ง บริวารทั้งหลายก็คุมตัวซ่งเหลียนที่เลือดกบปากออกไป

“เยียนซื่อจื่อ วันนี้ต้องขอบคุณที่นำม้าที่หายไปมาส่งถึงเรือนชาน เพียงแต่วันหน้าเรื่องราวเล็กน้อยเช่นนี้ยังคงมอบหมายบ่าวไพร่จัดการก็ใช้ได้ ไยต้องลำบากรุดมาด้วยตนเอง เดิมตั้งใจชวนท่านอยู่ทานอาหารง่ายๆ สักมื้อ แต่ทราบว่าซื่อจื่อธุระรัดตัว ข้าน้อยยังคงไม่รบกวน จูเฉิง ส่งเยียนซื่อจื่อ”

เยียนสวินยิ้มไม่ใส่ใจ กล่าววาจาตามมารยาทกับจูเก่อเยว่สองสามคำ แล้วหมุนกายจากไป ขณะที่ล่วงผ่านข้างกายฉู่เฉียว พลันก้มกระซิบเบาๆ “เด็กน้อยอันร้ายกาจ ทำร้ายผู้คนอีกแล้ว”

ฉู่เฉียวสะดุ้งเงยหน้าขึ้น เห็นเยียนสวินยิ้มจากไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่าร่างตั้งตระหง่าน สีหน้าสุขุม บุคลิกราวกับโตเป็นผู้ใหญ่แล้วกระนั้น ไหนเลยเหมือนกับคุณชายเจ้าสำราญหน้าทะเล้นเมื่อครั้งที่อยู่กับนาง

“ซิงเอ๋อร์” สุ้มเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากด้านหลัง เด็กหญิงหันกลับไป เพียงเห็นจูเก่อเยว่ใบหน้าบึ้งตึง กล่าวเนิบๆ ว่า “ตามข้ากลับไป”

ฉู่เฉียวถอนใจนิดหนึ่ง โชคร้ายจริงๆ โดนจับได้คาหนังคาเขา รีบคิดก่อนดีกว่าจะรับมือจิ้งจอกน้อยตัวนี้อย่างไร

เด็กหญิงแปดขวบเดินหน้าละห้อยตามหลังจูเก่อเยว่ ในสมองเริ่มเรียบเรียงเรื่องโศกเศร้ารันทดในอดีตของตัวเองอย่างเร็วรี่ แต่กลับไม่เห็นแววตาของจูเก่อเยว่ที่เดินอยู่ข้างหน้า ในความเคร่งขรึมแฝงแววกระหยิ่มแบบเด็กๆ ไว้สองส่วน เพียงไม่ทราบว่ากระหยิ่มยิ้มย่องเรื่องอะไร

หนังสือแนะนำ