ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 2 ฉันหวังว่าเขาจะไม่มีความสุข

ในออฟฟิศยังเปิดไฟสว่าง ซูอวิ้นจิ่นเดินเข้าไป เห็นลู่ลู่ฟุบหลับอยู่ตรงโต๊ะทำงาน ลู่ลู่เป็นเด็กฝึกงานที่เพิ่งเข้ามาไม่นาน ถูกส่งมาฝ่ายการตลาดเพื่อช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ  เลยกลายมาเป็นลูกน้องของซูอวิ้นจิ่น เด็กสาวฉลาดหัวไว แม้จะพูดมากจนน่าตกใจ แต่ก็ไม่ใช่คนน่ารำคาญ

วันนี้ลู่ลู่มาทำงานสาย นับเป็นครั้งที่สองแล้วของเดือนนี้ ซูอวิ้นจิ่นไม่ใช่หัวหน้าที่เข้มงวด น้อยครั้งที่เธอจะตำหนิหรือก้าวก่ายลูกน้อง ส่วนใหญ่จะนิ่งเงียบเสียมากกว่า แต่ใครขยันใครเอาเปรียบใครคล่องแคล่วใครเฉื่อยชาเธอสังเกตอยู่ตลอด รู้ว่าควรทำโทษหรือตกรางวัล แต่กับเด็กฝึกใหม่ที่ร่าเริงซุกซนอย่างลู่ลู่ เธอมักยอมผ่อนปรนให้มากกว่าคนอื่นเสมอ ขอเพียงไม่ทำผิดเรื่องใหญ่ๆ  บางครั้งหากทำพลาดเล็กน้อยเธอก็จะเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะเธออิจฉาความเยาว์วัยที่ไม่ต้องคำนึงถึงสิ่งใดของลู่ลู่ เธอเองก็เคยอยู่ในวัยนี้ แต่ซูอวิ้นจิ่นในตอนนั้นเป็นยังไงน่ะหรือ อ่อนไหว เก็บตัว เงียบขรึม เข้าถึงยาก เธอเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมตอนนั้นต้องปิดกั้นตัวเองถึงขนาดนั้น แม้แต่ความรักก็เปลี่ยนความน้อยเนื้อต่ำใจของเธอไม่ได้...สุดท้ายเธอจึงต้องเสียมันไป

ไม่รู้เป็นเพราะอายุมากขึ้นหรือไม่ ถึงทอดถอนใจไร้สาระบ่อยขึ้นเรื่อยๆ  ซูอวิ้นจิ่นก้าวไปสะกิดลู่ลู่ซึ่งกำลังหลับสนิท แค่สะกิดเบาๆ ลู่ลู่ก็สะดุ้งตื่นด้วยสีหน้าหวาดกลัวสุดขีด ท่าทางของอีกฝ่ายทำให้เธอตกใจ มีอะไรที่ทำให้เด็กสาวซึ่งกำลังอยู่ในวัยสดใสขวัญเสียขนาดนี้

“ฉันเอง ดึกป่านนี้เธอยังอยู่ทำอะไรที่ออฟฟิศ”

“พี่ซู...พี่ไปร่วมงานแต่งของอดีตศัตรูหัวใจไม่ใช่เหรอ ฉัน...ฉันกำลังทำโอที!” ลู่ลู่กะพริบตาตอบ

ซูอวิ้นจิ่นมองคราบน้ำลายบนแฟ้มเอกสารที่อีกฝ่ายฟุบหลับเมื่อครู่ เลือกที่จะไม่แสดงท่าทีอะไรกับคำตอบของเธอ

“งั้นตอนนี้เธอก็ควร ‘เลิกงาน’ ได้แล้ว ดึกมากแล้ว กลับบ้านเถอะ”

คำว่า “กลับบ้าน” ทำให้ลู่ลู่เหม่อลอยไปชั่วขณะ แต่เพียงครู่เดียวเธอก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง พูดกับซูอวิ้นจิ่น “พี่ซู ฉันว่าคืนนี้เราสองคนควรออกไปหาที่ดื่มนะ”

ซูอวิ้นจิ่นได้ยินดังนั้นก็นึกขำ รอดูว่าเธอมีจุดประสงค์อะไร เป็นไปตามคาด ลู่ลู่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “ฉันไม่อาจเสียเวลาอันมีค่าไปกับการนอน ส่วนพี่ พี่ซู พี่ไปร่วมงานแต่งของอดีตศัตรูหัวใจมา แล้วไม่รู้สึกอะไรเลยเหรอ ศัตรูหัวใจแต่งงานไปแล้ว แต่พี่ยังโสด ในเมื่อเป็นโสด ก็ยิ่งไม่อาจอยู่อย่างเดียวดายกลางค่ำคืนอันยาวนาน พี่รู้ไหมว่าความเหงาเป็นคู่อาฆาตของผู้หญิง ยามบุปผาผลิบานพึงเด็ดไว้ อย่าปล่อยให้...”

“หยุด!” ซูอวิ้นจิ่นเอ่ยแทรกความเห็นที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลของเธอ ดูท่าปกติเธอจะตามใจเด็กสาวคนนี้มากเกินไป ถึงทำให้อีกฝ่ายกลายเป็นคนเพี้ยนๆ แบบนี้ แต่พอมาคิดดูแล้วสิ่งที่เด็กสาวพูดก็ไม่ใช่ไร้เหตุผลเสียทีเดียว จู่ๆ ซูอวิ้นจิ่นก็รู้สึกว่า การออกไปดื่มนั้นน่าดึงดูดใจกว่าอ่านบันทึกการประชุม บางทีเธออาจต้องการการพักผ่อนบ้างจริงๆ

“เธอจะไปที่ไหน”

“พี่ตามฉันมาแล้วกัน”

ลู่ลู่พาซูอวิ้นจิ่นไปยังสถานที่แห่งหนึ่งชื่อ “จั่วอั้น (ฝั่งซ้ายของแม่น้ำ)” ว่ากันว่าเธอเคยเป็นพนักงานเสิร์ฟที่นี่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อันที่จริงซูอวิ้นจิ่นรู้จัก “จั่วอั้น” มาก่อน หลายปีนี้เธอค่อยๆ เปลี่ยนการใช้ชีวิต ไม่ตัดขาดจากโลกภายนอกเหมือนตอนอยู่กับเฉิงเจิง บางครั้งหลังเลิกงานจะไปสังสรรค์กับเพื่อนเก่าหรือเพื่อนร่วมงานตามสถานบันเทิงต่างๆ ในเมือง ร้าน “จั่วอั้น” เป็นศูนย์รวมความบันเทิงแบบครบวงจรที่กำลังมาแรงในปีสองปีนี้ ตกแต่งอย่างมีสไตล์ อยู่ในระดับปานกลางค่อนไปทางสูง ค่อนข้างตอบรับความต้องการของกลุ่มคนทำงานยุคใหม่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ มันเป็นกิจการภายใต้ชื่อของจางเยวี่ย

หลังเลิกกับเฉิงเจิง ซูอวิ้นจิ่นกับจางเยวี่ยลูกพี่ลูกน้องของเฉิงเจิงก็แทบไม่ได้ติดต่อกัน แต่เสิ่นจวีอันสามีของจางเยวี่ยยังคงเป็นเพื่อนเธอ ซูอวิ้นจิ่นรู้ดีว่าคนอย่างเสิ่นจวีอัน หากหลงรักอาจช้ำใจได้ง่ายๆ  แต่หากรักษาระยะห่างอย่างเหมาะสม เขาจะเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดคนหนึ่งเลยทีเดียว ตลอดเวลาที่ผ่านมา เสิ่นจวีอันไม่เคยพูดถึงเรื่องที่เธอเลิกกับเฉิงเจิงต่อหน้าเธอแม้แต่คำเดียว ส่วนซูอวิ้นจิ่นก็น้อยครั้งจะถามถึงเรื่องรักๆ เลิกๆ ระหว่างเขากับจางเยวี่ย

สาวน้อยลู่ลู่ดื่มเหล้าไปไม่กี่แก้วก็เริ่มเมาได้ที่ ใบหน้าแดงก่ำ ทว่าดวงตากลับเจิดจ้ายิ่งกว่าตอนทำงาน สอดส่องมองหาหนุ่มหล่อท่ามกลางชายหนุ่มหญิงสาวกลุ่มใหญ่ราวกับเรดาร์ ซ้ำยังคอยเขย่าตัวซูอวิ้นจิ่นอย่างกระดี๊กระด๊า “พี่ซู ดูสิ ตรงนั้นมีคนหนึ่งหล่อมากเลย”

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นกำลังรับสายสวีจื้อเหิงซึ่งโทรเข้ามา เสียงจากฝั่งเธออึกทึกอย่างยิ่ง อีกฝ่ายถามว่าเธออยู่ไหน ซูอวิ้นจิ่นบอกตามตรงว่าตนอยู่ที่ “จั่วอั้น” เธอรู้ว่าสวีจื้อเหิงไม่มีทางมา ได้ยินว่าอดีตภรรยาของเขาพาลูกสาวจากไต้หวันมาหาเขา แม้เขาจะมีใจให้ซูอวิ้นจิ่น แต่ก็คงไม่ทิ้งลูกเมียมาตอนนี้แน่นอน

หลังซูอวิ้นจิ่นย้ายกลับมาสำนักงานใหญ่ ความรู้สึกที่สวีจื้อเหิงมีต่อเธอก็ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  ความจริงแล้ว ซูอวิ้นจิ่นก็กำลังลังเลว่าจะตอบรับหรือปฏิเสธดี หากรับไมตรี เธอก็รู้สึกว่าหนุ่มไต้หวันคนนี้ยังมีเยื่อใยกับอดีตภรรยา กลัวว่าตนเองจะทุ่มเทความรักโดยไม่ลืมหูลืมตา เสียเวลามอบหัวใจให้ แต่หากปฏิเสธเด็ดขาด อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นเจ้านายของเธอ หลายปีนี้ไม่ว่าเต็มใจหรือไม่ ตนก็ได้รับการดูแลจากเขาไม่น้อย หากต้องการตัดขาดความสัมพันธ์อันคลุมเครือนี้ นอกเสียจากเธอออกจากบริษัทไปหางานใหม่ แต่เธอไม่มีต้นทุนพอที่จะไปตอนไหนก็ไป อาชีพการงานเป็นรากฐานในการดำรงชีวิตของเธอ เธอทุ่มเทให้กับอาชีพนี้มามากเหลือเกิน บอกให้ปลีกตัวออกมา ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสักนิด

เธอไม่มีแก่ใจคุยกับสวีจื้อเหิง จึงอ้างว่าได้ยินเสียงเขาไม่ชัดแล้วกดวางสาย จากนั้นมองไปตามทางที่ลู่ลู่ชี้บอกว่ามีหนุ่มหล่อ กลุ่มคนกำลังแดนซ์กระจาย ใครจะมองออกว่าคนไหนที่ “หล่อมาก” เธอพูดขึ้นอย่างไม่สนใจนัก “คงไม่ใช่พวก ‘หนุ่มหน้าหวาน’ ที่แยกไม่ออกว่าชายหรือหญิงอย่างที่เธอคลั่งไคล้หรอกนะ ฉันทนรับสไตล์แบบนั้นไม่ไหวแล้ว”

คาดว่าพอลู่ลู่หันไปมองอีกครั้งตัวเธอเองคงหาคนคนนั้นไม่เจอเหมือนกัน ตอบเสียงเซ็งๆ “เป็นหนุ่มหล่อจริงๆ ทั้งเท่ทั้งมีเสน่ห์ ไม่รู้หายไปไหนแล้ว” ซูอวิ้นจิ่นลอบรู้สึกขัน ทั้งที่อยู่ห่างกันขนาดนี้ แต่เธอก็ยังอุตส่าห์มองออกว่าอีกฝ่าย “มีเสน่ห์”

ลู่ลู่สังเกตเห็นท่าทีเบื่อหน่ายของเธอ ร้องโวยวาย “พี่ซู พี่เพิ่งอายุยี่สิบเก้าก็เลิกสนใจหนุ่มหล่อแล้วเหรอ อย่างนี้น่ากลัวมากนะ ผู้หญิงเราจำต้องมีความรักมาให้หัวใจชุ่มชื่น พี่ดูตัวเองสิ หน้าไร้สีเลือด แสดงว่าหยินหยางเสียสมดุล”

“เพ้อเจ้อละเธอน่ะ วันนี้ฉันแค่รู้สึกไม่สบายนิดหน่อย” ซูอวิ้นจิ่นยิ้มต่อว่า

ลู่ลู่หัวเราะคิก “ไปงานแต่งอดีตศัตรูหัวใจ รู้สึกสบายก็แปลกแล้ว”

เธอตาไวสังเกตเห็นว่าสีหน้าของซูอวิ้นจิ่นแข็งค้างเล็กน้อย เดิมเป็นคำพูดล้อเล่นที่ไม่ได้คิดอะไร เพราะปกติซูอวิ้นจิ่นใจดีกับเธอ ถึงได้กล้าพูดจาเล่นหัวขนาดนี้ เธอเพิ่งนึกได้ว่าเจ้านายของตนไม่ชอบพูดเรื่องส่วนตัวกับใคร พลันรู้สึกเสียใจที่ปากไว ได้แต่แลบลิ้นอย่างเจื่อนๆ พลางคิดหาทางเปลี่ยนเรื่อง

สิ่งที่ทำให้เธอคาดไม่ถึงคือซูอวิ้นจิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็พยักหน้า “คงใช่มั้ง”

ลู่ลู่ชะงัก รู้สึกได้ทันทีว่าตนล้วงเจอข้อมูลเด็ดเข้าให้แล้ว รีบเขย่าแขนเสื้อซูอวิ้นจิ่น ซักไซ้ตามประสาสาวช่างเมาท์ “พี่ซู หรือพี่บังเอิญเจอแฟนเก่ามา? เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”

“เธอรู้เรื่องหมดแล้ว จะให้ฉันเล่าอะไรอีกล่ะ” ซูอวิ้นจิ่นพูดยิ้มๆ

ลู่ลู่ตื่นเต้นกว่าเดิม “ที่แท้พี่เคยมีแฟนจริงๆ ด้วย ฉันคิดไว้อยู่แล้ว คนสวยๆ อย่างพี่จะไม่มีประสบการณ์ความรักได้ยังไง ‘แฟนเก่า’ ก็แปลว่าตอนนี้พวกพี่เลิกกันแล้วใช่ไหม ทำไมถึงเลิกล่ะ พี่ดีขนาดนี้ ต้องเป็นเพราะเขาแย่มากแน่ๆ  พี่ถึงได้แยกทางกับเขาใช่ไหม”

พอลู่ลู่เริ่มพ่นคำถาม ซูอวิ้นจิ่นก็ถึงกับมึน แต่ตอนนี้มีนกกระจอกเสียงเจื้อยแจ้วตัวนี้อยู่ด้วยก็ไม่แย่มากนัก เธอดื่มเหล้าไปสองสามอึก พูดกับนกกระจอกด้วยท่าทางเหม่อลอยเล็กน้อย “ไม่ เขาไม่แย่เลยสักนิด ตรงกันข้าม ตอนคบกันเขาดีกับฉันมาก ฉันคิดว่าคงไม่มีใครรักฉันได้มากเท่าเขาอีกแล้ว อาจเพราะเราสองคนไม่มีวาสนาต่อกัน แล้วก็ไม่มีด้านไหนเหมาะสมกันเลย” ซูอวิ้นจิ่นเองยังนึกแปลกใจที่จู่ๆ ตนจะเล่าเรื่องเหล่านี้ให้เด็กสาวฟัง บางทีการพบหน้าเฉิงเจิงอย่างไม่ทันตั้งตัวทำให้เธอกลายเป็นคนอ่อนแอ ต้องการหาใครสักคนมารับฟัง ต่อให้คนคนนั้นจะไม่น่าเชื่อถือนักก็ตาม

“พี่คงคิดถึงเขามากสินะ” ลู่ลู่นิ่งฟังอย่างตั้งใจ และไม่ลืมที่จะถามอย่างเห็นใจ

ซูอวิ้นจิ่นส่ายหน้า “อันที่จริงหลายปีมานี้ ฉันนึกถึงเขาน้อยมาก เมืองนี้ก็ไม่นับว่าใหญ่ แต่ฉันไม่เคยเจอเขาสักครั้ง ก่อนบังเอิญเจอเขาคืนนี้ ฉันคิดว่าฉันลืมเขาได้แล้ว”

ลู่ลู่ทำตาโต “ฉันจินตนาการไม่ออกเลย สมมติฉันบังเอิญไปเจอคนที่เคยรักแล้วจะเป็นยังไง”

“ฉันเคยคิดหลายครั้ง หากพบเขาอีกครั้ง สิ่งเดียวที่ฉันปรารถนาคือ...ฉันหวังว่าเขาจะไม่มีความสุข อย่างน้อยก็อย่ามีความสุขมากกว่าฉัน” ซูอวิ้นจิ่นแกว่งแก้วเหล้าไปมา

ลู่ลู่มีหรือจะเคยได้ยินเรื่องพวกนี้ ถามอย่างอึ้งๆ “ทำไมล่ะ”

ซูอวิ้นจิ่นหลุบตาลง “เพราะฉันยังทำใจไม่ได้ มีหลายครั้งที่ฉันนึกเกลียดเขา...แต่ส่วนใหญ่แล้ว ฉันรักเขา ฉันคิดแบบนี้เลวมากใช่ไหม” เธอยิ้มพลางพูดติดตลก “ดังนั้นคนเลวจึงต้องรับกรรม วันนี้ตอนเจอเขาอีกครั้ง เขามีความสุขดี มีความสุขมากกว่าฉันหลายเท่า”

“พี่ซู ฉันไม่เข้าใจ ถ้าพี่ยังรักคนคนนั้น ทำไมถึงไม่กลับไปหาเขา ไม่ว่าจะขาดการติดต่อกันยังไง แต่คนสองคนที่เคยรักกัน แถมยังอยู่ในเมืองเดียวกัน ต้องหากันเจอได้อยู่แล้ว” ลู่ลู่เอ่ยถามอย่างข้องใจ

น้ำเสียงของซูอวิ้นจิ่นเจือแววเศร้าสร้อย “ปีสองปีแรก ฉันไม่เต็มใจไปหาเขา เพราะละวางศักดิ์ศรีไม่ได้ และลืมความเจ็บปวดในตอนแรกไม่ลง คิดแต่ว่าต่อให้คนสองคนกลับมาคบกันอีกครั้งแล้วจะทำอะไรได้ แต่ไหนแต่ไรก็ไม่มีใครบังคับให้เราเลิกกัน เราเองต่างหากที่ไม่รู้ว่าจะรักกันยังไง ที่ฉันเลิกกับเขา ไม่ใช่เพราะการเข้าใจผิด แล้วก็ไม่ใช่ความบังเอิญ แต่เป็นเรื่องที่ช้าเร็วก็ต้องเกิดขึ้น ต่อมาฉันค่อยๆ คิดได้ แต่ก็หันกลับไปไม่ได้แล้ว ฉันไม่กล้าไปหาเขา กลัวว่าเขาจะมีคนอื่นอยู่ข้างกาย กลัวว่าพอเขาไปจากฉันก็ได้พบกับความสุข เราสองคนเคยใกล้ชิดกันจนเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายอีกฝ่าย แต่วันนี้ ทั้งที่เขาอยู่ในสายตาของฉัน แต่กลับไม่ได้อยู่ในชีวิตของฉันอีกต่อไป กลายเป็นแฟน เป็นสามี เป็นพ่อของลูกคนอื่น แค่นึกถึงตรงนี้ฉันก็รับไม่ไหวแล้ว สู้อย่าเจอกันดีกว่า อย่างน้อยก็ยังหลอกตัวเองได้ พอชิน แม้จะไม่มีเขา แต่ฉันก็ยังมีชีวิตของฉันเองอยู่ดี ไม่แน่อาจได้เจอผู้ชายอีกคน แต่งงาน มีลูก แก่ไปด้วยกัน คนเราไม่มีทางใช้ชีวิตต่อไปไม่ได้เพราะขาดใครบางคนไปหรอก”

“แต่ฉันคิดเสมอว่า คนรักกันควรฟันฝ่าอุปสรรคเพื่อให้ได้อยู่ด้วยกัน” เด็กสาวแรกรุ่นที่ไม่เคยมีความรักพูดอย่างดื้อรั้น

“อาจจะใช่ ฉันเป็นแบบที่ไม่ควรเอาอย่าง ไม่ควรทำลายความรักในอุดมคติของเธอ”

ทั้งคู่กำลังพูดคุยกัน มือถือของซูอวิ้นจิ่นพลันดังขึ้น หน้าจอขึ้นว่าเป็นเบอร์แปลกหน้า เธอกดรับสาย อีกฝ่ายคล้ายอยู่ในที่ที่มีเสียงอื้ออึงเช่นเดียวกับตน ปลายสายไม่มีเสียงพูด ขณะงุนงง หญิงสาวคนหนึ่งก็เดินฝ่ากลุ่มคนก้าวตรงมาหาเธอ

“ไม่ทราบคุณใช่คุณซูอวิ้นจิ่นหรือเปล่าคะ” เมื่อมองใกล้ๆ  หญิงสาวคนนั้นน่าจะอายุราวๆ สามสิบกว่าปี แต่แต่งหน้าเรียบหรู แต่งกายประณีต น้ำเสียงเจือสำเนียงนุ่มหวานอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวไต้หวัน

ซูอวิ้นจิ่นมีท่าทีระแวดระวังขึ้นมาทันที แต่เมื่อเห็นอีกฝ่ายท่าทางสุภาพ กิริยานุ่มนวล ตนจะเสียมารยาทคงไม่ดี จึงพยักหน้าตอบ “ใช่ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณคือ...” ยังพูดไม่ทันจบ วิสกี้ยี่ห้อแจ็ก แดเนียลส์ครึ่งแก้วที่ลู่ลู่วางไว้บนโต๊ะบาร์ก็ถูกสาดใส่หน้าเธอ ลู่ลู่ร้องกรี๊ด แขกคนอื่นที่กำลังหาความสุขพากันหันมามอง

ซูอวิ้นจิ่นเช็ดเหล้าที่กระเด็นเข้าตาออกเบาๆ  มองมือที่ทาเล็บสีแดงซึ่งกำลังถือเหล้าแก้วนั้น ในใจพอจะเดาสถานะและจุดประสงค์ของอีกฝ่ายออกแล้ว

“สามีฉันแซ่สวี เธอสามารถเรียกฉันว่าคุณนายสวี ยินดีที่ได้พบ คุณซู” น้ำเสียงของผู้หญิงคนนั้นนุ่มนวลรื่นหู ราวกับสนทนาสัพเพเหระ

ลู่ลู่ซึ่งอยู่ข้างๆ เพิ่งหายจากอาการตกใจ รีบส่งกระดาษทิชชู่ให้ซูอวิ้นจิ่น ซูอวิ้นจิ่นยื่นมือรับ เช็ดคราบเหล้าบนเส้นผมและใบหน้าออกช้าๆ  ขณะเดียวกันก็ค่อยๆ ตั้งสติจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเมื่อครู่ ภาพนี้ช่างคุ้นตานัก เธอจำได้ว่าตนเคยสาดน้ำเย็นครึ่งแก้วใส่เฉิงเจิง ที่แท้ความรู้สึกตอนของเหลวไหลจากศีรษะไล่มาตามใบหน้าเป็นอย่างนี้นี่เอง

“วิธีทักทายของคุณนายสวีไม่ซ้ำใครจริงๆ”

ผู้หญิงที่เรียกตัวเองว่าคุณนายสวีเม้มปากยิ้มพลางสำรวจซูอวิ้นจิ่น พูดเสียงถากถาง “หน้าตาก็ดี ดูไม่เหมือนพวก ผู้หญิงชั้นต่ำ สวีจื้อเหิงสายตาเฉียบคมขึ้น ฉันไม่เข้าใจเลยว่า ทำไมผู้หญิงจีนแผ่นดินใหญ่ที่หน้าตาพอดูได้อย่างพวกเธอถึงอยากเป็นเมียน้อยจนตัวสั่น”

ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นเช็ดเหล้าบนใบหน้าออกหมดแล้ว เธอปัดผมที่เปียกแนบหน้าผากออก ตอบพร้อมรอยยิ้ม “ฉันก็สงสัยเหมือนกัน ทำไมผู้หญิงไต้หวันอย่างพวกคุณพอมีอายุเข้าหน่อยก็เป็นได้แค่เมียที่ถูกทิ้ง จากนั้นวันๆ ก็ออกอาละวาดใส่คนที่ทึกทักเอาว่ามาแย่งสามีตัวเอง”

“จะมากไปแล้ว!” คุณนายสวีรักษารอยยิ้มไม่ได้อีกต่อไป มือเรียวงามตวัดออกไปเต็มแรง

ซูอวิ้นจิ่นคว้ามืออีกฝ่ายไว้ได้ น้ำเสียงเปลี่ยนเป็นเยียบเย็น “คุณนายสวี ฉันไม่สนว่าคุณเป็นคุณนายสวีจริงๆ หรืออดีตคุณนายสวี คุณอาจรู้สึกว่าคำเรียกขานนี้สำคัญกับคุณมาก แต่ใช่ว่าจะสำคัญสำหรับฉัน”

คุณนายสวีลดมือลงอย่างอ่อนแรง กัดฟันพูด “เธอจะรู้อะไร ฉันคบกับเขาตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย อยู่กินกันมาสิบปี เธอมันก็แค่คนแพศยาที่หวังชุบมือเปิบ!”

“ฉันกับสวีจื้อเหิงไม่ได้เป็นอะไรกัน ถ้าคุณโกรธก็ควรไปลงที่เขา เพราะคนที่ไปจากคุณคือเขา ไม่ใช่ฉัน”

“ฉันรู้แต่ว่าถ้าไม่มีเธอ เขาไม่มีทางยอมหย่าโดยไม่ลังเลแบบนี้!”

ผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อถึงคราวสิ้นหวังโดดเดี่ยวอย่างที่สุด จะแต่งหน้าดูดีขนาดไหนก็ปกปิดความเหนื่อยล้าแก่ชราไว้ไม่มิด

“ฉันจะพูดอีกครั้ง เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ถ้าฉันเป็นคุณ แทนที่จะมาลงไม้ลงมือที่นี่ สู้เอาเวลาไปคิดเรื่องสามีดีกว่า ไม่ใช่ปล่อยให้ความสัมพันธ์ของพวกคุณเลวร้ายถึงขีดสุด เชื่อว่าน่าจะเหนี่ยวรั้งเขาได้มากกว่าสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่”

“เธอไม่ต้องมาใช้คำพูดสวยหรูกับฉัน เธอกล้าลั่นวาจาสาบานไหมว่าเธอไม่มีวันคบกับสามีฉัน”

“ฉันสาบาน!” ซูอวิ้นจิ่นหยุดเว้นชั่วครู่ก่อนจะพูดต่อ “ฉันกับสามีคุณจะไม่มีความสัมพันธ์อื่นใดนอกเหนือไปจากเพื่อนร่วมงาน มิฉะนั้น...มิฉะนั้นขอให้ชีวิตนี้ฉันไม่ได้อยู่กับคนที่ฉันรัก”

พอเธอพูดจบก็รู้สึกว่าน่าหัวเราะ คำสาบานนี้ดูร้ายแรงกับเธอตรงไหน

แต่คุณนายสวีได้ยินดังนั้นกลับชะงักอึ้ง เดิมตั้งใจจะเอาเรื่องจนถึงที่สุด ไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะยกธงขาวเร็วขนาดนี้ เดิมเธอก็ไม่ใช่ผู้หญิงอารมณ์ร้าย “ได้ ทางที่ดีเธอควรจำคำพูดวันนี้ให้ขึ้นใจ” ก่อนน้ำตาหลั่งริน เธอเชิดหน้าจากไป

“เฮ้ย! สาดน้ำใส่คนอื่นแล้วเดินหนีไปง่ายๆ อย่างนี้ได้ไง!” ลู่ลู่ไม่ยอมรามือ ทำท่าจะเรียกอีกฝ่าย

ซูอวิ้นจิ่นจับแขนลู่ลู่ เอ่ยขึ้น “ถึงยังไงเขาก็เป็นภรรยาของหัวหน้าสวี ล่วงเกินเขาไม่ส่งผลดีต่อเธอ ไปเถอะ ยังเป็นเป้าสายตาไม่พออีกหรือไง”

เธอจูงมือลู่ลู่ แสร้งทำเป็นมองไม่เห็นกลุ่มคนมุงมองรอบด้าน เดินออกไปอย่างเร่งรีบ

กระทั่งขึ้นรถ ลู่ลู่ถึงถามเธออย่างกล้าๆ กลัวๆ “พี่ซู พี่กับหัวหน้าสวี...”

“ฉันกับเขา...” เดิมเธอคิดจะตอบว่าตนกับสวีจื้อเหิงไม่ได้เป็นอะไรกัน แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปาก ตนกลับนึกสงสัยความจริงเท็จของคำพูดนี้ จริงอยู่ที่ทั้งคู่ยังไม่พัฒนาไปเป็นคนรัก แต่เธอจำต้องยอมรับว่าตัวเองก็หวั่นไหว สองวันก่อนตอนสวีจื้อเหิงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะจัดการเรื่องทั้งหมดและมอบอนาคตให้เธอ เธอแทบจะตอบรับ คิดจะลองให้โอกาสกับเธอและเขา แต่สุดท้ายก็ไม่อาจตัดสินใจเด็ดขาด ตอนนี้มาคิดอีกที ความรอบคอบก็ไม่ใช่เรื่องแย่ “เราสองคนไม่ได้เป็นอย่างที่ภรรยาเขาคิด”

“แต่ฉันรู้สึกว่าหัวหน้าสวีชอบพี่มากเลยนะ” ลู่ลู่ยังคะยั้นคะยอถาม

ซูอวิ้นจิ่นอึ้งไปเล็กน้อย หรือความรู้สึกที่สวีจื้อเหิงมีต่อเธอ และความคลุมเครือที่มีอยู่จริงระหว่างทั้งคู่ดำเนินมาถึงขั้นที่ทุกคนรู้เรื่องหมดแล้ว?

“ฉันเดาเอาน่ะ ตอนประชุมเขาชอบมองพี่ ฉันเคยเห็นตอนรินชา” ลู่ลู่เน้นย้ำ “แล้วฉันก็เคยได้ยินมาว่าเขาหย่าแล้ว ถ้าพี่รักเขา ก็ไม่ต้องไปสนผู้หญิงคนนั้น!”

“บางทีปัญหาอาจอยู่ที่ว่า ฉันไม่รู้ว่าฉันรักเขาหรือเปล่า”

สวีจื้อเหิงหล่อเหลา เอาใจใส่ มีเสน่ห์ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน หลายปีนี้เขาช่วยซูอวิ้นจิ่นเรื่องงานไม่น้อย แม้ไม่ใช่ไม่หวังสิ่งตอบแทนเสียทีเดียว แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นผู้ชายที่ชวนให้หวั่นไหว การที่เธอไม่รับรักเขา เป็นเพราะจิตสำนึกอันแรงกล้ากำลังทำหน้าที่หรือ ซูอวิ้นจิ่นมีความคิดบ้าคลั่งอยู่อย่างหนึ่ง เธอลองคิดว่าถ้าเฉิงเจิงปล่อยมือแฟนสาวแล้วเดินมาหาเธอ ต่อให้แฟนเขากำลังท้อง ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าทำแบบนี้ไม่ถูก แต่เธอก็อดละอายใจไม่ได้เมื่อพบว่า ตนไม่ได้หนักแน่นถึงเพียงนั้น ผลลัพธ์นี้ทำให้เธอหวั่นกลัวอย่างยิ่ง

“พี่ซู ฉันอยากรู้เรื่องในอดีตของพี่กับแฟนพี่จริงๆ  พี่เล่าให้ฉันฟังหน่อยสิ”

ซูอวิ้นจิ่นเหลือบมองลู่ลู่ ถามขึ้น “เธอเคยได้ยินเรื่องซินเดอเรลล่าไหม”

“เคยสิ ซินเดอเรลล่าสวมรองเท้าแก้ว ได้ครองคู่กับเจ้าชายอย่างมีความสุข”

“ที่ฉันจะเล่าคือเรื่องราวหลังจากนั้น...พวกเขาอยู่อย่างมีความสุขไม่กี่ปี ก็เริ่มทะเลาะกันไม่จบสิ้น สุดท้ายเอารองเท้าแก้วมาขว้างใส่กัน จนต่างฝ่ายต่างเลือดตกยางออก”

ลู่ลู่ตกตะลึงอ้าปากค้าง ตรงช่องว่างระหว่างตึกสูงไกลออกไปมีแสงสีม่วงแลบปลาบ ตามด้วยเสียงฟ้าร้องครืนคราง ซูอวิ้นจิ่นไม่รีบร้อนเล่าเรื่องราวที่ทำลายความฝันอันสวยงามของเด็กสาวเรื่องนั้น เพียงเงยหน้ามองฟ้า สายฝนในฤดูร้อนมักมาเยือนตอนที่เราไม่ทันระวังตัวอย่างที่สุด ประหนึ่งการพบพานอีกครั้ง

หนังสือแนะนำ

Special Deal