ที่แท้เธอยังอยู่ตรงนี้ เล่ม 1

บทที่ 1 ยังไงก็ต้องเจอกันเข้าสักวัน

วันนี้หลังเลิกงานซูอวิ้นจิ่นไม่ได้อ้อยอิ่งอยู่ที่ห้องทำงาน ขณะที่เธอเติมแป้งในห้องน้ำ ก็เจอลู่ลู่เด็กฝึกงานช่างพูดโดยบังเอิญ

“พี่ซู วันนี้พี่มีธุระเหรอ กระโปรงชุดนี้สวยจังเลย! เดี๋ยวพี่จะไปพบลูกค้า ไปหาเพื่อน ไปเดต หรือไปดูตัว? ไม่ตอบก็แปลว่ายอมรับนะ! แต่พี่ยอมรับข้อไหนอะ พี่บอกฉันหน่อยสิ! ไปพบลูกค้า? ไปหาเพื่อน? ไปเดต? ไปดูตัว?...พี่ส่ายหน้า? ไม่ได้ไปพบลูกค้า? ไม่ได้ไปหาเพื่อน? ไม่ได้ไปเดต? ไม่ได้ไปดูตัว...”

หากไม่ตัดบทเธอ ซูอวิ้นจิ่นเชื่อว่าอีกฝ่ายคงพูดซ้ำไปซ้ำมาจนโลกแตกก็ยังไม่ยอมหยุด จึงปิดตลับแป้ง ตอบสั้นกระชับ “ฉันจะไปงานแต่ง...งานแต่งของอดีตศัตรูหัวใจ!”

พูดจบเธอก็เดินเชิดออกไปโดยไม่สนใจเสียงโอดครวญของลู่ลู่ มีวิธีอะไรที่ลงโทษสาวช่างเมาท์ได้น่ะหรือ ง่ายมาก...บอกความลับเธออย่างหนึ่ง แต่อย่าบอกทั้งหมดไงล่ะ

พิธีแต่งงานจัดขึ้นที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งแถวชานเมือง การเดินทางราบรื่นอย่างยิ่ง เจอแต่ไฟเขียวตลอดทาง ทางแยกที่ขึ้นชื่อเรื่องรถติดก็วิ่งฉลุยอย่างไม่น่าเชื่อ ซูอวิ้นจิ่นรู้สึกประหลาดใจกับความโชคดีในวันนี้ จากนั้นเธอขับรถคู่ใจเข้าสู่ลานจอดรถกลางแจ้ง ตาไวเหลือบเห็นที่จอดรถทำเลเยี่ยมกำลัง “กวักมือ” ให้เธอ ดูท่าความโชคดียังมาเยือนอย่างต่อเนื่อง เธอหมุนพวงมาลัยเตรียมถอยเข้าที่จอด ทันใดนั้นวัตถุสีดำขนาดใหญ่คันหนึ่งพลันพุ่งตรงมา ชิงเสียบเข้าที่จอดนั้นอย่างหน้าด้านๆ จนเกือบชนไฟท้ายรถเธอ

คนที่มีตาย่อมมองออกว่าเธอกำลังถอยรถอย่างตั้งอกตั้งใจ แม้แต่คนที่ไม่ค่อยโกรธใครอย่างซูอวิ้นจิ่นยังเริ่มมีน้ำโห เธอเปิดกระจกรถทำท่าจะต่อว่าเจ้าของรถที่ไร้เหตุผลคนนั้น ขับรถสปอร์ตแล้วยังไง รถดีใช่ว่าเจ้าของจะดี แต่แล้ววินาทีถัดมา จู่ๆ เธอก็นึกขอบคุณกระจกไฟฟ้าที่ค่อนข้างเชื่องช้าของตน เพราะเธอเห็นว่ามีคนก้าวลงจากรถคันนั้น เดินอ้อมไปเปิดประตูที่นั่งฝั่งข้างคนขับ ประคองหญิงมีครรภ์คนหนึ่งลงมาอย่างระมัดระวัง

หากเปลี่ยนอารมณ์และสถานที่ ซูอวิ้นจิ่นคงมองว่าเหตุการณ์เบื้องหน้านี้ช่างเป็นภาพที่สวยงามและอบอุ่น ฝ่ายชายสูงใหญ่ผึ่งผาย ฝ่ายหญิงบอบบางน่าทะนุถนอม จากอากัปกิริยาของเขาสามารถมองออกถึงความห่วงใยที่มีต่อคนข้างกาย ทั้งสองเห็นได้ชัดว่าเป็นคู่รักหวานชื่น...ไม่สิ ต้องเรียกว่าพ่อแม่ลูกถึงจะถูก เพราะยังมีเด็กในท้องของหญิงสาวอีกคน

ตอนนี้เป็นเวลาพลบค่ำ ซูอวิ้นจิ่นนั่งอยู่ในรถ รู้สึกท้องฟ้าค่อยๆ มืดลงทีละน้อย ความมืดมิดกลืนกินผืนฟ้าผืนดิน คลี่คลุมทั่วทุกแห่งหน บดขยี้ทุกอย่างเป็นฝุ่นผง เหลือเพียงสามีภรรยานอกรถคู่นั้น

ไม่ใช่ไม่เคยคิดว่ายังไงก็ต้องเจอกันเข้าสักวัน เธอคิดว่าตนเองชิงปล่อยวางก่อนแล้ว จะเลวร้ายขนาดไหนก็สามารถยิ้มรับอย่างสงบ หารู้ไม่ว่า ที่แท้ก็ทำไม่ได้แม้แต่นิดเดียว ชั่วเวลานี้ เลือดเนื้อทุกส่วนในร่างคล้ายไม่ใช่ของเธอ เธอนั่งนิ่งงันอยู่อย่างนั้น มองเขาล็อกรถ กระซิบกับผู้หญิงคนนั้น อมยิ้มมองท้องนูนโตของเธอ แล้วทั้งคู่ก็เดินจูงมือห่างออกไป

เพราะมีกระจกหน้าต่างรถกั้น เขาจึงมองไม่เห็นเธอ

ซูอวิ้นจิ่นไม่ขยับ ประหนึ่งเชื่อมติดกับเบาะรถ ไม่รู้ตัวว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด มีคนเคาะกระจกรถเธอเบาๆ  เธอสะดุ้ง เห็นว่าเป็น รปภ.ของรีสอร์ต เขาโบกมือเป็นเชิงให้เธอเคลื่อนรถเข้าที่จอดให้เรียบร้อย เธอขับตามท่าทางที่ รปภ. ชี้บอกราวกับเป็นหุ่นยนต์  หลังดับไฟรถก็รู้สึกมือเท้าเย็นเฉียบ ความเฝื่อนขมระคนปวดร้าวแล่นพลุ่งขึ้นมาจากกระเพาะ เธอรีบเปิดประตูรถออก โซเซไปด้านหนึ่ง ใช้มือข้างหนึ่งยันต้นปาล์มที่ใช้ตกแต่งสถานที่ โน้มตัวส่งเสียงโอ้กอ้าก

“เธอโอเคไหม”

เธอเงยหน้าขึ้นตามเสียง เห็นดวงตาที่ไม่ว่าเมื่อใดก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่เปลี่ยน คนคนนี้ก็คือโจวจื่ออี้เพื่อนสมัยมัธยมของเธอ สภาพนี้ถ้าเธอบอกว่าไม่เป็นไร แม้แต่เด็กสามขวบก็ไม่เชื่อ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนเจ้าเล่ห์อย่างโจวจื่ออี้ ซูอวิ้นจิ่นรับกระดาษทิชชู่ที่เขายื่นส่งให้พลางยิ้มขอบคุณ เธอเพิ่งสังเกตเห็นว่าหน้าผากและฝ่ามือของตนล้วนชุ่มไปด้วยเหงื่อ หน้าตาคงน่ากลัวมากเป็นแน่

โจวจื่ออี้ยิ้มถอนใจ “ยังไงเธอกับเมิ่งเสวี่ยก็นับว่าเคยรักผู้ชายคนเดียวกัน มางานแต่งของอีกฝ่ายด้วยสภาพนี้ เธอจะถ่อมตัวมากไปหน่อยมั้ง ถ้าฉันเป็นเมิ่งเสวี่ย ความรู้สึกที่ชนะโดยไม่ต้องรบคงแย่มากแน่ๆ”

“สงสัยฉันจะกินอะไรผิดสำแดงมา”

โจวจื่ออี้หรี่ตายิ้มๆ “อืม สิ่งผิดสำแดงที่เธอกินเรียกว่า ‘ยาพบคนเคยคุ้น’ ถ้าจู่ๆ ฉันกินเข้าไปคงพะอืดพะอมน่าดูเหมือนกัน ไปเถอะ ฉันไม่ถือสาถ้าจะประคองเธอ”

ซูอวิ้นจิ่นเห็นเขายิ้มระรื่น พลันนึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ ที่เธอมาร่วมงานแต่งงานวันนี้ เพราะเมิ่งเสวี่ยผู้เป็นเจ้าสาวพูดดักคอตอนแจกการ์ด ทำนองว่าหากเธอไม่มา แสดงว่ายังติดใจเรื่องในอดีต และอีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ มั่วอวี้หวาเพื่อนสนิทของเธอยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า คนที่เธอไม่อยากเห็นหน้าติดภารกิจที่อื่น ไม่มีทางปรากฏตัวในงานแต่งคืนนี้แน่นอน เธอลืมไปได้ยังไงกัน อวี้หวาหลอกคนไม่เป็นก็จริง แต่คนที่บอกข่าวเธอใช่ว่าจะเป็นอย่างนั้น ซึ่งข่าวคราวที่เกี่ยวข้องกับคนคนนั้น ทางเดียวที่มั่วอวี้หวาจะรู้ได้ก็คือผ่านทางจอมกะล่อนอย่างเจ้าหมอนี่

เธอสลัดมือของโจวจื่ออี้ที่ยื่นมาประคองอย่าง “หวังดี” คิดในใจว่าตนจะถอยตอนนี้ยังทัน ต่อให้เมิ่งเสวี่ยจะยกเรื่องนี้มาล้อก็ไม่เห็นเป็นไร ทว่าโจวจื่ออี้กลับโบกมือหย็อยๆ ให้คู่บ่าวสาวที่ออกมาต้อนรับแขกหน้าประตู เจ้าสาวโบกมือทักทายเขาอย่างตื่นเต้น ซูอวิ้นจิ่นแทบจะมองเห็นรอยยิ้มยั่วเย้าบนใบหน้าเมิ่งเสวี่ยได้เลยทีเดียว

เธอเดินไปพร้อมโจวจื่ออี้อย่างยอมรับชะตากรรม ตรงประตูมีคนยืนอยู่ไม่น้อย สิ่งที่ทำให้เธอสิ้นหวังคือคู่สามีภรรยาซึ่งออกจากที่จอดรถแต่แรกยังคงถามไถ่สารทุกข์สุขดิบอยู่กับคู่บ่าวสาว เมื่อเธอก้าวเข้าใกล้ ก็ได้ยินน้ำเสียงรัวเร็วทว่าผ่อนคลายของเมิ่งเสวี่ย

“...ใช่แล้ว ตอนนั้นฉันชอบเขามากจริงๆ  น่าเสียดายที่เขาไม่ชอบฉัน...ไม่เชื่อเธอถามสามีฉันดูสิ เรื่องพวกนี้เขารู้หมดละ...เพราะอะไรน่ะเหรอ ก็เจ้าชายมีสตรีในดวงใจแล้วยังไงล่ะ...อ๊ะ พูดถึงก็มาพอดี ซินเดอเรลล่าในตอนนั้นของพวกเรา”

เมิ่งเสวี่ยแววตาเป็นประกายตอนทักทายซูอวิ้นจิ่น หากไม่ใช่เพราะท่าทางหยอกล้อของเธอ ซูอวิ้นจิ่นคงยอมรับจากใจจริงว่าเธอเป็นเจ้าสาวที่สวยมาก รอบกายโอบล้อมด้วยรัศมีแห่งความสุข แน่นอนว่ารัศมีส่วนใหญ่มาจากเจ้าบ่าวข้างกายเธอ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเพราะได้แสดงละครฉากสนุกที่เรียกความครื้นเครงจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนในงานแต่งงานของตนเอง เมื่อเห็นซูอวิ้นจิ่นจนมุม เมิ่งเสวี่ยก็ถือว่าได้ระบายสิ่งที่อัดอั้นในใจหลายปีออกมา แม้ว่าตอนนี้พวกเธอจะเลิกโกรธแค้นอีกฝ่ายไปนานแล้วก็ตาม

“เฉิงเจิง เธอไม่แนะนำอวิ้นจิ่นให้เสี่ยวถงรู้จักเหรอ ไม่ใช่ว่าเธอไม่เคยพูดถึงอวิ้นจิ่นหรอกนะ” เมิ่งเสวี่ยถกชายกระโปรงชุดเจ้าสาว ก้าวไปด้านหน้าสองสามก้าวแล้วดึงตัวซูอวิ้นจิ่นมา รับหน้าที่แนะนำอย่างกระตือรือร้น “เสี่ยวถง นี่ไงคนที่แต่ก่อนเฉิงเจิงรักจนจะเป็นจะตาย แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาแล้ว อวิ้นจิ่น ฉันพูดถูกหรือเปล่า”

ซูอวิ้นจิ่นฝืนยิ้มเล็กน้อย สบสายตาจนใจของซ่งหมิงผู้เป็นเจ้าบ่าวเข้าพอดี เมิ่งเสวี่ยไม่สนใจ ควงแขนซูอวิ้นจิ่นพลางร้องเรียกช่างภาพงานแต่ง “พี่คะ รบกวนถ่ายรูปให้พวกเราหน่อยค่ะ คนที่เคยชอบ แฟนเก่า แฟนคนปัจจุบัน มีครบทุก Tense ขนาดนี้ เฉิงเจิง วันนี้ฉันแต่งงาน แต่ฉันว่าเธอต่างหากที่สมบูรณ์พูนสุขที่สุด!”

แสงแฟลชสว่างวาบ ซูอวิ้นจิ่นหลบแสงลำนั้นโดยสัญชาตญาณ สายตาพลันปะทะเข้ากับคนที่ยืนอยู่ข้างเมิ่งเสวี่ยซึ่งเอาแต่อมยิ้มไม่พูดไม่จา ฉากนี้คงเป็นสิ่งที่เขาอยากเห็นอยู่แล้วสินะ ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของเขาคงสะบัดหน้าเดินหนีไปแล้ว แต่เขากลับยอมอดทนปล่อยให้เมิ่งเสวี่ยกลั่นแกล้งตามสบาย อันที่จริงแล้ว พวกเขาล้วนเป็นผู้ชนะ เมิ่งเสวี่ยได้พบคนที่อยู่เคียงข้างชั่วชีวิต ส่วนเขาก็หาครึ่งชีวิตของตนจนพบ คนที่น่าหัวเราะเยาะมีแค่เธอคนเดียว

“พอได้แล้วน่า” ซ่งหมิงยิ้มปรามเจ้าสาวผู้โผงผางและเอาแต่ใจของตน

เมิ่งเสวี่ยก็รู้สึกว่าบรรลุปรารถนาแล้ว ทำมากกว่านี้คงไม่ดี จึงบอกให้คู่ของเฉิงเจิงกับโจวจื่ออี้เข้าไปนั่งด้านใน ก่อนจะเลิกคิ้ว ยิ้มพลางพูดกับซูอวิ้นจิ่น “ฉันนึกว่าเธอจะไม่มาแล้ว สีหน้าเธอไม่ค่อยดี คงไม่ได้เป็นเพราะเฉิงเจิงหรอกมั้ง...อวิ้นจิ่น ถ้าเธอไม่ยอมเผชิญหน้า ด่านนี้ก็ผ่านไปไม่ได้ นี่คือคำเตือนจากใจของคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างฉัน พวกเธอแยกทางกันนานแค่ไหนแล้ว สามปีหรือสี่ปี ไม่ใช่ว่าไม่เคยเจอหน้ากันหรอกนะ”

“ช่างเถอะ ฉันเข้าไปนั่งก่อน ยินดีกับพวกเธอด้วยนะ” ซูอวิ้นจิ่นหลีกเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องนี้ ยิ้มน้อยๆ ให้ซ่งหมิงแล้วเดินเข้าไปในโถงจัดงาน เธอกับเฉิงเจิงแยกทางกันนานแค่ไหนแล้วหรือ ไม่มีใครจำได้ดีไปกว่าเธอ จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ครบสี่สิบเอ็ดเดือนพอดี อันที่จริงเดี๋ยวนี้เธอนึกถึงคนคนนี้น้อยมาก น่าแปลกที่ตนยังจำความทรงจำในช่วงเวลานั้นได้แม่นยำขนาดนี้

ขอบคุณฟ้าดิน มั่วอวี้หวาเพื่อนสนิทของเธอมาถึงก่อนเวลา ทั้งยังจองที่นั่งไว้ให้เธอแล้ว ในที่สุดซูอวิ้นจิ่นก็ไม่ต้องบากหน้าไปนั่งร่วมโต๊ะกับเฉิงเจิงตามคำเชิญของโจวจื่ออี้

มั่วอวี้หวาเห็นซูอวิ้นจิ่นมีท่าทางว้าวุ่นใจก็เข้าใจทันที เธอยื่นน้ำอุ่นแก้วหนึ่งให้ซูอวิ้นจิ่น พูดขึ้น “เป็นความผิดฉันเอง ถ้าไม่ใช่ฉันบอกว่าเขาจะไม่มาวันนี้ เธอก็...”

“ไม่เกี่ยวกับเธอ เมืองหนึ่งก็ใหญ่แค่นี้ ฉันกลับมา ส่วนเขาอยู่ที่นี่ ช้าเร็วก็ต้องเจอกัน ไม่เห็นเป็นอะไรเลยนี่”

มั่วอวี้หวามีหรือจะไม่รู้ว่าเธอปากไม่ตรงกับใจ คนรักเก่ากลับมาพบกันอีกครั้ง ต่อให้เฉยชาขนาดไหน แต่ถ้าเคยรักกันมาก่อน ยังไงก็อดร้าวรานใจกับสถานะที่เปลี่ยนไปในวันนี้ไม่ได้ อีกทั้งซูอวิ้นจิ่นกับเฉิงเจิงยังเคยผ่านเรื่องราวแบบนั้นด้วยกันมา หนำซ้ำนี่ยังเป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่หวนกลับมาเจอกัน แต่แล้วเขากลับควงแฟนสาวที่กำลังตั้งครรภ์มาด้วย ยังมีอะไรที่ทำลายความหวังเสี้ยวสุดท้ายในใจคนได้มากไปกว่านี้อีกเล่า ความเป็นจริงกำลังใช้วิธีที่เลือดเย็นและตรงไปตรงมาที่สุดเตือนสติซูอวิ้นจิ่น ว่าคนคนนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธออีกแล้ว

“ไม่เห็นเคยได้ยินเลยว่าเขากำลังจะเป็นพ่อคน แต่โจวจื่ออี้เคยบอกว่าหลายปีนี้เฉิงเจิงมีแฟนคนหนึ่ง เหมือนจะแซ่เจิ้ง ชื่อถงอะไรสักอย่าง...”

“เจิ้งเสี่ยวถง” ซูอวิ้นจิ่นนึกถึงชื่อที่เมิ่งเสวี่ยเอ่ยถึงเมื่อครู่ เงยหน้าส่งยิ้มให้มั่วอวี้หวา แววตาปราศจากความรู้สึก

เวลาที่เธอปิดกั้นตัวเองมากๆ มักจะดูเย็นชาต่างไปจากเดิม มั่วอวี้หวารู้นิสัยเธอดี ในใจนึกเห็นใจ จึงเอ่ยปลอบ “เธอเป็นคนฉลาด น่าจะรู้ดีกว่าฉัน แยกทางกันตั้งสี่ปี สถานการณ์แบบนี้มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทำไมต้องทำให้ตัวเองทรมานขนาดนั้นด้วย”

“เธอพูดถูก ฉันไม่ใช่ไม่เคยคิด มีเหตุผลอะไรที่เขาต้องครองตัวเป็นโสดเพื่อฉัน แต่การคิดได้กับการเห็นกับตามันคนละเรื่องกัน อวี้หวา ฉันมันน่าสมเพชมากใช่ไหม ก่อนถึงวันนี้ ฉันเริ่มคิดว่าตัวเองก็มีชีวิตที่ไม่เลว แต่แวบแรกที่เห็นเขาเมื่อกี้ ฉันรู้สึกเหมือนถูกฟาดหวดจนคืนร่างเดิม ฉัน...ฉันใช้เวลาสองปีเต็มถึงจะบอกให้ตัวเองเชื่อได้ว่าแฟนของฉันไม่ได้ชื่อเฉิงเจิงอีกต่อไป...เขากับฉันไม่เกี่ยวข้องกันอีกแล้ว เขาอยู่ส่วนเขา ฉันอยู่ส่วนฉัน ต่างคนต่างแต่งงานมีลูก นั่นก็เป็นเรื่องปกติดี ใช่ ปกติดี ไม่เห็นเป็นอะไรเลย”

คำพูดเหล่านี้ของเธอเดิมทียังพูดกับมั่วอวี้หวา ต่อมาก็กลายเป็นพูดพึมพำกับตัวเอง เป็นเรื่องยากที่จะไม่ทำให้มั่วอวี้หวานึกถึงเมื่อก่อนนี้ ซูอวิ้นจิ่นก็เคยพูดย้ำๆ ทั้งน้ำตาแบบนี้เหมือนกัน

“โจวจื่ออี้ไอ้คนนิสัยเสีย ถ้าไม่ใช่เขาหลอกว่า...เออใช่ ทำไมโจวจื่ออี้ต้องหลอกฉันโดยไม่มีเหตุผลด้วยล่ะ เขากับเฉิงเจิงสนิทกันขนาดนั้น อวิ้นจิ่น เธอว่าเป็นเพราะเฉิงเจิง...” มั่วอวี้หวาเอ่ยเตือนอย่างระมัดระวัง เธอเป็นคนไม่เชื่อเรื่องความบังเอิญ

“ทำแบบนี้ส่งผลดีอะไรต่อเขา นอกจากได้อวดว่าตัวเองกำลังลักกี้อินเลิฟ” ซูอวิ้นจิ่นถอนใจ ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในลานจอดรถเมื่อครู่นี้ ท่าทางของเฉิงเจิงตอนเห็นเธอยามอยู่ต่อหน้าเมิ่งเสวี่ยดูเป็นปกติเกินไป ตอนนี้ซูอวิ้นจิ่นเริ่มสงสัยแล้วว่า เขารู้ว่าเธออยู่ในรถอีกคันตั้งแต่ก่อนจอดรถแล้ว

“ไม่รู้ชาติที่แล้วพวกเธอสองคนใครติดค้างใครกันแน่” มั่วอวี้หวาส่ายหน้า

“ฉันไม่ติดค้างเขาแล้วกัน” ซูอวิ้นจิ่นเอ่ยทันที

“เธอไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”

“ไม่ต้องห่วง เขาไม่ใช่เฉิงเจิงคนเดิม ส่วนฉันก็ไม่ใช่ยัยโง่ที่เจอเรื่องอะไรก็เอาแต่กล้ำกลืนฝืนทนเหมือนตอนนั้นอีก”

ขณะพูดคุย พิธีการเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงเพลงที่นุ่มนวลทว่าเคร่งขรึมภายในงาน เมิ่งเสวี่ยแย้มยิ้มพลางส่งมือให้ซ่งหมิง เธอเคยยึดมั่นในตัวเฉิงเจิงหลายปี สุดท้ายหันหลังอย่างเด็ดเดี่ยว กลับได้พบคู่ชีวิตที่แท้จริงของตัวเอง

ก่อนวันแต่งงาน เมิ่งเสวี่ยเคยโทรถามซูอวิ้นจิ่นว่ายังโกรธตนหรือไม่ที่ทำให้เธอกับเฉิงเจิงเลิกกัน ซูอวิ้นจิ่นบอกเธอว่า ความจริงเรื่องที่ตนกับเฉิงเจิงแตกหักกันไม่เกี่ยวกับเธอ เธอไม่เคยโกรธแค้นเมิ่งเสวี่ย นี่คือคำพูดจากใจจริงของเธอ เพื่อนเก่าที่ก้าวผ่านมาด้วยกันจะมีสักกี่คน ต่อให้ไม่อาจเป็นเพื่อนรู้ใจ มิตรภาพของเพื่อนร่วมชั้นก็ยังคงอยู่ นี่ก็คือเหตุผลที่เธอตั้งใจมาแสดงความยินดีกับเมิ่งเสวี่ยในวันนี้

พิธีกรประกาศให้ทุกคนร่วมดื่มอวยพรแก่คู่บ่าวสาว

“ดีจัง ฉันละอิจฉาเมิ่งเสวี่ย มีสามีที่รักตัวเอง ได้ยินว่ามีลูกในท้องแล้วด้วย ผู้หญิงเราจะแกร่งขนาดไหน ก็ต้องมีชีวิตแบบนี้ถึงจะครบถ้วนสมบูรณ์” มั่วอวี้หวาเอ่ยขึ้นอย่างอิจฉา พูดจบถึงรู้ตัวว่าพลั้งปาก อดเหลือบมองซูอวิ้นจิ่นไม่ได้ เห็นอีกฝ่ายสีหน้าปกติ ถึงค่อยวางใจลง

ซูอวิ้นจิ่นพยักหน้า “นั่นสิ อย่างนี้ก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ตอนนี้แม่ฉันก็รบเร้าหนักขึ้น เหมือนว่าถ้าฉันยังแต่งไม่ออกจะเอาเรื่องฉันถึงตาย”

“แม่เธอร้อนใจก็ไม่แปลก เธอควรหาใครสักคนได้แล้ว สวีจื้อเหิงยังไม่ตัดใจจากเธอนี่? ความจริงเขาก็นับว่าไม่เลว”

ซูอวิ้นจิ่นฝืนยิ้ม “บางครั้งฉันก็คิดนะ ไม่ย้ายกลับมายังดี ต้องอยู่ในบริษัทเดียวกัน เจอหน้ากันประจำ แถมเขายังเป็นเจ้านายฉัน...เดี๋ยวนี้พอเห็นเขาทีไรฉันทำตัวไม่ถูกทุกที เขาช่วยเหลือฉันมามากจริงๆ  แบบนี้ยิ่งทำให้ฉันกลืนไม่เข้าคายไม่ออก”

“คบกับคนในบริษัทเดียวกันก็ไม่ใช่ไม่เคยมี”

“ปัญหาคือฉันยังไม่รู้เลยว่าเขาหย่ากับอดีตภรรยาแล้วหรือยัง ยังไงก็เข้าไปแทรกกลางระหว่างสามีภรรยาสุ่มสี่สุ่มห้าไม่ได้มั้ง เรื่องแบบนี้ฉันทำไม่ลงหรอก”

“ในโรงพยาบาลที่ฉันทำงานมีหมอหนุ่มหลายคนที่ยังโสด ถ้าสนใจ ฉันจะยอมฝืนใจแนะนำให้เธอรู้จัก”

“ก็ดีนะ” ซูอวิ้นจิ่นเหลือบมองอีกโต๊ะหนึ่งอย่างผ่านๆ  เฉิงเจิงกำลังเอื้อมมือตักอาหารให้แฟนสาว เขาเองก็รู้จักดูแลคนอื่นเป็นแล้ว กาลเวลาทำได้ทุกอย่างจริงๆ  เธอหันไปพูดกับมั่วอวี้หวายิ้มๆ “ฝืนใจอะไรกัน มีของดีก็ต้องแบ่งปันกันสิ”

“รับรองว่าถูกใจเธอแน่นอน เธอนัดเวลามา เดี๋ยวฉันจัดการให้”

“เธอบอกมาก่อนว่าเขาเป็นคนยังไง”

มั่วอวี้หวาคิดอยู่นานกว่าจะตอบ “อืม...เรียกว่าเป็น ‘มือมีดอันดับหนึ่ง’ ของโรงพยาบาลเราได้เลยละ”

“เธอพูดให้ฉันหลอนนะเนี่ย”

ทั้งคู่พูดคุยหยอกล้อครู่หนึ่ง เมฆครึ้มที่ยากคลี่คลายในใจซูอวิ้นจิ่นถึงจางลงเล็กน้อย ความเป็นเพื่อนมั่นคงยืนยาวกว่าความรักจริงๆ  เธอนึกได้ว่าตอนนี้มั่วอวี้หวาเองก็อยู่ตัวคนเดียว พลอยรู้สึกเศร้าใจ จึงถามขึ้น “ทำเรื่องไปต่างประเทศถึงไหนแล้ว”

โรงพยาบาลที่มั่วอวี้หวาทำงานมีสถานพยาบาลในเครือเดียวกันอยู่ที่เมืองดับลิน ปีนี้เรื่องที่เธอขอย้ายไปต่างประเทศได้รับการอนุมัติแล้ว แต่ซูอวิ้นจิ่นไม่เคยได้ยินเธอพูดถึงเรื่องออกเดินทาง จะว่าไปก็ใจหายเหมือนกัน

มั่วอวี้หวามีท่าทีลังเล เอ่ยกับซูอวิ้นจิ่น “ฉันยังไม่ได้ตัดสินใจแน่นอน”

เธอไม่พูด ซูอวิ้นจิ่นก็รู้เหตุผล โจวจื่ออี้ซึ่งอยู่ไม่ไกลกำลังหยอกเย้าหญิงสาวแปลกหน้าที่นั่งร่วมโต๊ะจนอีกฝ่ายหัวเราะคิกคัก เขาหย่าแล้ว แต่คนแบบนี้ เมื่อไรล่ะถึงจะหยุดได้

“เฮ้อ เธอต้องคิดให้ดีแล้วนะ พวกเราจะเสียเวลาอีกไม่ได้ ควรวางแผนอนาคตให้ตัวเองซะที” ซูอวิ้นจิ่นพูดเสียงเบา สิ่งที่เธอคิดได้ อวี้หวามีหรือจะไม่เข้าใจ คนเราก็อย่างนี้ เตือนคนอื่นง่าย เตือนตัวเองยาก เข้าใจเหตุผลทุกอย่างดี แต่พอทำจริงกลับเป็นคนละเรื่อง

เมื่อคู่บ่าวสาวเชิญแขกเหรื่อดื่มสุราเสร็จสิ้น ซูอวิ้นจิ่นกับมั่วอวี้หวาก็ขอตัวกลับก่อน การอยู่ต่อสำหรับพวกเธอล้วนไม่ใช่เรื่องสนุก หลังทั้งสองแยกย้าย ซูอวิ้นจิ่นไม่ได้กลับบ้าน แต่ย้อนกลับไปที่ทำงาน เธอนึกได้ว่าตอนกลางวันมีบันทึกการประชุมชุดหนึ่งยังอ่านไม่จบ การงานและความรักล้วนต้องการเวลาและความทุ่มเทอย่างมากทั้งคู่ สิ่งเดียวที่ต่างกันคือ อย่างแรกน้อยนักจะทำให้คนพยายามต้องเสียใจ

หนังสือแนะนำ

Special Deal