หาญท้าชะตาฟ้า ปริศนายุทธจักร เล่ม 1

สู่มรรคาฝีมือ

        ฟ่านเสียนหารู้ไม่ว่าที่ตนเองฝึกปรือเป็นวิชากำลังภายในขั้นลึกล้ำ หากเปลี่ยนเป็นผู้ฝึกวิชาบู๊ทั่วไป คงต้องฝึกปรือด้วยความระมัดระวัง มิหนำซ้ำร้องขอให้อาจารย์หรือสหายที่ไว้วางใจช่วยอารักขาคุ้มครอง

        ความยากลำบากของเคล็ดวิชานี้อยู่ที่ตอนแรกเข้า ขณะที่ผู้ฝึกปรือสะสมพลังที่จุดตันเถียนท้องน้อย สภาพร่างกายและจิตวิญญาณของผู้ฝึกปรือจะเกิดผลต่างอย่างใหญ่หลวง ผลที่เกิดขึ้นคือ สมรรถนะร่างกายจะกลับกลายเป็นมนุษย์ผักที่ไม่อาจขยับเคลื่อนไหว

        หากว่าผู้ฝึกปรือไม่มีประสบการณ์มาก่อน จะเป็นเหตุให้ถูกธาตุไฟเข้าแทรก หากว่าฝืนใจรวมรั้งลมปราณคืนสู่จุดศูนย์ ผู้ที่โชคดีคือพลังลมปราณที่แตกเตลิดอยู่ภายในกายจะกระจายไปยังเส้นลมปราณ เท่ากับไม่เกิดประโยชน์แก่ผู้ฝึกปรือ หากว่าเป็นคนที่แรกเริ่มฝึกปรือ ก็อาจเกิดความหวาดหวั่นวิตก จนถูกจิตมารครอบงำ

        แต่ว่าผู้แรกเริ่มฝึกปรือเช่นฟ่านเสียนมิเพียงไม่ถูกธาตุไฟเข้าแทรก ตรงกันข้ามยังเกิดความรู้สึกอันลึกล้ำกว่าผู้เข้มแข็งทั้งหลาย ทั้งหมดนี้ต้องยกเป็นความโชคดีของชาติกำเนิดและดวงชะตาของมัน

        เนื่องเพราะขณะที่มันเริ่มฝึกปรือลมปราณพิสดารนี้ ร่างที่อาศัยอยู่ยังเป็นร่างทารกแรกเกิด พลังแรกธรรมชาติที่ติดมากับครรภ์มารดายังไม่คืนสู่ฟ้าดิน หากยังคงอยู่ภายในกาย เพราะเหตุนี้ยามฝึกหรือจึงพบความสำเร็จโดยที่ลงแรงเพียงครึ่งหนึ่ง ที่แปลกพิสดารยิ่งกว่าคือ มันยังสะสมพลังแรกธรรมชาติอยู่ในเส้นลมปราณของตนเอง

        ส่วนด่านที่ผู้ฝึกปรืออาจถูกจิตมารครอบงำ สำหรับกับฟ่านเสียนไม่มีปัญหาอันใด

        อย่าลืมว่าเมื่อชาติปางก่อน ฟ่านเสียนนอนป่วยอยู่บนเตียงเป็นเวลาหลายปี คุ้นชินกับสมองใหญ่ของตนเองไม่สามารถสั่งการต่อร่างกาย ดังนั้นครั้งแรกที่มันฝึกฝีมือพอประสบสภาพเช่นนี้ จึงไม่แตกตื่นลนลาน กลับบังเกิดเป็นความทรงจำอันอบอุ่นชนิดหนึ่ง

        เพราะเหตุนี้ครั้งแรกที่มันฝึกปรือ พลังลมปราณแตกกระจายพลุกพล่าน จนร่างไม่อาจขยับเคลื่อนไหว จึงไม่หวาดหวั่นเท่าใด

        เนื่องเพราะปราศจากความครั่นคร้าม จิตใจไม่ฟุ้งซ่านสับสน กลับช่วยให้มันผ่านด่านที่ยากลำบากที่สุดโดยง่ายดาย

        หลังจากนั้นการฝึกฝีมือกลับกลายเป็นรวบง่าย ขอเพียงนึกถึงเคล็ดวิชา ก็จะเข้าสู่ภวังค์หลับลึก ดังนั้นสำหรับกับฟ่านเสียน การนอนกลางวันของทุกวันจึงหลับสนิท ต่อให้ฟ้าร้องยังปลุกไม่ตื่น

        ผู้ฝึกปรือทั่วไปยากจะเข้าสู่ภวังค์หลับลึกเช่นนี้ เนื่องเพราะต้องเกิดจากความประจวบบังเอิญ เด็กผู้นี้ยึดถือการนอนกลางวันเข้าสู่ภวังค์หลับลึก นับเป็นความพิสดารจนเหลือเชื่อ

        สวรรค์เกื้อกูลต่อมันจริงๆ

............

        พอตื่นนอนขึ้น ฟ่านเสียนยื่นหน้าเข้าหาผ้าขนหนูที่ถืออยู่ในมือหญิงรับใช้เจี่ยเจียที่สดใสน่ารัก เกลือกหน้าไปมารอบหนึ่ง ถือว่าล้างหน้าแล้ว

        หลังเที่ยง ฟ่านเสียนจะเรียนหนังสือกับครูสอนหนังสือที่คฤหาสน์ป๋อเจี๋ยเชิญจากเขตตงไห่จวินที่ห้องหนังสือ ครูสอนหนังสือท่านนี้มีอายุไม่มากนัก ประมาณสามสิบกว่าปี แต่หัวโบราณจนคร่ำครึ

        เมื่อสิบปีก่อน รัฐชิ่งปฏิรูปการศึกษาขนานใหญ่ โดยหูเซียนเซิงแห่งเหวินซูเก๋อ (หอจดหมายเหตุ) เขียนบทความเสนอแนะให้ปฏิรูป นับแต่นั้นเป็นต้นมาในแวดวงวิชาการเกิดการสัประยุทธ์ระหว่างกู่เหวิน (ภาษาโบราณ) กับจินเหวิน (ภาษาปัจจุบัน) ขึ้น

        ที่ว่ากู่เหวินคล้ายภาษากู่เหวิน* ในความทรงจำของฟ่านเสียน ส่วนจินเหวินมีส่วนคล้ายกับภาษาไป่ฮว่า** อยู่บ้าง เพียงแต่ใช้ภาษาสละสลวยกว่า        

        ครูสอนหนังสือของฟ่านเสียนอยู่ฝ่ายกู่เหวิน ดังนั้นสอนฟ่านเสียนท่องตำรับตำรา ตำรับตำราเหล่านี้แม้ต่างกับสี่ตำราห้าคัมภีร์*** ในโลกของฟ่านเสียน แต่ที่น่าแปลกคือเนื้อหาส่วนใหญ่ไม่ต่างกันเท่าใด แบ่งออกเป็นสำนักหยูเจียม่อเจียและผาเจีย****

        * ภาษาหนังสือโบราณซึ่งประพันธ์ไว้ก่อนราชวงศ์ฉิน

        ** ภาษาปัจจุบันซึ่งเริ่มใช้มาตั้งแต่ 5 พฤษภาคม ค.ศ. 1919

        *** สี่ตำราประกอบด้วยลุ่นหวี่ เมิ่งจื่อ ต้าเสวีย และจงหยง ห้าคัมภีร์มีอี้จิง สั้งซู ซือจิง หลี่จี้และชุนชิว

        **** หมายถึงสำนักปราชญ์บัณฑิต สำนักม่อจื๊อ กับสำนักนิติธรรม

        ดังนั้นครั้งแรกที่ฟ่านเสียนรับฟังการเรียนการสอน กลับนึกสงสัยว่าตนเองอยู่ที่ใดกันแน่

        ฤดูร้อนอบอ้าว ในห้องหนังสือยิ่งร้อนระอุ ครูสอนหนังสือผลักเปิดหน้าต่างด้านทิศใต้ออก นอกหน้าต่างบังเกิดเสียงเรไรรำร้อง ลมโชยเฉื่อยฉิว ครูสอนหนังสือพอเหลียวหน้ามา พบว่านักเรียนตัวน้อยนั่งลืมตาค้าง ขณะจะดุว่า พอเห็นใบหน้าน้อยๆ นั้น ไม่ทราบเพราะเหตุใดกลับใจอ่อนลง

        ซึ่งความจริงครูสอนหนังสือชื่นชมนักเรียนน้อยผู้นี้ เด็กน้อยอายุยังเยาว์ กลับเจรจาฉะฉาน ทำความเข้าใจกับความหมายใยตำราอยู่บ้าง สำหรับกับเด็กชายอายุสี่ขวบหาใช่เรื่องง่ายดายไม่

        ครูสอนหนังสือยังนึกสงสัยว่าใต้เท้าป๋อเจี๋ยใจร้อนไปหรือไม่ ในจดหมายที่เขียนถึงตนเองตั้งข้อเรียกร้องอย่างสูง จึงจำต้องสอนตำรับตำราตันติภาษาแก่เด็กชายอายุสี่ขวบ หากว่าเป็นครอบครัวทั่วไป เด็กอายุเพียงนี้ยังอยู่ในวัยไร้เดียงสา

        หลังจากฟันการสอน ฟ่านเสียนแสดงความเคารพต่อครูสอนหนังสือ รอจนครูสอนหนังสือออกจากห้อง ค่อยถอดเสื้อผ้าชั้นนอกที่เปียกเหงื่อออก วิ่งออกนอกห้องหนังสือ สร้างความร้อนรุ่มแก่หญิงรับใช้ที่ด้านหลังร้องบอกให้ระวังตลอดทาง

        รอจนเข้าสู่ตึกหลัก ฟ่านเสียนหยุดยั้งลง ใบหน้าปั้นรอยยิ้มที่ไร้เดียงสา เดินส่ายเข้าไปราวกับผู้ใหญ่ พอเห็นฮูหยินผู้เฒ่าที่นั่งอยู่กลางห้อง ก็เรียกหาว่า “ไหน่ไหน (ท่านย่า)”

        ฮูหยินผู้เฒ่ามีหน้าตาเมตตาปรานี รอยย่นบนใบหน้าเป็นริ้วรอยแห่งกาลเวลา เพียงแต่บางครั้งดวงตาทอประกายวูบ ผู้อื่นค่อยทราบว่าฮูหยินผู้เฒ่าไม่รวบรัดธรรมดา ฟังว่าใต้เท้าซือหนันมีทุกวันนี้เพราะว่าฮูหยินผู้เฒ่ามีสายสัมพันธ์อยู่ในมหานคร

        “วันนี้เรียนอะไรบ้าง?”

        ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยปากถาม ฟ่านเสียนถ่ายทอดบอกสิ่งที่ครูสอนหนังสือให้ จากนั้นแสดงความเคารพ แล้วไปยังตึกข้าง รับประทานอาหารกับเม่ยเม่ย (น้องสาว)

        ระหว่างฮูหยินผู้เฒ่ากับหลานชายคล้ายห่างเหินยิ่ง ไม่ทราบเป็นเพราะฟ่านเสียนเป็นลูกชู้หรือไม่ ถึงแม้ว่านางไม่ได้ทารุณต่อมัน แต่มักตั้งข้อเรียกร้องอย่างสูง จึงเกิดความรู้สึกห่างเหินอยู่บ้าง

        ฟ่านเสียนจำได้ว่าเมื่อตนเองอายุหนึ่งขวบ ฮูหยินผู้เฒ่าเคยอุ้มตนเองสะอึกสะอื้นไห้ นางย่อมนึกไม่ถึงว่าเด็กทารกอายุหนึ่งขวบฟังคำพูดของนางออก ทั้งยังจดจำคำพูดของนางเอาไว้

        “เด็กเอย หากจะโทษว่าก็โทษว่าบิดาเจ้าเถอะ เจ้าตัวน้อยที่น่าสมเพช เพิ่งถือกำเนิดเกิดมาก็กำพร้ามารดาแล้ว”

        ชาติกำเนิด?

        นี่เป็นปริศนาที่คาใจฟ่านเสียนตลอดมา ตนเองเพิ่งมาถึงโลกนี้ก็เผชิญการจู่โจมสังหาร ถึงแม้ตอนนี้ทราบแล้วว่าบิดาตนเองเป็นซือหนันป๋อเจี๋ยในมหานคร ซึ่งยังไม่ได้พบหน้ามาก่อน แต่ว่ามารดาของตนเองเป็นใคร ครั้งกระโน้นซือหนันป๋อเจี๋ยติดตามฮ่องเต้ปราบศึกตะวันตก อย่างนั้นมือสังหารเหล่านั้นแสดงว่ามุ่งเป้ามาที่มารดาของตนเอง

        แต่ว่าที่อาศัยอยู่ภายในกลายเป็นจิตวิญญาณของอีกโลกหนึ่ง ดังนั้นไม่มีความรู้สึกผูกพันทางสายเลือดกับซือหนันป๋อเจี๋ย เพียงแต่บางครั้งนึกถึงมารดาซึ่งไม่มีชีวิตอยู่ในโลกแล้ว ในนามแล้วนั่นเป็นมารดาของตนเอง

............

        “คิดอะไร?”

        หญิงรับใช้สองนางยกผักมา ทาริกาซึ่งนั่งอยู่ทางขวามือของฟ่านเสียนก็เอ่ยปากถามขึ้น ทาริกาผิวคล้ำอยู่บ้าง และซูบผอมอยู่บ้าง เมื่อนั่งคู่กับฟ่านเสียนซึ่งยังหมดจดงดงามกว่าเด็กหญิง ดูไปจึงน่าเวทนาอยู่บ้าง

        ฟ่านเสียนยื่นมือออกขยี้ขนอ่อนบนศีรษะของทาริกา หัวร่อฮิฮะกล่าวว่า “คิดว่าพวกท่านอยู่ในมหานคร ปรกติรับประทานผักอะไร?”

        ทาริกาซึ่งอายุน้อยกว่าฟ่านเสียนผู้นี้เป็นบุตรีในสายเลือดของซือหนันป๋อเจี๋ย ทั้งเป็นน้องสาวต่างมารดาของมัน เรียกว่าเย่อเย่อ

        เนื่องเพราะอ่อนแออมโรค ฮูหยินผู้เฒ่าก็รักถนอมหลานสาวผู้นี้ ดังนั้นเมื่อหนึ่งปีก่อนจึงรับตัวมาเลี้ยงดูที่เขตต้านโจว แต่ว่าเลี้ยงดูแรมปี ไม่มีอันใดกระเตื้องขึ้น ผมเผ้ายังคงหร็อมแหร็ม ครอบครัวขุนนางมีความเป็นอยู่ที่เลอเลิศ เป็นไปไม่ได้ที่ขาดสารอาหาร คาดว่าร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด        

        ฟ่านเสียนถูกชะตากับยาโถวน้อยนี้ยิ่ง ถึงแม้ว่าตนเองปฏิบัติต่อยาโถวน้อยเช่นต้าสู (ท่านอา) แต่เนื่องด้วยเวทนาอีกฝ่าย จึงมักเล่นกับนาง เล่านิทานให้ฟัง ในสายตาของผู้อื่น กลับกลายเป็นประจักษ์พยานว่าสองซงเม่ย (พี่ชาวน้องสาว) รักใคร่กลมเกลียวกัน

        แต่ว่าศักดิ์ฐานะของฟ่านเสียนเป็นลูกชู้ ไม่อาจเทียบเปรียบกับคุณหนูขนานแท้ ดังนั้นเหล่าหญิงรับใช้พยายามไม่เอ่ยถึงเรื่องราวทางมหานคร

        ฟ่านเย่อเย่อได้ยินเกอเกอ (พี่ชาย) ถามไถ่ ก็งอนิ้วนับอย่างขึงขัง นับดูว่าตอนอยู่ในมหานครรับประทานอะไร แต่ยาโถวน้อยอายุสามขวบยังจดจำอันใดได้ นับไปนับมามีแต่น้ำเต้าน้ำตาลกับรูปปั้นข้าวเหนียวที่ทาสี

        หลังอาหารค่ำ ดวงอาทิตย์ตกลงยังอีกฟากหนึ่งของแผ่นฟ้า ม่านพลบค่ำปกคลุมตัวตึกทั้งหลัง

        “เย่อเย่อเอย ท่านผู้นี้เย่อเย่อ* จริงๆ”

        “เกอเกอรังแกผู้อื่น”

        “เอาเถอะ วันนี้ต้องการฟังเรื่องอะไร?”

        “ไป่เซวี่ยกงจู่**”

        * เย่อเย่อแปลว่ามาตรว่า เย่อเย่อหลังแปลว่าอ่อนแอ

        ** เรื่องสโนว์ไวท์

        ฟ่านเสียนหัวร่อออกมา ดีที่ด้านข้างไม่มีบุคคลอื่น ไม่เช่นนั้นมีคนพบเห็นเด็กชายอายุสี่ขวบผู้หนึ่งยิ้มอย่างลี้ลับเช่นผู้ใหญ่ คงต้องตระหนกตกใจ

        มันกล่าวพลางกล่าวว่า “เกอเกอเล่าเรื่องภูตผีให้ฟังดีหรือไม่?”

        ฟ่านเย่อเย่อสะดุ้งเฮือก สั่นศีรษะอย่างไม่คิดชีวิต ใบหน้าน้อยๆ กลับหลั่งน้ำตาออกมาสองสาย แสดงว่ารอบปีนี้ถูกเรื่องภูตผีสร้างความหวาดหวั่นพรั่นกลัวไม่น้อย

............

        การกลั่นแกล้งยาโถวน้อยเป็นความสุขอย่างหนึ่งของฟ่านเสียน แต่ความสามารถเฉพาะตัวของมันยังคงเป็นการกลั่นแกล้งหญิงรับใช้ทั้งหลาย มักเล่าเรื่องภูตผีต่อพวกนาง ขู่ขวัญจนหญิงสาวอันสดใสเหล่านั้นกรีดร้องไม่ขาดปาก สวมกอดกันบนเตียงสั่นระริกไม่หยุดยั้ง

        ถึงแม้ว่าเพื่อปิดปากตนเอง ฟ่านเสียนไม่สามารถพูดจาแทะโลมพวกนาง แต่ในยามนี้สามารถโอบกอดเรือนร่างอันหอมกรุ่นสักครา

        ฟ่านเสียนอธิบายต่อตนเองว่า ตนเองยังเป็นเด็ก ยังอยู่ในช่วงเวลาต้องการการลูบไล้ ไม่ถือว่าไร้ยางอาย ถือเป็นความต้องการที่ปรกติธรรมดา

        หญิงรับใช้ทั้งหลายเกิดความสงสัยอยากรู้ เส้าแหยอายุยังเยาว์ ไฉนล่วงรู้นิทานที่น่ากลัวมากมายถึงเพียงนี้ ฟ่านเสียนจะผลักความรับผิดชอบไปที่ครูสอนหนังสือ

        ดังนั้นหญิงรับใช้ทั้งหลายใช้สายตาที่ไม่เป็นมิตรมองดูครูสอนหนังสือ หวนนึกถึงเหล่าแหย (นายผู้เฒ่า) ว่าจ้างท่านมาสอนหนังสือแก่เส้าแหย ท่านกลับเล่าเรื่องภูตผีแก่มัน เพียงขู่ขวัญเด็กทารกยังพอทำเนา ยังขู่ขวัญพวกเราเหล่าช่อบุปผางาม ถือเป็นความผิดอย่างมหันต์

        ที่ผ่านมาหลังจากเล่าเรื่องภูตผีจบลง หญิงรับใช้สองนางมีสีหน้าหวาดผวา จากนั้นปรนนิบัติเจ้าตัวน้อยอาบน้ำชำระกาย จากนั้นปิดประตูให้มันเข้านอน

        นี่คล้ายเป็นค่ำคืนที่ปรกติธรรมดา

        ฟ่านเสียนโยนหมอนเนื้อเคลือบที่แข็งกระด้างไว้ด้านข้าง จากหนั้นหยิบฉวยชุดยาวซึ่งสวมใส่ในฤดูหนาวออกจากตู้เสื้อผ้า พับเป็นสี่มุมใช้แทนหมอน

        มันนอนหนุนหมอน สองตากลับลืมโพลง เป็นประกายในความมืด เนิ่นนานยังไม่นอน

        ถึงแม้ยอมรับความจริงที่ตนเองกลับชาติมาเกิดใหม่ในโลกนี้ แต่ไม่แน่ว่าจะปรับตัวได้ ยามนี้สมควรเป็นเวลาจิ่วเตี่ยน* เศษ ยากที่จะหลับลงได้

        * สามทุ่ม

        อย่าว่าแต่เมื่อชาติปางก่อนมันนอนป่วยอยู่บนเตียงมากพอแล้ว        

        มันลูบคลำผิวเตียง พบว่าช่องลับที่ตนเองจัดทำขึ้นสมควรไม่ถูกผู้คนพบเห็น ค่อยคลายใจลงบ้าง ต่อจากนั้นพลันลมปราณภายในกายเริ่มโคจรหมุนเวียนตามธรรมชาติ สามารถเข้าสู่ภวังค์หลับลึกได้ทุกเมื่อ

        พริบตาก่อนที่จะเข้าสู่ภวังค์หลับลึก ฟ่านเสียนต้องครุ่นคิด ตนเองสมควรมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อย่างไร หลายสิบปีหลังจากนี้จะผ่านชีวิตอย่างไร?

        ยังไม่ทันเข้าสู่สภาพมนุษย์ผัก นึกจินตนาการว่าหลังจากนี้มีสามภรรยาสี่อนุภรรยา พลันถูกอาคันตุกะไม่รับเชิญผู้หนึ่งปลุกตื่นขึ้นมา

............

        “เจ้าคือฟ่านเสียน?”

        ที่หน้าเตียงของมันพลันเพิ่มคนผู้หนึ่งขึ้น ดวงตาของมันเยียบเย็นราวน้ำแข็ง ลูกตาดำเจือปนด้วยสีน้ำตาลที่ไม่ธรรมดาชนิดหนึ่ง มองปราดเดียวก็ทราบว่าฝ่ายตรงข้ามไม่มีความรักต่อชีวิตแต่อย่างไร

        มันถามไถ่อย่างมีมารยาท แต่ยามดึกดื่นค่อนคืน พลันปรากฏผู้คนลอบเข้ามายังห้องนอนของท่าน ทั้งยังคลุมหน้าไว้ ในมือก็ถือดาบเล่มหนึ่ง ที่ข้างเอวผูกถุงเล็กๆ หลายใบ นับเป็นสภาพที่ขู่ขวัญผู้คนนัก

        ยังดีที่ฟ่านเสียนมิใช่เด็กชายอายุสี่ขวบจริงๆ ไม่เช่นนั้นพเห็นท่านอาประหลาดเช่นนี้ คงต้องส่งเสียงร่ำร้องออกมา        

        ต่อให้ใช้นิ่วเท้าตรองดูก็ทราบได้ว่า บุคคลราตรีที่สามารถลอบเข้าคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยดดยไร้สุ้มเสียงผู้นี้ ต้องเป็นผู้เข้มแข็งที่มีฝีมือสูงเยี่ยม ทั้งใจดำอำมหิต หากว่าตนเองร่ำร้องออกมา ฝ่ายตรงข้ามคงต้องฆ่าตนเองแน่นอน

        นึกถึงตอนนี้ ฟ่านเสียนนึกภูมิใจที่ตนเองยามคับขันไม่ลนลาน เพียงกระแอมไอสองคำ สะกดข่มความเขม็งตึงเครียดไว้ ปั้นสีหน้าเป็นเด็กน้อยที่น่ารักถาโถมเข้าหา

............

        “ป้าปา (ท่านพ่อ) ท่านกลับมาแล้ว”

        เด็กชายอายุสี่ขวบผู้หนึ่งกลับโผไปในอ้อมอกของนักฆ่าผู้หนึ่งด้วยน้ำตาคลอเบ้า สองมือกอดเอวของมันไว้ เพียงแต่มือของเด็กชายสั้นเกินไป ไม่สามารถโอบรอบเอวได้ ได้แต่คว้าจับเสื้อผ้าของฝ่ายตรงข้ามไว้ คล้ายกลัวว่าฝ่ายตรงข้ามจะโบยบินหนีหายไป

        อาจบางทีออกแรงไขว่คว้าเกินไป ดังนั้นบังเกิดเสียงคว้าก เด็กชายฉีกกระชากเศษผ้าของฝ่ายตรงข้ามติดมือมาชิ้นหนึ่ง

        บุคคลราตรีนั้นขมวดคิ้ว ไม่เห็นมันมีความเคลื่อนไหวอันใด ร่างก็ผละพ้นจากอ้อมกอดของฟ่านเสียน หยุดยืนอยู่กับที่ คล้ายใคร่ครวญว่าลูกชู้ของซือหนันป๋อเจี๋ยไฉนเรียกตนเองเป็นบิดา

        พร้อมกันนั้นมันนึกเคลือบแคลงสงสัย เสื้อผ้าของตนเองจัดอยู่ระดับชั้นพิเศษของสำนักกระทั่งดาบกระบี่ยังยากกรีดขาด เด็กชายเยาว์วัยผู้นี้ไฉนฉีกกระชากขาดได้?

        มันนึกเคลือบแคลงสงสัย ฟ่านเสียนยังอัดอั้นตันใจยิ่งกว่า ขณะที่ฉวยโอกาสที่ข้างกายไม่มีคน ฟ่านเสียนเคยทดลองใช้ก้อนหินบนภูเขาจำลองทดสอบอานุภาพของลมปราณนิรนามภายในกาย เมื่อพบว่านิ้วมือน้อยๆ ของตนเองสามารถบีบหินสงสือซึ่งไม่แข็งแกร่งเท่าใดจนแตกแหลก มันก็เกิดความเชื่อมั่นต่อขีดความสามารถในการป้องกันตัวเองในระดับหนึ่ง

        อย่างลำบากยากเย็น ฟ่านเสียนอาศัยเสียงร้องไห้ของเด็กทารกอายุสี่ขวบคลายความตื่นตัวของฝ่ายตรงข้าม จากนั้นรวมพลังลมปราณอยู่ที่นิ้วมือ เข้าใจว่าสามารถสยบฝ่ายตรงข้ามไว้ มิคาดเพียงกระชากเศษผ้าขาดออกมาชิ้นหนึ่ง

        ดูท่าต้องเกิดเรื่องราวขึ้นแล้ว

หนังสือแนะนำ

Special Deal