หาญท้าชะตาฟ้า ปริศนายุทธจักร เล่ม 1

นักเล่านิทาน

        อ่าวต้านโจวอยู่ทางตะวันออกของรัฐชิ่ง ถึงแม้ติดกับทะเล แต่เนื่องด้วยอ่าวซึ่งอยู่ทางใต้หลายแห่งเริ่มก่อสร้าง ทั้งตัดถนนเชื่อมต่อถึงกัน ดังนั้นศูนย์กลางค้าของประเทศได้เคลื่อนย้ายลงใต้ ปากอ่าวนี้จึงมีสภาพตกต่ำลง ไม่คึกคักครึกครื้นเช่นกาลก่อน

        นกนางนวลบินโฉบอย่างเสรี ไม่ถูกลูกเรือที่น่าชังรบกวนอีก

        ชาวเมืองซึ่งความจริงพำนักที่อ่าวต้านโจวไม่มีความรู้สึกว่าชีวิตเกิดความเปลี่ยนแปลงสักเท่าใด ถึงแม้ว่ารายได้ลดลง แต่ฮ่องเต้ยกเว้นการเก็บภาษีหลายปี ดังนั้นยังดำรงชีวิตอยู่ได้ มิหนำซ้ำอ่าวแห่งนี้งดงามยิ่ง ตอนนี้เปลี่ยนเป็นเงียบสงบ ยิ่งเหมาะกับการอยู่อาศัยกว่าเดิม

        ดังนั้นมีผู้ยิ่งใหญ่บางท่านเลือกปลูกบ้านพักร้อนในที่นี้

        แต่เนื่องจากอยู่ห่างจากมหานครเกินไป ดังนั้นขุนนางที่รั้งอยู่มีไม่มากนัก ที่พอนับได้คงมีแต่ฮูหยินผู้เฒ่าที่ตึกตะวันตกของต้าหมิง

        ฟังว่าฮูหยินผู้เฒ่าเป็นมารดาของซือหนันป๋อเจี๋ย (พระกำกับดูแลทักษิณ) แห่งมหานคร เลือกใช้ชีวิตวัยชราในที่นี้ ชาวเมืองล้วนทราบว่าซือหนันป๋อเจี๋ยเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ จึงไม่ได้ส่งตัวออกไป หากให้ดูแลกรมการคลังในนครหลวง ดังนั้นทั้งหมดให้ความเคารพต่อตัวตึกหลังนี้

        แต่ว่าเด็กทั้งหมดไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้

        วันนี้ลมเฉื่อยอาทิตย์อบอุ่น ผู้ใหญ่ทั้งหลายนั่งอยู่ในร้านสุรา สัมผัสกับลมทะเลที่แฝงรสเค็มกร่อย ซ่องเสพกับบ๊วยเค็มและน้ำอมฤตในจอก

        ยังมีเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมอยู่บนบันไดหินเขตประตูหลังของคฤหาสน์ซือหนันป๋อเจี๋ย ไม่ทราบทำอะไร

        พอเดินเข้าใกล้ ค่อยพบว่าเด็กหนุ่มหล่านี้กำลังฟังเด็กชายอายุสี่ห้าขวบคนหนึ่งเล่านิทาน

        เด็กชายหน้าตาหล่อเหลา คิ้วเรียวโค้งดุจขุนเขา ดวงตาสถกใสแววาว น้ำเสียงยังแฝงแววไร้เดียงสาแต่ถ้อยคำกลับคล้ายผู้ใหญ่เต็มตัว

        เห็นมันกรีดวาดแขนน้อยๆ กล่าวว่า “เอ่ยถึงฉู่เหมินนั้นเดินถึงมุมกำแพง พบว่าที่นั้นมีบันไดแถวหนึ่ง จึงเดินไปทีละก้าว แล้วผลักประตูออก...”

        “จากนั้นเล่า?”

        “จากนั้น...ก็กลับมายังโลกมนุษย์แล้ว”

        กล่าวพลางเชิดปากน้อยๆ คล้ายขุ่นข้องรำคาญที่เด็กหนุ่มซึ่งมีอายุมากกว่าตนเองถามคำถามที่ระดับเชาว์ปัญญาต่ำถึงเพียงนี้

        มีคนร่ำร้องว่า “เป็นไปไม่ได้กระมัง หรือว่าฉู่เหมินนั้นไม่จัดการกับฮานีอะไรนั่น...”

        “เป็นฮานีซื่อ”

        “ใช่แล้ว ฉู่เหมินทุบตีฮานีซื่อนั้นเป็นการระบายโทสะหรือ?”

        เด็กชายนั้นยักไหล่กล่าวว่า “ไม่”

        มีคนร้องไฮ้กล่าวว่า “ฟ่านเสียน* เส้าแหย นิทานในวันนี้ไม่สนุกสนานเช่นเมื่อหลายวันก่อน”

        * ฟ่านเป็นแซ่ เสียนแปลว่าอยู่ว่าง

        “พวกท่านชมชอบฟังอะไร?”

        “การเดินทางที่แสนพิสดาร”

        “ท่วงทำนองที่เร้าใจ”

        เด็กชายนามฟ่านเสียนมองดูบรรดาเด็กหนุ่มที่มีอายุมากกว่าตนเอง ชูนิ้วกลางขึ้นกล่าวว่า “ตีรันฟันแทงไม่สุภาพ ขุดหาสมบัติไม่อนุรักษ์”

        ที่ลานตึกพลันบังเกิดเสียงร้องเรียกดังว่า “เส้าแหย ท่านไปที่ใดแล้ว?”

        เด็กหนุ่มที่รายล้อมเป็นวงพากันเลียนแบบมัน โดยชูนิ้วกลางใส่ เพียงแต่มีจำนวนมากกว่า จึงตระการตากว่ามากนัก จากนั้นร้องชักชวนกันแยกย้ายจากไป

        เด็กชายนามฟ่านเสียนลุกขึ้นยืน ตบฝุ่นละอองที่ก้น หมุนตัววิ่งเข้าลานตึก เพียงแต่ก่อนเข้าประตู ยังกวาดตาอันปราดเปรียวชำเลืองมองเถ้าแก่หนุ่มตาบอดในร้านขายของเบ็ดเตล็ดที่ฝั่งตรงข้าม สีหน้าทอแววอันสับสนซึ่งขัดแย้งกับวัยของมัน จากนั้นปิดประตูลงเบาๆ

............

        นี่เป็นปีที่สี่ที่ฟ่านเซินมาถึงโลกนี้ หลายปีมานี้มันค่อยเข้าใจว่าตนเองไม่ได้ฝันไป ตนเองมาถึงโลกที่ไม่อาจล่วงรู้ได้ โลกนี้คล้ายเป็นเช่นเดียวกับโลกในความทรงจำของตนเอง แต่ก็คล้ายผิดแผกแตกต่าง

        หลังจากแอบฟังคำสนทนาของบ่าวไพร่คนรับใช้ในคฤหาสน์ซือหนันป๋อเจี๋ย ในที่สุดมันค่อยล่วงรู้ศักดิ์ฐานะในปัจจุบันของตนเอง ที่แท้ตนเองเป็นลูกชู้ของพระกำกับดูแลทักษิณแห่งมหานคร

        นี่เฉกเช่นกับโศกนาฏกรรมของตระกูลใหญ่ ลูกชู้อาจถูกต้าอี้มา (แม่ใหญ่) เอ้ออี้ไหน (แม่รอง) ฆ่าทิ้ง ขณะที่บิดาของตนเองคล้ายมีบุตรชายเช่นตนเองเพียงคนเดียว เพื่อสืบสายเลือดของป๋อเจี๋ย ตนเองจึงถูกส่งมายังอ่าวต้านโจวซึ่งอยู่ห่างไกลจากมหานคร

        หลายปีมานี้มันค่อยๆ คุ้นชินกับศักดิ์ฐานะที่เป็นอยู่ ถึงแม้ว่าจิตวิญญาณของผู้ใหญ่คนหนึ่งถูกกักขังอยู่ในร่างกายที่เยาว์วัย ไม่ว่าทางด้านกายภาพหรือว่าด้านสภาพจิตใจล้วนต้องผ่านการทดสอบที่แตกต่าง หากเปลี่ยนเป็นผู้คนทั่วไป คงเสียสติไป แต่ที่ประจวบเหมาะคือ เมื่อชาติปางก่อนฟ่านเซินเป็นคนป่วยด้วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง นอนโรงพยาบาลเป็นเวลาหลายปี ตอนนี้เพียงแต่ไม่สะดวกกับการเคลื่อนไหวบางประการ หากเปรียบกับสภาพอันอเนจอนาถเมื่อชาติปางก่อน นี่ไม่นับเป็นอย่างไร ดังนั้นมันในตอนนี้ฝากวิญญาณอยู่ในร่างเล็กๆ นี้ ไม่มีใดที่ปรับตัวไม่ได้

        ที่ปรับตัวไม่ได้คือชื่อในปัจจุบันของมัน เมื่อมันมีอายุครบขวบปี ซือหนันป๋อเจี๋ยที่มหานครก็ส่งจดหมายมา ตั้งชื่อมันว่าฟ่านเสียน มีชื่อรองว่าอันจือ (สงบเป็นสุข)

        ชื่อนี้ไม่ดีนัก ฟังดูคล้ายกับคำด่าทอของบ้านเกิดของมัน...ฟ่านเชียน (แปลว่าผู้ต้องสงสัย)

        แต่ว่าเปลือกนอกมันเพียงเป็นเด็กทารกผู้หนึ่ง ดังนั้นไม่สามารถสื่อสารคัดค้านได้

        เมื่อชาติปางก่อนตอนรักษาตัวในโรงพยาบาล ระยะแรกยังสามารถขยับหมุนคอ จึงขอร้องให้นางพยาบาลที่น่ารักซื้อแผ่นซีดีเถื่อนกับหนังสือมาดูฆ่าเวลา

        หลังจากพำนักในคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเปลือกนอกเย็นชาจิตใจอุ่นระอุ แท้จริงแล้วรักถนอมตนเองยิ่ง บ่าวไพร่หญิงรับใช้ในตึกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญที่ตนเองเป็นลูกชู้ของใต้เท้าป๋อเจี๋ย แต่ความปวดร้าวที่ไม่สามารถสื่อสารกับผู้คน ยังสร้างความอึดอัดขัดข้องแก่มันอยู่บ้าง

        หรือจะบอกต่อหญิงรับใช้ว่าตนเองมาจากอีกโลกหนึ่ง หรือจะบอกต่อครูสอนหนังสือว่าตนเองรู้จักหนังสือทั้งหมดในหนังสือหนังหา?

        ดังนั้นมันลักลอบออกทางประตูข้างของคฤหาสน์ป๋อเจี๋ย เล่นกับเด็กหนุ่มละแวกใกล้เคียง ทั้งเล่านิทานต่อพวกมัน บอกเล่าเรื่องราวในภาพยนตร์ในโลกของตนเอง

        มันคล้ายคิดกระตุ้นเตือนตนเองว่า ตนเองไม่ได้เป็นคนของโลกนี้ ในโลกของตนเองมีภาพยนตร์ มีอินเตอร์เน็ต มีนวนิยายประโลมโลก

        จนกระทั่งวันนี้ไม่ทราบเพราะเหตุใด มันบอกเล่าภาพยนตร์เรื่องโลกของฉู่เหมิน* บทภาพยนตร์เรื่องนี้ค่อนข้างจืดชืด ทั้งไม่มีนางเอกที่น่ารัก ดังนั้นมันทราบดีว่าเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปีของอ่านตานโจวอาจไม่ชมชอบ

        * เรื่องทรูแมนโชว์ เป็นเรื่องราวของหนุ่มชาวอเมริกันที่มีชีวิตปรกติสุข วันหนึ่งปรากฏไฟในสตูดิโอตกลงจากฟ้า นับแต่นั้นก็เกิดความผิดปรกติในชีวิตประจำวัน ในที่สุดทรูแทนพบว่าชีวิตของเขาเพียงเป็นตัวละครในรายการเรียลลิตี้ ชื่อทรูแมนแปลตรงตัวว่ามนุษย์ที่แท้จริง

        แต่ว่ามันยังเล่าออกไป

        เนื่องเพราะส่วนลึกในใจมันบังเกิดความคิดอันเหลวไหลประการหนึ่งขึ้น ตนเองเป็นคนใกล้ตายชัดๆ เหตุใดจึงจุติใหม่ในร่างนี้ ดังนั้นอดนึกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้มิได้...อาจบางทีผู้คนและท้องถนนที่เบื้องหน้า นกนางนวลที่โบยบินอยู่บนท้องฟ้า ล้วนแล้วแต่ถูกลิขิตมา

        เช่นเดียวกับฉู่เหมิน

        สุดท้านฉู่เหมินพบว่าโลกที่อาศัยอยู่เป็นสิ่งสมมติ จึงตัดสินใจแล่นเรือออกค้นหา จนค้นพบทางออก

        แต่ว่าฟ่านเซินไม่สมควรเรียกว่าฟ่านเสียนทราบดีว่าตนเองมิใช่ฉู่เหมิน หากทว่าโลกนี้ดำรงคงอยู่จริง หาใช่ฉากในโรงถ่ายภาพยนตร์ไม่

        ดังนั้นมันพบว่าการที่ตนเองเล่านิทานเพื่อกระตุ้นเตือนว่าตนเองมาจากอีกโลกหนึ่ง ความจริงเป็นพฤติการณ์อันเหลวไหลประการหนึ่ง

............

        คุณประโยชน์เพียงหนึ่งเดียวของการฟื้นคืนชีพคือ ตอนนี้มีแขนขาที่ประเปรียว สามารถกระโดดโลดเต้น การทำความรู้จักนี้สร้างความปลาบปลื้มประโลมใจแก่มัน ผู้ที่ไม่ได้ล้มป่วยเช่นมัน ยากจะรู้สึกถึงความสุขส่วนนี้ มันปลอบใจตนเองว่า นี่อาจเป็นการประทานจากฟ้าที่หยิบยื่นแก่ตนเอง

        หลังจากใช้เวลาสี่ปีเต็ม ฟ่านเสียนค่อยทำความเข้าใจกับปัญหาข้อนี้ เมื่อมีโอกาสฟื้นคืนชีพ เหตุใดตนเองไม่ใช้ชีวิตให้ดี เมื่อสวรรค์ประทานชีวิตใหม่แก่ตนเอง หากตนเองไม่ใช้ชีวิตให้เต็มที่ ไยมิใช่ไม่ไว้หน้าสวรรค์ ยกตัวอย่างตอนนี้ตนเองสามารถเคลื่อนไหว เหตุใดไม่เคลื่อนไหวให้มากไว้?

        ดังนั้นบ่าวไพร่ของคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยทราบว่าเส้าแหย (นายน้อย) ที่เกิดจากอนุภรรยาผู้นี้เป็นคนที่อยู่ว่างไม่ได้

        “เส้าแหย วิงวอนท่านรีบลงมาเถอะ”

        ยามนี้ฟ่านเสียนนั่งอยู่บนยอดสูงสุดของภูเขาจำลองในลานตึก มองดูเส้นขอบฟ้าทะเลที่ไกลตาอย่างยิ้มแย้ม

        แต่ในสายตาของหญิงรับใช้ทั้งหลาย เด็กชายอายุสี่ขวบผู้หนึ่งกลับปีนสูงถึงเพียงนี้ ทั้งยังแย้มยิ้มราวกับผู้ใหญ่ แสดงว่าเจ้าตัวน้อยเป็นโรคเสียสติแล้ว

        อย่างแช่มช้า หน้าภูเขาจำลองชุมนุมผู้คนยิ่งมายิ่งมาก บ่าวไพร่เจ็ดแปดคนล้อมภูเขาจำลองไว้

        ซือหนันป๋อเจี๋ยแม้เป็นคนโปรดของฮ่องเต้ จะอย่างไรมีบรรดาศักดิ์ไม่สูงนัก ตำแหน่งก็ไม่ใหญ่โต รายรับที่เปิดเผยก็มีไม่มาก ต่อให้มีรายรับในทางลับมากมาย ก็ไม่สามารถทุ่มให้กับมารดาและลูกชู้ของตนเอง ดังนั้นในคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยมีบ่าวไพร่ไม่มากนัก

        ฟ่านเสียนมองดูสีหน้าอันร้อนรุ่มของผู้คนที่เบื้องล่าง ทอดถอนใจพลางปีนลงจากภูเขาจำลอง กล่าวว่า “เพียงออกกำลังเล็กน้อย ร้อนรุ่มใจอันใด?”

        บ่าวไพร่ทั้งหลายคุ้นชินกับนิสัยประหลาดของเส้าแหยที่พูดจาเช่นผู้ใหญ่ ดังนั้นพบเห็นเรื่องประหลาดไม่ประหลาดใจ ชิงอุ้มมันไปอาบน้ำ

        รอจนฟ่านเสียนถูกขัดสีฉวีวรรณจนสะอาดสะอ้าน หญิงรับใช้ก็อุ้มมันออกมา ลูบคลำใบหน้ามันอย่างยิ้มแย้ม กล่าวสัพยอกว่า “เส้าแหยมีหน้าตาราวกับคุณหนูบ้านอื่น ภายภาคหน้าไม่ทราบว่าคุณหนูบ้านใดจึงมีวาสนาได้ครอบครอง?”

        ฟ่านเสียนเพียงยิ้มอย่างโง่งมไม่ตอบคำ มันยังไม่ถึงกับใช้ฝีปากของเด็กชายอายุสี่ขวบ หยอกล้อหญิงรับใช้เจี่ยเจีย (พี่สาว) อายุสิบกว่าปี รอให้มันมีอายุหกขวบ ค่อยกระทำการอันล้อเล่นเช่นนี้เถอะ

        “นอนกลางวันได้แล้ว เสี่ยวจู่จง (บรรพบุรุษน้อย)”        

        หญิงรับใช้ตีก้นของเจ้าตัวน้อย พวกนางล้วนประหลาดใจยิ่ง เส้าแหยของคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยท่านนี้แม้อายุยังเยาว์ นิสัยซุกซนอย่างสุดโต่ง แต่มีบางอย่างที่บังคับตัวเองอยู่ในกรอบอย่างเคร่งครัด

        ยกตัวอย่างเช่นนอนกลางวัน

        ผู้คนทั่วไปผ่านช่วงวัยเด็กมา จะจำได้ว่าในเวลากลางวันที่แสงอาทิตย์เฉิดฉัน ตนเองมีวีรกรรมต่อสู้กับมารร้ายที่บังคับตัวเองนอนกลางวันอย่างไร

        มารร้ายเหล่านี้เรียกว่าป้าปา (ท่านพ่อ) บ้างเรียกว่าม่ามา (ท่านแม่) บ้างเรียกว่าเหล่าซือ (ครูบาอาจารย์)

        แต่ฟ่านเสียนเส้าแหยเป็นคนที่ไม่ต้องให้ผู้คนบังคับตนเองนอนกลางวัน ทุกเวลายามเที่ยงตรง มันจะปั้นรอยยิ้มอันบริสุทธิ์ไร้เดียงสา เดินเข้าห้องนอนตัวเอง เข้านอนแต่โดยดี มิหนำซ้ำระหว่างนั้นไม่ส่งเสียงผิดปรกติแม้แต่น้อย

        ตอนแรกฮูหยินผู้เฒ่าไม่ยอมเชื่อ สั่งให้หญิงรับใช้จับตาดูเส้าแหย เข้าใจว่ามันอ้างว่าเข้านอน แท้จริงกระโดดโลดเต้นบนเตียง แต่จับตาดูอยู่ครึ่งปี พบว่าทุกครั้งเด็กชายผู้นี้หลับสนิท กระทั่งปลุกยังปลุกไม่ตื่น

        นับแต่นั้นหญิงรับใช้ไม่จับตาดูเรื่องนี้อีก ขณะที่มันนอนกลางวัน ทั้งหมดจะรออยู่ข้างนอก

        ยามนี้เป็นฤดูร้อน เหล่าหญิงรับใช้เหนื่อยล้าจนนั่งเอนหลัง พัดแพรไหมในมือโบกเป็นครั้งคราว บางครั้งปรากฏหิ่งห้อยบินผ่าน

............

        ฟ่านเสียนพอกลับเข้าห้องนอน จะปีนป่ายขึ้นเตียง เลิกเสื้อที่ปูไว้ ล้วงหยิบหนังสือเล่มหนึ่งจากในช่องลับที่ตนเองแอบคว้านไว้

        หน้าปกของหนังสือเป็นสีเหลือง คล้ายผ่านเวลานานปี ภายในไม่มีตัวหนังสือแม้สักตัวเดียว แต่ตรงมุมปักลวดลายซึ่งไม่ทราบเป็นความหมายใด ลายเส้นสุดท้ายม้วนขึ้น คล้ายกับก้อนเมฆ และคล้ายกับมุมแขนเสื้อโบราณ

        ฟ่านเสียนพลิกเปิดหนังสือเบาๆ พอพลิกถึงหน้าที่เจ็ด เห็นวาดรูปบุรุษในร่างเปลือยผู้หนึ่ง บนร่างปรากฏลายเส้นสีแดงคล้ายเลือนหายแต่ไม่เลือนหาย ไม่ทราบว่าวาดจากวัสดุอันใด ทำให้คนดูเกิดภาพหลอนชนิดหนึ่ง ราวกับว่าลายเส้นเหล่านี้เคลื่อนตัวไปตามทิศทางอันใดอย่างช้าๆ

        ฟ่านเสียนทอดถอนใจ เปลือกนอกของตนเองมีอายุเพียงสี่ขวบ ดังนั้นไม่กล้าแสดงออกถึงลักษณะนิสัยเกินไป ดีที่ยังมีหนังสือเล่มนี้ช่วยฆ่าเวลาที่น่าเบื่อให้กับตนเอง

        หนังสือเล่มนี้เป็นชายหนุ่มตาบอดที่เรียกว่าอู่จู๋ (ไผ่ที่ห้า) ทิ้งไว้ให้กับตนเอง

        ฟ่านเสียนจำได้ว่าชายหนุ่มตาบอดนั้นเป็นบ่าวรับใช้ของมารดาในโลกนี้

        ครั้งกระโน้นขณะที่มันถูกจำกัดอยู่ในร่างของทารกน้อย เคยอาศัยอยู่ในอ้อมอกของชายหนุ่มนั้น จากมหานครมาถึงอ่าวชายฝั่งทะเล อาจบางทีอีกฝ่ายเข้าใจว่าตนเองยังแบเบาะ จดจำอันใดไม่ได้ แต่จิตวิญญาณของฟ่านเสียนมิใช่ทารกแบเบาะที่ไม่รู้ความ ตลอดรายทางดูออกว่าชายหนุ่มตาบอดแสดงความห่วงอาทรต่อเด็กทารกเช่นตนเองอย่างจริงใจ หาได้เสแสร้งแกล้งดัดไม่

        แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด หลังจากที่ชายหนุ่มตาบอดส่งตนเองมาถึงคฤหาสน์ป๋อเจี๋ยก็ผละจากไป ไม่ว่าฮูหยินผู้เฒ่าเหนี่ยวรั้งอย่างไรก็ไม่สำเร็จ

        ก่อนที่มันจะจากไป ได้จัดวางหนังสือเล่มนี้อยู่ข้างตัวของทารกแบเบาะ

        ฟ่านเสียนความจริงนึกสงสัยต่อเรื่องนี้อยู่บ้าง หรือว่าบ่าวรับใช้ผู้นี้ไม่กลัวตนเองฝึกปรือสะเปะสะปะ จากนั้นครุ่นคิดก็ล่วงรู้สาเหตุ ตนเองยังเป็นทารกแบเบาะ เป็นไปไม่ได้ที่รู้จักตัวหนังสือ ย่อมไม่กลัวว่าจะฝึกปรือจนเกิดเหตุแทรกซ้อนขึ้น

        แต่ฟ่านเสียนประจวบกับรู้จักหนังสือ ประจวบกับหลังจากเกิดเหตุการณ์ฟื้นคืนชีพมา มันกระทั่งเรื่องของภูตผีเซียนวิเศษยังเชื่อโดยสนิทใจ ยิ่งเชื่อว่าหนังสือที่คล้ายเก็บรักษาอยู่ในห้องอุปกรณ์การแสดงของโรงถ่ายภาพยนตร์โทรทัศน์ของทีวีบีแห่งฮ่องกงเป็นเคล็ดวิชาฝึกกำลังภายในแขนงหนึ่ง

        แต่น่าเสียดายที่ไม่มีตัวหนังสือ ไม่เช่นนั้นตนเองสามารถสอบถามเด็กทั้งหลายดูว่า เคล็ดวิชากำลังภายในนี้ร้ายกาจหรือไม่        

        นึกถึงตอนนี้ ฟ่านเสียนต้องหัวร่อออกมา เมื่อสวรรค์ให้ตนเองฟื้นคืนชีวิตใหม่ ตนเองยิ่งต้องรักถนอมให้มากไว้ ในโลกปัจจุบันไม่มีวิชากำลังภายใน ต่อให้เคล็ดวิชานิรนามนี้ไม่ลือลั่นสนั่นฟ้า ยังอดฝึกปรือตั้งแต่อายุหนึ่งขวบมิได้

        นี่เปรียบกับการฝึกปรือตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา สมควรไม่อ่อนด้อยกว่าเท่าใด

        ต่อให้ผู้คนทั้งแผ่นดิน รวมทั้งปรมาจารย์ที่มวลมนุษย์เทิดทูนดั่งเทพเจ้าก็ไม่สามารถฝึกวิชากำลังภายในตั้งแต่แรกเกิดเช่นเดียวกับฟ่านเสียน

        นี่สมควรบอกว่าเป็นนกโง่เขลาโบยบินก่อน

        อย่าว่าแต่ตนเองสมควรไม่โง่เขลากว่าเหล่าชายหนุ่มที่แรกเข้าสู่มรรคาวิชาบู๊กระมัง

        นึกถึงตอนนี้ รู้สึกมีพลังลมปราณที่เด่นชัดโคจรหมุนเวียนอยู่ภายในกาย ตามเส้นสายที่บรรยายไว้ในหนังสืออย่างช้าๆ ความรู้สึกนั้นสุขสบายยิ่ง คล้ายกระแสน้ำอันอบอุ่นชำระล้างอวัยวะภายในทุกส่วนในร่างกาย

        อย่างแช่มช้า ฟ่านเสียนเข้าสู่ภวังค์หลับลึก หลับใหลบนเตียงอย่างเป็นสุข

หนังสือแนะนำ

Special Deal