นางพญาผมขาว เล่ม 1

บทที่ 4 ค่ายกลสัตตพิฆาต บัญญัติเคล็ดกระบี่ (หน้า 2)

          ฮ่วมต๊กแม้ถูกกระบี่แทงใส่ แต่รับบาดเจ็บไม่มากนัก ส่งเสียงขู่คำราม ยังคงโถมจู่โจม ชายชราผอมซูบกลับสังเกตเห็นโต๊ะอิดพั้งชะลอเพลงกระบี่ สะกิดความสงสัยใจขึ้น

          ชายชราผอมซูบขณะจะถามไถ่ โต๊ะอิดพั้งขวับขวับสองกระบี่ ต้านทานสภาวะจู่โจมของอสุรีหยก ขณะที่ถอยร่น พลันร้องบอกที่ข้างหูของชายชราผอมซูบว่า “เอ่งซิวเอี้ยงผู้อาวุโส”

          ชายชราผอมซูบพลันได้ยินโต๊ะอิดพั้งเรียกหาชื่อของมัน รีบรับคำคราหนึ่ง เข้าใจว่าโต๊ะอิดพั้งเป็นบุคคลที่แต้อั้งไท้นัดหมายมา ยังไม่เคยพบหน้ามัน จึงเรียกขานแสดงความเคารพ ขณะจะร้องบอกให้โต๊ะอิดพั้งระมัดระวังตัว โต๊ะอิดพั้งพลันเสือกแทงกระบี่มาถึง

          ชายชราผอมซูบเอ่งซิวเอี้ยงตื่นตระหนกยิ่ง หดตัวคราหนึ่ง ตวาดว่า “ท่านเสียสติแล้วหรือ?”

          โต๊ะอิดพั้งใช้กระบี่ปานจักรผัน ตวาดว่า “ข้าพเจ้าจะฆ่าโจรทรยศท่านที่ลอบติดต่อกับแมนจูก่อน”

          เอ่งซิวเอี้ยงสะท้านขึ้นคราหนึ่ง ม้วนแส้ปัดเหล็กใส่ อสุรีหยกร้องเสียงเกรี้ยวกราดว่า “ที่แท้ท่านผู้นี้ลอบติดต่อกับแมนจูจริงๆ” พลางคุมกระบี่ดุจสายรุ้ง โถมแทงใส่เอ่งซิวเอี้ยง แต้อั้งไท้กับเตี่ยเท้งรีบหนุนเนื่องเข้าช่วยเหลือ จิ้งจอกหน้าหยกยื่นพู่กันคู่ออก จี้ใส่จุดจี่ตึ้งที่กลางหลังโต๊ะอิดพั้ง โต๊ะอิดพั้งวกกระบี่กลับหลัง หันไปต่อสู้กับมัน

          เมื่อเป็นเช่นนี้ สภาพค่ายกลปั่นป่วนวุ่นวาย กลับกลายเป็นอสุรีหยกกับโต๊ะอิดพั้งเคียงบ่าเคียงไหล่ ใช้กระบี่คู่รับมือเอ่งซิวเอี้ยงกับแต้อั้งไท้และพวกทั้งหก แต้อั้งไท้ร้องดังๆ ว่า “โต๊ะอิดพั้ง ท่านเป็นทายาทตระกูลขุนนาง ไฉนกลับช่วยเหลือนางโจร เมื่อกลับไปเข้าพบไทจือ (รัชทายาท) จะมีคำว่ากล่าวอย่างไร?”

          อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านกับเอ่งซิวเอี้ยงสาบานเป็นพี่น้อง คนหนึ่งออกนอกกำแพงใหญ่ คนหนึ่งปะปนอยู่ภายในวัง มันลอบติดต่อกับแมนจู ท่านก็ไม่รอดพ้นจากส่วนเกี่ยวข้อง” พลางขยับกระบี่วิเศษ สาดประกายเย็นเยียบ ทั่วสี่ทิศแปดทางก็เต็มไปด้วยเงาร่างอสุรีหยก ชวนให้ผู้คนตาลายพร่าพราย

          โต๊ะอิดพั้งใช้กระบี่สัมพันธ์ ก็อยู่ภายใต้รัศมีกระบี่คุ้มครองของนาง เร่งเร้าจู่โจม การต่อสู้ดำเนินไปชั่วขณะ ฮ่วมต๊กรับบาดเจ็บก่อนพละกำลังเสื่อมถอย ถูกอสุรีหยกฟันนิ้วขาดไปสี่นิ้ว แผดร้องคำหนึ่งคิดล่าถอยออกจากวง

          อสุรีหยกพลันลอยตัวขึ้น กระบี่ในมือขวากวัดแกว่งเป็นวง ปัดป่ายอาวุธของแต้อั้งไท้และพวกเบนเบือน มือซ้ายตะปบปราด ก็ตะปบคร่ากุมร่างของฮ่วมต๊กขึ้นจากพื้น ยิ้มพลางกล่าวว่า “วิชามือวชิระของท่านสู้ข้าพเจ้าไม่ได้”

          ขาดคำ สะบัดเหวี่ยงร่างฮ่วมต๊กลอยลิ่วลงจากยอดเขาฮั้วซัว ในลมภูเขาพัดกระหน่ำ บังเกิดเสียงแผดร้องโหยหวนเคลื่อนห่างออกไป สั่นสะท้านจิตใจของแต้อั้งไท้และพวกจนหวั่นไหว

          อสุรีหยกจ่อซ้ายจี้ขวา ชี้หน้าวกหลัง ฟันกระบี่ไปรอบข้าง ทุกกระบี่เผ็ดร้อนรุนแรง บวกกับเจ็ดสิบสองท่าเพลงกระบี่สัมพันธ์สำนักบู๊ตึงของโต๊ะอิดพั้ง ความพิสดารกับเที่ยงธรรมเกื้อหนุนกัน เต็มไปด้วยความร้ายกาจนัก

          เอ่งซิวเอี้ยงและพวกทั้งห้าแม้เป็นยอดฝีมือ ได้แต่ปิดป้องต้านรับโดยไม่อาจตีโต้กลับคืน ต่อสู้ถึงตอนท้าย อสุรีหยกพลันตวาดว่า “ข้าพเจ้าจะเปิดฉากฆ่าฟันแล้ว แชซ้งเต้าหยิน มือกระบี่ซงเอี้ยงพวกท่านความจริงเป็นฝ่ายธัมมะ หากยังไม่ถอนตัวล่าถอย จะมีสภาพเฉกเช่นหยกศิลาล้วนแหลกลาญแล้ว”

          เสียงตวาดของอสุรีหยกนี้ เท่ากับชี้แนะหนทางรอดให้แก่ทั้งสอง แชซ้งเต้าหยินกับมือกระบี่ซงเอี้ยงเตี่ยเท้งพลันรั้งกระบี่กลับ กระโดดออกจากวง กล่าวขอบคุณคำหนึ่ง วิ่งตะบึงลงจากเขา

          เอ่งซิวเอี้ยงหน้าขาวซีด แต้อั้งไท้อกสั่นขวัญแขวน อสุรีหยกใช้ออกกระบี่แล้วกระบี่เล่า ยิ่งมายิ่งรวดเร็ว เอ่งซิวเอี้ยงพลันพุ่งถอยไปด้านหลัง ตวัดมือซัดมีดบินห้าเล่มพุ่งใส่อสุรีหยกดุจสายฟ้า

          อสุรีหยกหัวร่อดังกังวาน กล่าวว่า “เศษโลหะเหล่านี้มีประโยชน์อันใด?” พลางวกกระบี่เป็นวง มีดบินทั้งห้าเล่มล้วนหักสะบั้นพุ่งย้อนกลับไป หาคาดไม่ว่าเอ่งชิวเอี้ยงเปลือกนอกจู่โจม แท้ที่จริงเป็นเครื่องอำพราง พอซัดมีดบินออก ก็ล้มตัวลง กลับเกลือกกลิ้งลงจากเขาฮั้วซัว

          แต้อั้งไท้ก็รั้งกงล้อคู่กลับ กระโดดปราดขึ้นสูงหนึ่งวา คิดหลบหนีตามหลังเอ่งซิวเอี้ยงไป

          อสุรีหยกตวาดว่า “หนีไปที่ใด?”

          ทางด้านจิ้งจอกหน้าหยกก็จู่โจมหลอกล่อ ลอยตัวหลบหนีไปอีกทางหนึ่ง พลังฝีมือคนผู้นี้อ่อนด้อยกว่าแต้อั้งไท้ วิชาตัวเบากลับเหนือล้ำกว่าแต้อั้งไท้

          อสุรีหยกมองปราดเดียวก็จำแนกความเหลื่อมล้ำต่ำสูงออก นางแค้นจิ้งจอกหน้าหยกเมื่อครู่กล่าววาจาลวนลาม ดังนั้นโผพุ่งร่างไล่ติดตาม ตวัดมือผุดผ่อง ซัดเข็มสะกดร่างสามเล่ม พุ่งใส่จุดเส้นบนร่างจิ้งจอกหน้าหยกจนหมดสิ้น

          จิ้งจอกหน้าหยกแผดร้องโหยหวน ส่ายร่างโงนเงนแทบล้มลง อสุรีหยกติดตามไป แทงซ้ำอีกกระบี่ ตวัดเท้าเตะซากศพของจิ้งจอกหน้าหยกร่วงหล่นลงจากยอดเขา          

          โต๊ะอิดพั้งพลันร้องว่า “เลี่ยงโกวเนี้ย คร่ากุมผู้แซ่แต้ไว้สำคัญกว่า”

          อสุรีหยกค่อยได้คิด ถือกระบี่ไล่ติดตาม แต้อั้งไท้ก็กลิ้งตัวลงถึงไหล่เขาแล้ว มองแต่ไกลเพียงเงาดำจุดหนึ่ง อสุรีหยกจึงร้องว่า “ตาม”

          ทันใด บริเวณกึ่งกลางภูเขาบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “มิต้องรีบร้อน ข้าพเจ้าคร่ากุมมันให้แก่ท่านแล้ว”

          ยามนั้นร่องรอยผู้คนยังไม่ปรากฏ สุ้มเสียงกลับได้ยินอย่างชัดเจน อสุรีหยกใจหายวาบ ทราบว่าวิชาท้วงอิมยิกมิก (ถ่ายทอดเสียงทางลมปราณ) นี้ มีความลึกล้ำพิสดารยิ่ง

          ควรทราบว่าการถ่ายทอดเสียงจากที่สูง ที่ต่ำได้ยินโดยง่ายดาย หากถ่ายทอดเสียงขึ้นจากที่ต่ำ คนอยู่ที่สูงยากจะได้ยิน ฟังจากสุ้มเสียงคนผู้นี้ไม่ก้องกังวานนัก คล้ายสนทนากับผู้คนที่ไหล่เขา กลับได้ยินอย่างชัดแจ้งทุกกระทงความ

          อสุรีหยกลอบนับถือเลื่อมใส พอเพ่งตามอง เห็นคนผู้หนึ่งพุ่งร่างดุจดาวตก เสียงถึงคนถึง กลับเป็นบุรุษหนุ่มหน้าสี่เหลี่ยมใบหูใหญ่อายุสามสิบเศษผู้หนึ่ง ที่ซอกแขนหนีบร่างคนผู้หนึ่ง พอขึ้นถึงบนยอดเขาก็ปล่อยวางลง คนที่ถูกหนีบร่างอยู่เป็นแต้อั้งไท้เอง

          คนผู้นี้กวาดมองอสุรีหยกแวบหนึ่ง ถามว่า “ท่านคืออสุรีหยกหรือ? ท่านผู้นี้เป็นใคร?”

          เลี่ยงงี้เซี้ยงแม้อาศัยฉายาอสุรีหยก สะท้านทั่วทั้งยุทธจักร แต่ไม่ชมชอบให้ผู้อื่นเรียกหานางต่อหน้าเป็น “อสุรีหยก” ดังนั้นแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “ใช่แล้วจะเป็นไร?”

          ส่วนโต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างสำรวมว่า “ผู้น้องเป็นศิษย์เจ้าสำนักบู๊ตึงจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง แซ่โต๊ะนามอิดพั้ง ขอถามนามสูงส่งของท่าน อีกทั้งสำนักอาจารย์”

          คนผู้นั้นกล่าวว่า “ผู้น้องเรียกว่างักเม้งคอ พวกเราหารือเรื่องสำคัญก่อน ค่อยสนทนาถึงสำนักอาจารย์ พวกท่านตระเตรียมจัดการกับคนผู้นี้อย่างไร?”

          อสุรีหยกกล่าวว่า “มันเมื่อถูกท่านคร่ากุมไว้ ล้วนแล้วแต่ท่านตัดสินใจ”

          งักเม้งคอยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเรามิต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของฝ่ายมิจฉาชีพ ข้าพเจ้ารู้จักคนผู้นี้ไม่มากนัก มันเป็นพวกเดียวกับโจรเฒ่าแซ่เอ่งหรือ?”

          อสุรีหยกยิ่งไม่พอใจ ที่แท้นางเป็นนางโจร แต่ไม่ยินดีที่ผู้อื่นบอกว่านางเป็นนางโจร งักเม้งคอพอเอ่ยปาก ก็กล่าวคำ “กฎเกณฑ์ของฝ่ายมิจฉาชีพ” เท่ากับสะกิดปมด้อยของนาง

          โต๊ะอิดพั้งจึงกล่าว “ถูกแล้ว มันเป็นราชองครักษ์ของไทจือ กาลก่อนเป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งค่ายตะวันตก”

          งักเม้งคอมองดูโต๊ะอิดพั้ง ยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้โต๊ะเฮียเร่งรุดมาร่วมชุมนุมกับพวกมันเมื่อคน มิน่าเล่าจึงล่วงรู้ที่มาของพวกมันโดยกระจ่าง”

          โต๊ะอิดพั้งหน้าแดงวูบหนึ่ง ค่อยทราบว่างักเม้งคอเป็นอาคันตุกะประหลาดที่เมื่อคืนส่งเสียงแค่นหัวร่อ ดังนั้นกล่าวว่า “ผู้น้องหลงคบหากับโจรร้าย บังเกิดความละอายใจ เอ่งซิวเอี้ยงลอบติดต่อกับแมนจู แต้อั้งไท้ก็คงเป็นสายให้แก่แมนจู”

          แต้อั้งไท้กลิ้งตัวตามพื้นดิน อสุรีหยกพลันยกเท้าเหยียบใส่มัน ที่แท้แต้อั้งไท้สำนึกตัวว่าไม่อาจหนีรอดได้ ขณะจะกัดลิ้นฆ่าตัวตาย หาคาดไม่ว่าอสุรีหยกล่วงรู้วิธีการของชาวยุทธจักร ยื่นปลายเท้าเหยียบกรามล่างของมันหัก คนอ้าปากค้าง ไม่สามารถหุบลง

          อสุรีหยกยังไม่แยแสสนใจมัน กล่าวถามโต๊ะอิดพั้งว่า “ท่านทราบได้อย่างไรว่า เอ่งซิวเอี้ยงลอบติดต่อกับฝ่ายแมนจู?”

          โต๊ะอิดพั้งลังเลเล็กน้อย ไม่กล้าตอบคำ

          อสุรีหยกจึงกล่าว “ข้าพเจ้าระแวงสงสัยว่ามันลอบติดต่อกับแมนจู สองปีมานี้ จึงถล่มรังเก่าของมันสามครั้งครา บีบบังคับมันนัดต่อสู้กับข้าพเจ้าบนยอดเขาฮั้วซัว เฮอะ คิดไม่ถึงท่านก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่มันนัดแนะมาช่วยเหลือ”

          งักเม้งคอก็เพ่งตาวาววับ จับจ้องมองโต๊ะอิดพั้ง โต๊ะอิดพั้งครุ่นคิดขึ้น ‘คราครั้งนี้เข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง อสุรีหยกดูไปแม้ลงมือด้วยอำมหิต ยังสามารถจำแนกความผิดถูก หาญกล้าดุจวีรสตรี บุรุษหนุ่มแซ่งักผู้นี้องอาจสง่างาม กอปรด้วยคุณธรรม ทั้งสองเมื่อพอล่วงรู้ต้นเหตุของเรื่องราวอยู่บ้าง ทั้งระแวงสงสัยเรา สมควรบอกกล่าวต่อทั้งสองให้กระจ่างชัด’

          ครั้งแล้วโต๊ะอิดพั้งบอกเล่าเรื่องราวที่เม่งฉั่งก่อนตายบ่งบอกความลับ และแต้อั้งไท้ขอร่วมทางกับเขาออกไป อสุรีหยกค่อยแย้มยิ้มอย่างอ่อนหวาน กล่าวว่า “ข้าพเจ้าทราบว่าท่านมิใช่บุคคลเยี่ยงนั้น ไม่เช่นนั้นชีวิตน้อยๆ ของท่านคงจบสิ้นแต่แรก”

          จากนั้นนางค่อยหันหน้าหาแต้อั้งไท้ กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เป็นไร ไม่สบายหรือไร? ต้องการให้ข้าพเจ้ารักษาพยาบาลให้แก่ท่านหรือไม่?”

          น้ำเสียงนุ่มนวล คล้ายห่วงใยกังวลยิ่ง แต้อั้งไท้กลับเหลือกตาขึ้นแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ

          อสุรีหยกยกเท้าขึ้น เหยียบใส่กลางหลังแต้อั้งไท้เบาๆ คราครั้งนี้แต้อั้งไท้ไม่อาจทนทานได้ รู้สึกคล้ายมีเข็มแหลมคมนับร้อยๆ พันๆ ทิ่มแทงใส่อวัยวะภายใน แม้คิดกัดลิ้นฆ่าตัวตาย ปากก็หุบไม่ลง

          อสุรีหยกกล่าวสำทับว่า “ยังไม่รับสารภาพหรือ? ปากท่านแม้ไม่สามารถกล่าววาจา มือยังสามารถเคลื่อนไหว รีบขีดเขียนนามของพวกพ้องท่านลงบนพื้น ไม่เช่นนั้นยังมีความเจ็บปวดทรมานติดตามหลัง”

          แต้อั้งไท้ดำรงตำแหน่งหัวหน้าขบวนค่ายตะวันตก ระหว่างสอบปากคำผู้ต้องสงสัย ไม่ว่าทัณฑ์ทรมานอันใดล้วนเคยใช้ออก คิดไม่ถึงกฎแห่งกรรมเวียนสนอง คืนนี้ถูกอสุรีหยกสอบสวน ร่างกายได้รับความเจ็บปวดยิ่งกว่ารับทัณฑ์ทรมานทั้งมวล อดสารภาพออกมามิได้ ใช้นิ้วมือขีดเขียนชื่อบุคคลหลายชื่อบนพื้น ยามเจ็บปวดทรมาน ตัวหนังสือจึงโย้ไปเย้มา

          อสุรีหยกถามอีกว่า “คนเหล่านี้มีความเป็นมาอย่างไร?”

          แต้อั้งไท้ขีดเขียนคำ “องครักษ์ภายในวัง” อยู่ใต้ชื่อแรกทั้งสามชื่อ และเขียนคำ “โจรมิจฉาชีพ” อยู่ใต้ชื่อหลังทั้งสองชื่อ อสุรีหยกตวาดถามว่า “ยังมีหรือไม่?”

          แต้อั้งไท้หลั่งเหงื่อโซมหน้า เขียนคำ “ไม่มีแล้ว” อสุรีหยกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เชื่อ ยังมีเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและขุนนางบ้านเมืองเล่า?”

          แต้อั้งไท้ขีดเขียนอักษรว่า “เราไม่ทราบจริงๆ ท่านอ๋องแมนจูกำหนดให้เราติดต่อกับบุคคลทั้งห้านี้”          

          อสุรีหยกแค่นเสียงดังเฮอะ กล่าวว่า “ท่านคิดปิดบังอำพราง?” พลางเตะใส่ตำแหน่งใต้ซอกแขนของแต้อั้งไท้อีกเท้าหนึ่ง แต้อั้งไท้เจ็บปวดสาหัสปางตาย เกลือกกลิ้งตามพื้นดินชั่วขณะ ค่อยยื่นนิ้วขีดเขียนอักษรบนพื้น แต่ผ่านไปเนิ่นนาน ยังไม่ได้ขีดเขียนแม้สักชื่อเดียว คล้ายกับเค้นสมองครุ่นคิดว่า สมควรเขียนชื่อผู้ใดดี

          โต๊ะอิดพั้งอดกล่าวมิได้ว่า “เลี่ยงโกวเนี้ย ข้าพเจ้าคาดว่ามันไม่ทราบจริงๆ ท่านลงทัณฑ์คาดคั้น เกรงว่ามันจะรับสารภาพวุ่นวาย สร้างเภทภัยให้แก่คนดี”

          อสุรีหยกกล่าวถามว่า “ท่านทราบได้อย่างไรว่ามันรับสารภาพวุ่นวาย?”

          โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ท่านดูสีหน้าท่าทีมัน แสดงว่ากำลังนึกเปรียบเทียบในใจ ดูว่าพวกพ้องใดไม่คุ้นเคยกับมัน จะเขียนชื่อคนผู้นั้น เลี่ยงโกวเนี้ย ท่านยังคงหยิบยื่นความตายให้แก่มันโดยสะดวกดายเถอะ”

          อสุรีหยกกล่าวว่า “ท่านกลับมีจิตใจเมตตากรุณา”

          ในที่สุดตวัดเท้าเตะใส่จุดชีวิตที่กลางหลังแต้อั้งไท้ แต้อั้งไท้กระอักโลหิตจากปากคำหนึ่ง หลับตาทั้งสองสิ้นใจตาย

          โต๊ะอิดพั้งยื่นหน้าถึงข้างใบหูอสุรีหยก กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าพเจ้าไม่ชมชอบท่านป่าเถื่อนโหดร้ายถึงเพียงนี้ ยิ่งไม่ชมชอบท่านอารมณ์แปรปรวนไม่แน่นอน ท่านประพฤติเช่นนี้ ผู้ใดกล้าใกล้ชิดสนิทสนมกับท่าน?”

          อสุรีหยกงงงันวูบ หากเป็นบุคคลอื่นกล่าวคำพูดนี้ นางคงต้องมีโทสะ แต่ตอนนี้เป็นโต๊ะอิดพั้งบอกกล่าว นางคล้ายถูกน้ำเย็นราดรดลงยังศีรษะ ครุ่นคิดขึ้น ‘มิน่าเล่าผู้อื่นล้วนเกรงกลัวเรา เราเจ้าอารมณ์ผู้อื่นบังเกิดความครั่นคร้าม เราเองก็รู้สึกเป็นรสชาติสุดทนทาน’ ดังนั้นตอบเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณในคำเตือนของท่าน”

          โต๊ะอิดพั้งมองดูซากศพของแต้อั้งไท้ พลันร้องโพล่งว่า “ผิดท่าแล้ว”

          อสุรีหยกถามว่า “ผิดท่าอันใด?”

          โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากับมันออกจากนครหลวง ขึ้นสู่มณฑลเซียมไซด้วยกัน มันเสียชีวิตอย่างเลอะเลือนงมงาย ไทจือไยมิใช่คิดสืบสาวราวเรื่อง?”

          งักเม้งคอยิ้มพลางกล่าวว่า “ปัญหานี้คลี่คลายโดยง่ายดาย” พลางชักกระบี่ ฟันศีรษะของแต้อั้งไท้หลุดจาบ่า หย่อนลงในถุงหนังข้างเอว กล่าวอีกว่า “ผู้น้องกับฮิ้มเก็งเลียกมีไมตรีคบหากัน ฮิ้มเก็งเลียกได้รับพระบัญชาให้พิทักษ์รักษาชายแดน มีจดหมายถึงผู้น้อง ให้ไปช่วยดูแลภารกิจในกองทัพ คราครั้งนี้ข้าพเจ้าเดินทางเข้านครหลวงไปรายงานตัวค่อยติดตามฮิ้มเก็งเลียกออกนอกด่าน เมื่อบรรลุถึงนครหลวง ย่อมมีคำรายงานต่อไทจือ”

          โต๊ะอิดพั้งยินดียิ่ง รีบกล่าวขอบคุณ ขณะจะอำลาจากกัน อสุรีหยกพลันกล่าวว่า “นี่ ท่านที่แท้เป็นยอดคนสำนักใด ข้าพเจ้าคิดรับทราบวิทยายุทธของท่าน”

          งักเม้งคอหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ท่านหลังจากผ่านการต่อสู้ ใช่พักผ่อนฟื้นฟูเรี่ยวแรงแล้วหรือไม่?”

          อสุรีหยกกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ข้าพเจ้าสามารถต่อสู้กับท่านจนฟ้าสางสว่าง”

          งักเม้งคองอนิ้วดีดใส่ตัวกระบี่ ยิ้มพลางกล่าวว่า “หากมิใช่รับทราบวิชาฝีมือของท่าน ข้าพเจ้ายังไม่เดินทางถึงภูเขาฮั้วซัว โต๊ะเฮีย เมื่อครู่ท่านถามถึงสังกัดสำนักอาจารย์ข้าพเจ้า รอสักครู่ท่านชมดูอสุรีหยกนางนี้จะทราบเอง”

          โต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “อยู่ดีๆ ไยต้องประลองกระบี่กัน?”

          งักเม้งคอกล่าวว่า “บนกระดานหมากรุก พานพบคู่มือทัดเทียม อดคันไม้คันมือมิได้ โต๊ะเฮีย หากท่านไม่มีเรื่องราวใด ก็ชมดูหมากของพวกเรากระดานนี้เถอะ”

          อสุรีหยกลอบด่าในใจ เด็กน้อยที่ไม่ทราบความร้ายกาจ เห็นได้อย่างไรว่าท่านเป็นคู่มือทัดเทียมกับเรา? ยามนั้นจงใจปล่อยให้งักเม้งคอยึดครองตำแหน่งอันมีเกียรติ นางเองยืนประจำตำแหน่งล่าง ตั้งท่าตระเตรียมพร้อม ยกกระบี่เสมออก ยิ้มพลางกล่าวว่า “เชิญป้อนกระบวนท่า”

          งักเม้งคอกับอสุรีหยกยืนเผชิญหน้า ผนึกสติสมาธิ เนิ่นนานยังมิขยับเคลื่อนไหว ทันใด งักเม้งคอขยับสั่นพลิ้วคมกระบี่ ตวาดว่า “ระวัง”

          เสียงขาดคำ ปลายกระบี่แผ่พุ่งประกายเย็นยะเยียบแทงใส่หัวไหล่อสุรีหยก

          อสุรีหยกยกกระบี่ยื่นนำ สภาวะกระบี่มุ่งไปทางซ้ายชัดๆ แต่แล้ววกอ้อมเป็นวงแต่กลางคัน คมกระบี่ฟันย้อนไปทางขวา

          งักเม้งคอหมุนตัวขวับใหญ่ กระบี่วิเศษใช้ออกด้วยท่าพ้วงเล้งจิบจ้วง (มังกรขนดหมุนตัว) กระบี่ของอสุรีหยกฟันเฉียดผ่านเบื้องบนศีรษะมันไป ส่วนมันพอหมุนตัว ท่ากระบี่จึงจ่อจี่ใส่อสุรีหยก

          โต๊ะอิดพั้งชมดูจนตื่นตระหนกยิ่ง เห็นอสุรีหยกฉุดลากกระบี่วิเศษลง คลี่คลายสภาวะจู่โมของงักเม้งคอไปได้ ค่อยขยับกระบี่แทงสวนขึ้นไป ปลายกระบี่สั่นพลิ้ว กลับแทงใส่ดวงตาของงักเม้งคอ

          โต๊ะอิดพั้งใจหายวาบอีกครา มิคาดงักเม้งคอพลิกแพลงกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว ขวางกระบี่ผลักออก ปิดสกัดท่ากระบี่ของอสุรีหยกไว้ได้

          โต๊ะอิดพั้งได้ยินทั้งสองล้วนอุทานดังเอ๊ะ เมื่อเพ่งมองดูใหม่กระบี่ทั้งสองยันกันไว้ โต๊ะอิดพั้งถึงกับชมดูจนหัวใจสะท้านหวั่นไหว พลันได้ยินงักเม้งคอตวาดว่า “ไป!”          

          อสุรีหยกลอยตัวขึ้น แต่สภาวะท่วงท่าไม่ผ่อนช้าลง กลับใช้ออกด้วยท่าปวยเจี้ยวเต้าลิ้ม (วิหคเหินคืนรัง) คนคุมกระบี่ บินจู่โจมลงจากกลางหาว งักเม้งคอตวัดกระบี่ด้วยท่ากื่อฮ้วยเลี้ยวเทียน (ชูไฟก่อกวนฟ้า) กระบี่ทั้งสองเล่มเกิดการปะทะกันคราหนึ่ง

          อสุรีหยกหยิบยืมพลังสั่นพลิ้วที่พลังกระบี่ หงายร่างตีลังกาสะบัดกระบี่ขวับขวับหลายกระบี่ โถมแทงใส่กลางหลังงักเม้งคอ นี่ไหนเคยคล้ายเป็นการประลองกระบี่ เปรียบกับการต่อสู้ในค่ายกลสัตตพิฆาตเมื่อครู่ ยังตื่นเต้นระทึกขวัญกว่า

          โต๊ะอิดพั้งขณะจะเข้าไปไกล่เกลี่ยคลี่คลาย งักเม้งคอก็ฟันกระบี่กลับหลัง ต้านทานเอาไว้ อสุรีหยกชิงรุกไล่หลายกระบวนท่า งักเม้งคอคลี่คลายด้วยความสุขุมหนักแน่น ชั่วพริบตากลับพลิกสถานการณ์เป็นสู้เสมอกัน

          อสุรีหยกมีกระบวนท่าประหลาดล้ำ มองผาดๆ อยู่หน้า พลันวกไปด้านหลัง ดูเผินๆ อยู่ซ้าย พลันกลับกลายเป็นอยู่ขวา บัดเดี๋ยวคล้ายเหยี่ยวเหินนภา บัดเดี๋ยวราวพยัคฆ์หมอบพสุธา บัดเดี๋ยวประดุจงูน้ำเลื้อยคลาน บัดเดี๋ยวดั่งมังกรข้ามหุบเหว ท่าร่างประหนึ่งสายน้ำรี่ไหลสภาวะกระบี่แผ่วพลิ้วกรีดกราย

          งักเม้งคอหาประหวั่นพรั่นพรึงไม่ เพลงกระบี่มิสับสนวุ่นวายพบกระบวนท่าคลี่คลายกระบวนท่า ยามรุกคล้ายอสนีบาตฟาดฟ้า ยามรับดุจดั่งห้วงมหรรณพอันไพศาล บนยอดเขาฮั้วซัวบังเกิดกระแสลมเย็นกระพือพัด จันทร์ดาราหม่นหมองศรี เห็นพลังกระบี่แผ่กระจายประกายกระบี่พร่าพรายตา ทั้งสองผลัดกันรุกรับ กลับหักล้างกันสามร้องกระบวนท่า

          โต๊ะอิดพั้งเป็นศิษย์ของมือกระบี่อันดับหนึ่งแห่งแผ่นดิน ชมดูจนนับถือเลื่อมใสยิ่ง เพลงกระบี่ของทั้งสองลึกล้ำพิสดาร คล้ายยังสูงเยี่ยมกว่าเพลงกระบี่บู๊ตึง หลังจากเฝ้าดูอยู่ครู่หนึ่ง พลันสะกิดความสงสัยใจขึ้นมา

          เพลงกระบี่ของทั้งสอง ดูไปผิดแผกแตกต่าง แต่พอเฝ้าดูเป็นเวลานาน กลับมีส่วนคลับคล้าย แนวทางกระบี่ของงักเม้งคอสับสนยิ่งมีทั้งของสำนักง่อไบ๊ ของสำนักซงเอี้ยง ของสำนักเสียวลิ้ม ยังมีของสำนักบู๊ตึงของเขา ที่ใช้ออกล้วนเป็นยอดกระบวนท่าของทุกค่ายสำนักแต่ล้วนผ่านการดัดแปลง จนพิสดารล้ำกว่าท่ากระบี่ดั้งเดิม ดังนั้นการชมดูของโต๊ะอิดพั้งครั้งนี้ ทำให้ได้รับประโยชน์มิน้อย

          ส่วนเพลงกระบี่ของอสุรีหยกคล้ายประมวลจากทุกค่ายสำนักแต่ทุกกระบวนท่าตรงข้ามกับเพลงกระบี่ทั่วไป เช่นกระบวนท่ากิมพ้งเตี้ยงชี้ (อินทรีทองกางปีก) ของสำนักฮั้วซัว สภาวะกระบี่คลี่จากซ้ายไปขวา เมื่ออยู่ในมือนางกลับใช้จากขวามาซ้าย ยังมีท่าบ้อเซี้ยโต๊ะเมี่ย (ปีศาจคร่าชีวิต) ของสำนักบู๊ตึง สภาวะกระบี่สมควรใช้จากบนลงล่างแทงใส่ร่างท่อนล่าง เมื่ออยู่ในมือนาง กลับแทงจากล่างขึ้นบน

หนังสือแนะนำ

Special Deal