นางพญาผมขาว เล่ม 1

บทที่ 4 ค่ายกลสัตตพิฆาต บัญญัติเคล็ดกระบี่

        แต้อั้งไท้ดีดนิ้วคราหนึ่ง ยิ้มพลางกล่าวว่า “อยู่ที่นี้”

        โต๊ะอิดพั้งใจหายวาบ ความคิดประการหนึ่ง ผ่านวูบเข้ามาในสมองดุจสายฟ้า หรือเลี่ยงงี้เซี้ยงที่ประสบพบพานนั้น เป็นอสุรีหยกอะไรนั้น? จากนั้นครุ่นคิด ‘เป็นไปไม่ได้ อสุรีหยกคงเป็นสตรีอันดุร้าย เลี่ยงงี้เซี้ยงเป็นเสียวเจี้ยะ งามพริ้งพราย ไหนเลยมีส่วนเกี่ยวข้องกันได้?’

 

        แต้อั้งไท้เห็นโต๊ะอิดพั้งก้มศีรษะครุ่นคิด จึงกล่าวกระตุ้นอีกว่า “พอฟังว่าอสุรีหยกอยู่ที่นี้ ก็เกรงกลัวแล้วหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ผู้ใดเกรงกลัว? เพียงแต่ระหว่างข้าพเจ้ากับนางแม้มีข้อบาดหมาง จะอย่างไรมิใช่เรื่องราวใหญ่โต ข้าพเจ้าไยต้องเสาะหานางคิดล้างแค้น?”

        แต้อั้งไท้กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “อย่างนั้นเรื่องที่นางควบคุมตัวโจ้วแป๋ท่าน ท่านก็ไม่สนใจแล้ว?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่ากลับถึงบ้านโดยปลอดภัย แม้สูญเสียเงินทองไปบ้าง ปล่อยให้แล้วกันไปเถอะ”

        แต้อั้งไท้กล่าวว่า “ยังมีนางหยามล่วงเกินซือเฮียท่าน เรื่องราวเกี่ยวพันถึงเกียรติภูมิสำนักบู๊ตึงท่าน หรือว่าเลิกแล้วกันไปด้วย?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “เรื่องของสำนักเรา ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามคำสั่งซือแป๋”

        แต้อั้งไท้ร้องว่า “ตกลง เมื่ออสุรีหยกสืบเสาะมา ท่านคงไม่แยแสสนใจ อย่างนั้นเกียรติภูมิของสำนักบู๊ตึง ไยมิใช่เสื่อมสูญใต้เงื้อมมือท่านแล้ว?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “นางหาได้สืบเสาะมาไม่”

        แต้อั้งไท้กล่าวเสียงเย็นชาว่า “บอกต่อท่านตามความสัตย์ คืนพรุ่งนี้นางนัดต่อสู้กับเรา ท่านร่วมทางกับเรา หรือจะพาตัวอยู่นอกวง?”

        โต๊ะอิดพั้งขมวดคิ้ว หวนนึกถึงตัวเองกับแต้อั้งไท้ แม้ไม่มีการคบหาอันใด แต่จะอย่างไรเป็นเพื่อนร่วมทาง อสุรีหยกก็เป็นศัตรูของสำนักอาจารย์ หากตัวเองไม่ยื่นมือช่วยเหลือ เกรงว่าชาวยุทธจักรจะเข้าใจว่าตัวเองขวัญอ่อนกลัวเกิดเรื่อง ไม่กล้าตอแยนาง

        จากนั้นโต๊ะอิดพั้งครุ่นคิด ‘ซาซือเจ่กกำลังเสาะหานาง อย่างนั้นเราช่วยเหลือผู้แซ่แต้นี้ต่อสู้กับนางสักครา ซือแป๋คงไม่โทษว่าตำหนิ’ ดังนั้นกล่าวว่า “ผู้อาวุโสแซ่แต้ อสุรีหยกเมื่อคิดสร้างความลำบากแก่ท่าน ข้าพเจ้าก็จะขอดูว่า นางมีความสามารถอันใด เพียงแต่ข้าพเจ้าอายุเยาว์ฝีมืออ่อนด้อย เกรงว่าไม่อาจช่วยเหลืออันใด”

        แต้อั้งไท้มีสีหน้ายินดี หัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “กล่าวประเสริฐ นี่จึงเป็นลูกผู้ชายอันเข้มแข็ง เราขอแนะนำสหายต่อท่านสักหลายคน คืนพรุ่งนี้พวกเราผนึกกำลังต่อสู้กับนางอสูรนั้นสักครา” พลางฉุดดึงโต๊ะอิดพั้งขึ้น กระโดดออกนอกหน้าต่าง วิ่งตะบึงอยู่ท้องทุ่งรกร้าง

        ราตรีนี้แสดงจันทร์อ่อนจาง ประกายดาวเลือนรางที่ไกลตาปรากฏไฟฟอสฟอรัสอยู่หลายจุด ทั้งสองวิ่งตะบึงระยะทางหนึ่ง พลันได้ยินเสียงกู่ประหลาดหลายครา แต้อั้งไท้ชะงักเท้าลง ปรบมือเป็นสัญญาณ ที่ข้างหลุมฝังศพรกร้าง ปรากฏผู้คนหลายคนมุดปราดออกมา

        โต๊ะอิดพั้งเพ่งตามอง เห็นเป็นผู้คนสูงๆ ต่ำๆ ทั้งสิ้นห้าคน ได้ยินแต้อั้งไท้กล่าวว่า “เราทราบว่าฮ่วมยี่กอ (พี่รองแซ่ฮ่วม) มีเรื่องรีบด่วน ไม่อาจรุดมา แต่เอ่งตั่วกอ (พี่ใหญ่แซ่เอ่ง) ก็มาไม่ได้หรือ? หากปราศจากเขา ไหนเลยลงมือได้?”

        คนผู้หนึ่งตอบว่า “เขาจะปรากฏกายในวันพรุ่งนี้ เพื่อขู่ขวัญนางอสูรนั้นสักครา”

        แต้อั้งไท้แนะนำบุคคลทั้งสี่ให้รู้จัก บุคคลแรกนามเตี่ยเท้ง เป็นผู้อาวุโสสำนักซงเอี้ยง คนที่สองนามฮ่วมต๊ก อาศัยวิชาไต้ลักกิมกังชิ่ว (มือวชิระทรงพลัง) สร้างชื่อลือเลื่อง คนที่สามเป็นบุรุษหนุ่มอายุยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี เป็นโจรร้ายที่เพิ่งออกท่องเที่ยวไม่นาน ฉายาเง็กมิ่นเอียวฮู้ (จิ้งจอกหน้าหยก) เล่งเซียว คนที่สี่เป็นนักพรตฉายาแชซ้งเต้าหยิน

        โต๊ะอิดพั้งครุ่นคิดขึ้น ‘เตี่ยเท้งกับฮ่วมต๊กยังพอทำเนา แชซ้งเต้าหยินก็ไม่ทราบมีความเป็นมาอย่างไร แต่จิ้งจอกหน้าหยกแสดงว่ามิใช่ชนชาวธัมมะ แต้อั้งไท้ไฉนนัดหมายบุคคลทุกสารทิศ มาชุมนุมรวมกัน?’

        แต้อั้งไท้ กล่าวว่า “โต๊ะเฮีย คืนพรุ่งนี้พวกเรามีกำหนดนัดกับนางอสูรนั้นบนยอดเขาฮั้วซัว ตอนนี้จะฝึกซ้อมวิชาค่ายกลก่อน”

        โต๊ะอิดพั้งถามว่า “วิชาค่ายกลใด?”

        แต้อั้งไท้กล่าวว่า “พวกเราความจริงนัดหมายบุคคลเจ็ดคน ที่มีแนววิชาฝีมือผิดแผกแตกต่าง ตระเตรียมผสมผสานจู่โจมอสุรีหยก เนื่องด้วยทั้งหมดมีฝีมือต่างกัน ทั้งต้องผสานสอดคล้อง จำเป็นต้องฝึกซ้อมล่วงหน้า ตอนนี้ในบุคคลที่พวกเรานัดหมายกันทั้งเจ็ด มีอยู่คนเดียวมีภารกิจ ไม่อาจเร่งรุดมา จึงชักชวนโต๊ะเฮียเข้าร่วม จะได้ครบจำนวน”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “แต่ตอนนี้นับรวมทั้งข้าพเจ้า ก็มีเพียงหกคน”

        แต้อั้งไท้กล่าวว่า “ตั่วกอพวกเราจะรุดมาในคืนพรุ่งนี้ ค่ายกลนี้เป็นเขาคิดค้นขึ้นดังนั้นไม่ต้องรอคอยเขา”

        โต๊ะอิดพั้งครุ่นคิดขึ้น ‘ตกลง ลองดูว่ามันจะฝึกซ้อมอย่างไร’

        แต้อั้งไท้ให้คนทั้งหกยืนเรียงเป็นรูปวงกลม ส่วนหัวและปลายบรรจบกันจากนั้นอธิบายว่า “ความพิสดารของฝีมือ อยู่ที่คำนวณเวลาเป็นมั่นเหมาะ สมมติเช่นกระบวนท่าของท่านความจริงเผ็ดร้อนดุร้าย แต่ใช้เร็วกว่าเหตุ ศัตรูก็มีเวลารับมือ ใช้สายเกินการณ์ ตำแหน่งก็เปลี่ยนแปร ศัตรูสามารถฉวยโอกาสที่ท่านใช้กระบวนท่าถึงที่สุดตีโต้กลับคืน ตอนนี้พวกเราทั้งเจ็ดแม้เป็นยอดฝีมือ แต่อสุรีหยกลงมือดุจสายฟ้า หากพวกเราไม่ฝึกซ้อมล่วงหน้า มาตรว่าคนทั้งเจ็ดผนึกกำลัง สามารถเอาชัยนาง แต่ไม่แน่ว่าจะปลิดชีวิตนางได้ ดังนั้นตั่วกอเราคิดค้นค่ายกลหลังนี้ขึ้น เรียกว่า ฉิกเจาะตูม้อติ่ง (ค่ายกลสัตตพิฆาตประหารมาร) กำหนดผู้คนสามคนเป็นกองหน้า สามคนเป็นกองหลัง คนหนึ่งอยู่กลางเป็นแม่ทัพใหญ่ กองหน้าและหลังสลับสับเปลี่ยน สภาพค่ายกลแปรเปลี่ยนกลับกลาย ภายใต้สามรุกสามถอย โดยมีผู้สั่งการอยู่กึ่งกลางเช่นนี้ ต้องรุกไล่จนศัตรูไม่มีโอกาสพักผ่อนหอบหายใจ ต่อให้นางมีสามหัวหกกร ก็ยากจะรอดพ้นได้ ตอนนี้ตั่วกอไม่มา ตำแหน่งแม่ทัพเว้นว่างไว้ พวกเราทั้งหกจะฝึกซ้อมวิธีการผสมผสานจู่โจมก่อน”

        หลังจากอธิบายสภาพค่ายกล ก็โบกมือวูบ ผลักดันให้เคลื่อนไหว กองหน้าทั้งสามจู่โจมคนละกระบวนท่า กองหลังทั้งสามหนุนเสริมเข้าไปอย่างรวดเร็ว

        เห็นสภาพค่ายกลบัดเดี๋ยวเป็นรูปทรงกลม บัดเดี๋ยวเป็นรูปสี่เหลี่ยม บางครั้งคล้ายงูยาวตัวหนึ่ง บางคราคล้ายมังกรคู่อาละวาดสมุทร บางครั้งโอบล้อมทั้งสี่ด้าน บางครากระหนาบทั้งซ้ายขวา ฝีเท้าไม่สับสนวุ่นวาย ค่ายกลหนุนเนื่องดั่งระลอกคลื่น อานุภาพน่าตื่นตระหนกยิ่ง

        โต๊ะอิดพั้งความจริงเฉลียวฉลาดหลักแหลม ใช้เวลาไม่นานเรียนรู้ได้ ดังนั้นครุ่นคิดขึ้น ‘ตอนนี้ “ตั่วกอ” อะไรนั่นยังไม่มา ก็ร้ายกาจถึงเพียงนี้ หากแม้นมีคนบงการออกคำสั่ง คงเฉกเช่นแหฟ้าตาข่ายดิน ต่อให้ติดปีกยังไม่อาจหนีรอดได้ ไม่ทราบพวกมันกับอสุรีหยกมีความแค้นใด จึงมุ่งหมายชีวิตของนาง?’

        แต้อั้งไท้เห็นทั้งหมดฝึกฝนจนช่ำชอง จึงหยุดการเคลื่อนไหว ยิ้มพลางกล่าวว่า “โต๊ะเฮีย เพลงกระบี่สัมพันธ์ของสำนักบู๊ตึงท่านผสานกับกระบี่พีฮวงเกี่ยม (กระบี่ลมพายุ) แท่งสำนักซงเอี้ยงของเตี่ยเฮีย มีส่วนเพิ่มสีสันให้แก่ค่ายกลสัตตพิฆาตไม่น้อย”

        จากนั้นแจกแจงถึงพฤติการณ์ชั่วร้ายของอสุรีหยก ระบุว่านางทำร้ายชาวยุทธอย่างไร โต๊ะอิดพั้งเห็นอสุรีหยกป่าเถื่อนดุร้ายถึงเพียงนี้ สามารถกำจัดนางก็ประเสริฐ

        จันทราเคลื่อนคล้อยสู่ประจิม ดาวริบหรี่เร้นหายทีละน้อย แต้อั้งไท้กล่าวว่า “พวกเรากลับกันเถอะ เที่ยงคืนวันพรุ่งนี้ สมทบกันที่ยอดเขาเง็กนึ่งฮงภูเขาฮั้วซัว”

        ไม่ทันขาดคำ ที่ห่างไปพลันบังเกิดเสียงแค่นหัวร่อย่างเย็นชาดังขึ้น แต้อั้งไท้พลันตวาดก้อง คนทั้งหกพากันโถมไปยังทิศทางต้นเสียง

        ลมเย็นหอบหนึ่งโชยพัดผ่าน แสงไฟฟอสฟอรัสใกล้ดับสูญ ป่าโปร่งใบไม้ร่วงพรู สกุณาที่ค้างแรมบินเตลิดขึ้น ไหนเลยมีเงาร่างผู้คน? มือวชิระฮ่วมต๊กร้องโพล่งว่า “หรือว่าเป็นอสุรีหยกรุดมาก่อกวน?”

        แชซ้งเต้าหยินกล่าวว่า “นี่ไม่คล้ายเป็นเสียงหัวร่อของสตรี”

        จิ้งจอกหน้าหยกเล่งเซียวกล่าวว่า “หรือว่าเป็นภูตพราย? แม้แต่ภูตพรายก็ไม่มีท่าร่างรวดเร็วถึงเพียงนี้”

        มือกระบี่ซงเอี้ยงเตี่ยเท้งกล่าวว่า “หาไม่เป็นพวกเราฟังผิดไป?”

        แต้อั้งไท้เห็นทั้งหมดบังเกิดความหวั่นไหว จึงปลุกปลอบจิตใจกล่าวว่า “ไม่ว่ามันเป็นศัตรูหรือสหาย หากบุกรุกเข้าค่ายกลสัตตพิฆาตของพวกเรา แม้ไม่ตายก็ต้องรับบาดเจ็บ ไยต้องเกรงกลัวไป?”

        ซึ่งความจริง แต้อั้งไท้เองก็บังเกิดความหวาดกลัว ครั้นแล้วทั้งหกแยกย้ายจากไป แต้อั้งไท้กับโต๊ะอิดพั้งกลับโรงเตี๊ยมที่พักด้วยกันทอดถอนใจกล่าวว่า “หากแม้นซือแป๋ท่านยินยอมลงจากเขาก็ประเสริฐ”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่าไม่ชมชอบยุ่งเกี่ยวเรื่องราวไร้สาระที่สุด”

        แต้อั้งไท้กล่าวว่า “เมื่อครู่ดูจากเพลงกระบี่ของท่าน นับว่าเลิศล้ำพิสดาร คืนพรุ่งนี้ท่านกับมือกระบี่ซงเอี้ยงผลัดเปลี่ยนกันเป็นกองหน้าทะลวงจู่โจม พวกเราล้วนต้องพึ่งพาท่านแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งรับฟังจากปากคำมัน คล้ายกริ่งเกรงเขาไม่ยอมลงมือโดยแข็งขัน จึงกล่าว “ข้าพเจ้าเมื่อรับปากท่านต่อให้อสุรีหยกมีความสามารถเทียมฟ้าก็ไม่ล่าถอยด้วยจิตขลาดเขลา”

        แต้อั้งไท้รีบกล่าวว่า “เล่าตี๋อย่าได้คิดมากไป ผู้พี่โง่เขลาเพียงเห็นศัตรูเข้มแข็งเผชิญหน้า จึงอกสั่นขวัญผวา”

 

        ทั้งสองพักผ่อนหนึ่งวัน หลังจากรับประทานอาหารค่ำ ก็ชักชวนกันขึ้นเขาฮั้วซัว วิกาลสงบสงัด ขุนเขาสูงตระหง่าน เถาวัลย์ไม้เลื้อยบดบังเส้นทางหญ้าแฝกสูงท่วมเอว เปรียบกับการขึ้นเขาตอนกลางวัน ยังยากลำบากกว่านับสิบเท่า

        ดีที่แต้อั้งไท้กับโต๊ะอิดพั้งล้วนมีฝีมือสูงเยี่ยม ทุ่มเทใช้วิชาตัวเบาโลดแล่น เมื่อขึ้นถึงยอดเขาเง็กนึ่งฮง (ยอดเขาเทพธิดา) จันทรายังไม่ลอยถึงกลางฟ้า แชซ้งเต้าหยิน มือกระบี่ซงเอี้ยง มือวชิระและจิ้งจอกหน้าหยกล้วนรอคอยอยู่ก่อน

        เห็นจันทราเคลื่อนคล้อยอย่างแช่มช้า ใจกลางฝ่ามือแต้อั้งไท้มีหยาดเหงื่อไหลซึมออกมา พลันกระโดดปราดขึ้นกล่าวว่า “ดูจันทรานั้น”

        เห็นจันทราลอยอยู่กลางศีรษะ รอบข้างยังคงเงียบสงบ แชซ้งเต้าหยินจึงกล่าว “อสุรีหยกยังไม่ปรากฏแม้แต่เงา”

        มือกระบี่ซงเอี้ยงเตี่ยเท้งกล่าวว่า “อสุรีหยกเมื่อลั่นปากต้องปฏิบัติตาม เราเพียงเป็นห่วงเอ่งตั่วกอไม่อาจรุดมาตามนัด”

        แต้อั้งไท้กล่าวว่า “เอ่งตั่วกอต้องไม่ผิดนัดเด็ดขาด”

        โต๊ะอิดพั้งได้ยินทั้งหมดพร่ำเอ่ยถึง “เอ่งตั่วกอ” อดฉุกใจคิดมิได้ขณะจะเอ่ยปาก พลันได้ยินเสียงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา สตรีสาวชุดขาวนางหนึ่งเหินละลิ่วมาดุจเทพธิดาท่องเวหา จากยอดเขาด้านตรงข้ามพลิ้วลงบนยอดเขาเง็กนึ่งฮง

        คนทั้งหกพากันผุดลุกขึ้น โต๊ะอิดพั้งถึงกับแตกตื่นตะลึงลานคาดฝันไม่ถึงว่าอสุรีหยกอันอื้อฉาว กลับเป็นสตรีสาวที่พบพานในถ้ำมังกรเหลืองเมื่อวาน...เลี่ยงงี้เซี้ยงนั่นเอง!

        ยามกะทันหันบังเกิดความคิดประหลาดแล่นเข้าสู่ห้วงสมอง โต๊ะอิดพั้งแทบเข้าใจว่าตัวเองฝันไป เมื่อวานยังเป็นสตรีที่น่าเวทนาพึ่งพาผู้คนปกป้องคุ้มครอง หรือว่านางกลับเป็นอสุรีหยกที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา ตัวเองยังรับปากคบหานางเป็นสหาย คิดไม่ถึงผ่านไปเพียงหนึ่งวัน ทั้งสองก็กลับกลายเป็นศัตรู

        อสุรีหยกความจริงมีท่าทีปลอดโปร่ง เผยอยิ้มเล็กน้อย พอกลอกตาคู่งาม สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนเป็นขาวซีด บังเกิดความลำบากใจถึงขีดสุด น้ำตาสองหยดทะลักจากเบ้ามา

แต้อั้งไท้ยืนอยู่แถวหน้าสุด ดังนั้นเห็นชัดถนัดตา อสุรีหยกกลับหลั่งน้ำตา นับเป็นเรื่องราวที่เหลือเชื่อยิ่งกว่าขุนเขาไท้ซัวถล่มทลายแม่น้ำฮวงโหที่เหลืองขุ่นเปลี่ยนเป็นใสสะอาดหมดจดอีก

        จิ้งจอกหน้าหยกเล่งเซียวมีนิสัยเจ้าชู้กรุ้มกริ่ม กอปรกับยังไม่รับทราบความร้ายกาจของอสุรีหยก พอเห็นเช่นนั้นจึงกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ไม่ถึงแม่น้ำฮวงโหไม่ท้อใจ ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา อสุรีหยกท่านยอมสวามิภักดิ์แต่โดยดี พวกเราจะอภัยละเว้นท่าน”

        อสุรีหยกหน้าแปรเปลี่ยนไป พลันแย้มยิ้มพริ้มพราย กล่าวว่า “ขอบคุณในกุศลเจตนา”

        แต้อั้งไท้รีบร้องว่า “อสุรีหยก ยังไม่ถึงกำหนดเวลา คนยังไม่มาครบถ้วน ท่านอย่าได้ลงมือ”        

        ไม่ทันขาดคำ จิ้งจอกหน้าหยกพลันยกมือกุมท้อง ส่งเสียงร้องคำหนึ่ง กระโดดขึ้นสูงวาเศษ

        ที่แท้อสุรีหยกซัดเตี่ยเฮ้งจำ (เข็มสะกดร่าง) ซึ่งเป็นอาวุธลับประจำตัวออก ทำท่าซัดใส่จุดซาไท้ที่ข้างเอวของจิ้งจอกหยก จิ้งจอกหน้าหยกมีวิชาตัวเบาสูงเยี่ยม เห็นนางขยับมือผุดผ่อง รีบกระโดดหลบหลีก หาคาดไม่ว่าอาวุธลับของอสุรีหยกพลิกแพลงสุดหยั่งคาดคำนวณแน่ว่าจิ้งจอกหน้าหยกต้องกระโดดลอยตัว พลันดีดนิ้วบังคับเข็มแหลมคา แทงใส่จุดย่งจั้วที่ส้นเท้ามัน สร้างความเจ็บปวดแก่จิ้งจอกหน้าหยก จนน้ำตาเล็ดหลั่งออกมา

        แชซ้งเต้าหยินรีบถอนเข็มออกมาให้แก่มัน นวดเฟ้นหลายคราค่อยไม่มีเรื่องราวใด อสุรีหยกแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจว่ามันเป็นบุรุษเหล็กที่ไม่ยอมหลั่งน้ำตา คิดไม่ถึงว่าใช้การไม่ได้ถึงเพียงนี้”

        จิ้งจอกหน้าหยกมีสีหน้าอับอาย ไหนเลยกล้ากล่าววาจา อสุรีหยกกล่าวอีกว่า “ท่านทราบอันใด? ข้าพเจ้ากำลังไว้อาลัยให้แก่พวกท่าน น่าสมเพชสหายที่ข้าพเจ้าแรกคบหา วันนี้ก็หาที่ตายเอง”

        โต๊ะอิดพั้งทราบว่าอสุรีหยกหมายถึงเขา สร้างความสะทกสะท้อนยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘เราก็สมเพชท่านเป็นโฉมสะคราญ กลับประพฤติเป็นโจร ค่ายกลสัตตพิฆาตทรงอานุภาพ ต่อให้ท่านมีฝีมือสูงเยี่ยมกว่านี้ คืนนี้ต้องถูกคุกคามสู่จุดอับ’

        อสุรีหยกเห็นโต๊ะอิดพั้งขมวดคิ้วแนบแน่น จึงเพ่งตามองดูเขาประกายตาคล้ายมีรัก คล้ายไร้น้ำใจ กล่าวกย่างแค้นเคืองว่า “ท่าน...ท่าน...”

        สุ้มเสียงกลับกลายเป็นสั่นเครือ ไม่สามารถกล่าวสืบต่อ แต้อั้งไท้และแชซ้งเต้าหยินทราบว่า อสุรีหยกมีอารมณ์แปรปรวนไม่แน่นอน แม้ไม่ทราบว่านางหมายถึงผู้ใด ยังไม่ประหลาดใจ ที่หลงเหลืออีกสามคนกลับบังเกิดความพิศวงสงสัย

        อสุรีหยกยิ่งครุ่นคิดยิ่งแค้นเคือง แค้นโต๊ะอิดพั้งมีความแค้นกับนางชัดๆ เมื่อวานกลับหลอกลวงนาง จากนั้นเห็นคนทั้งหกก่อตั้งค่ายกลหลังหนึ่งขึ้น จึงส่งเสียงหัวร่อดังยาวนาน ชักกระบี่ที่เปล่งประกายเย็นเยียบเล่มหนึ่งออกถือมั่น ร้องว่า “ประเสริฐ ตอนนี้ถึงเวลาเที่ยงคืน ข้าพเจ้าไม่รอคอยอีกแล้ว”

        พลายขยับกายวูบ เคลื่อนไหวดุจประกายสายฟ้า บังคับกระบี่แทงปราดใส่แต้อั้งไท้

        แต้อั้งไท้ใช้กงล้อสุริยันจันทราคู่หนึ่งเป็นอาวุธ ใช้กงล้อสุริยันปิดสกัด ผลักกงล้อจันทราออก เริ่มเคลื่อนไหวค่ายกล แชซ้งเต้าหยินฟาดฟันดาบพระจากด้านซ้าย จิ้งจอกหน้าหยกก็จี้สกัดพู่กันใส่จุดกวนง้วนของนาง

        อสุรีหยกพุ่งตัวออกไป ผู้คนประจำกองหลังทั้งสามวิ่งสลับเท้าแทนที่ อสุรีหยกพลังบังคับร่างเคลื่อนไหววูบหนึ่ง คมกระบี่พุ่งผ่านหัวไหล่แต้แท้งไป ฮ่วมต๊กใช้วิชาคว้าจับใหญ่ ไม่อาจคร่ากุมนางได้ นางชิงโถมเข้าหาโต๊ะอิดพั้ง ราวกับวิหคเหินหาว        

        โต๊ะอิดพั้งรีบใช้ออกด้วยท่าเง็กตั่วอุ้ยเอีย (สายรัดหยกล้อมคาดเอว) ซึ่งเป็นท่าตั้งรับในเพลงกระบี่สัมพันธ์ ประกายกระบี่พุ่งวนเป็นวงรุกรับอย่างพร้อมสรรพ พลันรู้สึกมีพลังความเย็นคุกคามถึงตัว รุ้งเงินสายหนึ่งแหวกพุ่งมาถึง

โต๊ะอิดพั้งรีบใช้ท่วงท่าอัวตี่ป้วกชัง (ถอนต้นหอมกลางดินแล้ง) โผพุ่งกายขึ้น คมกระบี่ของอสุรีหยกพลันเฉียดผ่านใต้เท้าไป นี่เป็นนางยั้งมือไว้ไมตรี มิเช่นนั้นโต๊ะอิดพั้งคงต้องรับบาดเจ็บแล้ว

        แต้อั้งไท้ร้องคำ “ระวัง” ผลักเคลื่อนค่ายกล ล้อมกักอสุรีหยกไว้กึ่งกลาง อสุรีหยกใช้ท่ากระบี่อันเผ็ดร้อน โถมจู่โจมติดต่อกัน อสุรีหยกแม้ชิงเป็นฝ่ายรุก ยังไม่อาจพุ่งทะลวงออกจากวงล้อม

        โต๊ะอิดพั้งสอดแทรกอยู่ในกลุ่มคน ลงมือจู่โจม แต่ไม่ทราบเพราะเหตุใด ไม่อาจกระตุ้นเพลิงอำมหิตขึ้นได้ เจ็ดสิบสองท่ากระบี่สัมพันธ์เพียงใช้ป้องกันตัว ไม่หวังลงมือประสบผล

        อสุรีหยกแม้แค้นเคืองในตัวเขา ไม่ทราบเพราะเหตุใด มักหลีกเลี่ยงจากการแทงใส่จุดสำคัญของเขา เนื่องด้วยนางไม่อาจหักใจใช้กระบวนท่าอำมหิต กลับตกอยู่ในห้วงวิกฤต ต้องกัดฟันครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านเมื่อประพฤติเช่นนี้ เราก็ไม่คำนึงถึงแล้ว’

        นางเพิ่งแปรเปลี่ยนเพลงกระบี่ ลงมือโดยไว้ไมตรี บนยอดเขาพลันบังเกิดเสียงกู่ประหลาดเสียงหนึ่ง ชายชราผอมซูบแห้งกรังผู้หนึ่งกระโดดโลดลิ่วลงจากโขดหิน ร้องดังๆ ว่า “อสุรีหยก ท่านไฉนไม่รักษาสัจจะ?”

        แต้อั้งไท้โบกมือทำท่า คนทั้งหกถดถอยไปดุจระลอกคลื่น อสุรีหยกก็รั้งกระบี่กลับ กล่าวเสียงสดใสกังวานว่า “ข้าพเจ้าไหนเลยไม่รักษาสัจจะ เป็นท่านเองคลาดกำหนดเวลา”

        ชายชราผอมซูบเงยหน้ามองดู เห็นจันทราเพิ่งผ่านพ้นกลางฟ้า ดังนั้นหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เรารอท่านอยู่ที่นี้แต่แรก ท่านกระทั่งวงล้อมของพี่น้องเราทั้งหกยังไม่อาจทะลวงฝ่าออกมา หากเราหนุนเสริมเข้าไป ท่านไหนเลยรับไว้ได้?”

        โต๊ะอิดพั้งครุ่นคิดขึ้น ‘คนผู้นี้เป็นเฒ่าเจ้าเล่ห์ ที่แท้ซุ่มดูเหตุการณ์แต่แรก จวบจนบังเกิดความมั่นใจอย่างเปี่ยมล้น ค่อยปรากฏกายออกมา’

        อสุรีหยกพลันแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “โจรเฒ่าแซ่เอ่ง ท่านทำร้ายล้อกิมฮงล้อไต้เฮียบถึงแก่ชีวิต เข้าใจว่าไม่มีผู้คนล่วงรู้หรือ? โจรเล็กโจรโจรน้อยในที่นี้ ยินยอมคล้อยตามท่านหรือว่าถูกท่านหลอกลวงมา?”

        แชซ้งเต้าหยินกับฉื่อเท้งใจสั่นสะท้าน ชายชราผอมซูบรีบร้องว่า “อย่าได้ฟังนางโจรนี้กล่าวกระพือยุยง นางกดขี่ข่มเหงชาวมิจฉาชีพบนเส้นทางเสฉวนเซียมไซ ทั้งยังทำร้ายผู้คุ้มกันภัยสำนักซงเอี้ยง และศิษย์สำนักบู๊ตึง นับเป็นศัตรูของบู๊ลิ้มส่วนรวม หากพวกเราไม่ร่วมมือกันกำจัดนาง ต้องเป็นเภทภัยภายหลังไม่สิ้นสุด” พลางยกชูแส้ปัดในมือขึ้น แต้อั้งไท้รีบเคลื่อนไหวค่ายกลใหม่ล้อมกักอสุรีหยกไว้กึ่งกลาง

        คราครั้งนี้ค่ายกลสัตตพิฆาตมีจำนวนผู้คนครบถ้วน ชายชราผอมซูบบัญชาการอยู่กึ่งกลาง แส้ปัดด้ามนั้นบัดเดี๋ยวใช้ต่างกระบี่ห้าธาตุ บัดเดี๋ยวใช้ต่างกระบองสั้นสกัดจุด พลิกแพลงกลับกลายไม่สิ้นสุด จนอสุรีหยกไม่อาจแบ่งแยกสมาธิกล่าววาจา

        แชซ้งเต้าหยินกับฉื่อเท้ง ความจริงมีไมตรีคบหากับล้อกิมฮง พอฟังวาจาอสุรีหยก ในใจก็นึกระแวงสงสัย แต่เมื่อนึกถึงฝีมืออันอำมหิตของอสุรีหยก ต้องประหวั่นพรั่นใจ เท่ากับขี่อยู่บนหลังเสือ มิอาจไม่เสี่ยงชีวิตด้วย

        สภาพค่ายกลแปรเปลี่ยนกลับกลาย ยอดคนทั้งเจ็ดพากันใช้วิชาฝีมือประจำตัว ผลัดกันรุกเร้าอสุรีหยกจนหลั่งเหงื่อชุ่มโชก ภายใต้ยุทธวิธีเช่นนี้ อสุรีหยกยิ่งต่อสู้ยิ่งคับขัน ยิ่งพันตูยิ่งอันตราย

        แต่นางดูออกว่าในคนทั้งเจ็ด มีแต่โต๊ะอิดพั้งยังไม่ทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ดังนั้นสะบัดกระบี่ขวับขวับสองกระบี่ ปัดป่ายอาวุธที่จู่โจมมา รอจนโต๊ะอิดพั้งแทงกระบี่ถึงนางก็ใช้กำลังภายในชักนำกระบี่ เหนี่ยวรั้งโต๊ะอิดพั้งเข้ามา พุ่งผ่านข้างกายนางไป กระซิบที่ข้างหูของอีกฝ่ายหนึ่งว่า “ท่านยินยอมกระพือความชั่วร้ายหรือ?”

        โต๊ะอิดพั้งใจสั่นสะท้าน ชายชราผอมซูบรีบโบกแส้ปัดเหล็กคลี่คลายท่ากระบี่ของอสุรีหยกให้แก่โต๊ะอิดพั้ง แต่เห็นสภาวะกระบี่ของโต๊ะอิดพั้งเชื่องช้าลง ฝีเท้าก็สะดุดติดขัด

        อสุรีหยกร้ายกาจเพียงไหน ฉวยโอกาสที่สภาพค่ายกลยังไม่รวมตัว เสือกกระบี่ทิ่มแทงทำร้ายฮ่วมต๊ก ชายชราผอมซูบรีบม้วนแส้ปัด ปิดสกัดหนทางถอยของอสุรีหยกไว้ แต้อั้งไท้ผลักดันแล้วปิดสกัด ใช้กงล้อคู่เข้ามาทดแทนพื้นที่ว่าง วงล้อมยิ่งมายิ่งโอบกระชับเข้าไป

หนังสือแนะนำ

Special Deal