ฝูเหยาฮองเฮา 1

ตอนที่ 7 ข้าหนาวเหลือเกิน

       

ค่ำคืนมืดมิด

ค่ำคืนอันยาวนานนี้ ดูเหมือนไม่อาจผ่านไปตลอดกาล

หน้าผาที่เมิ่งฝูเหยาเพิ่งตกลงมายังคงเงียบงันไร้เสียง ริมผามีเศษหินกลิ้งตกลงไปเป็นระยะ ผ่านไปนานจึงมีเสียงกระแทกก้นเหวสะท้อนกลับมา

จากเสียงฟังออกว่า ผาลึกยิ่ง

ต้นหญ้าที่ริมผา พลันเคลื่อนไหว

ทันใดนั้น เงาร่างสีเทาเข้มที่แทบแยกจากความมืดมิดใต้ผาไม่ออก พลันค่อยๆ ขยับสูงขึ้นจากใต้ผา

เงาร่างสายนั้นไม่เห็นแรงโน้มถ่วงอยู่ในสายตา ราวกับถูกฉุดดึงด้วยวัตถุประหลาดที่มองไม่เห็นมมันค่อยๆ กรีดวาดรูปครึ่งวงกลมกลางอากาศ ขึ้นไปยืนอย่างมั่นคงบนริมผา

เมื่อร่างอรชรเงยหน้าขึ้น แสงจันทร์สาดส่องไปในดวงตาเยือกเย็นของเธอ

เมิ่งฝูเหยา

มุมปากปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน เมิ่งฝูเหยาขยับข้อมือคราหนึ่ง แสงสีดำที่ยากแยกแยะด้วยตาเปล่าพลันวาดผ่านอากาศ หดเข้าไปในแขนเสื้อของเธอ

 “คิดทำร้ายฉันหรือ ไม่ง่ายขนาดนั้น”

เมิ่งฝูเหยาลูบแส้เส้นเล็กสีดำที่ข้อมือเบาๆ นั่นคือแส้อ่อนที่เธอใช้ทำเป็นเข็มขัด เผยย่วนมีสีหน้าผิดปกติ เธอจึงกำด้ามแส้ไว้ในมือแต่แรก การฉีกแขนเสื้อก็ผิดวิสัย เธอจึงยิ่งระวังมากขึ้น ขณะที่เสื้อคลุมสีแดงอำพรางการเล่นละครของเผยย่วน ก็ช่วยปกปิดความเคลื่อนไหวขณะที่เธอพันแส้อ่อนไว้กับก้อนหินในถ้ำเช่นกัน

ก่อนเผยย่วนจะสกัดจุด เธอใช้พลังทลายเก้าสวรรค์ที่เหลืออยู่ คุ้มครองจุดชีพจรในกายข้างที่อยู่ใกล้มือเผยย่วน เมื่อเผยย่วนสกัดจุดใต้เสื้อคลุม ความแม่นยำย่อมลดลง พลังก็ไม่เพียงพอ ตอนที่เธอกำลังจะตกเขา ก็ยืมแรงเหวี่ยงคลายจุดทันที

และขณะที่เธอโดนผลักตกลงไป แส้อ่อนรั้งร่างเธอไว้ เธอนิ่งไม่ขยับรอจนสองคนนั่นจากไปไกล จึงปีนขึ้นมาจากใต้ผา

เมื่อยืนมั่นคงบนหน้าผา มองเห็นแต่ความมืดดำอยู่ด้านหน้า ที่สุดปลายความมืด เมิ่งฝูเหยาเหมือนมองเห็นหมู่ตึกยิ่งใหญ่สูงตระหง่านบนเขาที่เคยปกป้องและให้ความอบอุ่นแสนล้ำค่าแก่เธอในวัยเด็ก

ลมโหมกระหน่ำบนหน้าผา หญิงสาวใบหน้าซีดขาวยืนตัวตรงอยู่ที่นั่น สีหน้าปราศจากความรู้สึกใด เมื่อก่อนหากนึกถึงเรื่องในวัยเด็กต้องยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว แต่ขณะนี้รอยยิ้มอันตรธานหายไปสิ้น

วันเวลาที่หวั่นไหวใจเพราะลุ่มหลงในความรักเหล่านั้น เป็นเพียงการผจญภัยบนเส้นทางที่ผิดพลาดในชีวิตช่วงหนึ่ง เธอเห็นความสวยงามแห่งรักอันอ่อนโยนในป่าที่เต็มไปด้วยพันธุ์ไม้นานาชนิด คิดว่านั่นคือสวนเอเดน (สวนแห่งความสุขในโลกมนุษย์) ของตนเองที่หาพบอย่างยากลำบาก แต่แล้วกลับถูกขับไล่ออกมาภายในเวลาไม่นาน

แต่ไม่เป็นไร ในโลกนี้ เมื่อมีการเสียเปรียบไม่จบสิ้น ก็มีหนี้ที่ใช้คืนไม่หมดเช่นกัน

เมิ่งฝูเหยาสะบัดแส้อ่อนสีทองในมือ แส้อ่อนส่งเสียงขวับ ดังไปนอกหุบเขา เหมือนเสียงเป่าหลอดเขาอันเลือนราง

เมิ่งฝูเหยาแย้มยิ้ม หยิบหญ้าสีเขียวเข้มออกมาจากอกเสื้อกำหนึ่ง ปลายหญ้ากลับเป็นสีขาว ดูแล้วเหมือนมีน้ำแข็งยามเช้าเกาะอยู่

เมิ่งฝูเหยาสำรวจต้นหญ้าอย่างพึงพอใจ รู้สึกตัวเองโชคดีมาก ขณะตกเหวยังสามารถพบ ‘นิ้วน้ำค้างแข็ง’ ที่เกิดอยู่บนกำแพงผา สมุนไพรชนิดนี้มีประสิทธิภาพในการรักษาบาดแผลภายนอกและอาการบาดเจ็บภายใน ทั้งยังมีผลในการเพาะสร้างพลังปราณด้วย นี่คือการได้โชคในคราเคราะห์แท้ๆ

เธอฉีกหญ้าหนึ่งต้นออกมาอย่างระมัดระวัง กำลังจะใส่เข้าปาก

พลันหยุดนิ่ง

จากนั้นเบิกตาโตอย่างช้าๆ

ไม่ถูกต้อง...

เมื่อครู่นับต้นหญ้าแล้ว มีหกต้นชัดๆ เหตุใดตอนนี้เหลือเพียงห้าต้น

ต้นหญ้าก็ถืออยู่ในมือตลอด รอบด้านไร้ผู้คน จู่ๆ จะหายไปได้อย่างไร

สสารหายไปได้? มิติบิดเบือน? ผีหลอก?

การคาดเดาข้อสุดท้ายทำให้เมิ่งฝูเหยาสะท้านไปทั้งร่าง ฉากต่างๆ ในหนังผีที่เคยดูมาในชาติที่แล้วกวาดผ่านหน้าไปโดยไม่ได้รับเชิญ ภาพสยองขวัญจากสเปเชียลเอฟเฟ็ค และเสียงผีโหยหวน หมาป่าหอน ปรากฏและดังวนเวียนไปมาให้หัวของเมิ่งฝูเหยา

ถึงวันนี้เมิ่งฝูเหยาทะลุมิติมาหลายปีแล้ว ประสบการณ์พิเศษที่ได้พบฝึกฝนจิตใจให้มีพลังเหนือธรรมดา อย่างไรก็ตามตอนนี้ ณ หน้าผาบนเขาว่างเปล่า ต้นไม้ใบหญ้าเปลี่ยวเหงา  ลมภูเขาครวญคร่ำ ต้นไม้ไหวตามลมดั่งเงาภูติเคลื่อนไหวรอบทิศ เดิมทีบรรยากาศก็มืดทึมน่ากลัวอยู่แล้ว ต้นหญ้าในมือยังหายไปอย่างน่าประหลาด เมิ่งฝูเหยาคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจได้แต่ยืนตัวสั่น อยากจะกรีดร้องออกมาดังๆ ว่า “ผีหลอก”

พลันนึกถึงคำพูดของตาเฒ่าที่เคยบอกว่า เดิมทีไม่มีผีในโลก แต่เมื่อผู้คนมากมายสงสัยว่ามี โลกจึงมีผี

เมื่อคิดเช่นนี้ เมิ่งฝูเหยามีความกล้าเพิ่มขึ้นมาบ้าง หวดแส้ยาวส่งเสียงดังขวับคราหนึ่งพร้อมตวาดเสียงดังว่า “ใคร!”

ไม่มีผู้ใดตอบรับ มีเพียงเสียงลมหวีดหวิว

เมิ่งฝูเหยารออยู่นานแต่ไม่มีความเคลื่อนไหว จึงได้แต่เก็บแส้ยาวอย่างแค้นใจ ขณะมองต้นหญ้าเตรียมเก็บขึ้น พลันสะท้านทั้งร่างและตะลึงงันอีกครั้ง

ต้นหญ้าหายไปอีกต้นแล้ว!

เธอมองต้นหญ้าที่เหลือเพียงสี่ต้นในมืออย่างงงงัน เมิ่งฝูเหยาไม่อาจควบคุมตัวเองไม่ให้คิดไปทางภูตผี ทว่าผีตนนี้ไม่ปรากฏกาย ไม่ทำร้ายคน เอาแต่ขโมยสมุนไพรของตนไปทำอะไร

เมิ่งฝูเหยากัดฟัน เธอตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว ทันใดนั้นเธอยัดสมุนไพรทั้งหมดที่เหลืออีกสี่ต้นเข้าปาก พูดด้วยความโมโหว่า “มาขโมยสิ! มาขโมยอีกสิ!”

ลมภูเขาที่โชยพลิ้วเหมือนจะหอบเอาเสียงหัวเราะเบาๆ มาด้วย

เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะนั้น เมิ่งฝูเหยากลับไม่กลัว ไม่สนว่าเป็นผีหรือคน ดูท่าคงไม่มีเจตนาร้าย เมื่อหมดห่วงเมิ่งฝูเหยาก็นั่งลงกับพื้น หลับตากำหนดลมหายใจ

เธอโบกมืออย่างสบายใจ “ส่วนเจ้า ดูท่าจะว่างมาก ถ้าไม่มีอะไรทำจริงๆ รบกวนคุ้มกันข้าฝึกลมปราณด้วย”

เสียงหัวเราะเบาๆ ดังขึ้นอีกแล้ว เสียงทุ้มต่ำน่าฟัง ระคนความสดใสและสูงส่ง ทั้งหมดรวมกันเกิดเป็นความไพเราะที่มีเอกลักษณ์ชนิดหนึ่ง ทำให้ผู้คนนึกถึงเสียงน่าฟังยามลมพัดผ่านสิ่งปลูกสร้างและต้นไม้ที่มีหิมะปกคลุมสวยงามราวหยกขาวบนเทือกเขาหิมะสุดแดนเหนือภูมิภาคตี๋โจว

รอบด้านเงียบสงัด กลิ่นหอมของต้นไม้ใบหญ้าช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงหอมฟุ้งในยามราตรี ในกลิ่นหอมนั้น เหมือนมีกลิ่นหอมพิเศษจางๆ สายหนึ่งผสมอยู่ กลิ่นหอมนั้นไม่เหมือนกลิ่นของดอกไม้ใบหญ้าใด แต่บริสุทธิ์และสูงส่งยิ่งกว่า

เมิ่งฝูเหยาเหมือนไม่ได้ยินและไม่ได้กลิ่น เธอหลับตาลง เพียงตั้งใจฝึกลมปราณ

เสียงหัวเราะดังขึ้นเป็นครั้งที่สาม ครั้งนี้ใกล้เพียงข้างหู ขณะเดียวกัน มีเสียงพรึ่บดังขึ้น ดวงไฟดวงหนึ่งพลันลุกโชนขึ้นที่พื้นด้านหน้าเมิ่งฝูเหยา เปลวไฟสีแสดสั่นระริก สะท้อนเป็นแสงสีแดงอบอุ่นด้านหน้าเมิ่งฝูเหยาที่แอบเปิดเปลือกตาดู 

อีกด้านของกองไฟ บนยอดต้นสนเดียวดาย บุรุษในชุดแขนเสื้อกว้างนอนเอนกายอยู่ แขนเสื้อสีอ่อนห้อยลงมา มีลายปักด้วยด้ายเงินที่ไม่อาจเห็นลายชัดเจนในความมืด เมื่อเขาขยับตัว ลายปักนั้นส่องแสงแวววับเลือนรางไม่หยุด

เขาเอนกายอยู่บนยอดไม้ที่ทั้งเล็กและเปราะบาง เห็นชัดๆ ว่าเขามีรูปร่างสูง แต่กลับทำให้ผู้คนรู้สึกว่าเบาราวกลุ่มเมฆ เห็นชัดๆ ว่าเขาวางท่าตามสบาย แต่กลับดูสูงส่งราวภูเขาหยก ทำให้ผู้คนอดเลื่อมใสไม่ได้

กิ่งไม้โอนไหวแกว่งไกว เขาโยนกิ่งไม้เล่นตามใจ ทุกกิ่งที่โยนออกมา ล้วนโยนลงกองไฟอย่างแม่นยำ โยนตามลงไปกิ่งแล้วกิ่งเล่า ด้วยจำนวนกิ่งไม้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ดวงไฟนั้นค่อยๆ มีรูปร่างเป็นกองไฟและยิ่งลุกโหมแรง

ขณะที่มือเขาเคลื่อนไหว เผยให้เห็นเครื่องหมายกลางฝ่ามือขวาเลือนราง สีเข้มกว่าสีผิวเล็กน้อย แต่เพราะอยู่ห่างไกล จึงมองรูปร่างไม่ออก

เมิ่งฝูเหยากวาดตามองไปมองมา สุดท้ายหยุดอยู่ที่กองไฟรูปร่างสวยงาม สองมือยันพื้น แอบเขยิบตัวไปหนึ่งก้าว

ใช้นิ้วคิดแทนสมองก็เดาได้ว่า คนผู้นี้ก็คือ ‘ผี’ ที่มาก่อกวนเมื่อครู่ อย่างอื่นไม่ต้องพูดถึง เพียงแค่วิชาตัวเบาของเขาก็นับว่าสุดยอด ยังการโยนกิ่งไม้ที่เก่งกาจนั่นอีก หากเขามีใจคิดร้าย ขาสั้นสองข้างของตนคงไม่พอให้หลบหนีแน่

ยังไม่ทันย้ายก้นออกจากที่เดิม คนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามผู้นั้นเอ่ยวาจาแล้ว

 “แม่นาง คืนนี้อากาศเย็นหมอกหนา ข้าหนาวเหลือเกิน”

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal