ฝูเหยาฮองเฮา 1

ตอนที่ 5 คนในดวงจันทร์

   

จันทร์เสี้ยวสีขาวซีด ฝังประดับอยู่บนม่านฟ้าสีน้ำเงินเข้ม แสงจันทร์เย็นยะเยือก สาดแสงทั่วผืนป่าสีเขียวเข้ม

สายลมพัดผ่านยอดไม้สูงต่ำ ก่อเกิดเป็นเสียงหวีดหวิวครวญครางของใบไม้ ไม่ทราบเสียงหอนโหยหวนของสุนัขป่าดังมาจากภูเขาห่างไกลลูกใด ยังมีบรรยากาศแห่งการไล่ล่าของเหยี่ยวที่สะท้านสะเทือนไปทั่วป่า ข้ามผ่านแผ่นฟ้ากว้างดาราดาษ ลอดผ่านแนวเขายาวใหญ่ เข้าสู่โสตประสาทของคนที่โดนล่ามโซ่อยู่ในถ้ำ

ถ้ำนี้แคบลึก มืดและชื้น มีตะไคร่น้ำเต็มไปหมด เมื่อลมพัดผ่านปากถ้ำ บังเกิดเสียงครวญครางดั่งวิญญาณร้องไห้ ในส่วนลึกของถ้ำมีแสงสีขาวสว่างอยู่เลือนราง หากมองให้ละเอียด กลับเป็นกระดูกสีขาวกระจัดกระจาย

เมิ่งฝูเหยานอนขดตัวอยู่บนพื้นเปียกชื้น เสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่ง มีบาดแผลทั่วร่าง

เธอถูกขังอยู่ในเรือนจำลึกลับของสำนักกระบี่เสวียนหยวนเกือบเจ็ดวันแล้ว

วันนั้น หลังทำศึก หลินเสวียนหยวนไม่คำนึงถึงฐานะ ใช้ผงยาสลบทำให้เธอหมดสติ และใช้กระบวนท่าสังหารทันที ซัดเธอหนึ่งฝ่ามือจนกระเด็น ทั้งยังด่าว่าเธอต่อหน้าผู้คนหมู่มากว่า “ขโมยฝึกวิชาล้ำค่าของสำนัก” บรรดาศิษย์จึง ‘เข้าใจในทันที’ และร่วมประณามการ ‘ขโมยเรียนสุดยอดวิชา’ ของเมิ่งฝูเหยายกใหญ่ จากนั้นหลินเสวียนหยวนก็ขังเธอไว้ในถ้ำ

เจ็ดวันมานี้หลินเสวียนหยวนมาที่ถ้ำทุกวัน บังคับถามความเป็นมาของเธอ ทั้งยังต้องการให้เธอมอบวิชากระบี่ที่ใช้ต่อกรกับบุรุษหนุ่มชุดดำในวันนั้นออกมาด้วย

ยุคปัจจุบัน พละกำลังคือความยิ่งใหญ่ หนึ่งสุดยอดวิชามีนัยยะสำคัญต่อความเจริญรุ่งเรืองของกลุ่มอิทธิพลเป็นพิเศษ หลินเสวียนหยวนมีสายตาแหลมคม มองออกแต่แรกว่าวิชากระบี่ที่ศิษย์สตรีผู้เชี่ยวชาญการปลอมตัวใช้ในวันนั้นไม่สมบูรณ์เพราะพลังภายในไม่เพียงพอ แต่วิชากลับเป็นสุดยอดวิชา ฉะนั้น เขาต้องครอบครองให้ได้

เมิ่งฝูเหยาเพียงกัดฟันนิ่งเฉย เธอรู้ดีว่าจิ้งจอกเฒ่าผู้นี้เจ้าเล่ห์แสนกล เพียงคำพูดไม่กี่ประโยค วิชากระบี่ของเธอก็กลายเป็น ‘วิชาลับประจำสำนัก’ ของเขาไปแล้ว ต่อไปเมื่อสำนักกระบี่เสวียนหยวนมีสุดยอดวิชากระบี่เพิ่มขึ้นมาอีกแขนง ก็สมเหตุผล ส่วนจุดจบของ ‘ผู้ขโมยเรียนวิชา’ ที่ส่งมอบเคล็ดวิชาให้ คงต้องโดนฆ่าปิดปากแน่

เมิ่งฝูเหยาไม่อยากตายอยู่ที่นี่ เธอยังมีเรื่องสำคัญต้องทำอีกมากมาย

แต่เมื่อคนผู้หนึ่งรับบาดเจ็บสาหัส และถูกสอบปากคำโดยการลงทัณฑ์ทรมานซ้ำแล้วซ้ำเล่า บวกกับไม่มีอาหารใด แล้วจะมีชีวิตต่อไปได้อย่างไร

เมิ่งฝูเหยาหอบหายใจ มองไปยังดวงจันทร์ห่างไกล ผ่านค่ายกลศิลาที่ปากถ้ำซึ่งใช้ขังเธอไว้ แสงจันทร์ภายใต้ดวงตาแดงก่ำ ยิ่งดูพร่าเลือนแปลกตา และห่างไกลจนไม่อาจสัมผัสได้

แสงจันทร์อิสรเสรี สาดส่องทั่วแผ่นดินห้าภูมิภาค ส่องต้องด้านหน้าหมอนของจิ้งจอกเฒ่าที่กำลังหลับสบาย แต่กลับสาดแสงไปไม่ถึงร่างที่นอนสะลึมสะลืออยู่ในความมืดมาเจ็ดวันเจ็ดคืนของเธอ

มุมปากปรากฏรอยฝืนยิ้มบางๆ ขึ้น เมิ่งฝูเหยาหลับตา รับรู้ถึงปราณแท้ในกายที่สูญสลายไปกว่าครึ่ง วิชา ‘ทลายเก้าสวรรค์’ ของตน เดิมทีฝึกจนถึงขั้นสูงสุดของขั้นที่สามแล้ว การศึกในวันนั้น พลังภายในกลับถดถอยไปกว่าครึ่ง การฝึกฝนอย่างยากลำบากตลอดปีกว่า ล้วนสูญเปล่าแล้ว

จากคำบอกเล่าของนักพรตเฒ่าน่าตาย ‘ทลายเก้าสวรรค์’ คือสุดยอดวิชาที่สะท้านโลกอดีต สะเทือนแผ่นดินยุคปัจจุบัน เป็นวิชาที่ทำให้ผู้คนต้องหวาดผวา ยิ่งเรียนถึงขั้นสูงยิ่งฝึกยาก หากฝึกถึงขั้นที่เก้าจะไร้ผู้ต่อต้าน เมิ่งฝูเหยาแค่นเสียงออกทางจมูกเมื่อได้ฟัง คิดว่านักพรตเฒ่าน่าตายคงคุยโม้เสียแปดส่วน เพียงแต่วิชานี้ฝึกยากจริงๆ เธอฝึกมาสิบปี เพิ่งฝึกได้ถึงขั้นที่สาม ด้วยระดับความเร็วเช่นนี้ นักพรตเฒ่าน่าตายก็ชมว่าเธอมีพรสวรรค์ ตอนนี้อยู่ๆ กลับถดถอยไปหนึ่งขั้น เมิ่งฝูเหยาแค้นใจจริง ๆ

ท้องฟ้ามืดยิ่งขึ้น เสียงน้ำไหลเลือนรางค่อยๆ ดังขึ้นในถ้ำที่เงียบสงบ

เมิ่งฝูเหยาดิ้นรนลุกขึ้น ค่อยๆ คืบคลานไปบนพื้น โซ่ตรวนที่ทำจากเหล็กกล้าลากไปตามพื้นขรุขระส่งเสียงแกรกกราก ใช้เวลานานจึงกระเสือกกระสนไปถึงริมผนัง

เมิ่งฝูเหยาที่ใช้แรงจนหมดทิ้งตัวผิงผนังอย่างแรง ไม่สนว่าผนังถ้ำจะชื้นและสกปรก เธอแนบใบหน้าจนชิดกับผนังหินที่มีน้ำไหลซึมลงมา รอคอยน้ำแต่ละหยดเพื่อประคองชีวิต

เจ็ดวันนี้เธอรอดชีวิตมาได้โดยอาศัยน้ำจากธรรมชาติที่ปรากฏขึ้นตรงเวลาตอนกลางดึกทุกคืน

ดื่มน้ำไปหลายคำ สูดหายใจไปหลายครั้ง เมิ่งฝูเหยาลูบใบหน้า พบว่ารอยแผลปลอมบนหน้าตนเองถูกน้ำชะล้างไปหมดแล้ว ทว่าไม่เป็นไร จะอย่างไรช่วงนี้ก็ไม่มีใครมาที่ถ้ำ

ดื่มน้ำแล้ว รู้สึกสดชื่นขึ้นมาบ้าง เมิ่งฝูเหยานั่งพิงผนัง มองไปนอกถ้ำโดยไม่ตั้งใจ ทันใดนั้น สายตาเธอหยุดนิ่ง

ด้านหน้ามีผาเดียวดายโดดเด่นดั่งคมกระบี่ที่เทพรังสรรค์ขึ้น ยื่นเอียงออกมาจากภูเขา พระจันทร์สีเงินกลมโตสุกสว่างดวงนั้น แขวนอยู่บนยอดผาพอดี ดูไปแล้วเหมือนโดนยอดแหลมของผาสูงชันเกี่ยวไว้

แสงจันทร์เย็นยะเยือกและอ่อนโยน บนยอดเขาในดวงจันทร์มีคนผู้หนึ่งกำลังร่ายรำกระบี่

เสื้อผ้าหลวมกว้างของคนผู้นั้น ถูกลมภูเขาพัดกระพือพลิ้วอยู่ในเมฆบางหมอกเบาที่ลอยล่องบนยอดเขา เลือนรางราวอยู่บนสวรรค์ชั้นเก้า คนผู้นั้นยกมือวาดเท้าคล่องแคล่วมีพลัง ทิ่มแทงกระบี่ยาวตัดเมฆาสลักจันทราอย่างสง่างาม เห็นชัดๆ ว่าเป็นเพียงเงาอันห่างไกลสายหนึ่ง แต่ขณะที่เงาขยับขึ้นลงเปลี่ยนทิศทาง กลับแสดงถึงท่วงท่าของนักรบผู้เร้นกายในป่าเขา และบุคลิกของเซียนผู้เป็นอมตะ

มุกงามร่วงลงบนพื้นหยก ผลักเรือเดินหน้าในแดนสวรรค์ ทัศนียภาพทั้งหมดนั่นล้วนงดงามสุดประมาณ แต่เทียบไม่ได้กับภาพร่ายรำกระบี่ในดวงจันทร์ที่ทั้งรวดเร็วและสง่างาม  ทั้งแข็งแกร่งและอ่อนช้อยในขณะนี้

ธารดารากว้างใหญ่ไร้ขอบเขต แสงจันทร์ถูกปกคลุมด้วยหมอกเย็น เงาสีหม่นที่กำลังร่ายรำกระบี่ตัดกับพระจันทร์สีขาวราวหยกชัดเจนราวภาพวาด บุรุษผู้ถือกระบี่ในมือ สง่างามยิ่งนัก

ไม่ทันรู้ตัว เมิ่งฝูเหยาเฝ้ามองจนตกอยู่ในภวังค์

ฉะนั้นขณะนี้เธอกลับไม่รู้สึกถึงเงาดำยาวที่พลันทาทาบลงยังปากถ้ำ และเสียงเดินอย่างแผ่วเบาที่ค่อยๆ เข้ามาใกล้ 

หนังสือแนะนำ

Special Deal