นางพญาผมขาว เล่ม 1

บทที่ 3 นงคราญภายในถ้ำ อาภรณ์รุ้งอันเลิศล้ำ

        แต้กุ้ยฮุยร้องว่า “งุ่ยกงกง ท่านหมายความว่ากระไร?”

        งุ่ยตงเฮี้ยงปั้นหน้าเคร่งเครียด เหลือกตากล่าวว่า “พวกท่านแม่ลูกเฮียม่วย วางแผนลับชิงราชบัลลังก์ เรางุ่ยตงเฮี้ยงจงรักภักดีต่อบูรพาฮ่องเต้ ที่คลุกคลีกับพวกท่าน เพียงเพื่อต้องการล้วงถามแผนอุบายของพวกท่าน ท่านเข้าใจว่าเราจะร่วมก่อการกบฏกับพวกท่านจริงๆ?”

        แต้กุ้ยฮุยด่าทอเป็นการใหญ่ รัชทายาทจูเซี้ยลกครึ่งมิเชื่อครึ่งจากนั้นครุ่นคิด ‘งุ่ยตงเฮี้ยงผู้นี้เพิ่มกุมอำนาจใหญ่ ควบคุมค่ายตะวันออกสนใจไยกันว่ามันจริงจังหรือแปลกปลอม ขอเพียงช่วยเหลือเราก็ใช้ได้แล้ว เราไยต้องสืบสาวราวเรื่องไป?’

        ครั้นแล้ว ตวาดสั่งให้มัดพันธนาการแต้กุ้ยฮุยสองเฮียม่วย กับราชโอรสรองจูเซี้ยซุ้งไว้อย่างแน่นหนา ขณะจะล่าถอยออกไป

        เฮ้งเจี่ยฮีพลันร้องดังๆ ว่า “เม่งแป๊ะแปะ (ลุงแซ่เม่ง) ข้าพเจ้ามาแล้ว”

        รัชทายาทพลันได้คิด ตวาดถามแต้กุ้ยฮุยว่า “พวกท่านคร่ากุมองครักษ์พิทกษ์ตำหนักของเรามาซุกซ่อนอยู่ที่ใด?”

        งุ่ยตงเฮี้ยงปรายตาบอกใบ้ หัวหน้าขบวนค่ายตะวันออกผู้หนึ่ง ก็ยกโต๊ะโป๊ยเซียน (โต๊ะแปดเหลี่ยมมุม นั่งได้มุมละคน) ตัวหนึ่งขึ้น บนพื้นปรากฏเป็นถ้ำโพรงดำมะเมื่อมแห่งหนึ่ง เฮ้งเจี่ยฮีกับหัวหน้าขบวนทั้งสี่พากันกระโดดลงไป

        เดินไปไม่กี่ก้าว ภายในบังเกิดเสียงตวาดก้องเสียงโลหะปะทะกันเฮ้งเจี่ยฮีรีบล้วงหินเหล็กไฟตีขึ้น จ่อจุดกับเชื้อไฟ วิ่งปราดไปพร้อมกับหัวหน้าขบวนทั้งสี่ พอเพ่งตามอง เห็นชายกลางคนร่างสูงใหญ่ถูกล่ามขื่อคา หมุนตัวปานจักรผัน ควงขื่อคาต่อสู้กับองครักษ์ที่เฝ้าดูแลรักษาการณ์สองคน

        คนผู้นี้เป็นงักแป๋ (พ่อตา) ของเฮ้งเจี่ยฮีนามเม่งฉั่ง เม่งฉั่งได้ยินเสียงโห่ร้องฆ่าฟันที่เบื้องนอก ทราบว่าเกิดเหตุเปลี่ยนแปลง ดังนั้นโคจรพลังลมปราณ บิดกุญแจมือหัก ใช้ขื่อคาต่างอาวุธ ต่อสู้กับองครักษ์ที่เฝ้ารักษาตำหนักเคี่ยงเซ็งเก็งทั้งสอง

        องครักษ์ที่เฝ้าดูแลทั้งสอง ล้วนเป็นชนชั้นมือดี เม่งฉั่งเสียเปรียบที่เท้าถูกตราตรวน กระโดดโลดแล่นไม่สะดวก ผลจากการต่อสู้ มาตรว่ากระแทกองครักษ์ทั้งสองศีรษะแตกโลหิตหลั่งไหล แต่ตัวเองก็รับบาดแผลดาบกระบี่เจ็ดแปดแห่ง

        องครักษ์ที่เฝ้ารักษาตำหนักทั้งสอง พอเห็นหัวหน้าขบวนค่ายตะวันออกทั้งสี่เร่งรุดมา พากันส่งเสียงร้องด้วยความยินดีว่า “นี่ พวกท่านรีบมาจัดการกับคนเถื่อนนี้”

        หาคาดไม่ว่าหัวหน้าขบวนทั้งสี่แยกย้ายเป็นสองขบวน กลุ้มจู่โจมเข้าไป ลงมือปลิดชีวิตองครักษ์ที่เฝ้ารักษาทั้งสอง

        เฮ้งเจี่ยฮีถือกระบี่สะอึกเข้าหา เห็นงักแป๋หลั่งโลหิตโซมกายดังนั้นรีบประคองท่านขึ้นจากห้องใต้ดิน พร้อมกับกระซิบที่ข้างหูว่า “งักแป๋ เป็นผู้เขยมาแล้ว”

        เม่งฉั่งรีบกล่าวว่า “เอี้ยยี้เล่า? เจ้าพบเห็นนางหรือไม่?”

        สุ้มเสียงอ่อนล้า กล่าววาจาด้วยความลำบากกินแรง เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “เอี้ยม่วยก็อยู่เบื้องนอก”

        เม่งฉั่งคึกคักขึ้นอักโข เกาะไหล่ของเฮ้งเจี่ยฮี เดินขึ้นจากห้องใต้ดิน

        ยามนั้น รัชทายาทจูเซี้ยลกกำลังสนทนากับโต๊ะอิดพั้ง โจ้วแป๋ (ปู่) ของโต๊ะอิดพั้งเป็นจ้งต๊ก บิดารั้งตำแหน่งเลขา พอเอ่ยถึงพวกท่านรัชทายาทย่อมรู้จัก รับปากว่าจะล้างมลทินให้แก่โต๊ะกี้เฮี้ยง

        เม่งชิวเฮี้ยก็เร่งรุดเข้าตำหนัก ยืนอยู่ข้างกายโต๊ะอิดพั้ง พลันเห็นเฮ้งเจี่ยฮีประคองมนุษย์โลหิตตนหนึ่งเดินออกมา พอเพ่งตามอง พบว่าเป็นบิดา สร้างความแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ น้ำตาทะลักจากเบ้า ถาโถมเข้ามา

        เม่งฉั่งหันหน้าหารัชทายาท กล่าวว่า “ไทจือ อภัยที่เราไม่อาจปรนนิบัติท่านแล้ว”

        มือซ้ายฉุดดึงบุตรี มือขวาฉุดดึงบุตรเขย ขณะจะกล่าววาจาพลันปรากฏองครักษ์เสื้อแพรสองคนเร่งรุดมาจากเบื้องนอก ส่งเสียงร้องดังพิกล แยกย้ายเป็นหนึ่งซ้ายหนึ่งขวา โถมใส่เฮ้งเจี่ยฮี

        เฮ้งเจี่ยฮีหงายร่างท่อนบน กระทุ้งศอกซ้ายกระแทกองครักษ์ผู้หนึ่งล้มลง จากนั้นฟาดฝ่ามือออก คุกคามองครักษ์คนที่สองล่าถอยพอเพ่งตามอง พบว่าองครักษ์ผู้นี้เป็นผู้ควบคุมองครักษ์เสื้อแพรที่ติดตามตัวเองถึงมณฑลเซียมไซ และถูกอสุรีหยกขู่ขวัญล่าถอยนามเจี๊ยะเฮา

        เจี๊ยะเฮาพอถูกคุกคามถอยร่น ก็ยกแขนหมายโถมจู่โจมใหม่รัชทายาทชิงตวาดว่า “เจี๊ยะเฮา อย่าได้วู่วาม”

        เจี๊ยะเฮาร้องดังๆ ว่า “คนผู้นี้เป็นโจรร้ายมณฑลเซียมไซ”

        รัชทายาทกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “โจรร้ายอันใด?”

        เจี๊ยะเฮากล่าวว่า “มันอยู่ที่มณฑลเซียมไซ อ้างว่าเป็นผู้คุ้มกันของโต๊ะจ้งต๊ก พวกเราจึงปล่อยปละละเว้นมัน หาคาดไม่ว่าหลังจากนั้นอสุรีหยกเสนอหน้าแทนมัน ฆ่าองครักษ์เสื้อแพรเราไปสามคน”

        องครักษ์เสื้อแพรจัดการกับผู้คนภายนอก องครักษ์ค่ายตะวันออกและตกดูแลกิจการภายใน ต่างไม่ก้าวก่ายกัน เจี๊ยะเฮาและพวกทราบข่าวรุดมาจากประตูเมืองไท้ฮั้ว หากพวกมันคิดจับกุมโจรร้ายจริงๆ แม้แต่รัชทายาทก็ไม่อาจยับยั้งได้

        รัชทายาทกล่าวว่า “อสุรีหยกอันใด? เป็นโจรบุรุษหรือนางโจร?”

        เจี๊ยะเฮากล่าวว่า “เป็นนางโจรที่ร้ายกาจที่สุดแห่งยุค นางเสนอหน้าแทนมัน แสดงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกัน”

        กล่าวจบทำท่าโถมจู่โจม เฮ้งเจี่ยฮีพลันหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “หลานชายของโต๊ะจ้งต๊กอยู่ที่นี้ ท่านลองถามไถ่เขาดูว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้คุ้มกันประจำตระกูลเขาหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งกวาดมองเฮ้งเจี่ยฮีแวบหนึ่ง กล่าวเสียงกังวานว่า “เรียนไทจือ เฮ้งเฮียผู้นี้เป็นผู้คุ้มกันประจำตระกูลข้าพเจ้า ดังนั้นข้าพเจ้ากับเขาเข้าตำหนักมาพร้อมกัน ช่วยเหลือไทจือคร่ากุมโจรกบฏ”

        เจี๊ยะเฮาร้องถามว่า “อย่างนั้นอสุรีหยกไฉนช่วยเหลือท่าน?”

        เม่งฉั่งแม้รับบาดเจ็บสาหัส ยังมีสติแจ่มใส รีบโขกศีรษะคำนับต่อรัชทายาท กล่าวว่า “คนผู้นี้เป็นบุตรเขยของเรา มันกับบุตรีเราพันมาช่วยเหลือเรา ขอเจี๊ยะจี้ฮุย (ผู้ควบคุมแซ่เจี๊ยะ) อย่าได้ปรักปรำคนดี”

        เม่งชิวเฮี้ยยืนอยู่ข้างกายบิดา ได้ยินคำพูดเหล่านี้อย่างชัดเจน พลันรู้สึกหน้าร้อนผะผ่าว ไม่ทราบเป็นอับอายหรือยินดี หัวใจเต้นตูมตามราวเภรี

        หลายปีมานี้ เม่งฉั่งดูแลรักษาตำหนักชื้อเค่งเก็ง ทั้งยังเป็นคนคร่ากุมคนร้ายที่ถือไม้พลองบุกรุกตำหนัก ยามนี้กลับถูกคนของแต้กุ้ยฮุยจับกุมมาลงทัณฑ์ทรมาน กลับกลายเป็นมนุษย์โลหิตตนหนึ่งดังนั้นรัชทายาทรู้สึกเสียใจต่อมัน พอฟังรีบกล่าวว่า “เจี๊ยะจี้ฮุย เม่งบู๊ซือกับโต๊ะกงจื้อต้องไม่กล่าวโป้ปด เจ้าปล่อยปละละเว้นมันเถอะ”

        เจี๊ยะเฮาเห็นแก่หน้ารัชทายาท กอปรกับเม่งฉั่งมีศักดิ์เป็นผู้อาวุโสในใจแม้เคลือบแคลงสงสัย ได้แต่ล่าถอยไป

        รัชทายาทกล่าวอีกว่า “เม่งบู๊ซือรับบาดเจ็บสาหัสให้ติดตามเรากลับตำหนักไปรักษาตัว โต๊ะกงจื้อกับเฮ้งเฮียผู้นี้ ขอเชิญเข้าตำหนักไปด้วย”

        เม่งฉั่งกล่าวว่า “ขอบพระทัยไทจือในชีวิตของบ่าวนี้ เกรงว่าไม่อาจรับใช้ไทจืออีกขออนุญาตกลับบ้านไป จัดเตรียมเรื่องหลังเถอะ”

        รัชทายาทดูจากอาการบาดเจ็บเม่งฉั่ง ทราบว่าไม่มีหนทางรอดตัวเองก็มีเรื่องสำคัญต้องสะสาง จึงไม่เหนี่ยวรั้งเม่งฉั่งไว้ สั่งคนจัดรถส่งทั้งหมดกลับบ้านตระกูลเม่ง

        ตลอดรายทาง เม่งชิวเฮี้ยอยู่ในรถม้า ประคับประคองบิดาไว้ สายตาชำเลืองดูเฮ้งเจี่ยฮีอยู่บ่อยครั้ง เฮ้งเจี่ยฮีกลับขมวดคิ้วแนบแน่น

        เมื่อกลับถึงบ้าน ท้องฟ้าสว่างรำไรแล้ว ผู้ติดตามของไทจือที่ส่งทั้งหมดกลับมา แกะกระดาษปิดบ้านตระกูลเม่งออก ทิ้งยาสมานแผลของวังหลวงไว้ ค่อยอำลากลับตำหนักไป

        เฮ้งเจี่ยฮีกับเม่งชิวเฮี้ยประคองเม่งฉั่งเข้าห้องนอน พอกทายาพันบาดแผลให้กับผู้รับบาดเจ็บ โดยมีโต๊ะอิดพั้งช่วยเหลืออยู่ด้านข้าง

        เม่งฉั่งพลันเบิกตากลมกว้าง หอบหายใจกล่าวว่า “พวกเจ้าเคลื่อนใกล้เข้ามา เรามีเรื่องลับคิดบอกต่อพวกเจ้า”

        โต๊ะอิดพั้งเข้าใจว่าเม่งฉั่งคิดบ่งบอกเรื่องส่วนตัว จึงล่าถอยออกไปอย่างเงียบงัน เม่งฉั่งพลันกวักมือเรียกหาว่า “โต๊ะเฮียผู้นี้เป็นศิษย์ของจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงกระมัง?”

        เฮ้งเจี่ยฮีรับคำ เม่งฉั่งกล่าวอีกว่า “เรากับโต๊ะเฮียแม้เพิ่งพบหน้า แต่ก็เป็นการพรากจากตลอดกาล เมื่อครู่โต๊ะเฮียให้การปกป้องบุตรเขยเรา นับเป็นคุณธรรมอันเลิศล้ำเรื่องนี้เราไม่คิดปิดบังโต๊ะเฮีย มิหนำซ้ำภายหน้าคงต้องขอความช่วยเหลือจากโต๊ะเฮียอีกแรงหนึ่ง”

        โต๊ะอิดพั้งความจริงเดินถึงหน้าประตู พอฟังจึงวกกลับมา เฮ้งเจี่ยฮีรินน้ำชาถ้วยหนึ่ง ป้อนให้เม่งฉั่งดื่ม กล่าวว่า “เม่งแป๊ะแปะ ท่านพักฟื้นแล้วค่อยว่ากล่าวเถอะ”

        เม่งฉั่งกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “ตอนนี้ไม่กล่าว ก็สายเกินการณ์แล้ว เขยเรา เราทราบว่าระหว่างนี้พวกเจ้าสองพ่อลูกไม่พอใจต่อเรา”

        เฮ้งเจี่ยฮีรีบกล่าวว่า “หามิได้”

        เม่งฉั่งกล่าวว่า “เราใกล้ตายแล้ว พวกเรากล่าวตามความสัตย์ เราทราบว่าพวกเจ้าสองพ่อลูกไม่พอใจเรารับใช้ราชวงศ์เหม็ง แต่พวกเจ้าทราบหรือไม่ว่าเราไฉนลดตัวเป็นองครักษ์เฝ้ารักษาตำหนักชื้อเค่งเก็ง?”

        ทั้งหมดไม่กล้ากล่าววาจา ชั่วครู่ให้หลังเม่งฉั่งจึงกล่าว “เรากับล้อกิมฮงล้อไต้เฮียบแห่งกี๋ปัก (มณฑลฮ่อปักตอนเหนือมีไมตรีคบหาอย่างสนิทสนม เมื่อห้าปีก่อน ล้อกิมฮงพลันเสียชีวิตอย่างอนาถ พวกเจ้าทราบหรือไม่?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “เรื่องนี้เคยได้ยินสหายชาวยุทธจักรเอ่ยถึง”

        เม่งฉั่งกล่าวว่า “ล้อกิมฮงรักชาติบ้านเมือง เทิดทูนคุณธรรม เมื่อปีก่อนออกนอกกำแพงใหญ่ สืบทราบความลับของข้าศึก ที่แท้ฝ่ายแมนจูเตรียมการรุกราน ส่งคนเข้ามาปฏิบัติการ กลับซื้อตัวบุคคลบางกลุ่มเป็นสายภายใน ในจำนวนนี้มีทั้งเจ้าหน้าบ้านเมือง ทั้งยอดฝีมือชาวบู๊ลิ้ม ล้อกิมฮงเพียงสืบทราบได้สองคน หนึ่งในจำนวนนั้นยังไม่รู้จักชื่อ”

        โต๊ะอิดพั้งกับเฮ้งเจี่ยฮีพากันถามว่า “เป็นสองคนใด?”

        เม่งฉั่งกล่าวว่า “หนึ่งในสองคือเอ่งซิวเอี้ยงแห่งชายแดนเสฉวน”

        เฮ้งเจี่ยฮีส่งเสียงดังอ้อ เม่งฉั่งกล่าวสืบต่อ “เอ่งซิวเอี้ยงร่องรอยลึกลับ สิบปีมานี้ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ข่าวคราวของมัน อีกคนหนึ่งเป็นยอดฝีมือวังหลวง เพียงไม่ทราบเป็นองครักษ์เสื้อแพร หรือว่าสังกัดค่ายตะวันออกหรือตก ฟังว่าคนผู้นี้ยังมีความสำคัญกว่าเอ่งซิวเอี้ยงอีก ล้อกิมฮงพอสืบทราบความลับนี้ เพิ่งกลับถึงแผ่นดินตงง้วน ก็ถูกผู้คนทำร้ายถึงแก่ชีวิต ก่อนตายบอกความลับนี้ต่อเรา และเป็นคนเสนอให้เรามาเฝ้ารักษาตำหนักชื้อเค่งเก็ง”

        เฮ้งเจี่ยฮีค่อยเข้าใจในบัดดล ที่แท้งักแป๋เข้าวังมาเพื่อสืบหาความลับ เม่งฉั่งทอดถอนใจกล่าวว่า “น่าเสียดายที่เราอยู่ในวังห้าปี ยังสืบหาเบาะแสไม่ได้”

        หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “ภายในวังเกิดการแย่งชิงอำนาจอย่างรุนแรง รัชทายาทแม้ฉลาดหลักแหลมกว่าพระบิดา และมีใจทำนุบำรุงบ้านเมือง เกรงว่าไม่อาจรอดจากการลอบทำร้าย เราก็ไม่ต้องการให้พวกเจ้ารับตำแหน่งภายในวัง เพียงหวังให้พวกเจ้าจดจำชื่อเอ่งซิวเอี้ยงไว้”

        เอ่ยถึงตอนนี้ หอบหายใจรุนแรงกว่าเดิม เม่งชิวเฮี้ยทุบหลังให้แก่บิดาเบาๆ เม่งฉั่งพลันถามว่า “แป๊ะเมี่ยงศิษย์เราเล่า?”

        เม่งชิวเฮี้ยกล่าวว่า “เขาอยู่บ้านลิ้วเจ่กเจกเป็นเฮ้งกอกอช่วยเหลือพวกเราออกมาชักนำพวกเราไปยังที่นั้น”        

        เฮ้งเจี่ยฮีครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้แป๊ะเมี่ยงเป็นศิษย์รักของท่าน มิน่าเล่าเม่งชิวเฮี้ยจึงสนิทสนมกับมันถึงเพียงนี้’ ยามนั้นกล่าวว่า “เม่งแป๊ะแปะ ท่านคิดถึงแป๊ะเมี่ยง ข้าพเจ้าจะไปตามตัวเขามา”

        เม่งฉั่งยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “มิต้องแล้ว ไม่ทันการณ์แล้ว เอ๊ะ เจี่ยฮี เจ้าไฉนยังเรียกเราเป็นแป๊ะแปะ (ท่านลุง) ? หลังจากที่เราลาโลกไป เจ้ากับชิงเฮี้ยต้องผูกสมัครรักใคร่กัน เราได้พบพวกเจ้า บังเกิดความปีติยินดียิ่ง ปีติยินดียิ่ง...”

        คำพูดกระท่อนกระแท่น ยิ่งกล่าวยิ่งอ่อนล้า ไม่ทันกล่าวจบ พลันเหยียดเท้าทั้งสอง สิ้นใจตายไป

        เม่งชิวเฮี้ยเปล่งเสียงร่ำไห้ออกมา เฮ้งเจี่ยฮีคุกเข่าลงโขกศีรษะต่อผู้ตายหลายครา จากนั้นผุดลุกขึ้นกล่าวกับนางว่า “ข้าพเจ้าจะขอให้ลิ้วเจ่กเจกจัดพิธีศพแทนท่าน และแป๊ะเมี่ยงกอกอของท่าน”

        เม่งชิวเฮี้ยกล่าวถามทั้งน้ำตาว่า “ท่านเล่า? ท่านไม่ช่วยจัดพิธีศพด้วยหรือ ไยต้องรบกวนคนนอก?”

        เฮ้งเจี่ยฮีตะกุกตะกักคำ “ข้าพเจ้า...ข้าพเจ้า” คิดกล่าวแต่แล้วกล้ำกลืนไว้ ยามนั้นที่เบื้องนอกมีคนเคาะประตู โต๊ะอิดพั้งจึงลงจากหอไปเปิดประตู พบว่าเป็นรัชทายาทส่งคนมาถามไถ่อาการของเม่งฉั่ง พอทราบข่าวร้าย บังเกิดความเศร้าเสียใจยิ่ง

        นอกจากนั้นคนของรัชทายาทยังถ่ายทอดบอกคำเชื้อเชิญของรัชทายาท เชื้อเชิญโต๊ะอิดพั้งไปเป็นแขกที่ตำหนักชื้อเค่งเก็ง โต๊ะอิดพั้งรับเทียบเชิญ ขอให้คนของรัชทายาทรอคอยที่ห้องโถง ตัวเองเข้าไปอำลาเฮ้งเจี่ยฮี

        ยามนั้น เฮ้งเจี่ยฮีจัดห้องตั้งศพให้แก่งักแป๋เสร็จสิ้น พลันฉุดลากโต๊ะอิดพั้งเข้าสู่ห้องด้านใน กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “โต๊ะเฮีย ไทจือเรียกหาท่าน คงมอบหมายหน้าที่สำคัญให้ แต่ข้าพเจ้าขอน้อมเตือนท่าน ยังคงอย่าได้รับราชการประเสริฐกว่า”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าอยู่ในระหว่างไว้ทุกข์ให้แก่บิดา ไหนเลยรับราชการได้?”

        ที่แท้พวกเขายึดถือประเพณีโบราณโดยเคร่งครัด ต้องไว้ทุกข์เป็นเวลาสามปี ในเวลาสามปีนี้มิเพียงไม่อาจรับราชการ ทั้งห้ามมิให้จัดพิธีมงคลและบรรเลงดนตรีการ เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “อย่างนั้นโต๊ะเฮ๊ยคิดลำเลียงซากโครงกระดูกของบิดาท่าน กลับมาตุภูมิที่เซียมไซหรือไม่?”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าตั้งใจเช่นนี้ แต่กริ่งเกรงหนทางยาวไกลนับหมื่นลี้ ไม่ทราบสามารถคุ้มครองส่งซากโครงกระดูกของบิดาผู้ล่วงลับกลับไปบรรจุฝังยังบ้านเกิดหรือไม่”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ด้วยฝีมือของโต๊ะเฮีย มีที่ใดผ่านไปไม่ได้ แต่ขอให้ท่านระวังป้องกันคนผู้หนึ่ง”

        โต๊ะอิดพั้งถามว่า “ผู้ใดหรือ?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “เป็นอสุรีหยก”

        โต๊ะอิดพั้งถามไถ่สาเหตุ เฮ้งเจี่ยฮีจึงกล่าวว่า “นางกับสำนักบู๊ตึงท่านมีอริบาดหมางกัน”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไฉนไม่เคยได้ยินศิษย์ร่วมสำนักเอ่ยถึง?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องราวเมื่อไม่นานมานี้”

        ครั้นแล้วบอกเล่าเรื่องราวที่อสุรีหยกควบคุมตัวโจ้วแป๋ (ปู่) ของโต๊ะอิดพั้ง หยามหยันซือเฮียของโต๊ะอิดพั้งให้ทราบ โต๊ะอิดพั้งพอฟังจบต้องกระชากเสียงว่า “นางโจรที่ใจดำอำมหิตนัก”

        เฮ้งเจี่ยฮีขมวดคิ้ว คิดไม่ถึงว่าโต๊ะอิดพั้งเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง กลับมีโทสะรุนแรงถึงเพียงนี้ ด่าว่าอสุรีหยกเป็นนางโจร ตัวเองเป็นบุตรชายผู้นำฝ่ายมิจฉาชีพ อดขุ่นข้องใจมิได้ กล่าวเสียงเย็นชาว่า “อสุรีหยกมีฝีมือดุร้ายอำมหิต อย่างที่ไม่เคยพบพานมา แต่นางนับเป็นยอดหญิงวีรสตรี ที่ยากจะพบพานในรอบร้อยปี”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “อย่างนั้นหรือ หากแม้นมีโอกาส ข้าพเจ้าก็คิดเผชิญกับนางสักครั้ง”

        เฮ้งเจี่ยฮีใจสั่นสะท้าน มันจะอย่างไรได้รับพระคุณปกป้องจากโต๊ะอิดพั้ง ค่อยรอดพ้นจากการถูกเจี๊ยะเฮากล่าวหา ไหนเลยเบิกตาดูโต๊ะอิดพั้งไปหาที่ตายได้ ดังนั้นรีบกล่าวว่า “โต๊ะเฮย ข้าพเจ้าขอน้อมเตือนท่าน ยังคงอย่าได้ตอแยนาง ท่านมีศักดิ์ฐานะสูงส่ง หากเกิดเหตุเภทภัยใด ข้าพเจ้าก็บาปหนาสาหัสมากแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งแม้ไม่พอใจ แต่เห็นเฮ้งเจี่ยฮีกล่าวด้วยความปรารถนาดี จึงกล่าว “อย่างนั้นข้าพเจ้าไม่ขอพบกับนางก็แล้วกัน”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ใช่แล้ว โต๊ะเฮียแม้มีฝีมือสูงเยี่ยม ก็ไม่จำเป็นต้องเผชิญหน้ากับนาง อย่าว่าแต่หากโต๊ะเฮียคิดกลับมาตุภูมิ สามารถใช้เส้นทางสายไต้ท้งผ่านมณฑลซัวไซเข้าสู่เซียมไซตอนเหนือ ขอเพียงไม่เข้าสู่เซียมไซตอนใต้จะไม่เผชิญหน้ากับอสุรีหยกแล้ว”

        โต๊ะอิดพั้งกล่าวขอบคุณที่ห่วงใยกังวล ประสานมือกล่าวคำอำลา

        เฮ้งเจี่ยฮีพลันลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลง กล่าวว่า “โต๊ะเฮียกลับถึงบ้านเกิด หากเกิดเรื่องราวใด ขอให้ไปเสาะหาผู้น้องที่เมืองเอี้ยงอัน ขอเพียงระบุชื่อผู้น้อง ต้องมีสหายร่วมแนวชักนำไปให้แก่ท่าน”

        โต๊ะอิดพั้งมีนิสัยเปิดเผย รู้สึกว่าคนผู้นี้แฝงความลึกลับ ย่อมคาดคิดไม่ถึงว่า มันเป็นบุตรชายของผู้นำฝ่ายมิจฉาชีพมณฑลเซียมไซตอนเหนือ ยามนั้นรับคำคราหนึ่ง หาได้ถามไถ่ที่อยู่ที่เมืองเอี้ยงอันจากเฮ้งเจี่ยฮีไม่

        ทั้งสองประสานมืออำลา โต๊ะอิดพั้งโดยสารรถม้าที่รัชทายาทจัดมา เข้าสู่ตำหนักชื้อเค่งเก็ง ผ่านทางระเบียงหินขาว เข้าสู่หอลายหลากสีหลังหนึ่ง

        ที่แท้รัชทายาทกำลังดื่มสุรา ชมการแสดงอยู่ภายในหอ โต๊ะอิดพั้งน้อมคำนับรัชทายาท รัชทายาทสั่งคนจัดที่นั่งให้โต๊ะอิดพั้งนั่งอยู่ด้านข้าง ยิ้มพลางกล่าวว่า “หลังจากผ่านเหตุการณ์ความวุ่นวาย เรื่องราวนับว่าสำเร็จลุล่วงภายใต้กฎมณเฑียรบาลที่บูรพฮ่องเต้ทรงตั้งไว้ ไม่กลัวแป๋อ๋อง (พระบิดา) ไม่ลงโทษพวกมันเหล่านั้น ท่านก็ลำบากมากแล้ว พวกเราดื่มสุราชมดูการแสดงเถอะ”

        ที่แท้ปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์เหม็งเหม็งไท้โจ้ว ซึ่งมีพระนามเดิมว่าจูง่วนเจียงปราบดาภิเษกขึ้นครองราชย์ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1368 ก็ทรงตรากฎมณเฑียรบาล แต่งตั้งบุตรหลานไปกินเมืองต่างๆ หากไม่มีราชโองการเบิกตัวเข้าเฝ้า ห้ามมิให้เดินทางเข้านครหลวง ระหว่างเจ้าปกครองหัวเมือง ห้ามมีการติดต่อกัน ยิ่งมิให้ยุ่งเกี่ยวกับราชการแผ่นดิน หากละเมิดข้อห้าม ต้องถูกลดศักดิ์ฐานะ กลายเป็นราษฎรธรรมดา ถูกส่งตัวไปยังสถานควบคุมเมืองหงเอี้ยง ถูกจองจำไปชั่วชีวิต

        บ้วนเละฮ่องเต้แม้ทรงโปรดแต้กุ้ยฮุย แต่คราครั้งนี้ราชโอรสรองลอบเข้านครหลวงโดยพลการ ละเมิดข้อห้ามของบูรพฮ่องเต้ มาตรว่าไม่พบหลักฐานก่อการกบฏ แต่คงไม่อาจรอดพ้นจากการถูกลงโทษ

        ทางด้านขุนนางอำมาตย์ ขุนนางชั้นผู้ใหญ่เช่นกู่เฮี่ยงเซ้งให้การสนับสนุนรัชทายาท ขันทีงั่ยตงเฮี้ยงตอนแรกเห็นแต้กุ้ยฮุยเป็นที่โปรดปราน จึงรวมมือกับนาง ภายหลังเห็นแต้กุ้ยฮุยเพลี่ยงพล้ำ ก็เอนเอียงมาทางรัชทายาท ยิ่งเสริมสร้างขุมกำลังแก่รัชทายาท ดังนั้นรัชทายาทจึงกล่าวกับโต๊ะอิดพั้งเช่นนี้

        โต๊ะอิดพั้งพอฟัง ต้องบังเกิดความสะทกสะท้อน ครุ่นคิดขึ้น ‘ราชโอรสรองแม้ประพฤติไม่ถูกต้อง แต่ระหว่างพี่น้องร่วมสายเลือดไม่ควรระแวงคลางแคลงถึงเพียงนี้ รัชทายาทคิดจับกุมพระอนุชาที่คิดกบฏ ความจริงสมควรอยู่ แต่ท่าทีที่นิยมยินดีในคราเคราะห์ของผู้อื่นเช่นนี้ หาใช่จริยะความประพฤติของวิญญูชนไม่ จึงนึกถึงบันทึกเรื่องราวของแต้แป๊ะโคกกับตวนอูเอียง ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือจ้อตึ่ง* ขึ้นมา’

        (* จ้อตึ่งเป็นหนึ่งในสามบันทึกสมัยเลียดก๊ก แต่งโดยจ้อคิวเม้งแห่งแคว้นจิว เขียนด้วยภาษาโบราณ ภายหลังค่อยมีคนถอดความอรรถาธิบายเพิ่มเติม)

        ในหนังสือจ้อตึ่ง แคว้นแต้มีราชโอรสสององค์ คลับคล้ายรัชทายาทกับราชโอรสรองในปัจจุบัน เพราะแก่งแย่งชิงอำนาจ พระเชษฐาจึงจับกุมพระอนุชาไว้ พระอนุชานั้นยังกระทำการอุกอาจกว่าราชโอรสรองจูเซี้ยซุ้ง ส่วนพระเชษฐายังเมตตาผ่อนผันกว่ารัชทายาทจูเซี้ยลก แต่หนังสือจ้อตึ่งยังวิพากษ์วิจารณ์พระเชษฐาดำเนินแผนต่อสายเลือดเดียวกัน

        นึกถึงตอนนี้ โต๊ะอิดพั้งบังเกิดปฏิกิริยาขึ้น จากนั้นหวนนึกถึงเม่งฉั่งเสียชีวิตเพราะรัชทายาท รัชทายาทพอทราบข่าวการตาย หามีท่าทีเศร้าโศกไม่ ดังนั้นความคิดทำงานรับใช้เสื่อมถอยไปกว่าครึ่ง

        รัชทายาทเห็นโต๊ะอิดพั้งนิ่งครุ่นคิด จึงชูจอกสุราขึ้น ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านลองดูวิชาตัวเบาขององครักษ์เรา”

        โต๊ะอิดพั้งงงงันวูบ เห็นที่ลานตึกมีชายฉกรรจ์สี่คน บนหัวไหล่ตั้งไว้ด้วยไม้ไผ่ลำยาว ไม้ไผ่แต่ละลำยึดเกาะไว้ด้วยบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง มือซ้ายเกาะเกี่ยวลำไม้ไผ่ มือขวาถือกระบี่ไว้

        ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ยกไม้ไผ่วิ่งวนโดยรอบ บุรุษหนุ่มบนไม้ไผ่แสดงท่วงท่าต่างๆ บัดเดี๋ยวเป็นท่วงท่าต้อคั่วจูเนี้ยม (ม่านมุกย้อนแขวน) บัดเดี๋ยวเป็นท่วงท่าเพ้งซิมงังชี้ (กางปีกห่านป่า) บางครั้งใช้เท้าเกี่ยวลำไม้ไผ่ บางคราจ่อนิ้วกับลำไม้ไผ่ อิริยาบถงดงามจับตา

        โต๊ะอิดพั้งเคยไปชมดูการแสดงปาหี่ที่แถบเทียนเกี้ยในนครหลวง มาตรว่าการแสดงปาหี่มีการละเล่นเช่นนี้ แต่ผู้ที่เกาะเกี่ยวบนลำไม้ไผ่ไม่มีฝีมืออันคล่องแคล่วถึงเพียงนี้

        ชายฉกรรจ์ทั้งสี่พลันยกมือกอดอก วิ่งสลับราวผีเสื้อล้อบุปผา ลำไม้ไผ่บนหัวไหล่สั่นไหวไม่หยุดยั้ง บางลำถึงกับดัดงอโค้ง แต่บุรุษหนุ่มบนไม้ไผ่ยังทรงกายอย่างมั่นคง

        โต๊ะอิดพั้งร้องคำ “ประเสริฐ”

หนังสือแนะนำ

Special Deal