ฝูเหยาฮองเฮา 1

ตอนที่ 4 กระบี่สะท้านเสวียนหยวน

    ลานฝึกยุทธเงียบสงัดอย่างประหลาด มีเพียงบุรุษชุดดำที่หลับตารอคอยอยู่กลางลานมาตลอด เขาพลันเงยหน้า มองเมิ่งฝูเหยาด้วยแววตาลึกล้ำ

เขายังไม่ทันรั้งสายตากลับมา เงาดำตรงหน้าพลันขยับ เงาร่างสายหนึ่งพุ่งมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า เพราะความเคลื่อนไหวรวดเร็วและใช้พลังงานมากเกินไป จึงทำให้เกิดเสียงระเบิดดังเพียะเบาๆ ในอากาศ

คนยังมาไม่ถึง นิ้วขาวราวหิมะกลับยื่นทลายอากาศมาแล้ว กระบี่สั้นดำทอประกายหม่นที่ปลายนิ้ว แหวกฝ่าลมมาอย่างรวดเร็วดุดัน  พุ่งโจมตีดวงตาทั้งสองของเขา!

เพียงกระบวนท่าเดียว ทั้งเร็ว โหด แม่นยำ ความร้ายกาจอำมหิตของมุมที่ลงมือยิ่งยากจินตนาการได้ ผู้ประลองทั้งสองไม่รู้สึกอะไร แต่คนทั้งสำนักกระบี่เสวียนหยวน กลับพากันสูดลมหายใจอย่างเงียบงัน

กระบวนท่านี้ ระดับพลัง มุมและความเร็วประสานกันอย่างสมบูรณ์...ทั่วทั้งสำนัก นอกจากอาจารย์ เกรงว่าคงไม่มีใครใช้ออกได้...

บุรุษที่ยืนอยู่กลางลานยิ้มหยันคราหนึ่ง เพียงขยับส้นเท้าก็ถอยหลังลื่นไหลราวสายน้ำไปสามก้าว พลิกดึงมือหนึ่งครา กระบี่ยาวสีครามลอดผ่านใต้รักแร้ออกมาราวอสรพิษ พุ่งใส่หน้าอกเมิ่งฝูเหยา

สองกระบี่ปะทะกัน เสียงกังวานเปี่ยมพลังดังขึ้น สะท้านสะเทือนจนคนทั้งลานรู้สึกถึงความสั่นไหว เลื่อนลั่นจนลมแรงคล้ายหยุดยั้งลง

ลมกระบี่ทำให้มวยผมเมิ่งฝูเหยาหลุดออก ผมดำขลับสยายราวหมอก เธอสะบัดศีรษะคราหนึ่ง ใช้ฟันขาวและริมฝีปากแดงกัดผมยาวปอยหนึ่งไว้ ก่อเกิดเป็นความงามและความสดใสที่น่าตระหนกยิ่ง

ดวงตาบุรุษชุดดำด้านตรงข้าม ทอประกายคราหนึ่ง กระบี่ยาวก็ตวัดเอียงลงมา ปรากฏรัศมีโค้งสีขาวราวหิมะนับไม่ถ้วน เส้นผมของเมิ่งฝูเหยาที่พุ่งไปด้านหน้าถูกดึงไว้จนตรง และปลิวตกลงไร้ซุ่มเสียงราวกลุ่มควันสีดำอีกครั้ง

เส้นผมปลิวไสว เส้นโค้งอ่อนนุ่มบนท้องนภางอตัวคราหนึ่ง พลันหายไปในอากาศ

เสียงอุทานดังทั่วลาน เหล่าเจ้าสำนักกลับเผยสีหน้าประหลาดใจชัดเจน เส้นผมสลายหายไป ดูท่าจะถูกพลังทั้งหมดของเมิ่งฝูเหยาที่ตั้งมั่นรับแรงโจมตีทำลายในชั่วพริบตา แต่ไหนแต่ไรมา วัตถุแข็งแกร่งทำลายได้ง่าย แต่วัตถุอ่อนนุ่มยากทำลาย สตรีนางนี้ฝึกพลังภายในอะไร กลับสามารถปล่อยพลังออกมาทำลายวัตถุไร้สภาพได้

ในที่สุดเจ้าสำนักไป๋ซานเริ่มมองสตรีบอบบางกลางลานอย่างจริงจัง แต่สีหน้ากลับไม่แสดงความกังวล เขาดูออกว่า แม้เพลงกระบี่ของนางจะโดดเด่น แต่ไม่มีพลังภายในเพียงพอ ถึงแม้คนอายุน้อยมีความสำเร็จถึงขั้นนี้ จะทำให้ผู้คนตระหนกจนหลั่งเหงื่อออกมา ทว่าเมื่อเปรียบกับกระบี่ไร้รอย ที่สร้างชื่อผาดโผนในยุทธภพมาหลายปี มีประสบการณ์รับมือศัตรูมากมาย ก็ยังด้อยกว่าหลายขั้น

คิดเอาชนะเขาหรือ ฝันไปเถอะ                                                                                                                                       

เขาขยับตัวบนเก้าอี้อย่างสบาย แย้มยิ้ม ลูบเครา

กลางลาน หลังผ่านการประลองรอบแรกที่ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ พริบตาเดียวเงาร่างสีดำทั้งสองเข้าพัวพันทำศึกกันอีกแล้ว ความเคลื่อนไหวของทั้งคู่รวดเร็วสุดประมาณ ผู้ชมโดยรอบเพียงรู้สึกว่ามีลมพัดผ่านหน้ากดดันจนหายใจลำบาก เงาร่างสองสายพันพัวกันราวผีเสื้อล้อบุปผา หนึ่งดำพลิกอีกหนึ่งดำม้วน ความเร็วก่อให้เกิดเป็นลำแสงสลับสีร่ายรำงดงามบนพื้นขาวกว้างขวาง ผ่านไปที่ใด บนพื้นหินสมบูรณ์เงางามปรากฏรอยแตกเล็กๆ ไม่หยุด เดี๋ยวผสมผสานเดี๋ยวตัดสลับ เหมือนภาพวาดประหลาดภาพหนึ่ง

เมื่อเห็นเพลงกระบี่ของเมิ่งฝูเหยาสูงส่งและมีอานุภาพกว่าเพลงกระบี่ของสำนักกระบี่เสวียนหยวนชัดเจน คนสำนักอื่นมีสีหน้าแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ศิษย์สำนักกระบี่เสวียนหยวนเบิกตาจนลูกตาหลุดออกมาแต่แรก

นี่คือเมิ่งฝูเหยาที่ประลองกระบี่ในสำนักคราใดได้ลำดับสุดท้ายทุกครั้งหรือ นี่คือเมิ่งฝูเหยาที่พลังภายในอ่อนด้อยจนไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนพลังภายในฟ้าดินบรรจบหรือ เพลงกระบี่ที่รวดเร็ว คล่องแคล่ว ชาญฉลาด และท่วงทำนองไม่ธรรมดาที่แม้แต่เพลงกระบี่ของสำนักก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้เช่นนี้ นางไปร่ำเรียนมาจากที่ใด

ศิษย์พี่เจ็ดที่ผลักเมิ่งฝูเหยาคราหนึ่งเมื่อครู่สูดหายใจคำหนึ่ง พูดเบาๆ ว่า “กระบวนท่าที่หนึ่งร้อย เมื่อครู่ภายใต้กระบี่ของคนผู้นั้น ศิษย์พี่ใหญ่ยืนหยัดได้ไม่ถึงสิบกระบวนด้วยซ้ำ...”

ศิษย์พี่หกที่ข้างกายเขากลืนน้ำลายดังเอื้อกคราหนึ่ง เสียงดังจนตัวเองยังตกใจ

ในเสียงร้องฮือฮาประหลาดใจ สีหน้าของเผยย่วนแปรเปลี่ยนไม่หยุด นางเพิ่งเหยียบเมิ่งฝูเหยาไว้ใต้เท้า ชั่วพริบตาเดียว เมิ่งฝูเหยากลับแสดงความสามารถที่แม้แต่นางเองก็ห่างอีกหลายขั้นออกมา พยับเมฆ (เปรียบดั่งความทุกข์กังวล ความอึดอัดใจ) ค่อยๆ เข้าปกคลุมที่หว่างคิ้วนางชั้นหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

หากเปรียบเทียบกัน หลินเสวียนหยวนมีสีหน้าเยือกเย็นที่สุด เขาเคาะนิ้วลงบนที่เท้าแขนของเก้าอี้ สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย

การประลองที่กลางลาน มาถึงยกสุดท้ายแล้ว

กระบี่ยาวสีครามพลันทะลวงม่านแสงสีดำมืด ประชิดข้อมือเมิ่งฝูเหยาโดยไร้เสียง มันลื่นไหลเบาๆ ราวสายน้ำ ไปที่หัวใจของเมิ่งฝูเหยา

ลมแรงพุ่งเป็นสาย หมายมั่นเอาชีวิต

ทันใดนั้น เมิ่งฝูเหยายิ้มให้บุรุษหนุ่มชุดดำที่ค้อมตัวเข้ามาใกล้คราหนึ่ง

เธอรอคอยเวลานี้นี่เอง

ฟันขาวกัดลงบนริมฝีปากแดงทันที เม็ดเลือดขนาดเท่าเม็ดปะการังปรากฏขึ้นที่ปากแผล เมิ่งฝูเหยาบังคับลมปราณโดยการเป่าปากดังพู่คราหนึ่ง เม็ดเลือดอิ่มเอิบชุ่มชื่นที่หลอมรวมพลังของวิชาทลายเก้าสวรรค์ขั้นที่สามเอาไว้พลันลอยสูงขึ้น แล้วสาดแสงออกมา

อากาศโดยรอบเปลี่ยนเป็นชุ่มชื้นหนาหนักเกาะตัวเป็นพลังหมอกสีขาวบางชั้นหนึ่งทันที แล้วถูกเม็ดเลือดนั้นย้อมจนกลายเป็นสีแดงอ่อน  เสียงพรึ่บดังขึ้น หมอกนั้นกลายเป็นดั่งตาข่ายบิดตัวกลางอากาศแผ่คลุมเบื้องหน้าบดบังสายตาบุรุษชุดดำ

เพียงระยะเวลาแค่สายฟ้าแลบ

เมิ่งฝูเหยาพลิกนิ้วทั้งห้า กระบี่สั้นกลางฝ่ามือหมุนติ้ว ปลายกระบี่พลันพุ่งสูงขึ้น เสียงฉัวะคราหนึ่ง ม่านแสงอันวิจิตรถูกกรีดเป็นทางยาวโค้งรูปพัดสายหนึ่ง แสงสีขาวเล็กยาวงดงามภายในม่านแสงที่ตาเนื้อแทบมองไม่เห็นลำหนึ่งพุ่งออกมาราวสายน้ำ ประกายเย็นเยียบวาบขึ้นคราหนึ่ง เสียงฟิ้วดังขึ้น แสงก็สาดไปยังหน้าอกฝ่ายตรงข้าม!

กระบวนท่าที่สามแห่งวิชาทลายเก้าสวรรค์ ‘น้ำตาเซียนร่วงหล่นสายฟ้าฟาด’!

ราวสายฟ้าฟาดผ่านท้องนภา  พาดผ่านทั่วหล้าในพริบตาเดียว

ในระยะใกล้สุดประมาณ ด้วยพลังกล้าแกร่งสุดขั้ว ประกายเย็นเยียบสายนั้น ใช้ความเร็วที่คนธรรมดายากจะหลบเลี่ยงได้ คร่าชีวิตผู้คน!

เสียงลมดุดัน รังสีฆ่าฟันรุนแรง พลังมหาศาลเสียดสีกับอากาศ จนส่งเสียงแหลมเล็กราววิญญาณโหยหวน

เสียงอุทานระเบิดขึ้น เจ้าสำนักไป๋ซานและพวกลุกขึ้นจากที่นั่งทันที หลินเสวียนหยวนที่นั่งเคาะนิ้วพลางครุ่นคิดอยู่บนเก้าอี้ ก็ตะลึงกับพลังสังหารอันดุดัน จนนิ้วชะงักค้าง

ศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ผู้หนึ่งอุทานคำหนึ่งปิดหน้าถอยกายไป ครู่ใหญ่ มีเลือดไหลออกจากซอกนิ้ว

เขาโดนปราณแท้คมกริบที่ล้นออกมาภายนอกทำร้ายใบหน้า

กระบวนท่าที่ดุดันเลือดเย็นจนยากจะมีคนหลบพ้นได้ท่านี้ ทำให้ผู้คนที่ยืนขึ้นเพราะความตระหนกหันไปมองหน้ากัน รู้สึกหนาวเหน็บใจ

สายตาและปฏิกิริยาของบุรุษชุดดำกลับไม่ธรรมดา ขณะประกายเยียบเย็นปรากฏขึ้น เขาซ่อนตัวอยู่ในม่านแสง ถอยหลบอย่างรีบร้อน เงาดำพลันพลิกตัว รวดเร็วดั่งมังกรพิโรธ พลิกตัวหนึ่งคราก็กระโดดขึ้นไปสามจั้ง  แม้เป็นเช่นนี้ ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง เสียงซ่าดังขึ้นเบาๆ หนึ่งครั้ง ประกายสีขาวทะลุผ่านกระดูกหัวไหล่ บุปผาโลหิตดอกใหญ่ผลิบานเจิดจรัสที่ด้านหลังหัวไหล่ที่ค่อนข้างบอบบางของเขา

  บุรุษชุดดำตกถึงพื้น โซเซยืนไม่มั่น เมิ่งฝูเหยาแย้มยิ้มพลางจัดแขนเสื้อ และลงมายืนที่เดิมอย่างสง่างาม

เมิ่งฝูเหยา ชนะ

เจ้าสำนักไป๋ซานหน้าเปลี่ยนสี การประลองกระบี่มีกฎเกณฑ์ว่า จะอาศัยพวกมากเอาชนะไม่ได้ เขาคำนวณอย่างแม่นยำแล้วว่าบรรดาศิษย์สำนักกระบี่เสวียนหยวน ไม่มีใครสามารถต่อกรกับบุรุษชุดดำได้ ดังนั้นเมื่อเจ้าสำนักกระบี่ชิงเฉิงผู้มีฝีมือกล้าแข็งที่สุดในบรรดาเจ้าสำนักทุกท่านพ่ายแพ้แก่หลินเสวียนหยวนไปหนึ่งกระบวนท่า เขาก็ไม่กลัว คิดไม่ถึงแผนการจะถูกทำลายโดยสตรีอัปลักษณ์ที่อยู่ๆ ก็โผล่มานางนี้ และอดแค้นตัวเองไม่ได้ที่ทำไมเมื่อครู่ปากไม่ดี ไม่เช่นนั้นสตรีอัปลักษณ์คงจากไปแล้ว และคงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

                ลานฝึกยุทธ์เงียบสงัด ศิษย์สำนักกระบี่เสวียนหยวนจ้องมองเมิ่งฝูเหยาด้วยความมึนงง ภายใต้แสงอาทิตย์ เส้นผมและเสื้อผ้าสีครามเข้มของเธอปลิวไสว เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นโครงหน้างามประณีต เธอยิ้มหยันพร้อมมองไปรอบด้าน สายตาที่กวาดผ่านหน้าเพียงชั่วพริบตา ยังร้อนแรงกว่าแสงตะวันหลายส่วน

หลายคนที่เคยหัวเราะเยาะเธอมาก่อน อดไม่ได้ที่จะหดตัวและถอยไปด้านหลังเมื่อเธอกวาดตามา

เมิ่งฝูเหยายิ้มหยัน โยนกระบี่สั้นลงพื้น เสียงฉึกดังขึ้นคราหนึ่ง ตัวกระบี่ปักลึกลงพื้นสามนิ้ว ผิวหน้าพื้นหินขาวเกิดรอยแตกร้าวร่วมเชียะ  ดูไปแล้วเหมือนมุมปากเชิดของรอยยิ้มเยาะเย้ยเย็นชา

พู่สีแดงที่ด้ามกระบี่ปลิวไสวท้าทายกลางสายลม ทิ่มแทงสายตาของบรรดาผู้ใคร่กล่าววาจาแต่ยากเปิดปาก

พื้นศิลาขาวสมบูรณ์ประณีตของลานฝึกยุทธ์ถูกเมิ่งฝูเหยาทำลายเสียหาย แต่ทั่วทั้งลานกลับไม่มีใครเอ่ยปาก

บุรุษหนุ่มชุดดำไม่หันกลับมามอง มุ่งตรงไปที่ประตู พลันหันกายกลับมา สายตาเย็นเยียบของเขาปะทะกับสายตาของเมิ่งฝูเหยาผู้ซึ่งเพิ่งแกะผ้าปิดตาออกพอดี

ดวงตาสองคู่จ้องมองกัน ส่วนลึกของดวงตาบุรุษชุดดำเกิดความเปลี่ยนแปลงดุจระลอกคลื่นในมหาสมุทรซัดกระแทกฝั่งแล้วม้วนตัวกลับไประลอกแล้วระลอกเล่า

เมิ่งฝูเหยาสงบใจมองตอบ ดวงตาสดใสสุกสกาวราวเงาจันทร์บนผืนทะเล

ทันใดนั้นบุรุษชุดดำเผยอารมณ์แปลกประหลาดชนิดหนึ่งออกมา เหลือบมองด้านหลังเมิ่งฝูเหยาคราหนึ่ง จากนั้นหมุนตัวสาวเท้ายาวจากไป

เมิ่งฝูเหยาหันหน้าไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย เห็นหลินเสวียนหยวนที่ไม่รู้มาถึงด้านหลังตนเองตั้งแต่เมื่อใด

เมิ่งฝูเหยาตกใจ รีบถอยหลัง ทันใดนั้นเองก็รู้สึกสมองมึนงง

ลมแกร่งแฝงกลิ่นคาวเลือดสายหนึ่งม้วนเข้ามาทันที

“เพียะ!”

 

ตอนที่ 4 กระบี่สะท้านเสวียนหยวน

 

ลานฝึกยุทธเงียบสงัดอย่างประหลาด มีเพียงบุรุษชุดดำที่หลับตารอคอยอยู่กลางลานมาตลอด เขาพลันเงยหน้า มองเมิ่งฝูเหยาด้วยแววตาลึกล้ำ

เขายังไม่ทันรั้งสายตากลับมา เงาดำตรงหน้าพลันขยับ เงาร่างสายหนึ่งพุ่งมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้า เพราะความเคลื่อนไหวรวดเร็วและใช้พลังงานมากเกินไป จึงทำให้เกิดเสียงระเบิดดังเพียะเบาๆ ในอากาศ

คนยังมาไม่ถึง นิ้วขาวราวหิมะกลับยื่นทลายอากาศมาแล้ว กระบี่สั้นดำทอประกายหม่นที่ปลายนิ้ว แหวกฝ่าลมมาอย่างรวดเร็วดุดัน  พุ่งโจมตีดวงตาทั้งสองของเขา!

เพียงกระบวนท่าเดียว ทั้งเร็ว โหด แม่นยำ ความร้ายกาจอำมหิตของมุมที่ลงมือยิ่งยากจินตนาการได้ ผู้ประลองทั้งสองไม่รู้สึกอะไร แต่คนทั้งสำนักกระบี่เสวียนหยวน กลับพากันสูดลมหายใจอย่างเงียบงัน

กระบวนท่านี้ ระดับพลัง มุมและความเร็วประสานกันอย่างสมบูรณ์...ทั่วทั้งสำนัก นอกจากอาจารย์ เกรงว่าคงไม่มีใครใช้ออกได้...

บุรุษที่ยืนอยู่กลางลานยิ้มหยันคราหนึ่ง เพียงขยับส้นเท้าก็ถอยหลังลื่นไหลราวสายน้ำไปสามก้าว พลิกดึงมือหนึ่งครา กระบี่ยาวสีครามลอดผ่านใต้รักแร้ออกมาราวอสรพิษ พุ่งใส่หน้าอกเมิ่งฝูเหยา

สองกระบี่ปะทะกัน เสียงกังวานเปี่ยมพลังดังขึ้น สะท้านสะเทือนจนคนทั้งลานรู้สึกถึงความสั่นไหว เลื่อนลั่นจนลมแรงคล้ายหยุดยั้งลง

ลมกระบี่ทำให้มวยผมเมิ่งฝูเหยาหลุดออก ผมดำขลับสยายราวหมอก เธอสะบัดศีรษะคราหนึ่ง ใช้ฟันขาวและริมฝีปากแดงกัดผมยาวปอยหนึ่งไว้ ก่อเกิดเป็นความงามและความสดใสที่น่าตระหนกยิ่ง

ดวงตาบุรุษชุดดำด้านตรงข้าม ทอประกายคราหนึ่ง กระบี่ยาวก็ตวัดเอียงลงมา ปรากฏรัศมีโค้งสีขาวราวหิมะนับไม่ถ้วน เส้นผมของเมิ่งฝูเหยาที่พุ่งไปด้านหน้าถูกดึงไว้จนตรง และปลิวตกลงไร้ซุ่มเสียงราวกลุ่มควันสีดำอีกครั้ง

เส้นผมปลิวไสว เส้นโค้งอ่อนนุ่มบนท้องนภางอตัวคราหนึ่ง พลันหายไปในอากาศ

เสียงอุทานดังทั่วลาน เหล่าเจ้าสำนักกลับเผยสีหน้าประหลาดใจชัดเจน เส้นผมสลายหายไป ดูท่าจะถูกพลังทั้งหมดของเมิ่งฝูเหยาที่ตั้งมั่นรับแรงโจมตีทำลายในชั่วพริบตา แต่ไหนแต่ไรมา วัตถุแข็งแกร่งทำลายได้ง่าย แต่วัตถุอ่อนนุ่มยากทำลาย สตรีนางนี้ฝึกพลังภายในอะไร กลับสามารถปล่อยพลังออกมาทำลายวัตถุไร้สภาพได้

ในที่สุดเจ้าสำนักไป๋ซานเริ่มมองสตรีบอบบางกลางลานอย่างจริงจัง แต่สีหน้ากลับไม่แสดงความกังวล เขาดูออกว่า แม้เพลงกระบี่ของนางจะโดดเด่น แต่ไม่มีพลังภายในเพียงพอ ถึงแม้คนอายุน้อยมีความสำเร็จถึงขั้นนี้ จะทำให้ผู้คนตระหนกจนหลั่งเหงื่อออกมา ทว่าเมื่อเปรียบกับกระบี่ไร้รอย ที่สร้างชื่อผาดโผนในยุทธภพมาหลายปี มีประสบการณ์รับมือศัตรูมากมาย ก็ยังด้อยกว่าหลายขั้น

คิดเอาชนะเขาหรือ ฝันไปเถอะ

เขาขยับตัวบนเก้าอี้อย่างสบาย แย้มยิ้ม ลูบเครา

กลางลาน หลังผ่านการประลองรอบแรกที่ไม่ปรากฏผลแพ้ชนะ พริบตาเดียวเงาร่างสีดำทั้งสองเข้าพัวพันทำศึกกันอีกแล้ว ความเคลื่อนไหวของทั้งคู่รวดเร็วสุดประมาณ ผู้ชมโดยรอบเพียงรู้สึกว่ามีลมพัดผ่านหน้ากดดันจนหายใจลำบาก เงาร่างสองสายพันพัวกันราวผีเสื้อล้อบุปผา หนึ่งดำพลิกอีกหนึ่งดำม้วน ความเร็วก่อให้เกิดเป็นลำแสงสลับสีร่ายรำงดงามบนพื้นขาวกว้างขวาง ผ่านไปที่ใด บนพื้นหินสมบูรณ์เงางามปรากฏรอยแตกเล็กๆ ไม่หยุด เดี๋ยวผสมผสานเดี๋ยวตัดสลับ เหมือนภาพวาดประหลาดภาพหนึ่ง

เมื่อเห็นเพลงกระบี่ของเมิ่งฝูเหยาสูงส่งและมีอานุภาพกว่าเพลงกระบี่ของสำนักกระบี่เสวียนหยวนชัดเจน คนสำนักอื่นมีสีหน้าแปลกใจมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ศิษย์สำนักกระบี่เสวียนหยวนเบิกตาจนลูกตาหลุดออกมาแต่แรก

นี่คือเมิ่งฝูเหยาที่ประลองกระบี่ในสำนักคราใดได้ลำดับสุดท้ายทุกครั้งหรือ นี่คือเมิ่งฝูเหยาที่พลังภายในอ่อนด้อยจนไม่ได้รับอนุญาตให้เรียนพลังภายในฟ้าดินบรรจบหรือ เพลงกระบี่ที่รวดเร็ว คล่องแคล่ว ชาญฉลาด และท่วงทำนองไม่ธรรมดาที่แม้แต่เพลงกระบี่ของสำนักก็ไม่อาจเปรียบเทียบได้เช่นนี้ นางไปร่ำเรียนมาจากที่ใด

ศิษย์พี่เจ็ดที่ผลักเมิ่งฝูเหยาคราหนึ่งเมื่อครู่สูดหายใจคำหนึ่ง พูดเบาๆ ว่า “กระบวนท่าที่หนึ่งร้อย เมื่อครู่ภายใต้กระบี่ของคนผู้นั้น ศิษย์พี่ใหญ่ยืนหยัดได้ไม่ถึงสิบกระบวนด้วยซ้ำ...”

ศิษย์พี่หกที่ข้างกายเขากลืนน้ำลายดังเอื้อกคราหนึ่ง เสียงดังจนตัวเองยังตกใจ

ในเสียงร้องฮือฮาประหลาดใจ สีหน้าของเผยย่วนแปรเปลี่ยนไม่หยุด นางเพิ่งเหยียบเมิ่งฝูเหยาไว้ใต้เท้า ชั่วพริบตาเดียว เมิ่งฝูเหยากลับแสดงความสามารถที่แม้แต่นางเองก็ห่างอีกหลายขั้นออกมา พยับเมฆ (เปรียบดั่งความทุกข์กังวล ความอึดอัดใจ) ค่อยๆ เข้าปกคลุมที่หว่างคิ้วนางชั้นหนึ่งโดยไม่รู้ตัว

หากเปรียบเทียบกัน หลินเสวียนหยวนมีสีหน้าเยือกเย็นที่สุด เขาเคาะนิ้วลงบนที่เท้าแขนของเก้าอี้ สีหน้าครุ่นคิดเล็กน้อย

การประลองที่กลางลาน มาถึงยกสุดท้ายแล้ว

กระบี่ยาวสีครามพลันทะลวงม่านแสงสีดำมืด ประชิดข้อมือเมิ่งฝูเหยาโดยไร้เสียง มันลื่นไหลเบาๆ ราวสายน้ำ ไปที่หัวใจของเมิ่งฝูเหยา

ลมแรงพุ่งเป็นสาย หมายมั่นเอาชีวิต

ทันใดนั้น เมิ่งฝูเหยายิ้มให้บุรุษหนุ่มชุดดำที่ค้อมตัวเข้ามาใกล้คราหนึ่ง

เธอรอคอยเวลานี้นี่เอง

ฟันขาวกัดลงบนริมฝีปากแดงทันที เม็ดเลือดขนาดเท่าเม็ดปะการังปรากฏขึ้นที่ปากแผล เมิ่งฝูเหยาบังคับลมปราณโดยการเป่าปากดังพู่คราหนึ่ง เม็ดเลือดอิ่มเอิบชุ่มชื่นที่หลอมรวมพลังของวิชาทลายเก้าสวรรค์ขั้นที่สามเอาไว้พลันลอยสูงขึ้น แล้วสาดแสงออกมา

อากาศโดยรอบเปลี่ยนเป็นชุ่มชื้นหนาหนักเกาะตัวเป็นพลังหมอกสีขาวบางชั้นหนึ่งทันที แล้วถูกเม็ดเลือดนั้นย้อมจนกลายเป็นสีแดงอ่อน  เสียงพรึ่บดังขึ้น หมอกนั้นกลายเป็นดั่งตาข่ายบิดตัวกลางอากาศแผ่คลุมเบื้องหน้าบดบังสายตาบุรุษชุดดำ

เพียงระยะเวลาแค่สายฟ้าแลบ

เมิ่งฝูเหยาพลิกนิ้วทั้งห้า กระบี่สั้นกลางฝ่ามือหมุนติ้ว ปลายกระบี่พลันพุ่งสูงขึ้น เสียงฉัวะคราหนึ่ง ม่านแสงอันวิจิตรถูกกรีดเป็นทางยาวโค้งรูปพัดสายหนึ่ง แสงสีขาวเล็กยาวงดงามภายในม่านแสงที่ตาเนื้อแทบมองไม่เห็นลำหนึ่งพุ่งออกมาราวสายน้ำ ประกายเย็นเยียบวาบขึ้นคราหนึ่ง เสียงฟิ้วดังขึ้น แสงก็สาดไปยังหน้าอกฝ่ายตรงข้าม!

กระบวนท่าที่สามแห่งวิชาทลายเก้าสวรรค์ ‘น้ำตาเซียนร่วงหล่นสายฟ้าฟาด’!

ราวสายฟ้าฟาดผ่านท้องนภา  พาดผ่านทั่วหล้าในพริบตาเดียว

ในระยะใกล้สุดประมาณ ด้วยพลังกล้าแกร่งสุดขั้ว ประกายเย็นเยียบสายนั้น ใช้ความเร็วที่คนธรรมดายากจะหลบเลี่ยงได้ คร่าชีวิตผู้คน!

เสียงลมดุดัน รังสีฆ่าฟันรุนแรง พลังมหาศาลเสียดสีกับอากาศ จนส่งเสียงแหลมเล็กราววิญญาณโหยหวน

เสียงอุทานระเบิดขึ้น เจ้าสำนักไป๋ซานและพวกลุกขึ้นจากที่นั่งทันที หลินเสวียนหยวนที่นั่งเคาะนิ้วพลางครุ่นคิดอยู่บนเก้าอี้ ก็ตะลึงกับพลังสังหารอันดุดัน จนนิ้วชะงักค้าง

ศิษย์ที่ยืนอยู่ใกล้ผู้หนึ่งอุทานคำหนึ่งปิดหน้าถอยกายไป ครู่ใหญ่ มีเลือดไหลออกจากซอกนิ้ว

เขาโดนปราณแท้คมกริบที่ล้นออกมาภายนอกทำร้ายใบหน้า

กระบวนท่าที่ดุดันเลือดเย็นจนยากจะมีคนหลบพ้นได้ท่านี้ ทำให้ผู้คนที่ยืนขึ้นเพราะความตระหนกหันไปมองหน้ากัน รู้สึกหนาวเหน็บใจ

สายตาและปฏิกิริยาของบุรุษชุดดำกลับไม่ธรรมดา ขณะประกายเยียบเย็นปรากฏขึ้น เขาซ่อนตัวอยู่ในม่านแสง ถอยหลบอย่างรีบร้อน เงาดำพลันพลิกตัว รวดเร็วดั่งมังกรพิโรธ พลิกตัวหนึ่งคราก็กระโดดขึ้นไปสามจั้ง  แม้เป็นเช่นนี้ ก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง เสียงซ่าดังขึ้นเบาๆ หนึ่งครั้ง ประกายสีขาวทะลุผ่านกระดูกหัวไหล่ บุปผาโลหิตดอกใหญ่ผลิบานเจิดจรัสที่ด้านหลังหัวไหล่ที่ค่อนข้างบอบบางของเขา

  บุรุษชุดดำตกถึงพื้น โซเซยืนไม่มั่น เมิ่งฝูเหยาแย้มยิ้มพลางจัดแขนเสื้อ และลงมายืนที่เดิมอย่างสง่างาม

เมิ่งฝูเหยา ชนะ

เจ้าสำนักไป๋ซานหน้าเปลี่ยนสี การประลองกระบี่มีกฎเกณฑ์ว่า จะอาศัยพวกมากเอาชนะไม่ได้ เขาคำนวณอย่างแม่นยำแล้วว่าบรรดาศิษย์สำนักกระบี่เสวียนหยวน ไม่มีใครสามารถต่อกรกับบุรุษชุดดำได้ ดังนั้นเมื่อเจ้าสำนักกระบี่ชิงเฉิงผู้มีฝีมือกล้าแข็งที่สุดในบรรดาเจ้าสำนักทุกท่านพ่ายแพ้แก่หลินเสวียนหยวนไปหนึ่งกระบวนท่า เขาก็ไม่กลัว คิดไม่ถึงแผนการจะถูกทำลายโดยสตรีอัปลักษณ์ที่อยู่ๆ ก็โผล่มานางนี้ และอดแค้นตัวเองไม่ได้ที่ทำไมเมื่อครู่ปากไม่ดี ไม่เช่นนั้นสตรีอัปลักษณ์คงจากไปแล้ว และคงไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนี้

                ลานฝึกยุทธ์เงียบสงัด ศิษย์สำนักกระบี่เสวียนหยวนจ้องมองเมิ่งฝูเหยาด้วยความมึนงง ภายใต้แสงอาทิตย์ เส้นผมและเสื้อผ้าสีครามเข้มของเธอปลิวไสว เธอเชิดคางขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นโครงหน้างามประณีต เธอยิ้มหยันพร้อมมองไปรอบด้าน สายตาที่กวาดผ่านหน้าเพียงชั่วพริบตา ยังร้อนแรงกว่าแสงตะวันหลายส่วน

หลายคนที่เคยหัวเราะเยาะเธอมาก่อน อดไม่ได้ที่จะหดตัวและถอยไปด้านหลังเมื่อเธอกวาดตามา

เมิ่งฝูเหยายิ้มหยัน โยนกระบี่สั้นลงพื้น เสียงฉึกดังขึ้นคราหนึ่ง ตัวกระบี่ปักลึกลงพื้นสามนิ้ว ผิวหน้าพื้นหินขาวเกิดรอยแตกร้าวร่วมเชียะ  ดูไปแล้วเหมือนมุมปากเชิดของรอยยิ้มเยาะเย้ยเย็นชา

พู่สีแดงที่ด้ามกระบี่ปลิวไสวท้าทายกลางสายลม ทิ่มแทงสายตาของบรรดาผู้ใคร่กล่าววาจาแต่ยากเปิดปาก

พื้นศิลาขาวสมบูรณ์ประณีตของลานฝึกยุทธ์ถูกเมิ่งฝูเหยาทำลายเสียหาย แต่ทั่วทั้งลานกลับไม่มีใครเอ่ยปาก

บุรุษหนุ่มชุดดำไม่หันกลับมามอง มุ่งตรงไปที่ประตู พลันหันกายกลับมา สายตาเย็นเยียบของเขาปะทะกับสายตาของเมิ่งฝูเหยาผู้ซึ่งเพิ่งแกะผ้าปิดตาออกพอดี

ดวงตาสองคู่จ้องมองกัน ส่วนลึกของดวงตาบุรุษชุดดำเกิดความเปลี่ยนแปลงดุจระลอกคลื่นในมหาสมุทรซัดกระแทกฝั่งแล้วม้วนตัวกลับไประลอกแล้วระลอกเล่า

เมิ่งฝูเหยาสงบใจมองตอบ ดวงตาสดใสสุกสกาวราวเงาจันทร์บนผืนทะเล

ทันใดนั้นบุรุษชุดดำเผยอารมณ์แปลกประหลาดชนิดหนึ่งออกมา เหลือบมองด้านหลังเมิ่งฝูเหยาคราหนึ่ง จากนั้นหมุนตัวสาวเท้ายาวจากไป

เมิ่งฝูเหยาหันหน้าไปด้วยความสงสัยเล็กน้อย เห็นหลินเสวียนหยวนที่ไม่รู้มาถึงด้านหลังตนเองตั้งแต่เมื่อใด

เมิ่งฝูเหยาตกใจ รีบถอยหลัง ทันใดนั้นเองก็รู้สึกสมองมึนงง

ลมแกร่งแฝงกลิ่นคาวเลือดสายหนึ่งม้วนเข้ามาทันที

“เพียะ!”

หนังสือแนะนำ

Special Deal