ฝูเหยาฮองเฮา 1

ตอนที่ 3 ชักกระบี่เผชิญหน้า

        อสุรีหยกกล่าวว่า “เสียทีที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ กลับขวัญอ่อนหาความกล้ามิได้” พลางยื่นมือตบใส่ร่างโต๊ะตงเนี้ยมสองครา โต๊ะตงเนี้ยมค่อยฟื้นคืนสติมาอย่างแช่มช้า อสุรีหยกล้วงธงประกาศิตจากอกเสื้อผืนหนึ่งสะบัดเหวี่ยงให้ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขับไล่ผู้คุ้มกันภัยของท่านไปแล้ว ยามนี้คืนเครื่องคุ้มกันแก่ท่านสิ่งหนึ่ง”

        โต๊ะตงเนี้ยมยังไม่เข้าใจ อสุรีหยกส่งเสียงดังกว่าเดิมว่า “ท่านรับธงประกาศิตผืนนี้ไป ปักอยู่บนรถโดยสาร ทั่วทั้งมณฑลเซียมไซไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องท่านแม้สักขุมขนหนึ่ง เปรียบกับผู้คุ้มกันภัยจากสำนักบู๊ตึงนั้น ยังเข้มแข็งกว่ามากนัก”

        โต๊ะตงเนี้ยมลิงโลดยินดียิ่ง รีบซุกเก็บธงประกาศิตไว้ ขณะจะคำนับขอบคุณ อสุรีหยกก็ชักชวนเฮ้งเจี่ยฮีปลีกตัวจากไป

        เฮ้งเจี่ยฮีเปิดซองจดหมายของงักแป๋ออกอ่านดู ข้อความท่อนแรกในจดหมาย เร่งรัดมันเดินทางขึ้นสู่นครหลวงไปรับเจ้าสาว ส่วนข้อความท่อนหลังเขียนว่า “เหล่าผู้ฝึกสอนในนครหลวง เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง โดยเฉพาะในวังหลวง สถานการณ์ยิ่งคับขับ ขอให้เขยเรารีบมา เรามีเรื่องสำคัญคิดหารือ”

        ที่แท้เฮ้งเกียเอี๋ยงผู้เป็นบิดาของเฮ้งเจี่ยฮี เป็นบัณฑิตตกยาก เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เคยสาบานเป็นพี่น้องกับผู้ฝึกสอนมีชื่อเสียงแห่งนครหลวงนามเม่งฉั่ง ทำความตกลงว่า บุตรที่ทั้งสองถือกำเนิดมา หากเป็นชายและหญิง จะรวมเป็นทองแผ่นเดียวกัน ครั้นเมื่อเฮ้งเจี่ยฮีอายุได้เจ็ดขวบ ก็ติดตามบิดากลับมณฑลเซียมไซ หลังจากนั้นครอบครัวทั้งสองไม่มีการติดต่อกันอีก

        เมื่อห้าหกปีก่อน เม่งฉั่งได้รับแต่งตั้งเป็นองครักษ์พิทักษ์ตำหนักฉื้อเค่งเก็ง ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของไทจือ (รัชทายาท) ส่วนเฮ้งเกียเอี๋ยงกลับกลายเป็นผู้นำมิจฉาชีพแห่งมณฑลเซียมไซตอนเหนือ เฮ้งเกียเอี๋ยงพอทราบข่าวของชิงแก (ญาติที่ดองกัน) บังเกิดความเศร้าเสียดาย ไม่ทราบเม่งฉั่งไฉนยอมลดตัวลงรับใช้วังหลวง

        นับตั้งแต่เม่งฉั่งเป็นองครักษ์พิทักษ์ตำหนักทุกปี จะไหว้วานชาวยุทธจักรส่งสดหมายถึงเฮ้งเกียเอี๋ยง คราครั้งนี้ไหว้วานศิษย์สำนักบู๊ตึงผู้หนึ่งถือจดหมายมา เฮ้งเจี่ยฮีล่วงรู้ตั้งแต่สิบกว่าวันก่อนว่า งักแป๋ไหว้วานศิษย์สำนักบู๊ตึงทำหน้าที่ส่งจดหมาย ตอนแรกยังเข้าใจว่า คนถือจดหมายคือก้วงเสียวน้ำ จึงจงใจคบหาด้วย มิคาดคนถือจดหมายเป็นซือเฮียของก้วงเสียวน้ำ

       

หลินเสวียนหยวนนั่งเดินลมปราณอยู่ตรงกลางของที่นั่งชมด้านข้างลานประลองยุทธ ดูเหมือนเขาจะประลองไปแล้วรอบหนึ่ง และผลคงไม่เป็นที่น่าพอใจ หน้าเขาซีดจนเป็นสีเทาเล็กน้อย ตอนนี้ผู้กำลังประลองยุทธ์คือบุรุษอาภรณ์สีดำและศิษย์พี่ใหญ่ของสำนักกระบี่เสวียนหยวน

บุรุษชุดดำมีเพลงกระบี่รวดเร็วยิ่ง บัดเดี๋ยววาววับดุจดาวนับหมื่น บัดเดี๋ยวคล้ายมังกรม้วนกายร่ายรำ คลื่นพลังกระบี่เปลี่ยนแปลงหมื่นพัน และจากการเปลี่ยนแปลงที่มากมายนี่เอง เมื่อดูนานไป ถึงกับทำให้ผู้คนรู้สึกวิงเวียน

เมิ่งฝูเหยาได้ยินศิษย์พี่คนหนึ่งกล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “นั่นคือกระบี่ไร้รอย หนึ่งในสิบสุดยอดมือกระบี่แห่งไท่ยวน  และเป็นคนลึกลับนิสัยแปลกประหลาดที่สุดผู้หนึ่ง ใครจะรู้สำนักไป๋ซานจะเชิญเขามาได้”

 “มิน่าการประลองของสิบสำนักกระบี่ไท่ยวนที่จัดขึ้นปีละครั้งจู่ๆ จึงเลื่อนขึ้นมาก่อนกำหนด ที่แท้สุนัขเฒ่าไป๋หาผู้ช่วยเช่นนี้มาได้ มันจงใจเหยียบย่ำสำนักเสวียนหยวนเราชัด ๆ”

 “เขาผู้เดียว ท้าประลองพวกเราทั้งสำนัก ช่างผยองเหลือเกิน”

 “แล้วจะทำไม ในเมื่อเขามีความสามารถ ไม่เห็นหรือว่าจนบัดนี้ศิษย์พี่ใหญ่ยังทำได้แค่สู้เสมอเขาเท่านั้น”

 “เฮ้อ...วันนี้เกรงว่าพวกเราต้องโดนหยามเหยียดจริงๆ แล้ว...”

เมิ่งฝูเหยาเดินต่อไปไม่แยแส แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว พลันได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดดังขึ้น  “อ๊าก”

ลมรุนแรงพัดม้วนกลิ่นคาวเลือดลอยมาจากด้านหน้า พลันปรากฏเงาดำสายหนึ่งพุ่งเข้าหาเธออย่างแรง เมิ่งฝูเหยารีบกระโดดหลบ ร่างสีดำใหญ่โตลอยมา กรีดผ่านวาดท้องฟ้าเป็นทางโลหิตสายหนึ่ง แล้วตกลงตรงหน้าเธอ

เลือดสดๆ กระเซ็นไปโดนชั้นวางอาวุธข้างลาน ครู่ใหญ่ เลือดเข้มข้นค่อยๆ หยดลงบนพื้นหินสีขาว แดงขาวตัดกัน น่าสยดสยองยิ่ง

ทั้งลานเงียบสงัด ศิษย์สำนักเสวียนหยวนทุกคน จับจ้องไปที่บุรุษหนุ่มผู้ซึ่งกุมข้อมือขวาดิ้นรนพลิกตัวไปมาด้วยแววตาหวาดหวั่น เขาคือศิษย์พี่ใหญ่หนึ่งในผู้มีวรยุทธโดดเด่นที่สุดในสำนัก

ผ่านไปครู่ใหญ่จึงมีคนนึกได้รีบเข้าไปหมายพยุงเขาลุกขึ้น ทันใดนั้นเสียงร้องด้วยความตกใจดังขึ้น

          เลือดไหลรินที่มือขวาของศิษย์พี่ใหญ่ เอ็นมือเขาขาดไปแล้ว

ช่างเป็นเพลงกระบี่ที่โหดเหี้ยมเหลือเกิน!

สำนักกระบี่เสวียนหยวนเงียบงัน เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งของคนอื่นๆ ในลานประลองยุทธ์ยิ่งฟังยิ่งทิ่มแทงหู

มีเพียงชายชุดดำที่ไม่อินังขังขอบ ยืนอยู่กลางลานประลอง

ผ้าที่เขาใช้เช็ดกระบี่ดูไปคุ้นตาอยู่บ้าง ที่แท้คือแขนเสื้อข้างขวาครึ่งหนึ่งของศิษย์พี่ใหญ่ เหล่าศิษย์สำนักเสวียนหยวนมีท่าทีโกรธแค้น มีแต่เมิ่งฝูเหยาที่เพียงหางคิ้วกระตุก

เป็นกระบี่ที่รวดเร็วยิ่งนัก! เพียงเวลาสั้นๆ ไม่แค่ทำให้มือคู่ต่อสู้พิการ ยังตัดแขนเสื้อครึ่งหนึ่งของเขาลงมาอย่างประณีตอีกด้วย

ยิ่งไปกว่านั้น คู่ต่อสู้ของเขา ยังเป็นยอดยุทธ์ที่รับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว!

เจ้าสำนักไป๋ซานยังหัวเราะอย่างบ้าคลั่งต่อไป แต่กลับมีเสียงทอดถอนใจเบาๆ ดังขึ้นในหมู่ศิษย์สำนักเสวียนหยวน ดูท่าวันนี้ สำนักกระบี่เสวียนหยวนต้องเสียหน้าครั้งใหญ่แล้ว

โลกปัจจุบัน แต่ละแคว้นใช้อำนาจระรานกัน ต่อสู้กันไม่หยุด และจำนวนครั้งของชัยชนะ คือสิ่งตัดสินฐานะของตน วันนี้สำนักกระบี่เสวียนหยวนซึ่งเป็นหนึ่งในสามสำนักใหญ่แห่งไท่ยวน  ในงานชุมนุมประลองกระบี่ที่สำคัญเช่นนี้ แม้ผลัดกันรับศึกยังเอาชนะคู่ต่อสู้ไม่ได้ หากเรื่องแพร่ออกไป ฐานะต้องตกต่ำเป็นพันจั้ง (เป็นหน่วยวัดความยาวจีน 1 จั้ง เท่ากับ 3.33 เมตร) แน่

ขณะนี้ในลานประลองเงียบสงบ ทุกคนจ้องมองผู้เจ็บที่นอนอยู่เบื้องหน้าหน้าเมิ่งฝูเหยา เธอจึงไม่สะดวกเคลื่อนไหว เธอทดลองขยับเท้า บุรุษชุดดำที่ยืนอยู่กลางลานส่งสายตาเย็นเยียบมาทันที  สีหน้าเขายังคงเย็นชา ราวกับใส่หน้ากาก แต่แววตากลับเยือกเย็นเฉียบขาด แหลมคมราวตะปูเหล็ก เป็นตะปูเหล็กที่ทิ่มแทงเข้าไปในตาของเมิ่งฝูงเหยา

แววตานั้นลึกล้ำและดำมืดราวกับน้ำลึกนับพันเริ่น (8 เชียะเท่ากับ 1 เริ่น) ลึกจนไม่อาจเห็นก้น แต่ในส่วนลึกที่สุดในแววตาเขา มีไฟประหลาดดวงเล็กๆ ดวงหนึ่ง โอนไหวไปมาโดยไม่มอดดับ

ภายใต้สายตางุนงงของเมิ่งฝูเหยา ไฟดวงนั้นล่องลอยไม่หยุด หมุนวนไปรอบๆ ลอยขึ้นสูง จากนั้น ระเบิดออกทันที

เหมือนได้ยินเสียงระเบิดดังกังวานขึ้นในห้วงสมอง ดวงไฟระเบิดออกเป็นประกายทั่วฟ้าเต็มตา

เมิ่งฝูเหยารู้สึกวิงเวียน ซวนเซถอยหลังไปชนกับเสาระเบียงทางเดิน ความเย็นเยียบที่หลังทำให้เธอได้สติ และเงยหน้ามองคนผู้นั้นทันที

นั่นคือวิชาสะกดจิตขั้นสุดยอด ‘ลวงใจ’!

คนผู้นี้คือใคร

ส่วนลึกในดวงตาเขาเต็มไปด้วยความแค้น ความจริงเขาไม่ได้มาแลกเปลี่ยนวิชา!

เมิ่งฝูเหยาหันกายเตรียมถอยไป เสียงบาดหูของเจ้าสำนักไป๋ซานพลันดังขึ้นด้านหลัง

 “สำนักเสวียนหยวนพวกเจ้า ยังมีเยียนจิงเฉินอีกคนไม่ใช่หรือ!”

หลินเสวียนหยวนตะลึงงัน ตอบว่า “เมื่อคืนจิงเฉินกลับเมืองหลวงไปแล้ว”

“คงได้ข่าวว่าพวกเราจะมา จึงรีบร้อนหลบหนีกระมัง” เจ้าสำนักหลายคนหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

“ยังมีอีกคน” เจ้าสำนักไฉ่หวิน (ตัดเมฆา) กล่าวพร้อมชี้เมิ่งฝูเหยาที่กำลังคิดปลีกตัวจากไป “นางล่ะ ข้าจำได้ว่านางยังไม่ได้รับศึกเลย ทำไม คิดเลียนแบบเยียนจิงเฉิน ทาน้ำมันใต้เท้าวิ่งหนีไปงั้นหรือ”

หลินเสวียนหยวนหน้าเปลี่ยนสี นิ่งเงียบไม่ตอบคำ ลูกศิษย์ที่ยืนข้างกายเขารีบยื่นมือผลักเมิ่งฝูเหยาคราหนึ่ง

“เจ้าเอ้อระเหยอยู่ที่นี่ทำอะไร ไร้ความสามารถก็ไม่ต้องเสนอหน้าออกมา อาจารย์จะได้ไม่ขายขี้หน้า!”

“ยังไม่รีบไสหัวกลับห้องไปอีก!”

เมิ่งฝูเหยาเลิกคิ้วขึ้น ความโกรธปะทุขึ้นในดวงตา ครู่ใหญ่ เธอสูดลมหายใจ กำมือแน่น และจากไปอย่างเงียบ ๆ

เธอไม่ลดตัวลงเอาเรื่องพวกประจบสอพลอ

เธอใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้หลายปี ผ่านความลำบากมามาก แม้นิสัยใจร้อนอันเป็นที่รู้กันไปทั่วในยุคที่เธอเป็นปิศาจผมแดงยังแก้ไม่ได้ แต่ก็รู้จักเก็บอาการขึ้นมากแล้ว

แต่ทว่าเพิ่งก้าวเท้าไป ก็ได้ยินเสียงใสกังวานดั่งมุกหยกร่วงลงในจานเงินของคนผู้หนึ่งดังมาจากด้านหลัง

 “นางผู้นี้ เป็นเพียงเด็กก่อไฟในสำนักเราเท่านั้น อย่านำนางมาเปรียบกับศิษย์พี่เยียนของข้า ไม่เช่นนั้นตระกูลเผยแห่งเยียนจิงและตระกูลเยียนแห่งเหอหยวน จะถือเป็นการเหยียดหยาม”

ตระกูลเผยแห่งเยียนจิง ตระกูลเยียนแห่งเหอหยวน หมายถึงราชสกุลและวงราชการแห่งไท่ยวน เจ้าสำนักทั้งหลายฟังความหมายในคำพูดนั้นออก นิ่งเงียบลงทันที

เมิ่งฝูเหยาหันกลับไป มองสตรีในอาภรณ์แดงที่อยู่ด้านหลังนางนั้น นางอายุมากกว่าฝูเหยาหนึ่งปี รูปร่างโตเต็มวัยแล้ว ไม่เหมือนส่วนโค้งเว้าที่งามประณีตทว่ายังไม่สมบูรณ์เต็มที่ของเธอ ส่วนอวบอิ่มก็ล้นทะลัก ส่วนที่คอดก็บอบบางแทบขาด ทั้งยังชอบสวมกระโปรงรัดรูปสีแดง ยิ่งขับให้มีเสน่ห์และสง่างามมากขึ้น ปลายดวงตาบนใบหน้าที่งามพร้อมนั้นยกสูงขึ้นนิดหน่อย ประหนึ่งหงส์งามล้ำค่า

เผยย่วน

เห็นเมิ่งฝูเหยามองมา เผยย่วนส่งสายตาเย็นชาแฝงเววเหยียดหยามมาครั้งหนึ่ง จากนั้นละสายตาไปไม่สนใจใยดี

 “หากเจ้าสำนักทุกท่านมีประสงค์ ก็ไปร่วมงานชุมนุมยอดนักรบที่ผานตู แคว้นเทียนซาได้ ศิษย์พี่เยียนย่อมให้ทุกท่านได้ยลบุคลิกของศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเสวียนหยวนเราแน่”

นางเหลือบมองฝูเหยาแวบหนึ่ง จากนั้นหันหน้าไปยิ้มน้อยๆ ให้เหล่าเจ้าสำนัก

 “สำหรับคนผู้นี้ แม้แต่การยืนข้างกายพวกเรา ยังรู้สึกว่านางทำให้สถานที่เราแปดเปื้อน มีอะไรคู่ควรให้เจ้าสำนักทุกท่านเอ่ยถึงเล่า”

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมกัน แม้แต่หลินเสวียนหยวนยังลูบเครายิ้มน้อยๆ พยักหน้า รู้สึกว่าศิษย์สตรีผู้นี้ช่างรู้สถานการณ์ และรู้จักพูดจายิ่งนัก ไม่เพียงคลี่คลายปัญหาได้ ยังไม่ทำให้เสียเกียรติสำนักด้วย

ภายในเสียงหัวเราะ เมิ่งฝูเหยายืนตรงไม่ขยับ

ฉากแต่ละฉากที่วิ่งผ่านหน้าไปอย่างรวดเร็ว คือมืออบอุ่นที่ยื่นมาท่ามกลางลมฝน คือการวิ่งไล่ตามกันท่ามกลางดอกไม้ป่าในฤดูใบไม้ผลิ คือดวงตาที่เฝ้ามองกันและกันภายใต้แสงจันทร์ คือเสื้อหนังเตียวที่กางออกบนพื้นหิมะ ห่อหุ้มเท้าที่หนาวจนแข็งของเธอไว้แน่น

คือศีรษะที่โขกลงบนพื้นโคลนอย่างแรง คือการปิดบังวรยุทธ์และทดสอบได้ลำดับสุดท้ายจนถูกไล่ออกจากลานฝึกยุทธ์ครั้งแล้วครั้งเล่า คือการสะพายเสื้อผ้าของคนทั้งสำนักไปซักในแม่น้ำที่เย็นจนเป็นน้ำแข็ง คือการกินหมั่นโถวที่ทั้งแห้ง เย็นและแข็งตอนเที่ยงคืนเมื่อกลับถึงครัวหลังจากทำงานจุกจิกเสร็จ

เวลาที่มีทั้งเสียงหัวเราะและความเจ็บปวดในอดีตเหล่านั้น...

เสียงหัวเราะยังดังต่อไป ไม่มีใครรู้ ว่าสตรีที่ยืนหันหลังนางนั้น พลังแห่งความแค้นเคืองที่ฝังลึกในใจ ในที่สุดก็ถูกเสียงหัวเราะอย่างไม่กลัวเกรงสิ่งใดนี้กระตุ้นจนปะทุขึ้น  ค่อยๆ ลามออกไปเหมือนไฟลามทุ่ง

เมิ่งฝูเหยาสูดหายใจอีกครั้ง พลันยิ้มหยัน

พอแล้ว

โลกเราหนาวเหน็บเพียงนี้

จนทำคนให้ปรารถนาจะชักกระบี่ประหารฟ้าทำศึกใหญ่สักครา

เดิมทีเธอหันหลังให้กลางลาน พลันหมุนตัวครั้งหนึ่ง พร้อมเก็บกระบี่ยาวที่ศิษย์พี่ใหญ่ทำตกไว้เมื่อครู่ติดมือมาด้วย ก้าวเท้ายาวเดินไปยืนเผชิญหน้ากับคนชุดดำผู้นั้น

ลานประลองยุทธพลันเงียบสงัดลงทันที

ลมพัดแรงมาจากทิวเขาเสวียนหยวน หลุดพ้นจากพันธนาการแห่งป่าทึบ ส่งเสียงหวีดหวิวบนลานศิลาสีขาวกว้างใหญ่ราวเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่ง ทรายและหินที่โดนลมแรงหอบมาด้วยชนเข้ากับเสาทองแดงสิบสองต้นของลานฝึกยุทธ์ส่งเสียงดังติงตัง ลมกระพือก่อกวนทัศนวิสัยจนบิดเบี้ยว เมื่อมองผ่านทัศนวิสัยเช่นนั้น รูปสลักนูนของสัตว์สี่เท้าซึ่งมีนัยน์ตาดุร้ายบนเสาเหมือนจะกระโจนลงมากัดสังหารมวลมนุษย์ได้ทุกเมื่อ

และเมิ่งฝูเหยาที่ยืนอยู่ใต้เสา ผอมบาง เด็ดเดี่ยว หลังยืดตรง

เห็นชัดๆ ว่าบอบบางดั่งจะโดนลมพัดไปได้เดี๋ยวนั้น กลับให้ความรู้สึกเยือกเย็นเหี้ยมหาญ ไม่แตกต่างจากเสาต้นใหญ่ที่ไม่เคยสั่นคลอนมานับพันนับหมื่นปีด้านหลัง

ประกายตาเจิดจ้าที่ไม่รู้ว่าแฝงความหมายใดของคนมากมายสาดมา เมิ่งฝูเหยากลับไม่มองใคร เม้มปาก ฉีกแขนเสื้อตนเองออกมาส่วนหนึ่ง ผูกปิดตาไว้

กระบี่ยาววาววับราวน้ำแห่งสาทรฤดูในมือ นำพาแสงตะวันยามบ่าย ส่องตรงไปยังบุรุษชุดดำ เป็นความหมายท้าทาย ภายใต้ความตกตะลึงและสายตาเหลือเชื่อของผู้คนนับร้อย

หนังสือแนะนำ

Special Deal