ฝูเหยาฮองเฮา 1

ตอนที่ 2 สุนัขกุ้ยปินฉ่วน (พุดเดิ้ล)

       คำพูดที่เมิ่งฝูเหยาอยากพูดออกมา พลันจุกอยู่ที่ลำคอ

เธอเหลือบตามองเยียนจิงเฉินนิ่ง เขาไม่มองเธอ แต่กลับเพ่งมองไปยังดอกไม้ที่แห้งเหี่ยวไปแล้วกว่าครึ่งดอกตรงหน้าเขา เขาพูดอย่างรวดเร็ว

“ฝูเหยา ด้วยสภาพของเจ้า ตระกูลข้าไม่อนุญาตให้ข้า...อยู่ร่วมกับเจ้าแน่ ตระกูลเผยเป็นเชื้อพระวงศ์ ต่อให้เป็นตระกูลข้า ก็ยังด้อยกว่าหนึ่งขั้น การสู่ขอครั้งนี้ เดิมทีไม่มีหวัง ได้ยินว่าอาย่วนตอบตกลงด้วยตนเอง ตระกูลเผยถึงรับปาก ยิ่งไม่มีเหตุผลในการถอนหมั้น ตระกูลเยียนเราก็ไม่อาจล่วงเกินตระกูลเผยได้...”

เมิ่งฝูเหยาตัดบทคำพูดเยิ่นเย้อของเขา

 “อย่าเอาแต่ตระกูลเยียนพวกเจ้า ตระกูลเยียนพวกเจ้าอยู่เลย ตัวเจ้าเองล่ะ”

 “ข้า...” เยียนจิงเฉินอ้ำอึ้ง หว่างคิ้วเขาปกคลุมไปด้วยความกลัดกลุ้มชั้นหนึ่ง ครู่ใหญ่จึงกล่าวว่า “ฝูเหยา ต่อไปฮูหยินของข้า ต้องมีฐานะในแผ่นดินห้าอาณาจักร ความรู้ รูปโฉม วรยุทธ์ ฐานะ ล้วนขาดอะไรไม่ได้  โดยเฉพาะสติปัญญา ไม่เช่นนั้นตระกูลข้าต้องอับอาย...”

 “แล้วเจ้าล่ะ!”

เยียนจิงเฉินโดนเมิ่งฝูเหยาตะคอกคราหนึ่ง ความถือดีของคุณชายสูงศักดิ์ถูกกระตุ้นขึ้นและโมโหอย่างรุนแรง เขากล่าวเสียงดังว่า “ข้า! ข้าทนความไม่เอาไหนของเจ้ามาพอแล้ว! รับความรู้สึกของการโดนผู้อื่นหัวเราะเยาะเพราะเจ้ามาพอแล้ว!”

เมิ่งฝูเหยาถอยกายไปหนึ่งก้าว ตะลึงมองเยียนจิงเฉินที่ระเบิดอารมณ์พูดเสียงดังจนมีท่าทีดุร้ายอยู่บ้าง

แสงสนธยาค่อยๆ คืบคลานมาทีละชั้น แสงสีเทาหม่นทาทาบเต็มพื้น ใบไม้สีเขียวสดกลายเป็นสีเขียวเข้ม ดูไปเหมือนสกปรกไม่บริสุทธิ์

ระหว่างฟ้าและดินเหลือเพียงเสียงการเคลื่อนไหวของแขนเสื้อที่ถูกลมหวีดหวิวพัดปลิว

ชั่วครู่ใหญ่ เมิ่งฝูเหยาพลันแย้มยิ้ม

เธอแย้มยิ้ม เหมือนดอกไม้บานในความมืดอันเงียบสงบ เป็นความงามที่เยือกเย็น แต่เด็ดเดี่ยวและเจิดจ้ายิ่งกว่า

“เยี่ยม เยี่ยม”  เธอปัดแขนเสื้อต่อหน้าเยียนจิงเฉิน ท่าทางนั้น ราวกับจะปัดทั้งฝุ่นธุลีบนแขนเสื้อและเยียนจิงเฉินออกไป เธอกล่าวเสียงเรียบเฉยว่า “ข้าเข้าใจ เจ้าไม่อาจรับได้ที่ฮูหยินเจ้าจะเป็นคนโง่ ไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์ เจ้ารับไม่ได้ที่จะพาคนโง่งมเช่นนี้ออกงานเลี้ยงรับรองระดับแว่นแคว้นแล้วถูกผู้คนหัวเราะเยาะลับหลัง เจ้ายิ่งรับไม่ได้ถ้าฮูหยินผู้ไม่คู่ควรกับเจ้าจะทำลายภาพลักษณ์ของคุณชายสูงศักดิ์ผู้สมบูรณ์พร้อมไร้ที่ติ...เยียนจิงเฉิน เชื่อข้าเถอะ เผยย่วนจะต้องเป็นฮูหยินที่เพียบพร้อมสมบูรณ์ เจ้าได้เคียงคู่นาง ก็จะเหมือนสตรีชั้นสูงจูงสุนัขกุ้ยปินฉ่วน (สุนัขพันธุ์พุดเดิ้ล) ไปถึงที่ไหนฐานะก็สูงส่งขึ้นร้อยเท่า ส่งเสริมกันได้อย่างดี”

เธอยิ้ม แต่ในดวงตากลับปราศจากรอยยิ้ม น้ำเสียงหนักแน่นและเย็นชา เหมือนดาบคมกริบในฝักที่ต้องการเปล่งประกายเย็นเยียบเล่มหนึ่ง

 “ยินดีด้วย เจ้าหาสุนัขกุ้ยปินฉ่วนของเจ้าพบแล้ว”

เมื่อกล่าวจบ เธอหมุนตัวจากไปโดยไม่มองเยียนจิงเฉินแม้สักแวบเดียว

“ฝูเหยา!” เยียนเจิงเฉินพุ่งตามไปทันที ยื่นมือไปจับแขนเสื้อเธอ กล่าวเบาๆ ว่า “ฝูเหยา...ความจริงข้าชอบเจ้า...” น้ำเสียงเขามีความลำบากใจและอับจนปัญญาเพิ่มขึ้นหลายส่วน

 “เก็บความชอบของเจ้าไว้เถอะ ไปเอาใจกุ้ยปินฉ่วนของเจ้าดีกว่า!” เมิ่งฝูเหยาหัวเราะเสียงต่ำ ขยับนิ้วเพียงหนึ่งครั้ง ลำแสงเย็นเยียบสายหนึ่งพลันปรากฏขึ้นที่ซอกนิ้ว ระหว่างขยับนิ้วมีลำแสงพุ่งออกไปตัดแขนเสื้อส่วนที่ถูกจับ

ประกายดาบยังมาไม่ถึง แต่ไอเย็นก็บีบคั้นผู้คนก่อนแล้ว ตอนแรกเยียนจิงเฉินคิดว่าเมิ่งฝูเหยาจะไม่ลงมือรุนแรง ดังนั้นจึงจับแขนเสื้อไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ทว่าเมิ่งฝูเหยาไม่หยุดแม้สักนิด พลิกมือครั้งหนึ่งกรีดนิ้วไปบนนิ้วทั้งห้าของเขา

เยียนจิงเฉินตกใจคลายมือทันที แต่ยังช้าไปก้าวหนึ่ง นิ้วทั้งห้าโดนกรีดเป็นรอยสีแดงประณีตสายหนึ่ง ผิวพรรณที่ขาวผ่องในตอนแรก ผ่านไปชั่วครู่ ก็มีเลือดสีแดงสดก็ค่อยๆ ซึมออกมา หยดลงบนพื้นดินดำมืดโดยไร้เสียง

 “เจ้า...”

 “ข้า!” เมิ่งฝูเหยาไม่หันกลับไป เงาหลังตั้งตรง เกิดเป็นโครงร่างตระหง่านในค่ำคืนที่ค่อยๆ มืดมิดลง “ข้าต้องการให้เจ้าจดจำไว้ ว่ามีความผิดพลาดบางอย่าง เหมือนดั่งบาดแผลของเจ้าที่หาไม่พบในตอนแรก แต่นานไป มันจะทำให้เจ้าเจ็บปวดเลือดรินหลั่ง”

เธอยืนหันหลังให้เยียนจิงเฉิน เผยอยิ้ม รอยยิ้มเย็นชาราวกับจันทร์เสี้ยวที่เพิ่งขึ้นสู่ฟากฟ้า

 “เชี่อข้า เยียนจิงเฉิน เจ้าต้องเจ็บปวด จะช้าเร็วเท่านั้น”

 

  *****

แสงจันทร์คืนนี้ช่างหนาวเหน็บ

เมิ่งฝูเหยานั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น เหม่อมองพระจันทร์ซูบผอมเสี้ยวนั้น รู้สึกว่าตั้งแต่เกิดมาจำความได้ คืนนี้เหมือนจะเหน็บหนาวที่สุด แสงสลัวสีเขียวรอบตัว มองแล้วช่างเย็นเยือกใจนัก

แสงดาวระยิบระยับแปลกตา ขยับเขยื้อนไม่หยุดนิ่ง ดุจดั่งใจคนที่ผันแปรไปมา

คิดถึงวันที่พบเขาเป็นครั้งแรกได้อย่างลางเรือน ลมฝนกระหน่ำ เธอโขกศีรษะลงไปในดินโคลน เพื่อขอกราบหลินเสวียนหยวนเป็นอาจารย์ คิดถึงรอยยิ้มอบอุ่นของเด็กหนุ่มที่ยืนท่ามกลางสายฝนข้างกายหลินเสวียนหยวนที่หน้าประตู คิดถึงมือยาวบริสุทธิ์ และอบอุ่นดั่งฤดูใบไม้ผลิที่หนุ่มน้อยยื่นมาให้

“ฝูเหยา ความจริงข้าชอบเจ้า”

 “ฝูเหยา การอยู่ในแผ่นดินห้าภูมิภาค หากไม่มีความสามารถต้องโดนผู้อื่นดูถูกไปตลอดชีวิต”

 “ฝูเหยา เจ้าต้องขยันอีกหน่อย เจ้าเป็นเช่นนี้...ต่อไปจะทำอย่างไร”

 “ฝูเหยา เจ้าดีทุกอย่าง น่าเสียดายที่...พรสวรรค์ด้อยไปบ้าง”

อา...ควรรู้ตั้งนานแล้ว แต่กลับคิดไปเอง จมอยู่กับความอบอุ่นที่หนุ่มน้อยผู้นั้นยื่นมาให้ ไม่เคยรู้สึกตัว

ยังดี...ฉันไม่เคยคิดจะเป็นสุนัขพุดเดิ้ลของนายจริงๆ

เมิ่งฝูเหยายิ้มเยาะตนเอง สะบัดมืออย่างแรงราวปัดแมลง ไล่ความทรงจำที่ไม่อยากคิดถึงอีกไปให้พ้น หลับตาเดินพลัง

ผ่านไปไม่นาน เริ่มมีหมอกลอยขึ้นเหนือศีรษะของเธอ แสงสีเขียวอ่อนค่อยๆ ทอแสงออกมารอบกาย แสงนั้นค่อยๆ สูงขึ้น และหยุดนิ่งที่หน้าอก

‘ทลายเก้าสวรรค์'‘วิชาลึกลับที่ไม่ถ่ายทอดให้ใคร' ของนักพรตเฒ่าผู้เป็นอาจารย์ที่แท้จริงของเธอ

ตอนนั้นเมิ่งฝูเหยาขุดสุสานรุนแรงเกินไป จนทำให้ตนเองทะลุมิติมา เมื่อทะลุมิติมาก็สูญเสียความทรงจำก่อนอายุห้าขวบในโลกนี้ไปอย่างแปลกประหลาด นับตั้งแต่ห้าขวบเป็นต้นมา เธอโดนนักพรตน่าตายผู้หนึ่ง บังคับให้ฝึกวิชาอย่างทรมานสิบปี ในระยะเวลาสิบปีนี้ วิชา ‘ทลายเก้าสวรรค์' ที่แบ่งออกเป็นเก้าขั้น เธอเพิ่งฝึกถึงขั้นสุดท้ายของขั้นที่สาม ขณะนี้บังคับปราณแท้ (ปราณคือพลังชีวิต หรือเรียกอย่างครอบคลุมคือพลังจักรวาล) ขึ้นสูง รวบรวมปราณให้กลายเป็นหยก เป็นวิธีรวบรวมความอ่อนหยุ่นทั้งหมดไว้

การฝึกครั้งนี้ ฝึกข้ามราตรีอันยาวนาว ผ่านครึ่งเช้าที่แสงตะวันสาดส่อง เมื่อเมิ่งฝูเหยาลืมตาทั้งคู่ขึ้น ก็ล่วงเข้ายามบ่ายแล้ว

เมื่อลืมตาขึ้น เมิ่งฝูเหยาขมวดคิ้วถอนใจ เธอฝึกขั้นสุดท้ายของขั้นสามมาครึ่งปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สำเร็จ หากเธอไม่อาจฝึกขั้นนี้สำเร็จ จะอาศัยอะไรไปเข้าร่วมงานชุมนุมยอดนักรบ จะอาศัยอะไรทำให้ผู้อื่น  ‘ต้องเสียใจสักวัน'

เรื่องนี้ช่างเถอะ สิ่งสำคัญกว่าคือ ความปรารถนาในก้นบึ้งหัวใจที่อยากทำให้เป็นจริง เกรงว่าจะยิ่งห่างไกลไม่มีกำหนด

เมิ่งฝูเหยากัดริมฝีปาก ลุกขึ้นและก้าวลงเขา คำนวณเวลา วันนี้เยียนจิงเฉินคงจากไปแล้ว

ไปแล้ว ก็ดี

ตอนนี้เมิ่งฝูเหยาไม่อยากอยู่ที่นี่แม้ชั่วขณะเดียว เธอเตรียมตัวเก็บสัมภาระออกเดินทางทันที

ลงเขาไปครึ่งทาง ผ่านหุบเขาอันลึกลับแห่งหนึ่ง หมู่ตึกที่ก่อสร้างอิงภูเขา มีคันทวย (ไม้ค้ำยัน) และชายคาทอดเป็นแนวยาว ดูใหญ่โตโอฬารคือหมู่ตึกเสวียนหยวน

ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ ก็ได้ยินเสียงโหวกเหวก ในเสียงตะโกนมีเสียงแหลมเล็กดังขึ้นว่า “สำนักกระบี่เสวียนหยวนได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสามสุดยอดสำนักในสมาพันธ์กระบี่แห่งราชวงศ์ไท่ยวน เหตุใดจึงไร้ศิษย์มีฝีมือ”

ต่อมาเสียงไอแห้งเบาๆ แฝงแววขัดเขินของอาจารย์ก็ดังขึ้น  ตามมาด้วยเสียงก่นด่าของศิษย์พี่ศิษย์น้องที่ทนทานไม่ได้ ระคนกับเสียงกระบี่ยาวถูกชักออกจากฝักดังติดต่อกันชัดเจน คึกคักไม่ธรรมดา

เมิ่งฝูเหยาขมวดคิ้ว เธอรู้จักธรรมเนียมยุทธภพแห่งห้าอาณาเขตเจ็ดแคว้นดีว่าร้อนแรงเพียงไร ทุกสำนักมักท้าประลองกันเสมอ ครั้งนี้คงเป็นสำนักใดมาท้าประลองถึงที่สักแปดส่วน

เมิ่งฝูเหยาล้วงอุปกรณ์แต่งหน้าออกมาจากอกเสื้อ รีบใช้สายน้ำแทนกระจกแล้วแต่งหน้าอัปลักษณ์ให้ตนเอง แต่ไหนแต่ไรมา เธอเพียงเผยโฉมหน้าที่แท้จริงต่อหน้าเยียนจิงเฉินเท่านั้น

เมื่อเข้าไปในหมู่ตึก ผ่านลานฝึกยุทธ์จึงจะกลับถึงห้องของเธอ ลานฝึกยุทธ์ของสำนักกระบี่เสวียนหยวน นับเป็นหนึ่งในลานฝึกยุทธ์ขนาดใหญ่ชั้นยอดของไท่ยวน พื้นที่กว้างขวาง ยิ่งใหญ่เกรียงไกร ยามปกติไม่ได้ใช้ เมิ่งฝูเหยาเข้าประตูลานไปอย่างเงียบเชียบ เดิมทีคิดว่าจะจากไปได้อย่างราบรื่น แต่เมื่อหางตาเหลือบไปเห็น กลับต้องตกใจ

วันนี้ลานฝึกยุทธ กลับเบียดเสียดไปด้วยผู้คนมากกว่าร้อย สวมใส่เสื้อผ้าหลากสี แต่ละสียึดพื้นที่แต่มุมของลาน ดูท่าทางหลายสำนักกลับมาท้าประลองกับสำนักกระบี่เสวียนหยวนพร้อมกัน

เมิ่งฝูเหยาพบเห็นบุรุษที่มีพลังเต็มเปี่ยม เยือกเย็นสุขุมหลายคน พวกเขาซุกงำประกายตาไว้ รัศมีของพวกเขายากที่คนธรรมดาจะเทียบเปรียบได้

นอกจากเยียนจิงเฉิน ศิษย์สำนักกระบี่เสวียนหยวนอยู่ที่นี่ทั้งหมด ยืนล้อมวงกัน มีท่าทีระมัดระวังและกังวล ศิษย์พี่น้องบางคนเหมือนได้รับบาดเจ็บ ใช้กระบี่ยันพื้นกระอักเลือดออกมา

ในอากาศ อบอวลไปด้วยลมหายใจหนักหน่วงและไม่สงบ

หนังสือแนะนำ

Special Deal