นางพญาผมขาว เล่ม 1

บทที่ 1 บทนำ (หน้า 3)

        อสุรีหยกหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เสียทีที่ท่านประพฤติเป็นโจรมานานปี หรือยังไม่ทราบข้อห้ามของโจร? เขาเป็นบุรุษหนุ่มผู้หนึ่ง พกพาของมีค่าออกเดินทางเพียงลำพัง หากไม่มีความเป็นมาใหญ่หลวง ยังกล้ากระทำเช่นนี้หรือ? ขอบอกตามความสัตย์ ของขวัญของเขานี้ หากมิใช่กำนัลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่กล้าลงมือปล้นชิง พวกท่านไม่สืบสาวความเป็นมาของเขาโดยกระจ่าง ก็หลงเชื่อคำยุยงของผู้คน รวมกำลังคิดปล้นชิงนี่มิใช่ตาบอดไปหรือไร?”

        เสียวซวงเอี้ยงได้ยินนางยิ่งด่าว่ายิ่งดุร้าย จิตใจยิ่งมายิ่งผ่อนคลาย มันล่วงรู้นิสัยใจคอของอสุรีหยก ขณะที่สะสางเรื่องราวสำคัญ หากแม้นนางยิ้มแย้มแจ่มใส กล่าววาจาอ่อนโยนต่อท่าน ขั้นต่อไปต้องลงมือด้วยอำมหิต หากแม้นนางดุด่าว่ากล่าว รับรองไม่มีเรื่องราวใด ดังนั้นเสียวซวงเอี้ยงพอฟังนางด่าจบ พลันยกมือตบหน้าตัวเองสองฉาด ร้องดังๆ ว่า “เป็นผู้ต่ำต้อยตาบอด เป็นผู้ต่ำต้อยไม่มีคุณสมบัติเป็นโจร ท่านผู้เฒ่าโปรดให้อภัย”

        อสุรีหยกตวาดว่า “หากท่านทราบความผิด ข้าพเจ้าจะอภัยโทษให้ ท่านเข้ามา ลงมือฆ่าพี่ร่วมสาบานของท่าน”

        เสียวซวงเอี้ยงหน้าขาวซีด กุยอู่เจียงกับมันจะอย่างไรเป็นพี่น้องร่วมสาบาน ไหนเลยลงมือด้วยอำมหิตได้ กุยอู่เจียงกลับเกลือกกลิ้งมาทางด้านนี้ ดวงตาทอแวววิงวอน คล้ายขอให้เสียวซวงเอี้ยงรีบลงมือ

        ก้วงเสียวน้ำไม่อาจทนดูสืบไป กระโดดปราดออกมา กล่าวเสียงแข็งกร้าวว่า “กุยอู่เจียงเป็นมหาโจรที่ก่อกรรมทำเข็ญ ท่านฆ่าประหารมันนับเป็นการขจัดเภทภัยให้แก่ส่วนรวม ไม่มีผู้ใดบอกว่าท่านไม่ถูกต้อง แต่ท่านสั่งให้มันสองพี่น้องฆ่าฟันกันเอง มิใช่พฤติการณ์อันเที่ยงธรรม”

        อสุรีหยกหน้าแปรเปลี่ยนไป พลันแย้มยิ้มออกมากล่าวว่า “ท่านเป็นศิษย์ค่ายสำนักใด?”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวด้วยความถือดีว่า “ข้าพเจ้าเป็นศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึง”

        อสุรีหยกส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่า “เป็นคนของสำนักบู๊ตึง เสียคารวะแล้ว” พลางกลอกกลิ้งดวงตาไปมา กล่าวว่า “เสียวซวงเอี้ยง นี่เป็นข้าพเจ้าทดสอบจริยธรรมของท่าน มาตรว่าท่านเป็นพวกเดียวกับกุยอู่เจียง ยังไม่ก่อกรรมทำเข็ญเช่นเดียวกับมันข้าพเจ้าเรียกให้ท่านฆ่ามัน ท่านก็ไม่ต้องการฆ่าสหายเอาตัวรอด อาศัยสองประการนี้ข้าพเจ้าจะละเว้นลงทัณฑ์ต่อท่าน” กล่าวพลางตวัดเท้าเรียวงาม เตะออกเบาๆ ปลิดชีวิตของกุยอู่เจียงอีกผู้หนึ่ง

        อสุรีหยกปลิดปลงสังหารโจรร้ายสามคนอย่างยิ้มแย้ม ค่อยโบกมือกล่าวว่า “พวกท่านล้วนติดตามข้าพเจ้ากลับภูเขาเตี่ยกุนซัวเถอะ” พลางชี้มือไปยังก้วงเสียวน้ำ กล่าวว่า “พวกท่านคิดไปยังที่ใด? คิดกลับไปคุ้มครองโต๊ะตั่วนั้งของท่านหรือ? ท่านก็ต้องติดตามข้าพเจ้าไป สัมภาระเงินทองของโต๊ะตั่วนั้งของท่าน จะถูกลำเลียงกลับภูเขาด้วย”

        ก้วงเสียวน้ำใจหายวาบ ครุ่นคิดขึ้น ‘อสุรีหยกผู้นี้กำเริบเสิบสานนัก กลับกล้าตอแยสำนักบู๊ตึงเรา’ ควรทราบว่าสำนักบู๊ตึงตั้งตนเป็นค่ายสำนักมาตรฐาน ศิษย์ในสำนักเพาะเป็นนิสัยเย่อหยิ่งถือดี โดยเฉพาะก้วงเสียวน้ำยิ่งเป็นเช่นนี้ แต่เห็นอสุรีหยกดุร้ายอำมหิต หากแม้นไม่คล้อยตาม เกรงว่าตนมิใช่คู่มือของนาง แต่หากคล้อยตาม นับเป็นเรื่องเสื่อมเสียหน้านัก

        ขณะรีรอลังเล พลันเห็นเฮ้งเจี่ยฮีปรายตาบอกใบ้ต่อมัน ปากกล่าวว่า “ก้วงเฮียก็นิยมเลื่อมใสในเลี่ยงนึ่งเฮียบ ระหว่างทางเคยบอกต่อข้าพเจ้าว่า มีความประสงค์คิดไปเยี่ยมคำนับท่านผู้เฒ่า”

ก้วงเสียวน้ำพอฟัง ทราบว่าเฮ้งเจี่ยฮีกริ่งเกรงตัวเองวู่วาม ก่อเหตุเภทภัยขึ้น ดังนั้นเสนอหน้าว่ากล่าวแทน จึงครุ่นคิดขึ้น ‘ลูกผู้ชายไม่ถือสาพลาดท่าตำตา ลองติดตามนางไป ดูว่านางจะทำอย่างไร หากนางไม่ไว้หน้า กวาดทรัพย์ของตระกูลโต๊ะไป เราจะนัดหมายศิษย์ในสำนักต่อสู้กับนาง ชะล้างความแค้นครั้งนี้’

        ครั้นแล้วก้วงเสียวน้ำกลับเข้าห้องข้าง บ่งบอกเรื่องราวต่อโต๊ะตงเนี้ยม เมื่อครู่นี้ผู้คุมกันภัยสูงอายุแอบดูอยู่หลังประตู ยังหวาดหวั่นไม่คลาย รีบเกลี้ยกล่อมโต๊ะตงเนี้ยมคล้อยตามด้วย โต๊ะตงเนี้ยมทอดถอนใจกล่าวว่า “ขอเพียงรักษาชีวิตไว้ ของนอกกายเหล่านั้นปล่อยให้นางนำไปเถอะ”

 

        หลังความวุ่นวายตลอดทั้งคืน ท้องฟ้ารุ่งสางรำไร แสงสีอุทัยแรกปรากฏ อสุรีหยกและหญิงสาวทั้งแปดกวาดต้อนเหล่าโจร เคลื่อนย้ายรถบรรทุกสัมภาระของตระกูลโต๊ะ มุ่งสู่ภูเขาเตี่ยกุนซัว ซึ่งแยกมาจากเทือกเขาไต้ปาซัว

        บนภูเขาปลูกสร้างเชิงเทินป้อมปราการ กั้นรั้วไม้ล้อมรอบ จากเชิงเขาถึงยอดบรรพต ปรากฏนางโจรคอยรับหน้าตลอดทาง สตรีชาวเหนือความจริงองอาจราวบุรุษ หลังจากผ่านการฝึกอบรมจากอสุรีหยกยิ่งอ้อนแอ้นเข้มแข็ง ปานประหนึ่งเป็นกองทัพหญิงกองหนึ่ง เฮ้งเจี่ยฮีต้องลอบนับถือเลื่อมใส ครุ่นคิดในใจ ‘ทัพสตรีเหล่านี้เปรียบกับบริวารของบิดาเรา ยังเข้มแข็งกว่ามากนัก’

        เมื่อบรรลุถึงค่ายภูเขา อสุรีหยกสั่งให้บริวารจัดให้คนของตระกูลโต๊ะอยู่ในห้องรับแขกหลังใหญ่ ส่วนรถม้าสัมภาระขนย้ายไปยังหลังค่าย เฮ้งเจี่ยฮีถูกจัดให้อยู่ที่ห้องรับรองอีกหลังหนึ่ง

        รอจนอสุรีหยกจากไป ก้วงเสียวน้ำจึงกระซิบถามว่า “เล่าเปียเท้า (คำเรียกผู้คุ้มกันภัยสูงอายุ) ท่านคุ้มกันภัยทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือมานาน อสุรีหยกนางนี้ที่แท้เป็นคนเยี่ยงไร?”

        ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุกล่าวว่า “อสุรีหยกเป็นนางโจรที่เพิ่งประกาศตัวตั้งสำนักในรอบสองปีนี้มีชื่อจริงว่าเลี่ยงงี้เซี้ยง ในยุทธจักรไม่มีผู้ใดล่วงรู้ความเป็นมาของนาง ยิ่งไม่ทราบนางร่ำเรียนยอดวิทยายุทธจากที่ใด ฟังว่าเมื่อสองปีก่อน ตอนที่นางเพิ่งออกท่องเที่ยว ก็อาศัยฝ่ามือทั้งคู่ และกระบี่เล่มเดียว โค่นโจรร้ายสิบแปดคนพ่ายแพ้ ระหว่างที่นางต่อสู้กับเหล่าโจร ผู้อาวุโสชาวบู๊ลิ้มลี้ยี่โป้วชมดูอยู่ด้านข้าง หลังจากชมดูแล้วบอกต่อผู้คนว่า เพลงฝ่ามือวิชากระบี่ของเลี่ยงงี้เซี้ยง แตกต่างกับทุกค่ายสำนัก มีความพลิกแพลงเผ็ดร้อน อย่างที่ในชีวิตไม่เคยพบเห็นมา มันยังบอกว่าไม่ถึงสิบปีตำแหน่งยอดฝีมือที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน ต้องตกเป็นของสตรีนางนี้”

        ก้วงเสียวน้ำแค่นเสียงดังเฮอะ ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุค่อยรู้สึกตัวว่าพลั้งปากไป ที่แท้หลายสิบปีมานี้ ชาวยุทธจักรยกย่องเจ้าสำนักบู๊ตึงจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง เป็นยอดฝีมือที่หนึ่งแห่งแผ่นดิน หากเป็นไปตามคำกล่าวของลี้ยี่โป้ว ไยมิใช่เท่ากับว่า สำนักบู๊ตึงไม่อาจรักษาตำแหน่งผู้นำอีกต่อไป? ดังนั้นฝืนหัวร่อ เปลี่ยนเป็นกล่าวว่า “ลี้ยี่โป้วแม้มีภูมิรอบรู้กว้างขวาง แต่ออกจะยกย่องอสุรีหยกเกินไป วิชาเก้าเก็งซิ้งเกี้ยเจี้ย (ฝ่ามือเก้าปราสาทเทพเดินหน) กับเจ็ดสิบสองท่ากระบี่เลี่ยงฮ้วงเกี่ยม (กระบี่สัมพันธ์) ของสำนักบู๊ตึง จะอย่างไรเป็นแนวทางมาตรฐาน อวิชชาค่ายสำนักอื่น ไหนเลยทัดเทียมเปรียบได้?”

        ก้วงเสียวน้ำค่อยยิ้มด้วยทระนง คนเหล่านี้ถูกควบคุมตัวอยู่ในห้องรับแขกหนึ่งวันเต็มๆ จวบจนถึงยามพลบค่ำ ค่อยปรากฏนางโจรสองนางเข้ามา กล่าวว่า “แจ่จู้ (หัวหน้าค่าย) พวกเรา ขอเชิญโต๊ะตั่วนั้งกับก้วงเอ็งฮ้งไปร่วมงานเลี้ยง”

        เห็นในค่ายภูเขาจุดโคมไฟสว่างไสว จัดตั้งโต๊ะสุราสองโต๊ะ นอกจากอสุรีหยกเลี่ยงงี้เซี้ยง ซึ่งเป็นหญิงงามปานเทพธิดา ที่นั่งประจำที่นั่งเจ้าภาพแล้ว ที่หลงเหลือล้วนเป็นชายฉกรรจ์อันหยาบกร้าน ในจำนวนนี้รวมทั้งสองมารแห่งไซซวง เสือข้ามภูเขาและค่างอัคคีวิเศษ ซึ่งพบเห็นในระว่างทางก็นั่งร่วมโต๊ะด้วย

        ที่ข้างโต๊ะสุรา จัดหญิงสาวสิบสองนางคอยปรนนิบัติ คนคารวะสุรา ยกอาหาร รักษาความสงบเรียบร้อยล้วนเป็นนางโจรภายในค่ายชายฉกรรจ์หยาบกร้านกับหญิงสาวสะคราญ เป็นภาพตัดกันอย่างประหลาด

        ที่น่าสนใจคือ เหล่าชาวมิจฉาชีพล้วนสงบปากคำ สำรวมตนราวสตรี หญิงสาวที่ปรนนิบัติรับใช้กับคึกคักแจ่มใสองอาจเหนือชายชาตรี ก้วงเสียวน้ำจึงครุ่นคิดขึ้น ‘สตรีช่างฮึกหาญ บุรุษศิโรราบ นับเป็นงานเลี้ยงที่แปลกประหลาดนัก’ ในใจแม้ขุ่นข้อง แต่ก็อดนับถือเลื่อมใสต่ออสุรีหยกมิได้

        สุราผ่านไปสามรอบ อสุรีหยกพลันผุดลุกขึ้น โบกมือร้องสั่งว่า “นำของขวัญที่จะกำนัลให้แก่เฮ้งกงจื้อ (คุณชายแซ่เฮ้ง) มา”        

        ปรากฏสตรีรับใช้ยกถาดทองมาห้าใบ บนถาดใช้ผ้าแดงปิดคลุมไว้ อสุรีหยกเลิกผ้าแดงบนถาดซ้ายสุดสองใบขึ้น สร้างความตื่นตระหนกแก่โต๊ะตงเนี้ยมจนอุทานออกมา ภายในถาดกลับจัดวางศีรษะมนุษย์ที่โชกเลือดสองหัว

        อสุรีหยกยิ้มเล็กน้อย กล่าวกับเฮ้งเจี่ยฮีว่า “นี่เป็นสิ่งที่บิดาท่านต้องการ” พลางเลิกผ้าแดงบนถาดทองด้านขวาอีกสามใบขึ้น ภายในถาดก็จัดวางไว้ด้วยศีรษะมนุษย์สามหัว อสุรีหยกกล่าวเสริมว่า “คนทั้งสามนี้ล่วงเกินกงจื้อ พวกมันยังมีพวกพ้องคนหนึ่ง ซึ่งพลาดท่าเสียทีด้วย คาดว่าภายหน้าไม่กล้ารังควานกงจื้ออีก”

        โต๊ะตงเนี้ยมเห็นเช่นนั้น ยิ่งตื่นตระหนกกว่าเดิม ศีรษะมนุษย์สามหัวนี้ เป็นองครักษ์เสื้อแพร ซึ่งเมื่อคืนติดตามเจี๊ยะเฮาบุกเข้าโรงเตี๊ยมทั้งสามคน คิดไม่ถึงเพียงครึ่งคืน ล้วนถูกอสุรีหยกล่าสังหารสิ้น        

        เฮ้งเจี่ยฮีรีบผุดลุกขึ้น น้อมกายกล่าวว่า “ของขวัญอันล้ำค่าเช่นนี้ช่างมิกล้ารับจริงๆ เพียงแต่ข้าพเจ้ายังไม่คิดกลับบ้านไป”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ทราบว่า ท่านมีกำหนดการเดินทางไกล ข้าพเจ้าจะจัดส่งของขวัญนี้ไปให้แก่บิดาท่าน รวมทั้งข้อตกลงร่วมมือกันด้วย”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวขอบคุณ อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวกับเหล่าโจรว่า “พวกท่านไม่ต่อยตีไม่รู้จัก ข้าพเจ้าขอบอกกล่าวพวกท่านบิดาของเขาคือเฮ้งเกียเอี๋ยงแห่งมณฑลเซียมไซตอนเหนือ”

        เหล่าโจรฝืนหัวร่อกล่าวว่า “ที่แท้เป็นพวกเดียวกัน หากทราบแต่แรกว่าเป็นคนของเฮ้งตั่วกอพวกเราคงไม่กล้าสะกดรอยคิดลงมือแล้ว”

        ที่แท้เฮ้งเกียเอี๋ยงเป็นผู้นำชาวมิจฉาชีพแถบมณฑลเซียมไซตอนเหนือ มีบริวารอันเข้มแข็ง ประกอบด้วยโจรร้ายกอเง่งเซี้ยง เฮ้งจ้อคั่ว ปวยซัวโฮ้ว (พยัคฆ์เหินภูผา) ตั่วอั้งลั้ง (สุนัขป่าแดง) ขุมกำลังกล้าแข็งยิ่งเพียงแต่ไม่อาจแผ่อิทธิพลถึงมณฑลเซียมไซตอนใต้

        ในรัชสมัยบ้วนเละฮ่องเต้ มณฑลเซียงไซประกอบด้วยมหาโจรสิบสามขบวน ต่างไม่ยอมรับนับถือแก่กัน เฮ้งเกียเอี๋ยงผู้นี้ตั้งปณิธานใหญ่คิดรวมกำลังชาวมิจฉาชีพทั่วทั้งมณฑลเซียมไซเข้าด้วยกัน เพื่อกระทำการใหญ่สักครา แต่ชาวมิจฉาชีพแถบมณฑลเซียมไซตอนกลางและตอนใต้ กลับไม่ยอมรับคำสั่งจากมัน

        สองปีมานี้ อสุรีหยกจุติขึ้น ในมณฑลเซียมไซตอนใต้ กอปรกับเฮ้งเกียเอี๋ยงมีศัตรูสองคน เคลื่อนไหวอยู่ที่เซียมไซตอนใต้ เฮ้งเกียเอี๋ยงจึงจัดของขวัญล้ำค่า มอบหมายให้บุตรชายนามเฮ้งเจี่ยฮี มาติดต่อกับอสุรีหยก ตามกฎของฝ่ายมิจฉาชีพ มีการแบ่งแยกเขตแดนอย่างชัดแจ้งดังนั้นเอ็งเจี่ยฮีไม่อาจนำกำลังมามากเกินไป ได้แต่ออกเดินทางเพียงลำพัง

        คิดไม่ถึงองครักษ์เสื้อแพรที่กระจายอยู่ตามมณฑลต่างๆ ร้ายกาจยิ่งเฮ้งเจี่ยฮีพอออกเดินทาง พวกมันก็มอบหมายให้เจี๊ยะเฮาและพวกทั้งสี่ลอบสะกดรอยตาม บวกกับโจรร้ายชายแดนเสฉวนเซียมไซทั้งห้าขบวนคิดช่วงชิงของมีค่าจากเฮ้งเจี่ยฮี พลอยติดตามมาด้วย

        ก้วงเสียวน้ำพอล่วงรู้ความเป็นมาของเฮ้งเจี่ยฮี ต้องลอบด่าในใจที่แท้เด็กน้อยนี้นัดหมายกับอสุรีหยกอยู่ก่อน กลับหลอกใช้เกียรติภูมะของสำนักบู๊ตึงเรา ต้านทานกองกำลังติดตามให้แก่มัน จวบจนอสุรีหยกมาถึง ทั้งเป็นเหตุให้เรากับคนของตระกูลโต๊ะ ต้องตกเป็นเชลยของนางโจรนี้

        อสุรีหยกหยุดเล็กน้อย ค่อยยกถ้อยสุราขึ้น กล่าวว่า “นับแต่นี้ชาวมิจฉาชีพทั่วมณฑลเซียมไซเรา รวมเป็นครอบครัวเดียวกัน ข้าพเจ้ากับเฮ้งเกียเอี๋ยงตั่วกอบรรลุความตกลงร่วมมือกัน ขอให้พี่น้องทุกเส้นทางเกื้อกูลดูและกันและกันด้วย หากท่านทั้งหลายไม่มีความคิดเป็นอื่น ขอเชิญดื่มสุราถ้วยนี้”

        กล่าวจบดื่มสุราจนหมดสิ้น เหล่าโจรที่ร่วมโต๊ะไหนเลยกล้าไม่ปฏิบัติตาม พากันผุดลุกขึ้นดื่มสุราลงไป

        อสุรีหยกวางถ้วยลง เรียกหานางโจรผู้หนึ่งมาออกคำสั่งหลายคำใช้ให้นางเข้าสู่ด้านใน ชั่วครู่ให้หลังนางโจรผู้นี้ก็ชักนำผู้คนสี่คนออกมา        

        ก้วงเสียวน้ำชมดูจนงงงันวูบ คนทั้งสี่ล้วนเป็นซือเฮียตี๋ร่วมสำนักเดียวกับมัน ได้รับคำสั่งอาจารย์ เดินทางมาปฏิบัติหน้าที่ยังมณฑลเซียมไซไฉนพลันปรากฏขึ้นภายในค่าย? หรือตกเป็นเชลยของอสุรีหยกตามคำบ่งบอกของกุยอู่เจียงจริงๆ? แต่ดูจากสภาพการณ์ ก็ไม่คลับคล้าย

        อสุรีหยกสั่งคนจัดโต๊ะสุราอีกโต๊ะหนึ่ง เชื้อเชิญคนทั้งสี่นั่งประจำโต๊ะ ชูถ้วยสุราขึ้น กล่าวกับก้วงเสียวน้ำอย่างยิ้มแย้มว่า “พวกเราไปยังโต๊ะทางด้านนั้น ให้ข้าพเจ้ามีโอกาสใกล้ชิดสนิทสนมกับยอดคนสำนักบู๊ตึงสักครั้ง”

        ก้วงเสียวน้ำใจสั่นสะท้าน แต่เห็นนางยิ้มอย่างเฉิดฉัน ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘สำนักบู๊ตึงมีเกียรติภูมิกระเดื่องดัง นางโจรนี้แม้ดุร้าย ยังครั่นคร้ามต่อพวกเราที่เป็นศิษย์สำนักมาตรฐาน คิดประจบเอาใจ เห็นอสุรีหยกยิ่งแย้มยิ้มยิ่งอ่อนหวาน อดวาบหวิวใจมิได้’

        เมื่อนั่งเรียบร้อย ก้วงเสียวน้ำค่อยทักทายศิษย์ร่วมสำนัก เห็นทั้งสี่คล้ายมีข้อกริ่งเกรง ไม่กล้าสนทนาอย่างเต็มที่ บางคนถึงกับฝืนยิ้มออกมา สร้างความเคลือบแคลงสงสัยแก่ก้วงเสียวน้ำยิ่ง

        ยามนั้น อสุรีหยกออกคำสั่งต่อนางโจรอีกผู้หนึ่ง ตัวเองดื่มสุรากับทั้งหมดอีกหลายถ้วย จนใบหน้าแดงสดใดยิ่งเพิ่มความงามพรรณรายพลันได้ยินเสียงรถดังขึ้นที่หลังค่าย ลิ่วล้อหลายสิบคนผลักดันรถของตระกูลโต๊ะออกมา เรียงแถวอยู่ที่เชิงบันได

        อสุรีหยกพลันผุดลุกขึ้น กล่าวเสียงกังวานว่า “โต๊ะตั่วนั้ง ข้าพเจ้าจะสะสางบัญชีกับท่าน”

        โต๊ะตงเนี้ยมกล่าวอย่างประหวั่นลนลานว่า “เงินทองจำนวนนี้ แจ่จู้ (หัวหน้าค่าย) นำไปเถอะ ตระกูลโต๊ะยังมีสมบัติตกทอดอยู่บ้าง ไม่ต้องพึ่งพาเงินหลวง”

        อสุรีหยกหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวว่า “เราเลี่ยงงี้เซี้ยงแม้เป็นโจร โจรก็มีธัมมะ ท่านสามารถถามไถ่ผู้คนที่ร่วมโต๊ะว่า เราเลี่ยงงี้เซี้ยงไหนเลยเคยหยิบฉวยเงินทองผู้คนวุ่นวาย? หากแม้นมันเป็นขุนนางตงฉินจริง ข้าพเจ้าไม่ขอรับเงินแม้สักทุนเดียวหากว่ามันเป็นขุนนางกังฉิน ต้องขออภัยยิ่ง มิเพียงต้องการเงิน ยังต้องการศีรษะ ท่านได้ยินชัดเจนหรือไม่?”

        โต๊ะตงเนี้ยมแตกตื่นจนหลั่งเหงื่อโซมกาย ร่างสั่นระริกไม่หยุดยั้งลอบร้องในใจ ‘แย่แล้ว คิดไม่ถึงชีวิตชราต้องจบสิ้นในที่นี้’

        อสุรีหยกกล่าวอย่างแช่มช้าอีกว่า “โต๊ะตงเนี้ยม ท่านรับฟังไว้ ท่านรับราชการสิบกว่าปี รับเงินทองจากผู้ใต้บังคับบัญชา ตลอดจนพ่อค้าวาณิชท้องถิ่นรวมเจ็ดหมื่นหกพันเจ็ดร้อยตำลึง เงินจำนวนนี้ได้มาโดยมิชอบ ข้าพเจ้าล้วนรับไว้ยังมีส่วนแบ่งจากค่าเสบียงบำรุงอีกสามหมื่นสองพันห้าร้อยตำลึง เงินจำนวนนี้แม้เป็นกฎเกณฑ์ของบ้านเมือง แต่ได้จากเลือดเนื้อของราษฎร ข้าพเจ้าจะรับไว้ คืนสู่ราษฎรแทนท่าน ส่วนเงินเดือนหลวงหนึ่งหมื่นหกพันแปดร้อยตำลึง เป็นส่วนที่ท่านสมควรรับข้าพเจ้าส่งคืนให้แก่ท่าน ท่านรับราชการสิบกว่าปี มีทรัพย์สินเพิ่มพูนเพียงสิบกว่าหมื่นตำลึง แม้ไม่นับเป็นขุนนางตงฉิน แต่ก็มิใช่ขุนนางกังฉิน เพียงถือเป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่เรียบๆ ร้อยๆ คนหนึ่ง ตอนนี้บัญชีสะสางสิ้น ท่านยอมรับนับถือหรือไม่?”

        โต๊ะตงเนี้ยมทั้งแตกตื่นทั้งยินดี อสุรีหยกล่วงรู้รายรับของท่านราวกับกำลังเจียระไนสมบัติส่วนตัว แยกบัญชีได้ถูกต้อง ไม่ทราบตรวจสอบจากที่ใด? อสุรีหยกพอกล่าวจบ ก็ทรุดกายนั่งลง กล่าวกับก้วงเสียวน้ำอย่างยิ้มแย้มว่า “ผู้น้องอายุเยาว์ด้อยประสบการณ์ หากดำเนินการไม่เหมาะสมขอศิษย์ผู้เปรื่องปราดแห่งสำนักบู๊ตึงโปรดแนะนำสั่งสอน”

        ก้วงเสียวน้ำชูนิ้วหัวแม่มือกล่าวว่า “มิน่าเล่าเลี่ยงนึ่งเฮียบมีชื่อสะท้านบู๊ลิ้ม นับว่าลงโทษปูนบำเหน็จอย่างชัดแจ้งเป็นที่ยอมรับของผู้คนอย่างแท้จริง”

        อสุรีหยกเปลี่ยนเป็นสุราอุ่นร้อน จิบสุราสนทนากับก้วงเสียวน้ำด้วยรอยยิ้มพริ้มพราย ก้วงเสียวน้ำถึงกับมึนเมาขึ้นมา รู้สึกว่าลมหายใจอสุรีหยกหอมกรุ่น ชวนให้ผู้คนไหลหลง ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘อสุรหยกนี้กลับเป็นหญิงงามนางหนึ่ง น่าเสียดายที่โฉมสะคราญประพฤติเป็นโจรหากยินยอมเข้าสู่วิถีทางอันเที่ยงธรรม ไม่ทราบเป็นที่ลุ่มหลงของวีรบุรุษผู้กล้ามากน้อยเท่าใด’ ดังนั้นกล่าวว่า “เลี่ยงนึ่งเฮียบมีฝีมือเด่นล้ำ ไม่ทราบซือแป๋ผู้ประสิทธ์ประสาทวิทยายุทธ์เป็นท่านใด? หากแม้นมีโอกาส ต้องขอรับคำแนะนำสั่งสอนจากท่าน น่าเสียดายที่ดอกไม้แดงใบไม้เขียว แม้เกิดจากพฤกษาเดียวกัน ผลจี้ (ผลไม้ชนิดหนึ่ง รสขมเปรี้ยว อบแห้งแล้วใช้เป็นสมุนไพรแก้ขับเสมหะ) กับผลส้มเช้ง ให้รสหวานเปรี้ยวที่แตกต่าง ภายหน้าเกรงว่ายากจะมีโอกาสอยู่ร่วมกัน”

        คำพูดเหล่านี้ทางหนึ่งแสดงออกซึ่งจิตปฏิพัทธ์ อีกทางหนึ่งบังเกิดความเสียดาย เปรียบเปรยอสุรีหยกความจริงเป็นผลส้มเช้งพันธุ์ดี แต่แล้วกลายเป็นผลจี้ ทำให้รสชาติแปรเปลี่ยนไป

        เฮ้งเจี่ยฮีได้ยินก้วงเสียวน้ำกล่าววาจาไม่สำรวม รีบกล่าวว่า “ก้วงเฮียเมามายแล้ว อย่าได้ดื่มอีกต่อไป”

        ก้วงเสียวน้ำโคลงศีรษะกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่เมามาย ผู้ใดว่าข้าพเจ้าเมามาย?”        

        อสุรีหยกตอนแรกหน้าเคร่งเครียดลง จากนั้นส่งเสียงหัวร่อดังสดใส ชูถ้วยสุราขึ้น กล่าวว่า “ขอบคุณก้วงเอ็งฮ้งชมเชย ข้าพเจ้าเป็นหญิงสาวกลางไพร ไร้บิดามารดา และไม่มีอาจารย์เลิศล้ำ วิชาแมวสามขานี้เป็นตัวเองฝึกปรือขึ้นมา ไหนเลยเปรียบกับก้วงเอ็งฮ้งที่เป็นศิษย์สำนักมาตรฐาน ฝึกปรือวิทยายุทธอันเที่ยงธรรมได้?” พลางยกมือตกแต่งจอนผม กล่าวสืบต่อ “ข้าพเจ้าก็คิดขอรับคำแนะนำสั่งสอนจากก้วงเอ็งฮ้ง ภายหน้าสมควรมีโอกาส ก้วงเอ็งฮ้งมิต้องร้อนรุ่มไป” กล่าวจบทรุดนั่งลง ชม้ายชายตามองก้วงเสียวน้ำ รอยยิ้มยิ่งหยาดเยิ้มกว่าเดิม

        เฮ้งเจี่ยฮีชมดูจนขนลุกเกรียว ลอบตำหนิก้วงเสียวน้ำยังมิรู้สึกตัวรีบผุดลุกขึ้นกล่าวว่า “ขอบพระคุณเจ่จู้ที่จัดเลี้ยง ก้วงเฮียเมามายแล้ว ผู้น้องก็ไม่อาจต้านทานฤทธิ์สุรา คิดขออนุญาตขอตัวไป”

        อสุรีหยกมีสีหน้าขุ่นเคือง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ท่านกลับคิดช่วยเหลือมัน”

        เฮ้งเจี่ยฮีปลุกปลอบกำลังขวัญขึ้น กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ข้าพเจ้ากับก้วงเฮียไม่รู้จักมักคุ้นมาก่อน ระหว่างทางเขาต้านทานกองกำลังติดตามให้แก่ข้าพเจ้า เขาเมื่อยึดถือข้าพเจ้าเป็นสหายข้าพเจ้าก็ยึดถือเขาเป็นสหายเช่นกัน”

        อสุรีหยกส่งเสียงดังอ้อ โบกมือสั่งว่า “เลิกงานเลี้ยง” พลางกล่าวเบาๆ กับก้วงเสียวน้ำว่า “รุ่งเช้าวันพรุ่งนี้ ขอเชิญพบกันที่ช่องหุบเขา ก้วงเอ็งฮ้งอย่าได้ลืมเลือน”

        ก้วงเสียวน้ำมีสีหน้ายินดี รับคำว่า “แจ่จู้มีคำสั่ง ไหนเลยกล้าลืมเลือน?”

        รุ่งเช้าวันที่สอง ก้วงเสียวน้ำยังไม่สร่างเมา นางโจรผู้หนึ่งก็เข้ามาปลุกเรียกว่า “ก้วงเอ็งฮ้ง แจ่จู้พวกเรานัดหมายท่าน”

        ก้วงเสียวน้ำรีบล้างหน้าล้างตา จัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ติดตามนางโจรนั้นลงมายังไหล่เขา เข้าสู่ช่องหุบเขาที่อยู่ท่ามกลางขุนเขาสองลูก เห็นศิษย์ร่วมสำนักทั้งสี่ล้วนรอคอยอยู่ที่นั้น เฮ้งเจี่ยฮีก็นั่งอยู่ที่ถัดไป ยังมีโต๊ะตงเนี้ยมนั่งอยู่บนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง โดยมีนางโจรสองนางอยู่เป็นเพื่อน

        อสุรีหยกก็เดินออกจากกลางดงหินอันระเกะระกะอย่างยิ้มแย้มเห็นผมเผ้านางรัดห่วงทอง หว่างเอวสะพายกระบี่ยาว ยิ่งเน้นเห็นถึงรูปโฉมอันเฉิดฉัน

        ก้วงเสียวน้ำความจริงเข้าใจว่า อสุรีหยกนัดพบกับตัวเองสองต่อสอง มิคาดนางกลับชักชวนผู้คนมามากมายปานนี้ เห็นอสุรีหยกเดินอย่างแช่มช้อย ชายเสื้อโชยพัดพลิ้ว กล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ก้วงเอ็งฮ้งเช้า เมื่อคืนหลับสบายหรือไม่?”

        น้ำเสียงคล้ายห่วงหาอาทร ก้วงเสียวน้ำต้องหน้าแดงวูบ ตอบอย่างกระดากกระเดื่องว่า “สบาย”

        อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากริ่งเกรงว่าเมื่อคืนท่านหลับไม่สบาย หากเมื่อคืนหลับไม่สบาย คืนนี้ยังหลับไม่สนิท นับเป็นที่น่าเวทนานัก”

        ก้วงเสียวน้ำครุ่นคิดอย่างสงสัยใจ ‘นางไฉนคาดการณ์ว่า คืนนี้เราหลับไม่สนิท’

        อสุรีหยกกล่าวอีกว่า “หากท่านรับบาดเจ็บสาหัส หรือว่าแขนขาพิการ ค่ำคืนนี้คงหลับไม่สนิทกระมัง?”

        ก้วงเสียวน้ำหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “ฟ้ามีเมฆฝนแปรปรวน คนมีโชคเคราะห์ทุกเช้าค่ำ หากประสบเภทภัยกรายกล้ำจริงๆ ยังมีหนทางอันใด? แต่นอกจากแจ่จู้สร้างความลำบากแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ายังจะประสบเหตุเภทภัยใดได้?”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “ท่านกลับเปิดเผยนัก ข้าพเจ้าไหนเลยกล้าสร้างความลำบากแก่ท่าน เพียงแต่คิดขอรับคำแนะนำสั่งสอนจากท่าน ฟังว่าเพลงกระบี่สำนักบู๊ตึงพิชิตโดยไร้ผู้ต่อต้าน ดังนั้นต้องการเปิดหูเปิดตาสักครา”

        ก้วงเสียวน้ำอดมีโทสะพลุ่งขึ้นมิได้ ร้องดังๆ ว่า “ที่แท้แจ่จู้ต้องการทดสอบฝีมือข้าพเจ้า ลูกผู้ชายยินยอมตาย ไม่ยอมรับความอัปยศ ข้าพเจ้าแม้ต้องถูกแจ่จู้ตัดแขนขาแล่สังขาร ก็ไม่อาจสร้างความเสื่อมเสียแก่เกียรติภูมิของสำนักบู๊ตึงเรา”

        อสุรีหยกกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ตกลง ท่านต้องระมัดระวังไว้ ข้าพเจ้าจะลงมือแล้ว” พลางชักกระบี่ออกถือมั่น แทงปราดมาเบาๆ ก้วงเสียวน้ำเห็นนางใช้กระบี่อย่างเชื่องช้า ราวกับล้อเล่นเช่นทารกไม่ทราบนางลงมือจริงหรือแปลกปลอม ดังนั้นยกกระบี่ขึ้นปิดป้องต้านทาน

        หาคาดไม่ว่าอสุรีหยกพลิกข้อมือวูบ ปลายกระบี่ก็จ่อใส่คอหอยก้วงเสียวน้ำ หัวร่อเจื้อยแจ้วพลางกล่าวว่า “กระบวนท่านี้ไม่นับ เริ่มต้นกันใหม่”

        ก้วงเสียวน้ำเห็นนางยกกระบี่ไม่ทิ่มแทง ทั้งกล่าววาจาเหน็บแนมสร้างความลำบากใจยิ่งกว่าถูกกระบี่แทงใส่อีก พลันขยับกายวูบ ใช้ออกด้วยสามท่าไม้ตายในเพลงกระบี่สัมพันธ์ เริ่มด้วยท่ากิมจำโต่วซั่ว (เข็มทองร้อยด้าย) ปลายกระบี่จี้เฉียง พอหมุนตัวกลับกลายเป็นท่าทิวเทียกเลี่ยงฮ้วง (ชักดึงแล้วถอนกลับ) จี้สกัดคอหอย เกาะเกี่ยวสองแขน ลงมือด้วยความรวดเร็วดั่งสายลม

        คิดไม่ถึงสองกระบี่นี้พอใช้ออก ล้วนจู่โจมถูกอากาศธาตุ ไม่ทันใช้ท่าที่สาม รู้สึกว่ากลางหลังเย็นวะวาบ คมกระบี่ของอสุรีหยกแนบประชิดติดกลางหลัง ไม่อาจใช้ท่าไม้ตายทั้งสามติดต่อตามกัน

        ก้วงเสียวน้ำรีบใช้ท่าอัวตี่ปวกชัง (ถอนต้นหอมกลางดินแล้ง) โผพุ่งกายขึ้น แต่แล้วรู้สึกมีกระแสลมโชยพัดผ่านเบื้องบนศีรษะ คมกระบี่ของอสุรีหยกพอกวาดผ่าน ก็ฟันผมเผ้าของก้วงเสียวน้ำขาดออกมากระจุกหนึ่ง ก้วงเสียวน้ำพอทิ้งร่างลง อสุรีหยกก็กล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “ข้าพเจ้าเรียกให้ท่านระวัง ท่านไฉนไม่ระวัง?” พลางโอบกระบี่ยืนแน่วนิ่ง กวักมือชักชวนว่า “เหล่ายอดฝีมือสำนักบู๊ตึง หักใจทนดูศิษย์ร่วมสำนักของพวกท่านถูกสัพยอกหยอกเย้าได้หรือ?”

        ซือเฮียตี๋ของก้วงเสียวน้ำทั้งสี่ไหนเลยสะกดอดกลั้นได้ กระบี่ทั้งสี่เล่มผนึกเป็นเส้นสายเดียวกัน จู่โจมโหมใส่

        อสุรีหยกยิ้มพลางกล่าวว่า “เช่นนี้จึงสมใจ”

        ภายใต้การกลุ้มรุมจู่โจมจากห้ากระบี่บู๊ตึง ประกายกระบี่ของนางยังคงแลบแปลบปลาบ จี้ซ้ายป่ายขวา จ่อหน้ากวาดหลังไม่หยุดยั้งเฮ้งเจี่ยฮีเห็นผิดท่า รีบกระโดดปราดขึ้นร้องว่า “เลี่ยงนึ่งเฮียบยั้งกระบี่ไว้ไมตรี”

        มิทันขาดคำ ได้ยินเสียงโลหะปะทะดังสดใส จากนั้นเป็นเสียงแผดร้องติดต่อกัน กระบี่ของศิษย์สำนักบู๊ตึงทั้งห้าล้วนถูกฟันหัก ก้วงเสียวน้ำนิ้วมือซ้ายขาดไปสองนิ้ว ซือเฮียตี๋อีกสี่คนก็ถูกตัดนิ้วขาดไปนิ้วหนึ่ง

        ใบหน้าอสุรีหยกเย็นชาปานน้ำแข็ง ตวาดว่า “นี่เป็นการสั่งสอนให้พวกท่านทราบว่า เหนือฟ้ายังมีฟ้า ไม่อาจพึ่งพาเกียรติภูมิของสำนักอาจารย์ถ่ายเดียว ก้วงเสียวน้ำ เมื่อคืนท่านเสียมารยาท เมื่อคืนข้าพเจ้าคิดตัดแขนควักดวงตาท่าน วันนี้เห็นท่านยังมีธาตุแท้ของลูกผู้ชายชาตรี จึงลดโทษให้สามขั้น ท่านรีบไสหัวลงจากเขาไป”

        เฮ้งเจี่ยฮีได้ยินอสุรีหยกส่งเสียงตวาดว่า ค่อยคลายใจลง กระโดดปราดเข้ามา เห็นก้วงเสียงน้ำหน้าขาวซีด ไม่กล่าวว่ากระไร ก็สะบัดหน้าจากไป ส่วนศิษย์สำนักบู๊ตึงทั้งสี่ประสานมือกล่าวว่า “ขอบพระคุณแจ่จู้ไว้ไมตรี พระคุณครั้งนี้มิกล้าลืมเลือน”

        อสุรีหยกแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “ข้าพเจ้าจะรอคอยพวกท่านรุดมาล้างแค้น”

        เฮ้งเจี่ยฮีรีบปรายตาบอกใบ้ ทัดทานคนทั้งสี่อย่าได้กล่าวมากความ ชายกลางคนผู้หนึ่งคล้ายมีวัยวุฒิสูงสุด พลันประสานมือต่อเฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “เฮ้งกงจื้อ ระหว่างทางซือตี๋เราได้รับการดูแลจากท่าน น่าเสียดายที่เราไม่ได้พบพานท่านแต่แรก ตอนนี้ขอส่งมอบจดหมายของเม่งบู๊ซือ (ผู้ฝึกสอนแซ่เม่ง) ต่อท่าน”

        กล่าวพลางล้วงจดหมายประทับตราครั่งอย่างมิดชิดจากอกเสื้อฉบับหนึ่ง เฮ้งเจี่ยฮีใจสั่นสะท้าน ชำเลืองมองสีหน้าท่าทีของอสุรีหยก อสุรีหยกกล่าวเสียงกังวานว่า “ผู้อื่นรอนแรมเดินทางเป็นพันลี้ ส่งจดหมายถึงท่าน ท่านสมควรขอบคุณผู้อื่นสักคำ”

        เฮ้งเจี่ยฮีเห็นนางไม่มีเจตนาร้าย ค่อยรับจดหมายมา กล่าวขอบคุณคำหนึ่ง ศิษย์สำนักบู๊ตึงทั้งสี่ยิ้มอย่างเย็นชา หาคารวะตอบไม่ เร่งฝีเท้าลงจากเขา เฮ้งเจี่ยฮีอดลำบากใจมิได้ รู้สึกว่าตัวเองติดค้างน้ำใจต่อสำนักบู๊ตึง

        อสุรีหยกมองดูเงาหลังก้วงเสียวน้ำและพวกจนลับตา กล่าวเสียงเย็นชาว่า “เฮ้งเฮีย ท่านคงด่าว่าข้าพเจ้าลงมือด้วยอำมหิตไปกระมัง?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “มิกล้า”

        ซึ่งความจริง มันลอบด่าว่าในใจ อสุรีหยกกล่าวอย่างแช่มช้าว่า “ด้วยนิสัยใจคอข้าพเจ้า ไม่อาจทนดูผู้คนอวดโอ่โอหังที่สุด สำนักบู๊ตึงรับศิษย์จำนวนมาก มีคนที่อาศัยเกียรติภูมิของสำนักอาจารย์ประพฤติเย่อหยิ่งลำพอง ห้าบรรพชิตบู๊ตึงนอกจากจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงแล้วที่หลงเหลือล้วนปกป้องผู้น้อย เป็นเหตุให้เหล่าศิษย์เพิ่มความเหิมเกริมมาตรแม้นไม่ถือเป็นความผิด แต่ก็น่าชิงชัง วันนี้ข้าพเจ้าจงใจทอนความโอหัง สั่งสอนพวกมันสักครั้ง”

        เฮ้งเจี่ยฮีไม่กล้าส่งเสียง อสุรีหยกหยุดเล็กน้อยจึงถามว่า “ฟังว่าเม่งฉั่งบู๊ซือแห่งเมืองหลวงกับบิดาท่าน สาบานเป็นพี่น้องกัน?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ทั้งยังเป็นงักแป๋ (พ่อตา) ของข้าพเจ้า”

        อสุรีหยกส่งเสียงดังอ้อกล่าวว่า “ที่ที่ยังเกี่ยวดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน อย่างนั้นยิ่งประเสริฐ ข้าพเจ้าก็เคยพบหน้าเม่งเสียวเจี้ยะครั้งหนึ่ง รูปโฉมพลังฝีมือของนางล้วนเลอเลิศ คาดว่าท่านยังไม่ตบแต่งเม่งเสียวเจี้ยมากระมัง?”

        เฮ้งเจี่ยฮีหน้าแดงวูบหนึ่ง ตอบว่า “ยังไม่ บิดาข้าพเจ้าสั่งข้าพเจ้าหลังจากเข้าพบนึ่งเฮียบ ให้เดินทางเข้านครหลวง รับงักแป๋ข้าพเจ้าสองพ่อลูกออกมา”

        อสุรีหยกกล่าวว่า “สมควรรับพวกเขาออกมาแล้ว เป็นผู้ฝึกสอนในวังหลวง หามีความก้าวหน้าไม่ อ้อ ข้าพเจ้ามีวาจาเปิดเผยตลอดมา ขอเฮ้งเฮียอย่าได้ตำหนิ”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “มิกล้า บิดาข้าพเจ้าก็กล่าวเช่นนี้”

        อสุรีหยกกล่าวอีกว่า “หากมิใช้ข้าพเจ้าพบเห็นจดหมายของเม่งบู๊ซือ ศิษย์สำนักบู๊ตึงทั้งสี่นั้น ยังต้องได้รับความเจ็บปวดกว่านี้ พวกมันปลอมเป็นพ่อค้าเครื่องหนัง บริวารของค่างอัคคีวิเศษดักสกัดพวกมันในระหว่างทาง พวกมันไม่บ่งบอกความเป็นมา กลับทำร้ายคนของค่างอัคคีวิเศษบาดเจ็บ ข้าพเจ้าเห็นเป็นที่ขัดตา จึงสะกดรอยตาม ใช้วิชาฝ่ามือสำลีป่นหินผาสะกดพวกมันไว้ เชื้อเชิญพวกมันขึ้นเขามาค้นคว้าเพลงกระบี่กัน”

        เฮ้งเจี่ยฮีลอบคร่ำครวญในใจ ครุ่นคิดขึ้น ‘การ “ค้นคว้า” เช่นนี้เกรงว่าจะก่อกวนเป็นเภทภัยบู๊ลิ้มขึ้น’

        ขณะจะกล่าวกระไร อสุรีหยกพลันอุทานดังเอ๊ะ กล่าวว่า “ขุนนางแซ่โต๊ะนั้นเล่า?”

        ร้องเรียกสองคำ หามีเสียงตอบรับไม่ ที่แท้โต๊ะตงเนี้ยมถูกนางฉุดลากมาชมดูการต่อสู้ ดูจนอกสั่นขวัญแขวน ล้มลงกลางกองหิน สิ้นสติสมประดี

หนังสือแนะนำ

Special Deal