ฝูเหยาฮองเฮา 1

ตอนที่ 1 สิบเจ็ดปีต่อมา

     

“คนที่สาม”

เมิ่งฝูเหยาเหยียบไปบนหน้าอกของผู้ที่นอนอยู่ วางศอกเท้าบนเข่า ก้มตัวเล็กน้อย อาศัยแสงที่ส่องทะลุใบไม้เขียวในป่าทึบ พินิจพิจารณาของที่อยู่ในฝ่ามือด้วยความสนใจ

มันคือวัตถุที่มีรูปร่างเหมือนป้ายหกเหลี่ยมสีดำ มีเนื้อคล้ายหยกเหมือนทองแต่ไม่ใช่ทั้งหยกและทอง ซึ่งมีลวดลายโบราณเรียบง่ายอันหนึ่ง มุมขวาล่างมีขนาดขนาดใหญ่กว่ามุมอื่นเล็กน้อย และถูกฝนให้แหลมเป็นพิเศษ เหมือนเขี้ยวแหลมคมสีดำซี่หนึ่ง เปล่งประกายภายใต้แสงอาทิตย์ในความมืดทึบ

นิ้วมือของเมิ่งฝูเหยา ลูบไล้มุมที่โดดเด่นกว่ามุมอื่นนั่นเบาๆ เผยรอยยิ้มที่ยากเข้าใจความหมายออกมา เธอโยนป้ายสีดำในมือเล่นและผิวปาก

เมื่อเงยหน้าขึ้น รัศมีสวยงามของแสงอาทิตย์สีทอง ส่องต้องโครงหน้าอันงดงามทั้งใบพอดี คิ้วสองเส้นที่แสนผ่อนคลาย คลี่กางอยู่บนหน้าผากขาวนวล ยิ่งขับเน้นดวงตาดำขลับเจิดจ้าไม่กลัวสิ่งใดและแหลมคมดุจกระบี่ชื่อก้องที่รอวันออกจากฝักภายใต้คิ้วงามนั่น

“อืม ป้ายผ่านทางราชวงศ์เทียนซา! โชคดีจริง ๆ!” 

เมิ่งฝูเหยาปัดมือ นำป้ายสีดำยัดใส่อกเสื้อลวกๆ  ขณะยัดลงไป มีเสียงกระทบกันของวัตถุประเภททองและหยกดังขึ้นเบาๆ ในนั้นมีป้ายลักษณะคล้ายกันแต่รูปร่างออกจะไม่เหมือนกันอยู่แล้วสองชิ้น ซึ่งแต่ละชิ้นก็หมายถึงแต่ละแคว้น

เมิ่งฝูเหยาตั้งใจฟังเสียงกระทบกัน ยิ้มอย่างภูมิใจ

เมื่อสะสมป้ายผ่านทางของเจ็ดแคว้นทั่วแดนดินครบ ก็สามารถ...

 “ฝูเหยา!”

เสียงฝีเท้าย่ำผ่านดอกไม้ใบหญ้าดังขึ้นจากด้านหลัง เมิ่งฝูเหยาหรี่ตา สะบัดมือคราหนึ่งสกัดจุดของผู้อยู่ใต้เท้า จากนั้นเตะเขาเข้าไปในพุ่มไม้ด้านหน้า

ยืนตัวตรง หันหน้ากลับไปทันที เมื่อเห็นผู้มา รอยยิ้มของเธอปรากฏขึ้นที่มุมปาก ดวงตาพร่างพราวเผยความสุขใจและความสนิทสนมออกมาหลายส่วนโดยไม่รู้ตัว

 “จิงเฉิน”

บุรุษหนุ่มอาภรณ์เขียวที่เดินเข้ามา หน้าตาหล่อเหลา สูงสง่า ผิวพรรณผุดผ่อง ด้วยการแต่งตัวของเขาก็ดูออกว่าเขามีชาติตระกูลสูง โดยเฉพาะยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก เป็นมิตร บริสุทธิ์ ทำให้เขาดูอบอุ่นราวกับลมในฤดูใบไม้ผลิ

เยียนจิงเฉิน คือลูกศิษย์ที่โดดเด่นที่สุดของสมาพันธ์สำนักกระบี่แดนเหนือ เขาเป็นคุณชายสูงศักดิ์แห่งตระกูลใหญ่ในนครเยียนจิง เป็นผู้ที่ศิษย์ชายหญิงในสำนักกระบี่ทั้งหมดเลื่อมใสที่สุด

 “เจ้ามาเล่นที่หลังเขาอีกแล้ว” เยียนจิงเฉินหยุดยืนข้างเมิ่งฝูเหยาในระยะสามเชียะ (ฟุตจีน) ยิ้มมุมปากของเขามีทั้งความอบอุ่นและแฝงแววต่อว่าในที “เจ้าไม่ตั้งใจฝึกยุทธ์ หากได้ลำดับสุดท้ายในการประลองพรุ่งนี้ แล้วโดนตำหนิคงมีความสุขสินะ”

เมิ่งฝูเหยาแย้มยิ้มไม่ใส่ใจ ม้วนปอยผมเล่นแล้วกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ไม่แพ้ก็พ่าย ข้าชินซะแล้ว”

เธอตอบโต้กับเขาด้วยคำพูดเดิมที่ทั้งสองมักคุยกันโดยไม่อินังขังขอบ เธอไม่ทันสังเกตเห็นว่าแววตาของเยียนจิงเฉินในวันนี้มีความขัดแย้งและลังเลซ่อนอยู่ ยิ่งไม่พบว่า หลังเยียนจิงเฉินฟังคำตอบเช่นนั้นของเธอ สีหน้าเขาหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน    

 “ฝูเหยา” เยียนจิงเฉินจ้องมองเธอครู่ใหญ่ ในที่สุดทนไม่ได้เดินหน้าไปหนึ่งก้าว กล่าวเสียงเบาว่า “เจ้าตั้งใจฝึกวิชาหน่อยไม่ได้หรือ ในแผ่นดินห้าภูมิภาค ความสามารถเป็นสิ่งที่คนยกย่องที่สุด ผู้ฝึกวรยุทธ์ที่ไม่มีความก้าวหน้า ต่อไปจะกระทำการใดก็ลำบาก ไปไหนมีแต่คนดูถูก เจ้า...ไม่เคยคิดหรือ ว่า จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น”

นิ่งไปสักพัก เขาก็พูดขึ้นอีก “แม้นั่น จะเป็นการทำเพื่อข้าหรือ”

แม้นั่น จะเป็นการทำเพื่อข้า

เมิ่งฝูเหยาหวั่นไหวใจ เงยหน้ามองเข้าไปในดวงตาของจิงเฉิน ความลังเลใจ ความไม่สบายใจ และความเจ็บปวดใจในส่วนลึกของดวงตาเขา ทำให้เกิดความเจ็บปวดลึกๆ ในใจเธอเช่นกัน เธอคิด ช่วงนี้ มักจะเห็นความผิดหวังในแววตาของจิงเฉินบ่อยขึ้น

เมิ่งฝูเหยาอ้าปาก ในขณะนั้นเอง เธอแทบจะบอกความลับที่เก็บซ่อนในใจตัวเองออกมา

อยากบอกเขาว่า ความจริงไม่ใช่เธอไม่อยากเรียนวรยุทธ์ให้ดี อยากบอกเขาว่า ที่เธอไม่ยอมฝึกพลังภายในฟ้าดินบรรจบ เพราะวิธีฝึกขัดแย้งกับวิชา ‘ทลายเก้าสวรรค์’ ของสำนักเธอ เธออยากบอกเขา เพียงแต่ต้องการเวลาอีกเล็กน้อย ต้องมีสักวันที่นายจะต้องยิ้มอย่างภูมิใจในตัวฉัน ไม่ใช่เช่นตอนนี้ เพราะฉันโดนคนอื่นเหยียดหยาม จึงทำให้เกียรติอันสูงส่งของนายมัวหมอง ทำให้นายอึดอัดลำบากใจ

หากแต่...ไม่ได้

คำสั่งของอาจารย์ก่อนจากกันยังดังก้องอยู่ในหู “จะบอกวิชาดั้งเดิมของเจ้าให้สำนักไหนรู้ไม่ได้ทั้งสิ้น”

เธอสาบานแล้ว และไม่อาจผิดคำพูดได้

จิงเฉินซื่อสัตย์ภักดีต่อสำนัก หลงใหลในวิชาบู๊ หากเธอบอกความจริงกับเขา เช่นนั้นจะช้าเร็วเจ้าสำนักเสวียนหยวนต้องรู้แน่

เมิ่งฝูเหยาสูดหายใจลึก เลิกคิ้วดกดำขึ้น ดวงตาสุกใสบริสุทธิ์ของเธอมองเข้าไปในดวงตาที่ปรากฏแววผิดหวังน้อยๆ ซึ่งเกิดจากการรอคอยคำตอบอันยาวนานของเยียนจิงเฉิน

 “จิงเฉิน ข้า พยายามที่สุดแล้ว...”

เยียนจิงเฉินมองเธอนิ่งนาน ถอนหายใจยาวออกมาช้าๆ เมื่อได้ฟังคำตอบนี้ ความผิดหวังและความตึงเครียดในดวงตาเขาพลันหายไป เกิดเป็นความอับจนปัญญาหลังได้รับคำตอบแน่นอน

ทันใดนั้น เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

 “อีกหนึ่งปีที่ผานตู เมืองหลวงแห่งเทียนซา จะมีการจัด ‘งานชุมนุมยอดนักรบ’ ขึ้น ซึ่งงานนี้จะรวบรวมเหล่านักรบที่เป็นชนชั้นสูงจากเจ็ดแคว้น เพื่อทำการทดสอบวรยุทธ์ วิชาการทหาร และวิชากลยุทธ์ เพื่อแย่งชิงเจ็ดสุดยอดแห่งแผ่นดิน ผู้ชนะจะได้กุมอำนาจทางทหารของแคว้นตน อาจารย์บอกว่า สำนักกระบี่เสวียนหยวนเรา จะส่งข้าและศิษย์น้องเผยย่วนเป็นตัวแทน พรุ่งนี้ข้าต้องกลับแคว้นไปเตรียมรับศึกแล้ว”

เขากล่าวเสียงเรียบเฉย แสงอาทิตย์ตกดินที่ภูเขาด้านหลังสาดลอดผ่านยอดไม้ เกิดเป็นลายพร่าพรายสีเหลืองอ่อนทั่วกายของจิงเฉินที่ยืนหันหลังให้แสง ทำให้เขาดูพร่ามัวห่างไกล ยากบอกความรู้สึกของเขาได้

เมิ่งฝูเหยาใจสั่น ฝืนยิ้มกล่าวว่า “พวกเจ้าเป็นคู่ศิษย์พี่ศิษย์น้องที่โดดเด่นที่สุดในสำนักกระบี่ ฮ่องเต้ไท่ยวนทรงพระราชทานชื่อให้ว่า ‘กระบี่คู่หยกมุก’ สำนักกระบี่เสวียนหยวนไม่ส่งพวกเจ้าไป ยังจะส่งใครไปได้อีก”

เยียนจิงเฉินมองนางลึกซึ้ง น้ำเสียงเขาแปลกประหลาดอยู่บ้าง “ฝูเหยา ความจริงข้าปรารถนาให้นามกระบี่คู่หยกมุก หมายถึงข้าและเจ้า”

เมิ่งฝูเหยายิ่งฝืนยิ้ม

เธอเองก็ปรารถนาเช่นนั้น สตรีผู้หนึ่งต่อให้ใจกว้างกว่านี้ ก็ไม่อยากให้ชื่อของบุคคลที่ตนชื่นชอบไปอยู่เคียงกับสตรีอื่น ทั้งผู้อื่นยังคิดว่าพวกเขาบุรุษเก่งกล้าสตรีงดงามเหมาะสมกันดั่งมุกและหยก

ดวงอาทิตย์คล้อยต่ำรวดเร็ว  แสงสีแดงเข้มของยามเย็นเต็มท้องนภาเมื่อครู่ ชั่วพริบตาเดียวเหลือเพียงแสงสีแดงจางๆ ชั้นหนึ่ง แสงที่ลอดผ่านใบไม้สีเขียวเข้ม ส่องต้องมายังเงาร่างเลือนรางของเยียนจิงเฉินที่ยืนอยู่ห่างสามเชียะเช่นเดิม

ในใจลึกๆ ของเมิ่งฝูเหยามีความว้าวุ่นแปลกประหลาดชนิดหนึ่งผุดขึ้นมาทันที หัวใจของเธอเต้นเร็ว ความสับสนอย่างรุนแรงชนิดนั้นทำให้เธอรู้สึกว่า มีคำพูดบางคำที่ต้องบอกออกมาเดี๋ยวนี้  ไม่เช่นนั้น...บางทีอาจไม่มีโอกาสได้พูดอีก

 “จิงเฉิน ข้าอยากบอกเจ้าว่า...”

  “ฝูเหยา ข้าอยากบอกเจ้า” เยียนจิงเฉินตัดบทเธอทันที เขาพูดเร็วมาก ราวกลับว่าหากกล่าวช้ากว่านี้สักนิดเขาคงไม่อาจพูดมันออกมาได้อีกอย่างนั้น “บ้านข้าส่งสาส์นมาว่า ได้ไปเจรจาสู่ขอกับตระกูลเผย ตระกูลเผยก็รับสินสอดไปแล้ว หลังจาก งานชุมนุมยอดนักรบ ข้า...ต้องแต่งงานกับเผยย่วน”

หนังสือแนะนำ

Special Deal