นางพญาผมขาว เล่ม 1

บทที่ 1 บทนำ (หน้า 2)

        ก้วงเสียวน้ำอดใจหายวาบมิได้ มือซ้ายได้วิชาคว้าจับ นิ้วมือข้างขวาจี้สกัดจุด กระบวนเพลงเดียวสองท่วงท่า ใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาในสามสิบหกท่าคว้าจับใหญ่ของสำนักบู๊ตึง

        เฮ้งเจี่ยฮีนั่งบนเก้าอี้ ดูท่ายากหลบหลีกรอดพ้น หาคาดไม่ว่าเฮ้งเจี่ยฮีขวางศอกคราหนึ่ง คลี่คลายค่าคว้าจับข้างซ้ายของก้วงเสียวน้ำยกมือขวาดันศอกขวาของก้วงเสียวน้ำขึ้น ตวาดเบาๆ ว่า “ก้วงเฮีย เราท่านอย่าเพิ่งประมือ ศัตรูเข้มแข็งมาถึงแล้ว พวกเราร่วมมือกัน จะรอดพ้นทั้งสองฝ่าย หากแม้นแบ่งแยก ต้องตกตายตามกัน”

        ก้วงเสียวน้ำเงี่ยหูสดับฟัง ได้ยินเสียงกู่ดังมาแต่ไกล สีหน้าต้องแปรเปลี่ยนไป กล่าวว่า “ท่านก่อกวนเลศนัยใด? ศัตรูเพิ่งจากไปขบวนหนึ่ง ก็มาอีกขบวนหนึ่ง”

        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มพลางกล่าวว่า “คราครั้งนี้ผู้มาเป็นโจรมิจฉาชีพจริงๆ ขอบอกโดยมิอำพรางมหาโจรอันร้ายกาจแถบมณฑลเสฉวนเซียมไซทั้งห้าสาย คืนนี้ล้วนชุมนุมอยู่ที่นี้”

        ก้วงเสียวน้ำกระชากเสียงด้วยโทสะว่า “โต๊ะตั่วนั้งไม่มีเงินทองมากมายเท่าใด พวกท่านไยต้องกระทำเกินกว่าเหตุ ประสานทั้งในนอก?”

        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นสายภายในหรือ? ที่พวกมันคิดปล้นชิงเป็นข้าพเจ้า มิใช่โต๊ะตั่วนั้งอันใดของท่าน เพียงแต่พวกมันหลังจากปล้นชิงผู้น้อง ไม่แน่ว่าจะฉวยโอกาสปล้นชิงพวกท่าน”

        ก้วงเสียวน้ำเชื่อครึ่งมิเชื่อครึ่ง ในใจครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านไม่พกพาห่อสัมภาระ สองมือล้วนว่างเปล่า ยังปล้นชิงอันใดของท่าน’

        เฮ้ยเจี่ยฮีพลันกล่าวเสียงทุ่มหนักอีกว่า “รีบกลับเข้าห้องข้าง ปลดโคมประจำตำแหน่งลงมา อาจไม่ประสบภัยลุกลาม”

        ก้วงเสียวน้ำลังเลเล็กน้อย เฮ้งเจี่ยฮีพลันผุดลุกขึ้น กระซิบที่ข้างหูมันเบาๆ อยู่หลายคำ ก้วงเสียวน้ำผงกศีรษะรับอย่างลืมตัว รีบล่าถอยออกไป

        ชั่วครู่ให้หลัง เสียงกู่ยิ่งมายิ่งใกล้เข้ามา เฮ้งเจี่ยฮีเปิดประตูใหญ่ออก ก็ปรากฏชายฉกรรจ์สิบกว่าคนฮือเข้ามาจากนอกประตู ทั้งสูงๆ ต่ำๆ ยืนหยัดอยู่ทั่วทั้งห้องหับ        

        ก้วงเสียวน้ำเพ่งตามอง พบว่าหัวหน้าสาขาแห่งพรรคประตูมังกรทั้งสามก็อยู่ในจำนวนนี้ ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุถึงกับชมดูจนหน้าเขียวคล้ำ ริมฝีปากขาวซีด กระซิบบอกว่า “คราครั้งนี้แย่แล้ว ผู้เข้มแข็งอันร้ายกาจรุดมาถึงสามขบวน นอกจากพรรคประตูมังกรแล้ว ยังมีสองพี่น้องตระกูลปิงแห่งเฮ็กโฮ้วง้ำ (ผาเสือดำ) ภูเขาไต้ปาซัว กับแบะสีซาฮ้ง (สามนักสู้ตระกูลแบะ) แห่งภูเขาเตี่ยกุนซัว”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “ยังมีอีกสองขบวนไม่มาถึง ท่านคอยดูเถอะ”

        พี่ใหญ่ของสามพี่น้องตระกูลแบะนามแบะพังชุนยืนหยัดอยู่กลางห้องโถง กวาดตามองเที่ยวหนึ่ง ส่งเสียงหัวร่อเคี้ยกเคี้ยกกล่าวว่า “ท่านยอดเยี่ยมยิ่ง อัญมณีจินดาซุกซ่อนอยู่ที่ใด? ยังมิรีบส่งมอบออกมาอีก? ใช่รวมอยู่กับสัมภาระของขุนนางโฉดนั้นหรือไม่?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวเสียงกังวานว่า “แบะเล่าตั่ว (อันดับหนึ่งแซ่แบะ) ท่านก็เป็นนักเลงเก่าอันช่ำชองกลับดูไม่ออก ยังไม่ทันลงมือ ท่านก็พ่ายแพ้ท่าหนึ่งแล้ว”

        หัวหน้าใหญ่พรรคประตูมังกรตู้เก้งฮ้งชูนิ้วหัวแม่มือ กล่าวว่า “เล่าตี๋ (คำเรียกอีกฝ่ายหนึ่งเป็นน้องอย่างสนิทสนม) ท่านยอดเยี่ยมจริงๆ ท่านนำออกมา ให้ทั้งหมดชมดูเป็นขวัญตา พวกเราจะคบหาเป็นสหายกัน”

        เฮ้งเจี่ยฮีลุกขึ้นยืนช้าๆ ยกอานม้าที่กองสุมอยู่มุมห้องขึ้น จัดวางลงบนโต๊ะไม้จันทร์ม่วง โต๊ะไม้ถึงกับลั่นเอี๊ยดอ๊าด จากนั้นเฮ้งเจี่ยฮีชักกระบี่ที่สะพายติดตัว ฟันใส่เบาๆ

        อานม้าชุดนี้ความจริงเป็นสีดำมะเมื่อม ไม่มีที่ใดสะดุดตา ไม่ว่าผู้ใดล้วนเข้าใจว่าเป็นอานม้าที่จัดทำจากไม้ ลงรักสีดำไว้ หาคาดไม่ว่าพอใช้กระบี่ฟันใส่ พลันปรากฏประกายสีทองพวยพุ่ง ภายในแผ่นหนังเหล็กกลับห่อหุ้มทองคำบริสุทธิ์ ทั้งยังฝังไว้ด้วยอัญมณีหยกตาแมวกลมเกลี้ยงสิบกว่าลูก แสงสีทองประกายอัญมณี สะท้อนเป็นสีสันพิสดาร

        ที่แท้โจรมิจฉาชีพที่มีประสบการณ์ เพียงมองดูสัมภาระของพ่อค้าวาณิช ก็สามารถคาดคำนวณว่ามันพกพาอัญมณีของมีค่ามากน้อยเท่าใด กองโจรชายแดนเสฉวนเซียมไซทั้งห้าขบวน สะกดรอยตามเฮ้งเจี่ยฮีนานวันดูจากรอยเกือกม้าของม้าคู่ขามัน และการก่อตัวของฝุ่นละออง แสดงว่าบรรทุกอัญมณีจินดาที่มีขนาดเล็ก แต่น้ำหนักมากติดตัว จนใจที่ดูไม่ออกว่าเฮ้งเจี่ยฮีซุกซ่อนอยู่ที่ใด ไม่ว่าผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าห่อหุ้มอยู่ในอานม้า

        เฮ้งเจี่ยฮีหัวร่อฮาฮา ยกบังโกลนที่เหยียบเท้าชุดหนึ่งขึ้น กล่าวเสียงกังวานว่า “ทั้งหมดล้วนเป็นคนเส้นทางเดียวกัน ผู้น้องไม่มีสิ่งใดคารวะบังโกลนที่เหยียบเท้านี้ ขอกำนัลให้แก่สหายบนเส้นทางเสฉวนเซียมไซถือเป็นของขวัญเล็กน้อยเถอะ”

        เหล่ามิจฉาชีพหันไปมองหน้ากัน แบะพ้งชุนกล่าวเสียงทุ้มหนักว่า “ท่านยอดเยี่ยม พวกเรายอมรับความปราชัยแล้ว

        ไม่ยอมรับบังโกลนที่เหยียบเท้า หันกายผละจากไป

        ก้วงเสียวน้ำแอบดูอยู่ในห้องข้าง เพิ่งระบายลมหายใจอย่างโล่งอกเห็นแบะพ้งชุนพอเดินถึงหน้าประตู ที่เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงหัวร่อเคี้ยกเคี้ยกดังพิกล เงาคนถลันวูบ ชายชราอ้วนเตี้ยผู้หนึ่งเดินเข้ามาปากคาบกล้องยาสูบ พ่นควันเขียวเป็นเส้นสาย ส่งเสียงประหลาดพิกลว่า “วิเศษแท้ ไม่รอให้เรามาถึง พวกท่านก็แบ่งปันกองกลางแล้วหรือ?”

        แบะพ้งชุนกล่าวว่า “เสียวตั่วกอ (พี่ใหญ่แซ่เสียว) พวกเราอับอายขายหน้ามากแล้ว”

        ชายชราอ้วนเตี้ยยกกล้องยาสูบชี้ไป กล่าวว่า “เราดูออกแต่แรกว่าในอานม้าของมันมีเลศนัย คำสนทนาของพวกท่าน เราล้วนได้ยินทั้งสิ้น เรามิใช่กระยาจกภิกขาจาร คิดบริจาคบังโกลนที่เหยียบเท้าแก่เราหรือ? ทำไม่ได้”

        ก้วงเสียวน้ำภายในห้องเห็นชัดตา มาตรว่าตัวเองไม่เคยพบหน้าชายชราอ้วนเตี้ย แต่ดูจากลักษณะท่าทางของมัน แสดงว่าคนผู้นี้เป็นโจรโดดเดี่ยวแถบมณฑลเซียมไซตอนใต้ นามเสียวซวงเอี้ยง กล้องยาสูบในมือเป็นอาวุธนอกสารบบชนิดหนึ่ง สามารถใช้ต่างพู่กันจี้จุด และใช้ต่างกระบี่ห้าธาตุ นับเป็นผู้มีชื่อเสียงในยุทธจักร มิคาดกลับประพฤติตัวอย่างดื้อด้าน

        เฮ้งเจี่ยอี้ยิ้มพลางกล่าวว่า “ผู้อาวุโสแซ่เสียว ท่านเป็นผู้สูงด้วยวัยวุฒิ อานม้านี้คารวะแก่ท่านผู้เฒ่า ความจริงไม่นับเป็นอย่างไร จนใจที่ข้าพเจ้ามีสหายผู้หนึ่งไม่ยินยอม”

        เสียวซวงเอี้ยงกล่าวว่า “สหายผู้ใด เชิญปรากฏออกมาพบพาน”

        ไม่ทันขาดคำ ภายในห้องข้างปรากฏคนผู้หนึ่งโถมออกมา สอดคำขึ้น “ศิษย์สำนักบู๊ตึงก้วงเสียวน้ำน้อมพบผู้อาวุโสทุกท่าน”

        เสียวซวงเอี้ยงกลอกกลิ้งดวงตาตลบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านเป็นศิษย์สำนักบู๊ตึง? พวกเราสนิทสนมกันให้มากไว้” พลางยื่นมือออก กางนิ้วสามนิ้ว งอนิ้วหนึ่งนิ้ว แฝงวิชาคว้าจับอันร้ายกาจ คร่ากุมใส่เฮ้งเจี่ยฮี

        เฮ้งเจี่ยฮีดันฝ่ามือขึ้น วกข้อมือวูบ ใช้ออกด้วยท่าซาฮ้วงเท่าง้วย (สามห่วงคล้องจันทร์) ในเพลงฝ่ามือบู๊ตึง คลี่คลายสลายท่วงท่าของเสียวซวงเอี้ยงไป เสียวซวงเอี้ยงร้องคำวิเศษแท้ กดมือซ้ายลงยังหัวไหล่ของก้วงเสียวน้ำ

        ก้วงเสียวน้ำถอนเท้าไปหนึ่งก้าว เกร็งลมปราณขึ้นจากจุดตังชั้ง กอดแขนทั้งสอง ยกศอกซ้ายขึ้น ใช้ออกด้วยท่าฮื้อฮูใซ่หมัง (ชาวประมงตากแห) หักล้างกระบวนท่าของเสียวซวงเอี้ยงไปได้ เสียวซวงเอี้ยงพลันหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เป็นศิษย์สำนักบู๊ตึงจริงๆ”

        ก้วงเสียวน้ำแสดงยอดวิชาบู๊ตึงออกมาสองท่า สร้างความครั่นคร้ามแก่เสียวซวงเอี้ยงขึ้นมา ซึ่งความจริง วิจารณ์ตามพลังฝีมือเสียวซวงเอี้ยงยังเหนือล้ำกว่าก้วงเสียวน้ำ แต่บู๊ตึงเป็นค่ายสำนักมาตรฐาน เป็นที่กริ่งเกรงของชาวมิจฉาชีพ ดังนั้นเสียวซวงเอี้ยงพุ่งถอยไปด้านหลัง กล่าวว่า “ท่านไยต้องสอดเท้าเข้ามาในปลักน้ำนี้?”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “ปลักน้ำอันใด? พวกเราความจริงเป็นพวกเดียวกัน เงินทองเป็นเรื่องเล็กน้อย เกียรติภูมิของสำนักบู๊ตึงไม่อาจเสื่อมโทรมได้”

        เสียวซวงเอี้ยงฝืนหัวร่อ กล่าวว่า “ศิษย์สำนักบู๊ตึงไม่เคยคุ้มกันสินค้า และไม่เคยประพฤติเป็นโจรท่านไหนเลยเป็นพวกเดียวกับมัน?”

        ก้วงเสียวน้ำ “เรื่องราวในยุทธจักร ทุกผู้คนล้วนเกี่ยวข้องได้ ท่านถือดีในพวกมาก กระทำการปล้นชิง เมื่อปรากฏแก่สายตาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ยินยอมอนุญาต”

        เสียวซวงเอี้ยงยิ้มพลางกล่าวว่า “เป็นซือแป๋ท่านใช้ให้ท่านเกี่ยวข้องหรือ? ไฉนเพียงจัดส่งท่านมาคนเดียว?”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “ระหว่างทางพบเห็นเรื่องอยุติธรรม ชักดาบเข้าช่วยเหลือ ไยต้องเป็นคำสั่งอาจารย์?”

        เฮ้งเจี่ยฮีปรายตาบอกใบ้ ก้วงเสียวน้ำค่อยฉุกใจได้คิด กล่าวเสริมว่า “ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึงชุมนุมที่เซียมไซ เพื่อพบปะกับบุคคลมีหน้ามีตาของพวกท่าน”

        เสียวซวงเอี้ยงงงันวูบ มันความจริงคาดคำนวณว่า หากมีแต่ก้วงเสียวน้ำคนเดียว จะพานกำจัดฆ่าทิ้ง ทำลายซากศพลบล้างร่องรอย ยามนี้ฟังว่าศิษย์รุ่นที่สองของบู๊ตึงชุมนุมอยู่ที่เซียมไซ คาดว่าคงมีจำนวนมาก ต่อให้เสียวซวงเอ้ยงมีขวัญกล้าเทียมฟ้า ก็ไม่กล้าแตกหักกับเหล่ายอดฝีมือสำนักบู๊ตึง ดังนั้นรั้งกล้องยากสูบกลับ ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านไยต้องมีโทสะรุนแรงถึงเพียงนี้? คนผู้นี้เมื่อเป็นเป็นสหายของท่าน พวกเราไหนเลยไม่ไว้ไมตรี?”

        ก้วงเสียวน้ำมีสีหน้าผ่อนคลาย อดยกแขนเสื้อปาดเช็ดหยาดเหงื่อบนหน้าผากมิได้ ที่แท้ก้วงเสียวน้ำลงมือทดสอบสองกระบวนท่าสำนึกว่ามิใช่คู่มือของเหล่าโจร ล้วนอาศัยเกียรติภูมิของสำนักบู๊ตึง ค่อยขู่ขวัญศัตรูล่าถอยไป

        ซึ่งความจริง ก้วงเสียวน้ำที่บอกว่า ศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึงอยู่ที่นี้ กลับไม่แปลกปลอม จี่เอี้ยงเต้าเจี้ยงเคยจัดส่งศิษย์สี่คน มาปฏิบัติงานที่มณฑลเซียมไซ แต่ศิษย์ทั้งสี่หามีกำหนดนัดกับก้วงเสียวน้ำไม่

        เสียวซวงเอี้ยงเห็นก้วงเสียวน้ำยกแขนเสื้อเช็ดหยาดเหงื่อ สองตาพลันสาดประกายเจิดจ้า แหงนหน้าหัวร่อดังๆ สามครา กล่าวว่า “กุยตั่วกอ (พี่ใหญ่แซ่กุย) ท่านมาได้พอดี ท่านว่าเด็กน้อยนี้ใช่กล่าวโป้ปดหรือไม่?”

        พลันปรากฏกระแสลมหอบหนึ่งกระโชกวูบ เปลวเทียนในห้องโถงสั่นไหววูบวาบ ชายชราหน้าแดงทั้งสูงทั้งใหญ่ผู้หนึ่ง พลันทิ้งตัวลงจากเบื้องนอก ส่งเสียงหัวร่อก้องกังวานกล่าวว่า “สำนักบู๊ตึงมีคนมาสี่คน แต่ล้วนถูกผู้อื่นคร่ากุมไว้ ผู้อื่นกล้าแตะต้องสำนักบู๊ตึง พวกเราไฉนไม่กล้า? เด็กน้อยนี้อยู่ที่นี้เพียงลำพัง ผู้อื่นฟาดมันตกตาย ทิ้งซากอยู่กลางป่าร้าง ป้อนเป็นอาหารสุนัขป่า ต่อให้ห้าบรรพชิตบู๊ตึงสืบเสาะมา ก็ไม่จดหนี้บัญชีกับพวกเรา”

        ก้วงเสียวน้ำลอบตื่นตระหนก ดูจากลักษณะท่วงท่าของชายชราหน้าแดง คงเป็นมหาโจรแดนเสฉวน ฉายาเอ็งเยี้ยวอ้วง (เจ้าเล็บเหยี่ยว) กุยอู่เจียง แต่คนผู้นี้ทราบได้อย่างไรว่าสำนักบู๊ตึงส่งศิษย์มาสี่คน? มิหนำซ้ำศิษย์ทั้งสี่ถูกผู้ใดคร่ากุมไว้?

        เสียวซวงเอี้ยงก็ใจหายวาบ ร้องว่า “กุยตั่วกอช้าก่อน ท่านหมายความว่านางอสูรนั้นลงมือหรือ? ที่นี้หาได้อยู่ภายใต้การปกครองของนางไม่”

        เจ้าเล็บเหยี่ยวกุยอู่เจียงกล่าวว่า “ท่านไฉนขวัญอ่อนถึงเพียงนี้? พวกเราเหล่าชาวมิจฉาชีพแห่งเสฉวนเซียมไซ ไม่อาจปล่อยให้ทารกหญิงรุ่นหลังนางหนึ่งสะกดข่มไว้”

        ปากกล่าววาจา มือเท้าไม่ชักช้า ขยับไหล่วูบหนึ่งยื่นมือใหญ่โตดุจพัดใบลาน ตะปบลงยังศีรษะก้วงเสียวน้ำ

        ก้วงเสียวน้ำเห็นใจกลางฝ่ามือข้างนี้เป็นสีแดงฉาน ไหนเลยกล้าต้านปะทะ รีบหดตัวไปด้านหลัง ตวัดเท้าขวาเตะใส่จุดแป๊ะฉีที่ข้อพับเท้าของกุยอู่เจียง กุยอู่เจียงส่งเสียงหัวร่อเคี้ยก เคี้ยก ถลันหลบวูบ จากนั้นสะอึกจู่โจม มือขวางอนิ้วดุจตาขอ ตะปบคว้าใส่ข้อเท้าของก้วงเสียวน้ำ

        ก้วงเสียวน้ำหดร่างเป็นคำรบสอง กุยอู่เจียง จู่โจมสองมือ เสียงลมฝ่ามือดังหวืดหวือ คุกคามก้วงเสียวน้ำล่าถอยถึงมุมห้อง ขณะจะลงมือด้วยอำมหิต พลันได้ยินเฮ้งเจี่ยฮีกล่าวเสียงเย็นชาว่า “พวกท่านต้องการอานม้าของข้าพเจ้าไม่ยากนัก เพียงแต่พวกท่านถามไถ่เง็กล้อซัวะ (อสุรีหยก) แล้วหรือไม่?”

        เสียวซวงเอี้ยงกับสองพี่น้องตระกูลปึง สามนักสู้ตระกูลแบะกำลังรายล้อมเข้าหาเฮ้งเจี่ยฮี พอฟังต้องใจหายวาบ เสียวซวงเอี้ยงร้องเสียงพิกลาว่า “อสุรีหยกอันใด?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ชาวมิจฉาชีพยินดีปล้นชิงพันครอบครัว ไม่ดักสกัดของขวัญคารวะ นี่เป็นของขวัญที่ผู้อื่นส่งมอบให้แก่อสุรีหยก พวกท่านคิดประพฤติเป็นดำกินดำ (หมายถึงโจรปล้นโจร) หรือ?”

        เสียวซวงเอี้ยงหน้าขาวซีด ร้องว่า “กุยตั่วกอโปรดหยุดมือก่อน”

        กุยอู่เจียงหงายร่างกระโดดปราดมา ตวาดด้วยโทสะว่า “เด็กน้อยคิดยกอ้างอสุรีหยกข่มขู่พวกเราหรือ?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ผู้ใดข่มขู่ท่าน?” พลางพลิกอานม้าชุดนั้น พบว่าด้านในแกะสลักข้อความว่า “คารวะแด่เลี่ยงงี้เซี้ยงเสียวเจี้ยะ*”

        (* เลี่ยงเป็นแซ่ งี้เซี้ยงแปลว่าอาภรณ์รุ้ง เสียวเจี้ยะหมายถึงคุณหนู)

        เสียวซวงเอี้ยงฉุดดึงกุยอู่เจียงมาด้านข้าง กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “กุยตั่วกอ เรื่องนี้ยินยอมเชื่อว่ามี ไม่ยอมเชื่อว่าไม่มี ในความเห็นผู้น้อง ยังคงปลดปล่อยมันไปเถอะ”

        กุยอู่เจียงแค่นเสียงดังเฮอะ ก้มศีรษะครุ่นคิด ‘สามนักสู้ตระกูลแบะและหัวหน้าพรรคประตูมังกรพากันห้อมล้อมเข้ามา คงเหลือแต่สองพี่น้องตระกูลปึง จับตาดูอยู่ที่ห้องโถง’

        คราครั้งนี้เหนือความคาดหมายก้วงเสียวน้ำนัก ครุ่นคิดขึ้น ‘ผู้ใดเป็นอสุรีหยก? นามนี้ไม่เคยได้ยินมา ไฉนขู่ขวัญเหล่าโจรถึงเพียงนี้?’        

        ชั่วครู่ให้หลัง กุยอู่เจียงพลันเงยหน้าขึ้น เหลือกตากล่าวว่า “ต่อให้เป็นของอสุรีหยกก็ต้องปล้นชิง!”

        เสียวซวงเอี้ยงสะท้านขึ้นด้วยความตื่นตระหนก กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “ตั่วกอ...”

        กุยอู่เจียงกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้จันทน์ม่วง จนโต๊ะไม้หักไปมุมหนึ่ง ร้องดังๆ ว่า “รอบปีมานี้ พวกเราได้รับโทสะจากทารกหญิงนั้นจนเกินพอแล้ว พานฉกฉวยโอกาสนี้ต่อสู้กับนางสักครา”

        เสียวซวงเอี้ยงถอยกายไปหลายก้าว กล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “นี่...นี่...”

        กุยอู่เจียงกล่าวตำหนิว่า “เสียทีที่ท่านมีเกียรติภูมิมาชั่วชีวิต กลับกลัวเกรงถึงเพียงนี้ ความร้ายกาจของนาง พวกเราเพียงได้ยินได้ฟัง ไม่พบเห็นกับตา หากพวกท่านมีความเข้มแข็งก็ตามเรามา อานม้าของเด็กน้อยนี้เราขอช่วงชิงแน่แล้ว”

        สามนักสู้ตระกูลแบะและหัวหน้าพรรคประตูมังกร ล้วนนิ่งเฉยไม่เคลื่อนไหว มีแต่สองพี่น้องตระกูลปึงร้องว่า “เราสองพี่น้องยินดีรับบัญชาจากกุยอู่เจียง”

        กุยอู่เจียงกวาดมองเสียวซวงเอี้ยงแวบหนึ่ง ร้องว่า “วิเศษแท้ เราสองพี่น้องคบหากันหลายสิบปี เสียทีที่คบหากันแล้ว”

        เสียวซวงเอี้ยงฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “ตั่วกอเมื่อคิดกระทำ ผู้น้องได้แต่น้อมสนอง”

        กุยอู่เจียงขู่คำรามก้อง ยื่นมือข้ามโต๊ะ ตะปบใส่เฮ้งเจี่ยฮี เฮ้งเจี่ยฮีถลันหลบเลี่ยง สองพี่น้องตระกูลปึงโถมเข้ามาจากทางซ้ายขวา เฮ้งเจี่ยฮีหมุนคว้างรอบหนึ่ง พลันใช้ออกด้วยท่าจ้ออิ๋วไคเก็ง (น้าวเกาทัณฑ์ทั้งซ้ายขวา) ปัดป่ายสองพี่น้องตระกูลปึงพ้นห่างไป

        กุยอู่เจียงพลิกข้อมือวูบ ประกบนิ้วชี้นิ้วกลาง จี้ปราดใส่สองตาของเฮ้งเจี่ยฮี เฮ้งเจี่ยฮีพลันใช้ท่วงท่าหงเตี้ยมเท้า (หงส์ผงกหัว) กระโดดหลบไปด้านข้าง แค่นหัวร่อพลางกล่าวว่า “กุยเล่าตั่ว ท่านหลงกลถ่วงเวลาของข้าพเจ้าแล้ว ท่านคิดปล้นชิงสมควรปล้นชิงแต่แรก ลงมือในตอนนี้ไม่ทันการณ์แล้ว ท่านฟัง เบื้องนอกเป็นเสียงอะไร?”

        กุยอู่เจียงงงงันวูบ พอสดับฟังดู ที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงเคาะเกราะโมงยาม รัตติกาลอันยาวนานผ่านพ้น เป็นเวลายามห้าแล้ว เฮ้งเจี่ยฮีหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ท่านได้ยินหรือไม่? ยามห้าแล้ว อสุรีหยกจะรุดมาในบัดดล กุยเล่าตั่วท่านยังไม่หยุดมือ ต้องตายโดยไร้ที่กลบฝัง”

        กุยอู่เจียงตวาดว่า “เด็กน้อยคิดถ่วงเวลา จะส่งท่านไปพบกับยมบาลก่อน” พลางกราดฟาดฝ่ามือลงยังศีรษะเฮ้งเจี่ยฮีดังหวืดใหญ่

        ในเสียงหัวร่อดังกังวาน เฮ้งเจี่ยฮีลงมืออย่างรวดเร็วปานสายฟ้าตวัดมือฟาดพลังลม จนเทียนไขขนาดใหญ่ภายในห้องโถงดับไป ทั่วทั้งบริเวณมืดมิดสนิททั่ว        

        ก้วงเสียวน้ำยืนแนบชิดกับผนังห้อง กลั้นลมหายใจไว้ เหล่าโจรแม้มีกำลังพวกมาก ในความมืดมิดไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ กุยอู่เจียงขณะจะจำแนกสุ้มเสียงลงมือจู่โจม ที่เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงหัวร่อดังสดใสไพเราะ ฟังดูคล้ายอยู่ห่างไกล ชั่วพริบตาก็มาถึงหน้าประตู

        ทุกผู้คนรู้สึกกระจ่างจ้าที่เบื้องหน้าสายตา ประตูห้องโถงเปิดอ้าออก หญิงสาวขบวนหนึ่งเดินเข้ามา สี่นางที่นำหน้าถือโคมคลุมแพร สี่นางที่ด้านหลังแยกย้ายเป็นซ้ายขวา ห้อมล้อมสตรีสาวที่สะคราญปานเทพธิดา สวมอาภรณ์สีเหลืองอ่อน รัดสายรัดเอวแพรขาว ดวงเนตรสุกใสราวน้ำค้างกลางหาว คิ้วขนงเรียวยาวจรดจอนนางหนึ่งเดินเข้ามาอย่างยิ้มแย้ม

        เหล่าโจรในห้องโถงยืนเซื่องซึมตะลึงลาน มีอยู่หลายคนถึงกับหน้าเผือดขาว ส่วนเฮ้งเจี่ยฮีส่งเสียงร้องด้วยความยินดีว่า “เลี่ยงนึ่งเฮียบ (วีรสตรีแซ่เลี่ยง) บิดาข้าพเจ้าฝากความระลึกถึงท่านผู้เฒ่า”

        สตรีสาวนั้นผงกศีรษะรับ ทักทายว่า “เขาสบายดี?”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “บิดาข้าพเจ้าใช้ให้ข้าพเจ้าจัดส่งอานม้านี้ให้แก่ท่าน พวกมัน...”

        สตรีสาวนั้นยิ้มเล็กน้อย สอดคำขึ้น “เจตนาการมาของท่าน ข้าพเจ้าทราบแต่แรกแล้ว พวกมันต้องการอานม้านี้หรือ?” พลางกวาดตาคู่งามไปรอบห้องโถง

        เสียวซวงเอี้ยงรีบกล่าวว่า “เราไม่ทราบว่าเป็นของท่านผู้เฒ่า”

        ก้วงเสียวน้ำลอบหัวร่อในใจ สตรีนางนี้ดูไปอย่างมากมีอายุยี่สิบปี เสียวซวงเอี้ยงอายุสูงวัยปูนนี้ กลับเรียกหานางเป็นท่านผู้เฒ่า

        สตรีสาวนั้นเลิกคิ้วเรียวงาม แค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “ไม่ทราบไม่มีความผิด พวกท่านล้วนติดตามข้าพเจ้ากลับภูเขาเถอะ” หยุดเล็กน้อยจึงแย้มยิ้มออกมากล่าวว่า “กุยเล่าตั่ว ท่านก็มาแล้ว? บรรณาการประจำเดือนนี้ของท่านยังไม่ส่งมอบมา เป็นเพราะลืมเลือนแล้วหรือ?”

        กุยอู่เจียงผ่อนลมหายใจ ระงับสติแล้วตวาดว่า “อสุรีหยก ผู้อื่นเกรงกลัวท่าน เราหากลัวไม่ ที่นี้มิใช่เขตแดนของท่าน อานม้านี้เราต้องการแน่แล้ว” กล่าวพลางสืบเท้าโถมเข้ามา

        สตรีสาวที่ถูกเรียกหาเป็นอสุรีหยกถามว่า “ยังมีผู้ใดต้องการอานม้านี้?”        

        สามนักสู้ตระกูลแบะและหัวหน้าพรรคประตูมังกรรีบล่าถอยไปด้านข้าง ปากล่าวคำ “มิกล้า” เสียวซวงเอี้ยงหน้าขาวซีด มิอาจกล่าววาจาได้ ส่วนสองพี่น้องตระกูลปึงเงียบงันไม่ส่งเสียง แต่ติดตามอยู่ด้านหลังกุยอู่เจียง        

        อสุรีหยกพลันส่งเสียงหัวร่อดังสดใสยาวนาน กล่าวว่า “กุยเล่าตั่ว ผู้ใดให้ท่านกลัวเกรง?”        

        กุยอู่เจียงพอดีโถมถึงเบื้องหน้า ยื่นมืออวบใหญ่ดุจพัดใบลานตะปบลงหา อสุรีหยกไม่มีท่าทีผิดปรกติ กุยอู่เจียงพอตะปบลง พลันไม่พบเห็นเงาร่างผู้คน รีบล่าถอยกลับไป ไหนเลยทันท่วงที ที่กลางหลังปวดแปลบอย่างรุนแรง ต้องล้มลงกับพื้น

        ส่วนสองพี่น้องตระกูลปึงกระทั่งชมดู ยังไม่อาจชมดูชัดตา ที่ใต้ซอกแขนล้วนถูกอสุรีหยกประทับใส่หนึ่งฝ่ามือ ส่งเสียงแผดร้องโหยหวน เกลือกกลิ้งไปตามพื้นดิน

        อสุรีหยกลมมือดุจสายฟ้า ใช้ออกด้วยสามกระบวนท่าอำมหิตโค่นโจรร้ายทั้งสามล้มลงกับพื้น ยังคงยืนหยัดอย่างยิ้มแย้ม คล้ายไม่มีเรื่องราวใดก็ปาน        

        ในโจรร้ายทั้งสาม นับกุยอู่เจียงมีพลังฝีมือสูงเยี่ยมที่สุด หลังจากถูกโค่นล้มลง ก็โคจรลมปราณต่อต้าน กล้ำกลืนความเจ็บปวด ดังนั้นในตอนแรกไม่ถึงกับร้องร่ำคร่ำครวญเช่นสองพี่น้องตระกูลปึง มิคาดไม่โคจรพลังต่อต้านยังพอทำเนา พอโคจรพลังต้านทาน ภายในร่างคล้ายถูกหมื่นอสรพิษฉกกัด อวัยวะภายในปั่นป่วน กระทั่งร้องยังร้องไม่ออก

        ผู้คนที่ชมดูอยู่ด้านข้าง เห็นเบื้องบนศีรษะกุยอู่เจียง ปรากฏควันร้อนลอยกรุ่น เหงื่อเม็ดโป้งๆ หยดหยาดลงมา กล้ามเนื้อใบหน้าบิดเบี้ยวเจ็บปวดจนใบหน้าผิดสารรูป แสดงว่าเผชิญกับทัณฑ์ทรมานอันทารุณที่สุดในแผ่นดิน

        สองพี่น้องตระกูลปึงร่ำร้องว่า “ท่านผู้เฒ่าโปรดเมตตากรุณา รีบฆ่าพวกเราเถอะ”

        อสุรีหยกแย้มยิ้มพริ้มพรายกล่าวว่า “สองพี่น้องตระกูลปึง พวกท่านเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ลดหย่อนความผิดให้ขั้นหนึ่ง ยกเลิกทัณฑ์ทรมานพวกท่านไป” พลางตวัดเท้าเรียวงามเตะกราดออก สองพี่น้องตระกูลปึงแผดร้องคำหนึ่ง จากนั้นแน่นิ่งไม่ไหวติง ก้วงเสียวน้ำชมดูจนอกสั่นขวัญแขวนคิดไม่ถึงสตรีสาวสะคราญโฉมเช่นนี้ กลับเป็นนางอสูรที่ฆ่าคนโดยไม่กะพริบตา

        อสุรีหยกพอจบชีวิตของสองพี่น้องตระกูลปึง ก็กวักมือต่อเสียวซวงเอี้ยง ร้องเรียกว่า “ท่านเข้ามา”

        เสียวซวงเอี้ยงยกมือเกาะผนัง เดินเข้ามาทีละก้าว อสุรีหยกกล่าวเสียงนุ่มนวลว่า “ท่านกับกุยเล่าตั่วเป็นพี่น้องกันหลายสิบปี มีไมตรีคบไม่เลว”

        เสียวซวงเอี้ยงใจสะท้านปานจะขาดรอน รีบกล่าวว่า “นึ่งเฮียบ (วีรสตรี) ท่านโปรดพิจารณาด้วยเปรื่องปราด เรื่องนี้เราหามีส่วนเกี่ยวข้องไม่”        

หนังสือแนะนำ

Special Deal