ฝูเหยาฮองเฮา 1

บทที่ บทนำ 1

บทนำ

               

 “วิมานบนสวรรค์สามสิบสามแห่ง ตำหนักจำพรากอยู่สูงที่สุด โรคร้ายสี่ร้อยสี่สิบชนิด โรคแห่งความคิดถึงเจ็บปวดที่สุด”

 “ข้าไม่คิดถึงใคร”

 “อ้อ แล้วตราประทับอันนั้นของเจ้า แกะสลักขึ้นเพื่อใคร”

 “เพื่อคนที่ไม่อาจขาดไปจากชีวิตได้”

 “นั่นยังไม่เรียกว่าคิดถึงอีกหรือ”

 “ไม่ ชีวิตคนแสนสั้น แต่ความคิดถึงยาวนาน  ความเป็นความตายในโลกมนุษย์เป็นเพียงเรื่องชั่วพริบตา ใครจะรู้ว่าสิ่งที่รอข้าอยู่คือการได้พานพบหรือความพลัดพราก แล้วจะยืนอยู่ที่เดิม ปล่อยให้เวลาผ่านไปวันแล้ววันเล่าได้อย่างไร”

 “เช่นนั้นเจ้าจะทำอย่างไร”

 “หากนางอยู่ในโลกมนุษย์ ข้าจะไปยังโลกมนุษย์”

 “โลกมนุษย์จะวุ่นวาย”

 “โลกมนุษย์วุ่นวาย ข้าจะต้านทาน นรกเปิด ข้าจะผจญ สี่ทะเลคลั่ง ข้าจะข้ามผ่าน ประชาราษฎร์ขวาง  ข้าจะทำลาย”

 “เหตุใดต้องลำบากถึงเพียงนั้น”

 “เพื่อนางแล้ว ข้าไม่กลัวความเจ็บปวดและความทรมานจากอำนาจกิเลสใดในโลกมนุษย์”


 

บทนำ ดับไฟในสุสาน

 

ภายในห้องข้างของสุสานอันมืดมิดมีใบหน้าและศีรษะเปื้อนฝุ่นดินของคนหลายคนกำลังเคลื่อนไหว หนึ่งในจำนวนนั้นเช็ดเหงื่อ เหยียดตัวขึ้นเล็กน้อยและตะโกนไปยังห้องหลักของสุสาน “หัวหน้า ทำไมในสุสานถึงได้มืดน่ากลัวอย่างนี้  เหมือนมีลางไม่ดีนะ วันนี้ออกจากบ้านได้เช็คดวงหรือเปล่า”

 “ดูแล้ว” เมิ่งฝูเหยานั่งคุกเข่าข้างหนึ่งบนพื้น ใช้แปรงปัดฝุ่นบนโลงศิลาสีเขียวครามขนาดใหญ่ในสุสาน เธอตอบกลับอย่างชัดเจนโดยไม่เงยหน้า ทั้งๆ ที่ปากคาบไฟฉายอันเล็กเอาไว้ว่า “วันนี้ฤกษ์งามยามดี สำหรับการบรรจุศพ  ไว้ทุกข์ ย้ายโลงศพ ดูสิ บังเอิญมาก เกี่ยวกับความตายทั้งนั้น”

นายอ้วนที่ตะโกนมาเมื่อครู่มองค้อนพร้อมกล่าวว่า “โห คุณจะพูดเรื่องเป็นมงคลหน่อยได้ไหม”  เขาเงยหน้าขึ้นมองภาพวาดตัวประหลาดที่มีร่างกายเป็นมนุษย์ ศีรษะเป็นวัวบนเพดาน ลายเส้นแจ่มชัดมีชีวิตชีวาภายใต้แสงไฟฉายราวกับจะเดินลงมาได้ทุกเมื่อ จนเขาอดหดตัวเล็กน้อยด้วยความกลัวไม่ได้

เมิ่งฝูเหยาคร้านจะสนใจเขา ตั้งใจทำงานของตน ค่อยๆ ปัดฝุ่นออกจนหมด รูปสลักสัตว์ประหลาดหนึ่งเขาสามหัวสองลำตัว ด้านหลังมีปีกหนึ่งคู่ และมีดวงตาเกรี้ยวกราดปรากฏขึ้น ในสายตาของเมิ่งฝูเหยา มันคือความสวยงามของสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่ดุร้ายในอารยะธรรมโบราณ

เมิ่งฝูเหยาลูบคลำรูปสลักนั้นด้วยความดีใจ เธอยื่นมือไปพร้อมกล่าวว่า “ไม้บรรทัด!”

มีคนยื่นสายวัดให้อย่างรวดเร็ว

“นายอ้วน มา มาถ่ายรูปกับโลงศพฮ่องเต้ด้วยกัน” เมิ่งฝูเหยาดึงตัวนายอ้วนมา “นายไปทางนั้น ฉันอยู่ทางนี้ นับได้”

 “ไม่เอาน่าหัวหน้า ทำไมไม่ยอมละเว้นผมบ้าง” เจ้าอ้วนเสี่ยวหยวนดิ้นรนสุดชีวิต

 “เพราะนายคือน้องใหม่” เมิ่งฝูเหยายิ้มฟันขาวให้เขา “น้องใหม่มีไว้ให้รุ่นพี่ทรมาน อย่าลีลา เร็วเข้า รีบจัดการสุสานนี่ให้เรียบร้อย ปีนี้ฉันจะได้มีข้อมูลไปเขียนวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกด้วย”

 “บ้าเอ้ย ยัยคนบ้างาน อายุเพิ่งยี่สิบสองก็เป็นรองศาสตราจารย์แล้ว มีคนอย่างคุณอยู่ ถือเป็นความอัปยศของวงการนักโบราณคดีชัด ๆ...” นายอ้วนบ่นอุบอิบ แล้วจึงอ่านตัวเลขภายใต้แสงไฟฉาย “เรียบร้อย ยาวสองร้อยสิบแปดเซน กว้างเก้าสิบสี่เซน สูงหกสิบหกเซน”

 “โอเค!” เมิ่งฝูเหยาตบรูปสลักหินบนโลงคราหนึ่งจนฝุ่นฟุ้งกระจายไปสี่ทิศ เธอมองดูโลงศพด้วยความพึงพอใจ เมื่อคิดว่าเรียนจบปริญญาเอกเงินเดือนก็คงเพิ่มขึ้นตามไปด้วย จะได้มีเงินมากพอสำหรับค่าฟอกไตที่โรงพยาบาลของแม่ ไม่ต้องลำบากอีก เธอก็อดดีใจไม่ได้

เมื่อคิดถึงโรคของแม่ ทำให้เมิ่งฝูเหยาเผลอตัว ไม่ทันสังเกตว่าหลังจากที่เธอตบฝ่ามือลงบนรูปสลักเมื่อครู่ เกิดเสียงหนักๆ ขึ้นที่ใต้โลง มันดังก้องไปตามทางเดินยาวจนถึงประตูสุสานและสะท้อนกลับมา เสียงสั่นสะเทือนอันน่าสะพรึงกลัวนั้น ช่างคล้ายกับเสียงฝีเท้าของยักษ์ในยุคโบราณลากเท้าเดินขึ้นมาจากใต้ดิน

ทั้งๆ ที่สุสานปิดมิดชิดอยู่ใต้ดิน แต่ไม่รู้ว่าลมเย็นหอบหนึ่งพัดมาจากไหน เย็นจนทุกคนสั่นสะท้าน แสงสลัวในสุสานสะท้อนบนใบหน้าทุกคนจนเป็นสีเขียวอ่อน มองดูแล้วเหมือนปิศาจร้าย

นักโบราณคดีทีมนี้มาจากสถาบันศึกษาค้นคว้าโบราณคดีเจียงซู  เดินทางมาที่ชายแดนด้านตะวันตกเฉียงใต้เพื่อขุดค้นสุสานนิรนามขนาดใหญ่ที่ลือกันว่าเก่าแก่กว่าสุสานของโจโฉเกือบร้อยปีแห่งนี้ นับจากเริ่มขุดค้นวันแรก ก็เกิดเรื่องขึ้นในทีมไม่หยุด ก่อนอื่นกินผักป่าผิดสำแดง ทุกคนมีอาการอาหารเป็นพิษทั้งอาเจียนทั้งถ่ายท้อง เป็นการเพิ่มปุ๋ยล้ำค่าที่ส่งตรงจากเมืองอันอุดมสมบูรณ์ให้กับดินจืดบนที่ราบสูงหวินกุ้ยฟรีๆ ต่อมาเมื่อเช้า ขณะที่เสี่ยวหลี่มุดออกจากเต็นท์ก็ถูกงูพิษที่หน้าประตูกัด ที่แย่ยิ่งกว่าก็คือ เมื่อเช้าตอนเปิดประตูสุสาน ความจริงไม่คิดจะลงมาด้านล่าง แต่จู่ๆ เสี่ยวหวังหนึ่งในทีมแพทย์ก็ได้รับเกียรติจากหินบนคานที่ร่วงลงมาโดนศีรษะจนต้องเอามือกุมหัวพลัดตกลงไปข้างล่าง

เมื่อเรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้ หากยึดตามตรรกะของโจรขุดสุสาน เรื่องนี้ออกจะแปลกประหลาด ไม่สมควรสำรวจต่อไป หากยึดตามหลักเกณฑ์ของทีมโบราณคดี ที่แม้จะขุดสุสานตามหน้าที่ ต่างจากพวกโจรที่ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตน แต่ก็ยังถือเป็นการรบกวนหลุมศพของบรรพบุรุษ ซึ่งก็ควรยึดหลักเดียวกัน

เหล่าลูกทีมพูดเป็นเสียงเดียวกันให้ปิดสุสานไว้แล้วเดินทางกลับ เรื่องที่เหลือมอบให้ส่วนราชการนำเครื่องจักรกลที่ทันสมัยมาจัดการต่อดีกว่า

น่าเสียดาย ผู้นำทีมมาครั้งนี้คือคุณเมิ่งฝูเหยาผู้มีสมญานามว่า ‘นางมารผมแดง’ คุณเมิ่งดีพร้อมทุกด้าน จนได้รับการขนานนามว่าเป็นบุคคลตัวอย่างผู้มีคุณธรรม สติปัญญา พลานามัย สุนทรียศาสตร์ และความขยันขันแข็งซึ่งเป็นห้าสิ่งที่จีนยุคใหม่เฝ้าปลูกฝังครบทั้งห้าด้าน ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวของเธอคือ สมองไม่ค่อยปกติเท่าใดนัก

แน่นอน ความผิดปกติที่ว่า จำกัดเฉพาะความกระตือรือร้น ความหลงใหลในการขุดสุสานโบราณ และการตัดสินใจที่ต่างจากคนทั่วไปเมื่อเจอเรื่องไม่ธรรมดาของเธอ

อย่างไรก็ตาม คุณเมิ่งจะไม่ยอมละทิ้งงานขุดสุสานที่เธอรักเพียงเพราะเรื่องที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เช่นท้องเสีย งูกัด หินหล่นใส่หัวใครแตกเด็ดขาด สำหรับคนนอกคอกที่เคยนอนกอดศพโบราณศพแรกที่ตัวเองขุดขึ้นมาได้อย่างเป็นสุขทั้งคืน เรื่องแค่นี้ไม่นับเป็นอย่างไรได้

 “ชะแลง ค้อน อีเต้อ!” (เครื่องมือสำหรับขุดของแข็ง หรือหิน ทำด้วยเหล็ก ลักษณะคล้ายจอบ ปลายหัวด้านหนึ่งแหลม ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งแบน มีรูตรงกลางสำหรับใส่ด้าม) เมื่อเธอสะบัดผม พลันมีลำแสงสายหนึ่งสว่างวาบขึ้นในห้องอันมืดมิด เมิ่งฝูเหยากำลังคันไม้คันมือ แววตาเรืองรองราวกับอัคคีสวรรค์ที่ไม่มีวันดับ

อุปกรณ์ไม่ได้ถูกส่งมาในทันที เมิ่งฝูเหยาขมวดคิ้วแล้วหันหน้ากลับมา เห็นทุกคนในทีมหน้าตาไม่สดชื่น ไม่กล้าก้าวเท้ามาข้างหน้า

 “เฮ้อ กลัวเหรอ อย่าบอกนะว่าทีมนักโบราณคดีมืออาชีพถูกต้องตามกฎหมายของประเทศก็งมงายเรื่องผีสางเทวดาด้วย นาย นาย นาย” เธอชี้หน้าลูกทีมทีละคน “ท่านสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ ท่านอัจฉริยะและนักศึกษาทั้งสามที่ถูกหล่อหลอมจากลัทธิมาซ์ก-เลนิน และแนวคิดแบบเหมาเจ๋อตง แค่ท้องเสียไม่กี่ครั้งถึงกับขับถ่ายเอาความคิดตามหลักวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่เต็มสมองออกไปหมดเลยหรือ”

เธอก้าวยาวๆ เข้าไป ค้นในกระเป๋าเป้ดังแกรกกรากพักหนึ่ง หยิบเอาเทียนหลายเล่มออกมา เมิ่งฝูเหยากลอกตามองบน แล้วไปจุดเทียนสี่เล่มวางไว้ที่มุมห้องทั้งสี่ แสงเทียนอ่อนๆ โอนไหวไปมาอยู่ที่มุมทั้งสี่ ดูไปกลับเหมือนแสงสีเขียว

 “หัวหน้า...คุณทำอะไร...”

 “เคยอ่านเรื่องผีดับตะเกียงไหม” (ผีดับตะเกียง เป็นนิทานชาวบ้านซึ่งเชื่อว่า ในกายคนเรามีตะเกียงสามดวง หนึ่งดวงอยู่บนศีรษะ และอีกสองดวงอยู่บนบ่าทั้งสองข้าง ซึ่งถือเป็นธาตุไฟในกาย หากได้ยินใครเรียกในเวลากลางคืน ห้ามหันไปมองทางด้านข้างเด็ดขาด มิเช่นนั้นหากทำให้ตะเกียงข้างใดข้างหนึ่งบนบ่าดับ จะถูกผีเรียกวิญญาณไป อีกความเชื่อหนึ่ง คือ หากโจรขุดสุสานบุกรุกเข้าไปด้านใน ต้องจุดตะเกียงเพื่อเป็นการถามผู้ตายว่าอนุญาตให้ทำการขุดต่อไปหรือไม่ หากตะเกียงดับหมายถึงผู้ตายไม่อนุญาต ซึ่งถือเป็นการประนีประนอมกันระหว่างคนเป็นและคนตาย แต่ทางด้านวิทยาศาสตร์ การจุดตะเกียงเป็นการทดสอบระดับออกซิเจนข้างใน หากตะเกียงดับหมายถึงมีออกซิเจนไม่เพียงพอ หากทำการขุดต่อไป จะมีอันตรายถึงชีวิต ทว่าคนโบราณไม่เข้าใจ จึงคิดว่าเป็นเรื่องเหนือธรรมชาติ) เมิ่งฝูเหยาดีดนิ้วหนึ่งครั้ง กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อพวกนายคิดว่ามีผี ฉันก็จะเชื่อ นั่น ถ้าเทียนดับ เราจะเลิกงาน เป็นไง”

 “จริงเหรอ” นายอ้วนมองเทียนไขเล่มนั้นด้วยแววตาอำมหิต...เดี๋ยวจะเข้าไปเป่าให้ดับเองเลย...

ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ นางมารสาวก็เริ่มแบ่งหน้าที่แล้ว ทุกคนเดินขวักไขว่ไปมาอยู่รอบโลงศพ ไม่มีเวลาสนใจเทียนไขที่ตั้งอยู่ในมุมทั้งสี่

พวกเขาไม่ทันรู้สึกด้วยซ้ำว่า จู่ๆ ก็มีลมหมุนวนเรี่ยไปตามพื้น เทียนเล่มที่อยู่มุมสุสานด้านตะวันตกเฉียงใต้สั่นระริกและดับทันที

ฝาโลงมีน้ำหนักมาก เวลาผ่านมาเป็นพันปี โมเลกุลของหินมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รอยต่อของตัวโลงและฝาหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว  คนหลายคนออกแรงมาก แต่ก็ทำให้เกิดรอยแยกได้เพียงนิดเดียว เมิ่งฝูเหยายืนอยู่บนหินในสุสาน สองมือเท้าหัวเข่า ตะโกนนับเสียงดัง “หนึ่ง สอง สาม!”

หลังเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่น เสียงปังดังขึ้นทันที ฝาโลงถูกผลักออก เผยให้เห็นด้านในโลงศพ

 “ทุกคน เยี่ยมมาก!” เมิ่งฝูเหยาปรบมือให้กำลังใจ ก้าวขึ้นไปยืนบนขอบโลง ด้านหนึ่งส่องไฟฉายเข้าไปในโลง อีกด้านฮัมเพลงที่แต่งขึ้นมาเองด้วยความดีใจ

 “สองพันปีให้หลัง เราจะได้พบกันอีกครั้ง ในพิพิธภัณฑ์ เราจะถูกบรรจุลงในโลงแก้ว เจ้าหนึ่งโลง ข้าหนึ่งโลง ไม่แบ่งแยกใครเป็นใคร ไม่หวาดกลัวโจรขุดสุสานไล่ล่าเรา...”

ทีมงานทั้งหมดกลอกตาไปมา เพียงเกลียดตัวเองที่ไม่อาจยกมือปิดหูเพื่อสกัดกั้นเสียงไม่น่าฟังของใครบางคนไม่ให้ผ่านเข้าหูไปได้

เจ้าอ้วนนั่งยองอยู่ด้านนอกฝาโลง เห็นคำจารึกที่สลักอยู่บนฝาโลงรำไร จึงรีบใช้แปรงปัด

รอยสลักถูกเติมด้วยชาด พันปีผ่านไปตัวหนังสือยังชัดเจน ไม่รู้ว่าในชาดมีสารอะไรผสมอยู่ จึงส่งกลิ่นคาวปนหอมหวานชนิดหนึ่งที่ทำให้ผู้ได้กลิ่นรู้สึกไม่สบายใจออกมา

 “ท้องนภามืดมัวหม่น พสุธากว้างไพศาล ผู้ตายกลับสู่ความมืด ผู้มีลมหายใจอยู่กับแสงสว่าง คนเป็นมีที่อาศัย คนตายมีถิ่นพำนัก อยู่กันคนละโลก มิอาจ...รุกล้ำ”

แสงจากไฟฉายสาดส่องไปมา เหมือนดวงไฟปิศาจเคลื่อนที่ไปทั่ว นายอ้วนหน้าเปลี่ยนสีแล้ว

เมิ่งฝูเหยายังง่วนอยู่กับเรื่องในโลงศพ เธอกล่าวขึ้นมาลอยๆ ว่า “อ้อ เป็นคำจารึกสมัยฮั่น แต่ประโยคสุดท้ายแตกต่างอยู่บ้าง สลักว่าอะไรนะ”

นายอ้วนอ้าปาก ยังไม่ทันพูดอะไร หางตาพลันเหลือบไปเห็นเทียนที่ดับไปแล้วเล่มนั้น จึงร้องอุทานและกระโดดขึ้นทันที

 “ไม่ถูกแล้ว เผ่นกันเถอะ!”

 “ไอ้บ้าเอ้ย คิดว่าเราเป็นโจรภูเขาหรือไง!” เมิ่งฝูเหยาด่าไปหัวเราะไป ในขณะที่เธอกำลังจะลุกขึ้น

 “ตูม!”

พลันเกิดเสียงดังมาจากด้านหลัง สุสานทั้งหลังเริ่มสั่นไหว ผู้คนเจ็ดแปดคนยืนไม่อยู่ล้มกลิ้งเหมือนน้ำเต้าไปกองรวมกัน จากนั้นมีเสียงเปรี๊ยะ ราวกับเสียงฝีเท้ายักษ์ย่ำลงบนพื้นด้วยแรงมหาศาลที่สามารถผ่าฟ้าแยกพสุธาได้ดังสนั่นขึ้น ทันใดนั้นห้องภายในสุสานเริ่มลาดเอียง โลงศพลื่นไถลตามพื้นไปชนกับกำแพงอย่างรุนแรง เศษอิฐหินปลิวว่อนอยู่ที่มุมด้านตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้เกิดรูขนาดเท่ากำปั้นรูหนึ่งบนพื้น คนหลายคนเอามือกุมหัวกลิ้งหลบเศษอิฐเศษหิน เจ้าอ้วนอุ้ยอ้ายไม่คล่องแคล่ว หลบไม่พ้นร้องโอดโอยวุ่นวาย เสียงที่ดังอยู่ด้านนอกค่อยๆ เร่งร้อนขึ้นทุกที

เมิ่งฝูเหยาฝืนเงยหน้าขึ้นภายใต้เสียงร้องครางและเสียงโวยวาย เธอคว้าเป้ที่ไถลมาข้างกายคลุมหัวไว้ก่อน แล้วร้องดังๆ ว่า “ดินคงจะถล่ม! ช่วงนี้ฝนตกบ่อย! ออกไป! เดี๋ยวนี้!”

คนที่กลิ้งตัวไปอยู่แถวทางออกชะโงกหน้ามองดู ตะโกนบอกเสียงเครือว่า “ทางออกโดนโคลนกับหินปิดไว้แล้ว!”

 “ร้องไห้ทำไม! ร้องแล้วจะเปิดประตูได้หรือ” เมิ่งฝูเหยากลิ้งไปบนพื้นที่เต็มไปด้วยเศษหินสองสามตลบ เงยหน้ามองเพดานโค้ง ตะโกนว่า “เมื่อก่อนตรงนี้มีอุโมงค์โจร ออกไปทางนี้!”

 “อุโมงค์นั้นยังขุดไม่เสร็จ มีศพครึ่งท่อนคาอยู่ด้วย!”

เมิ่งฝูเหยาผูกเป้ไว้ที่คอ ลุกขึ้นยืน แต่ยังไม่ทันยืนตรง แรงสั่นสะเทือนมหาศาลก็ทำให้เธอล้มคว่ำลง เธอไม่คิดจะลุกขึ้นอีก กัดฟันคว้าอีเต้อหนึ่งด้ามไว้ ม้วนตัวไปยังจุดที่เคยเป็นอุโมงค์โจรอย่างรวดเร็ว แล้วเงื้ออีเต้อทุบลงไปสุดแรง

เสียงฉึบฉับดังขึ้นพร้อมขาข้างหนึ่งร่วงลงมาก่อน เศษเนื้อและเลือดตกลงมาข้างกายเมิ่งฝูเหยา แต่เธอไม่มองมันแม้แต่แวบเดียว

จากนั้นเมิ่งฝูเหยาหลีกทางให้ส่วนลำตัวที่ตกตามลงมา รอยเลือดปรากฏเป็นทางยาวตามเสียงครืดของลำตัวที่ไถลไปตามพื้นด้านมุมตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นส่วนที่พื้นสุสานลาดเอียงไปครึ่งหนึ่ง

ลำตัวเพิ่งจะผ่านไป หัวกะโหลกแบนลีบก็ตกลงมาที่ท้องเมิ่งฝูเหยาทันที เธอเอามือปัดออก พูดว่า “ไป! อย่ามาเกะกะฉัน!”

เศษดินแข็งสีเหลืองเทาร่วงกราวลงมา บังเกิดเป็นช่องเล็กๆ ปรากฏแสงสว่างเบื้องหน้า เมิ่งฝูเหยายิ้มดีใจทั้งที่ใบหน้าและศีรษะเต็มไปด้วยฝุ่น

 “ใครยังไม่ตายมานี่ให้หมด! มีทางออกแล้ว!”

เหล่าลูกทีมทั้งกลิ้งทั้งคืบคลานมา เมิ่งฝูเหยาคว้าคอเสื้อใครคนหนึ่งไว้ได้ เธอเตรียมดันเขาเข้าไปในอุโมงค์ คนๆ นั้นรีบจับมือเธอไว้

 “คุณไปก่อน!”

 “ไป!”

 “คุณเป็นผู้หญิง!”

 “ฉันเป็นหัวหน้า!”

เสียงครืดคราดยังดังไม่หยุด พื้นเอียงจนเกือบเป็นมุมฉาก พื้นที่ราบส่วนเดียวที่เหลือในสุสานคือส่วนที่พวกเขายืนอยู่ ซึ่งไม่น่าจะคงรูปอยู่ได้นาน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเศษหินแหลมคมราวลูกธนูที่อาจตกลงมาได้ทุกเวลาอีกด้วย

ลูกทีมคนนั้นยังอยู่ที่ปากทางออกไม่ยอมขึ้นไป เป็นตายอย่างไรก็จะให้เมิ่งฝูเหยาขึ้นไปก่อนให้ได้ การยึดติดเรื่องคุณธรรมน้ำใจในเวลานี้กลับกลายเป็นไร้คุณธรรมน้ำใจ ดวงตาเมิ่งฝูเหยาแทบจะกลายเป็นสีแดงดั่งสีผม เธอกัดฟันกรอด ตบหน้าสุภาพบุรุษผู้รู้จักให้เกียรติผู้หญิงเต็มแรงฉาดหนึ่งจนมึนงงเห็นดาวเต็มหน้า

เมิ่งฝูเหยาฉวยโอกาสที่เขามึนงง ดันตัวเขาเข้าไปในช่องพร้อมยกเท้าถีบก้นเขาเต็มแรง

 “ถ้ายังงี่เง่า จะตบให้ตายเลย!”

วิธีนี้ใช้ได้ผล ลูกทีมที่เหลือปีนออกไปอย่างรวดเร็วและเป็นระเบียบ เมิ่งฝูเหยายื่นมือไปคว้านายอ้วนซึ่งเป็นคนสุดท้าย แต่กลับคว้าได้แต่อากาศ

เธอหันกลับไป เห็นเจ้าอ้วนกลิ้งไปยังส่วนที่ทรุดลงครึ่งหนึ่ง เขากำลังไขว่คว้าจับสิ่งของที่ผ่านหน้าไปอย่างเร็วสุดแรงเพื่อหยุดการลื่นไถล ด้านหลังเขา ยังมีกองหินระเกะระกะกองใหญ่ที่เผยด้านคมม้วนเข้ามา

เจ้าอ้วนร้องโวยวาย ตกใจกลัวจนพูดไม่เป็นภาษา

เมิ่งฝูเหยาหันกลับไปมอง เธอใช้ขาเกี่ยวโคมไฟทองแดงที่ยื่นออกมาจากกำแพงศิลาไว้ นอนราบกับพื้น ยื่นมือออกไป ในที่สุดเธอก็จับแขนอวบของเจ้าอ้วนไว้ได้ในวินาทีที่เขากำลังจะตกลงไปพอดี

นายอ้วนตะโกนพร้อมน้ำตาที่ไหลพรากว่า “แม่คุณเอ้ย บอกแล้วว่าอย่าเปิดโลง อ๊าก อ๊าก...”

 “ไปตายซะ!”

เมิ่งฝูเหยาคว้าไหล่หนาของนายอ้วนไว้แล้วก็ส่งเขา ‘ไปตาย’

ปีนขึ้นไปได้ครึ่งหนึ่ง ก้นนายอ้วนใหญ่เกินไป ติดคาอยู่ที่ช่องโจรขึ้นไปไม่ได้ เมิ่งฝูเหยาเอี้ยวตัวไปหาอีเต้อ บ่นว่า “ต้องจิ้มซะ!”

 “อย่าทิ่มก้นผมนะ!” นายอ้วนตะโกนออกมา โชคดีที่เขาขึ้นไปได้ทันที

เมิ่งฝูเหยาหัวเราะร่า ขณะกำลังปีนขึ้นไป ดวงตาพลันกระจ่างวาบ

ที่ด้านหน้าไม่ไกล ไม่รู้พื้นตรงไหนแตกออก เผยให้เห็นกระถางหยกเขียวเล็กๆ ใบหนึ่ง มันกำลังสั่นโคลงเคลงราวกับจะตกลงไป

เมื่อตาแหลมคมของเมิ่งฝูเหยาเห็นกระถาง มือก็ยื่นออกไปฉกมันไว้ได้อย่างรวดเร็ว เธอหัวเราะเสียงดัง “เยี่ยม! ของชั้นยอด!”

กระถางใบนี้เป็นวัตถุสมัยฮั่นอย่างแท้จริง ปัจจุบันมีการขุดพบวัตถุก่อนยุคราชวงศ์ถังน้อยมาก การสำรวจครั้งนี้แทบจะไม่ได้อะไร แต่เมื่อมีของชิ้นนี้ ก็ช่วยเรื่องการระบุฐานะของเจ้าของสุสานและเป็นประโยชน์ต่อการค้นคว้าศึกษาวัฒนธรรมในยุคนั้นได้ นับว่ามีเรื่องเขียนรายงานแล้ว

นายอ้วนตะโกนเสียงดัง “ขึ้นมา! ขึ้นมา!” ใบหน้าของเขาขยับไปมาอยู่เหนือศีรษะเธอ

กระถางหยกเขียวเลี่ยมด้วยทองคำจึงค่อนข้างหนัก เมิ่งฝูเหยาออกแรงลากมันขึ้นมา ไม่ทันสังเกตว่าเมื่อกระถางลอยขึ้น บนพื้นปรากฏแสงสีแดงขึ้นรำไร

พื้นสุสานส่วนที่ใช้หยั่งเท้าทรุดลงไม่หยุด เหลือพื้นที่ขนาดเท่ากะละมังล้างหน้าเท่านั้น นายอ้วนยื่นหน้าที่โทรมไปด้วยเหงื่อผ่านอุโมงค์ลงมา สิ่งที่เห็นกลับเป็นกระถางหยกเขียว เขาร้อนใจจนร้องด่าเสียงลั่น “ไอ้นี่ไม่เอา เอาคุณ!”

 “ฉันเหรอ! นายนี่เหรอจะเอาฉัน!” เมิ่งฝูเหยาด่ายิ้มๆ พร้อมชูกระถางขึ้น “รับไป! ไม่ขาดทุนแน่!”

นายอ้วนจนปัญญา ได้แต่ยื่นมือลงมารับกระถาง พร้อมด่าพึมพำ “การค้นคว้าขึ้นสมองแล้วยัยบ้าเอ้ย...”

กระถางหนักเกินไป เขาต้องรับด้วยสองมือ เมิ่งฝูเหยารู้สึกสบายขึ้น ขณะกำลังจะปีนขึ้นไป

 “ปัง!”

แสงแสบตาสีแดงสายหนึ่งสว่างวาบขึ้น เพียงชั่วพริบตาก็ล้อมรอบตัวเมิ่งฝูเหยา  ใต้เท้าเธอว่างเปล่า  ในที่สุดพื้นที่เธอใช้หยั่งเท้าทรุดถล่มลงจนหมด เศษหินบินว่อน

 “อ๊าก!”

นายอ้วนที่เพิ่งยื่นมือลงมาเตรียมดึงแขนเมิ่งฝูเหยาคว้าได้แต่ความว่างเปล่า

 “หัวหน้า!”

แม้แต่เสียงของนายอ้วนก็ขาดหายไปแล้ว

เสียงแปลกประหลาดกลับดังขึ้น เสียงนั้นราวกับเสียงพิณ ละม้ายเสียงขลุ่ย เหมือนเสียงหงส์ครวญ คล้ายมังกรคำราม ภายในเสียงที่ดังผสมปนเปกัน ได้ยินเสียงพูดของเมิ่งฝูเหยาดังมาอย่างเลือนรางว่า

“น้องชาย! อย่าลืมเขียนรายงานขอเหรียญกล้า...”

หนังสือแนะนำ

Special Deal