นางพญาผมขาว เล่ม 1

บทที่ บทนำ 1

เกาทัณฑ์คะนองศึก อานทองคำม้าหาญฮึก

ลำนำซึมซาบสวนวสันต์

กระบี่หนึ่งจากตะวันตก    ผาสูงเลี้ยวรกเรียงราย

เงามารไหวพร่าพราย

แม้นกระจกใสไร้ฐานตั้ง    โพธิยังไร้ต้นพฤกษา

สรรพสิ่งล้วนอนันตา

ภาวะทั้งมวลเกิดจากใจ    จักวินิจฉัยเองได้ฤๅ?

ใช่มารมิใช่มาร?    มิใช่มารใช่มาร?

ทิ้งไว้ให้ยุทธจักรรุ่นหลังร่วมวิพากษ์

พักเรื่องนี้ไว้ก่อนพลาง

กล่าวถึงจอมยุทธ์สาวสำอาง

เริ่มเรื่องยามว่างคุยเล่นสำราญ

เจตจำนงสูงส่งกระเดื่องดั่งสายลมฟ้าร้อง

โชยต้องน้ำค้างแข็ง        ยะเยือกงามพรรณราย

อนิจจา        โฉมฉายสะคราญสุดแผ่นดิน

ยังมิทันชรา เกศาขาวหมดสิ้น

สัจจะคงมั่นร้อยปี        ไม่มีทรยศสัญญาใจ

จอบสั้นปลูกดอกไม้        ใช้บทกวีแกล้มสุรา

ควงศัสตราร่ายกวี        ทุกปีเฝ้าถวิลถึง

บนขุนเขาเทียนซาน

ดูพู่กันพลิ้วเขียนอักษร    ดั่งงูมังกรแล่นบนกระดาษ

หมึกดำทุกหยดหยาด    สลัดลงเป็นสาคร

 

        ฤดูใบไม้ร่วงเดือนเก้า ดินแดนภาคเหนือหญ้าเริ่มเหี่ยวเฉา ปรากฏขบวนผู้คนและม้าต่างเดินทางเลียบภูเขาไต้ปาซัว ซึ่งอยู่ระหว่างแดนต่อแดนของมณฑลเสฉวนกับเซียมไซ บังคับม้าอาชาไนยสู่ทิศประจิม

        ที่นำขบวนเป็นนักบู๊อันเข้มแข็งหลายคน คั่นกลางด้วยรถเทียมล่อคันหนึ่ง ภายในนั่งไว้ด้วยบัณฑิตสูงอายุเกือบหกสิบปี สวมเสื้อนวมคลุมไหล่ บุคลิกภาพสูงส่งน่าเลื่อมใสผู้หนึ่ง ข้างรถเทียมล่อ มีม้าพ่วงพีสูงใหญ่ตัวหนึ่ง นั่งไว้ด้วยบุรุษหนุ่มท่วงท่าองอาจผู้หนึ่ง ห่วงกระบี่ที่สะพายติดตัวกระทบกันเป็นเสียงดัง

        บัณฑิตสูงอายุภายในรถ เป็นจ้งต๊ก* มณฑลกุยจิวฮุ้นหนำที่ปลดเกษียณ มีนามว่าโต๊ะตงเนี้ยม (กลางสุจริต) คนประพฤติสมชื่อ มาตรว่าเคยเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ยังซื่อสัตย์สุจริตใจ

        (* จ้งต๊กเป็นตำแหน่งราชการ กำหนดขึ้นในต้นราชวงศ์เหม็ง ตอนแรกเป็นผู้บัญชาการกองทหารเมืองหลวง ภายหลังขยายไปยังมณฑลต่างๆ มีหน้าที่ปกครองเจ้าหน้าที่ทั้งบุ๋นและบู๊ของท้องถิ่นนั้น)

        แต่คำพังเพยว่าไว้ “เป็นนายอำเภอมือสะอาดสามปี มีสมบัตินับสิบหมื่นตำลึง” อย่าว่าแต่โต๊ะตงเนี้ยมมีตำแหน่งถึงจ้งต๊ก แม้ไม่ต้องฉ้อราษฎร์บังหลวง ก็ได้รับส่วนแบ่งจากค่าเสบียงทหาร และของขวัญจากผู้ใต้บังคับบัญชาไม่น้อย ดังนั้นพอปลดเกษียณคืนสู่มาตุภูมิ จึงว่าจ้างผู้คุ้มกันภัยหลายคนติดตามส่ง

        แต่บุรุษหนุ่มท่าทางองอาจนั้นมิใช่ผู้คุ้มกันภัย ที่ร่วมทางเกิดจากสาเหตุอื่น ที่แท้พื้นเพมาตุภูมิของโต๊ะตงเนี้ยม อยู่ทางมณฑลเซียมไซตอนเหนือ ถือกำเนิดจากครอบครัวทหาร แต่มีผู้สืบตระกูลรุ่นละหนึ่งคน ท่านมีเพียงหนึ่งบุตรชายหนึ่งหลานชาย บุตรชายเรียกว่าโต๊ะกี้เฮี้ยงรับราชการในเมืองหลวง ตำแหน่งเลขากรมมหาดไทย หลานชายเรียกว่าโต๊ะอิดพั้ง ติดตามบิดาสู่นครหลวงตั้งแต่เยาว์วัย ปีนี้สมควรมีอายุสิบแปดสิบเก้าปีแล้ว

        โต๊ะอิดพั้งเฉลียวฉลาดตั้งแต่เล็ก โจ้วแป๋ (ปู่) มีใจคิดถึงนัก การเดินทางกลับมาตุภูมิครั้งนี้ เคยเขียนจดหมายถึงบุตรชาย ให้ส่งหลานชายกลับคืนสู่มาตุภูมิ แต่แล้วหลายชายไม่ได้มา ด้วงเสียวน้ำผู้นี้ถือจดหมายของบุตรชายท่านมาแทน ในจดหมายบอกว่าหลานชายกำลังเตรียมสอบแข่งขัน ไม่สามารถกลับมา ก้วงเสียวน้ำผู้นี้เป็นเพื่อนนักศึกษาของหลานชาย พอเรียนรู้วิทยายุทธ ประจวบกับมีกิจธุระเดินทางสู่มณฑลเซียมไซฝั่งตะวันตก ขอให้ท่านผู้เฒ่านำมันร่วมทาง จะได้ดูแลกันและกัน

        โต๊ะตงเนี้ยมเคยสนทนากับก้วงเสียวน้ำ พบว่าบุรุษหนุ่มผู้นี้มิใคร่แตกฉานตำรากาพย์กลอน ในใจยังครุ่นคิด ‘นักศึกษาร่ำเรียนกระบี่ มีวิทยายุทธอย่างจำกัด คาดว่าเป็นบุรุษหนุ่มที่ร่ำเรียนหนังสือไม่สำเร็จฝึกเพลงกระบี่ไม่ช่ำชองชำนาญ มิคาดผู้คุ้มกันภัยที่ว่าจ้างมาเหล่านั้นกลับให้ความเคารพยำเกรงต่อบุรุษหนุ่มผู้นี้ยิ่ง’

        ขณะนั้นเป็นปีที่สี่สิบสามในรัชกาลบ้วนเละฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เหม็ง ฝ่ายแมนจูก่อตัวขึ้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศ ยกกำลังรุกรานเป็นเนืองนิจ บ้วนเละฮ่องเต้ต้องเพิ่มงบประมาณทางทหารชายแดน เท่ากับครึ่งหนึ่งของภาษีที่นาที่เก็บจากราษฎร เพิ่มภาระแก่ชาวนาทั้งประเทศ บวกกับดินแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือทุรกันดารราษฎรยากจนข้นแค้น ก่อเกิดโจรผู้ร้ายชุกชุม ดังนั้นโต๊ะตงเนี้ยมแม้ว่าจ้างผู้คุ้มกันภัย ทั้งยังมีทหารคนสนิทติดตามส่ง ยังอดหวาดหวั่นวิตกมิได้

        วันนี้ขณะที่ขบวนรถและม้าผ่านด่านปาก๊กกวน บนทางน้อยเชิงเขา พลันปรากฏม้าเร็วสองตัวควบขับผ่านไป ผู้คุ้มกันภัยที่นำขบวนเหล่านั้นล้วนหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย

        ก้วงเสียวน้ำกระตุ้นม้าเข้าหา กระซิบถามว่า “เป็นอย่างไร?”

        ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุคนหนึ่งกล่าวว่า “นั้นเป็นโซซวง ซังซัวะ (สองมารแห่งไซซวง)”

        ก้วงเสียวน้ำส่งเสียงดังอ้อ กล่าวว่า “ที่แท้เป็นสองพี่น้องตระกูลแพ้ วิชาทิซัวเจี้ย (ฝ่ามือทรายเหล็ก) ของพวกมัน มีฝีมืออยู่บ้างสมควรระมัดระวังไว้”

        ม้าเร็วของสองมารแห่งไซซวงควบขับผ่านไป หาได้ย้อนกลับมาไม่

        ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุจึงกล่าว “นี่ไม่คล้ายคิดลงมือประกอบคดี”        

        ก้วงเสียวน้ำยิ้มเล็กน้อย รั้งบังเหียนม้า รอจนม้าเทียมล่อติดตามทัน ค่อยกล่าวกับโต๊ะตงเนี้ยมว่า “ตั่วนั้ง (ใต้เท้า) ผู้เฒ่าโปรดวางใจ ไม่มีเรื่องอันใด เพียงเป็นโจรเล็กโจรน้อยสองคน”

        ชั่วครู่ต่อมา ที่ด้านหลังปรากฏม้าเร็วอีกสามตัวควบขับผ่านไปกับรถที่บรรทุกหีบห่อสัมภาระของตระกูลโต๊ะ หาได้เหลือบแลแม้สักแวบเดียวไม่ ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุต้องกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “หัวหน้าสาขาแห่งพรรคเล้งมึ้งปัง (พรรคประตูมังกร) ทั้งสามไฉนออกเดินทางพร้อมกัน? หรือบนเส้นทางมิจฉาชีพมีเรื่องรีบด่วนอันใด?”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวด้วยความถือดีว่า “สนใจไยกันว่าเป็นเส้นทางมิจฉาชีพอันใด? หากแม้นคิดรุกรานข้าพเจ้ามิต้องใช้กระบี่คู่มือ เพียงอาศัยเกาทัณฑ์กระสุนคันนี้ ก็จะยิงพวกมันแตกพ่ายกระจัดกระจาย”

        เหล่าผู้คุ้มกันภัยสนับสนุนคล้อยตาม โต๊ะตงเนี้ยมเห็นก้วงเสียวน้ำมีสีหน้ายโสโอหัง ต้องครุ่นคิดขึ้น  ‘บุรุษหนุ่มนี้กล่าวเขื่องโขนัก’

        ขบวนรถและม้ามุ่งสู่ทิศประจิมสืบต่อ ยามพลบค่ำย่ำสนธยาบรรลุถึงด่านฉิกปั้วกวน เห็นทางภูเขาคับแคบ นับเป็นจุดยุทธศาสตร์อันล่อแหลมแห่งหนึ่ง ด้านหลังอิงภูเขา หันหน้ามาแม่น้ำ สองฟากข้างเป็นผนังผาสูงร้อยวา สายน้ำเบื้องล่างถูกผนังผาบีบรัดเป็นกระแสเชี่ยวกราก กว้างเพียงห้าหกวา กระแสน้ำคล้ายดั่งหมื่นอาชาหลุดจากบังเหียนสะเก็ดน้ำกระเซ็นซ่านเป็นหมอกหนาทึบ

        ขบวนผู้คนมุ่งหน้าสู่ปากภูเขา เห็นเบื้องหน้าประมาณครึ่งลี้ มีอาชาสีขาวตัวหนึ่งควบเหยาะย่างอย่างแช่มช้า คนบนหลังม้าสวมอาภรณ์สีขาว รับกับอาชาสีขาว ยิ่งเน้นเห็นถึงความองอาจหล่อเหลา โต๊ะตงเนี้ยมจึงกล่าว “คนผู้นี้คล้ายเป็นนักศึกษา เดินทางโดดเดี่ยวเดียวดาย อาจเกิดภัยอันตราย พวกเรารีบรุดไปร่วมทางกับมัน เป็นอย่างไร?”

        ก้วงเสียวน้ำสั่นศีรษะ พลันได้ยินเสียงกระดิ่งดังสดใส ม้าเร็วหกเจ็ดตัวควบขับไล่หลัง ทะยานข้ามหลังคารถ บุรุษหนุ่มชุดขาวที่เบื้องหน้าประจวบกับบรรลุถึงปากภูเขาอันคับแคบ สร้างความแตกตื่นแก่ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุจนร้องโพล่งว่า “ยังมิรีบหลบ หากถูกชนใส่ก็ย่ำแย่แล้ว”

        ไม่ทันขาดคำ ภายในหุบเขาปรากฏผงคลีคละคลุ้ง ม้าพ่วงพีสิบกว่าตัวควบขับมาทางด้านนี้เช่นกัน ขบวนม้าทั้งสองด้าน กระหนาบบุรุษหนุ่มชุดขาวไว้กึ่งกลาง เห็นแน่ชัดว่าจะชนใส่แล้ว

        พลันได้ยินบุรุษหนุ่มชุดขาวส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ม้าขาวลอยลิ่วขึ้นไป กลับทะยานข้ามสายน้ำเชี่ยวหน้าหกว่า โลดข้ามผิวน้ำ บรรลุถึงฝั่งตรงข้าม

        ขบวนม้าทั้งสองด้านก็มีวิชาควบขับเป็นเลิศ ยามรีบร้อนพากันหยุดม้าไว้ ทั้งสองขบวนรวมตัวกัน หันหัวม้าปิดปากภูเขาเบื้องหน้าไว้

        ก้วงเสียวน้ำกระตุ้นม้าไปเบื้องหน้า ประสานมือกล่าวว่า “ผู้เข้มแข็งทั้งหลายโปรดหลีกทาง”

        ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มที่นำหน้าผู้หนึ่งร้องว่า “อาศัยอะไรให้พวกเราหลีกทาง? สมบัติของขุนนางกังฉิน ทุกผู้คนล้วนช่วงชิงได้”

        ก้วงเสียวน้ำกล่าวว่า “ควรทราบว่าตั่วนั้งท่านนี้มิใช่ขุนนางกังฉิน”

        โจรร้ายอีกผู้หนึ่งร้องว่า “ต้องการให้หลีกทางไม่ยากนัก เพียงทิ้งหีบห่อสัมภาระไว้”

        ก้วงเสียวน้ำไม่กล่าวกระไร พลันปลดคันเกาทัณฑ์เหล็กลงจากกลางหลัง เสียงขวับ ขวับ ขวับ เมื่อยิงกระสุนติดต่อกันหลายลูก ยิงทำร้ายโจรร้ายที่ฮือเข้ามาล้มลง

        ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มนั้นหัวร่อฮาฮา ก้วงเสียวน้ำเปลี่ยนจากกระสุนเป็นเกาทัณฑ์ เสียงขวับเมื่อยิงธงสีดำในกองโจรผืนหนึ่งหักกลาง ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มค่อยหน้าแปรเปลี่ยนไป โถมเข้ามาหลายวา ร้องดังๆ ว่า “ท่านล่วงรู้กฎของฝ่ายมิจฉาชีพหรือไม่?”

        ก้วงเสียวน้ำยังคงไม่กล่าววาจา ยิงกระสุนดั่งดาวตก ซัดพุ่งใส่ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มราวลูกเห็บจากฟ้า ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มเคลื่อนไหวปานพายุ ดาบทองแดงสันหนาในมือหวดซ้ายป่ายขวา ปัดกระแทกกระสุนที่ยิงมาปลิวกระจัดกระจาย ราวกับพายุกระสุนตกลงจากฟ้า

        ก้วงเสียวน้ำยิ่งยิงยิ่งเร่งร้อน ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มเริ่มมือไม้ปั่นป่วนอยู่บ้าง ชายฉกรรจ์คิ้วดกหนาตากลมโตในกองโจรอีกผู้หนึ่งตวาดว่า “เมื่อมาแล้วควรคารวะตอบ” พลางปลดคันเกาทัณฑ์คันหนึ่ง เสียงฉี่ฉี่เมื่อยิงเปลวไฟสีครามเข้มหลายสายไขว้สลับเข้ามา

        ก้วงเสียวน้ำใช้คันเกาทัณฑ์กระแทกเกาทัณฑ์เปลวอัคคีที่ยิงสวนมาร่วงหล่น แต่ไม่อาจต้านทานเกาทัณฑ์อัคคีที่ยิงใส่หีบห่อของตระกูลโต๊ะ เสียงพึ่บเมื่อกระสอบท่านบนรถใบหนึ่งลุกไหม้ ปรากฏเงินสุกปลั่งกองหนึ่งร่วงกราวลงมา

        ก้วงเสียวน้ำยิงกระสุนถี่ยิบ ใช้ออกด้วยยอดวิชากระสุนโปยฮึงฮวงโหย (พายุฝนแปดทิศ) ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มนั้นไม่อาจต้านรับได้เสียงทึบเมื่อกระดูกข้อแขนข้างซ้ายถูกกระสุนยิงใส่ พลันพุ่งถอยออกจากวง ประสานมือร้องว่า “ยอดวิชากระสุนของสำนักบู้ตึง สูงส่งสมคำร่ำลือ พวกเราเหล่าพี่น้องดูผิดพลาด ล่วงเกินมากแล้ว”

        ชายฉกรรจ์ที่ยิงเปลวอัคคีนั้นก็พลิกตัวขึ้นบนหลังม้า ร้องดังๆ ว่า “โปรดฝากความระลึกถึงจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง บอกว่าฮ้วยเล้งอ้วง (ค่างอัคคีวิเศษ) กับฮวงซัวโฮ้ว (เสือข้ามภูเขา) ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่าที่ครั้งกระโน้นละเว้นชีวิต”

        กล่าวจบ เป่าปากเป็นสัญญาณ เหล่าบริวารก็ประคองพวกพ้องที่รับบาดเจ็บ ล่าถอยออกจากหุบเขา

        ก้วงเสียวน้ำลดคันเกาทัณฑ์ แหงนหน้าหัวร่อดังๆ พลันได้ยินที่ด้านหลังมีคนกล่าวว่า “ท่านมีวิชากระสุนยอดเยี่ยมนัก”

        ก้วงเสียวน้ำเหลียวหน้ามอง เห็นบุรุษหนุ่มชุดขาวนั้น ไม่ทราบบังคับม้ากลับจากฝั่งตรงข้ามตั้งแต่เมื่อใด เมื่อครู่ทั้งหมดตื่นเต้นวุ่นวายกลับไม่ทันสังเกตเห็น

        ก้วงเสียวน้ำจึงกล่าวว่า “วิชาอันต้อยต่ำ เป็นที่หัวร่อของผู้ชำนาญการแล้ว”

        บุรุษหนุ่มชุดขาวยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไหนเลยเป็นผู้ชำนาญการอันใด? เพียงพึ่งพาม้าตัวนี้ค่อยรอดชีวิตมาได้”

        โต๊ะตงเนี้ยมลงจากรถ สำรวจมองบุรุษหนุ่มชุดขาว เห็นบนหลังม้าขาวว่างเปล่า ปราศจากห่อผ้าสัมภาระ ทั้งเจรจาสุภาพ เป็นลักษณะของนักศึกษา จึงถามว่า “ท่านใช่ออกท่องเที่ยวหรือไม่? ตอนนี้บนเส้นทางไม่สงบ เดินทางไกลเสี่ยงอันตราย”

        บุรุษหนุ่มชุดขาวน้อมกายกล่าวว่า “ผู้เยาว์ไปศึกษาที่เมืองเอี้ยงอัน ต้องการกลับมาตุภูมิ เข้าสอบแข่งขันประจำตำบล ขออุกอาจถามนามของเล่าแป๊ะ (ลุงผู้ชรา)”

        โต๊ะตงเนี้ยมยิ้มพลางบ่งบอกชื่อแซ่ บุรุษหนุ่มชุดขาวรีบกล่าวว่า “ที่แท้เป็นผู้อาวุโสร่วมมาตุภูมิโต๊ะเล่าตั่วนั้ง (ใต้เท้าผู้เฒ่าแซ่โต๊ะ) เสียคารวะมากแล้ว”

        จากนั้นประกาศนามตัวเอง เรียกว่าเฮ้งเจี่ยฮี ทั้งสองสนทนาอย่างถูกคอนัก

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ผู้เยาว์ไร้เพื่อนร่วมทาง ขอติดสอยห้อยตาม พึ่งพาความคุ้มครองจากตั่วนั้งผู้เฒ่า”

        ก้วงเสียวน้ำหลิ่วตาทัดทาน แต่โต๊ะตงเนี้ยมมีจิตใจเมตตา กล่าวสะทกสะท้อนว่า “ล้วนอยู่ระหว่างการเดินทาง ไหนเลยมีข้อขัดข้อง ไยต้องกล่าวขอบคุณ?”

        น้ำคำอนุญาตแล้ว ก้วงเสียวน้ำกล่าวเสียงเย็นชาว่า “ท่านเป็นนักศึกษา กลับขับขี่ยอดอาชาตัวนี้ เป็นที่เลื่อมใสนัก”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ม้าตัวนี้เป็นอาชาพันธุ์ตั่วกั่วแดนไซฮก เรียกว่าเจี่ยแม้ไซจื้อ (ราชสีห์ส่องราตรี) มาตรแม้นพ่วงพีสูงใหญ่ แต่เชื่องเชื่อยิ่งนัก”

        ดินแดนภาคตะวันตกเฉียงเหนือกำเนิดอาชาพันธุ์ดี ผู้คนทั่วไปล้วนรู้จักวิชาขับขี่ โต๊ะตงเนี้ยมแม้รู้สึกว่าม้าตัวนี้ล้ำเลิศผิดธรรมดา แต่หาได้ระแวงสงสัยไม่

        เมื่อครู่นี้เหล่าผู้คุ้มกันภัยที่ตระกูลโต๊ะว่าจ้างมา ล้วนอารักขาอยู่รอบตัวรถ ยามนี้ค่อยล้อมวงอยู่กายของก้วงเสียวน้ำ พากันหมอบกราบกราน ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุนั้นคุกเข่าลงข้างหนึ่ง เป็นตัวแทนกล่าวนำว่า “เล่าฮิว (คำถ่อมตนของชายชรา) ตาต่ำ แม้ทราบว่าก้วงเฮ็งฮ้ง (วีรบุรุษแซ่ก้วง) เป็นผู้มีฝีมือ แต่ไม่ทราบว่าก้วงเอ็งฮ้งเป็นศิษย์สูงส่งของสำนักบู๊ตึง คราครั้งนี้ต้องหวังพึ่งก้วงเอ็งฮ้งแล้ว”

        โต๊ะตงเนียมรับฟังจนตะลึงลาน ก้วงเสียวน้ำยิ้มพลางยื่นสองมือประคองผู้คุ้มกันภัยสูงอายุขึ้น กล่าวว่า “ผู้แซ่ก้วงด้อยความสามารถ เมื่อแบกรับภาระไว้ ย่อมไม่ละทิ้งแต่กลางคัน การมาของผู้แซ่ก้วงครั้งนี้ มิใช่เพื่อคุ้มกันภัย หากแต่ไม่เสียดายกับการถูกมีดดาบปักชายโครงเพื่อสหาย เล่าเปียเท้า (คำเรียกผู้คุ้มกันภัยสูงอายุ) โปรดวางใจ”

        ที่แท้ก้วงเสียวน้ำผู้นี้ มิใช่บัณฑิตนักศึกษา หากแต่เป็นศิษย์รุ่นที่สองของสำนักบู๊ตึง สำนักเสียวลิ้ม บู๊ตึงล้วนเป็นผู้นำยุทธจักร มีเกียรติภูมิกระเดื่องดัง เจ้าสำนักบู๊ตึงจี่เอี้ยงเต้าเจี้ยง มีพลังฝีมือไร้ผู้ทัดเทียมท่านกับซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้อง) ทั้งสี่ ที่ประกอบด้วยอึ้งเฮียะเต้าหยิน แป๊ะเจี๊ยะเต้าหยิน อั้งฮุ้นเต้าหยิน แชซุยเต้าหยิน ได้รับขนานนามเป็นบู๊ตึงโหงวเล่า (ห้าบรรพชิตบู๊ตึง) ศิษย์ในสำนักมีจำนวนนับร้อยคน ก้วงเสียวน้ำเป็นศิษย์คนโตของอั้งฮุ้นเต้าหยิน นับเป็นชนชั้นอันเด่นล้ำในศิษย์รุ่นที่สอง

        ชายฉกรรจ์เครารกครึ้มที่วางทางปล้นชิงเมื่อครู่ เรียกว่า ฮวงซัวโฮ้ว (เสือข้ามภูเขา) จิวท้ง ชายฉกรรจ์คิ้วดกหนาตาโปนโตนั้นเรียกว่าฮ้วงเล้งอ้วง (ค่างอัคคีวิเศษ) จูป้อจวง ล้วนเป็นโจรร้ายแถบชายแดนเสฉวนเซียมไซ มีพลังฝีมือกล้าแข็งกว่าสองมารแห่งไซซวง

        ส่วนสำนักบู๊ตึงประกาศตนเป็นค่ายสำนักอันเที่ยงธรรม ดังนั้นตรากฎไว้สองข้อ หนึ่ง ห้ามมิให้ประพฤติเป็นโจร สอง ห้ามมิให้รับว่าจ้างเป็นผู้คุ้มกันภัย ก้วงเสียวน้ำในฐานะศิษย์สำนักบู๊ตึง กลับคุ้มครองส่งขุนนางชั้นผู้ใหญ่ นับเป็นเรื่องน้อยครั้งจะพบพาน ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุหนึ่งนั้นกริ่งเกรงพวกพ้องของค่างอัคคีวิเศษคิดแก้แค้น สอง คาดเดาเจตนาการของก้วงเสียวน้ำไม่ออก จึงกล่าววาจาผูกมัดก้วงเสียวน้ำเอาไว้

        ยามนี้โต๊ะตงเนี้ยมค่อยทราบว่าก้วงเสียวน้ำเรียนรู้ยอดวิทยายุทธไม่ทราบหลานชายตัวเองคบหายอดฝีมือเช่นนี้ได้อย่างไร ดังนั้นแสดงความขอบคุณ พร้อมกับสอบถามถึงเหตุการณ์ที่ก้วงเสียวน้ำคบหากับหลานชาย ก้วงเสียวน้ำเพียงแย้มยิ้มไม่ตอบคำ

        บุรุษหนุ่มชุดขาวเฮ้งเจี่ยฮีกลับสำรวมตนยิ่ง ตลอดรายทางให้ความเคารพต่อโต๊ะตงเนี้ยมกับก้วงเสียวน้ำ เดินทางเป็นเวลาสองวันสามารถผ่านเมืองเคียงเล้ง ใกล้ถึงด่านเอี้ยงเพ้งกวน ตลอดรายทางมักปรากฏบุคคลน่าสงสัยรวมกำลังเป็นบ้างสามบ้างห้า บางคนควบขับม้าเร็วบางคนบังคับรถเทียมล่อ เคลื่อนไหวอย่างคึกคัก

        ผู้คุ้มกันสูงอายุมองปราดเดียวก็ทราบว่า นี่เป็นชาวมิจฉาชีพทำหน้าที่สอดแนมสะกดรอย สองวันนี้เฝ้าอกสั่นขวัญแขวน ดีที่ไม่เกิดเรื่องราวใด พอผ่านด่านเอี้ยงเพ้งกวน บุคคลน่าสงสัยเหล่านี้ก็ไม่ปรากฏร่องรอยอีก

 

        ค่ำคืนนี้ทั้งหมดเดินทางถึงจุดเปลี่ยนม้าได้อันเจ่ก โต๊ะตงเนี้ยม กล่าวว่า “วันพรุ่งนี้ข้ามภูเขาเตี่ยกุนซัว เบื้องหน้าจะเป็นเส้นทางอันปลอดโปร่งแล้ว”

        เหล่าผู้คุ้มกันภัยก็ระบายลมหายใจอย่างโล่งอก มีแต่ก้วงเสียวน้ำเขม็งตึงเครียดขึ้นมา ผิดแผกแตกต่างกับท่าทีอันเฉื่อยชาที่ผ่านมา

        ขบวนผู้คนเข้าพักโรงเตี๊ยมที่ใหญ่ที่สุดภายในเมือง บุรุษหนุ่มชุดขาวเฮ้งเจี่ยฮี พลันประสานมือคารวะต่อโต๊ะตงเนี้ยม กล่าวเสียงกังวานว่า “ระหว่างทางที่ผ่านมา ผู้เยาว์ได้รับความคุ้มครอง จึงไม่กล้าปิดบังอำพราง ผู้เยาว์มีศัตรูอันร้ายกาจ ติดตามมาตลอดทาง หากสามารถหนีรอดจากคืนนี้ คงไร้เรื่องราวอีก ค่ำคืนนี้มาตรว่าเกิดลมพัดใบไม้ไหวขอตั่วนั้งผู้เฒ่าอย่าได้แตกตื่นตกใจ ขอเพียงแขวนดวงโคมของจังต๊กมณฑลกุยจิวฮุ้นหนำ คาดว่าคงไม่ประสบภัยลาม”

        โต๊ะตงเนี้ยมใจหายวาบ ท่านเข้าใจว่าบุรุษหนุ่มชุดขาวนี้เป็นนักศึกษาคงแก่เรียน คิดไม่ถึงมันก็เป็นชาวยุทธจักร ตัวท่านกับมันไม่รู้จักมาก่อน ไม่ทราบคนผู้มีมีจิตเจตนาอย่างไร ขณะที่ลังเล

        ก้วงเสียวน้ำเหลือกตาขึ้น ชิงกล่าวว่า “เหตุการณ์ดำเนินถึงขั้นนี้ รวมกันเป็นผลดีทั้งสองฝ่าย แยกกันคับขันอันตราย ตั่วนั้งผู้เฒ่าจะปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของท่าน พวกเราขอบ่งบอกให้กระจ่าง ทั้งหมดจะร่วมแรงร่วมใจ ต้านเภทภัยในคืนนี้กัน”

        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “นั่นย่อมแน่นอน”

        จากนั้นยึดครองห้องโถงหลังหนึ่งในโรงเรียน กึ่งกลางห้องจัดตั้งโต๊ะไม้จันทร์ม่วง ให้ผู้รับใช้อุ่นสุราฮวยเตียวเก่าเก็บสองป้าน จุดเทียนไขขนาดใหญ่คู่หนึ่งปักอยู่บนโต๊ะ โยนอานม้าและบังโกลนที่เหยียบเท้าทิ้งอยู่ที่มุมห้อง กล่าวกับก้วงเสียวน้ำว่า “พวกท่านหลบซ่อนตัวอยู่ในห้องข้างซ้ายขวา หากไม่ได้ยินข้าพเจ้าเรียกหา อย่าได้ปรากฏออกมา”

        ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุกับก้วงเสียวน้ำ เห็นคนผู้นี้มีพฤติการณ์ประหลาดพิกล มาตรว่ามีภูมิรอบรู้กว้างขวาง ยังคาดคำนวณไม่ออกว่า บุรุษหนุ่มชุดขาวนี้มีความเป็นมาอย่างไร

        ลมหนาวพัดกระหน่ำ ดาวเคลื่อนดาราคล้อย วิกาลดึกสงัดทีละน้อย สรรพชีวิตไร้สุ้มเสียง เฮ้งเจี่ยฮีนั่งอยู่กลางห้องโถงเพียงลำพังกระทั่งเคลื่อนไหวยังไม่เคลื่อนไหว คนของตระกูลโต๊ะนับแต่โต๊ะตงเนี้ยมลงมา ล้วนไม่กล้าเข้านอน

        ผู้คุ้มกันภัยสูงอายุกล่าวว่า “หรือว่ามันจะนั่งอยู่เช่นนี้จนฟ้าสางสว่าง?”

        ก้วงเสียวน้ำพลันกล่าวว่า “สงบสุ้มเสียง มีคนมาแล้ว”

        เฮ้งเจี่ยฮีที่นั่งสำรวมแน่วนิ่ง พลันยกชูป้านสุราขึ้น ร้องดังๆ ว่า “ท่านทั้งหลายมาจากแดนไกล อภัยที่ไม่ได้ออกต้อนรับ”

        ที่เบื้องนอกปรากฏชายฉกรรจ์สี่คนก้าวยาวๆ เข้ามา คนนำหน้าตาสาดประกายเจิดจ้า กล่าวเสียงกังวานว่า “สหาย หากทราบสถานการณ์รีบติดตามเราไป”

        เฮ้งเจี่ยฮียิ้มพลางกล่าวว่า “เรื่องอันใด?”

        ชายฉกรรจ์นั้นหน้าเคร่งเครียดลง ขณะจะอาละวาด พลันเหลือบเห็นหน้าประตูห้องข้าง แขวนดวงโคมประจำตำแหน่งจ้งต๊กมณฑลกุยจิวฮุ้นหนำ ต้องใจหายวาบตาดถามว่า “ท่านมาทำอะไร? ท่านมิใช่...”

        เฮ้งเจี่ยฮีชิงกล่าวขึ้นว่า “มาคุ้มกันภัย ขอท่านทั้งหลายเห็นแก่ผู้น้องเพิ่งออกท่องเที่ยวอย่าได้ทุบชามข้าวของข้าพเจ้า ไปแสวงโชคลาภยังสถานที่อื่นเถอะ”

        ชายฉกรรจ์นั้นแค่นเสียงดังเฮอะ ร้องว่า “ท่านดูคนผิดแล้ว” พลางขยับสองแขน โถมไปยังห้องข้าง

        โต๊ะตงเนี้ยมภายในห้องร้องโพล่งออกมาว่า “นี่เป็นกิ้มอีอ้วย (องครักษ์เสื้อแพร) จากนครหลวง”

        ที่แท้องครักษ์เสื้อแพรเป็นหน่วยงานพิเศษของบ้านเมือง ชายฉกรรจ์ที่นำหน้านี้เป็นชนชั้นหัวหน้ากลุ่มขององครักษ์เสื้อแพร เรียกว่าเจี๊ยะเฮา ระหว่างที่โต๊ะตงเนี้ยมดำรงตำแหน่งจ้งต๊ก ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งกระทำความผิด ทางนครหลวงจัดส่งองครักษ์เสื้อแพรมาคุมตัวเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดไป ประจวบกับผู้นำขบวนเป็นเจี๊ยะเฮา ดังนั้นจึงรู้จัก

        ยามนั้นเจี๊ยะเฮากระโดดโลดแล่นเข้าห้องข้าง ก้วงเสียวน้ำพลันพุ่งตัวออกจากภายในห้อง ยกแขนซ้ายปิดกันไว้ ตวาดว่า “เป็นผู้ใด กลับกล้าล่วงเกินตั่วนั้งผู้เฒ่า?”

        แขนทั้งสองข้างพอปะทะ ทั้งสองล้วนถูกกระแทกถอยไปหลายก้าว โต๊ะตงเนี้ยมรีบร้องว่า “เจี๊ยะจี้ฮุย (ผู้ควบคุมแซ่เจี๊ยะ) เป็นเราอยู่ที่นี้ ฮ่องเต้มีกระแสรับสั่งถึงเราหรือ?”

        ในสมัยราชวงศ์เหม็ง ฮ่องเต้ใช้แต่พระเดชต่อขุนนางอำมาตย์เพราะเรื่องปลีกย่อยเล็กน้อย จะทรงบัญชาองครักษ์เสื้อแพรไปตัดแขนขา ประหารฆ่าอย่างทารุณ โต๊ะตงเนี้ยมเพิ่งปลดเกษียณ วิตกกังวลว่าฮ่องเต้มีพระบัญชาคุมตัวท่านเข้านครหลวง แม้แต่สุ้มเสียงยังสั่นสะท้าน

        เจี๊ยะเฮาเพ่งตามองดู ยังจดจำออกได้ จึงกล่าว “เป็นโต๊ะตั่วนั้งอยู่ที่นี้จริงๆ เราติดตามจับกุมผู้ต้องหาสำคัญ ไม่มีเจตนาล่วงเกิน โปรดให้อภัยด้วย”

        หยุดเล็กน้อยจึงยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮ่องเต้ทรงห่วงใยโต๊ะตั่วนั้ง มักรับสั่งถึง ตรัสว่าโต๊ะตั่วนั้งเป็นขุนนางที่ดี”        

        โต๊ะตงเนี้ยมค่อยระงับขวัญอันแตกตื่น รีบประสานมือคารวะเชื้อเชิญเจี๊ยะเฮาดื่มสุรา เจี๊ยะเฮายิ้มพลางกล่าวว่า “โต๊ะตัวนั้งเกรงอกเกรงใจไปแล้ว เราได้รับพระบัญชามา ไม่กล้ารั้งอยู่นานไป”

        กล่าวจบ นำองครักษ์เสื้อแพรทั้งสามล่าถอยออกไป ก่อนไปจับจ้องมองก้วงเสียวน้ำกับเฮ้งเจี่ยฮีอย่างลึกซึ้ง หัวร่อดังๆกล่าวว่า “ผู้คุ้มกันที่โต๊ะตั่วนั้งเชื้อเชิญมาทั้งสอง ช่างเข้มแข็งยิ่งนัก”

        เจี๊ยะเฮาพอจากไป ก้วงเสียวน้ำเพ่งตามอง เห็นบนพื้นมีรอยเท้าสิบกว่ารอย จมลึกมาไปถึงครึ่งนิ้ว ดังนั้นแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “บ่าวไพร่เหล่านี้ชมชอบอวดโอ่ฝีมือฝีมือ ไหนเลยเปรียบกับเฮ้งเฮี้ยงตี๋ (น้องอันประเสริฐแซ่เฮ้ง) ที่ซ่อนคมงำประกายได้?”

        โต๊ะตงเนี้ยมภายในห้องพลันร้องเรียกว่า “ก้วงเฮียงเตี๊ยก (หลานอันประเสริฐแซ่ก้วง) รีบมารีบมา”

        ที่แท้โต๊ะตงเนี้ยมฉุกคิดว่า องครักษ์เสื้อแพรจากนครหลวงติดตามถึงที่นี้ บุรุษหนุ่มชุดขาวคงต้องเป็นผู้ต้องหาสำคัญ ตัวท่านถูกมันหลอกใช้ เป็นโล่กำบังให้ ภายหน้าฮ่องเต้ทรงทราบเข้า ตัวท่านคงต้องถูกประหารทั้งตระกูล ดังนั้นรีบเรียกตัวก้วงเสียวน้ำมา ถ่ายทอดบอกความกังวลใจออกไป ก้วงเสียวน้ำพอฟ้ง แค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “ความข้อนี้ข้าพเจ้าดูออกแต่แรกแล้ว”

        กล่าวจบ พลิ้วกายกลับไปยังห้องโถง เห็นเฮ้งเจี่ยฮีดื่มสุราทีละถ้วย ก้วงเสียวน้ำปั้นหน้าเคร่งเครียดลง หัวร่อเฮอะฮะกล่าวว่า “เฮี้ยงตี๋ (น้องอันประเสริฐ) ท่านเป็นผู้ชำนาญการในยุทธจักรผู้พี่โง่เขลานับถือเลื่อมใสนัก”

        เฮ้งเจี่ยฮีกล่าวว่า “ก้วงเฮียอย่าได้มีโทสะ ผู้น้องมีความจำเป็นต้องกระทำ”

        ก้วงเสียวน้ำกวาดตามองแวบหนึ่ง พลันยื่นมือตะปบใส่ ปากตวาดเบาๆ ว่า “ท่านกล้าหยอกเย้าข้าพเจ้าที่เป็นศิษย์สำนักบู๊ตึง?”

        เฮ้งเจี่ยฮีขยับไหล่วูบหนึ่ง ก้วงเสียวน้ำพลันฟาดฝ่ามือซ้ายออกดังหวีด ฟาดใส่ทรวงอกของมัน เฮ้งเจี่ยฮียิ้มเล็กน้อย บังคับกล้ามเนื้อทรวงอกยุบลง ฝ่ามือของก้วงเสียวน้ำกลับลื่นไหลไปด้านข้าง เฮ้งเจี่ยฮียังคงนั่งแน่วนิ่งบนเก้าอี้ คล้ายกับไม่มีเรื่องราวใด

หนังสือแนะนำ

Special Deal