รอยแหนเงาจอมยุทธ์ เล่ม 1-2 (แพ็คชุด)

บทที่ 5 วีรบุรุษผู้กล้าหาญ ทั้งร่ำไห้ทั้งหัวร่อ

        ฮุ้นลุ่ยคิดไม่ถึงเขาจะเปิดโปงร่องรอยของนาง สร้างความขุ่นเคืองยิ่ง มิอาจไม่พลิ้วร่างลงสู่พื้น

        หลวงจีนไว้ผมหน้าแปรเปลี่ยนไป ตวัดมือซัดลูกดอกสามดอกมาถึง ฮุ้นลุ่ยชักกระบี่กลางอากาศ สะบัดวูบหนึ่ง ได้ยินเสียงติง! ติง! ติง! สามครา ลูกดอกทั้งสามดอกล้วนถูกกระแทกร่วงหล่นลงสู่พื้น หลวงจีนไว้ผมใจหายวาบคิดล้วงอาวุธลับออกมาอีก หัวหน้าค่ายซัวกล่าวเสียงทุ้มหนัก

        “ช้าก่อน เชื่อว่าเด็กน้อยนี้ไม่อาจติดปีกโบยบินได้”

        พลางโบกมือวูบ ผู้คนทั้งเจ็ดแปดคนกระจายกำลังออกรายล้อมฮุ้นลุ่ยไว้กึ่งกลาง

        ซัวบ้อกี๋พอเห็นฮุ้นลุ่ย ถึงกับทั้งริษยาทั้งขุ่นแค้น ตวาดว่า “เด็กร้ายกาจ เจ้าไม่เป็นเขยขวัญในหมู่บ้านนิลกาฬ มาที่นี้ทำอะไร? ค่อให้มือของอสนีฟาดฟ้ายืดยาวกว่านี้ ก็ไม่อาจยื่นมือปกป้องเจ้าได้”

        พลางตวัดดาบคิดสะอึกเข้าหา หัวหน้าค่ายซัวรั้งบุตรชายไว้ กล่าวถามฮุ้นลุ่ยว่า “เป็นหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬใช้เจ้ามาหรือ?”

        มันกริ่งเกรงต่อหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ ก่อนที่จะถามให้กระจ่างชัด ไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ

        นักศึกษานั่งอยู่บนก้อนหิน หัวร่อฮาๆ สอดคำขึ้น พวกเจ้าไม่ได้ยินคำพูดของข้าพเจ้าหรือ? เป็นข้าพเจ้าเรียกเขามาเอง เขาเป็นผู้คุ้มกันของข้าพเจ้า พวกท่านประสงค์ทรัพย์สิน      ต้องการชีวิตของข้าพเจ้า เขาไหนเลยไม่มาได้?”

        หัวหน้าค่ายซัวถามย้ำว่า “นี่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอสนีฟาดฟ้าจริงๆ?”

        ฮุ้นลุ่ยขุ่นเคืองยิ่ง ตวาดว่า “อสนีฟาดฟ้าทลายดินอันใด? ข้าพเจ้าอาศัยกระบี่เล่มเดียวท่องไปเพียงลำพัง ไม่เคยซุกหัวอยู่ด้านข้าง เรียกให้ผู้อื่นเสนอหน้า”

        คำพูดนี้ด่าว่าโจร แท้ที่จริงกล่าวแนบแนมนักศึกษา นักศึกษาหัวร่อเบาๆ อีกครา กล่าวว่า “ประเสริฐ ผู้คุ้มกันมีความกล้าหาญจริงๆ”

        หัวหน้าค่ายซัวหัวร่อเสียงพิกล กล่าวว่า “เด็กร้ายกาจ เมื่อไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอสนีฟาดฟ้า ก็จะเป็นวันตายของเจ้าแล้ว”

        ขาดคำ ไขว้สลับมือกวาดฟาดออก หลวงจีนไว้ผมกับนักพรตเสื้อเขียวก็สะอึกเข้าหากลุ้มจู่โจมใส่        

        ฮุ้นลุ่ยสลับเท้าก้าววน ตวัดกระบี่เขียวเรืองนั้น แทงใส่จุดฮ้วงฮู้ที่ชายโครงด้านหลังของหัวหน้าค่ายซัว ได้ยินเสียงดัง  หลวงจีนไว้ผมยกดาบพระขึ้นตั้งรับแทน กระแทกฮุ้นลุ่ยง่ามมือชาด้าน เห็นประกายสีเขียววูบคราหนึ่ง นักพรตเสื้อเขียวแทงกระบี่ปราดมา

        ฮุ้นลุ่ยรีบใช้ท่าร่างบุปผาอ้อมต้นไม้ ถลันวูบหนึ่งได้ยินเสียงดังขวับ แขนเสื้อถูกปลายกระบี่ฟันขาดไปมุมหนึ่ง หลวงจีนไว้ผมกับฮุ้นลุ่ยปะทะดาบกระบี่ แม้กระแทกฮุ้นลุ่ยล่าถอย ดาบพระก็ปรากฏรอยบิ่นจุดหนึ่ง ดังนั้นร้องว่า “เด็กน้อยนี้ใช้กระบี่วิเศษเป็นอาวุธ”

        นักพรตเสื้อเขียวร้องว่า “ประเสริฐ มีทั้งยอดอาชาและกระบี่วิเศษ”

        พลางวกกระบี่ฟันใส่ ฮุ้นลุ่ยตวัดกระบี่ต้าน มิคาดนักพรตเสื้อเขียวหดกระบี่เปลี่ยนกระบวนท่าแต่กลางคัน แทงกระบี่ลง ตวาดว่า “อยู่”

        มันพลิกแพลงกระบวนท่ารวดเร็ว ฮุ้นลุ่ยพลิกแพลงกระบวนท่าเร็วยิ่งกว่าใช้ออกด้วยท่าเตียงต้ออิมเอี้ยง (พลิกตลบจักรวาล) เปลี่ยนตำแหน่งบนล่างแทงใส่ตำแหน่งท้องน้อยของนักพรตเสื้อเขียว

        ผู้สันโดษพิสดารผู้เป็นซือโจ้วของฮุ้นลุ่ยบัญญัติเพลงกระบี่สองชุด ชุดหนึ่งขนานนามแป๊ะเปี่ยงอิมเอี้ยงกีเกี่ยม (เพลงกระบี่พิสดารร้อนเย็นร้อยแปลง) อีกชุดหนึ่งขนานนามบ้วนลิ้วเชี้ยวไฮ้ง่วนง้วนเกี่ยม (เพลงกระบี่เลิศล้ำหมื่นธารมุ่งมหรรณพ) ตีความตามนาม เพลงกระบี่พิสดารร้อนเย็นร้อยแปลงมีปมเด่นที่พลิกแพลงพิสดาร กระบวนท่าพลิกตลบจักรวาลยิ่งเลิศล้ำ เห็นแน่ชัดว่านักพรตเสื้อเขียวต้องถูกกระบี่แทงใส่แล้ว

        พลันได้ยินเสียงขวับ กระบี่นี้แทงพลาดผิด มาตรว่านักพรตเสื้อเขียวถลันหลบรวดเร็ว แต่สายรัดชุดพรตก็ถูกกระบี่ฟันขาด สร้างความแตกตื่นจนหลั่งเหงื่อเย็นเยียบโซมกาย ซัวบ้อกี๋ร้องว่า “จับเป็นไม่ได้ก็จับตาย เคียงบ่าเคียงไหล่เข้าไป รุมสับเด็กน้อยนี้”

        พลางนำเหล่าโจรหนุนเนื่องเข้ามา ล้อมฮุ้นลุ่ยไว้อย่างแน่นหนา

        หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกไม่ใช่มือขั้นธรรมดาอยู่แล้ว หลวงจีนไว้ผมกับนักพรตเสื้อเขียวยิ่งมีฝีมือกล้าแข็ง ดาบพระสองเล่มและกระบี่เล่มหนึ่งผสานหนุนเสริม วงล้อมยิ่งมายิ่งหดเล็กลง

        ซัวบ้อกี๋แค้นฮุ้นลุ่ยช่วงชิงเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ไป ฉวยโอกาสกระบี่ดาบพระปกป้องคุ้มครอง ควงดาบหัวตัดฟันใส่อย่างหักโหม โจรอีกผู้หนึ่งก็ตวัดทวนดาบเคียวมาถึง

        ฮุ้นลุ่ยไม่ได้มีสามหัวหกแขน ต่อสู้กับสองดาบสองฝ่ามือและหนึ่งกระบี่ของหลวงจีน นักพรต และหัวหน้าค่ายซัวก็กินแรงอยู่แล้ว ดาบหัวตัดของซัวบ้อกี๋และทวนดาบเคียวจู่โจมถึงโดยพร้อมเพรียง เห็นแน่ชัดว่ายากหลบรอดได้ทันใด ซัวบ้อกี๋รู้สึกปวดแปลบที่ข้อมือ คล้ายถูกเข็มแทงใส่คราหนึ่ง ต้องส่งเสียงร้องออกมา ดาบหัวตัดหลุดจากมือ กลับพุ่งผ่านก้านคอฮุ้นลุ่ยไป

        ฮุ้นลุ่ยใจหายวาล เห็นโจรที่ใช้ดาบทวนเคียวก็วกดาบทวนเคียงกลับมาเกี่ยวทำร้ายตัวเอง ถลาล้มลงกับพื้น ที่แท้มันก็คล้ายถูกเข็มทิ่มแทง ยามเจ็บปวดหดพับมือที่ถือด้ามทวนเข้าหาตัว มิเพียงทำร้ายฮุ้นลุ่ยไม่ได้ กลับตะกุยเลือดเนื้อที่สีข้างของตนเองหลุดไปแถบหนึ่ง

        ฮุ้นลุ่ยปราดเปรียวปานใด ฉวยโอกาสที่ศัตรูแตกตื่นลนลาน กระโดดปราดออกมาทางช่องว่างของซัวบ้อกี๋ ได้ยินนักศึกษาล่าวอย่างยิ้มแย้ม “วิเศษแท้ ผู้คุ้มกัน วิชาอาวุธลับของท่านไม่เลว”

        ฮุ้นลุ่ยถูกนักศึกษาสะกิดเตือน พลันฉุกคิดขึ้น ‘ศัตรูมีกำลังพวกมาก เราไม่ใช้อาวุธลับก็ไม่ได้’

        ดังนั้นใช้ยกมือซ้ายล้วงลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยกำหนึ่ง สาดซัดใส่ศัตรูรอบข้าง

        ฮุ้นลุ่ยออกท่องเที่ยวไม่นาน ก็มีฉายาวีรสตรีโปรยบุปผา วิชาลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยนี้ย่อมยอดเยี่ยมยิ่ง ได้ยินเสียงติงๆ เสียงร้องโอดโอยดังระงม นอกจากหลวงจีน นักพรต และหัวหน้าค่ายซัวสามารถปัดป่ายอาวุธลับแล้วโจรที่เหลือล้วนถูกอาวุธลับล้มลง

        หลวงจีนไว้ผมกับนักพรตเสื้อเขียวเป็นยอดฝีมือฝ่ายมิจฉาชีพที่หัวหน้าค่ายซัวเชื้อเชิญมา พอเห็นเช่นนั้นตื่นเต้นสงสัยยิ่ง ไม่ทราบอาวุธตอนแรกใช่เป็นฮุ้นลุ่ยซัดดอกหรือไม่ หากเป็นฮุ้นลุ่ยซักออก ‘เขา’ ยามตกอยู่ท่ามกลางการกลุ้มจู่โจม ยังสามารถลอบซัดอาวุธลับ ความสามารถนี้เป็นที่น่าตระหนกนัก หากมิใช่ฮุ้นลุ่ยซัดออก ยอดฝีมือที่ลอบช่วยเหลือยิ่งเป็นศัตรูเข้มแข็งกว่ามากนัก

        หลวงจีนไว้ผมร้องว่า “ซังเจี้ยะเต้าเฮีย (พี่นักพรต) ท่านคอยคุมเชิงมัน หัวหน้าค่ายซัวท่านชิงกระบี่ของมัน เราจะจับตาดู”

        พลันได้ยินเสียงซี่เบาๆ หลวงจีนไว้ผมปวดแปลบที่ข้อมือขวาราวถูกเข็มทิ่มแทงในคนทั้งสาม นับนักพรตซ้งเจี้ยะเต้าหยินฝีมือกล้าแข็งที่สุด เมื่อจับตาดู เหลือบเห็นนักศึกษาที่นั่งอยู่บนก้อนหินขยิบตาคราหนึ่ง รีบร้องว่า “ซื่อหู* เป็นแพะอ้วนนี้ก่อกวน”

        * คำยกย่องหลวงจีน

        พลางพุ่งตัวดุจเหยี่ยวทะลวงดงไม้ พุ่งผ่านข้างกายฮุ้นลุ่ย แทงกระบี่ปาดใส่นักศึกษา

        ซ้งเจี้ยะเต้าหยินเป็นศิษย์รุ่นพี่ที่สองของสำนักบู๊ตึง เจ็ดสิบสองท่าเลี่ยงฮ้วงโต๊ะเมี่ยเกี่ยมฮวบ (เพลงกระบี่สัมพันธ์คร่าชีวิต) ของสำนักบู๊ตึง มีชื่อลือเลื่องทั้งแผ่นดิน สภาวะกระบี่นี้รวดเร็วเพียงไหน นักศึกษาร้องคำ “ช่วยด้วย” ตัวสั่นงั่นงก กระบี่นี้กลับแทงผ่านซอกแขนของเขาไป

        ซ้งเจี้ยะเต้าหยินใช้กระบี่แล้วกระบี่เล่า ร่ายรำเพลงกระบี่สัมพันธ์รุกจู่โจมสี่กระบวนท่า  นักศึกษาร่ำร้องพลางโลดเต้นพลาง ดูไปคล้ายมือไม้ปั่นป่วน แต่ทุกกระบวนหลบรอดได้พอดี ต่อให้ประกายกระบี่แปลบปลาบบาดตา กลับไม่ได้รับอันตรายแม้สักขุมขนหนึ่ง

        นักศึกษาร้องคำ “ช่วยด้วย” ติดต่อกันหลายครา พลันเปล่งเสียงหัวร่อออกมา กล่าวว่า “ที่แท้ท่านล้อเล่นกับข้าพเจ้า นับว่าน่าเล่นยิ่ง หนึ่ง สอง สาม สี่...แปด เก้า สิบ...สิบแปด สิบเก้า ยี่สิบ”

        ซ้งเจี้ยะเต้าหยินแทงกระบี่ออกกระบี่หนึ่ง เขาก็นับคำหนึ่ง ชั่วขณะนับถึงยี่สิบแล้ว

        ซัวบ้อกี๋ถูกทำร้ายเข็มหนึ่ง รับบาดเจ็บไม่มากนัก ยามนั้นคืบคลานขึ้นจากพื้น เก็บดาบหัวตัดพื้น ย่องฝีเท้าเข้าใกล้ ยกดาบฟันใส่นักศึกษาจากด้านหลังนักศึกษาพลันพุ่งมือกลับหลังพอดีต่อยถูกดั้งจมูกซัวบ้อกี๋ ต่อยจนเลือดกำเดาฉีดพุ่งออกมา นักศึกษาแผดด่าว่า “ตัวบัดซบ ข้าพเจ้าช่วยชีวิตท่านครั้งหนึ่ง ท่านกลับปองร้ายหมายชีวิตข้าพเจ้า ไม่ต่อยท่านหมัดหนึ่ง ท่านยังไม่รู้สำนึก”

        คำพูดพอกล่าว ซัวบ้อกี๋สองพ่อลูกและฮุ้นลุ่ยล้วนเข้าใจในบัดดล ค่ำคืนนั้นซัวบ้อกี๋กับรองหัวหน้าค่ายไปยังวัดร้างคิดลอบทำร้าย ความจริงต้องตายใต้กระบี่เขียวเรืองของฮุ้นลุ่ย แต่มีคนใช้อาวุธลับซัดใส่ฮุ้นลุ่ย ทำให้สภาวะกระบี่พลาดเป้า ซัวบ้อกี๋ค่อยหนีรอดได้ หลังจากนั้นซัวบ้อกี๋เรียนบอกต่อบิดา สองพ่อลูกคาดเดาต่างๆ นานา คิดไม่ถึงคนสองมือกลับเป็นนักศึกษาผู้นี้

        ได้ยินนักศึกษานับต่อว่า “สามสิบห้า สามสิบหก...สามสิบเก้า สี่สิบ...สี่สิบสาม สี่สิบสี่...สี่สิบเก้า ห้าสิบ...เพลงกระบี่บู๊ตึง ข้าพเจ้านับว่ารับทราบแล้ว น่าเสียดาย...ไม่มีเวลาเล่นกับท่านอีก”

        สุ้มเสียงพลันขาดหาย ได้ยินซ้งเจี้ยะเต้าหยินส่งเสียงร้องออกมา ที่แท้กระบี่คู่มือกลับถูกนักศึกษาตะปบช่วงชิงไป

        ฮุ้นลุ่ยอาศัยหนึ่งต้านรับสอง ต่อสู้กับหลวงจีนไว้ผมกับหัวหน้าค่ายซัวพลันเห็นประกายสีเขียววูบคราหนึ่ง เสียงฉับดังตามติด ได้ยินนักศึกษาร้องว่า “เท็กลื้อ* นี้น่าชังที่สุด ให้ทิ้งตำหนิใดไว้”

        * คำด่าหลวงจีนเป็นลาโง่หัวล้าน

        เสียงขาดคำ หลวงจีนไว้ผมแผดร้องคำหนึ่ง วิ่งหลบหนีไปพร้อมกับหัวหน้าค่ายซัว

        ที่แท้พริบตานั้น นักศึกษาพุ่งปราดมาด้วยระดับความเร็วสุดเปรียบปานใช้กระบี่ช่วงชิงจากซ้งเจี้ยะเต้าหยินฟันใส่ดาบพระ กระบี่ของซ้งเจี้ยะเต้าหยินบางกว่าดาบพระ ตามเหตุผลดาบกระบี่ปะทะกัน กระบี้ต้องเสียเปรียบ แต่นักศึกษาฟันกระบี่เบาๆ กลับฟันดาบพระหักสะบั้น หากว่ากระบี่นี้เป็นกระบี่วิเศษเช่นกระบี่เขียวเรือง ก็ไม่น่าประหลาด แต่กระบี่ของซ้งเจี้ยะเต้าหยินเพียงเป็นกระบี่ธรรมดา ความลึกล้ำพิสดารของพลังการฝึกปรือนักศึกษาเป็นที่น่าตระหนกนัก

        นักศึกษาพอฟันดาบพระหัก ยังตวัดกระบี่ตามสภาวะ กลับตัดใบหูหลวงจีนไว้ผมไว้ผมข้างหนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้สร้างความแตกตื่นแก่หลวงจีนไว้ผมจนขวัญหนีดีฝ่อ วิ่งหลบหนีไปพร้อมกับหัวหน้าค่ายซัว นักศึกษาหัวร่อฮาๆ โยนกระบี่คืนให้กับซ้งเจี้ยะเต้าหยิน กล่าวว่า “ประสงค์ต่อทรัพย์คิดร้ายหมายชีวิต ถือว่าไร้เมตตา ไม่รู้จักประมาณตนถือว่าไร้ปัญญา ไร้เมตตาไร้ปัญญา ยังตอแยแส่หาเรื่องอีก บัดนี้คืนกระบี่แก่ท่าน ให้กลับไปฝึกปรืออีกสิบปี”

        เพลงกระบี่บู๊ตึงเป็นเพลงกระบี่เที่ยงแท้มาตรฐาน ศิษย์ในสำนักมันเย่อหยิ่งยโส โดยเฉพาะซ้งเจี้ยะเต้าหยิน ชมชอบตอแยแส่หาเรื่อง แม้ไม่ใช่ชาวมิจฉาชีพ หัวหน้าค่ายซัวเมื่อเชื้อเชิญมันมาปล้นชิงทรัพย์ มันกลับตอบรับคำเชิญ มิคาดจู่โจมอกหลายสิบกระบี่ กระทั่งชายเสื้อยังไม่อาจสัมผัสถูก ยามนั้นรับกระบี่กลับมาอย่างท้อแท้ กล่าวเสียงทุ้มหนัก “ท่านทิ้งฉายาไว้”

        นักศึกษายิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านคิดล้างแค้นต่อข้าพเจ้าหรือ?”

        “ไม่กล้า”

        นักศึกษากล่าวว่า “ไยต้องถามมากความ ท่านไม่กล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่คิดเป็นสหายกับท่าน มิใช่ศัตรูมิใช่สหาย บ่งบอกชื่อแซ่ไยกัน?”

        ซ้งเจี้ยะเต้าหยินอับจนถ้อยคำ ทอดถอนใจยาว หักกระบี่เป็นสองท่อน หมุนตัวออกจากดงไม้ สัตย์สาบานว่าชั่วชีวิตจะไม่ใช้กระบี่อีก

        นักศึกษาหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “ประเสริฐ ล้วนไสหัวไปให้กับเรา”

        พลางพุ่งวนรอบหนึ่ง ตวัดปลายเท้าเตะปราด เหล่าโจรที่ถูกฮุ้นลุ่ยใช้อาวุธลับซัดล้มลง ความจริงถูกปิดสกัดจุดไว้ ไม่อาจขยับความเคลื่อนไหว นักศึกษาพอเตะออก กลับเตะคลายจุดให้กับพวกมัน

        วิชาลูกดอกซัดสกัดจุดของฮุ้นลุ่ย ความจริงเป็นพิเศษเฉพาะ นักศึกษาเพียงยกมือวาดเท้าก็คลี่คลายได้ สร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่ฮุ้นลุ่ยยิ่งเห็นนักศึกษาทางหนึ่งเตะคลายจุด ทางหนึ่งกล่าวอย่างยิ้มแย้มว่า “เมื่อคืนท่านคลี่คลายจี้จุดเฉพาะของข้าพเจ้า ตอนนี้ข้าพเจ้าก็คลี่คลายทำลายของท่าน นับว่าฉันใดฉันนั้น”

        เพียงชั่วขณะ เหล่าโจรล้วนได้รับการคลายจุดหมดสิ้น ซัวบ้อกี๋ตอนแรกถูกนักศึกษาต่อยใส่หมัดหนึ่ง กลับไม่หลบหนี เห็นนักศึกษาช่วยเหลือพวกพ้องพลันเดินเข้ามาประสานมือกล่าวว่า “ท่านช่วยชีวิตเราครั้งหนึ่ง ต่อยเราหมัดหนึ่ง วันหน้าเราก็จะไว้ชีวิตท่านครั้งหนึ่ง คืนท่านหมัดหนึ่ง”

        นักศึกษายิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าช่วยชีวิตท่านครั้งหนึ่ง เพราะเห็นแก่หน้าโจรเฒ่าแซ่ซัว ไม่ต้องให้โจรน้อยท่านถือน้ำใจ ที่ว่าไว้ชีวิตครั้งหนึ่งกลับไม่ต้องคิดคืนหมัดหนึ่ง ข้าพเจ้าจะรอคอยท่าน เพียงแต่ท่านยังสู้ซ้งเจี้ยะเต้าหยินไม่ได้ ต้องฝึกหรืออีกยี่สิบปี รีบไสหัวไป”

        ซัวบ้อกี๋มีจิตใจคับแคบ ดังนั้นถลึงตาใส่นักศึกษาและฮุ้นลุ่ย นำเหล่าโจรล่าถอยออกจากดงไม้ นักศึกษาแหงนหน้าทอดถอนใจ กล่าวว่า “ทอดตาทั่วทุกแคว้นธรณี ผู้ใดเป็นวีรบุรุษที่แท้ สองพ่อลูกตระกูลซัวพอมีชื่อเสียงบนเส้นทางมิจฉาชีพ มิคาดกลับใช้การไม่ได้ถึงเพียงนี้”

        ท่าทีท้อแท้ผิดหวัง ได้ยินนอกดงไม้เกิดเสียงม้าร้อง หมู่โจรล้วนจากไป

        ฮุ้นลุ่ยความจริงคิดไป พอได้ยินเขาทอดถอนใจ ต้องเหลือบมองนักศึกษาแวบหนึ่ง อดร้องถามมิได้ว่า “หัวหน้าค่ายดาบทองนอกด่านห่านป่าเป็นอย่างไร หรือไม่นับเป็นวีรบุรุษที่แท้?”

        นักศึกษาหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย จากนั้นยิ้มกลบเกลื่อน สั่นศีรษะกล่าวว่า “หัวหน้าค่ายดาบทองกับสองพ่อลูกตระกูลซัว ย่อมไม่อาจวิจารณ์ร่วมกัน แต่หากบอกว่าเขาเป็นวีรบุรุษที่แท้ ยังไม่แน่นัก”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ทั่วทั้งแผ่นดิน มีแต่ท่านจึงเป็นวีรบุรุษที่แท้?”

        พลางโถมออกจากดงไม้อย่างขุ่นเคือง พลันเห็นเงาคนถลันวูบ ได้ยินนักศึกษากล่าวว่า “สหายน้อยอย่าเพิ่งไป ข้าพเจ้าคิดบอกว่าท่านจึงเป็นวีรบุรุษที่แท้”

        ฮุ้นลุ่ยพุ่งซ้ายทะลวงขวา ใช้ท่าร่างหลายชนิด ล้วนถูกนักศึกษาขวางทางไว้ ฮุ้นลุ่ยบันดาลโทสะ ลอยตัวโถมออกไป นักศึกษายื่นมือกดใส่ทรวงอกนาง คิดสลายสภาวะของนาง ฮุ้นลุ่ยถลึงตาใส่ร้องว่า “ท่าน...ท่านกลับกล้ารังแก...”

        คำ “โกวเนี้ย” ไม่ทันกล่าวจากปาก ชิงกล้ำกลืนไว้ สะบัดกระบี่เขียวเรืองไปเบื้องหน้าอย่างเกรี้ยวกราด

        นักศึกษาคิดไม่ถึงนางมีโทสะปานนี้ ฝ่ามือไม่ทันกระทบถูกเสื้อผ้าก็ถอยปราดไป พลันได้ยินฮุ้นลุ่ยส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ร่างถลาไปเบื้องหน้า ที่แท้นางใช้กำลังเกินไป ข้อแจนหลุดจากข้อ นักศึกษาจึงกล่าว “ข้าพเจ้าจะเชื่อมต่อให้กับท่าน”

        ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ท่านไม่ต้องยุ่งเกี่ยว”

        จับมือของตัวเองกดใส่โดยแรง จากนั้นหันหลังให้ ม้วนแขนเสื้อขึ้น ถูทาตัวยาแก้เคล็ดออก ค่อยยืดกายขึ้นวิ่งต่อไป พลันรู้สึกร่างอ่อนล้า ที่แท้นางต่อสู่อยู่ครึ่งค่อยวัน ใช้เรี่ยวแรงจนหมดสิ้น

        นักศึกษาเดินเข้ามา ประสานมือคารวะจนจรดพื้น กล่าวว่า “ข้าพเจ้าขอขมาต่อท่าน ณ ที่นี้ สหายน้อย ท่านมีจิตใจดีงาม ช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก นับเป็นขวัญกล้าแข็งใจอ่อนโยน ตลอดรายทางที่ผ่านมา ผู้คนที่ข้าพเจ้าได้สัมผัส มีแต่ท่านควรคู่เป็นสหาย ข้าพเจ้ามีนิสัยปล่อยตัวไม่สำรวม มีที่ใดล่วงเกิน ขอให้ท่านอย่าได้ถือสา”

        พลางเพ่งตาที่กระจ่างดั่งดวงเดือนชิวเทียน จ้องจับบนใบหน้าฮุ้นลุ่ย ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงวูบ รู้สึกนักศึกษาผู้นี้มีบุคลิกลักษณะอีกแบบหนึ่ง ชวนให้ผู้คนยินยอมรับนับถือ ดังนั้นกล่าวเบาๆ         “ท่านไฉนด่าหัวหน้าค่ายดาบทอง?”

        “ผู้ที่ท่านเลื่อมใส ข้าพเจ้าไม่แน่ว่าจะเลื่อมใส ไยต้องเคี่ยวเข็ญผู้อืนคิดเห็นเช่นเดียวกับท่าน มิหนำซ้ำข้าพเจ้าไม่ได้ด่าเขา ตัวเขามีส่วนร่วมที่น่าเคารพยกย่อง เพียงแต่...กล่าวไปยืด        ยาวยิ่ง ยังคงอย่าได้กล่าวแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยฉุกใจคิด ถามว่า “ท่านมาจากนอกด่านห่านป่าหรือ?”

        นักศึกษาแหงนหน้าหัวร่อ กล่าวว่า “จอกแหนลอยละล่องโดยไร้ราก ร่อนเร่ยุทธจักรอย่าได้ถาม”

        รอยยิ้มโฉกซึ้งยิ่ง ฮุ้นลุ่ยฉุกคิดขึ้น ‘คนผู้นี้คงมีชาติกำเนิดคับแค้นเช่นเดียวกับเรา เรามีชาติกำเนิดอันดับแค้น ไม่ต้องการให้ผู้คนล่วงรู้ ไยต้องคาดคั้นถามเขา?’

        พอได้คิด บังเกิดความเห็นใจขึ้น กล่าวว่า “ตกลง ข้าพเจ้าจะไม่รบกวนท่านอีก พวกเราแยกทางกันเถอะ”

        นักศึกษายิ้มออกมา กล่าวว่า “สหายน้อย วันนี้ท่านเป็นผู้คุ้มกันของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสมควรเลี้ยงสุราท่านจอกหนึ่ง ครั้งนี้ท่านมีความดีความชอบ ข้าพเจ้าไม่บอกว่าท่านกินเปล่าแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยฟังเขากล่าวสัพยอกจนชาชิน ดังนั้นไม่มีโทสะอีก กลอกตาแล้วกล่าว “กลางป่ารกร้างไหนเลยมีสุรา?”

        นักศึกษาห่อปากกู่ร้องเป็นเสียงดัง นอกดงไม้บังเกิดเสียงม้าร้องขานรับแต่ไกล ชั่วครู่ให้หลังปรากฏม้าสองตัวควบขับเข้าดงไม้ ตัวแรกเป็นม้าราชสีห์ส่องราตรีของนักศึกษา ตัวหลังเป็นม้าขนคอแดงของฮุ้นลุ่ย นักศึกษายิ้มพลางกล่าวว่า “พวกมันกลับคบหาเป็นเพื่อนก่อน”

        พลางปลดถุงหนังลงจากหลังม้าใบหนึ่ง หยิบน้ำเต้าลงรักสีดำจากในถุงหนังใบหนึ่ง ส่งให้กับฮุ้นลุ่ย กล่าวว่า “ท่านต่อสู้จนเหน็ดเหนื่อย ให้ดื่มก่อนคำหนึ่ง”        

        ฮุ้นลุ่ยดื่มสุราคำหนึ่ง พลันขมวดคิ้วร้องโพล่งว่า “ท่านมาจากมองโกลจริงๆ”

        สุรานี้เป็นเหล้านมม้าอันพิเศษเฉพาะของมองโกล รสเปรี้ยวเล็กน้อย ฤทธิ์สุรารุนแรง ฮุ้นลุ่ยเมื่อวัยเด็กเคยดื่มกับบิดา นางชมชอบดื่มเหล้าหวาน ไม่ชมชอบเหล้ารุนแรง ยิ่งกลัวรสเปรี้ยวที่เปรี้ยวฝาด ดังนั้นฝังใจจำเป็นพิเศษ

        นักศึกษาตาเป็นประกาย กล่าวว่า “ท่านมาจากมองโกลด้วยหรือ? ดูท่านหล่อเหลาอ่อนโยน กลับคล้ายมาจากแดนกังหนำที่อากาศอบอุ่นสายน้ำสดใส”

        ฮุ้นลุ่ยได้ยินเขากล่าวชมเชย ต้องแย้มยิ้มให้ นักศึกษาดีดนิ้วบังเกิดเป็นเสียงดัง กล่าวว่า “ร่อนแร่ดั่งจอกแหน ไม่ต้องถามไถ่ที่มา เมฆพลิ้วสายน้ำไหล ปล่อยตัวตามสบาย ท่านไม่ต้องถามข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็ไม่ถามท่าน ครั้งนี้เป็นข้าพเจ้าถามผิดแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยบังเกิดความสงสัยอยากรู้ อดถามมิได้ว่า “ค่ำคืนนั้นชาวมองโกลทั้งสามติดตามท่านกลับไปหรือ?”

        นักศึกษาดื่มสุราคำใหญ่ หาตอบคำไม่ ฮุ้นลุ่ยพึมพำว่า “อัวลากับราชวงศ์เหม็งใกล้ทำสงคราม ท่านเป็นชาวฮั่นผู้ยึดมั่น ดังนั้นหนีออกจากชายแดนมองโกลกระมัง?”

        นักศึกษาฝืนยิ้ม สีหน้าประหลาดพิกลยิ่ง ยังคงดื่มสุราคำใหญ่ ปล่อยให้ฮุ้นลุ่ยคาดเดาไป ฮุ้นลุ่ยมองดูเขา ดวงตาเปี่ยมแววเคลือบแคลงสงสัย กล่าวว่า “ชาวมองโกลทั้งสองเมื่อตามจับท่าน ท่านไฉนช่วยข้าพเจ้าฆ่าคนหนึ่งและช่วยเหลืออีกคนหนึ่ง”

        นักศึกษาดื่มสุราคำหนึ่ง พลันกล่าวว่า “น้องเรา ท่านทราบหรือว่าที่ข้าพเจ้าช่วยเหลือ เป็นใคร?”

        “เป็นศิษย์ของตันไถเมี่ยเหม็ง”

        นักศึกษาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง ยิ้มพลางกล่าวช้าๆ “ผู้ตายเป็นนักบู๊ในสังกัดทัวฮวน”

        กล่าวจบก็ปิดปากสนิท ไม่เอ่ยปากกล่าววาจาอีก ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจกว่าเดิมครุ่นคิดขึ้น ‘ตันไถเมี่ยเหม็งเป็นนักบู๊อันเข้มแข็งที่สุดของเตียจงจิว ผู้ตายเป็นนักบู๊ในสังกัดทัวฮวน เตียจงจิวและทัวฮวนเป็นเสนาบดีซ่ายขวาของข่านอัวลา มีข้อแตกต่างอันใด เขาไฉนฆ่านักบู๊ของทัวฮวน กลับปลดปล่อยคนของเตียจงจิว?’

        ขณะจะถามต่อ เห็นนักศึกษาเอาแต่ดื่มสุรา ดื่มติดต่อกันหลายคำ เขย่าน้ำเต้าคราหนึ่ง พลันร้องโพล่งว่า “เหลือเพียงครึ่งหนึ่งเท่านั้น”

        สีหน้าปรากฏแววเสียดายเปี่ยมล้น ฮุ้นลุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “เหล้านี้มีอะไรดี? แผ่นดินตงง้วนเต็มไปด้วยยอดสุรา ยังไม่พอให้ท่านดื่มหรือ?”

        นักศึกษากล่าวอย่างเลื่อนลอย “คนห่างจากมาตุภูมิไร้ค่า ของไกลจากมาตุภูมิมีค่าล้ำ ข้าพเจ้าชมชอบแต่เหล้านี้”

        พลางยกน้ำเต้าสุราขึ้นถึงริมจมูก สูดดมกลิ่นสุรา

        ฮุ้นลุ่ยลันหวนนึกถึงเมื่อตอนอายุเจ็บขวบ นางกับท่านปู่เพิ่งเหยียบย่างแผ่นดินจีน ถึงนอกด่านห่านป่า ท่านปู่กอบดินกำหนึ่ง สูดดมด้วยความอาวรณ์ก็มีสีหน้าเช่นนี้ ต้องถามโพล่งว่า “ท่านมิใช่ชาวฮั่นหรือ?”

        นักศึกษาย้อนถามว่า “ท่านเห็นว่าข้าพเจ้าไม่คล้ายชาวฮั่นหรือ?”

        นักศึกษาคิ้วเรียวตากระจ่าง หล่อเหลาราวสลักเสลาจากหยก อย่าว่าแต่แดนมองโกลยากจะมีบุคคลเช่นนี้ ต่อให้เป็นดินแดนกังหนำก็หายากยิ่ง ฮุ้นลุ่ยกวาดมองเขาแวบหนึ่ง ต้องหน้าแดงอีกครา กล่าวว่า “ต่อให้ท่านตายแล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน ยังคงเป็นชาวฮั่น”

        เมื่อกล่าวจบ พบว่าพลั้งปากไป นักศึกษาตากระจ่างวูบ กล่าวว่า “ใช่แล้ว ข้าพเจ้าตายแล้วกลายเป็นเถ้าถ่าน ยังคงเป็นชาวฮั่น พวกเราดื่ม”

        นักศึกษาตาหรี่ปรือ หัวร่อดังๆ กล่าวว่า “วันนี้เป็นวันที่ข้าพเจ้าภาคภูมิใจที่สุด สมควรร่ำดื่มให้เต็มที่”

        “ท่านภาคภูมิใจอันใด?”

        นักศึกษากล่าวว่า “หนึ่งนั้นคบหาท่านเป็นสหาย สอง ข้าพเจ้าได้ของวิเศษอันล้ำค่า มา...มา...มา พวกเราดื่มสุราชมภาพวาดกัน”

        พลางดึงม้วนภาพวาดจากในถุงหนัง คลี่กางออกแขวนกับคาคบไม้ ร้องดังๆ ว่า “ท่านดู นี่ใช่เป็นของวิเศษอันล้ำค่าหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยถือกำเนิดจากตระกูลขุนนาง ท่านปู่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ดำรงตำแหน่งราชทูต บิดาตอนแรกศึกษาบุ๋น จากนั้นฝึกวิชาบู๊ นับเป็นบัณฑิตผู้รอบรู้ ฮุ้นลุ่ยได้รับการกล่อมเกลาตั้งแต่เล็ก พลอยล่วงรู้อักษรภาพ ภาพวาดนี้เป็นภาพวาดขนาดใหญ่ที่แขวนอยู่ในหอเก็บสมบัติหมู่บ้านนิลกาฬ เมื่อคืนเห็นไม่ชัดตา ยามนี้ดูระยะใกล้ เห็นภาพขุนเขาลำธาร บุคคลในภาวาดล้วนปรัณีตงดงาม แต่คล้ายกับต้องการถ่ายทอดความจริง ขาดซึ่งจินตนาการ ไม่อาจเปรียบกับภาพทิวทัศน์เลื่องชื่อแต่โบราณกาล ต้องลอบหัวร่อ ครุ่นคิดขึ้น ‘นักศึกษานี้งดงามสง่า แต่สายตาในจำแนกภาพวาดไม่สูงส่งเท่าใด?’

        นักศึกษาดื่มเหล้ารุนแรงทั้งน้ำเต้าจนหมดสิ้น หัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ท่านสังเกตความคิดพิสดารไม่ออกหรือ?”

        เขายื่นหน้าเข้าไปชมดูระยะใกล้ ดูแล้วดูเล่า พลันร้องเป็นเพลงว่า “ผู้ใดครวญคลอเพลงซูฮั่ง ดอกบัวบานตระการทั่วสิบลี้ มิคาดแมกไม้ไร้สิ้นไมตรี แม่น้ำแยกโศกศัลย์นิรันดร์”

        เอื้อนถึงประโยคสุดท้าย ต้องร้องซ้ำอีกเที่ยวหนึ่ง คล้ายบังเกิดความโศกศัลย์คราบชั่วนิรันดร์ ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘คนโบราณว่าไว้ ร่ำร้องเพลงดั่งหวนไห้ ฟังจากเสียงเพลงของเขา ยังบีบคั้นจิตใจผู้คนกว่าการร้องไห้อีก’

        คิดไม่ถึงนักศึกษาพอร้องจบเพลง กลับร่ำไห้ออกมาจริงๆ เสียงร่ำไห้สะท้านดงไม้ ใบไม้ร่วงพร่างพรู นกกาที่ค้างอยู่ในดงไม้บินเตลิดขึ้น

        ฮุ้นลุ่ยถูกเสียงร่ำไห้ของเขาก่อกวนจิตใจสับสน อีกฝ่ายหนึ่งเป็นชายแปลกหน้า ไม่สะดวกกับการปลอบโยน แต่หากปละจากไปออกจะไร้น้ำใจ เห็นนักศึกษายิ่งร่ำไห้ยิ่งโศกเศร้า พลอยบังเกิดความหดหู่ใจ ต้องร้องไห้ตามด้วย

        นักศึกษาเหลือบมองนางแวบหนึ่ง พลันยกแขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตา เงยหน้าหัวร่ออย่างคลุ้มคลั่ง ฮุ้นลุ่ยร้องเพ้ยคำหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านดื่มจนเมามายหรือ? ทั้งร้องไห้ทั้งหัวร่อ ก่อกวนเรื่องราวใด?”

        นักศึกษาชี้มือไปยังนาง กล่าวว่า “ท่านก็ดื่มจนเมามาย ฉันใดฉันนั้น”

        ฮุ้นลุ่ยก้มศีรษะลงมอง ที่แท้ปกเสื้อตนเองถูกน้ำตาราดรดจนเปียกชุ่ม อยู่ดีๆ ร่ำไห้เป็นกับเขา นับว่าไร้เหตุผลจริงๆ ดังนั้นอดหัวร่อมิได้

        นักศึกษาเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ยอดยุทธ์ที่แท้ลำพองถือคุณธรรม ร่ำไห้หัวร่ออยู่เหนือธรรมดา คิดร่ำไห้ก็ร่ำไห้ คิดหัวร่อก็หัวร่อ ไยต้องเสแสร้งแกล้งดัด? เราท่านล้วนเป็นบุคคลมากน้ำใจ ร่ำไห้แล้วหัวร่อ มีอันใดน่าประหลาด?”

        พลางม้วนภาพวาดขึ้นช้าๆ เอื้อนอีกว่า “แม่น้ำแยงซีเกียงไหลสู่บูรพา ปณิธานหาญกล้าไม่สมหมาย เหลียวดูหกสิบปีที่ผ่านไป ทั่วเหนือจรดใต้อาดูรอดสู”

        ฮุ้นลุ่ยฉุกใจคิด เมื่อคืนนักศึกษาไปยังหมู่บ้านนิลกาฬทวงถามภาพวาด หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬบอกว่ารอเขามาหกสิบปี ยามนี้นักศึกษายังเอื้อนคำ ‘เหลียวดูหกสิบปีที่ผ่านไป’ เป็นจำนวนที่พ้องกันโดยบังเอิญ ไม่ทราบความนี้แฝงปริศนาอันใด ได้ยินนักศึกษากล่าวอีกว่า “วันนี้ร่ำไห้อย่างสมใจ หัวร่ออย่างสมใจนัก น่าเสียดายไม่มีสุราแล้ว”

        พลางโยนน้ำเต้าลงกับพื้น แตกสลายเป็นสี่เสี่ยง

        นักศึกษาแม้มีพฤติการณ์ประหลาดพิกล แต่ฮุ้นลุ่ยรู้สึกเขาอำนาจโน้มน้าวจิตใจชนิดหนึ่ง เมื่อเงยหน้าขึ้น เห็นอาทิตย์ลอยอยู่กลางฟ้า จึงกล่าว “พวกเราสมควรแยกทางกันแล้ว”

        คำพูดพอกล่าว แม้แต่ตนเองก็รู้สึกอาวรณ์ นักศึกษากล่าวว่า “ท่านคิดไปที่ใด? ใช่จะกลับหมู่บ้านนิลกาฬหรือไม่?”

        “ท่านไม่ต้องยุ่งเกี่ยว”

        “พฤติการณ์ท่านเมื่อคืน ข้าพเจ้าล้วนเห็นแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยหวนนึกถึงเหตุการณ์ในห้องหอ ต้องหน้าแดงจรดใบหู นักศึกษากล่าวว่า “เจี๊ยะเสียวเจี้ยะงามงด ทั้งเจนจบวิทยายุทธ์ น้องเราไฉนอิดเอื้อนบ่ายเบี่ยง ไม่ยอมแต่งงานกับนาง?”

        “ข้าพเจ้ายินยอมหรือไม่ เกี่ยวข้องใดกับท่าน?”

        นักศึกษายิ้มพลงกล่าวว่า “เมื่อคืนหากมิใช่ข้าพเจ้าไปก่อกวน ท่านยังไม่อาจหนีออกจากหมู่บ้านนิลกาฬ ยังไม่ขอบคุณข้าพเจ้าอีก?”

        ฮุ้นลุ่ยถูกหยอกเย้าจนเม้มปากหัวร่อออกมา นักศึกษากล่าวว่า “ชนชาวเราห้าวหาญ ความจริงไม่ตกหลุมสวาท ความหนักแน่นเข้มแข็งของท่าน เป็นที่เลื่อมใสของข้าพเจ้านัก”

        ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงอีกครา เกรงว่าหากสนทนากับเขาสืบไป จะเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงอออกมา ดังนั้นไม่กล่าวว่ากระไร ลอยตัวขึ้นบนหลังม้า มิคาดเพิ่งออกจากดงไม้ ได้ยินเสียงกระพรวนม้าดังติงตัง นักศึกษาควบม้าขาวมาถึงกล่าวว่า “น้องเรา ข้าพเจ้ามีคำพูดจะกล่าว”

        ฮุ้นลุ่ยหยุดม้า เหลียวหน้าไปกล่าวว่า “โปรดบอกมา”

        นักศึกษาเร่งม้าควบเคียงคู่กับฮุ้นลุ่ย ยิ้มพลางกล่าวว่า “ในมณฑลซัวไซ เป็นเขตอิทธิพลของหมู่บ้านนิลกาฬกับค่ายตระกูลซัว ท่านเดินทางเพียงลำพัง หากไม่ถูกหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬตามตัวกลับไปเป็นบุตรเขย ก็ต้องถูกสองพ่อลูกตระกูลซัวจับตัวไป มิสู้ร่วมทางกับข้าพเจ้า ให้ข้าพเจ้าเป็นผู้คุ้มกันของท่าน”

        ฮุ้นลุ่ยขบคิดดู รู้สึกมีเหตุผล ไม่ทันตอบคำ นักศึกษาถามอีกว่า “ท่านคิดไปที่ใด?”

        “ข้าพเจ้าคิดขึ้นนครหลวง”

        นักศึกษาอุทานว่า “ประเสริฐแท้ ข้าพเจ้าก็คิดขึ้นนครหลวง พวกเราเรียกพี่เรียกน้องกันเถอะ”

        “ข้าพเจ้ายังไม่ทราบชื่อแซ่ของท่าน จะเรียกหาอย่างไร หรือจะให้ข้าพเจ้าเรียกท่านเป็นกอกอ (พี่ชาย) ตลอดทั้งวัน”

        นักศึกษากล่าวว่า “ข้าพเจ้าแซ่เตียนามตังปัง ตังที่แปลว่าใจภักดิ์ ปังที่แปลว่าต้นปัง”

        ฮุ้นลุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “นามที่มีความหมายนัก แต่มองโกลไม่มีต้นปัง ชื่อของท่านตั้งขึ้นอย่างไร?”

        เตียตังปังย้อนถามว่า “น้องเรา นามของท่านเล่า?”

        “ข้าพเจ้าแซ่ฮุ้นนามลุ่ย ลุ่ยที่แปลว่าดอกแรกตูม”

        “นามอันไพเราะนัก เพียงแต่แฝงกลิ่นอายของสตรีอยู่บ้าง ชายแดนมองโกลอันเหน็บหนาวยากจะเห็นดอกแรกตูม ชื่อของท่านตั้งขึ้นอย่างไร?”

        ฮุ้นลุ่ยหน้าแปรเปลี่ยนไปกล่าวว่า “ท่านทราบได้อย่างไรว่า ข้าพเจ้าเติบใหญ่ที่ชายแดนมองโกลอันเหน็บหนาว?”

        “ท่านพอดื่มสุราของข้าพเจ้า ก็ล่วงรู้ความเป็นมา ไยมิใช่บ่งบอกความเป็นมาต่อข้าพเจ้า?”

        ฮุ้นลุ่ยค่อยหัวร่อออกมา แต่เมื่อแยกแยะคำพูดของเตียตังปัง คล้ายกับเขายังล่วงรู้มากกว่านี้ อดสบายใจมิได้

        เตียตังปังยิ้มแย้มแจ่มใส คล้ายล่วงรู้ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ กาพย์กลอนโคลงฉันท์ วิทยายุทธ์ทุกประการ ฮุ้นลุ่ยรับฟังอย่างจดจ่อ ค่อยคลายความหวาดระแวง ในที่สุดฟ้ามืดค่ำลง เตียตังปังยกแส้ม้าชี้ไปเบื้องหน้า กล่าวว่า “เบื้องหน้ามีเมืองน้อยแห่งหนึ่ง พวกเราควรพักพำนักแล้ว”

        ทั้งสองเร่งม้าเร็วขึ้น ชั่วครู่ให้หลังเข้าสู่ตัวเมือง เสาะพบโรงเตี๊ยมหลังหนึ่ง เตียตังปังขอเปิดห้องด้านทิศใต้หลังหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยรีบกล่าวว่า “ต้องการห้องพักสองหลัง”

        เถ้าแก่โรงเตี๊ยมเหลียวมองเตียตังปัง เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “ตกลง เปิดห้องสองหลัง”

        เถ้าแก่โรงเตี๊ยมถามว่า “พวกท่านพักเพียงสองคนหรือ?”

        เตียตังปังรับคำ เถ้าแก่โรงเตี๊ยมสงสัยใจยิ่ง แต่เปิดห้องพักอีกหลังหนึ่งเป็นผลประโยชน์ต่อตัวเอง ดังนั้นไม่ถามอีก ชักนำคนทั้งสองไปดูห้องพัก จากนั้นปลีกตัวไปจัดสุราอาหาร

        เตียตังปังพอเข้าพัก กล่าวว่า “น้องเรา มิใช่ข้าพเจ้าตระหนี่เงินไม่กี่ตำลึง เราท่านสนทนาด้วยกัน มิใช่ประเสริฐยิ่งหรือ ไยต้องเปิดห้องพักสองหลังหรือ?”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “พี่ท่านยังไม่ทราบ ในชีวิตข้าพเจ้ากลัวพักห้องเดียวกับผู้คนที่สุด”

        “มิน่าเล่าท่านอยู่ที่หมู่บ้านนิลกาฬ ไม่ยอมร่วมห้องกับเจี๊ยะเสียวเจี้ยะ”

        ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงวูบ กริ่งเกรงเขากล่าวเหลวไหล เตียตังปังก็ไม่ถามอีก ทั้งสองรับประทานอาหารค่ำ จากนั้นแยกย้ายเข้าห้องพักผ่อน

        ฮุ้นลุ่ยไม่สบายใจ หลังจากปิดประตูลงกลอน ก็ปิดหน้าต่างแนบแน่น ล้มตัวลงนอนทั้งเสื้อผ้า นึกถึงรอยยิ้มน้ำคำของเตียตังปัง ไม่กล้าข่มตาหลับใหลได้ยินเบื้องนอกบังเกิดเสียงเคาะเกราะบอกโมงยาม เป็นเวลายามสอง ในโรงเตี๊ยมเงียบสงบไร้สุ้มเสียง จิตใจที่เขม็งตึงเครียดของนางค่อยผ่อนคลาย ครุ่นคิดขึ้น ‘นักศึกษานี้แม้ลำพองผยอง แต่ดูไปไม่ใช่คนเจ้าชู้กรุ่มกริ่ม’

        นางไม่ได้นอนสองคืน เมื่อคลายใจลงก็เคลิ้มหลับไป ไม่ทราบหลับใหลนานเท่าใด ยามเคลิบเคลิ้มคล้ายเห็นนักศึกษานั้นเดินถึงข้างเตียง ก้มกายแย้มยิ้มให้ ฮุ้นลุ่ยตวัดกระบี่แทงใส่ นักศึกษาพลันส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ถูกทำร้ายหลั่งโลหิตโซมกาย สร้างความแตกตื่นแก่ฮุ้นลุ่ยจนกรีดร้องออกมา ได้ยินนอกหน้าต่างบังเกิดเสียงโครมคราม เตียตังปังร้องเรียกว่า “น้องเรา รีบออกมา”

        ฮุ้นลุ่ยขยี้ตางัวเงีย ได้ยินเสียงร้องของเตียตังปังเต็มไปด้วยความร้อนรุ่ม จากนั้นได้ยินเสียงม้าร้อง สุ้มเสียงหวนโหยยิ่ง ดังนั้นกระโดดปราดขึ้น ยังดีที่นางเข้านอนทั้งที่สวมเสื้อผ้า ไม่ต้องเสียเวลามากความ เปิดประตูห้องเดินออกไป เตียตังปังอยู่บนหลังคา กวักมือเรียกหาว่า “ม้าวิเศษของพวกเราถูกผู้คนขโมยไป รีบตาม”

        ควรทราบว่าม้าราชสีห์ส่องราตรีของเตียตังปัง กับม้าศึกขนคอแดงของฮุ้นลุ่ยล้วนเป็นยอดม้า บุคคลธรรมดาอย่าหมายเข้าใกล้ได้ โดยเฉพาะม้าของเตียตังปังพยศดุร้าย นอกจากผู้เป็นนายแล้ว ไม่มีผู้ใดเรียกหามันได้ ดังนั้นเตียตังปังกล้าทิ้งอัญมณีจินดาอยู่หลังม้าอย่างวางใจ คิดไม่ถึงม้าวิเศษเช่นนี้สองตัว กลับถูกผู้คนขโมยไป คนขโมม้าหากมิใช่ยอดขโมยอันกลอกกลิ้ง ก็ต้องเป็นผู้มีวิทยายุทธ์เลิศล้ำ ต่อให้เตียตังปังขวัญกล้าฝีมือเข้มแข็ง อดมีสีหน้าร้อนรุ่มลนลานมิได้

        ฮุ้นลุ่ยกระโดดปราดขึ้นบนหลังม้า ถามว่า “สามารถตามทันหรือ?”

        เตียตังปังกล่าวว่า “ม้าของพวกเราต้องไม่ปล่อยให้โจรร้ายควบคุม คาดว่าสามารถตามทัน”

        พลางล้วงแท่งเงินหนึ่งโยนลงไปในห้อง เจ้าของโรงเตี๊ยมเพิ่งตื่นขึ้นมาส่งเสียงร้องวุ่นวาย เตียตังปังร้องบอกว่า ค่าห้องพักค่าอาหารอยู่บนพื้น ไม่ทันขาดคำ คนก็ล่วงหน้าไปสิบกว่าวา

        ฮุ้นลุ่ยตามติดอยู่ด้านหลังของเขา เบื้องหน้าบังเกิดเสียงม้าร้องตลอดทาง ทั้งสองติดตามไปตามเสียงโดยไม่รู้สึกตัว ติดตามถึงชานเมือง ใต้แสงเดือนดาวรำไร เห็นม้าแดงอยู่หน้า ม้าขาวตามหลัง ส่งเสียงร้องโลดเต้น คล้ายไม่ยอมไป โจรขโมยม้าทั้งสองล้วนสวมชุดเขียว ใช้ผ้าดำคลุมหน้า มือถือธูปกำหนึ่ง เปล่งประกายไฟในความมืด คอยจี้ใส่ตัวม้า ม้าได้รับความเจ็บปวด คิดขยับดิ้นรน แต่ถูกโจรขโมยม้าใช้สองเท้าหนีบไว้ ไม่อาจพยศได้

        เตียตังปังกับฮุ้นลุ่ยทุ่มเทวิชาตัวเบาติดตาม ยามกะทันหันไม่อาจตามทัน ได้ยินม้าวิเศษทั้งสองตัวแผดเสียงร้องก้อง ทั้งสองล้วนเจ็บปวดแปลบปลาบใจ เตียตังปังพลันขู่คำรามก้อง พุ่งปราดไปหลายวา ตวัดมือขวาซัดประกายสีเงินออกหลายสิบสาย

        โจรขโมยม้าทั้งสองคล้ายมีดวงตางอกเงยที่กลางหลัง พากันใช้เท้าเกี่ยวอานม้า ซ่อนตัวอยู่ใต้ท้องม้า เตียตังปังถนอมม้าวิเศษ เพียงยิงคนไม่กล้ายิงม้า โจรขโมยม้าพอหลบหลีก เข็มหลายสิบเล่มจึงซัดใส่ตะโพกม้า ม้าพ่วงพีทั้งสองส่งเสียงร้องด้วยคววามเจ็บปวด กระโจนขึ้นบนสันเขา

        เตียตังปังกับฮุ้นลุ่ยตามติดโดยไม่ลดละ พลันได้ยินโจรขโมยม้าทั้งสองหัวร่อฮาๆ สุ้มเสียงหยาดเยิ้ม กลับคล้ายเป็นสตรี ฮุ้นลุ่ยต้องงงงันวูบ เห็นบนสันเขาปรากฏไฟฟอสฟอรัสสีเขียวปัด กะพริบวูบวาบอยู่ท่ามกลางพงหญ้ารกร้าง ปรากฏหลุมฝังศพระเกะระกะ กลิ่นอายเยืออกเย็นจับใจ แม้แต่นางยังอดขนลุกเกรียวมิได้

        เตียตังปังพลันเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ไหนเลยมีนงคราญใฝ่มิจฉา กลางราตรีอยู่เคียงคู่ปีศาจร้าย คืนม้าของข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจะไม่ประมือกับอิสตรี”

        พลางชักชวนฮุ้นลุ่ยทะยานขึ้นบนสันเขา เห็นม้าทั้งสองตัวยกขาหน้าขึ้น แบ่งเป็นหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ยืนอยู่บนเนินเขา ทั้งไม่ส่งเสียงร้อง และไม่ขยับเคลื่อนไหว ใต้ประกายดาวสาดส่อง ลักษณะประหลาดพิกลยิ่ง

        ฮุ้นลุ่ยกรีดร้องด้วยความตระหนก ได้ยินเตียตังปังแค่นหัวร่อ กล่าวว่า “ที่แท้เป็นพวกเจ้าก่อกวน”

        ฮุ้นลุ่ยระงับสติเพ่งตามอง ค่อยพบว่าบนสันเขายืนเรียงรางด้วยชายฉกรรจ์สี่คน ยกเท้าข้างหนึ่งทำท่าก้าวลงบันได กลับป็นพ่อค้าที่มารับซื้อมุกมณีกับหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬทั้งสี่นั้น ท่วงท่าที่พวกมันแสดงขึ้น เป็นท่าทีที่ถูกเตียตังปังจี้สกัดจุดไว้

        ฮุ้นลุ่ยระบายลมจากปาก ยุทธจักรมีโจรขโมยม้าชนิดหนึ่ง สามารถปิดสกัดการหมุนเวียนของโลหิตของม้า ขณะที่ควบตะบึง ลักษณะคล้ายจี้สกัดจุดไม่อาจไหวติงได้ คาดว่าพ่อค้ามุกมณีทั้งสี่ เมื่อคืนพลาดท่าเสียที คืนนี้จึงแก้แค้นต่อม้าทั้งสอง สภาพเช่นนี้แม้น่ากลัว แต่นางทราบว่าพวกมันไม่ใช่ภูตผีปีศาจ กลับไม่แตกตื่นลนลานเช่นตอนแรก ร้องถามคนทั้งสี่ว่า “เมื่อคืนข้าพเจ้าคลายจุดให้กับพวกท่าน พวกท่านไฉนแสร้งความลำบากแก่ม้าของข้าพเจ้า?”

        พ่อค้ามุกมณีทั้งสี่ยังซึมเซาไม่ตอบคำ บนสันเขาพลันบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งดังว่า “แขกมาแล้วหรือ? ชักนำมันเข้าสุสาน”

        สุ้มเสียงทึบทึม คล้ายเปล่งจากใต้ดิน ฟังดูอยู่ไกล แต่ก็อยู่ใกล้ยิ่ง ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ วิชาส่งเสียงทางลมปราณนี้ หากปราศจากกำลังภายในอันลึกล้ำยากที่จะกระทำได้ ดูท่าศัตรูในคืนนี้แม้มิใช่ภูตร้าย แต่ยังน่ากลัวกว่าภูตพรายอีก

        ทันใด ในกองหินปรากฏสตรีสองนางแสดงตนขึ้น ทั้งสองสวมใส่ชุดเขียวหลังผ้าคลุมหน้าเผยเห็นดวงตาเขียวเรืองทั้งคู่ดูไปไม่คล้ายเป็นสตรีชาวฮั่น พวกนางคุกเข่าลงข้างหนึ่ง กล่าวว่า “เชิญเถอะ”

        เตียตังปังกล่าวว่า “แก้ไขม้าของพวกเราก่อนแล้วค่อยว่ากล่าว”

        สตรีทั้งสองกล่าวว่า “จู้ยิ้น (นาย) ของพวกเราย่อมมีคำสั่ง ขออย่าได้ตำหนิหากไม่ทำเช่นนี้ก็ไม่สามารถชักนำพวกท่านมา”

        ฮุ้นลุ่ยเห็นพวกนางแสดงท่าทีเป็นมิตร จึงกล่าว “จู้ยิ้นของพวกท่านเป็นใคร?”        

        สตรีที่นำหน้าเหลียวหน้ามากล่าวว่า “ใช่แล้ว เราลืมกฎของเส้นทางมิจฉาชีพท่าน พี่รอง ส่งนามบัตรแก่พวกมัน”

        สตรีที่ด้านหลังหันกายมา ยื่นส่งกระดูกขาวให้สองท่อน เตียตังปังชมดูจนหน้าแปรเปลี่ยนไป ฮุ้นลุ่ยระงับสติกล่าวว่า “นามบัตรนี้กลับพิเศษพิสดารนัก”

        สตรีทั้งสองยิ้มเล็กน้อย ทำหน้าที่นำทาง เตียตังปังรีบกระซิบที่ข้างหูฮุ้นลุ่ยว่า “ท่านรีบหนี จู้ยิ้นของพวกนางคือเฮ็กแป๊ะม่อคอ (มารร้ายดำขาว)”

        ฮุ้นลุ่ยทวนคำ ‘มารร้ายดำขาว’ ในใจ พลันนึกออกว่าจิวซัวมิ้วเคยบอกว่ายุทธจักรมีตัวประหลาดที่น่ากลัวคู่หนึ่ง บิดาพวกมันเป็นพ่อค้าชาวชมพูทวีป เดินทางเข้าทิเบตไปประกอบการค้า ถือสัญชาติทิเบต ตกแต่งหญิงทิเบตเป็นภรรยากำเนิดพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่ง กลับเป็นหนึ่งดำหนึ่งขาวลักษณะประหลาดพิกลยิ่ง คำม่อคอเป็นภาษาสันสกฤตแปลว่ามารร้าย ดังนั้นคนเผ่าเดียวกันเรียกผู้พี่เป็นเฮ็กม่อคอ (มารร้ายดำ) เรียกผู้น้องเป็นแป๊ะม่อคอ (มารร้ายขาว)

        บิดาของมารร้ายดำขาวความจริงเป็นยอดฝีมือชมพูทวีป ทั้งสองทั้งฝึกวิชาฝีมือชมพูทวีป ยังร่ำเรียนวิชาการต่อสู้ของทิเบตมองโกล ดังนั้นมีแนววิชาประหลาดพิกลยิ่ง เมื่อมีอายุสิบกว่าปี ทั้งสองก็ออกจากทิเบต ท่องทั่วแผ่นดินตงง้วน ฟังว่าภายหลังตบแต่งธิดาของเศรษฐีเปอร์เซียซึ่งหลักแหล่งอยู่ที่เมืองกวางโจวเป็นภรรยา ดังนั้นพวกมันรู้จักภาษาชมพูทวีป ภาษาฮั่น ภาษาเปอร์เซีย และภาษามองโกล ทิเบต ครอบครัวนี้เคลื่อนไหวอย่างลี้ลับ มีบ้านเรือนอยู่ตามที่ต่างๆ มักพกอัญมณีมีค่าติดตัว มีคนบอกว่าเป็นของที่ขโมยมา และมีคนบอกว่ามันเป็นพ่อค้าอัญมณีที่แท้เป็นอย่างไร ไม่มีผู้ใดกล้าสอบถาม

        ซึ่งความจริง ตระกูลของพวกมันทั้งมิใช่มหาโจร และมิใช่พ่อค้าสุจริต หากแต่ครั้งเป็นคนซื้อขายอัญมณีที่ไม่เปิดเผย คอยรับซื้อของโจรจากโจรโดดเดี่ยว จากนั้นนำไปขายยังเปอร์เซียและชมพูทวีปโจรโดดเดี่ยวมักมีวิทยายุทธ์สูงเยี่ยม ขโมยสิ่งของได้ไม่ยากนัก ปัญหาอยู่ที่จะปล่อยอัญมณีหลุดมืออย่างไร เมื่อมีบุคคลเช่นมารร้ายดำขาวคอยรับซื้อ ย่อมมุ่งมาดปรารถนา ดังนั้นโจรโดดเดี่ยวอันร้ายกาจในยุทธจักร ล้วนมีการติดต่อกับมารร้ายดำขาวอย่างลึกลับ หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬก็เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น พ่อค้าอัญมณีที่ฮุ้นลุ่ยพบเห็นเมื่อครั้งทั้งสี่เป็นนายหน้ารับซื้อของมารร้ายดำขาว เบื้องหลังเหล่านี้ มิเพียงฮุ้นลุ่ยไม่ล่วงรู้แม้แต่เตียตังปังก็ไม่ทราบ

        เตียตังปังพอเห็นกระดูกขาว ก็ทราบว่าเป็นสัญลักษณ์มารร้ายดำขาว ดังนั้นกระซิบบอกให้ฮุ้นลุ่ยหลบหนี ฮุ้นลุ่ยกลับยิ้มออกมา กล่าวว่า “เมื่อตอนกลางวัน ท่านมิใช่เรียกข้าพเจ้าเป็นผู้คุ้มกันหรอกหรือ? ตอนนี้ข้าพเจ้ามิอาจไม่ติดตามท่าน”

        เตียตังปังเข้าใจว่านางไม่ล่วงรู้พลังฝีมือความเป็นมาของมารร้ายขาวดำคิดอธิบายต่อนาง ก็ไม่อาจบอกกล่าวได้ในเวลาอันสั้น สตรีเปอร์เซียทั้งสองก็เหลียวมองมาตลอดเวลา ได้แต่ลอบคร่ำครวญในใจ ซึ่งความจริงฮุ้นลุ่ยมิใช่ไม่ทราบ หากแต่ก็ไม่ยอมผละจากเขาไปในยามคับขัน

        สตรีเปอร์เซียทั้งสองนำทาง ตัดผ่านดงหินหลุมฝังศพรกร้าง ชั่วครู่ให้หลังมาถึงหน้าสุสานขนาดใหญ่หลังหนึ่ง ภายในสุสานกลับบังเกิดสุ้มเสียงดังว่า “แขกที่มาเป็นเด็กน้อยทั้งสองหรือ?”

        สตรีเปอร์เซียรับคำว่า “ถูกแล้ว เด็กน้อยทั้งสองนี้ขวัญกล้าบังอาจยิ่ง”

        สุ้มเสียงในสุสานดังว่า “ตกลง ยัดพวกมันเข้ามา”

        สตรีเปอร์เซียกดมือลงบนประตูสุสาน เสียงครืดๆ พลันดัง เตียตังปังชิงสะบัดฝ่ามือฟาดประตูสุสานเปิดออก หัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “มิต้องให้ท่านเชิญ ข้าพเจ้ามาแล้ว”        

        ในสุสานโบราณมีห้องรับแขก ตกแต่งอย่างงดงามดั่งราวกับตำหนักใต้ดิน ในห้องโถงปักเทียนไขหยาบใหญ่เทาแขนเด็กสิบสองเล่ม สาดแสงสว่างไสว คาดว่าตำหนักใต้ดินมีที่ถ่ายเทอากาศ คนอยู่ภายในไม่รู้สึกอึดอัดนัก

        ฮุ้นลุ่ยกวาดตามอง เห็นในห้องโถงจัดตั้งโต๊ะหินอ่อนตัวหนึ่ง หน้าโต๊ะนั่งไว้ด้วยตัวประหลาดผมหงิกงอ จมูกงุ้มสองคน หนึ่งดำหนึ่งขาว ตัดกันอย่างเด่นชัด สองฟากข้างนั่งไว้ด้วยชาวฮั่นข้างละสองคน คือพ่อค้าอัญมณีทั้งสี่นั้น ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้สุสานโบราณนี้ยังมีทางออกอื่นอีก’

        ได้ยินมารร้ายดำขาวถามว่า “คนขโมยอัญมณีเป็นคนทั้งสองหรือ?”

        พ่อค้าอัญมณีกล่าวว่า “เป็นคนอายุมากกว่า คนอายุน้อยกว่าเป็นบุตรเขยหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬมันไม่ได้ลงมือ ทั้งยังคลายจุดใแก่พวกเรา”

        มารร้ายดำผงกศีรษะ กล่าวกับฮุ้นลุ่ยว่า “เจ้าถอยไปด้านข้าง”

        ฮุ้นลุ่ยโต้แย้งว่า “ข้าพเจ้ามากับเขา ไยต้องถอยไปด้านข้าง?”

        มารร้ายดำเลิกคิ้วไม่กล่าวกระไร หันไปกล่าวกับเตียตังปังว่า “เด็กน้อยขวัญกล้าบังอาจนักกลับกล้าไปขโมยอัญมณีทำร้ายคนที่หมู่บ้านนิลกาฬ ทั้งยังฟาดประตูใหญ่ของเรา”

        เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกท่านอยู่ที่แผ่นดินตงง้วนนานเท่าใด?”        

        “คำพูดนี้หมายความอย่างไร?”

        เตียตังปังกล่าวว่า “พวกท่านเคยได้ยินคำ ‘แค้นมีเป้า หนี้มีเจ้าหนี้’ ของชาวฮั่นหรือไม่? อย่าว่าแต่ข้าพเจ้าไม่เคยขโมยอัญมณี ต่อให้ข้าพเจ้าเข้าหมู่บ้านนิลกาฬไปขโมยอัญมณี เกี่ยวข้องใดกับพวกท่าน?”

        มารร้ายดำขาวหน้าแปรเปลี่ยนไป ได้ยินเสียงเตียตังปังกล่าวอีกว่า “พวกท่านขโมยม้าข้าพเจ้า ไหนเลยโทษว่าข้าพเจ้าฟาดประตูพวกท่านได้? อีกประการที่นี้ไม่ได้เป็นของพวกท่าน หากแต่เป็นที่อยู่ของคนตาย สุสานนี้เป็นของท่านอ๋องใดกระมัง?”

        มารร้ายขาวกล่าวว่า “เป็นของจิ้นอ๋อง เป็นอย่างไร?”

        “คำพังเพยว่าไว้ ปิดประตูบ้านตั้งตนเป็นฮ่องเต้ พวกท่านปิดประตูใหญ่บานนี้ แม้เป็นฮ่องเต้ไม่ได้ อย่างน้อยสามารถสวมรอยเป็นจิ้นอ๋อง”

        มารร้ายดำขาวถูกเตียตังปังกล่าวแดกดัน ล้วนเดือดดาลเป็นการใหญ่ ไม่เห็นพวกมันขยับกายทำท่า พลันลอยตัวขึ้นจากที่นั่ง ยื่นมือทั้งสี่ข้างตะกุยใส่ศีรษะเตียตังปังโดยพร้อมเพรียง

        ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงร้องคำหนึ่ง พลันเห็นประกายสีขาวสายหนึ่งพุ่งวาบ คล้ายสายคาดพาดขวางกลางห้องโถง ที่แท้เตียตังปังก็พกพากระบี่วิเศษ ชักกระบี่ออกมาต้านทานการจู่โจมของคนทั้งสอง

        มารร้ายดำขาวร้องคำ “อาวุธที่ดี” ในเงาคนประกายกระบี่บังเกิดเสียงดังปานฉีกแพร เตียตังปังหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “วิเศษแท้ มารร้ายดำขาวผนึกกำลังจัดการกับเด็กน้อยผู้หนึ่ง”

        คำพูดพอกล่าว มารร้ายดำขาวพลันหงายร่างตีลังกากลับไปยังที่นั่งเดิม สีหน้ากระอักกระอ่วนยิ่ง        

        ที่แท้มารร้ายดำขาวไม่ได้ยึดถือเตียตังปังเป็นคู่มือ เมื่อครู่ยามเดือดดาลพากันลงมือ โดยไม่ได้นึกถึงกฎเกณฑ์ในยุทธจักร เข้าใจว่าสามารถจัดการกับเด็กน้อยนี้โดยง่ายดาย มิคาดเตียตังปังชักกระบี่ พวกมันพอโถมลงไป คิดหลบหนีก็ไม่ทันท่วงที สุดท้ายแม้ตะกุยเสื้อขาวของเตียตังปังขาดเป็นหลายส่วน แต่มงกุฎแพรบนศีรษะพวกมันก็ถูกฟันหลุดไป แม้แต่ผมเผ้ายังถูกฟันขาดไปกระจุกใหญ่ ทั้งยังถูกครหาว่าเป็นผู้ใหญ่รังแกผู้เยาว์ ใช้พวกมากเข้ากลุ้มรุมคนน้อยกว่า

        มารร้ายดำขาวกวาดมองเตียตังปังแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เพลงกระบี่ที่ดี พวกเราจะประลองสักครา”

        น้ำคำแปรเปลี่ยนไป ไม่ได้ยึดถือเขาเป็นเด็ก หากแต่เปรียบเป็นคู่มือแล้ว เตียตังปังยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกท่านคิดเข้ามาโดยพร้อมเพรียง หรือสู้กันตัวต่อตัว ชนะจะเป็นไร? พ่ายแพ้จะเป็นไร?”

        มารร้ายดำขาวกระชากเสียงว่า “พวกเจ้ามีสองคน พวกเราก็มีสองคน ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจมีเปรียบกว่า”

        ด้วยเกียรติภูมิของมารร้ายดำขาว กลับยินยอมต่อสู้กับพวกเขาเป็นสองคู่ แสดงว่ายึดถือเตียตังปังกับฮุ้นลุ่ยเป็นคู่มือจริงๆ

        ฮุ้นลุ่ยรับคำ เตียตังปังชิงกล่าวว่า “ไม่ ข้าพเจ้าจะประลองกับพวกท่านเพียงคนเดียว”

        มารร้ายดำขาวร้องว่า “ตกลง เราจะประลองกับเจ้า พี่น้องเจ้าไม่ลงมือ พี่น้องเราก็ไม่ลงมือ”

        ฮุ้นลุ่ยคิดกล่าวกระไร เตียตังปังรีบกล่าวว่า “น้องเรา ให้ข้าพเจ้าทดลองดูก่อน หากใช้การไม่ได้ ท่านค่อยลงมือก็ไม่สาย”

        มารร้ายดำขาวยื่นมือออก หยิบฉวยไม้เท้าหยกด้ามหนึ่งจากในโลงหยกที่มุมห้อง กระโดดปราดมายังกลางวง ร้องว่า “มาเถอะ หากเราชนะ ม้าวิเศษและของมีค่าของเจ้าล้วนเป็นของเรา”

        เตียตังปังถามว่า “หากท่านพ่ายแพ้เล่า?”

        มารร้ายดำร้องด้วยโทสะว่า “หากเราพ่ายแพ้ สถานที่นี้จะยกให้กับเจ้า”

        ควรทราบว่าสุสานโบราณนี้เป็นหนึ่งในถ้ำที่ซ่อนสมบัติของมารร้ายดำขาว ภายในสะสมอัญมณีมีค่าควรเมือง มารร้ายดำขาวทุ่มเดิมพันกับเตียตังปัง นับว่ายุติธรรมอย่างยิ่ง

        เตียตังปังกล่าวว่า “ผู้ใดต้องการหลุมปีศาจนี้? ข้าพเจ้าเพียงต้องการให้รักษาม้าของข้าพเจ้า”

        “นั้นง่ายดายยิ่ง แต่เราทำการค้าจนเคยชิน เมื่อลั่นปากต้องทำตาม พวกเราเดิมพันอย่างยุติธรรม เราไม่คิดเอาเปรียบเจ้า ของวิเศษของเจ้ากับของวิเศษเรา ยากตีราคาสูงต่ำได้ ต้องการหรือไม่แล้วแต่เจ้า ลงมือเถอะ”

        เสื้อยาวของเตียตังปังถูกสองมารร้ายดำขาวฉีกขาดกะรุ่งกะริ่งเป็นที่ขัดมือขวางเท้า ดังนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากลับกลายเป็นกระยาจกของทานแล้ว”

        เสียงควากเมื่อฉีกกระชากเสื้อยาวลงมา เผยเห็นชุดรัดกุมที่สวมอยู่ภายใน ร่างท่อนบนใส่เสื้อกั๊กทอด้วยใยทองจากโซวจิว ปักรูปมังกรทองสองตัว โสตคลื่นต่อสู่กัน ภายใต้เปลว    เทียนสาดส่องยิ่งงามเฉิดฉายสะดุดตา ฮุ้นลุ่ยชมดูจนสงสัยใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘ประหลาดแท้ ดินแดนมองโกลก็มีฝีมือปักทอเช่นนี้’

        เตียตังปังจัดแจงเสื้อผ้า โอบกระบี่ประสานมือกล่าวว่า “ท่านเชิญก่อน”

        มารร้ายดำยิ้มเล็กน้อย คล้ายพึงพอใจต่อสัมมาคารวะของเขา ขยับกายวูบหนึ่ง รอยยิ้มยังไม่จางหาย ก็กวาดกระแทกไม้เท้าใส่เตียตังปังดังหวืดใหญ่

หนังสือแนะนำ

Special Deal