รอยแหนเงาจอมยุทธ์ เล่ม 1-2 (แพ็คชุด)

บทที่ 4 ขึ้นเวทีลุยไถ ได้แต่เลยตามเลย

        อาทิตย์สนธยาเคลื่อนคล้อย พลันได้ยินเสียงร้องแสดงความยินดีสับสน ผู้คนตามโต๊ะต่างๆ ลุกขึ้นยืน ฮุ้นลุ่ยเขย่งปลายเท้าขึ้น เห็นชายชราหน้าตาแดงก่ำผู้หนึ่งจูงมือหญิงสาวนางหนึ่งเดินออกมากระโดดขึ้นเวทีลุยไถ

        หญิงสาวนั้นหน้าตาผุดผาดดั่งพุดตาน คิ้วเรียวงามจรดจอน หว่างคิ้วแฝงแววองอาจ ยามอยู่ท่ามกลางแขกเหรื่อมากหลายกลับปราศจากท่าทีขวยเขินเอียงอาย

        ฮุ้นลุ่ยเบียดฝ่ากลุ่มคนเข้าไปชมดู จากคำสนทนาของผู้คนข้างเคียงทราบว่าชายชราหน้าแดงเป็นหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬฉายาอสนีบาดฟาดฟ้าเจี๊ยะเอ็ง หญิงสาวนั้นเป็นบุตรีนามเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ ต้องลอบชมเชยในใจ

        ‘ชายชรานี้หน้าแดงปากแหลม คล้ายเทพอสนีบาตในภาพวาด บุตรีที่ถือกำเนิดออกมากลับงดงามนัก’

        เห็นหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬประสานมือต่อใต้เวที กล่าวเสียงกังวานว่า “วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของเรา ได้รับเกียรติจากท่านทั้งหลายดั้นด้นมายังหมู่บ้านเรา เราขอคารวะทั้งหมดก่อนสามถ้วย”

        แขกเหรื่อใต้เวทีส่งเสียงโห่ร้องรับคำ พากันดื่มสุราลงไป หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬยกมือลูบเครา กล่าวว่า “หมู่บ้านนิลกาฬตั้งอยู่ในตำแหน่งเปลี่ยวร้าง ไม่มีของใดบำเรออารมณ์แขกเหรื่อ บุตรีเรายังพอรู้จักวิชาหมัดมวย ให้นางร่ายรำเพลงหมัดสักหลายท่าเป็นอย่างไร?”

        ทุกผู้คนโห่ร้องสนับสนุน หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวอีกว่า “เพียงแต่คนคนเดียวฝึกซ้อมเพลงหมัด ออกจะไร้รสชาติ รบกวนให้บุตรชายของหัวหน้าค่ายซัว หัวหน้าเกาะฮั่ง และหัวหน้าตึกลิ้ม ทั้งสามป้อนกระบวนท่าแก่นาง ดูว่าผู้ใดจะสันทัดจัดเจนกว่า เรามีของขวัญเล็กน้อยมอบให้ ไม่ทราบซี่เฮีย (คำเรียกชายหนุ่ม) ทั้งสามเห็นเป็นอย่างไร?”

        เขาแม้ไม่ได้บอกวิธีประลองเลือกเขยขวัญ แต่ผู้คนตามโต๊ะต่างๆ ล้วนเข้าใจเจตนาของเขา หัวหน้าเกาะฮั่งและหัวหน้าตึกลิ้มส่งเสียงสนับสนุนก่อน นำบุตรชายโผพุ่งขึ้นเวที

        หัวหน้าค่ายซัวลังเลเล็กน้อย จากนั้นนำบุตรชายกระโดดขึ้นเวที เวทีลุยไถสูงสองวา หัวหน้าค่ายซัวกระโดดขึ้นในคราเดียว แต่บุตรชายมันปลายเท้าเกี่ยวถูกขอบเวที แทบพลัดตกลงไป

        ผู้คนใต้เวทีตื่นเต้นสงสัยยิ่ง หัวหน้าค่ายซัวมีพลังฝีมือกล้าแข็ง บุตรชายมันสืบทอดวิชาฝีมือจากมันจนหมดสิ้น ทั้งยังอยู่ในวัยฉกรรจ์ แต่ดูจากท่วงท่ากระโดดครั้งนี้แสดงว่าพลังฝีมือเสื่อมถอย นับเป็นที่เหนือความคาดหมายผู้คนนัก

        หัวหน้าค่ายซัวขมวดคิ้ว คิดกล่าวกระไร บุตรชายของหัวหน้าเกาะฮั่งนามฮั่งไต้ไฮ้ชิงกระโดดถึงกลางเวที ประสานมือกล่าวว่า “ท่านลุงเจี๊ยะเปิดเผยยิ่ง เราก็ไม่เกรงอกเกรงใจอีก ขอรับการสั่งสอนจากซี่ม่วย (คำเรียกหญิงสาวเป็นน้อง) สักหลายท่า ขอซี่ม่วยยั้งมือไว้ไมตรี”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬยิ้มพลางกล่าวว่า “กล่าวประเสริฐ เราชมชอบคนรวบรัดชัดเจนที่สุด ทั้งหมดลงมือได้อย่างเต็มที่ ต่อให้รับบาดเจ็บ เราก็มีตัวยารักษา”

        ฮั่งไต้ไฮ้รับคำ ประสานมือคารวะ กราดฟาดสองมือออกด้วยท่าท้งจื้อไป่กวนอิม (ทารกกราบกวนอิม) ทั้งเป็นกระบวนท่าคารวะ และเป็นท่าจู่โจม หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกสบตาฝืนยิ้มแก่กันกล้ำกลืนคำพูดไว้

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์หมุนคว้างรอบหนึ่ง อ้อมไปด้านหลังฮั่งไต้ไฮ้ ฮั่งไต้ไฮ้หมุนซ้ายจู่โจมขวา แต่กระทั่งชายเสื้อของเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยังไม่อาจกระทบถูก ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้นางฝึกปรือวิชาฝีมือแนวทางเดียวกับเรา ล้วนดัดแปลงจากโป๊ยข่วยอิ้วซิงเจี้ย (ฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง)’

        ท่าร่างทะลวงบุปผาอ้อมต้นไม้ที่ฮุ้นลุ่ยฝึกซ้อมในป่าท้อเป็นวิชาขั้นสูงของฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง ดังนั้นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์อ้อมไปมาบนเวทีลุยไถ ฮุ้นลุ่ยล้วนสังเกตเห็นอย่างชัดเจน เห็นฮั่งไต้ไฮ้หมุนตัวตามเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ ยิ่งต่อสู้ยิ่งย่ำแย่ แต่ยังไม่ยอมหยุดมือ

        หัวหน้าเกาะฮั่งพลันขมวดคิ้วกล่าวว่า “เด็กโง่งม เจ้าไม่ใช่คู่มือเจี๊ยะโกวเนี้ย ยังไม่ล่าถอยมาอีก?”

        มันพอส่งเสียงร้อง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก็ชะลอท่าร่างลง ฮั่งไต้ไฮ้พลันกระโดดปราดขึ้น ต่อยติดต่อกันสามหมัด ฮุ้นลุ่ยต้องลอบหัวร่อ ครุ่นคิดขึ้น ‘ช่างเป็นตัวโง่งมที่ไม่ทราบเป็นตายร้ายดี ผู้อื่นอ่อนข้อให้มันยังไม่ทราบ’

        เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ถลันวูบ กระทุ้งศอกซ้ายออก ร่างอ้วนใหญ่ของฮั่งไต้ไฮ้ถูกกระทุ้งกระแทกล้มลง หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬประคองร่างมันขึ้น กล่าวว่า “ลูกหงส์ ยังไม่เข้ามาขอขมาอีก?”

        ฮั่งไต้ไฮ้กล่าวว่า “เราไม่บาดเจ็บ เจี๊ยะโกวเนี้ยมีฝีมือยอดเยี่ยม เรา...เรา...”

        มันเป็นตัวโง่งม แทบกล่าวคำ ‘เราไม่กล้ารับท่านเป็นภรรยา’ ออกมา บิดามันรีบถลึงตาใส่ มันค่อยกล้ำกลืนคำพูดไว้

        บุตรชายของหัวหน้าตึกลิ้ม นามลิ้มเต๋าอันโบกพัดจีบเดินออกมาช้าๆ ส่งเสียงดังพิกลว่า “เราก็ขอรับการสอนสั่งสักหลายท่า ซี่ม่วนต้องอ่อนข้อให้”

        มันท่าทางสุภาพเรียบร้อย พูดจาราวสตรี พอกล่าวจบกลับหุบพัดจีบ จี้ปราดใส่จุดชาที่ใต้ซอกแขนของเจี๊ยะฉุ่ยหงส์

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ใช้ท่าร่างในฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง วิ่นวนอยู่รอบกายมัน ลิ้มเต๋าอันเฝ้าที่มั่นไว้ ไม่เคลื่อนกายตามราง หาโอกาสจี้พัดออก มุ่งใส่จุดชาและจุดสลบบนร่างผู้คน สายตา        กลับจ้องมองเรือนร่างของเจี๊ยะฉุ่ยหงส์อย่างลุ่มหลง

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์รู้สึกคนผู้นี้ไม่ใช่ตัวดี ไม่ยอมแต่งงานกับมัน เพลงฝ่ามือยิ่งมายิ่งเร่งเร็ว แต่ลิ้มเต๋าอันมีฝีมือมิใช่ชั่วทั้งต้องคอยระวังวิชาจี้จุด ต่อสู้กันสามสี่กระบวนท่า ยังไม่อาจทำอย่างไรได้

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์สะอึกกายปราดเข้าหา เผยอริมฝีปากยิ้มให้กับมัน เผยเห็นฝันซี่เล็กๆ ขาวสะอาด รอยลักยิ้มรำไร ลิ้มเต๋าอันใจหายวาบ ครุ่นคิดขึ้น ‘ด้วยบุคลิกพลังฝีมือของเรา นางย่อมนิยมชมชอบแล้ว’

        เข้าใจว่านางหลังจากเผยอยิ้ม จะยอมรับการพ่ายแพ้ ดังนั้นหุบพัดยิ้มตอบให้ มิคาดเจี๊ยะฉุ่ยหงส์พลันกล่าวคำ “ล่วงเกิน” ยื่นมือกดใส่ขมับของมันเบาๆ ลิ้มเต๋าอันส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ดาวทองระยิบระยับเต็มหน้า สิ้นสติล้มลงกับพื้นเวที

        หัวหน้าตึกลิ้มเห็นบุตรชายล้มเหลวในวินาทีสุดท้าย สร้างความขุ่นเคืองยิ่ง แต่ไม่กล้าอาละวาด หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬนวดเฟ้นท้ายทอยลิ้มเต๋าอันแก้ไขมันฟื้นคืนสติมา ลิ้มเต๋าอันแค่นหัวร่อ ชักชวนบิดาลงจากเวที

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬสั่นศีรษะ ยกมือลูบเครากล่าวว่า “บุตรีเราได้ชัยด้วยโชคช่วยติดต่อกันสองรอบ ครั้งนี้ต้องให้บ้อกี๋ซี่เฮียอบรมสั่งสอนนางแล้ว”

        บ้อกี๋เป็นบุตรชายของหัวหน้าค่ายซัว ในชายหนุ่มทั้งสาม หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬชื่นชมมันที่สุด เพียงตำหนิมันมีฝีมือโหดเหี้ยมอำมหิตไปบ้าง แต่คนในโลกยากสมบูรณ์พร้อม มีบุตรเขยเช่นนี้นับว่าไม่เลวแล้ว

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬทราบว่าซัวบ้อกี๋มีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าบุตรีตนเอง คงต้องรับคำด้วยความยินดี มิคาดซัวบ้อกี๋ฝืนยิ้ม กล่าวว่า “ไม่ต้องประลองแล้ว หากประลองในวันนี้ ผู้หลานได้แต่ยอมรับความพ่ายแพ้”

        คำพูดพอกล่าว ทุกผู้คนล้วนงงงันวูบ หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวอย่างไม่พอใจ

        “หลานแซ่ซัวไฉนกล่าวเช่นนี้? หรือบุตรีเราไม่คู่ควรกับการยอมรับสอนสั่ง?”

        ซัวบ้อกี๋ฝืนยิ้มอีกครา ม้วนแขนเสื้อขึ้น เห็นบนแขนขวามีรอยบาดแผลพาดถึงข้อมือ บาดแผลลึกยิ่ง เผเยเห็นกระดูก ปากกล่าวว่า “เมื่อวานผู้หลานเรือล่มในหนองตื้น เสียทีแก่โจรน้อยผู้หนึ่ง”

        หัวหน้าค่ายซัวกล่าวเสริมว่า “เมื่อวนเราใช้โอ้วเล่ายี่ติดตามแพะอ้วนที่มาจากภาคเหนือผู้หนึ่ง มิคาดมันลอบว่าจ้างคนคุ้มกันผู้หนึ่งทำร้ายบ้อกี๋บาดเจ็บ”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬใจหายวาบ โอ้วเล่ายี่เป็นรองหัวหน้าค่ายตระกูลซัว พลังฝีมือเหนือล้ำกว่าซัวบ้อกี๋ คนทั้งสองผนึกกำลังยังถูกคนคุ้มกันผู้หนึ่งโค่นพ่ายแพ้ นับว่าเหลือเชื่อจริงๆ ดังนั้นกล่าวว่า “เช่นนี้เป็นว่า ผู้คุ้มกันนั้นกลับเป็นผู้มีฝีมือคนหนึ่ง เพียงไม่ทราบมันมีความเป็นมาอย่างไร เราก็คิดทำความรู้จักกับมันสักครา”

        ซัวบ้อกี๋ชี้มือไปที่หน้าเวที ร้องว่า “เจ้าผู้นั้นรับประทานดีหมีหัวใจเสือ ขวัญกล้าบังอาจยิ่ง มันอยู่ที่นี้เอง”

        หัวหน้าค่ายซัวตวาดว่า “เราสองพ่อลูกตระกูลซัวขอพิสูจน์ฝีมือเจ้าอีกครา”

        พลางโถมลงจากเวทีลุยไถ ทิ้งตัวลงที่เบื้องหน้าฮุ้นลุ่ย งอนิ้วทั้งห้าดุจตาขอตะกุยใส่ศีรษะนาง

        ฮุ้นลุ่ยมีท่าร่างรวดเร็วเพียงไหน พลันถลันหลบเลี่ยง ซัวบ้อกี๋ก็โถมตามติดมาถึง ตวัดมือซ้ายปักมีดสั้นเล่มหนึ่งใส่ ฮุ้นลุ่ยหมุนส้นเท้าปาดมือออก ยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้ท่านเป็นโจรคลุมหน้าเมื่อคืน”

        ได้ยินเสียงดัง มีดสั้นของซัวบ้อกี๋ก็ถูกปัดร่วงหล่นลงสู่พื้น

        แขกเหรื่อที่มาอวยพรมีอยู่กว่าครึ่งเป็นสหายของหัวหน้าค่ายซัว พอเห็นเช่นนั้นพากันฮือเข้ามาช่วยเหลือ ฮุ้นลุ่ยหมุนตัวรอบหนึ่ง หักศอกเตะเท้า โค่นคนที่เข้ามาช่วยเหลือล้มลงสองคนกระโดดปราดขึ้นบนโต๊ะแปดเหลี่ยมตัวหนึ่ง

        หัวหน้าค่ายซัวชักดาบจากหว่างเอว ติดตามมาฟันใส่ฮุ้นลุ่ยร้องว่า “ไร้ยางอาย คิดใช้พวกมากเอาชัยหรือ?”

        พลางยื่นมือผลักโต๊ะล้มลง ถ้วยชามปลิวกระจาย หัวหน้าค่ายซัวหลบไม่พ้น ถูกสุราน้ำแกงกระเซ็นใส่ร่าง สร้างความเดือดดาลคั่งแค้น สะบัดดาบขวับๆ ฟันใส่สองดาบ

        ฮุ้นลุ่ยชักกระบี่วิเศษปิดป้อง หัวหน้าค่ายซัวย่อร่างลงวูบ เปลี่ยนเป็นฟันใส่สองเท้าฮุ้นลุ่ย ฮุ้นลุ่ยใช้ท่าร่างอี้จื้อเซี้ยปวย (นางแอ่นเหินบิน) ลอยตัวขึ้น ตวัดกระบี่แทงปราดใส่ทรวงอก หัวหน้าค่ายซัวก้มศีรษะหลบเลี่ยง ได้ยินเสียงเคร้ง ดาบในมือถูกกระบี่วิเศษฟันหักเป็นสองท่อน

        ปรากฏผู้คนอีกหลายคนเข้ามาช่วยเหลือ หัวหน้าค่ายซัวฉวยโอกาสพลิกฝ่ามือวูบ กราดฟาดลงยังศีรษะ ใจกลางฝ่ามือกลับแดงราวโลหิต แสดงว่าเป็นฝ่ามือทรายพิษ หากถูกฟาดทำร้ายต้องเสียชีวิต

        ฮุ้นลุ่ยยื่นมือปราดออก ฉุดลากคนที่เข้ามาช่วยเหลือผู้หนึ่งต้านอยู่เบื้องหน้า หัวหน้าค่ายซัวรีบหดมือกลับไป ฮุ้นลุ่ยทะลวงออกทางช่องแตก ก็ปะทะกับซัวบ้อกี๋ ซึ่งคว้าเก้าอี้ตัวหนึ่งหวดลงอย่างดุดัน

        ฮุ้นลุ่ยฟันกระบี่ด้วยท่วงท่าหงส์ผงกหัว ฟันเก้าอี้หักเป็นสองท่อน หัวหน้าค่ายซัวไขว้สลับสองมือกราดฟาดเข้ามา ฮุ้นลุ่ยไม่พลิกแพลงเปลี่ยนกระบวนท่าขยับสั่นพลิ้วตัวกระบี่แทงปราดออกตามสภาวะ พลันปรากฏเงาคนโถมเข้ามาแยกสองมือออก คุกคามฮุ้นลุ่ยกับหัวหน้าค่ายซัวพุ่งถอยไปสองก้าว ได้ยินหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬร้องว่า “พี่ซัวโปรดให้เกียรติผู้น้อง สหายน้อยผู้นี้ก็หยุดมือ”

        หัวหน้าค่ายซัวกล่าวว่า “ท่านต้องตัดสินใจแทน เกียรติภูมิของเราสองพ่อลูกล้วนพึ่งพาคำพูดของท่านคำเดียว”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกวาดมองฮุ้นลุ่ยแวบหนึ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘ในโลกกลับมีชายหนุ่มรูปงามเช่นนี้ หากมิใช่เห็นมันลงมือกับตา แทบไม่เชื่อว่ามันสามารถโค่นสองพ่อลูกตระกูลซัวได้’

        ดังนั้นบังเกิดความลังเล ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “หัวหน้าเจี๊ยะ ข้าพเจ้าล่วงเกินแขกของท่านแล้ว วันนี้ข้าพเจ้ามาอวยพรวันเกิด ไม่กล้าลงมือต่อท่าน ท่านจะฆ่าจะฟันเชิญจัดการได้”

        ตามกฎระเบียบบู๊ลิ้ม ฮุ้นลุ่ยมาอวยพรวันเกิด ถือเป็นแขกของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ ต่อให้เป็นเรื่องที่สำคัญเทียมฟ้า หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬก็สมควรรับผิดชอบ หัวหน้าค่ายซัวพอฟัง ต้องลอบด่าคำ “เด็กน้อยที่กลอกกลิ้ง” จากนั้นถามว่า “เจี๊ยะตั่วกอ สหายน้อยนี้มีนามสูงส่งว่ากระไร สังกัดสำนักอาจารย์ใด?”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬงงงันวูบ จึงกล่าว “เราไหนเลยทราบได้?”

        “ที่แท้เจี๊ยะตั่วกอไม่รู้จักมัน แสดงว่ามันสวมรอยเป็นแขกเหรื่อ อ้างว่ามาอวยพรวันเกิด แท้ที่จริงคิดซ่อนตัวหลีกเลี่ยงเภทภัย”

        “อย่างนั้นท่านเห็นควรทำอย่างไร?”

        หัวหน้าค่ายซัวกล่าวว่า “ให้มันสองมอบม้าราชสีห์ส่องราตรี และมุกมณีที่รับคุ้มกันออกมา จากนั้นให้บ้อกี๋กรีดใส่ต้นแขนมันดาบหนึ่ง เป็นอันเลิกรากัน”

        ฮุ้นลุ่ยพอฟังคำ ‘ม้าราชสีห์ส่องราตรี’ ต้องฉุกคิดขึ้น ‘ฟังว่าม้าราชสีห์ส่องราตรีเป็นยอดม้าที่ยากพบได้ของมองโกล ก่อนนี้เป็นของบรรณาการ ต่อให้มีพันตำลึงทองยังยากซื้อหา คิดไม่ถึงม้าขาวของนักศึกษานั้นกลับเป็นม้าราชสีห์ส่องราตรี’

        นึกถึงตอนนี้ ห้วงสมองปรากฏภาพใบหน้าที่คล้ายยิ้มคล้ายไม่เชิงยิ้ม ท่าทีที่เกียจคร้านของนักศึกษาขึ้น หวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวันก่อน ต้องนึกระแวงสงสัยต่อความเป็นมาของนักศึกษา

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเห็นฮุ้นลุ่ยยืนซึมเซา เข้าใจว่าเขาแตกตื่นตะลึงลาน ดังนั้นกล่าวว่า “สหายน้อยนี้มีคำพูดใดจะกล่าว?”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “เขาปล้นชิงคน ข้าพเจ้าช่วยคน พวกเขาหากไม่ยินยอมพร้อมใจก็เข้ามา ขอเพียงพวกเขาสองพ่อลูกได้ชัย อย่าว่าแต่กรีดใส่ต้นแขนดาบหนึ่ง ต่อให้แทงใส่สามดาบห้าดาบ ข้าพเจ้าก็ไม่อาจหนีรอดได้”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬหน้าเคร่งเครียดลง ครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้เด็กน้อยนี้เพิ่งออกท่องเที่ยว ไม่ทราบว่าเมื่อมาถึงที่นี้ เราเป็นเจ้าของเรื่อง เจ้าท้าสู้ต่อพวกทัน เท่ากับท้าสู้ต่อเรา’

        หัวหน้าค่ายซัวพอฟัง ต้องหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “เจี๊ยะตั่วกอ เด็กน้อยนี้มิเพียงไม่เห็นเราสองพ่อลูกอยู่ในสายตา แม้แต่ท่านก็ไม่แยแสเหลือบแล”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวเสียงเครียดว่า “เราย่อมมีความคิดอ่านเอง สหายน้อย เจ้าคิดประลองกระบี่หรือประลองเพลงหมัด?”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ประลองกับท่านหรือ? วิชากระบี่เหยียบเมฆของท่านมีชื่อเสียง ผู้เยาว์ไหนเลยลงมือต่อท่านได้? ข้าพเจ้าเพียงคิดประลองกับพวกมัน”

        “ไม่ประลองก็ไม่ได้ เห็นแก่เจ้าเป็นผู้เยาว์ เล่าฮูจะไม่ลงมือต่อเจ้า ลูกฉุ่ยเจ้าลงมือแทนเราสักหลายกระบวนท่า เด็กน้อยรีบขึ้นเวทีไป”

        คำพูดนี้เหนือความคาดหมายผู้คนนัก หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกยิ่งขุ่นแค้นจนหน้าเขียวคล้ำ ควรทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬตั้งเวทีลุยไถในวันนี้เพื่อเลือกเขยขวัญให้กับบุตรี หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเอ่ยปากเช่นนี้ เท่ากับพึงตาต้องใจฮุ้นลุ่ยแล้ว

        ฮุ้นลุ่ยเงยหน้าขึ้น เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์หน้าแดงระเรื่อ กวาดตามองมายังหน้าเวที พอดีสบตากัน ฮุ้นลุ่ยฉุกใจคิด รับคำว่า “เคารพมิสู้ทำตามคำสั่ง ข้าพเจ้าจะขึ้นเวทีไปรับมือเสียวเจี๊ยะสักหลายกระบวนท่า”

        พลางเดินออกไปอย่างปลอดโปร่ง กระโดดขึ้นเวที

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬทรุดนั่งลงที่ข้างกาย ยกมือลูบเครากล่าวว่า “ซัวตั่วกอ พวกเราคบหานานปี เราไม่ปล่อยให้ท่านเสียเปรียบ แต่ผู้เยาว์รุ่นหลังควรส่งเสริม หากคิดจู่โจมปลิดชีวิต แสดงว่าพวกเราใจคับแคบไปแล้ว”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเป็นผู้นำของชาวยุทธจักรมณฑลซัวไซและเซียมไซ หัวหน้าค่ายซัวได้แต่ข่มเพลิงโทสะ กล่าวว่า “ตั่วกอกล่าวถูกต้อง ผู้น้องขอรับการสอนสั่ง ขออำลา”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกดร่างมันไว้ กล่าวว่า “ชมดูการต่อสู้รอบนี้ค่อยไปก็ไม่สาย ท่านดูพวกมันต่อสู้อย่างเร้าใจยิ่ง”

        เห็นบนเวทีลุยไถปรากฏเงาร่างสองสายพุ่งวนไปมา ฮุ้นลุ่ยสวมเสื้อผ้าขาว เจี๊ยะฉุ่ยหงส์สวมเสื้อเขียวกระโปรงแดงดูไปคล้ายเมฆขาวกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมฟ้าเขียวเมฆแดงเอาไว้ ชวนให้ผู้คนตาลายพร่าพราย

        ด้วยวิทยายุทธ์ของฮุ้นลุ่ย ความจริงสามารถโค่นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ภายในสามสิบกระบวนท่า แต่ฮุ้นลุ่ยต้องการชมดูท่าเท้าเหยียบเมฆของนาง ดังนั้นออมมือเอาไว้ ท่าเท้าเหยียบเมฆดัดแปลงจากฝ่ามือแปดทิศแขวนร่าง เพลงกระบี่เหยียบเมฆของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬมีชื่อลือเลื่อง เพราะปรับพื้นฐานจากท่าเท้านี้ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์แม้ฝึกจากบิดาเพียงสี่ห้าส่วน เมื่อใช้ออกยังก่อกวนผู้คนตาลายสมองหมุน

        ฮุ้นลุ่ยใช้ท่าร่างทะลวงบุปผาอ้อมต้นไม้สู้พัวพันกับนาง ไม่รีบร้อนเผด็จศึก เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก็ดูออกว่าอีกฝ่ายหนึ่งยั้งมือไว้ไมตรี กลับครุ่นคิดขึ้น ‘เราหากไม่แสดงฝีมือออกมา วันหน้าแต่งงานกัน ไยมิใช่ถูกเขาดูแคลน?’

        นางเป็นโกวเนี้ยที่ดื้อรั้นชอบเอาชัย ดังนั้นเข้าใจผิดว่าฮุ้นลุ่ยดูแคลนนาง เพลงฝ่ามือพลันเปลี่ยนแปร ใช้ออกอย่างเร่งร้อน ในความอ่อนแฝงความแข็ง ระหว่างจี้นิ้วฟาดฝ่ามือแฝงแนวทางของกระบี่เหยียบเมฆ

        ฮุ้นลุ่ยใจสั่นสะท้าน รับมือนางสิบกว่ากระบวนท่า จากนั้นดัดแปลงใช้แป๊ะเปี่ยงเฮี้ยงกีเกี่ยมฮวบ (เพลงกระบี่พิสดารร้อยแปลง) ของสำนักอาจารย์เป็นฝ่ามือ ทั้งหลอกล่อทั้งจริงจังแปรเปลี่ยนสุดหยั่งคาด พลิกสถานะเป็นฝ่ายรุก

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์เห็นเช่นนั้น กลับบังเกิดความยินดี ครุ่นคิดขึ้น ‘ในที่สุดเราบีบบังคับท่านแสดงวิชาฝีมือแท้จริงออกมาแล้ว’

        นางพอเห็นบุคลิกพลังฝีมือของฮุ้นลุ่ย ก็ลุ่มหลงงมงายแต่แรก ดังนั้นใช้กระบวนท่าเสี่ยงภัย โน้มตัวไปเบื้องหน้า กลับสะอึกไปในอ้อมอกฮุ้นลุ่ย ยื่นนิ้วสามนิ้วคว้าใส่ชีพจรข้อมืออีกฝ่ายหนึ่ง

        ฮุ้นลุ่ยยามฉุกละหุกไม่ทันขบคิดใคร่ครวญ ยกข้อมือดันแขนของนางขึ้น แขนซ้ายรวบวูบ โอบนางไว้อย่างถนัดถนี่ กดนิ้วใส่ใต้ซอกแขนนาง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ร่างชาวูบล้มลงไปในอ้อมออกฮุ้นลุ่ยอย่างลืมตัว

        ฮุ้นลุ่ยร้องโอยคราหนึ่ง ได้ยินผู้คนใต้เวทีหัวร่อครืนออกมา ค่อยฉุกคิดว่าตนเองอยู่ในคราบบุรุษ ถึงกับหน้าแดงสดใส รีบกดมือใส่ซอกแขนนาง คลายจุดชาให้ ผลักไสนางเบาๆ ตนเองพุ่งถอยไปสามก้าว ประสานมือกล่าวว่า “ข้าพเจ้าล่วงเกินแล้ว”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬที่ใต้เวทียกมือลูบเคราอย่างยิ้มแย้ม หัวหน้าค่ายซัวหน้าเขียวคล้ำ กล่าวว่า “ขอแสดงความยินดที่ตั่วกอเลือกได้เขยขวัญ ผู้น้องขออำลา”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเรียกรั้งไว้ กล่าวว่า “น้องแซ่ซัว เราผู้พี่ขอขมาแทนท่าน จัดหาไข่มุกให้ห่อหนึ่ง ม้าราชสีห์ส่องราตรีมิใช่ม้าธรรมดา ได้แต่ขอให้ท่านไปยังคอกม้าเรา เลือกม้าดีสิบตัวเป็นการชดใช้ ขอให้น้องเราปล่อยปละละเว้นสินค้าที่มันคุ้มกันเที่ยวนี้เถอะ”

        มันฟังจากปากคำหัวหน้าค่ายซัว ยังเข้าใจว่าฮุ้นลุ่ยเป็นผู้คุ้มกันสินค้าจริงๆ

        หัวหน้าค่ายซัวแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ขอบคุณตั่วกอ ผู้น้องยังมีสมบัติอยู่บ้าง ไม่กล้าละโมบไปตามกฎของชาวมิจฉาชีพ ผู้น้องเมื่อลงมือล้มเหลวครั้งหนึ่ง จะไม่ยอมเลิกรา ขอตั่วกอให้อภัย”

        พลางประสานมือคารวะจนจรดพื้น นำซัวบ้อกี๋แหวกฝ่ากลุ่มคนจากไป

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬรู้สึกไม่พอใจ ส่งพ่อบ้านส่งแขก ตนเองกระโดดขึ้นเวทีลุยไถ เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก้มศีรษะต่ำ ใช้นิ้วมือม้วนพันสายรัดเอว ฮุ้นลุ่ยก็มีสีหน้ากระอักกระอ่วน ดังนั้นหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “นี่นับว่าคลื่นลูกหลังไล่คลื่นลูกแรก คนรุ่นใหม่ทดแทนคนรุ่นเก่า ยอดยุทธ์อายุเยาว์หาได้ยากเย็นยิ่ง”

        ตอนอยู่หน้าเวที มันตรวจสอบเทียบคารวะของฮุ้นลุ่ยจากพ่อบ้าน ล่วงรู้ชื่อแซ่ของเขา ยามนั้นกล่าวอีกว่า “ฮุ้นเซียงกง (คำยกย่องชายหนุ่มฮุ้น) ด้วยฝีมือของเจ้า ไยต้องเป็นผู้คุ้มกันด้วย?”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้เป็นผู้คุ้มกัน เมื่อวันก่อนรู้จักสหายผู้หนึ่งโดยบังเอิญ ช่วยเหลือเขาต่อสู้กับโจรปล้นชิง เพราะอริกับหัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกโดยไม่ตั้งใจ”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬคลายใจลงกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ในบ้านเจ้ายังมีผู้ใด? หมั้นหมายแล้วหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยลังเลเล็กน้อย จึงกล่าว “ข้าพเจ้ายังมีกอกอผู้หนึ่ง ยังไม่ได้หมั้นหมาย”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “เจ้าได้ชัยจากเวทีลุยไถ เราจะมอบของขวัญแก่เจ้าสักเล็กน้อย”

        พลางล้วงแหวนหยกออกมาวงหนึ่ง บนวงแหวนฝังเพชรตาแมวแวววาวลูกหนึ่ง ปากกล่าวว่า “นี่เป็นของที่มารดาของลูกฉุ่ยก่อนตายมองต่อนาง ตอนนี้จะมอบแก่เจ้า”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “เมื่อเป็นสมบัติของเจี๊ยะเสี้ยวเจี๊ยะ ผู้เยาว์ไม่กล้ารับไว้”

        “นี่เป็นของหมั้นหมายของพวกเจ้า ไหนเลยไม่อาจรับไว้?”

        “ผู้เยาว์ไม่กล้าอาจเอื้อม”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬหน้าเคร่งเครียดลง กล่าวเบาๆ “เจ้ารังเกียจบุตรีเราหรือ?”

        ฮุ้นลุ่ยชำเลืองมองนางแวบหนึ่ง เห็นเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ม้วนชายกระโปรง ใบหน้าแดงสดใส ใช้ดวงตาทั้งกลมโตมองดูตนเอง น้ำตาเอ่อคลอหน่วยแทบหยดหยาด ดังนั้นฉุกคิดขึ้น ‘เอาเถอะ เราจะใช้แผนตอนต่อบุปผา’

        ดังนั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้ากำพร้าบิดามารดา มีญาติผู้ใหญ่เป็นเจ่กโจ้ว (บุคคลรุ่นเดียวกับปู่แต่อายุอ่อนกว่า) ดีต่อข้าพเจ้าราวลูกหลาน เรื่องการแต่งงาน ต้องกราบเรียนท่านผู้เฒ่าก่อน”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬถามว่า “เจ่กโจ้วเจ้ามีชื่อเรียงเสียงใด? เป็นบุคคลชนชั้นใด?”

        “นามของเจ่กโจ้วไม่สะดวกกับการบอกกล่าวในที่นี้ ท่านผู้เฒ่าเป็นชาวยุธจักรที่มีชื่อเลื่องลือ”

        “ขอเพียงเป็นชาวยุทธจักร เมื่อเอ่ยถึงชื่อเราอสนีบาตฟาดฟ้าเจี๊ยะเอ็งยังให้เกียรติอยู่บ้าง เรื่องการแต่งงานนี้ เจ้าไม่ต้องห่วงพะวงไปแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยคุกเข่าลงหมอบกราบกราน เรียก “ท่านงักแป้” (พ่อตา) ล้วงปะการังจากอกเสื้อต้นหนึ่ง กล่าวว่า “ระหว่างเดินทางไม่ได้พกนำสิ่งของใด ปะการังต้นนี้ถือเป็นของหมั้นหมาย”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬหัวร่อฮาๆ ส่งปะการังต่อบุตรี ฉุดดึงฮุ้นลุ่ยลุกขึ้น หยุดยืนอยู่กลางเวทีลุยไถ กล่าวเสียงกังวาน “ฮุ้นเซียงกงผู้นี้ถือเป็นครึ่งบุตรของเรา วันหน้าออกท่องยุทธจักร ขอให้ท่านทั้งหลายเกื้อกูลดูแลให้มากไว้”

        แขกเหรื่อที่หน้าเวทีพากันแสดงความยินดี หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวอีกว่า “เลือกวันนี้มิสู้ชนวัน เราอายุสูงวัยกลัวความยุ่งยาก ฉวยโอกาสที่สหายทั้งหลายอยู่ที่นี้ จัดงานวันเกิดและวันแต่งงานพร้อมกัน จะได้ไม่ต้องรบกวนให้ท่านทั้งหลายลำบากลำบนอีก”

        แขกเหรื่อพากันผุดลุกขึ้น ส่งเสียงสนับสนุน จากนั้นมีคนมาคะยั้นคะยอให้ฮุ้นลุ่ยดื่มสุรา ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าอายุยังเยาว์ เรื่องการแต่งงานให้รอไว้ก่อน”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวว่า “เราคิดรั้งเจ้าไว้ข้างกาย พวกเจ้าแต่งงานกันแต่เนิ่นๆ จะได้สะดวกกว่าเดิม”

        ไม่รอให้ฮุ้นลุ่ยเอ่ยปาก สั่งให้ฮุ้นลุ่ยกับเจี๊ยะฉุ่ยหงส์กราบไหว้ฟ้าดินบนเวที หัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “เรามีการกระทำรวบรัดชัดเจนตลอดมา ตั้งเวทีลุยไถเลือกเขยขวัญ พานใช้เวทีลุยไถจัดงานแต่งงาน”

        แขกเหรื่อทั้งหลายส่งเสียงโห่ร้องสนับสนุน รอจนฮุ้นลุ่ยกราบคารวะงักแป้พากันกรอกสุราต่อนาง ฮุ้นลุ่ยกำลังกลัดกลุ้มใจที่ไม่อาจเอาตัวรอด ดังนั้นไม่ปฏิเสธ ร่ำดื่มสุราสิบกว่าจอก ลอบเกร็งกำลังภายในรีดเร้น อ้าปากพ่นสุราออกมา ส่ายร่างโงนเงนล้มลง ได้ยินแขกเหรื่อทั้งหลายร้องว่า “ฮุ้นเซียงกงเมาแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยก็บังเกิดความมึนเมาอยู่หลายส่วน ดังนั้นฉวยโอกาสเมามาย ล้มไปบนร่างเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกล่าวว่า “ชายหนุ่มดื่มสุราไม่เป็น ก็ไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจ ลูกฉุ่ยประคองมันกลับไป”

        ฮุ้นลุ่ยหลับตาลง พาดศีรษะกับหัวไหล่เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ ปล่อยให้นางประคองเข้าห้อง หลับใหลทั้งที่สวมใส่เสื้อผ้าตัวเดิม ตอนแรกนางแสร้งเป็นมึนเมา จากนั้นบังเกิดความอ่อนเพลีย เคลิ้มหลับไปโดยไม่รู้ตัว

        เมื่อตื่นขึ้นมา เห็นภายในห้องจุดเทียนไขแดงโชติช่วง เงาจันทร์สาดส่องเข้าห้อง ที่แท้เป็นยามวิกาลดึกดื่น เจี๊ยะฉุ่ยหงส์นั่งปรนนิบัติอยู่ด้านขาง เห็นฮุ้นลุ่ยลืมตาขึ้น จึงยิ้มเล็กน้อยกล่าวว่า “เซี่ยงกงสร่างเมาแล้วหรือ?”

        พลางรินน้ำชาเข้มข้นถ้วยหนึ่ง ยื่นแขนประคองฮุ้นลุ่ยขึ้น ส่งถ้วยชาถึงมุมปากของนาง

        ฮุ้นลุ่ยจิบน้ำชาคำหนึ่ง รู้สึกมีกลิ่นหอมกำซาบซ่านเมื่อเพ่งตามอง เห็นภายในห้องตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม โต๊ะเตี้ยตั้งกระถางสามขา ลักษณะโบราณ ภายในบรรจุกำยาน ระเหยควันเขียวลอยอ้อยอิ่ง

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์เห็นนางจับจ้องมองกระถาง จึงกล่าว “บิดาบอกว่านี่เป็นกระถางสมัยราชวงศ์โจว เป็นวัตถุโบราณที่หายากยิ่ง แต่ข้าพเจ้าไม่เห็นมีอันใดเป็นพิเศษ โต๊ะเตี้ยนั้นฟังว่าจัดทำจากไม้ติ่มเฮียงแดนน่ำไฮ้ (ทะเลใต้)”

        ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ กระถางโบราณสมัยราชวงศ์โจวเนื้อไม้ติ่มเฮียงทะเลใต้ล้วนเป็นของมีค่าควรเมือง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กลับจัดตั้งอยู่ภายในห้อง เมื่อกวาดตามอง เห็นมีเครื่องประดับที่จัดทำจากปะการัง หยกเขียว ไข่มุก และอัญมณีอยู่สิบกว่าชิ้น เพียงต้นปะการังบนโต๊ะก็สูงร่วมเชียะ เปรียบกับต้นปะการังต้นเล็กๆ ที่นางมอบแก่นางเป็นของหมั้น ไม่อาจเทียบเปรียบได้ สร้างความสงสัยใจยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬแม้ป็นผู้นำของยุทธจักรแว่นแคว้นหนึ่ง ก็ไม่ควรร่ำรวยถึงเพียงนี้’

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์แอบอิงอยู่ข้างกายนาง ถามเบาๆ ว่า “ฮุ้นเซียงกง บ้านของท่านทำอะไร?”

        “ข้าพเจ้ากำพร้าบิดามารดาตั้งแต่เล็ก ฟังว่าท่านปู่เคยเป็นขุนนางบ้านเมือง”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ฮุ้นเซียงกง ท่านชมชอบข้าพเจ้าจริงๆ?”

        “ท่านมีรูปโฉมงดงามเพียงนี้ ทั้งมีวิทยายุทธ์สูงเยี่ยม ไม่เพียงข้าพเจ้าชอบท่าน คาดว่าบุรุษทั้งหมดล้วนชมชอบท่าน”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวถามว่า “นี่เป็นวาจาใด?”        

        “ข้าพเจ้ามีพี่น้องร่วมสาบานคนหนึ่ง ไม่ว่าบุคลิกและพลังฝีมือล้วนเหนือล้ำกว่าข้าพเจ้า ข้าพเจ้าคิด...”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ร้องไห้โฮออกมา กระชากเสียงว่า “ท่านเข้าใจว่าข้าพเจ้าเป็นคนเยี่ยงไร? ท่านไม่ต้องการข้าพเจ้าพานบอกออกมา ข้าพเจ้าทราบว่าพวกท่านเหล่าบุตรหลานขุนนาง        ดูแคลนบุคคลเช่นพวกเรา”

        “ข้าพเจ้ายังไม่ทราบท่านเป็นบุคคลเยี่ยงไร?”

        “ท่านดูไม่ออกจริงๆ ข้าพเจ้าเป็นบุตรีโทนของมหาโจร”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “นั่นไม่นับเป็นอย่างไร พี่น้องร่วมสาบานของเราเป็นโจรที่อื้อฉาวยิ่งกว่า”

        “ท่านเอาแต่พูดถึงพี่น้องร่วมสาบานของท่าน หมายความว่าอย่างไร?”

        ฮุ้นลุ่ยเห็นนางมีสีหน้าขุ่นแค้น พลันฉุกคิดว่า ค่ำคืนแรกวิวาห์ เอ่ยถึงบุรุษอื่นต่อนาง นับว่าไม่เหมาะกับกาลเทศะจริงๆ ดังนั้นครุ่นคิดขึ้น ‘ต่อให้เราคิดหมั้นหมายให้กับจิวซัวมิ้งก็ไม่ต้องรีบร้อนถึงเพียงนี้’

        ได้ยินเจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวอีกว่า “ข้าพเจ้าติดตามบิดาออกบุกบั่นตั้งแต่เล็ก ไม่ทราบมีคนมากน้อยเท่าใดขอแต่งงานด้วย ข้าพเจ้าเคยสาบานว่า หากมิใช่คนที่ข้าพเจ้าพึงตาต้องใจ ขะไม่ขอแต่งงานกับเขา หากเป็นผู้ที่ข้าพเจ้าพึงตาต้องใจ เขาไม่ต้องการข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้แต่ฆ่าตัวตาย วันนี้ท่านลวนลามต่อข้าพเจ้าบนเวทีลุยไถ ตอนนี้ยังแต่งงานกัน กลับไม่ยึดถือข้าพเจ้าเป็นภรรยา ท่านใช่คิดรังแกข้าพเจ้าหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยคิดไม่ถึงนางมีอารมณ์แข็งกร้าวถึงเพียงนี้ หวนนึกถึงนางไม่เคยพบหน้าจิวซัวมิ้ง ไม่ทราบนางถูกชะตาหรือไม่ แผนตอนต่อบุปผาที่หมั้นหมายคนแทนผู้อื่น ไม่กล้าเอ่ยถึงอีก เพียงกล่าวว่า “ผู้ใดว่าข้าพเจ้าไม่ยึดถือท่านเป็นภรรยา? ท่านอย่าร้องไห้ ท่านต้องการให้ข้าพเจ้าทำอย่างไร?”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ครุ่นคิดในใจ ‘ท่านไฉนไม่คิดสนิทสนมกับเรา?’

        แต่คำพูดนี้ไม่อาจกล่าวจากปาก หน้าผุดผาดแดงซ่านด้วยความอาย ฮุ้นลุ่ยกุมมือนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้เจ๊ (พี่สาว) ปีนี้ท่านอายุเท่าใด?”

        “สิบแปดปี”

        “ท่านอายุมากกว่าข้าพเจ้าหนึ่งปี ข้าพเจ้าควรเรียกท่านเป็นเจ้เจ๊ จริงๆ ม่วยม่วย (น้องสาว) ของท่าน...”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านยังไม่สร่างเมาหรือ? ข้าพเจ้าบอกต่อท่านแล้วว่า ข้าพเจ้าเป็นบุตรีคราบบุรุษ ต้องหัวร่อออกมากล่าวว่า “ข้าพเจ้าเลอะเลือนไปแล้ว เจ้เจ๊ ข้าพเจ้าเป็นตี่ตี๋ (น้องชาย) ท่านดีหรือไม่ ตี่ตี๋ท่านไม่รู้จักพูดจา ขอท่านอย่าได้ตำหนิ”

        พลางลูบหลังมือนางเบาๆ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์หัวร่อทั้งน้ำตา กล่าวว่า “ท่านคล้ายเด็กทารกจริงๆ อย่างนั้นท่านต้องเชื่อฟังเจ้เจ๊ ถอดเสื้อผ้าแล้วค่อยเข้านอน ท่านดูรองเท้า ท่านยังไม่ถอด ผ้าปูที่นอนต้องเปลี่ยนใหม่แล้ว”

        เมื่อครู่ฮุ้นลุ่ยล้มตัวลงนอนทั้งที่สวมเสื้อผ้า เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยังบังเกิดความเอียงอายของเจ้าสาวไม่กล้ากระทบถูกนาง ยามนี้หลังจากสนทนากัน ค่อยสนิทสนมคุ้นเคย เห็นฮุ้นลุ่ยไม่ยอมลุกขึ้น ต้องกล่าวอย่างขุ่นเคืองแง่งอนว่า “หรือท่านยังต้องให้เจ้เจ๊ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กับท่าน?”

        กล่าวจบหัวร่อคิกออกมา หน้าแดงฉานจรดใบหู ฮุ้นลุ่ยลำบากใจยิ่งไม่ทราบตกลงใจอย่างไร นอกประตูพลันบังเกิดเสียงหญิงรับใช้ดังว่า “โกวเอี้ย (คำเรียกเขยขวัญของผู้เป็นนาย) สร่างเมาแล้วหรือไม่?”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ตอบคำ “สร่างเมาแล้ว” หญิงรับใช้กล่าวว่า “นายผู้เฒ่าเชิญท่านกับโกวเนี้ยไป”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์อุทานอย่างนึกได้ กล่าวเบาๆ กับฮุ้นลุ่ยว่า “ตี่ตี๋ ท่านลุกขึ้น ไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว?”

        ฮุ้นลุ่ยหายใจโล่งอก เลิกผ้าห่มกระโดดลงจากเตียง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์เปิดประตูห้อง สั่งต่อหญิงรับใช้ว่า “ผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าที่นอนใหม่หมด”

        หญิงรับใช้เห็นบนผ้าผูที่นอนเต็มไปด้วยรอยเท้า ต้องปิดปากหัวร่อ เจี๊ยะฉุ่ยหงส์มือหนึ่งถือโคม มือหนึ่งกุมมือฮุ้นลุ่ย ลดเลี้ยงระเบียงหลายสาย เข้าสู่หอใหญ่หลังหนึ่ง

        หอหลังนี้สูงห้าชั้น เจี๊ยะฉุ่ยหงส์จูงฮุ้นลุ่ยขึ้นถึงชั้นบนสุด เห็นกึ่งกลางหอจัดตั้งโต๊ะกลม บนโต๊ะสุมอัญมณีจินดามากมายสุดคณานับ หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬนั่งอยู่ข้างโต๊ะ โดยมีผู้คนสี่คนนั่งร่วมด้วย

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬเห็นนางเข้ามา ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “ครั้งนี้หยิบเพิ่มไปอีกชิ้นหนึ่ง ลูกฉุ่ย ลูกลุ่ย พวกเจ้าเลือกคนละชิ้น ที่เหลือค่อยแจกจ่ายให้กับสหาย”

        ฮุ้นลุ่ยมึนงงสงสัย เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวว่า “นี่เป็นกฎของพวกเรา ท่านทำตามคำพูดบิดา เลือกของชิ้นหนึ่งก่อน”

        ฮุ้นลุ่ยหยิบสิงโตหยกไปตัวหนึ่ง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ก็หยิบฉวยปิ่นหยกอันหนึ่งไปโดยไม่เลือกสรร ฮุ้นลุ่ยกวาดตามอง พบว่าหอห้องนี้สมถะยิ่ง นอกจากจัดวางหีบเหล็กใบหนึ่งแล้ว ทั้งไม่มีเครื่องเรือน และไม่มีเครื่องประดับ เพียงแต่บนผนังแขวนภาพขนาดใหญ่ใบหนึ่ง วาดรูปเมืองใหญ่ที่อิงภูเขา มีน้ำล้อมรอบแต่งแต้งด้วยศาลาหอเก๋ง ผู้คน สวนหย่อม ดูไปคล้ายเป็นมหานครในแดนกังหนำ

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้าชมชอบภาพภาพนี้หรือ? วันพรุ่งนี้เราค่อยบอกตำนานของภาพวาดภาพนี้ต่อเจ้า ตอนนี้เจ้ากลับไปได้แล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยและเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ล่าถอยออกจากห้อง ได้ยินแขกภายในห้องกล่าวว่า “น่าเสียดายนักน่เป็นการซื้อขายครั้งสุดท้ายแล้ว”

        หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “ในโลกไหนเลยมีดอกไม้ไม่โรยรา? เราอายุสูงวัย ไม่อาจซื้อขายต่อไป เอาเถอะ พวกเราทำตามกฎระเบียบเดิม พวกท่านตีราคาเถอะ”

        ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจยิ่ง คิดสดับฟังต่อไป ก็ถูกเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ฉุดลากลงจากหอ เมื่อกลับเข้าห้องหอ เห็นผ้าปูที่นอนเปลี่ยนใหม่ พรมสีเลือดหมูรับกับผ้าห่มลายปักสีแดงสด ยิ่งเน้นถึงความงามเฉิดฉัน

        ยามนั้นได้ยินเสียงเคาะเกราะบอกดมงยามดังมาแต่ไกล เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวว่า “ยามสามแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ตอนนี้ข้าพเจ้ากลับไม่คิดนอน ท่านบอกต่อข้าพเจ้า บิดาท่านเป็นเรื่องราวใด?”

        “บิดาเราเป็นดจรโดดเดี่ยว ทุกปีจะออกไปประกอบคดีหนึ่ง โดยที่คนบ้านเดียวกันไม่ล่วงรู้ ทุกครั้งที่กลับถึงบ้าน จะให้ข้าพเจ้าเลือกอัญมณีก่อนชิ้นหนึ่ง ที่เหลือค่อยนำออกจำหน่าย”

ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ของที่ขโมยมา ไหนเลยออกจำหน่ายได้?”

        “ย่อมมีคนทำการค้านี้ ชายฉกรรจ์เมื่อครู่ทั้งสี่เป็นคนรับซื้อมุกมณีของบิดาโดยเฉพาะ ฟังว่าพวกเขามีความสามารถใหญ่หลวง ของที่ปล้นมาจากภาคเหนือ นำไปขายทางภาคใต้ ของที่ปล้นมาจากภาคใต้ นำไปขายทางภาคเหนือ ไม่เคยล้มเหลวมาก่อน เงินที่บิดาได้มา ส่วนน้อยเพิ่มฐานะให้กับตนเอง ที่เหลือส่วนใหญ่แจกจ่ายให้กับชาวยุทธจักรที่ยากไร้”

        “ที่แท้เป็นเช่นนี้ มิน่าเล่าบิดาท่านได้รับเรียกขานเป็นเหมือนเม่งเซี้ย*”

        * เม่งเซี่ยเป็นคนใจกว้างสมัยเลียดก๊ก ชุบเลี้ยงผู้คนหลายพันคน ขอเพียงมีความสามารถต่ำต้อยน้อยนิด ล้วนรับอุปการะไว้ ดังนั้นคนรุ่นหลังเปรียบเป็นคนใจกว้างเม่งเซี้ย

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยิ้มเล็กน้อย ได้ยินเสียงย่ำกลองอีกครา ดังนั้นกลอกตาหยาดเยิ้ม กล่าวว่า “ท่านคิดสนทนากับข้าพเจ้าตลอดทั้งคืนหรือ?”

        “ข้าพเจ้าถามท่านอีกเรื่องหนึ่ง ภาพวาดเหมือนนั้นมีตำนานอันใด?”

        เจี๊ยะฉุ่ยหงส์กล่าวว่า “ข้าพเจ้าก็ไม่ทราบ บิดาไม่เคยบอกต่อข้าพเจ้ามาก่อน”

        หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวเสริมว่า “ข้าพเจ้าก็ประหลาดใจ บิดาบอกต่อข้าพเจ้าทุกเรื่องราว แต่ไม่เอ่ยถึงภาพวาดนั้น”

        ขณะกล่าว เบื้องนอกบังเกิดเสียงย่ำกลองอีกครา เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ยิ้มพลางกล่าวว่า “พวกเรารอไว้วันพรุ่งนี้ค่อยสนทนาเถอะ ท่านสมควรเข้านอนแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยยกมือแตะปกเสื้อ ปากกล่าวว่า “ใช่แล้ว สมควรเข้านอนแล้ว”

        มือกลับหยุดนิ่งบนปกเสื้อ หาได้ปลดออกไม่ ขณะอับจนปัญญา เบื้องนอกพลันบังเกิดเสียงม้าล่อรัวเร่งร้อน เสียงคนดังสับสน มีคนร้องว่า “จับโจร จับโจร”

        บ้านของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกลับมีโจรเยี่ยมกราย นับเป็นเรื่องน่าขบขันนัก ภายในหมู่บ้านมีแขกเหรื่อบางส่วนพักค้างแรม ดังนั้นพากันกระโดดปราดขึ้นออกค้นหา

        ฮุ้นลุ่ยยิ้มพลางกล่าวว่า “หลับไม่สำเร็จแล้ว โจรร้ายนี้คงคิดและเล็มอัญมณีของบิดาท่าน”

        พลางชักชวนเจี๊ยะฉุ่ยหงส์วิ่งปราดไปหอเก็บสมบัติ นางมีวิชาตัวเบาเลิศล้ำ ชั่วพริบตาก็ทอดทิ้งเจี๊ยะฉุ่ยหงส์ไว้ด้านหลัง เจี๊ยะฉุ่ยหงส์ทั้งปีติทั้งขุ่นเคือง ที่ปีติคือ ‘เขา’ ร้อนใจต่อเรื่องของตระกูลเจี๊ยะถึงเพียงนี้ ที่ขุ่นเคืองคือนางส่งเสียงร้องเรียก ‘เขา’ กลับไม่ยอมหยุดยั้งลง

        หมู่บ้านตระกูลเจี๊ยะกินบริเวณกว้างขวาง หอเก็บสมบัติอยู่ทางมุมทิศตะวันออกของตึกหลัง ฮุ้นลุ่ยวิ่งตะบึงถึงหน้าหอ ชักกระบี่จากฝัก โผพุ่งกายขึ้นเท้าเกี่ยวมุมชายคา มือข้างหนึ่งกดวูบ ก็เห็นจากมุมชายคาชั้นแรกขึ้นสู่หอชั้นที่สอง

        พลันได้ยินเสียงร้องประหลาดดั่งราวกับภูตคร่ำครวญดังจากภายในหอ ฮุ้นลุ่ยล้วงหินเหล็กไฟที่พกติดตัวจุดขึ้นต่อกับชุดไฟ จากนั้นมุดเข้าหอบุกบั่นขึ้นไป เมื่อถึงเชิงบันไดขั้นที่สาม พอเงยหน้าขึ้น พลันเห็นชายฉกรรจ์สี่คนใช้ท่วงท่าไก่ทองยืนขาเดียวยืนอยู่บนบันได ยกเท้าข้างหนึ่งคล้ายจะวิ่งลงมา แต่คล้ายต้องมนต์สะกดหยุดร่างไว้ กล้ามเนื้อใบหน้ากระตุกบิดเบี้ยว ลำคอส่งเสียงคักๆ ดังพิกล

        ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงร้องคำหนึ่ง กระบี่เขียวเรืองแทงหลอกล่อ วิ่งขึ้นบันไดไป ได้ยินเสียงคักๆ ระคายหูกว่าเดิม นางแทงกระบี่ออก จากนั้นหดรั้งกลับมา ค่อยฉุกคิดว่าชายฉกรรจ์ทั้งสี่ถูกคนจี้สกัดจุดไว้ พอยกคบไฟส่องดู ค่อยจำแนกออกว่าเป็นพ่อค้ารับซื้อมุกมณีเท่านั้น

        พ่อค้าทั้งสี่ประกอบการค้าเช่นนี้ ย่อมมีฝีมือมิใช่ชั่ว มิหนำซ้ำถูกจี้สกัดจุดขณะที่วิ่งลงบันไดมา บันไดนี้คับแคบ พวกมันใช้สี่คนกลุ้มรุมหนึ่งนังพลาดท่าเสียที ความสูงส่งของวิทยายุทธ์ ความรวดเร็วของการลงมือของผู้บุกรุก นับเป็นที่คาดคิดได้

        ฮุ้นลุ่ยตรวจดูสภาพของคนทั้งสี่ คาดว่าถูกจี้สกัดจุดใบ้กับจุดชาที่ใต้กระดูกสันหลัง ดังนั้นทดลองใช้วิธีคลายจุดของสำนักตนคลายให้ คนทั้งสี่ส่งเสียงร้องออกมาถลาล้มลง ฮุ้นลุ่ยรีบกระโดดหลบ ได้ยินเสียงเกรียวกราว มุกมณีในอกเสื้อคนทั้งสี่ร่วงหล่นลงมาทั่วพื้นดิน

        ฮุ้นลุ่ยงงงันอีกครา มุกมณีของคนทั้งสี่มีมูลค่านับสิบหมื่นตำลึง เมื่อเป็นเช่นนี้แสดงว่าโจรร้ายที่ลงมือต่อพวกมันไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์สิน ดังนั้นตวาดถามว่า “โจรร้ายหนีไปแล้วหรือไม่?”

        คนทั้งสี่มือหนึ่งกุมอก มือหนึ่งชี้ไปเบื้องบน ส่งเสียงหอบหายใจ กลับพูดไม่ออก ที่แท้คนทั้งสี่ถูกจี้จุดใบ้ ถือดีในพลังการฝึกปรือ คิดโคจรพลังทะลวงจุด ดังนั้นลำคอส่งเสียงร้องดังพิกล จุดพอคลายออก พลังก็ทะลักออกไป ลำคอแสบเคือง ร่างอ่อนระทวยราวเพิ่งฟื้นไข้ก็มิปาน

        ฮุ้นลุ่ยปลุกลอบสมาธิ มุดออกทางหน้าต่าง กระโดดขึ้นบนชายคาหอชั้นที่สี่ พลันได้ยินเสียงหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬดังจากชั้นบนสุดของหอว่า “เราพ่อลูกวุ่นวายรอเป็นเวลาหกสิบปี ท่านไม่ยอมแสดงโฉมหน้าแท้จริงต่อเราหรือ?”

        ฮุ้นลุ่ยพอฟัง รีบลอยตัวขึ้นไป ใช้เท้าเกี่ยวชายคาหอไว้ เห็นคนผู้หนึ่งยืนหันให้กับนาง กล่าวเสียงทุ้มหนัก “มอบมา”

        สุ้มเสียงนี้คล้ายเคยได้ยินจากที่ใด เห็นหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬปลดภาพที่แขวนอยู่บนผนังมาม้วนเป็นม้วนหนึ่ง คนผู้นั้นพลันยื่นสองมือออก มือหนึ่งรับภาพ มือหนึ่งกราดฟาดลงยังศีรษะของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ

        ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ยืดกายลอยตัวขึ้น พลันได้ยินเสียงขวับ อาวุธลับซัดฝ่าอากาศมาถึง ฮุ้นลุ่ยตวัดกระบี่ต้าน ก็ปะทะกับพลังรุนแรงสายหนึ่ง ในประกายไฟแลบพุ่ง อาวุธลับแม้ถูกกระแทกแหลกละเอียด ฮุ้นลุ่ยก็ซวนเซเสียหลัก เท้าข้างหนึ่งเหยียบถูกอากาศธาตุ พลัดตกลงจากชายคาหอ ยังดีที่นางมีฝีมือมิใช่ชั่ว ยื่นเท้าเกี่ยวชายคาหอเอาไว้

        ในความมืดได้ยินเสียงขวับเขวียว อาวุธลับระลอกสองจู่โจมลงมา คนซัดอาวุธลับกลับใช้วิชากระสุนสัมพันธ์ ฮุ้นลุ่ยลอบใช้วิชาถ่วงพันชั่งยึดเกี่ยวชายคาหอ ตวัดกระบี่เขียวเรือขึ้น ในประกายไฟแลบพุ่ง อาวุธลับถูกกระแทกแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ที่แท้อาวุธลับนี้เป็นหินก้อนหนึ่ง

        ฮุ้นลุ่ยเมื่อกระแทกอาวุธลับแตกแหลกละเอียด ข้อนตามองขึ้นไป หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬพอดีชะโงกศีรษะมองออกมา ตวาดว่า “ลูกลุ่ย เป็นเจ้าหรือ? นี่ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้า รีบหลบไป”

        ความแตกตื่นของฮุ้นลุ่ยครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก โจรร้ายคิดปล้นชิงของวิเศษของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬ หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬกลับซัดหินกระสุนขัดขวางไม่ให้นางคร่ากุมคน

        ยามนั้น หน้าหอซ่อนสมบัติปรากฏเงาคนพลุกพล่าน มีแขกเหรื่อที่มาอวยพรวันเกิดเร่งรุดมาถึง หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬพลันกระโดดออกอมา กล่าวว่า “โจรร้ายถูกเราขับไล่หลบหนี ไม่มีเรื่องอันใด ทั้งหมดกลับไปเถอะ”

        ฮุ้นลุ่ยตาแหลมคม เหลือบเห็นเงาร่างนั้นทะลวงออกทางหน้าต่างด้านหลังอย่างรวดเร็ว ยามนั้นไม่ขบคิดใคร่ครวญ อ้อมปราดไปอีกด้านหนึ่งของชายคา เห็นเงาร่างนั้นกระโดดโลดแล่นถึงกำแพงตึกรอบนอก ดังนั้นทุ่มเทวิชาตัวเบาติดตามไป

        เงาร่างนั้นโผพุ่งขึ้นบนกำแพง พลันเหลียวหน้ามากวักมือต่อฮุ้นลุ่ย เห็นคนผู้นี้ใช้ผ้าดำคลุมหน้า เผยเห็นแต่ดวงตาทั้งคู่ ไม่อาจเห็นโฉมหน้าชัดตา ดังนั้นฮุ้นลุ่ยโลดแล่นติดตามไป

        นอกกำแพงเป็นดงไม้แถบหนึ่ง พลันได้ยินเสียงม้าร้อง ม้าขาวตัวหนึ่งควบตะบึงออกจากในดงไม้ ฮุ้นลุ่ยชมดูจนใจหายวาบ ม้าขาวพ่วงพีสูงสง่า กลับเป็นม้าคู่ขาวของนักศึกษาชุดขาวนั้น

        นี่นับเป็นที่ขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ เมื่อวันก่อน นางทดสอบว่านักศึกษาไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ไฉนกลับมาขโมยของวิเศษในที่นี้? ผู้คลุมหน้าที่ใช่เป็นเขาหรือไม่?

        หากบอกว่า ‘ขโมยของวิเศษ’ เขาไฉนไม่หยิบฉวยมุกมณีของพ่อค้าทั้งสี่ เพียงนำภาพวาดไปภาพหนึ่ง? หรือภาพนั้นยังมีค่ากว่ามุกมณีอีก? ยังมี นักศึกษานั้นเพียงเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบเศษ เมื่อครู่หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬไฉนบอกว่ารอเขาเป็นเวลาหกสิบปี?

        ฮุ้นลุ่ยขณะครุ่นคิด พลันได้ยินที่ด้านหลังบังเกิดเสียงคนสับสน หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬร้องว่า “โจรจนตรอกอย่าไล่ ลูกลุ่ยรีบกลับมา”

        ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจกว่าเดิม จากพฤติการณ์ของหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬในคืนนี้กลับปกป้องโจรร้ายทุกวิถีทาง ดังนั้นนางมิเพียงไม่เชื่อฟังวาจามัน กลับเร่งระดับความเร็ว ลอยตัวออกนอกกำแพงตึกไป

        พลันได้ยินเสียงม้าร้องดังอีกครา ม้าขอคนแดงตัวหนึ่งออกจากในดงไม้ กลับเป็นพาหนะของฮุ้นลุ่ย ฮุ้นลุ่ยจำได้ว่านางผูกม้าอยู่หน้าหมู่บ้านนิลกาฬไฉนมาอยู่ที่หน้าดงไม้หลังตึก?

        ยามนั้นผู้คลุมหน้าก้าวขึ้นบนหลังม้า แต่ไม่เร่งม้าออกเดินทาง เหลียวหน้ามากวักมือต่อฮุ้นลุ่ยอีกครา ฮุ้นลุ่ยเห็นชัดตากว่าเดิม รู้สึกเงาร่างคนผู้นี้คลับคล้ายนักศึกษานั้น ดังนั้นสะกิดโทสะของนางขึ้นด่าทอว่า “เจ้าผู้นี้กลับมาก่อกวนเราครั้งแล้วครั้งเล่า”

        พลางลอยตัวขึ้นบนหลังม้า ม้าขาวตัวนั้นชิงตะกุยเท้าทั้งสี่ พุ่งทะยานออกจากดงไม้ดุจสายลม

        ฮุ้นลุ่ยได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังไล่หลัง ทราบว่าหัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬนำกำลังห้อม้าติดตามมา ยิ่งเร่งม้าอย่างเต็มที่

        ม้าราชสีห์ส่องราตรีตัวนั้นเป็นยอดอาชาที่หายากยิ่ง ม้าคู่ขาของฮุ้นลุ่ยก็เป็นม้าศึกของมองโกลที่ผ่านการคัดเลือก ม้าของหมู่บ้านนิลกาฬไหนเลยตามทัน? เพียงชั่วขณะ ม้าทั้งสองตัวก็ควบตะบึงบนเส้นทางระหว่างเมืองเอี้ยเค๊กไซกับนครหลวง

        ผู้คลุมหน้าควบม้าขาวนำหน้าฮุ้นลุ่ยครึ่งลี้ตลอดเวลา เห็นฮุ้นลุ่ยตามไม่ทัน ก็ชะลอความเร็วลง ฮุ้นลุ่ยทั้งขุ่นเคือง ทั้งสงสัยอยากรู้ คิดคลี่คลายปริศนาในอก ไม่คำนึงถึงภัยอันตรายเบื้องหน้า เร่งม้าไล่ติดตามไป

        ม้าพ่วงพีทั้งสองตัวหนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ไล่ตามเป็นระยะทางหลายสิบลี้ เห็นเดือนเสี้ยวเลือนลับขอบฟ้ารุ่งสางรำไร โดยไม่รู้ตัวเป็นเวลารุ่งเช้าแล้ว ไม่ทราบว่าไล่กวดถึงที่ใด เห็นเบื้องหน้าปรากฏเป็นดงไม้อีกแถบหนึ่ง ผู้คลุมหน้าเหลียวมาร้องว่า “ขอตัวแล้ว”

        พลางบังคับม้าขาวทะยานเข้าดงไม้ ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ต่อให้ท่านหนีถึงสุดหล้า ข้าพเจ้าก็จะตามไป”

        พร้อมกับไสม้าติดตาม เพิ่งถึงริมดง พลันได้ยินเสียงม้าขาวร้องก้อง ในดงไม้บังเกิดเสียงกู่ประหลาดดังขึ้น

        ฮุ้นลุ่ยหยุดม้าไว้ เห็นม้าขาวตัวนั้นทะยานออกมาดุจสายฟ้า คนบนหลังม้ากลับอันตรธานไป ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ ครุ่นคิดขึ้น ‘ผุ้คลุมหน้านั้นมีพลังฝีมือมิใช่ชั่ว หรือถูกคนลอบทำร้าย มีแต่ม้าตัวนี้หนีรอดออกมา?’

        หลังเสียงกู่ประหลาด ในดงไม้บังเกิดเสียงตวาดว่า ฮุ้นลุ่ยขบคิดเล็กน้อยค่อยพลิกตัวลงจากหลังม้า กระโดดขึ้นบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ทุ่มเทวิชาตัวเบาโลดลิ่วจากต้นไม้ต้นหนึ่งไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่ง ชั่วครู่ก็บรรลุถึงส่วนลึกของดงไม้

        ในดงไม้บังเกิดเสียงคนสับสน ฮุ้นลุ่ยซ่อนตัวไว้ ชำเลืองมองลงไป เห็นนักศึกษาที่พบเมื่อวันก่อนนั่งอยู่บนก้อนหิน ผ้าคลุมหน้าถูกปลดลงมา รอบกายห้อมล้อมด้วยผู้คนสูงๆ ต่ำๆ เจ็ดแปดคน หัวหน้าค่ายซัวสองพ่อลูกก็อยู่ในจำนวนนั้น นอกจากนั้นยังมีหลวงจีนไว้ผมรูปหนึ่ง นักพรตเสื้อเขียวผู้หนึ่งที่สะดุดตาที่สุด

        ได้ยินหัวหน้าค่ายซัวหัวร่อ กล่าวว่า “ต่อให้เจ้ากลอกกลิ้งเพียงใด ก็ยากจะหนีรอดจากเงื้อมมือเรา เจ้ายังต้องการมีชีวิตหรือไม่?”

        นักศึกษาโคลงศีรษะกล่าวว่า “มดปลวกยังรักชีวิต อย่าว่าแต่คน”

        “เมื่อต้องการชีวิต รีบเรียกม้าราชสีห์ส่องราตรีของเจ้ากลับมา พวกเราไม่ต้องการมุกมณีของเจ้า แต่ม้าตัวนี้ครอบครองให้จงได้”

        นักศึกษายังสั่นศีรษะกล่าวว่า “ม้าวิเศษแสนรู้ ไหนเลยเปลี่ยนมือโดยง่ายดาย?”

        “เฮอะ ผู้คุ้มกันของเจ้ากลายเป็นเขยขวัญของหมู่บ้านนิลกาฬแล้ว ยังมีผู้ใดให้ความคุ้มครองเจ้าอีก?”

        นักศึกษาพลันส่งเสียงร้องดังกว่าเดิมว่า “ผู้คุ้มกัน ไยไม่ลงมาคุ้มกันข้าพเจ้าอีก?”

หนังสือแนะนำ

Special Deal