บทที่ 7 ตระกูลเว่ย

ลมเหนือพัดพาเกล็ดหิมะหนาหนัก ปลิดปลิวโปรยปราย บดบังบุหลันอันขาวซีด ถี่ยิบราวกับขนห่าน บันดาลให้ผู้คนลืมตาไม่ขึ้น

ม่านรัตติกาลหม่นดำเหนือมวลหิมะเวิ้งว้าง แว่วเสียงนกเค้าแมวครวญคร่ำ สองปีกมืดดำเวียนวนเหนือเวหา จากนภากาศมองลงมา นครเจินหวงปานประดุจ

มุกงามเม็ดหนึ่งท่ามกลางธารน้ำใสพิสุทธิ์ ผุดผาดบาดตา ส่องประกายพราวระยับ

และในยามนั้น นอกขอบของเม็ดมุกอันแวววาว กลับมีกลุ่มชนต่างเผ่าที่เสื้อผ้ามอมแมมหน้าตาซูบเซียวซึ่งตัดกับความเลิศหรูอลังการของนครหลวงกำลังย่างเท้าก้าวเดินอย่างยากเย็น

ลมหนาวที่เสียดกระดูกทะลุผ่านชั้นเสื้อผ้าที่บางเบาและเก่าคร่ำของชนต่างเผ่า บาดลึกผิวหนังแข็งเย็นจนม่วงคล้ำของพวกเขาราวกับคมมีด พายุพัดกระหน่ำ ราษฎรเหล่านั้นเบียดชิดกันเป็นกระจุก เพื่อต้านทานลมหนาวที่แสนหฤโหด ไม่มีการปกป้องของกำแพงตึก ฤดูหนาวของที่ราบสูงหงชวนนับวันยิ่งสุดจะทานทน

ในกลุ่มคนพลันปรากฏเสียงทารกแผดร้อง จากเสียงที่โดดเดี่ยวลำพัง ค่อยๆ แผ่ขยายกว้าง ค่อยๆ ลุกลามออกไปจนทั่วทั้งกลุ่ม

‘ฟึ่บ’ เสียงฟาดแส้ก้องดัง หัวหน้าขบวนควบม้าขึ้นหน้าด้วยสีหน้าเคียดขึ้ง ตะคอกว่า “หุบปาก!”

แต่ทว่า เด็กทารกไม่ประสาเหล่านั้นไหนเลยเชื่อฟังคำสั่งเขา เสียงร้องไห้ยังคงดำเนินต่อไป หัวหน้าขบวนขมวดคิ้วมุ่น กระตุ้นม้าเดินฝ่าฝูงชน ก้มเอวคว้าเด็กทารกจากอ้อมแขนของหญิงสาวนางหนึ่งไป แล้วชูสูง ตามด้วยเสียงตกกระแทกพื้นดังพลั่ก!

“อา!” เสียงอุทานแหลมสูงดังขึ้นทันควัน มารดาของทารกกรีดร้องหวนโหย เข่ากระแทกพื้นโดยแรง อุ้มเด็กน้อยที่ปราศจากสุ้มเสียงอีกต่อไปขึ้นมากอด พร้อมปล่อยโฮอย่างสุดกลั้น

สายตาดุดันของหัวหน้าขบวน กวาดผ่านใบหน้าผู้อพยพต่างเผ่าราวกับเหยี่ยวล่าเหยื่อ ผ่านตรงไหน ตรงนั้นพลันเงียบกริบ

บนผืนดินเวิ้งว้าง เหลือเพียงเสียงร้องไห้ของหญิงคนนั้น หัวหน้าขบวนชักดาบออกมา ฟันฉับที่กลางหลังของนาง เลือดสดกระเซ็นสาด ราดพื้นหิมะที่ขาวเผือด

ลมหายใจของฉู่เฉียวหยุดชะงักในบัดดล ริมฝีปากขบสนิท สองมือม้วนเกร็ง ตั้งท่าจะพุ่งออกไป

“เจ้าอยากตายหรือ?” เยียนสวินกอดนางไว้แน่น กระซิบที่ริมหู “พวกนั้นเป็นทหารของตระกูลเว่ย วู่วามไม่ได้”

“ที่นี่ก็แล้วกัน” หัวหน้าขบวนเกราะดำร้องสั่งผู้ใต้บัญชา เหล่าพลทหารเกราะเหล็กพอได้ยินก็พลิกตัวลงม้าอย่างว่องไว ก่อนชักกระบี่ทหารม้าจากข้างเอว กระตุกเชือกคราหนึ่ง ชาวบ้านที่ถูกมัดสองเท้าก็ล้มครืนกับพื้นไปตามๆ กัน

หัวหน้าขบวนหรี่ตาจับจ้อง ริมฝีปากบางเฉียบเม้มเป็นเส้นตรง ค่อยๆ เค้นเสียงออกมาคำหนึ่ง “ฆ่า!”

‘ฉับ’

เสียงลงดาบพร้อมพรัก เหล่าพลทหารหนุ่มสีหน้าประหนึ่งแผ่นเหล็ก ไม่แม้แต่กะพริบตา ศีรษะหลายสิบใบก็หลุดคว้าง กลิ้งไปตามพื้นหิมะหนาเตอะ โลหิตอุ่นร้อนฉีดพุ่งจากลำคอ ไหลรวมเป็นกระแสธารคาวฉุน ทว่าพริบตาก็ถูกอากาศอันหนาวเหน็บจับตัวเป็นน้ำแข็ง

เด็กหญิงขบริมฝีปากแน่น ซ่อนอยู่หลังเนินหิมะมองดูภาพสังหารหมู่ระยะประชิดฉากนี้ หัวใจบีบเกร็งรุนแรง แววตาวาววาม คล้ายแสงดาวที่พร่างพราย ทว่าแฝงกลิ่นไอแห่งความคั่งแค้นเตรียมปะทุ

มือของเยียนสวินเย็นเฉียบเล็กน้อย แม้ยังคงกุมมือนางไว้ไม่ปล่อย แต่กลับมีความรู้สึกชนิดหนึ่งไหลวนอยู่ในกระแสโลหิต ทำให้เขาไม่กล้าหันไปสบตาตรงๆ กับเด็กหญิง ร่างกายเล็กๆ ในอ้อมแขนแผ่ซ่านไอร้อนกรุ่น แทบจะลวกมือเขาจนสุก

เขามองดูพวกชนชั้นปกครองแห่งราชอาณาจักรเงื้อดาบเหนือศีรษะราษฎรเหล่านั้นครั้งแล้วครั้งเล่า เพียงรู้สึกว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ตัดทิ้งหาใช่ศีรษะมนุษย์ แต่เป็นความศรัทธาของตัวเอง ทิฐิซึ่งเกาะกุมจิตใจมานานปี ถูกกะเทาะออกไปทีละชั้น เหลือแต่ร่างกายอันเปลือยเปล่าที่มีบาดแผลทั่วร่าง

ภายใต้การกวัดแกว่งกระบี่ทหารม้า โลหิตกระฉูดสี่ทิศ ใบหน้าของราษฎรต่างเผ่าล้วนสงบนิ่ง ไร้ซึ่งความหวั่นเกรงต่อความตายที่กำลังเผชิญอยู่แม้แต่น้อย

ฉู่เฉียวมองเห็นอย่างชัดแจ้ง นั่นไม่ใช่ความด้านชาที่เกิดจากความพรั่นพรึงถึงขีดสุด ไม่ใช่ความสิ้นหวังที่ไร้ซึ่งความหวังทั้งปวง ยิ่งไม่ใช่หมดอาลัยตายอยากทั้งที่รู้แก่ใจว่าตัวเองบริสุทธิ์ แต่เป็นความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว เป็นความเคียดแค้นถึงกระดูก

คนทั้งหมดล้วนเงียบงัน ไม่มีเสียงร้องห่มร้องไห้ ไม่มีการสาปแช่ง แม้แต่เด็กน้อยในอ้อมแขนของคนแก่ก็ยังเชื่องเชื่อ พวกเขาเบิกตาทั้งสอง มองดูเพื่อนร่วมเผ่าตกตายไปทีละคนภายใต้คมดาบของเพชฌฆาต ด้วยแววตาจัดจ้า ทว่าโหมกระพือด้วยระลอกคลื่นขุมมหึมา

นั่นเป็นความคับแค้นที่เทพเทวาบนสวรรค์ยังต้องสะท้าน เป็นความอาฆาตที่พญามารยังต้องสยบ

ความโกรธขึ้งและขุ่นแค้นที่ถูกเก็บกดในใจส่วนลึกค่อยๆ แผ่ซ่านออกมา กำปั้นของเด็กหญิงม้วนแน่น เหมือนลูกหมาป่ากระหายโลหิต

จังหวะนั้นเอง ปรากฏเสียงเกือกม้าที่เร่งร้อนแว่วมา พร้อมกับเสียงตวาดเดือดดาลของชายหนุ่ม “หยุดมือ! หยุดมือเดี๋ยวนี้!”

ม้าศึกสีขาวควบมาถึงอย่างรวดเร็ว คุณชายอ่อนวัยพลิกตัวกระโดดลง ตวัดแส้ฟาดใส่ข้อมือของไพร่พลถืออาวุธ หยัดยืนบดบังเบื้องหน้าผู้อพยพ ก่อนตวาดอย่างบันดาลโทสะใส่หัวหน้าขบวนผู้นั้น “เจียงเฮ่อ ท่านทำอะไร”

“ขุนพลน้อยซูเย่ ข้าได้รับคำสั่งทหาร กำลังสำเร็จโทษพวกกบฏ” หัวหน้าขบวนพอเห็นคุณชาย หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย แต่ยังคงลงจากหลังม้าโค้งคำนับอย่างนบนอบ พลางกล่าวเสียงขรึม

“กบฏ?” เว่ยซูเย่ขมวดคิ้วเป็นปม ชี้มือไปทางคนแก่และสตรีอ่อนแอเต็มพื้นด้วยแววตาขุ่นเคือง น้ำเสียงดุดันเฉียบขาด “ใครเป็นกบฏ พวกนี้หรือ? ผู้ใดให้อำนาจท่าน ผู้ใดอนุญาตให้ท่านทำเช่นนี้”

เจียงเฮ่อสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน เหมือนก้อนหินที่ดึงดัน “ขุนพลน้อย เป็นราชโองการของวังเซิ่งจิน เป็นอาของท่านยื่นฎีกาด้วยตัวเอง สภามนตรีสูงสุดร่วมกันลงมติ พี่ชายของท่านเป็นคนลงนามอนุมัติ ผู้อาวุโสตระกูลเว่ยทั้งหมดร่วมกันตัดสินใจ บริวารแค่ปฏิบัติตามคำสั่งเท่านั้น”

เว่ยซูเย่ตกตะลึงตาค้าง เขาหันศีรษะอย่างเหม่อลอย กวาดมองใบหน้าผู้อพยพทีละคน ราษฎรต่างเผ่าที่เผชิญหน้ากับความตายโดยไม่แม้แต่ขมวดคิ้วเหล่านี้ ทว่าพริบตาที่เห็นเขา สีหน้ากลับแปรเปลี่ยน หมดปัญญาอำพรางเพลิงแค้นในดวงตาไว้ได้อีกต่อไป ยายเฒ่าคนหนึ่งลุกพรวด สบถด่าออกมาโดยไม่สนใจทหารที่ขนาบสองฟาก “เจ้าคนสับปลับ! คนทรยศไร้ยางอาย! สวรรค์จะลงทัณฑ์เจ้า!”

ดาบเล่มหนึ่งฟันฉับใส่บั้นเอว เลือดสดไหลรินลงมาตามคมดาบ ลำตัวของหญิงชราแทบขาดเป็นสองท่อน ร่างอ่อนระทวยลงพื้น แต่นางเก็บแรงเฮือกสุดท้ายถ่มโลหิตข้นคลั่กใส่ชายเสื้อขาวสะอาดของเว่ยซูเย่คำหนึ่ง ก่อนเปล่งเสียงหัวเราะสาปแช่ง “เป็นผี...เป็นผีก็ไม่...ไม่ละ...ละเว้นเจ้า”

เว่ยซูเย่หน้าดำคล้ำ ของเหลวน่าขยะแขยงคำนั้นยังติดอยู่ที่ปลายชุดยาวของเขา แต่เขากลับไม่ไปปัดเช็ด เขาเพียงเม้มปากแน่น มองดูซากศพระเกะระกะเต็มพื้นและดวงตาที่ฉายแววเจ็บแค้นนับไม่ถ้วนเหล่านั้น

“ขุนพลน้อย” เจียงเฮ่อถอนใจคำหนึ่ง เดินมาหาพลางกล่าวว่า “ราชอาณาจักรไม่มีเงินเหลือเฟือเลี้ยงดูคนเหล่านี้ สภามนตรีสูงสุดก็คงไม่ออกทุนจัดสร้างที่อยู่อาศัยให้พวกเขา ท่านเป็นลูกหลานตระกูลเว่ย ควรเคารพการตัดสินใจของผู้ใหญ่ในตระกูล ปกป้องผลประโยชน์ของตระกูล”

ความร้อนระอุปานหินละลายใต้ภูเขาไฟเดือดพล่านในอกเว่ยซูเย่ ดวงตาของเขาแดงก่ำ เงียบงันไร้วาจา เจียงเฮ่อขมวดคิ้ว หันไปโบกมือสั่งทหาร เหล่าพลทหารพอรับคำสั่งก็เงื้อดาบเตรียมเข่นฆ่าต่อไป

“คนชั่ว!” สุ้มเสียงกังวานใสพลันดังขึ้น เพียงเห็นท้ายสุดของฝูงชน ใบหน้าเล็กๆ โผล่ขึ้นจากอ้อมแขนของมารดาตัวเอง ดวงตาปราศจากหยาดน้ำ ทว่าแดงก่ำ ตะโกนเสียงก้องว่า “คนหลอกลวง ไหนบอกว่าจะพาพวกเรามาเมืองหลวง อยู่ในบ้านที่กันลมกันฝน ไหนบอกว่าจะให้ทุกคนกินอิ่ม มีเสื้อผ้าอบอุ่น ไหนบอกว่า...”

ธนูคมกริบพุ่งขวับออกไป ฝีมือยิงธนูของแม่ทัพเจียงเฮ่อแม่นยำอย่างยิ่ง แค่พริบตาก็สามารถยุติถ้อยคำที่กำลังจะหลุดปากของเด็กน้อย หัวธนูทะลุผ่านคอหอย เลือดแดงสดทะลักไหลจากท้ายทอย!

“ลงมือ!” เจียงเฮ่อชักดาบเมื่อตวาดเสียงก้อง

“หยุดมือ!”

ขุนพลน้อยหัวใจสลายไปกับวาจาแต่ละคำของเด็กน้อย เขาโถมเข้าไปโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น ผลักทหารสองนายออกไป

“จับขุนพลน้อยไว้!” เจียงเฮ่อตวาดสั่ง พลทหารหลายนายรีบปราดขึ้นมา ใช้วิธีกอดรัดตะลุมบอน จับตัวเว่ยซูเย่ไว้อย่างแน่นหนา

การสังหารหมู่ที่ปราศจากมนุษยธรรมเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง เลือดสดเจิ่งนอง โคลนและโลหิตไหลผสมปนเป เสียงกรีดร้องโหยหวนดังเสียดฟ้า ยิ่งขับบรรยากาศแห่งความตายให้แลดูสยดสยอง

หลุมใหญ่ยักษ์ถูกขุดขึ้นหลังจากนั้น ซากไร้ชีวิตหลายร้อยศพถูกโยนถมลงไป ตามด้วยดินทรายปิดท่วมอย่างรวดเร็ว ขบวนทหารม้าควบอาชาเหยียบย่ำวนเวียนบนปากหลุม ท่ามกลางหิมะที่ใหญ่เท่าขนห่านพรั่งพรูลงมา พริบตาเดียวก็เกลี่ยกลบรอยโลหิตแดงสดทั่วพื้น พร้อมกับฝังกลืนความโฉดชั่วอันน่าละอายและความอัปลักษณ์ที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมรวมกันลงไปอย่างมิดชิด

คุณชายสูงศักดิ์ที่หนุ่มแน่นสง่างาม ชาติตระกูลเกริกเกียรติ ยศตำแหน่งสูงส่งแห่งนครเจินหวง ถึงกับเสียการควบคุมต่อหน้าผู้ใต้บัญชาตัวเอง สูญสิ้นสติสัมปชัญญะเพียงเพื่อชนชั้นไพร่ที่สถานะต่ำต้อยกลุ่มหนึ่ง

“ขุนพลน้อย” เจียงเฮ่อสืบเท้าเข้ามา มองดูบุรุษที่กำลังตาขวางมองพื้นหิมะ ก่อนกล่าวเสียงขรึมว่า “ท่านอย่าทำเช่นนี้ พวกมันล้วนเป็นชนชาติต่ำทราม บนตัวมีสายเลือดชั่วช้า ท่านไม่ควรต่อต้านใต้เท้าเว่ยเพื่อคนเหล่านี้ อาของท่านฝากความหวังไว้กับท่านเต็มเปี่ยม เมื่อท่านไม่อยู่ ทหารใต้บัญชาของลูกหลานตระกูลเว่ยก็ปราศจากผู้นำ พวกเราต่างรอคอยท่านกลับมา”

เห็นเว่ยซูเย่ไม่มีปฏิกิริยา เจียงเฮ่อได้แต่ถอนใจเบาๆ แล้วชักนำขบวนทหารกลับไป ม้าศึกควบคะนอง ไม่กี่อึดใจ ผืนแผ่นดินเวิ้งว้างก็ไม่เห็นแม้เงาของพวกเขาอีก

บุรุษหนุ่มยืนนิ่งกับที่เนิ่นนาน หิมะพร่างพรมทั่วฟ้า เทศกาลซ่างหยวนปีนี้ ช่างหนาวเหน็บเหลือทน

เด็กสองคนที่ซ่อนตัวหลังเนินหิมะตื่นตะลึงมึนงง เมื่อเห็นขุนพลน้อยแห่งตระกูลเว่ยที่ฐานะสูงส่งคนนั้นจู่ๆ ก็คุกเข่าลงบนพื้นที่กว้างใหญ่สุดตา โขกศีรษะอย่างหนักให้กับวิญญาณที่ดับสูญเหล่านั้น ก่อนพลิกตัวขึ้นหลังม้า ควบขี่ออกไป

นานเนิ่น หิมะยังคงตกใหญ่ไม่มีทีท่าหยุดยั้ง เด็กหญิงขยับมือที่แข็งชา แล้วเดินเซไปข้างหน้า

“เจ้าทำอะไร” เยียนสวินตกใจ ลุกพรวดขึ้นมา

เด็กหญิงหันกลับมา สีหน้าสงบนิ่ง แววตาสาดประกายคมกล้า “ข้าเป็นชนเผ่าที่ต่ำทราม บนร่างมีเลือดอันชั่วช้าไหลเวียน ท่านกับข้าไม่สมควรยืนบนที่เดียวกัน ในเมื่อต่างเส้นทาง มิสู้แยกย้ายแต่เนิ่นๆ”

จันทร์หนาวอ้างว้าง เงาร่างเด็กหญิงช่างเล็กจ้อยปานนั้น แต่เยียนสวินมองจากด้านหลังไกลๆ กลับรู้สึกได้ว่าแผ่นหลังตั้งตระหง่านของนางสามารถค้ำยันฟ้าดินที่ฟอนเฟะและเสื่อมโทรมนี้

หิมะดั่งปุยฝ้าย รอยเท้าที่ประทับเหนือพื้นหิมะค่อยๆ ทอดไกลออกไป มุ่งหน้าสู่ใจกลางราชอาณาจักรต้าเซี่ย

 

ประตูแดงอวลกลิ่นเนื้อสุรา ถนนมีซากศพแข็งตาย ( เชิงอรรถ - *จากบทกลอนของกวีตู้ฝู่ สะท้อนถึงความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น)

ในขณะที่ราชสำนักต้าเซี่ยอ้างว่าไม่มีเงินอุปการะผู้อพยพต่างเผ่าจึงต้องประหัตประหารด้วยความจำใจ เหลาสุราสถานเริงรมย์ในเมืองกลับขับขานท่วงทำนองสุนทรี เต็มไปด้วยแสงสีแห่งความฟุ่มเฟือย สาวสวยรวยเสน่ห์ เอวกิ่วดั่งกิ่งหลิว ผิวเนื้อผ่องผุดดุจหยก สำเนียงเจื้อยแจ้วหยาดเยิ้ม ปทุมถันหนั่นเนื้อ บรรดาผู้ใหญ่ผู้โตแห่งต้าเซี่ย ‘เหนื่อยล้า’ มาทั้งวัน ต่างสลัดคราบผู้ดีสูงส่งในยามทิวา ปล่อยกายปล่อยใจ สำเริงสำราญอย่างอิ่มหนำในที่นี้

นอกประตู หิมะเกาะเต็มต้นไม้ สายรุ้งปลิวไสว โคมหลากสีกระจ่างตา เทศกาลซ่างหยวน ทั่วอาณาจักรร่วมเฉลิมฉลอง รวมทั้งสาวๆ ผู้เริงร่าในแสงสีราตรีเหล่านี้

ขณะนั้นเอง เสียงเกือกม้าเร่งร้อนพลันย่ำทำลายความฝันอันบรรเจิดเพริศแพร้วของเว่ยกวงประมุขสูงสุดแห่งตระกูลเว่ยจนแหลกเละ บุรุษชราเครายาวขาวโพลนหรี่ตาเรียวยาว โบกมือสั่งบรรดาโฉมสะคราญนับสิบที่ล้อมหน้าล้อมหลังให้ล่าถอย เหล่าสาวงามจัดแจงเสื้อผ้าเข้าที่ ย่อกายคราหนึ่งแล้วก้มหน้าก้มตาถอยออกไป

เว่ยกวงยกถ้วยชาขึ้น สูดหายใจคำหนึ่งเมื่อเอนหลังพิงตั่งช้าๆ

กลิ่นกำยานอบอวล กลุ่มควันม้วนลอยอ้อยอิ่งดุจดั่งมังกรน้อย มองฝ่าพวกมันไป ทุกสิ่งตกอยู่ในความพร่าพราย

นอกประตูห้องปรากฏสุ้มเสียงนอบน้อมของบริวาร “ใต้เท้า คุณชายซูเย่มาแล้วขอรับ”

ก็ควรจะมาได้แล้ว ผู้ชราเลิกคิ้วเฉื่อยชา เร็วกว่าที่คะเนไว้เล็กน้อย เขากล่าวเสียงเนิบช้า “ให้เขาเข้ามา”

ประตูห้องเปิดออก เงาร่างในชุดยาวสีเงินยวงที่เรียบง่ายจนแทบไม่คล้ายอาภรณ์ผู้ดีมีสกุลสมควรมี ปรากฏขึ้นในห้องส่วนตัวของเหลาสุราอันดับหนึ่ง ขุนพลน้อยซูเย่สีหน้าดำคล้ำ เอ่ยถามอย่างไม่มีหัวไม่มีหางว่า “เพราะอะไร”

เว่ยกวงทราบว่าเขาหมายถึงอะไร สองตาพริ้มเบาๆ ไม่แม้แต่ชำเลือง กล่าวด้วยเสียงเรียบเรื่อยว่า “พบผู้ใหญ่ไม่รู้จักคำนับ หรือนี่คือมารยาทที่ข้าสอนสั่งเจ้ามาหลายปี?”

เว่ยซูเย่ย่นหว่างคิ้ว แสงเทียนที่มุมห้องส่งเสียงเพียะพะ ความเงียบงันทอดยาว ขุนพลน้อยที่หนุ่มแน่นค้อมเศียรต่ำในที่สุด “ท่านอา”

“บนโลก ใช่ว่าทุกเรื่องราวล้วนสามารถแยกแยะผิดถูกกระจ่างชัเ ประการนี้ เจ้าสมควรเรียนรู้จากซูโหยวให้มาก”

หว่างคิ้วเว่ยซูเย่ผูกเป็นปมแน่น เอ่ยน้ำเสียงเคียดขึ้งว่า “เช่นนั้นไฉนต้องส่งข้าไป ข้าสัญญากับพวกเขา...”

“เจ้าคือทายาทอันดับต้นของตระกูลเว่ย ประมุขแห่งเจ็ดตระกูลใหญ่ ในกายไหลเวียนด้วยสายโลหิตอันสูงค่าของบรรพชน เป็นผู้สูงศักดิ์แห่งราชอาณาจักรต้าเซี่ย ไม่จำเป็นต้องให้คำสัญญาใดๆ ต่อชนชั้นไพร่ที่สายเลือดต่ำช้าเหล่านั้น ชีวิตของพวกมันดำรงอยู่เพื่อดับสูญในเวลาที่เหมาะสม เพื่อพลีชีพให้กับราชอาณาจักร การกระทำของเจ้าไม่ผิดแม้แต่น้อย ทั้งไม่จำเป็นต้องรู้สึกละอาย ยิ่งไม่จำเป็นต้องวิ่งมาซักไซ้อาของเจ้าถึงที่นี่ในเวลาแบบนี้”

บุรุษชราตัดบทเว่ยซูเย่ด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม หนักแน่นและเฉียบขาด

เว่ยซูเย่ส่ายศีรษะเบาๆ ขมวดคิ้วกล่าวว่า “ท่านอา ท่านไม่ได้สอนข้าเช่นนี้”

“ก็เพราะข้าเคยไร้เดียงสาเหมือนเจ้ามาก่อน บิดาเจ้าถึงต้องจบชีวิตในการห้ำหั่นระหว่างตระกูล” เว่ยกวงเบิกตากว้าง ความคมปลาบเต้นระริกรุนแรงในแววตาที่สูงวัย เขาผินหน้ามาช้าๆ เพ่งมองเว่ยซูเย่แน่วนิ่ง ก่อนกล่าวน้ำเสียงชัดถ้อยชัดคำ “ผู้แข็งแกร่งเป็นนาย ผู้อ่อนแอเป็นเหยื่อ บนแผ่นดินนี้เดิมก็เป็นเช่นนี้ เย่เอ๋อร์ ผ่านมาหลายปีแล้ว หรือเจ้ายังไม่เข้าใจอีก?”

“ท่านอา” เว่ยซูเย่สีหน้าเคร่งเครียด กล่าวเสียงขรึมว่า “ราชอาณาจักรต้องการแรงงานไปบุกเบิกพื้นที่ตะวันตก คนหนุ่มของชนเผ่าพวกเขาล้วนมุ่งหน้าตะวันตกเพราะเชื่อมั่นในตัวข้า เพราะอะไรสภามนตรีสูงสุดถึงไม่สามารถดูแลครอบครัวของคนเหล่านั้นเล่า พวกเขารอนแรมพันลี้ตามข้ามาถึงเมืองหลวง ก็เพราะท่านเคยรับปากข้าว่าจะปลูกสร้างที่พักถาวรให้พวกเขาบนที่ราบสูงหงชวน พวกเขาถึงได้ละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิด ละทิ้งอาชีพปศุสัตว์ ก็เพราะคำรับรองจากปากของท่านเอง”

เว่ยซูเย่คว้าก้อนกำยานบนโต๊ะขึ้นมาอย่างพลุ่งพล่าน ก่อนกล่าวเสียงกร้าวว่า “ท่านว่าราชอาณาจักรไม่มีเงินเลี้ยงดูพวกนาง แล้วนี่คืออะไร กำยานทองจากไหวซ่ง แค่ก้อนเดียวก็มีค่าสองร้อยตำลึงทอง สองร้อยตำลึงทองพอให้พวกเขาทั้งเผ่าดำรงชีวิตได้ทั้งปี!”

เว่ยกวงสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน นิ่งฟังเว่ยซูเย่ระบายความไม่พอใจของตัวเอง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวของวัยหนุ่มเลือดร้อน เนิ่นนาน บุรุษชราค่อยแย้มยิ้ม กล่าวเสียงเนิบนาบว่า “เย่เอ๋อร์ เจ้ากับจื๋อลู่ถูกส่งไปปราบปรามกบฏพร้อมกัน ทว่าล้มเหลวกลับมา จื๋อลู่ถูกถอดตำแหน่งและจองจำในห้องขังจนถึงวันนี้ไม่รู้ชะตากรรม ส่วนเจ้ากลับได้มายืนเอะอะโวยวายกับข้าที่นี่ นั่นเพราะอะไร”

เว่ยซูเย่ผงะไป อาการขุ่นเคืองยังตรึงแน่นบนใบหน้า แต่ปราศจากวาจาตอบโต้

“ที่เจ้าสามารถยืนอยู่ตรงนี้ได้อย่างปลอดภัยไร้หายนะ ก็เพราะเจ้าแซ่เว่ย ข้ารู้ว่าเจ้าเห็นใจพวกไพร่เหล่านั้น เจ้าต่อต้านการแบ่งแยกชนชั้น แต่ต่อให้เจ้ารังเกียจฐานะนี้แค่ไหน อย่างไรเจ้าก็เป็นลูกหลานตระกูลเว่ย เป็นหลานชายของข้าเว่ยกวง ตั้งแต่เล็กจนโตสิ่งที่เจ้าเสพสุขทุกอย่างล้วนเป็นตระกูลเว่ยสรรหามา ที่เจ้ากินเจ้าใช้ ที่อยู่ที่พัก ฐานะตำแหน่ง ล้วนเป็นตระกูลเว่ยกำนัลให้เจ้าทั้งสิ้น ข้อนี้เจ้าไม่อาจเปลี่ยนแปลงตลอดกาล คนที่กินอยู่สุขสบายด้วยสิ่งเหล่านี้ ไม่มีสิทธิ์ไปชิงชังสาปแช่งมัน”

เว่ยกวงสูดหายใจลึก เอนหลังพิงพนัก ทรวงอกสะท้อนขึ้นลง น้ำเสียงเข้มขรึมแฝงความชราเข้มข้น “ทุกสิ่งบนโลกใบนี้ ล้วนมีเหตุผลในการดำรงอยู่ของมัน ที่วันนี้ตระกูลเว่ยสังหารหมู่ชนเผ่าเปี้ยนถ่า ไม่ใช่ชนเผ่าเปี้ยนถ่าสังหารหมู่คนตระกูลเว่ย ก็เพราะตระกูลเว่ยตั้งแต่บรรพชนเป็นต้นมา ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อผลประโยชน์ของตระกูลมาตลอดโดยไม่เคยหยุดพัก สามร้อยปีมานี้ ตระกูลเว่ยปกป้องแผ่นดิน บุกเบิกชายแดน มีตำแหน่งใหญ่โตในราชสำนัก สร้างผลงานใหญ่น้อยมานับไม่ถ้วน ในขณะที่ชาวเปี้ยนถ่ากำลังเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์อย่างเบิกบาน ลูกหลานตระกูลเว่ยก็เริ่มฝึกปรือพิชัยยุทธ์ ขี่ม้ายิงธนู เริ่มศึกษาวิถีการค้า เริ่มหลบเลี่ยงเกาทัณฑ์และอุบายเล่ห์กลทั้งที่ลับที่แจ้ง

“ดังนั้นหลายปีต่อมา ตระกูลเว่ยจึงได้เป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่ ส่วนชาวเปี้ยนถ่ากลับต้องถูกส่งไปชายแดน ต้องแตกดับทั้งชนเผ่า หลานอา สวรรค์ท่านยุติธรรมนัก ไม่เคยเอนเอียงเลือกข้าง ที่พวกมันต้องสูญเสีย เป็นเพราะพวกมันทุ่มเทไม่มากพอ ไม่มีใครสามารถสาปแช่งก่นด่าการข่มเหงของผู้แข็งแกร่งเพราะความอ่อนแอของตัวเองได้ ไม่อยากถูกฆ่า ก็ต้องเปลี่ยนตัวเองให้แกร่งขึ้น วันนี้เจ้าเห็นใจคนเหล่านั้น แล้วเคยคิดหรือไม่ หากลูกหลานตระกูลเว่ยล้วนเป็นเช่นเจ้า คนที่ต้องมอดม้วยที่นอกเมืองในวันนี้ ก็คือพี่น้องของเจ้าเอง”

เว่ยซูเย่ยืนนิ่งกับที่ คิ้วขมวดแน่น อยากกล่าวอันใด แต่กลับรู้สึกเหมือนหินยักษ์หนักอึ้งก้อนหนึ่งกดทับบนช่องอก ทำให้พูดไม่ออก

เว่ยกวงลุกยืนขึ้นช้าๆ ยื่นมือตบไหล่ของเว่ยซูเย่ “เย่เอ๋อร์ อาแก่แล้ว คุ้มครองพวกเจ้าได้อีกไม่นาน วันหน้าหากอาไม่อยู่ ใครจะปกป้องดูแลตระกูล ใครจะปกป้องลูกหลานของอาไม่ให้ถูกคนอื่นทำร้าย ใครจะปกป้องลูกสาวของอาไม่ให้ถูกคนย่ำยี ใครจะปกป้องพวกเขา เจ้าหรือ?”

ประตูเปิดกว้าง แว่วเสียงประทัดดังมา กรุ่นกลิ่นหอมหวนชวนเคลิ้มฝัน เสียงฝีเท้าของบุรุษชราค่อยๆ ไกลลับ เว่ยซูเย่ยืดอกตระหง่านง้ำ รู้สึกปวดแสบบนหัวไหล่ราวกับไฟสุม สิ่งที่กดทับบนนั้น คือขุนเขาสูงตระหง่านที่มองไม่เห็นลูกหนึ่ง เป็นภาระใหญ่หลวงที่เขาอยากหลีกลี้หนีห่างแต่อย่างไรก็ไม่อาจปล่อยวางลงได้

ฟ้าราตรีมืดหม่น ทว่าไม่ดำไปกว่าหมอกหนาในใจเขา ความชั่วช้าเลวทรามที่มองไม่เห็นเหล่านั้นแหวกว่ายอยู่ในความคิด กลืนกินสัมปชัญญะของเขา ดิ้นรนขัดขืนไม่มีประโยชน์ สุดท้ายได้แต่ทอดถอนใจยาว ไร้ซึ่งวาจาต่อกร

มีบางสิ่ง เกิดมาก็ถูกลิขิต เช่นสายโลหิต เช่นชะตากรรม

เขานั่งลงอย่างท้อแท้ ยกจอกเหล้าขึ้นมา กรอกลงคอรวดเดียวพร้อมความอึดอัดและคับข้องใจเต็มอก

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1