รอยแหนเงาจอมยุทธ์ เล่ม 1-2 (แพ็คชุด)

บทที่ 3 สู่เส้นทางยุทธจักร นักศึกษาประหลาดล้ำ

        ฮุ้นลุ่ยขบกรามกรอด พลิกข้อมือชักกระบี่แทงปราดออกไป ตันไถเมี่ยเหม็งยกตาขอคู่ขึ้น เห็นอีกฝ่ายหนึ่งเป็นหญิงสาวนางหนึ่ง ดังนั้นตวาดว่า “เรียกผู้ใหญ่ของเจ้าออกมา ตาขอคู่ของเราไม่ฆ่าคนไร้ชื่อเสียงเรียงนาม”

        ฮุ้นลุ่ยสะบัดกระบี่ขวับๆ ใช้ออกสองกระบี่ ตันไถเมี่ยเหม็งควงตาขอคู่คล้ายมังกรคู่อาละวาดสมุทร ม้วนกระบี่วิเศษของฮุ้นลุ่ยเอาไว้ ฮุ้นลุ่ยพลิกใจกลางฝ่ามือ กระบี่กระดอนขึ้น กลับเสือกส่งฝ่าตาขอคู่ออกไป

        ตันไถเมี่ยเหม็งอุทานดังเอ๊ะด้วยความตื่นเต้นสงสัย ตาขอซ้ายจี้วูบตาขอขวาเกี่ยวคราหนึ่ง ชักนำกระบี่ของฮุ้นลุ่ยพ้นห่างป คุกคามนางซวนเซถอยไปสามก้าว ฮุ้นลุ่ยไม่รอให้จู่โจมถึง ก็ลอยตัวขึ้น ฟันกระบี่ใส่หน้าอย่างหักโหม

        ตันไถเมี่ยเหม็งขมวดคิ้วกล่าวว่า “ผู้ใดสอนเจ้าสู้เช่นนี้? เจ้าลงมืออย่างไม่คิดชีวิต ไหนเลยจัดการศัตรูเข้มแข็งได้?”

        ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าจึงคิดเสียงชีวิตกับท่าน”

        ตันไถเมี่ยเหม็งควงตาขอคู่ไปทางซ้ายขวา ม้วนกระบี่วิเศษของฮุ้นลุ่ยไว้อีกครา คิดเกี่ยวช่วงชิงกระบี่วิเศษของนางไป ค่อยถามนางไฉนคิดเสี่ยงชีวิตกับตัวเอง มิคาดฮุ้นลุ่ยประเปรียวยิ่ง เมื่อเสียทีครั้งหนึ่ง ก็ไม่หลงกลอีก ลดข้อมือสลายสภาวะที่มา ฟันกระบี่ย้อนกลับขึ้นไป เสียงเคร้งเมื่อฟันส่วนงอโค้งของตาขอข้างซ้ายหักไปซี่หนึ่ง

        ตันไถเมี่ยเหม็งร้องคำ “เพลงกระบี่ที่ดี” ปัดตาขอคู่ตามสภาวะ ฮุ้นลุ่ยรู้สึกมีพลังรุนแรงคุกคามมา กระแทกข้อมือชาด้าน เห็นเงาตาขอจี้ปราดมายังทรวงอก ได้ยินตันไถเมี่ยเหม็งตวาดถามว่า “เจ้าเป็นอะไรกับผู้สันโดษพิสดาร?”

        ฮุ้นลุ่ยฉวยโอกาสที่มันตวาดถาม สลัดกระบี่คลี่คลายสภาวะจู่โจมของศัตรูปากตวาดว่า “อาศัยท่านคู่ควรเอ่ยถึงฉายาของซือโจ้ว (อาจารย์ของอาจารย์)”

        ตันไถเมี่ยเหม็งหัวร่อฮาๆ ควงตาขอคู่คุกคามฮุ้นลุ่ยหมุนตาม ปากกล่าวว่า “แม้แต่ซือแป๋เจ้าก็มิใช่คู่มือของเรา เจ้าทราบหรือไม่?”

        ซึ่งความจริง นี่เป็นคำคุยโอ่ของตันไถเมี่ยเหม็ง ระหว่างมันกับเจี่ยเทียนฮั้วและธิดามังกรเหินฟ้ามีพลังฝีมือคู่คี่ก้ำกึ่ง ฮุ้นลุ่ยไม่แยแสสนใจ ใช้กระบวนท่าอันตรายคิดบุกทะลวงเข้าไป

        ตันไถเมี่ยเหม็งถูกนางพัวพันจนบังเกิดโทสะขึ้น คลี่ตาขอคู่ออก ประกายสีเงินสาดกระจาย คล้ายงูเงินสองสายห่อหุ้มฮุ้นลุ่ยเอาไว้ ต่อสู้กันสิบกว่ากระบวนท่า ฮุ้นลุ่ยเรี่ยวแรงไม่ปะติดปะต่อ ตันไถเมี่ยเหม็งพลันลงมือด้วยอำมหิต ตาขอซ้ายปิดป้อง ตาขอขวาตะกุยลงยังจุดเทียนเล้งบนขม่อมของนาง ฮุ้นลุ่ยต้องร่ำร้องว่า “บิดา ผู้บุตรไม่อาจล้างแค้นให้แก่ท่านแล้ว”

        แม้ทราบวากระบวนท่าของศัตรูนี้แฝงพลังนับพันชั่ง คิดต้านก็ต้านไม่อยู่ แต่ยังยกกระบี่ต้านอย่างสุดกำลัง มิคาดกระบี่ตาขอพอกระทบกัน พลังกระบวนท่านี้กลับไม่หนักหน่วงดังที่คาดคิดไว้ ได้ยินตันไถเมี่ยเหม็งตวาดว่า “เอียเท้าเจ้าใช่เป็นหลานสาวของฮุ้นเจ็งหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยพลิกข้อมือฟันกระบี่ออก ตวาดว่า “โจรทรยศขายชาติ ยังมีหน้าเอ่ยถึงท่านปู่อีก?”

        ตันไถเมี่ยเหม็งบันดาลโทสะ แค่นหัวร่อกล่าวว่า “เราตันไถเมี่ยเหม็งจะอย่างไรถูกพวกท่านเหล่าผู้จงรักภักดีด่าประณามแน่นอน ต่อให้ฆ่าเจ้าที่เป็นทายาทขุนนางจงรัก ก็ไม่นับเป็นอย่างไรได้”

        พลางร่ายรำตาขอคู่มุ่งเข่นฆ่า ฮุ้นลุ่ยแม้มีเพลงกระบี่เลิศล้ำ ยังต้านทานไม่ได้ เห็นแน่ชัดว่าต้องจบชีวิตใต้ตาขอคู่มือของศัตรูแล้ว

        ยามนั้น บริเวณท้องทุ่งนาในหุบเขา บังเกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟันดังขึ้น ทหารมองโกลถูกเข่นฆ่าสังหารล้มตายดุจใบไม้ร่วง พร้อมกับแว่วเสียงท่านอ๋องนั้นร้องว่า “แม่ทัพตันไถอย่าได้สู้พัวพัน โจรเฒ่าดาบทองมาแล้ว”

        ในเสียงร้อง จิวเกี๋ยงถือดาบกระโดดปราดเข้ามา วาดดาบทองใช้ติดต่อกันสามท่า เสียงดังเมื่อปัดตาขอคู่เบนเบือน เท้าขวากวาดเลียดดินออก ปากตวาดว่า “วันนี้เราไม่สับเจ้าโจรทรยศเป็นร้อยพันท่อน ก็เป็นที่เสียใจต่อดาบของเราแล้ว”

        ตันไถเมี่ยเหม็งถลันหลบ ความจริงคิดผละจากไป พลันแค่นหัวร่อตะกุยตาขอคู่ออก กล่าวว่า “ตกลง เรากลับจะขอดูว่า ดาบทองของท่านมีความสามารถเพียงไหน?”

        พลางใช้ตาขอคู่เกาะเกี่ยวขวางกันหลายกระบวนท่า จากนั้นตีโต้กลับไป เงาตาขอวูบคราหนึ่ง กรีดเป็นเส้นสายบนสันดาบทอง จิวเกี๋ยงบันดาลโทสะโหมฟาดฟันดาบออก ฮุ้นลุ่ยสะอึกเข้ามาจากด้านข้าง แทงปราดออกสองกระบี่ ตันไถเมี่ยเหม็งอันร้ายกาจกลับใช้ตาขอซ้ายต้านดาบ ตาขอขวาสู้กระบี่ คลี่คลายสลายไปสิ้น

        จิวเกี๋ยงกับฮุ้นลุ่ยผนึกกำลังจู่โจมตันไถเมี่ยเหม็ง ยังไม่อาจเผด็จศึกได้ ต้องลอบตื่นตระหนก ครุ่นคิดขึ้น ‘ฟังว่าคนผู้นี้เป็นนักบู๊อันดับหนึ่งแห่งเผ่าอัวลา นับว่ายอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ บุคคลเช่นนี้กลับทำงานให้กับมองโกล นับเป็นที่น่าเสียดายนัก’

        ได้ยินท่านอ๋องนั้นร้องว่า “แม่ทัพตันไถ ถึงเวลาแล้ว อย่าได้สู้พัวพันต่อไปแล้ว”

        จิวเกี๋ยงฉุกคิดขึ้น คุกคามตันไถเมี่ยเหม็งถอยไปสามก้าว ร้องว่า “ฮุ้นลุ่ย เจ้าคอยรับมือสักหลายท่า”

        พร้อมกับพุ่งถอยออกไป ยกดาบฟาดฟันใส่ท่านอ๋องนั้น ฮุ้นลุ่ยปราดเปรียวยิ่ง เข้าแทนที่ตำแหน่งในบัดดล แทงกระบี่ปราดออก ใช้ออกด้วยท่าไม้ตาย ตันไถเมี่ยเหม็งแม้มีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่านาง แต่ยามกะทันหันกลับถูกนางพัวพันไว้

        ท่านอ๋องนั้นเห็นจิวเกี๋ยงฟันดาบมา ก็ยกดาบขึ้นต้าน เสียงตังเมื่อดาบทั้งสองเล่มล้วนถูกกระแทกเบนเบือน จิวเกี๋ยงลอบตื่นตระหนกครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านอ๋องนี้มีพละกำลังมหาศาลนัก หลังจากรับบาดเจ็บ ยังสามารถรับมือเราได้’

        ในใจครุ่นคิด ฟาดฟันดาบแล้วดาบเล่า ฟันติดต่อกันสามดาบ ท่านอ๋องนั้นถูกกระแทกง่ามมือฉีกขาด กอปรกับไม่สามารถกระโดดโลดแล่น ในที่สุดไม่อาจต้านทานรับได้ ถูกกระแทกดาบหลุดจากมือ

        จิวเกี๋ยงควงดาบฟันลงอย่างดุดัน ท่านอ๋องนั้นส่งเสียงร้องคำหนึ่ง ไม่คำนึงถึงอาการปวดแปลบที่ข้อพับเท้า ล้มลงกลิ้งตัวหลบเลี่ยง จิวเกี๋ยงฟันดาบพลาดผิด ก็สะบัดดาบฟันซ้ำ พลันได้ยินเสียงลมแหวกฝ่าอากาศดังขึ้นที่ด้านหลัง ดังนั้นวกดาบกลับไป เสียงตังคราหนึ่ง กลับถูกกระแทกซวนเซเสียหลัก

        เห็นตันไถเมี่ยเหม็งกระโดดโลดลิ่วมา เสียบตาขอคู่ที่ข้างเอว ยื่นมือตะปบร่างท่อนอ๋องนั้นขึ้น ลอยตัวหมายหลบหนี จิวเกี๋ยงไหนเลยยอมปล่อยปละละเว้น กระโดดปราดฟันดาบซ้ำ ตันไถเมี่ยเหม็งมือหนึ่งอุ้มท่านอ๋องขึ้น พลันใช้ท่วงท่าหงส์ผงกหัว ย่อร่างกวาดฝ่ามือออก

        กระบวนท่านี้ใช้อย่างหวาดเสียวยิ่ง จิวเกี๋ยงจู่โจมกระบวนท่าถึงที่สุด คิดวกดาบกลับก็ไม่ทันท่วงที ยามคับขันก็ใช้ท่าเสี่ยงอันตรายช่วยชีวิต พับดาบเข้าหาตัว กระทุ้งด้ามดาบออกนอก ได้ยินเสียงฉาด พร้อมกับเสียงตัง จิวเกี๋ยงถูกดาบกระทุ้งใส่ทรวงอก เจ็บปวดจนหน้ามืดวูบวาบ แต่ไม่ส่งเสียงออกมา แบกท่านอ๋องนั้นหลบหนีไป

        ฮุ้นลุ่ยถูกมันคุกคามล่าถอยภายในสิบกระบวนท่า เห็นเจ่กโจ้วลงมือล้มเหลวในวินาทีสุดท้าย ถึงกับทั้งร้อนรุ่มทั้งอับอาย ลอยตัวโลดแล่นไป ตวัดมือซัดลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยอีกสามดอก ตันไถเมี่ยเหม็งกระทั่งศีรษะก็ไม่เหลียวกลับ วกมือกลับหลัง รับอาวุธลับไว้ ซัดย้อนกลับมาดังขวับใหญ่ ฮุ้นลุ่ยเองไม่กล้ารับไว้ ถลันหลบไปด้านข้าง ลูกดอกทั้งสามดอกล้วนพุ่งใส่หินใหญ่ ปรากฏสะเก็ดไฟแลบพุ่ง ล้วนจมลึกไปในเนื้อหิน ฮุ้นลุ่ยถึงกับใจหายวาบ ตันไถเมี่ยเหม็งฉวยโอกาสวิ่งปราดจากไปดุจสายลม

        ฮุ้นลุ่ยยังคิดติดตาม พลันได้ยินหุบเขาด้านตะวันออกบังเกิดเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหนึ่งนัด ภูเขาสะท้านแผ่นดินสะเทือน จิวเกี๋ยงร้องว่า “อาลุ่ย โจรจนตรอกอย่าไล่ ไม่ต้องตามแล้ว”

        พริบตานั้นได้ยินเสียงปืนใหญ่ดังติดต่อกัน เสียงฆ่าฟันดังสะท้านฟ้า จิวเกี๋ยงเก็บดาบทองขึ้นหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ต่อให้พวกมองโกลพากเพียรวางแผน ในที่สุดยังตกเป็นตะพาบในไหเรา”

        ฮุ้นลุ่ยขณะจะถามไถ่ จิวเกี๋ยงก็วิ่งลงจากเขา ปากกล่าวว่า “รีบมาช่วยเหลือเรา”

        ฮุ้นลุ่ยพกพาความมึนงงสงสัย ติดตามลงจากเขา เห็นซากศพเกลื่อนกลาด เลือดหลั่งพื้นหุบเขา ล้วนเป็นทหารมองโกลที่ตายใต้ดาบทองของจิวเกี๋ยง ฮุ้นลุ่ยไม่อาจทนดู ยกมือปิดหน้าไว้

        จิวเกี๋ยงส่งเสียงร้องว่า “อาลุ่ย เจ้าพกพายาสมานแผลถอนพิษหรือไม่?”

        กล่าวพลางเหลียวหน้ามอง พอเห็นสภาพของฮุ้นลุ่ย ต้องยิ้มออกมา กล่าวว่า “อาลุ่ย เจ้ากลัวหรือ? อย่างนั้นภายหน้าจะล้างแค้นได้อย่างไร?”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ตอนเข่นฆ่าโจรร้ายังไม่เป็นอย่างไร เมื่อเห็นคนตายที่แขนขาขาดด้วนกลับไม่อาจหักใจอำมหิตได้”

        “เจ้ากลับเป็นวีรสตรีขวัญแข้มแข็งใจอ่อนโยน บนสมรภูมิเลือดยังสยดสยองกว่านี้อีก มาเถอะ เมื่อเห็นจนชาชิน จะไม่พะอืดพะอมแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยเดินเข้าไป เห็นจิวเกี๋ยงอุ้มนักบู๊ผู้หนึ่ง กลางหลังมันปักตรึงด้วยเกาทัณฑ์ดอกหนึ่ง ดูไปจมลึกเข้าไปกว่าครึ่งจึงกล่าว “ยังมีหนทางช่วยเหลือหรือ?”        

        “หัวใจมันยังเต้นอยู่ จะอย่างไรต้องทดสอบดู”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าพกยาสมานแผลถอนพิษติดตัว ไม่ทราบใช้ได้หรือไม่?”

        จิวเกี๋ยงรับยาผงมา ถอนเกาทัณฑ์ออกเบาๆ เห็นก้อนเลือดสีดำฉีดพุ่งออกมาพร้อมกับเกาทัณฑ์ ต้องกล่าวว่า “เกาทัณฑ์นี้มีพิษร้ายนัก”

        พลางพอกยาผงลงไป พร้อมกับนวดเฟ้นกรุยเลือดลมให้กับผู้บาดเจ็บ ชั่วครู่ให้หลัง เห็นผู้บาดเจ็บลืมตาช้าๆ แต่ลมหายใจรวยริน ยังคงพูดไม่ได้

        ฮุ้นลุ่ยถามคำ “เป็นอย่างไร?” จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “นี่เป็นเกาทัณฑ์พิษของมองโกล หากไม่มียาขจัดของพวกมันยากจะรักษาได้ แต่คนผู้นี้มีพลังฝีมืออยู่หลายส่วน ดังนั้นสามารถยืนหยัดถึงตอนนี้ ยาดขจัดของเจ้ากับการนวดเฟ้นของเราคาดว่าช่วยให้มันมีสติแจ่มใสวูบหนึ่ง แต่ไม่มีชีวิตถึงวันพรุ่งนี้”

        ฮุ้นลุ่ยหน้าหม่นหมองลง กล่าวว่า “จะอย่างไรต้องตาย มิสู้อย่าได้ช่วยเขา จะได้ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานไป”

        “คนผู้นี้หลบหนีออกจากชายแดนมองโกล ถูกพวกตาดมองโกลตามล่า คงต้องมีความลับสำคัญ หากไม่ให้มันบอกออกมา มันไม่อาจตายตาหลับได้?”

        พลางล้วงโสมต้นหนึ่ง ใช้ดาบตัดออกมาท่อนหนึ่ง ส่งเข้าปากผู้บาดเจ็บจากนั้นวางร่างมันลงกับพื้นเบาๆ โสมมีประสิทธิภาพเพิ่มพลังยืดชีวิต คาดว่าจิวเกี๋ยงคิดอาศัยฤทธิ์ยากระตุ้นพลังชีวิตของมันขึ้นมา

        ยามนั้นรอบหุบเขาบังเกิดเสียงโห่ร้องฆ่าฟัน เสียงม้าศึกร้องก้อง เสียงปืนใหญ่เลื่อนลั่น สะท้านแก้วหูแทบแตกทำลาย จิวเกี๋ยงขว้างดาบ กล่าวว่า “ไม่ถึงยามฟ้าสาง พวกตาดมองโกลต้องถูกทำลายล้างสิ้น อาลุ่ย ตอนนี้เจ้าทราบจิตเจตนาที่เราปล้นชิงเงินเดือนทหารของด่านห่านป่าแล้วกระมัง?”

        ฮุ้นลุ่ยมีไหวพริบปราดเปรียว ขบคิดแล้วปรบมือกล่าวว่า “เจ่กโจ้ววางแผนแยบยล ท่านปล้นเงินเดือนทหาร นายทัพด่านห่านป่าย่อมต้องทำตามคำสั่งท่าน พวกมองโกลชักชวนเคลื่อนกำลังทหารด้วยกัน ท่านให้มันนิ่งเฉยไม่เคลื่อนไหว จากนั้นซุ่มโจมตีพวกมองโกล การศึกครั้งนี้ย่อมชนะแน่นอน”

        จิวเกี๋ยงภาคภูมิใจยิ่ง ยิ้มพลางกล่าวว่า “เต็งไต้คอความจริงยังไม่เลวนัก เพียงแต่หวังชื่อเสียงลาภยศเกินไป ทางการสั่งให้มันปราบปรามโจรภูเขา มันก็ติดต่อกับพวกมองโกล เราปล้นชิงเงินเดือนทหารของมัน จากนั้นไปหามันเพียงลำพัง ถามมันยินยอมปล่อยให้ทหารอดตาย หรือยอมตั้งตัวเป็นศัตรูกับพวกมองโกล? มันหลังจากชั่งน้ำหนักเรา ได้แต่ทำตามคำสั่งเราแต่โดยดี”

        เอ่ยถึงตอนนี้ อดหัวร่อมิได้ ฮุ้นลุ่ยกล่าวถามว่า “เจ่กโจ้วหัวร่ออะไร?”

        “เต็งไต้คอปรกติทำหนังสือถึงทางการ เรียกเราเป็นโจรเฒ่าดาบทอง พอพบหน้าเรา กลับเรียกเป็นท่านผู้บังคับบัญชาทุกคำ”

        ฮุ้นลุ่ยก็อดหัวร่อมิได้ กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้มันมิใช่ทราบหรือไม่ว่า โจรเฒ่าดาบทองเป็นผู้บังคับบัญชาเก่าของมัน?”

        “มันเป็นคนที่เราสนับสนุนกับมือ เมื่อเห็นเพลงดาบทอง สมควรคาดเดาออกว่าเป็นเรา เพียงแต่ปกปิดแสร้งเป็นไม่ทราบ ก่อนนี้เราปะทะกับทหารทางการ มักสวมหน้ากากไว้ เพื่อมิให้เหล่าทหารจดจำเราออก”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวถามว่า “เพราะเหตุใด?”

        “หากเหล่าไพร่พลทหารทราบว่าเราเป็นนายทัพเก่าของพวกมัน ต้องมีอยู่กว่าครึ่งที่เอนเอียงมาทางเรา ด่านห่านป่าเป็นด่านสำคัญ ควรมีกองทหารตั้งมั่นอยู่ ดังนั้นเราเพียงรีบคนสิ้นไร้ไม้ตอก ไม่รับทหารเข้าเป็นพวก”

        ฮุ้นลุ่ยอายุยังเยาว์ ปรกติไหนเลยนึกถึงปัญหาข้อนี้ พอฟังรู้สึกว่าเจ๋กโจ้วมีจิตเจตนาลึกซึ้ง ต้องครุ่นคิดอย่างจดจ่อ จิวเกี๋ยงพลันกล่าวว่า “คนฟื้นแล้ว”

        เห็นผู้บาดเจ็บพลิกตัวคราหนึ่ง กล่าวเสียงแหบแห้ง “พวกท่านเป็นใคร? รีบประคองเราไปพบหัวหน้าค่ายดาบทอง”

        “เราคือหัวหน้าค่ายดาบทอง”

        ผู้บาดเจ็บนั้นรีบกล่าวว่า “ท่านล่วงรู้ร่องรอยของหลานสาวฮุ้นเจ็งนามฮุ้นลุ่ยหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ กล่าวเสริมขึ้น “ข้าพเจ้าคือฮุ้นลุ่ย”

        ผู้บาดเจ็บนั้นลืมตากลมโต กล่าวว่า “ท่านคือฮุ้นลุ่ย ประเสริฐ เราสามารถตายตาหลับแล้ว กอกอ (พี่ชาย) ท่านยังมีชีวิตอยู่ในโลก ท่านรีบไปหาเขา”

        ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ นางมีกอกอผู้หนึ่งเรียกว่าฮุ้งเต็ง เมื่ออายุห้าขวบ บิดานามฮุ้นเท้งก็ส่งมันไปฝึกวิทยายุทธ์กับซือเฮียผู้หนึ่ง ที่แท้ซือโจ้ว (อาจารย์ของอาจารย์ ผู้สันโดษพิสดารมีศิษย์ห้าคน นอกจากบิดาฮุ้นเท้งที่ฝึกปรือฝีมือไม่สำเร็จก็เดินทางมาช่วยท่านปู่แล้ว อีกสี่ท่านล้วนฝึกวิทยายุทธ์จากซือโจ้วแขนงหนึ่งเตี้ยอิมไต้ซือฝึกวิชาไม้เท้าปราบมารและวิชากำลังภายนอก เจี่ยเทียนฮั้วจัดอยู่อันดับสาม ธิดามังกรเหินฟ้าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงจัดอยู่อันดับสี่ ต่างฝึกเพลงกระบี่คนละแขนง ส่วนศิษย์คนโตตังงักฝึกฝีมือเทวราชและพลังเล็บเหยี่ยวและเป็นคนนับฮุ้งเต็งเป็นศิษย์ ตังงักเมื่อมาถึงมองโกล ก็ท่องเที่ยวถึงชายแดนทิเบต สิบกว่าปีมานี้ไร้ข่าวคราว ฮุ้งเต็งเป็นตายร้ายดีอย่างไร ย่อมไม่มีผู้ใดทราบได้

        ยามนี้ฮุ้นลุ่ยพลันได้ยินข่าวคราวของกอกอซึ่งไม่เคยพบหน้า ถึงกับทั้งแตกตื่นทั้งยินดี รีบถามว่า “ท่านเป็นใคร?”

        “เราเป็นซือเฮียของกอกอท่าน”

        ฮุ้นลุ่ยส่งเสียงดังอืมม์ กล่าวว่า “อย่างนั้นท่านก็เป็นซือเฮียของข้าพเจ้า”

        ขณะจะถามข่าวคราวกอกอ ผู้บาดเจ็บนั้นก็เหลือกตาขึ้นกล่าวว่า “ยังมีเรื่องสำคัญประการหนึ่ง พวกตาดมองโกลโจมตีค่ายภูเขา ตัดต้นน้ำของท่าน”

        จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เราทราบแล้ว ท่านได้ยินเสียงปืนใหญ่หรือไม่ พวกเรารบชนะแล้ว”

        ผู้บาดเจ็บนั้นยิ้มออกมา กล่าวกระท่อนกระแท่นว่า “พวกมันยังคิดบุกราชวงศ์เหม็ง ท่านหาทางกราบทูลต่อฮ่องเต้เรา...ตัวเรามีจดหมายฉบับหนึ่งฝากมาถึงท่าน เราเมื่อพบพวกท่านสามารถไปได้แล้ว”

        สุ้มเสียงยิ่งมายิ่งแผ่วเบา เมื่อกล่าวจบ จิตใจหมดห่วงพะวง สิ้นใจตายโดยที่ใบหน้าประดับด้วยรอยยิ้ม

        จิวเกี๋ยงทอดถอนใจ ค้นพบจดหมายจากตัวผู้ตาย คลี่จดหมายออก ตีหินเหล็กไฟส่องดูแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เป็นจดหมายของตั่วซือแป๊ะ (ศิษย์ผู้พี่คนโตของอาจารย์) เจ้า”

        เห็นลายมือหวัดยุ่งเหยิง แสดงว่าเขียนอย่างรีบร้อน ดังนั้นอ่านว่า”

        ฝากกายแดนทะเลทราย ใช้ชีวิตโดยไร้จุดหมาย เราท่านแม้ไม่รู้จัก แต่จากปากคำเทียนซือตี๋ ทราบว่าท่านมีวีรกรรมห้าวหาญ เป็นที่เลื่อมใสของชาวยุทธจักร ท่านแม้ยึดภูเขาตั้งค่ายต่อต้านฮั่นสู้มองโกล แต่เราทราบว่าท่านไม่ต้องการเห็นทหารมองโกลบุกลงใต้ สร้างความเดือดร้อนแก่ชนชาวฮั่น เผ่าอัวลานับแต่เสนาบดีฝ่ายซ้ายทัวฮวนเสียชีวิต บุตรชายหย่าเซียนขึ้นครองตำแหน่งสืบแทน ตอนแรกเป็นเสนาบดี จากนั้นตั้งตนเป็นราชครู กุมอำนาจทางทหารไว้ ซ่องสุมกำลังพล กักตุนเสบียงอาหารคิดบุกแผ่นดินตงง้วน ราชวงศ์เหม็งหลับใหลไม่ตื่น เป็นที่สะทกสะท้อนใจนีก ศิษย์เราฮุ้งเต็งคิดล้างแค้นแทนบิดา ทิ้งจดหมายกลับชาติบ้านเกิด มันอายุเยาว์ด้อยประสบการณ์ ไหนเลยทราบว่าขุนนางกังฉินครองเมือง ไม่อาจแทรกแซงได้ ขอท่านเห็นแก่สหายเก่า ช่วยอบรมสั่งสอน ฟังว่าฮุ้นเท้งมีบุตรีนามฮุ้นลุ่ย หากท่านล่วงรู้ร่องรอยของนาง โปรดส่งข่าวของกอกอของนางให้ทราบ

        ยังมีเทียนฮั้วซือตี๋ นับแต่พบหน้าที่ชายแดนมองโกล เมื่อสิบปีก่อนก็ไร้ข่าวคราวใด มีคำโจษจันว่ามันตายในเงื้อมมือเตียจงจิว บ้างบอกว่าถูกควบคุมตัวในวังมองโกล เราตบมือข้างเดียวไม่ดัง ไม่สามารถช่วยเหลือได้ขอให้ส่งข่าวต่อเตี้ยอิง นัดแนะน้องเอี้ยงมายังชายแดน ทุกประการขอไหว้วาน ไม่กล้ากล่าวขอบคุณ”

        จิวเกี๋ยงพออ่านจบ ต้องปิดจดหมายทอดถอนใจ ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “อย่างนั้นข้าพเจ้าควรขึ้นนครหลวงไปหากอกอท่าน”        

        จิวเกี๋ยงขบคิดแล้วกล่าว “ก็ได้ ฟังว่าฮ่องเต้มีราชโองการรับอุปการะผู้มีความรู้ความสามารถ ฤดูใบไม้ร่วงปีนี้จะจัดการประลองวิชาบู๊ เพื่อเลือกจอหงวนบู๊ กอกอเจ้าอาจคิดกรุยทางเข้าไป ยืมกำลังทหารของบ้านเมือง ล้างแค้นให้แก่ท่านปู่เจ้า จิตเจตนาแม้ไม่เลว เกรงว่าขุนนางกังฉินครองเมือง ยากสมมาดปรารถนาได้”

        เอ่ยถึงตอนนี้ แหงนมองหมู่ดาวบนท้องฟ้า กล่าวว่า “เจ้าเมื่ออายุเจ็ดขวบ ท่านปู่เจ้าเล่านิทานให้ฟัง ตอนนี้เราจะเล่านิทานของเราให้เจ้าฟัง ครั้งกระโน้นเราเฝ้าด่านชายแดน รบทัพจับศึกหลายสิบครั้งล้วนประสบชัยทุกครา มิคาดฮ่องเต้ทรงเชื่อคำเพ็ดทูลเพียงหนังสือฉบับเดียวก็โยกย้ายตำแหน่งของเรา นี่ยังไม่นับเป็นอย่างไรได้ ท่านปู่เจ้ามีชะตากรรมเช่นเดียวกับยอดราชทูตโซวบู๊ เมื่อหลบหนีกลับถึงด่านห่านป่า กลับมีราชโองการให้ฆ่าตัวตาย ยังมีความยุติธรรมของฟ้าหลงเหลืออยู่หรือ? ครั้งกระโน้นเรายามขุ่นแค้น จึงหันหลังให้กับทางการ ตอนนั้นยังไม่มีความคิดยึดภูเขาตั้งค่าย คิดไม่ถึงราชวงศ์เหม็งกลับสั่งฆ่าพวกเราทั้งตระกูล ยังดีที่บ่าวเฒ่าผู้จงรักช่วยบุตรชายคนเล็กของเราออกมา”

        ฮุ้นลุ่ยน้ำตาคลอหน่วย มองดูสีหน้าที่หนักอึ้งเคร่งเครียดของจิวเกี๋ยง ไม่อาจกล่าวกระไรได้ เห็นจิวเกี๋ยงยกดาบชี้ไปยังธงคู่ซึ่งพัดพลิ้วอยู่บนเขา กล่าวว่า “แต่ธงประจำตัวของเรา ยังคงเป็นธงสุริยันจันทรา”

        ฮุ้นลุ่ยเห็นธงคู่โบกสะบัดต้านลม ผืนหนึ่งเป็นรูปอาทิตย์แดงฉาน ผืนหนึ่งเป็นเดือนดวงเสี้ยว เมื่อรวมคำยิก (สุริยัน) เข้ากับง้วย (จันทรา) จะเป็นคำเม้ง (เหม็ง) ต้องทอดถอนใจ ครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้เจ่กโจวกลับกลายเป็นโจร ยังไม่ลืมราชวงศ์เหม็ง’

        จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เจ้าหากเสาะพบกอกอ ก็บอกต่อมันว่า ไม่ต้องช่วงชิงตำแหน่งจอหงวนบู๊อะไรนั่น ยังคงกลับมาหาเราเถอะ รางวงศ์เหม็งไร้น้ำใจ ดูท่านปู่เจ้าเป็นเยี่ยงอย่าง ยังไม่เจ็บช้ำน้ำใจพอหรือ?”

        ฮุ้นลุ่ยรับคำว่า “เจ่กโจ้วกล่าวถูกต้อง”

        จิวเกี๋ยงพับจดหมายซุกเก็บไว้ในอกเสื้อ กล่าวว่า “ซาซือแป๊ะเจ้าเจี่ยเทียนฮั้วองอาจหาญกล้า เป็นผู้ที่เรานับถือเลื่อมใส เมื่อสิบปีก่อน เขากับเตี้ยอิมไต้ซือทำความตกลง หนึ่งชุบเลี้ยงกำพร้า หนึ่งไล่ล่าล้างแค้น ตอนนี้เตี้ยอิมไต้ซือฝากฝังซือม่วยเขาชุบเลี้ยงเจ้าจนเติบใหญ่ เรื่องการล้างแค้นของเทียนฮั้วยังเลื่อนลอยยิ่ง”

        “ข้าพเจ้าจะกราบเรียนซือแป๋ ขอให้นางกลับยี่ซือแป๊ะมายังชายแดนมองโกล เพื่อสืบเสาะหาซาซือแป๊ะ”

        จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เจ้าคนเดียวไหนเลยแบ่งเป็นสองทางได้ เช่นนี้เถอะ เจ้าไปเสาะหากอกอเจ้า เราจะแจ้งต่อซือแป๋เจ้าให้แก่เจ้า”

        “ตกลง อย่างนั้นข้าพเจ้าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้”

        จิวเกี๋ยงยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “เจ้าอยู่อีกหลายวัน นับวิทยายุทธ์เราสู้เจ้าไม่ได้ แต่มีบางสิ่งเจ้าสามารถศึกษาจากเรา”

        ขอบฟ้าบูรพารุ่งสางรำไร เสียงปืนใหญ่ค่อยสงบลง จิวเกี๋ยงนำฮุ้นลุ่ยกลับค่าย เวลายามเที่ยง หน่วยซุ่มทั้งสี่สายกลับมาพร้อมกับชัยชนะ ล้วนเข่นฆ่าทหารมองโกลแตกพ่ายไม่เป็นขบวน จับเชลยทั้งคนและม้ามากมายสุดคณานับ จิวเกี๋ยงปูนบำเหน็จรางวัลแก่เหล่าบริวาร วุ่นวายอยู่ครึ่งค่อนวันค่อยเสร็จเรื่องกล่าวกับฮุ้นลุ่ยว่า “เจ้าแม้มีฝีมือสูงเยี่ยม แต่ยังไม่คุ้นกับเส้นทางยุทธจักร เราจะสั่งให้จิวซัวมิ้งสอนแก่เจ้า”

        นับแต่นั้น จิวซัวมิ้งถ่ายทอดบอกรหัสลับ ข้อห้ามถือสาของชาวยุทธจักร รายนามค่ายสำนักต่างๆ ยอดฝีมือทั้งหลาย ความเกี่ยวดองระหว่างสำนัก บุญคุณความแค้นระหว่างบุคคลต่อฮุ้นลุ่ยโดยละเอียด ฮุ้นลุ่ยเฉลียวฉลาด มีความจำดียิ่ง เล่าเรียนอยู่สามวันก็ล่วงรู้ปรุโปร่ง

        จิวเกี๋ยงยังกลัวนางด้อยประสบการณ์ รู้จักผู้คนไม่มาก ดังนั้นมอบธงสุริยันจันทราทั้งคู่แก่นาง กล่าวว่า “ผู้ห้าวหาญทั้งทางบกและทางน้ำทางภาคเหนือห้ามณฑล เมื่อเห็นผืนธงนี้ยังอ่อนข้อให้หลายส่วน เจ้าหากได้รับอันตราย ให้แสดงธงผืนนี้ แต่อย่าได้ใช้โดยพร่ำเพรื่อ”

        ฮุ้นลุ่ยครุ่นคิดขึ้น ‘เราออกท่องยุทธจักร เพื่อฝึกฝนประสบการณ์ หากพึ่งพาผืนธงนี้ ยังมีความหมายใด’

        แต่คำพูดนี้ไม่กล่าวจาก ยังคงรับธงสุริยันจันทราไว้ จิวเกี๋ยงยังมอบเสื้อผ้าบุรุษหลายชุด และอัญมณีจินดาแก่นาง กล่าวว่า “หญิงสาวตัวคนเดียวขึ้นนครหลวง เป็นที่สะดุดตาของผู้คน เจ้าผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า ปลอมเป็นบุรุษเถอะ อัญมณีเหล่านี้ให้เจ้าใช้สอยในระหว่างทาง”

        ฮุ้นลุ่ยนึกดูมีเหตุผล ดังนั้นผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าของบุรุษ รับอัญมณีจินดามากราบลาลงจากเขา จิวเกี๋ยงก็สั่งให้บุตรชายส่งนางสักระยะหนึ่ง

        เมื่อออกจากค่ายภูเขา ผลัดเปลี่ยนม้าเร็วออกเดินทาง เวลายามเที่ยงก็ผ่านด่านห่านป่า เหยียบย่างสู่เส้นทางที่ทอดสู่นครหลวง ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ท่านอากลับไปเถอะ”

        จิวซัวมิ้งจับจ้องมองนางอย่างลึกซึ้ง กล่าวว่า “ท่านอย่าลืมกลับมา”

        ขณะกล่าว ยังควบม้าเคียงคู่กับฮุ้นลุ่ย ฮุ้นลุ่ยจึงกล่าว “ท่านอา ขอบคุณมากแล้ว ท่านกลับไปเถอะ”

        จิวซัวมิ้งพลันหน้าแดงวูบ กล่าวว่า “ซึ่งความจริง เราอายุมากกว่าท่านไม่กี่ปี ญาติผู้ใหญ่พวกเราแม้คบหาอย่างลึกซึ้ง แต่มิใช่พี่น้อง นับตามอายุ พวกเรายังคงเรียกเป็นเฮียม่วยจะเหมาะสมกว่า”

        ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจยิ่ง พลันหวนนึกถึงหลายวัยมานี้ จิวซัวมิ้งกังวลสนใจนางยิ่ง ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘ท่านอาผู้นี้ดียิ่ง เพียงแต่พูดจาไม่ใคร่ถูกต้อง’

        นางอายุยังเยาว์ ไหนเลยล่วงรู้จิตเจตนาของเขา ยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านเห็นข้าพเจ้าเรียกท่านเป็นท่านอา เรียกจนท่านแก่ชราไปหรือ? ตกลง วันหน้าข้าพเจ้ากลับมา ค่อยเรียกต่อเจ่กโจ้ว เปลี่ยนคำเรียกหาใหม่”

        จิวซัวมิ้งหน้าแดงจรดใบหู ฮุ้นลุ่ยหัวร่อพลางกระตุ้นม้าควบขับสู่ทางหลวง เมื่อเหลียวหน้ามอง เห็นจิวซัวมิ้งยังเหม่อลอยซึมเซา

 

        ตลอดรายทางไร้เรื่องราว วันที่สามมาถึงเมืองหยางนี้ ที่นี้เป็นศูนย์กลางจำหน่ายเหล้าฮุง เมื่อเหยียบย่างเข้าเมือง เห็นธงสุราโบกพัดพลิ้วอยู่ทุกแห่งหน ฮุ้นลุ่ยบังเกิดความหิวกระหาย ครุ่นคิดขึ้น ‘ฟังว่าเหล้าฮุงของมณฑลเซียมไซมีชื่อมานาน วันนี่จะดื่มให้เต็มที่’

        เมื่อถึงหน้าเหลาสุราแห่งหนึ่ง เห็นนอกประตูผูกม้าขาวตัวหนึ่ง เกือกทั้งสี่ข้างขาวราวหิมะ ท่าทางงามสง่ายิ่ง ฮุ้นลุ่ยแวะเข้าไปชมดู พลันเห็นมุมกำแพงมีรหัสของชาวยุทธจักรทิ้งอยู่ สะกิดความสงสัยอยากรู้ขึ้น ขึ้นเหลาสุราไป

        เห็นนักศึกษาผู้หนึ่งยึดครองโต๊ะริมหน้าต่างด้านทิศใต้เพียงลำพัง จิบดื่มสุราช้าๆ โต๊ะด้านทิศตะวันออกมีชายฉกรรจ์หยาบกร้านหนึ่งอ้วนหนึ่งผอม จำนวนสองคน ร่ำดื่มสุราส่งเสียงอึกทึกวุ่นวาย แต่หางตาชำเลืองมองนักศึกษา

        นักศึกษาแต่งกายหรูหรา คล้ายเป็นกงจื้อตระกูลร่ำรวยดื่มสุราจอกแล้วจอกเล่า ส่ายร่างโงนเงน คล้ายบังเกิดความมึนเมา พลันเอื้อนว่า

        “ทุกสรรพสิ่งเกิดมาเพราะฟ้าสร้าง ประทานเรือนร่างเป็นคุณอนันต์ ล้มวัวฆ่าควายหาความสำราญ ควรร่ำสุราสักสามร้อยจอก”

        เอื้อนพลางโคลงศีรษะไปมา ดื่มสุราอีกจอกหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยครุ่นคิดขึ้น ‘หนอนตำราผู้นี้ไม่ล่วงรู้ถึงภัยอันตราย โจรร้ายคุมเชิงอยู่ด้านข้าง ยังกล้าร่ำดื่มสุรา’

        ชายฉกรรจ์ทั้งสองนั้นพลันส่งเสียงโต้เถียง คนผอมซูบยกป้านสุรากรอกใส่คนอ้วนฉุ คนอ้วนฉุกลับนกมือผลักไส ทั้งสองกลับต่อยตีกัน เปะปะมาชนใส่ร่างนักศึกษา นักศึกษาด่าทอคำหนึ่ง พลันได้ยินเสียงดัง กระเป๋าแพรลายปักขแงนักศึกษาร่วงหล่นลงกับพื้น ปรากฏทองคำแท่งเล็กๆ หลายแท่ง และไข่มุกพวงกลิ้งออกมา ทองคำยังพอทำเนา ไข่มุกนั้นเปล่งประกายนวลใย แม้เป็นยามกลางวันแสกๆ ยังไม่อาจปกปิดประกายวิเศษได้

        นักศึกษายกเท้าเหยียบกระเป๋าแพร ก้มเอวเก็บไข่มุกทองคำ ร้องว่า “พวกเจ้าคิดชิงข้าวของหรือ?”

        ชายฉกรรจ์ทั้งสองพลันหยุดมือตวาดว่า “ผู้ใดชิงข้าวของเจ้า? เจ้ากล่าวหาคน บิดาจะต่อยเจ้า”

        ผู้ดื่มกินที่ด้านข้างพากันไกล่เกลี่ยห้ามปราม ฮุ้นลุ่ยลอบหัวร่อครุ่นคิดขึ้น ‘ชายฉกรรจ์ทั้งสองแสดงว่าเป็นสายของโจรปล้นชิง แสร้งเป็นมาสุราอาละวาด จงใจชนกระเป๋าแพร ตรวจดูฐานะการเงินของนักศึกษา เมื่อมีเราอยู่ที่นี้ จะไม่ให้พวกเจ้าสมมาดปรารถนา’

        ดังนั้นเดินเข้าไป ยกสองมือผลักออก กล่าวว่า “พวกเจ้าเมาสุราอาละวาด ไฉนอาละวาดถึงโต๊ะผู้อื่น?”

        พลางยื่นมือลูบวูบ ลักล้วงเงินของชายฉกรรจ์ทั้งสองมา ฮุ้นลุ่ยมือเบายิ่งฉวยโอกาสที่ชุลมุนวุ่นวายขโมยเงินทอง กลับไม่มีผู้ใดล่วงรู้

        ชายฉกรรจ์ทั้งสองถูกนางผลักคราหนึ่ง รู้สึกปวดแปลบที่ทรวงอกต้องลอบตื่นตระหนก ไม่กล้าอาละวาดอีก กลับไปนั่งโต๊ะแต่โดยดี นักศึกษาชูจอกสุราขึ้นกล่าวว่า “เล่าตี๋* ท่านก็ดื่มจอกหนึ่ง”

        * คำเรียกผู้อื่นเป็นน้องชายอย่างสนิมสนม

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวขอบคุณ กลับมานั่งโต๊ะตัวเอง ดูว่าชายฉกรรจ์ทั้งสองจะทำอย่างไร ชายฉกรรจ์ทั้งสองจ้องมองนางชั่วขณะจึงร้องว่า “เถ้าแก่คิดบัญชี”

        คนผอมซูบล้วงมือในอกเสื้อ พบว่าเงินสูญหายไป ถึงกับหน้าเขียวคล้ำ คนอ้วนฉุเห็นผิดท่า ก็ล้วงประเป๋าเงินของตัวเอง พบว่าเงินอันตรธานไป ต้องหันไปมองหน้ากันอย่างตะลึงลาน

        คนทั้งสองล้วนเป็นโจร ขโมยไก่ไม่สำเร็จ กลับขาดทุนข้าวไปกำมือ แม้ทราบว่าเป็นการลงมือของฮุ้นลุ่ย แต่เกรงว่าเรื่องราวลุกลามใหญ่โต ไม่กล้าเปิดเผยออกไป เถ้าแก่เหล่าสุราเดินเข้ามา กล่าวว่า “ทั้งสิ้นหนึ่งตำลึงสามสลึง”

        คนผอมซูบตะกุกตะกักว่า “ติดหนี้ไว้ก่อนได้หรือไม่?”

        เถ้าแก่เหล่าสุราหน้าแปรเปลี่ยนไป แค่นหัวร่อกล่าวว่า “แขกเหรื่อทั้งหลายหากติดหนี้ไว้ เหลาเราคงต้องปิดกิจการแล้ว”

        ผู้รับใช้ก็ร่ำร้องว่า “พวกท่านเมาสุราอาละวาด ชกต่อยชนคน ตอนนี้ยังคิดกินเปล่า ไม่จ่ายเงินก็ได้ ตอนนี้ถอดเสื้อผ้าออกมา”

        ผู้ดื่มกินทั้งหลายล้วนบอกว่าชายฉกรรจ์ทั้งสองเป็นฝ่ายผิด ชายฉกรรจ์ทั้งสองได้แต่ถอดเสื้อผ้าออก ผู้รับใช้บอกว่าเสื้อผ้าสองตัวนี้ยังไม่พอ ยื่นมือปลดหมวกทั้งสองใบลงมา ชายฉกรรจ์ทั้งสองได้แต่ยกมือกุมศีรษะ ห่อตัววิ่งฝ่าลมหนาวออกไป

        ฮุ้นลุ่ยสบใจยิ่ง ดื่มสุราสองจอก เห็นนักศึกษายังดื่มสุรา พลันฉุกคิดว่าชายฉกรรจ์ทั้งสองเพียงเป็นสายของโจร พวกมันเสียทีเช่นนี้ คงต้องกลับไปรายงานหัวหน้าโจร นางแม้ไม่กลัว แต่มุกมณีของนักศึกษาคงไม่อาจรักษาไว้ ดังนั้นตกลงใจติดตามคนทั้งสองไป ผุกลุกขึ้นร้องว่า “เถ้าแก่คิดบัญชี”

        เถ้าแก่เหลาสุราเห็นฮุ้นลุ่ยแต่งกายหรูหราคล้ายกงจื้อสูงศักดิ์ ดังนั้นยิ้มระรื่นเดินเข้ามา กล่าวว่า “ทั้งสิ้นหนึ่งตำลึงสองสลึง”

        ฮุ้นลุ่ยล้วงมือไปในอกเสื้อ นางห่ออัญมณีจินดาที่จิวเกี๋ยวมอบให้ไว้ในผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่ง การล้วงครั้งนี้กลับล้วงไม่พบ ต้องใจหายวาบ ทดลองล้วงกระเป๋าซ้าย แต่เงินที่ขโมยมาเมื่อครู่ก็อันตรธานไป

        ความแตกตื่นของฮุ้นลุ่ยครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มาตรว่าเป็นฤดูใบไม้ผลิอันเยียบเย็น หน้าผากกลับปรากฏหยาดเหงื่อไหลซึมออกมา กริ่งเกรงต้องถูกบังคับให้ถอดเสื้อผ้า อย่างนั้นคงแสดงความทุเรศออกมาแล้ว

        เถ้าแก่เหลาสุราเห็นนางล้วงนั้นล้วงนี่ สีหน้าต้องแปรเปลี่ยนทีละน้อย แค่นหัวร่อกล่าวว่า “นายท่านเป็นไรแล้ว?”

        นักศึกษาพลันเดินส่ายโงนเงนมา เอื้อนว่า “ทั้งสี่ทะเลล้วนเป็นพี่น้อง จับจ่ายสิ้นเงินทองได้มาใหม่ เราจะชำระบัญชีของสหายผู้นี้เอง”

        พลางล้วงเงินหนักสิบตำลึงแท่งหนึ่งโยนให้แก่เถ้าแก่เหลาสุรา บอกว่าเงินทอนยกให้มัน สร้างความยินดีแก่เถ้าแก่เหลาสุรายิ่ง ละล่ำละลักขอบคุณ

        ฮุ้นลุ่ยหน้าแดงจรดใบหู กล่าวขอบคุณเบาๆ นักศึกษากล่าวว่า “ขอบคุณอันใด? ข้าพเจ้าสอนเคล็ดลับแก่ท่านข้อหนึ่ง ครั้งหน้าท่านมาดื่มสุรา อย่าลืมสวมเสื้อผ้าสองชั้น ก็ไม่มีปัญหาแล้ว”

        พลางส่ายโงนเงนลงจากเหลา โดยไม่สนใจฮุ้นลุ่ยอีก ฮุ้นลุ่ยขุ่นเคืองยิ่งครุ่นคิดขึ้น ‘คนผู้นี้ไร้มารยาทนัก เมื่อครู่หากมิใช่เราช่วยท่าน ข้าวของท่านคงถูกผู้คนช่วงชิงไปแล้ว’

        พลางกวาดตามอง ในผู้มาดื่มกินไม่เห็นมีผู้น่าสงสัย คิดไม่ถึงจะพบกับนักล้วงในที่นี้ ดังนั้นไม่มีกะใจสืบสาวเรื่องโจรอีก ลงจากเหลาสุรา ขึ้นม้าเดินทางต่อ

        พอออกจากตัวเมือง เห็นนักศึกษาขี่ม้าขาวอยู่เบื้องหน้า ฮุ้นลุ่ยฉุกคิดขึ้น ‘หรือว่าเป็นนักศึกษาผู้นี้? แต่ว่าเขาไม่คล้ายเป็นนักล้วง’

        ดังนั้นกระตุ้นม้าเข้าหา หวดแส้แสร้งเป็นเร่งม้า ปลายแส้กลับหวดใส่จุดสำคัญที่ใต้ชายโครงของนักศึกษา

        แส้ของฮุ้นลุ่ยนี้คิดทดสอบความตื้นลึกหนาบางของนักศึกษา ปลายแส้มุ่งใส่จุดชีวิต หากนักศึกษาเป็นผู้มีวิทยายุทธ์ คงต้องถลันหลบ มิคาดแส้นี้พอหวดใส่ นักศึกษาส่งเสียงร้องคำหนึ่ง กลับหลบไม่พ้น ปลายแส้แขวนกับเสื้อผ้า ยังดีที่ฮุ้นลุ่ยลอบรั้งพลังกลับคืน มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น นักศึกษายังส่ายโงนเงนแทบพลัดตกลงจากหลังม้า

        ฮุ้นลุ่ยบังเกิดความเสียใจ กล่าวว่า “พลั้งมือหวดถูกท่าน ต้องขออภัยด้วย”

        นักศึกษาเหลียวมองมา ร้องโพล่งว่า “คนกินเปล่ามาอีกแล้ว ท่านอย่าได้เข้าใจว่าข้าพเจ้ามีเงิน คิดรบเร้าพัวพันข้าพเจ้า เงินของข้าพเจ้าใช้จ่ายในการคบหาสหาย ท่านดื่มกินของผู้อื่น ยังหวดทำร้ายผู้อื่น ข้าพเจ้าจึงไม่กล้าใกล้ชิดด้วย”

        ฮุ้นลุ่ยทั้งขุ่นเคืองทั้งขบขัน กล่าวว่า “ท่านยังไม่สร่างเมาหรือ?”

        นักศึกษาเอื้อนว่า “ชักดาบ ตัดน้ำยิ่งไหลหลั่ง ชูจอกดับทุกข์ทุกข์ยิ่งถมทวี ผู้คนไม่สมมาดปรารถนา ลอยเรือกลางธาราไปสุดหล้า...ข้าพเจ้าไม่ดื่มกับท่าน ไม่ดื่มกับท่าน”

        ฮุ้นลุ่ยถูกก่อกวนจนไม่ทรบทำอย่างไรดี ขณะจะประคองเขา นักศึกษาพลันใช้สองเท้าหนีบท้องม้า ม้าขาวพุ่งปราดไปเบื้องหน้าดุจเหินบิน ม้าของฮุ้นลุ่ยเป็นม้าศึกมองโกลที่ผ่านการคัดเลือดของค่ายดาบทองกลับไล่ตามไม่ทัน ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘คนผู้นี้ไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ม้าคู่ขากลับมิใช่พาหนะธรรมดา’

        นางสูญเสียเงินทอง รู้สึกกลัดกลุ้มใจ เร่งม้าเดินทางต่อ เดินทางอยู่ครึ่งค่อนวัน เห็นอาทิตย์สนธยาลับขอบฟ้า ควันไฟที่เกิดจากการหุงหาอาหารลอยกรุ่น นางคิดพำนักค้างแรมที่บ้านชาวนา แต่ในกายไร้เงินทอง พลันได้ยินเสียงม้าร้อง เห็นพุ่มไม้เบื้องหน้ามีวัดวาแห่งหนึ่ง หน้าวัดมีม้าขาวตัวหนึ่งกำลังเล็มหญ้า

        ฮุ้นลุ่ยฉุกคิดขึ้น ที่แท้นักศึกษาก็อยู่ที่นี้ หลวงจีนตามวัดวาให้ความสะดวกแก่ผู้สัญจร มิสู้ค้างแรมในที่นี้คืนหนึ่ง ดังนั้นผูกม้าที่หน้าวัดวา ผลักประตูเข้าไป

        เห็นนักศึกษาก่อไปที่เชิงระเบียง กำลังปิ้งหัวเผือกอยู่ พอเห็นฮุ้นลุ่ยเข้ามาก็เอื้อนว่า “คนพานพบโดยประจวบบังเอิญ พบท่านอีกแล้ว”

        ฮุ้นลุ่ยเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านสร่างเมาแล้ว”

        “ข้าพเจ้าเมามายตั้งแต่เมื่อใด ข้าพเจ้ายังจดจำออกว่าท่านเป็นคนกินเปล่า”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวอย่างขุ่นเคือง “ท่านทราบอันใด? มีโจรคิดปล้นชิงมุกมณีของท่าน”

        นักศึกษากระโดดปราดขึ้น ร้องว่า “ว่ากระไร มีโจร วัดวานี้ไม่มีหลวงจีนแม้สักรูปเดียว หากว่ามีโจร ข้าพเจ้าก็ไม่ขอพักอยู่ที่นี้?”

        “ท่านคิดไปที่ใด ท่านพอออกไป ถูกโจรปล้นชิง จะไม่มีผู้ใดช่วยท่าน มีข้าพเจ้าอยู่ที่นี้ ต่อให้มีโจรร้ายร้อยคนสิบคนก็ไม่ต้องนำพาปรารมภ์”

        นักศึกษาลืมตากลมโต พลันหัวร่อออกมา กล่าวว่า “ท่านหากมีความสามารถปานนั้น ไฉนต้องหลอกกินเปล่า?”

        “เงินของข้าพเจ้าถูกหัวขโมยลักขโมยไป”

        นักศึกษาหัวร่อจนตัวงอ กล่าวว่า “โจรร้อยคนสิบคนไม่นำพาปรารมถ์ กลับถูกหัวขโมยลักขดมยเงินไป ความสามารถในการพูดปดของท่าน หาได้ยอดเยี่ยมเท่าหลอกกินเปล่าไม่”

        เขาความจริงคิดจากไป แต่แล้วกลับทรุดนั่งลง กล่าวว่า “ไม่ขอเชื่อคำโป้ปดของท่านอีก แผ่นดินสงบสันติ ไหนเลยมีโจรร้ายหัวขโมย?”

        พลางปิ้งหัวเผือกต่อ หัวเผือกที่ปิ้งจนไหม้ส่งกลิ่นหอมฉุย ฮุ้นลุ่ยควบม้าอยู่ครึ่งค่อนวัน หิวจนกลืนน้ำลาย แต่ไม่สะดวกกับการออกปากต่อนักศึกษา วัดวานี้เป็นวัดร้าง ปราศจากหลวงจีนจำวัด ไหนเลยมีอาหารประทังหิว?

        นักศึกษากัดฟัวเผือกคำหนึ่ง โคลงศีรษะพึมพำว่า “เหล้าเหลืองมอมเมา เหล้าฮุงก็มอมเมา ปลาและเนื้อโอชา เผือกเผาก็อร่อยลิ้น หอมเอยหอมนัก”        

        ฮุ้นลุ่ยถลึงมองเขา เบือนหน้าไปอีกทางหนึ่ง นักศึกษาร้องว่า “นี่ คนกินเปล่า ให้เผือกเผาท่านหัวหนึ่ง”

        พลางโยนเผือกเผาที่ปิ้งสุกมาหัวหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ผู้ใดรับประทานของท่าน?”

        พลางทรุดนั่งขัดสมาธิ สงบสติสำรวมใจ โคจรพลังอย่างสงบ ค่อยสะกดไฟหิวโหยลง

        ฮุ้นลุ่ยฝึกวิชากำลังภายในเที่ยงแท้มาตรฐาน เมื่อโคจรพลังเที่ยวหนึ่ง รู้สึกร่างปลอดโปร่งสบาย ดังนั้นลืมตาขึ้น เห็นนักศึกษาม่อยหลับไป เผือกเผาตกเกลื่อนกลาดทั่วพื้นดิน ฮุ้นลุ่ยแลบลิ้นออกมา คิดยื่นมือหยิบฉวย นักศึกษาพลันพลิกตัวคราหนึ่ง จากนั้นหลับต่อ ฮุ้นลุ่ยกล่าวอย่างขุ่นเคือง “เราพานอดอาหารหนึ่งคืน ไม่นับเป็นอย่างไรได้?”

        นักศึกษาส่งเสียงกรนปานฟ้าร้อง ฮุ้นลุ่ยคิดนอนก็นอนไม่หลับ พลันฉุกคิดขึ้น ‘นักศึกษานี้แต่งกายภูมิฐาน พกพามุกมณี เมื่อออกเดินทางไฉนไม่ว่าจ้างผู้คุ้มกัน กลับกล้าค้างแรมในวัดร้าง รับประทานเผือกเผาไร้ราคา? หรือว่าเขาแสร้งเป็นไม่รู้จักวิทยายุทธ์? แต่นี่ไม่คล้ายเสแสร้งแกล้งดัด’

        ขณะจะค้นตัวเขา พลันได้ยินเบื้องนอกบังเกิดเสียงกู่ประหลาดดังมา ฮุ้นลุ่ยมองดูนักศึกษาแวบหนึ่ง เห็นเขาหลับเป็นตาย ต้องแค่นหัวร่อ กล่าวว่า “ความจริงไม่ควรสนใจท่าน แต่ท่านดูไปน่าเวทนา เอาเถอะ เราโกวเนี้ยจะต้านโจรร้ายให้กับท่าน”

        เดินออกจากประตูวัด โผพุ่งขึ้นไปบนต้นไม้ซ่อนกายไว้ ใต้แสงเดือนดาวรำไร เห็นผู้คลุมหน้าสองคนมุ่งหน้ามา คนผู้หนึ่งกล่าวว่า “ท่านดูม้าขาวตัวนั้น คาดว่าคงอยู่ที่นี้แล้ว”

        อีกผู้หนึ่งกล่าวว่า “มันหากไม่ยอมทำตาม จะทำอย่างไร?”

        “อย่างนั้นได้แต่ปลิดศีรษะมันลงมา”

        ฮุ้นลุ่ยบังเกิดโทสะพลุ่งขึ้น ลอบร้องในใจ ‘โจรร้ายใจอำมหิตนัก ประสงค์ทรัพย์สินยังต้องการชีวิต’

        พลันได้ยินผู้คลุมหน้าคนหนึ่งร้องว่า “บนต้นไม้มีคน”

        ฮุ้นลุ่ยตวัดมือซัดลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยลงไปสองดอก ผู้คลุมหน้าทั้งสองมีฝีมือปราดเปรียว พากันถลันหลบ ฮุ้นลุ่ยก็ชักกระบี่สาดพุ่งลงมา แยกย้ายแทงใส่คนทั้งสอง

        ผู้คลุมหน้าทั้งสองหนึ่งใช้ไม้เท้าเหล็ก หนึ่งใช้ตาขอคู่ พากันหวดใส่กระบี่คมกระบี่พอพุ่งผ่านสะเก็ดไฟแลบพุ่ง ไม้เท้าเหล็กถูกฟันเป็นรอยบิ่น ตาขอคู่กลับชักนำกระบี่วิเศษไปด้านข้าง ฮุ้นลุ่ยต้องครุ่นคิดขึ้น ‘โจรทั้งสองนี้มีฝีมือกล้าแข็งยิ่ง’

        ในใจครุ่นคิด ร่ายรำกระบี่ออกดุจลมคลุ้มฝนคลั่ง กระบี่วิเศษเล่มนี้เป็นหนึ่งในสองกระบี่ชายหญิง ที่ผู้สันโดษพิสดารหลอมสร้างขึ้น ขนานนามเขียวเรือง อาวุธธรรมดาพอกระทบถูกก็หักไป คนใช้ไม้เท้าแม้ถืออาวุธหนัก แต่ยังไม่กล้าปะทะด้วย กลับเป็นคนคนใช้ตาขอคู่มีฝีมือมิใช่ชั่ว รุกรับต้านทานเอาไว้

        ฮุ้นลุ่ยใช้ท่าร่างภมรโฉบบุปผา พุ่งไปมาอยู่ท่ามกลางตาขอไม้เท้า ประกายกระบี่คล้ายน้ำตกสาดเท บุปผาปลิวปราย คุกคามผู้คลุมหน้าทั้งสองถดถอย แต่ไม้เท้าเหล็กหนักอึ้ง ตาขอคู่ปราดเปรียว คอยหนุนเสริมกัน ฮุ้นลุ่ยกลับไม่อาจทำอย่างไรพวกมันได้

        ระหว่างการต่อสู้ ฮุ้นลุ่ยพลันขบกรามกรอด ฟันกระบี่เฉียงๆ ลงมือต่อผู้คลุมหน้าที่ใช้ตาขอคู่ด้วยอำมหิต นางความจริงไม่ต้องการคร่าชีวิตคนทั้งสอง แต่หากไม่ทิ่มแทงสังหารคนผู้หนึ่ง ไม่สามารถเอาชัยได้ ได้แต่ใช้ท่าไม้ตายออก

        มิคาดกระบี่พอฟังใส่ คนใช้ตาขอคู่ลดตาขอซ้ายลง ตวัดตาขอขวาขึ้น กระบี่เขียวเรืองของฮุ้นลุ่ยแทบถูกมันชักนำหลุดจากมือ ฮุ้นลุ่ยใจหายวูบ กระบวนท่านี้กลับเป็นกระบวนท่าของตันไถเมี่ยเหม็ง ดังนั้นหมุนตัวควบกระบี่คุกคามคนใช้ไม้เท้าเหล็กล่าถอย พร้อมกับถลันหลบท่าจู่โจมของคนใช้ตาขอคู่ ตวาดว่า “เจ้าผู้นี้เป็นศิษย์ของตันไถเมี่ยเหม็งหรือ?”

คนใช้ตาขอคู่กระโดดปราดขึ้น ตวาดว่า “เมื่อล่วงรู้ความเป็นมาของเรา วันนี้ของปีหน้า จะเป็นวันครบรอบการตายของเจ้า”        

        พลางตะกุยตาขอคู่ ใช้ออกด้วยกระบวนท่าเสี่ยงชีวิต ฮุ้นลุ่ยสวนคำว่า “ชาวมองโกลบังอาจนัก กลับกล้าลอบเข้าชายแดน เข้าใจว่าแผ่นดินจีนไร้ผู้คนหรือ?”

        ในเสียงร้อง ใช้กระบี่อย่างดุดัน ไม่ยั้งมือไว้ไมตรีอีก

        วิจารณ์ตามพลังฝีมือ ฮุ้นลุ่ยเหนือล้ำกว่าศิษย์ของตันไถเมี่ยเหม็งขั้นหนึ่ง แต่ฝ่ายตรงข้ามหนึ่งนั้นมีคนใช้ไม้เท้าเหล็กคอยช่วยเหลือ สองฮุ้นลุ่ยไม่ได้รับประทานอาหารครึ่งวันครึ่งคืน ต่อสู้หลายสิบกระบวนท่า เรี่ยวแรงเริ่มไม่ปะติดปะต่อ คนใช้ไม้เท้าเหล็กพลันกล่าวว่า “กระบี่ของเด็กน้อยนี้ไม่เลว รอสักครู่ท่านยกกระบี่เล่มนี้แก่เราได้หรือไม่?”

        คนใช้ตาขอคู่กล่าวว่า “ตกลง ยกให้ท่าน แต่รอสักครู่ตอนคร่ากุมคน ท่านต้องเชื่อฟังวาจา”

        ทั้งสองหนึ่งเสนอหนึ่งตอบรับ คล้ายยึดถือฮุ้นลุ่ยเป็นคนตาย ฮุ้นลุ่ยบันดานโทสะ แทงกระบี่ใส่คนใช้ไม้เท้าเหล็กด้วยท่าปวยพักลิ้วจั้ว (น้ำตกโกรกธาร) คนใช้ไม้เท้าเหล็กยกไม้เท้าเหล็กขึ้นต้าน เพิ่งยกไม้เท้าขึ้น พลันร้องโอยคำหนึ่ง มือตกห้อยลง กระบี่ของฮุ้นลุ่ยรวดเร็วเพียงไหน กระบี่เดียวก็แทงทะลุคอหอยปลิดชีวิตมันไป

        คนใช้ตาขอคู่แตกตื่นตะลึงลาน ฮุ้นลุ่ยฟันกระบี่กลับหลัง เสียงฉับเมื่อฟันตาขอซ้ายหักเป็นสองท่อน คนใช้ตาขอคู่หมุนตัววิ่งหนี ฮุ้นลุ่ยตวัดมือซัดลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยใส่กลางหลังมันสามดอก เห็นแน่ชัดว่าจะซัดถูก พลันได้ยินเสียงติงตัง ลูกดอกไม่ทราบปะทะกับของใด ตกวูบลงแต่กลางคัน คนใช้ตาขอคู่ฉกฉวยโอกาสหลบหนีจนไร้ร่องรอย

        ฮุ้นลุ่ยสงสัยใจยิ่ง กระบี่เมื่อครู่ของนางแม้ดุร้าย แต่คาดว่าคนใช้ไม้เท้ายังต้านทานได้ มิคาดยามคับขันไม้เท้าเหล็กกลับตกห้อยดุจภูตผีบันดาล จบชีวิตใต้คมกระบี่ตนเอง ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘หรือว่ามีคนลอบช่วยเหลือเรา? แต่ลูกดอกของเราทั้งสามดอกไฉนร่วงหล่นลงสู่พื้น? หรือว่ายอดคนที่ลอบลงมือ ทั้งช่วยเราและช่วยศัตรู?’

        นางก้มลงมองดูโจรร้ายบนพื้น เลิกผ้าคลุมหน้าของมันขึ้น เห็นเป็นชาวมองโกลผู้หนึ่งจริงๆ สร้างความสงสัยใจยิ่ง นี่แสดงว่าไม่ใช่โจรปล้นสะดมชิงทรัพย์ธรรมดา ดังนั้นปลุกปลอบกำลังขวัญค้นตัวมัน แต่นอกจากเศษเงินไม่กี่ตำลึงและเสบียงกรังห่อหนึ่งแล้ว ไม่มีสิ่งของอื่นอีก

        ฮุ้นลุ่ยสบอารมณ์พอดี รับประทานเสบียงกรัง ซุกเก็บเงินไว้ในอกเสื้อ พลันได้ยินสุ้มเสียงผิดปรกติ ผู้คลุมหน้าอีกสองคนวิ่งตะบึงเข้ามา ตวาดว่า “สหายร่วมเส้นทาง แบ่งน้ำดื่มร่วมกัน”

        ความหมายในวาจาคือ เมื่อต่างเป็นโจร ไม่ควรฮุบสมบัติเพียงลำพัง ให้นำมาแบ่งปันกัน ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “ตกลง พวกเจ้ายังมีอีกกี่คน ล้วนรับประทานเรา...”

        นางความจริงคิดกล่าวคำ ‘ล้วนรับประทานเราโกวเนี้ยกระบี่หนึ่ง’ พลันฉุกคิดว่าตนเองปลอมเป็นบุรุษ ดังนั้นกล้ำกลืนคำ ‘โกวเนี้ย’ ไว้ สะบัดกระบี่แทงใส่

        โจรทั้งสองหนึ่งใช้ดาบ หนึ่งมือเปล่าหมัดเปลือย ฮุ้นลุ่ยพอแทงกระบี่ออก โจรที่มือเปล่าก็สะอึกเข้ามา มือซ้ายใช้ออกด้วยวิชาคว้าจับ คล้ายฟันคล้ายสกัด ฮุ้นลุ่ยต้องใจหายวาบ ใช้ท่าเท้าชวงฮวยเยี้ยวซิ่ว (ทะลวงบุปผาอ้อมต้นไม้) หลบหลีกวิชาคว้าจับของศัตรูทางซ้าย พร้อมกับเลี่ยงจากคมดาบของศัตรูทางขวา

        จากนั้นฮุ้นลุ่ยใช้กระบี่ด้วยท่าฮุงฮวยฮุกลิ้ว (แหวกบุปผาปาดหลิว) สภาวะกระบี่มุ่งไปทางซ้าย แต่คล้ายไปทางขวา กระบวนท่าเดียวแยกย้ายแทงใส่คนสองคน โจรใช้ดาบร้องโอยคำหนึ่ง ข้อมือถูกแทงใส่กระบี่หนึ่ง ดาบหลุดจากมือ โจรมือเปล่ากลอกกลิ้งกว่า หดตัวหลบเลี่ยงได้

        ฮุ้นลุ่ยใช้กระบวนท่าสัมพันธ์ กระบี่พอแทงออก ก็ติดตามเข้าไป คล้ายสายใยอันละเอียดอ่อน ต่อเนื่องไม่ขาดตอน นางเข้าใจว่าคนทั้งสองเป็นพวกเดียวกับโจรมองโกลในตอนแรก ดังนั้นไม่ยั้งมือไว้ไมตรี กระบี่นี้แทงปราดดุจสายฟ้า ปลายกระบี่ขณะจะกระทบถูกกลางหลังศัตรู พลันได้ยินเสียงฉี่ ข้อมือคล้ายถูกมดกัด กระบวนท่าสูญเสียความแม่นยำ ปลายกระบี่เลื่อนแฉลบไปด้านข้าง

        โจรคลุมหน้าทั้งสองวิ่งหลบหนีอย่างไม่คิดชีวิต หายลับกับสุมทุมพุ่มไม้ ฮุ้นลุ่ยกระชากเสียงว่า “โจรน้อยที่ลอบทำร้ายคนไสหัวออกมา”

        รอบบริเวณเงียบสงัดงัน หามีคนตอบรับไม่ ฮุ้นลุ่ยมองดูข้อมือตนเอง เห็นบวมแดงขึ้นมาจุดหนึ่ง มีขนาดเท่าถั่วเหลือง แสดงว่าถูกอาวุธขนาดเล็กซัดใส่เมื่อมองตามพื้นดิน กลับหาไม่พบ

        ฮุ้นลุ่ยแม้สู้ชนะสองครา แต่ก็ถูกคนลอบก่อกวน ได้แต่กลับเข้าวัดอย่างขุ่นเคือง เห็นนักศึกษายังหลับเป็นตาย ต้องร้องว่า “นี่ โจรมาแล้ว”

        นักศึกษาลืมตางัวเงียลุกขึ้นนั่ง เอื้อนว่า “ทั้งโลกล้วนหลับใหล มีแต่เราแจ่มใส”

        ฮุ้นลุ่ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ท่านแจ่มใสอันใด? โจรร้ายผ่านมาแล้ว”

        นักศึกษาพลันบิดขี้เกียจคราหนึ่ง ยิ้มพลางกล่าวว่า “เมื่อผ่านมาแล้ว ก็ไม่มีเรื่องราวใด ท่านปลุกข้าพเจ้าขึ้นมาทำอะไร?”

        ฮุ้นลุ่ยทั้งขุ่นข้องทั้งเคืองใจ กล่าวว่า “เป็นข้าพเจ้าขับไล่พวกมันไป”

        “อย่างนั้นหรือ? ท่านรับประทานเผือกเผาหัวหนึ่ง ครั้งนี้ท่านมีความดีความชอบ ข้าพเจ้าจะไม่บอกว่าท่านรับประทานเปล่า”

        พลางโยนเผือกเผามาหัวหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยสะบัดฝ่ามือฟาดเผือกเผาปลิวกระเด็นด้วยโทสะ ร้องว่า “ผู้ใดล้อเล่นกับท่าน? ข้าพเจ้าถามท่าน ท่านชื่อเรียงเสียงใด มาจากแห่งหนไหน?”

        นักศึกษาถลึงตาใส่ เลียนเยี่ยงท่าทีของฮุ้นลุ่ย ชี้นิ้วตวาดว่า “ข้าพเจ้าถามท่าน ท่านชื่อเรียงเสียงใด มาจากแห่งหนใด?”

        “ว่ากระไร?”

        นักศึกษากล่าวว่า “ท่านสามารถสอบสวนข้าพเจ้า หรือข้าพเจ้าไม่สามารถสอบสวนท่าน ท่านเป็นตุลาการมาแต่กำเนิดหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยอึ้งไปวูบ นางไหนเลยบอกความเป็นมาต่อเขาได้ ครุ่นคิดขึ้น ‘เราไม่อาจบอกความเป็นมาต่อเขา อาจบางทีเขาก็ไม่อาจบอกความเป็นมาต่อเรา ตนเองไม่ยินยอม ไยต้องเคี่ยวเข็ญบังคับผู้อื่น? ชาวมองโกลทั้งสองติดตามมาเป็นพันลี้ หรือว่าเขาก็เป็นชาวฮั่นที่หลบหนีมาจากมองโกลเช่นเดียวกับท่านปู่?’

        นึกถึงตอนนี้ ต้องบังเกิดความเคารพต่อนักศึกษา แต่เมื่อชำเลืองมองท่าทีที่เกียจคร้าน คล้ายยิ้มคล้ายไม่เชิงยิ้มของเขา ต้องนึกรังเกียจขึ้นมา ขบคิดแล้วล้วงธงสุริยันจันทราที่จิวเกี๋ยงมอบแก่นางคู่นั้นออกมาสะบัดเหวี่ยงให้กล่าวว่า “ของนี้ให้แก่ท่าน ข้าพเจ้าจะไม่ร่วมทางกับท่านแล้ว”

        นักศึกษาชำเลืองมองธงแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ใช่คนเล่นปาหี่ ต้องการธงของท่านคู่นี้ทำอะไร?”

        “ท่านเดินทางคนเดียวเสี่ยงอันตราย เมื่อมีธงคู่นี้ โจรร้ายก็ไม่กล้าแตะต้องท่าน”

นักศึกษากล่าวถามว่า “เป็นไร ธงคู่นี้เป็นธงอาญาสิทธิ์หรือ?”

        “นี่เป็นธงสุริยันจันทราของหัวหน้าค่ายดาบทอง ท่านมาจากทางเหนือ หรือไม่เคยได้ยินมา หัวหน้าค่ายดาบทองเท่ากับเป็นผู้นำชาวมิจฉาชีพภาคเหนือ เหล่าผู้ห้าวหาญล้วนเคารพยำเกรงอยู่หลายส่วน”

        นางมอบธงสุริยันจันทราให้ด้วยกุศลจริต นักศึกษากลับหน้าแปรเปลี่ยนไป แค่นหัวร่อกล่าวว่า “ลูกผู้ชายยืนหยัดอยู่คู่โลก ไหนเลยยอมพึ่งพิงต่อคนโจรชั่วช้า”

        ขาดคำ ฉีกกระชากธงสุริยันจันทราเป็นสี่ส่วน

        ฮุ้นลุ่ยขุ่นแค้นจนหน้าเขียวคล้ำ ตวาดว่า “หัวหน้าค่ายดาบทองมีเกียรติภูมิสะท้านชายแดน เป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ไหนเลยยอมปล่อยให้หนอนตำราท่านล่วงเกินได้?”

        ตวัดมือหมายตบใส่หน้าเขา แต่แล้วเห็นใบหน้านักศึกษาขาวราวกับหยก ต้องฉุกคิดขึ้น ‘ฝ่ามือนี้พอตบลง ไยมิใช่ฝากรอยนิ้วห้ารอยบนใบหน้าของเขาช่างขัดตานัก’

        ดังนั้นรั้งมือกลับแต่กลางคัน กระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าไม่ถือสาหนอนตำราคร่ำครึเช่นท่าน จะละเว้นท่านครั้งหนึ่ง วันหน้าท่านถูกโจรร้ายปล้นชิงฆ่าฟัน เป็นท่านแส่หาเอง ข้าพเจ้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว”

        ขาดคำ หมุนตัวโถมออกนอกประตูดุจสายลม ไม่เหลียวมองนักศึกษาอีก

        นักศึกษาตาเป็นประกาย มองดูฮุ้นลุ่ยโถมออกไป ผุดลุกขึ้นช้าๆ คล้ายคิดส่งเสียงร้องเรียก แต่แล้วแค่นหัวร่อกล้ำกลืนเสียงร้องเอาไว้

        ฮุ้นลุ่ยจูงม้าออกจากดงไม้ ในพุ่มไม้พลันบังเกิดเสียงอื้ออึง พุ่งผ่านเบื้องบนศีรษะไป ฮุ้นลุ่ยรีบหยุดม้าร้องว่า “โจรน้อยที่ลอบทำร้าย หากเก่งกล้าสามารถก็ไสหัวออกมา”

        ได้ยินเสียงเพียะ กิ่งไม้ท่อนหนึ่งร่วงหล่นลงสู่พื้น บนกิ่งไม้ผูกห่อผ้าเล็กๆ ใบหนึ่ง ฮุ้นลุ่ยจดจำออกว่านี่เป็นข้าวของตนเอง รีบเก็บขึ้นมาแก้ออกดู เห็นอัญมณีจินดาที่จิวเกี๋ยงมอบให้ล้วนอยู่ภายใน แม้แต่เงินที่ขโมยมาหลายตำลึงก็อยู่ครบถ้วน

        ฮุ้นลุ่ยรีบโผพุ่งกายขึ้นบนยอดไม้ สอดส่ายสายตามอง เห็นดาวเดือนใกล้เลือนลับ ลมโชยหญ้าเอนลู่ รอบข้างไร้ผู้คน ต้องทอดถอนใจ รำพึงว่า “แล้วกันไปเถอะ นี่นับว่าเหนือฟ้ามีฟ้า เหนือคนมีคน คิดไม่ถึงจะพบกับยอดฝีมือในสถานที่เช่นนี้”

        จากนั้นควบม้าออกจากดงไม้ เมื่อถึงริมดง เป็นเวลาอรุณรุ่งสางแล้ว

        ฮุ้นลุ่ยฉวยโอกาสยามเช้าเดินทางต่อ มุ่งสู่ทิศตะวันตก ตลอดรายทางเห็นคนและม้าไม่ขาดสาย ทุกผู้คนล้วนมีท่าทางคึกคักเข้มแข็ง มองปราดเดียวก็ทราบว่าเป็นนักสู้ผู้กล้าจากทุกสารทิศ

        ฮุ้นลุ่ยนึกถึงความรู้ทั่วไปที่จิวซัวมิ้งอธิบายแก่ตัวเอง คาดว่าคงมีการชุมนุมอันใด เห็นข้างทางมีร้านน้ำชา ที่จำหน่ายข้าวต้มข้าวสวยด้วย จึงแวะเข้าไปรับประทาน พร้อมกับเลียบเคียงถามเรื่องราวจากเจ้าของร้านน้ำชา

        เจ้าของร้างน้ำชาบอกว่า วันนี้เป็นวันเกิดของหัวหน้าเฮ็กเจี๊ยะจึง (หมู่บ้านนิลกาฬ) ชงเทียนลุ้ย (อสนีฟาดฟ้า) เจี๊ยะเอ็งชาวยุทธจักรทั้งหลายล้วนรุดมาอวยพรวันเกิด หัวหน้าเจี๊ยะมีการคบหากว้างขวาง ไม่ว่าเป็นผู้คนเส้นทางใดขอเพียงเร่งรุดไปจะได้รับการต้อนรับ

        ฮุ้นลุ่ยฉุกใจคิด หัวหน้าหมู่บ้านนิลกาฬจัดงานวันเกิด ยอดฝีมือที่กลั่นแกล้งก่อกวนนางอาจอยู่ในจำนวนนั้น นางไม่ควรปล่อยปละละเว้นโอกาสครั้งนี้ ดังนั้นขอกระดาษพุ่กันจากเจ้าของร้านน้ำชา เขียนเทียบอวยพร ถามไถ่เส้นทางสู่หมู่บ้านนิลกาฬ ชำระค่าอาหาร ขึ้นม้าออกเดินทาง

        เมื่อบรรลุถึงหมู่บ้านนิลกาฬ เห็นแขกเหรื่อมาอวยพรอย่างคับคั่ง คนรับของขวัญวันเกิดดูเทียบอวยพร กระทั่งถามก็ไม่ถาม ให้แผนกต้อนรับชักนำฮุ้นลุ่ยเข้าสู่สวนดอกไม้ซึ่งจัดเป็นสถานที่เลี้ยงแขก เห็นภายในสวนจัดโต๊ะร้อยโต๊ะ พอดีเป็นเวลาเลี้ยงแขก ฮุ้นลุ่ยถูกจัดให้นั่งที่มุมหนึ่ง ผู้คนที่ร่วมโต๊ะล้วนไม่รู้จัก ได้ยินพวกมันวิพากษ์วิจารณ์กัน คนผู้หนึ่งกล่าวว่า “ผู้กล้าเจี๊ยะวันนี้ไม่เพียงจัดงานวันเกิด ฟังว่ายังจะทำการเลือกเขยขวัญ”

        อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ครั้งนี้ผู้เฒ่าเจี๊ยะปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว หัวหน้าค่ายซัว หัวหน้าเกาะฮั่ง หัวหน้าตึกลิ้มทั้งสามล้วนมาขอเป็นทองแผ่นเดียวกัน นี่จะรับมืออย่างไร?”

        ผู้คนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “หัวหน้าเจี๊ยะย่อมมีวิธีเอง ท่านดู”

        ฮุ้นลุ่ยกวาดตามองตามนิ้วมือคนผู้นั้น เห็นภายในสวนก่อเวทีลุยไถสูงสองวาหลังหนึ่ง ได้ยินคนผู้นั้นกล่าวว่า “ฟังว่าหัวหน้าเจี๊ยะกำหนดวิธีประลองฝีมือเลือกเขยขวัญ ผู้ใดเอาชนะบุตรีของมัน ก็จะเป็นบุตรเขยมัน ตระกูลทั้งสามล้วนไม่มีคำพูดจะกล่าว”

        ฮุ้นลุ่ยลอบหัวร่อ ครุ่นคิดขึ้น ‘ในโลกกลับมีวิธีเลือกบุตรเขยเช่นนี้ หากเลือกคนหน้าฝีดาษผู้หนึ่ง ไยมิใช่สร้างความคับแค้นแก่บุตรีไปชั่วชีวิต?’

หนังสือแนะนำ

Special Deal