รอยแหนเงาจอมยุทธ์ เล่ม 1-2 (แพ็คชุด)

บทที่ 2 บุกเดี่ยวถ้ำพยัคฆา กระบี่ปะทะดาบทอง

        ควบม้าเป็นเวลาครู่ใหญ่ อาทิตย์ลอยอยู่กลางฟ้า เม่งกีบนหลังม้ายกแส้ม้าขึ้นชี้ไป กล่าวว่า “เบื้องล่างเป็นด่านห่านป่า นายทัพเต็งจะแจกจ่ายเงินเดือนทหารในวันพรุ่งนี้ ตอนนี้ไม่ทราบร้อนรึ่มเพียงไหน”

        ยอดเกาทัณฑ์ใจหายวูบ ถามว่า “พวกเราข้ามด่านห่านป่าแล้วหรือ? ท่าน...พวกท่านใช่เป็นบริวารของหัวหน้าค่ายดาบทองหรือไม่?”

        “ท่านจะได้รับเงินเดือนคืนเอง ไยต้องถามมากความ?”

        ยอดเกาทัณฑ์ใจเต้นระทึก ครุ่นคิดขึ้น ‘โจรเฒ่าดาบทองไม่เคยปล้นเงินเดือนทหาร ไม่ทราบไฉนละเมิดกฎ? ฟังว่าโจรเฒ่าดาบทองเป็นมห่าโจร พวกตาดมองโกลและขุนนางไต้เหม็งล้วนไม่กล้าลูบหนวดเสือ หากแม้นมันต้องการเงินเดือนรายนี้ ต่อให้ยกกองทัพเข้าปราบปราม ก็ไม่แน่ว่าจะช่วงชิงกลับมาได้ การไปครั้งนี้คงประสบเภทภัยมากกว่าวาสนาแล้ว’

        ห้อม้าชั่วขณะ เบื้องหน้าพลันขยายกว้างขึ้น ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ ปรากฏเป็นทุ่งนาเขียวชอุ่ม มีคนกำลังทำนาดูเผินๆ เข้าใจว่าเป็นวิมานแมนแดนสวรรค์ ไหนเลยคาดคิดว่านั่นเป็นรังของโจรร้าย

        ม้าศึกหลายตัวมุ่งไปตามทางภูเขาคดเคี้ยว สองฟากข้างทางภูเขาปรากฏเงาคนถลันออกมา โบกธงสัญญาณตลอดเวลา ไม่นานก็มาถึงหน้าค่ายภูเขา

        บนภูเขาปลูกสร้างเชิงเทินอิงภูเขา ลักษณะคล้ายฉากกั้นตามธรรมชาติ ยอดเกาทัณฑ์ติดตามหลังเม่งกีและหญิงสาวชุดขาวลงจากหลังม้าเข้าภูเขา มีคนชักนำถึงหน้าค่ายได้ยินเสียงระฆังดังใหญ่ จากนั้นเป็นเสียงย่ำกลองเป่าหลอดเขาดังพร้อมเพรียง ประตูค่ายเปิดอ้าออก โจรร้ายสองขบวนตั้งแถวต้อนรับ ดาบทวนสะท้อนประกายแวววับ

        หญิงสาวชุดขาวเผยอยิ้ม ตัดผ่านดงดาบห่าทวนไปราวไม่มีเรื่องราวใด ยอดเกาทัณฑ์พอเห็นสภาพเช่นนี้ ถึงกับแตกตื่นจนเข่าอ่อนระทวย ได้แต่ตัดใจติดตามหลังหญิงสาวชุดขาวเข้าสู่ห้องโถง

        ในห้องโถงจัดตั้งเก้าอี้ปูหนังเสือหลายตัว แต่ไม่มีคนออกมาต้อนรับ หญิงสาวชุดขาวมีสีหน้าขุ่นเคือง กล่าวว่า “หัวหน้าค่ายท่านเล่า?”

        เม่งกียิ้มเล็กน้อย เห็นชายฉกรรจ์ท่วงท่าหยาบกร้านสองคนเลิกผ้าม่านถลันเข้ามา ชายฉกรรจ์คนแรกยกโอ่งสุราสีทองขนาดใหญ่ใบหนึ่ง คล้ายจัดสร้างจากทองเหลือง มีน้ำหนักห้าหกสิบชั่ง ชายฉกรรจ์ที่ด้านหลังกลับยกเนื้อวัวที่ย่างสุกถาดใหญ่ บนเนื้อวัวทุกชิ้นเสียบมีดแหลมคมเล่มหนึ่ง

        ชายฉกรรจ์ทั้งสองกล่าวเสียงกังวาน “อาคันตุกะจากแดนไกล ไร้สิ่งของต้อนรับ เชิญดื่มสุราสักจอก”

        เสียงขาดคำ ชายฉกรรจ์คนแรกขยับสองแขน ซัดขว้างโอ่งสุรามา หญิงสาวชุดขาวมีสีหน้าเป็นปรกติไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคำ “ไม่ต้องเกรงใจ” พับแขนคราหนึ่ง ชักนำไหสุราไปด้านข้าง ไหสุรากลับหมุนวนอยู่ที่ใจกลางฝ่ามือนางไม่หยุดยั้ง โดยไม่ร่วงหล่นลงมา กลับคล้ายเด็กทารกเล่นลูกข่างก็มิปาน

        สุราไหนี้ถูกชายฉกรรจ์ซัดขว้างมา เป็นสภาวะรุนแรงถึงเพียงไหน หากปราศจากเรี่ยวแรงสามสี่ร้อยชั่ง อย่าหมายรับไว้ได้ มิคาดหญิงสาวปาดชักนำเบาๆ ก็สลายพลังที่แฝงมาไปสิ้น หญิงสาวชุดขาวยิ้มเล็กน้อย ก้มหน้าลงดูดดื่มสุราคำหนึ่ง ชมว่า “สุราที่ดี”

        ชายฉกรรจ์ทั้งสองงงันวูบ ชายฉกรรจ์ที่ด้านหลังสืบเท้าออกไป ตวาดว่า “ของนี้ให้ท่านแกล้มเหล้า”

        ตวัดมือวูบ ซัดมีดสั้นที่เสียบอยู่บนเนื้อวัวมาสองเล่ม หญิงสาวชุดขาวแย้มยิ้มอีกครา อ้าปากรูปกระจับขึ้น กลับงับมีดสั้นทั้งสองเล่มเอาไว้ จากนั้นพ่นมีดสั้นทั้งสองเล่มออก ปักเรียงรายกับขื่อห้อง

        ชายฉกรรจ์ทั้งสองหันไปมองหน้ากันด้วยความตระหนก เห็นหญิงสาวชุดขาวเลิกคิ้วเรียวงาม ตวาดว่า “คารวะคืนแก่พวกท่านจอกหนึ่ง”

        พลางดันใจกลางฝ่ามือออก เสียงหวืดเมื่อผลักดันโอ่งสุรากลับไป ชายฉกรรจ์ทั้งสองไหนเลยกล้ารับไว้ เห็นแน่ชัดว่าต้องถูกโอ่งสุราชนใส่ พลันปรากฏชายหนุ่มผู้หนึ่งถลันออกจากหลังห้องโถง ยกมือตบออก ตบฟาดโอ่งสุราลอยไปด้านข้าง สลายพลังที่แฝงมา ยื่นเท้าซ้ายเกี่ยววูบ บังคับสุราโอ่งนั้นตกลงกับพื้นช้าๆ สุราทั้งโอ่งกลับไม่กระเซ็นออกมาแม้สักหยดเดียว

        ชายหนุ่มนั้นหลังจากสำแดงฝีมือ ค่อยเหลียวหน้าไปตวาดตำหนิว่า “พวกเจ้าสองตัวโง่งม ไม่รู้จักคารวะแขก ยังสร้างความอับอายขายหน้าในที่นี้อีก?”

        ยอดเกาทัณฑ์เพ่งตามอง ถึงกับแทบร้องโพล่งออกมาด้วยความตระหนก ชายหนุ่มนี้มิใช่ใครอื่น คือผู้ที่ช่วยชีวิตมันเมื่อคืน และชี้แนะมันไปหาหญิงสาวชุดขาวนั้น เพียงแต่เมื่อคืนมันแต่งกายเป็นเช่นชาวป่าชาวดอย ยามนี้สวมชุดยาวรัดสายรัด ดูไปคล้ายกงจื้อสูงศักดิ์

        ชายฉกรรจ์ทั้งสองห้อยมือสำรวม เรียกคำ “เสียวแจ่จู้ (หัวหน้าค่ายคนเล็ก) ล่าถอยออกไปแต่โดยดี หญิงชุดขาวยิ้มพลางกล่าวว่า “ครั้งนี้นับว่าเสาะพบคู่กรณีแล้ว เงินสี่สิบหมื่นตำลึงของสหายผู้นี้ ขอให้เสียวแจ่จู้มอบคืนให้”

        ชายหนุ่มนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “เงินเพียงเล็กน้อยไยต้องเอ่ยถึง? โกวเนี้ยเชิญนั่ง”

        พลางกวาดตาไปยังยอดเกาทัณฑ์แวบหนึ่ง ดวงตาแฝงแววลี้ลับคล้ายบอกว่า ‘เราชี้แนะไม่ผิดกระมัง?’

        ยอดเกาทัณฑ์ยืนตะลึงลานอยู่ด้านข้าง ขบคิดไม่เข้าใจว่าชายหนุ่มนี้เมื่อเป็นเสียวแจ่จู้ที่นี้ หลังจากปล้นชิงเงิน ไฉนช่วยเหลือตนเอง ทั้งยังชักนำหญิงสาวชุดขาวมา? หรือนี่เป็นแผนล่อศัตรู?

        ได้ยินที่เบื้องนอกบังเกิดเสียงคนเคลื่อนไหวขวักไขว่ ยอดเกาทัณฑ์ต้องอดสั่นขวัญแขวนไม่คลาย พลันเห็นโจรร้ายขบวนหนึ่งขนย้ายปลอกเงินที่ปล้นชิงไปเข้ามา กองสุมอยู่ที่เชิงบันได หญิงสาวชุดขาวเห็นเช่นนั้นกล่าวว่า “เสียวแจ่จู้รวบรัดชัดเจนจริงๆ ขอบคุณมากแล้ว”

        ชายหนุ่มนั้นพลันหัวร่อดังยาวนาน ยกมือขึ้นกล่าวว่า “ช้าก่อน”

        หญิงสาวชุดขาวงงงันวูบ เห็นโจรผู้หนึ่งปักธงลงบนกองปลอกเงิน ธงผืนหนึ่งวาดรูปอาทิตย์แดงผืน อีกผืนหนึ่งวาดรูปเดือนเสี้ยว ธงสุริยันจันทรานี้เป็นธงประจำค่ายดาบทองนั่นเอง

        ชายหนุ่มนั้นยิ้มเล็กน้อย ยกป้านสุราเนื้อเงินบนโต๊ะสุรารินสุราสองจอก ตนเองดื่มก่อนจอกหนึ่ง ค่อยกล่าวว่า “เงินสี่สิบหมื่นตำลึงแม้ไม่ควรแก่การเอ่ยอ้าง แต่ธงสุรันจันทราคู่นี้กลับมีค่าควรเมือง”

        หญิงสาวชุดขาวกวาดตามอง เห็นเหล่าโจรในห้องโถงสีหน้าเคร่งครึม จับจ้องมองนางเป็นจุดเดียว สร้างความเคลือบแคลงสงสัย กล่าวถามว่า “ท่านกล่าวเช่นนี้หมายความอย่างไร?”

        ยอดเกาทัณฑ์ที่ด้านข้างต้องลอบคร่ำครวญในใจ ครุ่นคิดขึ้น ‘หญิงสาวนางนี้แม้มีฝีมือสูงเยี่ยม แต่กลับเป็นทารกหญิงที่เพิ่งออกท่องเที่ยว แม้แต่กฎเกณฑ์ของฝ่ายมิจฉาชีพยังไม่เข้าใจ เหล่าโจรปักธงบนปลอกเงิน หมายความว่าหากท่านสามารถถอนดึงธงคู่นี้ออกมาก็สามารถนำเงินกลับไป ไม่เช่นนั้นให้ถอนตัวกลับไปแต่โดยดี นี่เป็นการท้าสู้ชัดๆ’

        หญิงสาวชุดขาวถามไถ่สองครา ชายหนุ่มนั้นไม่ตอบคำ ใบหน้าที่ไร้เดียงสาพลันแดงระเรื่อขึ้นวูบ คล้ายมีโทสะคุกรุ่น กวักมือกล่าวกับยอดเกาทัณฑ์ว่า “เงินอยู่ที่นี้ ท่านยังไม่ไปตรวจนับอีก? ธงเป็นของพวกเขา ท่านเก็บเอาไว้เถอะ”

        พลางขยับเคลื่อนกาย เพิ่งก้าวออกไปสองก้าว ชายหนุ่มนั้นพลันหัวร่อฮาๆ หยิบป้านสุรายืดกายขึ้น พอดีขวางหน้านางไว้ กล่าวเสียงกังวานว่า “โกวเนี้ย ท่านยังคนนั่งลงดื่มสุราเถอะ”

        หญิงสาวชุดขาวกระชากเสียงว่า “ข้าพเจ้าไม่ดื่มสุรา ผู้ใดกล้าบังคับข้าพเจ้าดื่ม?”

        พร้อมกับก้าวเท้าออกไป ชายหนุ่มนั้นผลักไสสุราไปเบื้องหน้า มือซ้ายชูถ้วยสุรา กล่าวว่า “ไม่ยอมให้เกียรติหรือ?”

        ป้านสุรากระแทกทรวงอก ถ้วยสุราพุ่งใส่หน้า กลับเป็นกระบวนท่าอันร้ายกาจสองท่วงท่า หญิงสาวชุดขาวหมุนคว้างรอบหนึ่ง ชายหนุ่มนั้นก็จู่โจมพลาดผิด ถ้วยสุราหลุดลอยจากมือ เสียงเพล้งเมื่อแตกสลายเป็นหลายส่วน ที่แท้หญิงสาวชุดขาวใช้ฝีมืออันรวดเร็วชนใส่คราหนึ่ง

        ชายหนุ่มนั้นก็ยอดเยี่ยมยิ่ง กวัดแกว่งป้านสุรา หมุนตัวผลักออกขวางทางหญิงสาวชุดขาวอีกครา จะงอยปากป้านจี้ใส่จุดยู้ตุกใต้ราวนมของนาง หญิงสาวชุดขาวพลันย่อร่างลงวูบ ดีดนิ้วทั้งสองปาดฝ่ามือวูบ เห็นฝาป้านปลิวกระเด็น สุราทั้งป้านสาดกระเซ็นไปทั่ว กลิ่นสุราหอมอบอวล แต่ป้านสุรายังอยู่ในมือของชายหนุ่มนั้น

        ทั้งสองประมือกันสองกระบวนท่า แสดงว่าหญิงสาวชุดขาวมีพลังฝีมือเหนือล้ำกว่าขั้นหนึ่ง แต่ผลจากการแผ่พุ่งพลัง ยังไม่สามารถกระแทกป้านสุราปลิวกระเด็น ชายหนุ่มนั้นก็มีฝีมือมิใช่ชั่ว กลับใช้ป้านสุราต่างอาวุธ หมุนเท้ารอบหนึ่ง อ้อมถึงเบื้องหน้าหญิงสาวชุดขาวอีกครา กล่าวว่า “สุราถ้วยนี้ไม่แน่ว่าอย่างไรขอให้ท่านให้เกียรติ”

        หญิงสาวชุดขาวเลิกคิ้วเรียวงาม หน้าบูดบึ้งขุ่นเคือง ชักกระบี่จากฝัก ตวาดว่า “ท่านไร้มารยาทนัก พวกเราประลองกันสักครา”

        เหล่าโจรพลันถอยร่นไปรอบข้าง คล้ายเว้นที่ว่างให้ทั้งสองประมือกัน แท้ที่จริงตั้งขบวนรายล้อม ขอเพียงชายหนุ่มนั้นสู้ไม่ได้ จะกลุ้มจู่โจมใส่

        ยอดเกาทัณฑ์หน้าซีดขาว หวนนึกถึงหญิงสาวชุดขาว ต่อให้มีฝีมือเทียมฟ้า ก็ยากที่จะฝ่าออกจากถ้ำเสือวังมังกรได้ ยามนั้นนอกห้องโถงบังเกิดเสียงเป่าหลอดเขาดังมาแต่ไกล สุ้มเสียงหนึ่งร้องว่า “ต้าอ๋อง* มาถึง”

        * คำเรียกหัวหน้าโจร

        ชายหนุ่มนั้นพลันพุ่งถอยออกจากวง เห็นเบื้องนอกปรากฏผู้คนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา คนนำหน้าไว้เครายาวโชยพัดพลิ้ว ท่วงท่าองอาจน่าเกรงขาม ดูไปมีอายุกว่าหกสิบ แต่ยังมีสติคึกคักแจ่มใส

        หญิงสาวชุดขาวกวาดมองแวบหนึ่ง ย่อกายคารวะกล่าวว่า “ผู้มาใช่เป็นแจ่จู้ผู้เฒ่าหรือไม่?”

        ชายชราเครายาวยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า “ฟังว่าโกวเนี้ยขึ้นเขา อภัยที่เล่าฮูไม่ได้รอต้อนรับ”

        กล่าวพลางสำรวจมองหญิงสาวชุดขาว สีหน้าประหลาดพิกลยิ่ง

        หญิงสาวชุดขาวถูกจ้องมองจนกระดาก เลื่อนมือจับกระบี่ กล่าวว่า “ได้ยินเกียรติภูมิแจ่จู้มานาน วันนี้มีวาสนากราบพบ ทั้งคิดขอไมตรีจากแจ่จู้”

        ชายชราเครายาวกล่าวคำ “กล่าวประเสริฐ” จากนั้นถามว่า “โกวเนี้ยปีนี้อายุเท่าใด ใช่เกิดปีมะแมหรือไม่?”

        หญิงสาวชุดขาวคิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะถามเช่นนี้ ต้องงงงันวูบ จากนั้นกล่าวอย่างไม่พอใจเล็กน้อยว่า “แจ่จู้ผู้เฒ่าใช่เห็นว่าข้าพเจ้าอายุเยาว์ด้อยประสบการณ์ ไม่คู่ควรขึ้นเขามาขอไมตรีจากท่านหรือ?”

        “โกวเนี้ยกล่าวรุนแรงไป”

        หญิงสาวชุดขาวรุกเร้าว่า “เงินสี่สิบหมื่นตำลึงที่เชิงบันได เป็นเงินเดือนทหารของด่านห่านป่า แจ่จู้ท่านพอยื่นมือหยิบฉวย ไม่เพียงคร่าชีวิตของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองท่านนี้ ทหารที่เฝ้าด่านห่านป่าทั้งหลายหมื่นคนก็ต้องอดอยากแล้ว”

        “ฮา...ฮา...เราไหนเลยไม่ทราบได้?”

        หญิงสาวชุดขาวกล่าวว่า “แจ่จู้ผู้เฒ่าเมื่อล่วงรู้ผลได้ผลเสียของการนี้ ก็สมควรคืนเงินให้”

        ชายชราเครายาวยกมือลูบเครา กล่าวว่า “โกวเนี้ยยังไม่ทราบ ตามกฎของชาวมิจฉาชีพ เมื่อปล้นชิงมา ก็ไม่อาจส่งคืนให้เพราะคำพูดคำเดียว เรื่องเงินทองเป็นเรื่องเล็กน้อย เกียรติภูมิของธงต้องรักษาไว้ โกวเนี้ยเมื่อคิดวิงวอนขอไมตรีให้กับเจ้าหน้าที่บ้านเมืองท่านนี้ ก็ควรแสดงฝีมือให้น้องพี่ทั้งหลายชมดูสักท่าสองท่า”

        หญิงสาวชุดขาวแค่นหัวร่อ กล่าวว่า “ข้าพเจ้าเข้าใจว่าได้ยินชื่อมิสู้พบหน้า มิคาดพบหน้าไม่คล้ายได้ยินชื่อตกลง แจ่จู้เสนอมาเถอะ”

        “โกวเนี้ยน้อย ในแผ่นฟ่าแผ่นดิน เรื่องที่พบหน้าไม่คล้ายได้ยินชื่อมีอยู่มากนัก ไหนเลยเพียงเล่าฮูเท่านั้น? ท่านตำหนิเราไม่ยอมคืนเงินให้โดยสะดวกดายหรือ?”

        หญิงสาวชำเลืองมองเขาไม่ตอบคำ เท่ากับยอมรับโดยดุษดี ชายชราเครายาวหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “เราจะเสนอวิธีที่รวบรัดแก่ท่าน ท่านพกพากระบี่ขึ้นเขา ย่อมมีความสำเร็จในเชิงกระบี่ เราจะใช้ดาบทองเล่มนี้รับทราบเพลงกระบี่ของท่าน ความรู้ไม่มีลำดับก่อนหลัง ผู้เปรื่องปราดเป็นอาจารย์ ท่านอย่าได้เห็นว่าเราอายุสูงวัยยั้งกระบี่ไว้ไมตรี หากท่านชนะ เราจะคืนเงินเดือนทหารทั้งสี่สิบหมื่นตำลึงแก่มัน โดยไม่ตกหล่นแม้สักหุนเดียว”

        กล่าวพลางรินสุรา เมื่อกล่าวจบก็ดื่มติดต่อกันสองถ้วย พลันขว้างถ้วยเปล่าใส่ขื่อห้อง กล่าวเสียงเกรี้ยวกราด “ขื่อดีๆ ผู้ใดปักมีดสั้นไว้?”

        ถ้วยสุราพอขว้างใส่ บังเกิดเสียงเพล้ง เศษแก้วปลิวกระจาย มีดสั้นสองเล่มก็หล่นตามลงมา ถ้วยสุราเป็นของเปราะบาง กระทบถูกขื่อห้อง ยังสามารถกระแทกมีดสั้นร่วงหล่น พลังการฝึกปรือของเฒ่าผู้นี้เป็นที่น่าตระหนกนัก

        หญิงสาวชุดขาวอดสะท้านใจมิได้ ตอนแรกคิดสู้ศัตรูด้วยมือเปล่า พอเห็นเขาแสดงฝีมือ ค่อยระงับความคิดประมาทศัตรูชักกระบี่ออกมา กระโดดปราดถึงกลางห้องโถง หยุดยืนที่ตำแหน่งเบื้องล่าง กล่าวว่า “แจ่จู้โปรดประทานกระบวนท่า”

        ชายชราเครายาวเหลือบมองแวบหนึ่ง ชมเชยคำ “กระบี่ที่ดี” กวักมือคราหนึ่ง ปรากฏลิ่วล้อสองคนแบกดาบใหญ่สีทองแวววาวมาเล่มหนึ่ง ชายชราเครายาวรับดาบมา งอนิ้วดีดใส่ตัวดาบ เปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ดาบทองเอย ครั้งนี้เจ้าเผชิญคู่มือแล้ว”

        ทั้งสองยืนหยัดตั้งท่า หญิงสาวชุดขาวทราบว่า เขาตั้งตัวเป็นผู้อาวุโส ไม่ยอมชิงจู่โจม ดังนั้นจ่อจี้ปลายกระบี่ลงยังเบื้องล่าง ถือเป็นท่าเริ่มต้นที่อ่อนข้อให้ เมื่อตอนที่ผู้เยาว์ประมือกับผู้อาวุโส

        ชายชราเครายาวถอยกายไปหนึ่งก้าว ได้ยินเสียงขวับ หญิงสาวชุดขาวจู่โจมกระบี่ออกด้วยท่าใช่เตี๊ยบชวงฮวย (ผีเสื้อทะลวงบุปผา) ชายชราเครายาวร้องคำ “ประเสริฐ” ใช้ท่วงท่าฮ่งฮ้วงเตาะออ (หงสาชิงรัง) พลิกตัววูบหนึ่ง ก็คุกคามถึงตำแหน่งที่หญิงสาวชุดขาวยึดครองอยู่เมื่อตอนแรก

        หญิงสาวชุดขาวใจหายวาบ คิดไม่ถึงหัวหน้าค่ายดาบทองผู้นี้แม้มีอายุสูงวัย แต่ท่าร่างประเปรียวไม่ด้อยกว่าคนหนุ่มฉกรรจ์ การลอยตัวชิงตำแหน่งเช่นนี้ สภาวะดาบก็ครอบคลุมทิศทางด้านซ้ายขวากลางของตนเองไว้ ดังนั้นลอยตัวขึ้น คางกระบี่เป็นบุปผากระบี่วงหนึ่ง ประกายกระบี่สาดกระจาย คล้ายดาวเย็นนับร้อยพันจุดครอบคลุมลงหา

        ในเงาดาบประกายกระบี่ บังเกิดเสียงโลหะปะทะกันสะท้านแก้วหูผู้คนดังอึงอล ทุกผู้คนพอเพ่งตามอง เห็นหญิงสาวชุดขาวยืนหยัดอยู่ที่ห่างไปวาเศษ ชายชราเครายาวขวางดาบเหนืออก ร้องว่า “กระบี่ดี เพลงกระบี่ยิ่งดี กระบวนท่านี้ต่างไม่เสียที พวกเราลงมือใหม่”

        ยอดเกาทัณฑ์มีฝีมือธรรมดา สังเกตความพิสดารไม่ออก มือดีในเหล่าโจรกลับลอบตื่นตระหนก หญิงสาวชุดขาวเมื่อครู่ถูกสยบ พลันลอยตัวจู่โจม นี่เป็นกระบวนท่าที่ฝึกยากเย็นที่สุดในเพลงกระบี่ ผู้ที่ตาแหลมคมยังเหลือบเห็นดาบทองของแจ่จู้ผู้เฒ่าบิ่นไปจุดหนึ่ง สร้างความวิตกกังวลกว่าเดิม

        หญิงสาวชุดขาวหอบหายใจเล็กน้อย นางแม้ฟันดาบทองของศัตรูบิ่นไปจุดหนึ่ง แต่ตนเองก็ถูกดาบทองคุกคามพุ่งถอยไปหนึ่งวา แทบทรงกายไม่อยู่ ด้านพลังการฝึกปรือ ตนเองสู้อีกฝ่ายหนึ่งไม่ได้

        ทั้งสองประทะกันหนึ่งกระบวนท่า ต่างบังเกิดความตื่นตัว เมื่อต่อสู้กันใหม่สภาพการณ์ก็แปรเปลี่ยนไป เห็นหญิงสาวชุดขาวพุ่งซ้ายทะลวงขวา ประกายกระบี่วูบวามวับแวม ท่าร่างยิ่งหมุนยิ่งรวดเร็ว ก่อกวนจนผู้คนตาลายพร่าพราย ชายชราเครายาวกลับยืนหยัดดุจขุนเขา หาได้หวั่นไหวไปด้วยไม่

        พลันได้ยินเสียงหญิงสาวชุดขาวตวาดเสียงสดใส ประกายกระบี่กระจายจ้า จู่โจมออกดุจกระแสน้ำกลางธารธารา ลงมือด้วยความรวดเร็วสุดเปรียบปาน ชายชราเครายาวกลับกวัดแกว่งดาบทองช้าๆ สองเท้าคล้ายตรึงติดกับพื้น ต่อให้สภาวะกระบี่ของนางคล้ายลมคลุ้มฝนคลั่ง ยังไม่ขยับเคลื่อนกายแม้สักครึ่งก้าว สภาวะดาบแม้เชื่องช้า แต่กระแสลมดาบชวนสะท้านขวัญ อึดใจเดียวหญิงสาวชุดขาวจู่โจมสี่ห้าสิบกระบวนท่า ยังไม่อาจบุกทะลวงเข้าไป

        ระหว่างการต่อสู้ พลันได้ยินชายชราเครายาวตวาดคำ “ไป” ประกายสีทองวูบคราหนึ่ง ประกายสีขาวถดถอยจากเดิม หญิงสาวชุดขาวถอยห่างไปวาเศษ เหล่าโจรร้ายถึงกับระเบิดเสียงโห่ร้องชมเชยออกมา

        หญิงสาวชุเขาวสะอึกเข้าหาอีก เพลงกระบี่แปรเปลี่ยนอีกครา เห็นนางฟาดฟันกระบี่เฉียงๆ ดั่งลมหอบใบไม้ร่วง ปลายกระบี่แทงตรง คล้ายฝนสาดซัดบุปผา ในประกายกระบี่วนเวียน ทั่วสี่ทิศแปดทางเต็มไปด้วยเงาร่างหญิงสาวชุดขาว ไม่เพียงก่อกวนจนผู้ชมดูตาลายพร่าพราย ชายชราเครายาวก็ใจหายวาบ เพียงปิดสกัดต้านรับไว้ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังกว่าเดิม

        ระหว่างการต่อสู้ ชายชราเครายาวฟันกระบี่เฉียงๆ ออก หญิงสาวชุดขาวกลับยกแขวนปลายกระบี่ ชักนำดาบทองพ้นห่างไป ดาบนี้ชายชราเครายาวใช้พลังแปดส่วน เมื่อถูกชักนำเบนเบือน ร่างก็ถลาไปเบื้องหน้าสองก้าว มาตรว่าปักหลักยืนหยัดไว้ แต่การตั้งรับก็ถูกทำลาย ไม่อาจเฝ้าที่มั่นไว้ได้

        หญิงสาวชุดขาวผ่อนสภาวะกระบี่เชื่องช้าลง ปลายกระบี่แตะคมดาบไว้ หมุนควงไปมา ชายชราเครายาวบิดดาบทองสามครั้งครา คุกคามหญิงสาวชุดขาวถอนร่นไปทีละก้าว แต่ยังไม่อาจสลัดหลุดจากระบี่เล่มนั้นได้

        เหล่าโจรเห็นหญิงสาวชุดขาวมีเพลงกระบี่พิสดาร ประกอบด้วยเพลงกระบี่ตักม้อของเสียวลิ้ม กระบี่ไท้เก๊กของบู๊ตึง บางครั้งพลิ้วละลิ่วดุจเนียบฮุ้นเกี่ยม (กระบี่เหยียบเมฆ) บางคราหนักแน่นดั่งซาเอี้ยงเกี้ยม (กระบี่ไตรสุริยัน) ใช้กระบวนท่าพิสดารออกโดยไม่หยุดยั้ง

        ชายชราเครายาวก็รุกคืบหน้าอย่างระมัดระวัง หญิงสาวชุดขาวพลันหงายร่างไปด้านหลัง ถอนกระบี่กลับ มือดีในหมู่โจรรีบร้องเตือนว่า “แจ่จู้ระวัง”

        พริบตาดุจประกายไฟ หญิงสาวชุดขาวลอยตัวขึ้น ประกายกระบี่คล้ายสายรุ้ง แทงปราดลงจากกลางอากาศ ชายชราเครายาวพลันหัวร่อฮาๆ ตวาดว่า “ปล่อยมือ”

        พลางย่อร่างลงวูบ เมื่อหญิงสาวชุดขาวแทงกระบี่ลง ก็กวาดดาบฟันใส่หว่างเอวของนาง กระบวนท่านี้ใช้ในจังหวะเวลาพอดี นอกจากซัดกระบี่กระแทกคมดาบเบนเบือน จึงสามารถถลันหลบได้ ไม่มีกระบวนท่าอื่นต้านทานได้ ชายชราเครายาวมีประสบการณ์ช่ำชอง ดาบนี้เป็นกระบวนท่าที่เขาคิดค้นขึ้นทำลายศัตรู หลังจากที่ต่อสู้กันครึ่งค่อนวัน

        เหล่าโจรเห็นเช่นนั้น อดระเบิดเสียงโห่ร้องชมเชยมิได้ มิคาดเสียงโห่ร้องไม่ทันขาดหาย หญิงสาวชุดขาวก็ตวาดคำ “ปล่อยมือ” ไม่ทราบใช้กระบวนท่วงท่าใด ดาบของชายชราเครายาวกลับหลุดลอยจากมือปักฉึกกับขื่อขวางของห้อง

        ที่แท้หญิงสาวชุดขาวต่อสู้เป็นเวลานานไม่อาจเอาชัย ทราบว่าไม่อาจปะทะด้วยกำลัง ดังนั้นใช้แผนซ้อนแผน ร่ายรำกระบวนท่าช่วยชีวิตที่เสี่ยงอันตรายของสำนักอาจารย์ สะกิดปลายเท้ากับดาบทอง วกกระบี่แทงใส่ข้อมือศัตรู พลิกสถานะจากรับเป็นรุก

        ชายชราเครายาวคิดไม่ถึงนางจะใช้กระบวนท่านี้ นอกจากทิ้งดาบแล้วไม่มีวิธีอื่นอีก หญิงสาวชุดขาวหยุดยั้งยืนหยัดกับพื้น ขณะจะกล่าวคำ “ได้รับการออมมือ” ชายชราเครายาวพลันหัวร่ออย่างหดหู่ น้ำตาเอ่อคลอหน่วย ต้องงงงันวูบ ครุ่นคิดขึ้น ‘หัวหน้าค่ายดาบทองอันเกริกไกร เมื่อสู้แพ้ไฉนร้องไห้?’

        เห็นชายชราเครายาวเพ่งตามองนาง คล้ายร่ำไห้คล้ายหัวร่อ เลิกชายเสื้อขึ้นมุมหนึ่ง ดึงไม้เท้าไม้ไผ่มาด้ามหนึ่ง ไม้เท้าไม้ไผ่สั้นยิ่ง ส่วนปลายมีรอยแตกคล้ายกับไม้เท้าไม้ไผ่ความจริงยาวยิ่ง ต่อมาถูกคนบิดหัก หัวไม้เท้ายังมีขนหางโคจมรประปรายหลายเส้น หญิงสาวชุดขาวพอเห็นไม้เท้านี้ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยนไป ร้องไห้โฮออกมา คุกเข่าลงกับพื้น

        คราครั้งนี้เป็นที่เหนือความคาดหมายผู้คนนัก ชายชราเครายาวมือซ้ายถือไม้เท้าไม้ไผ่ มือขวาฉุดดึงหญิงสาวขึ้น พลันเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ฮุ้นเจ็งมีหลานสาวเช่นนี้สมควรตายตาหลับแล้ว”

        หญิงสาวชุดขาวส่งเสียงสะอึกสะอื้น น้ำตาไม่เหือดแห้งหาย นางพอเห็นไม้เท้าไม้ไผ่นี้ ก็หวนนึกถึงความหลังเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นนางเพียงเป็นเด็กหญิงอายุเจ็ดขวบ ท่านปู่ฮุ้นเจ็งกับนางหลบหนีกลับจากมองโกล ตอนอยู่บนรถเทียมลา ให้นางชมดูคฑาทูตด้ามนี้ ทั้งบอกเล่าเรื่องราวเลี้ยงม้าที่ชายแดน บัดนี้เห็นไม่เท้าไม้ไผ่นี้ เท่ากับเห็นหน้าท่านปู่ ไหนเลยไม่ร่ำไห้ด้วยความเศร้าเสียใจได้?

        ชายชราเครายาวใช้แขนเสื้อเช็ดคราบน้ำตา พลันยิ้มออกมา กล่าวว่า “ตอนนี้เจ้าไม่ใช่เด็กอีก หากแต่เป็นวีรสตรีที่ขึ้นเขามาทวงถามเงิน ไหนเลยร้องไห้ได้? รีบเช็ดคราบน้ำตา เรื่องของพวกเรายังไม่เสร็จสิ้น”

        หญิงสาวชุดขาวหันกายไปลอยตัวขึ้นจากพื้น ยกมือข้างหนึ่งเกี่ยวขื่อขวาง ถอนดาบทองออกมา เดินถึงเบื้องหน้าชายชราเครายาว คุกเข่าลงกับพื้นชูดาบขึ้นเหนือศีรษะ กล่าวว่า “เจ่กโจ้ว* ผู้เฒ่าโปรดลงโทษสั่งสอน”

        * คำเรียกบุคคลรุ่นเดียวกับปู่ แต่อายุอ่อนกว่า

        คำพูดพอกล่าว ยอดเกาทัณฑ์แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ร่ำร้องในใจ ‘ย่ำแย่แล้ว เรายึดถือหญิงสาวนี้เป็นที่พึ่ง ที่แท้พวกเขาเป็นพวกเดียวกัน’

        ชายชราเครายาวรับดาบทองไป กล่าวว่า “เจ้าลุกขึ้น เก็บรักษาไม้เท้าไม้ไผ่ครึ่งท่อนนี้ไว้ ไม้เท้าไม่ไผ่นี้แม้ชวนให้เจ็บช้ำรันทด จะอย่างไรเป็นมรดกตกทอดของปู่เจ้า”

        หญิงสาวชุดขาวรับไม้เท้าไม้ไผ่ กล้ำกลืนน้ำตาไว้ เห็นชายชราเครายาวกวักมือเรียกหาว่า “ปึงเค่งเจ้าเข้ามา”

        ยอดเกาทัณฑ์ปึงเค่งเข่าอ่อนระทวย ไหนเลยก้าวขาออกได้? ชายชราเครายาวสั่งคนสองคนประคองมันเข้ามา กล่าวว่า “เงินเดือนทหารสี่สิบหมื่นตำลึงล้วนอยู่ที่นี้ เจ้าคุ้มกันกลับไปเถอะ”

        ยอดเกาทัณฑ์ปีติยินดียิ่ง คุกเข่าลงโขกศีรษะขอบคุณ พลันฉุกคิดว่ามันตัวคนเดียว จะคุ้มกันอย่างไร ชายชราเครายาวคล้ายล่วงรู้ความในใจมัน กล่าวกับหัวหน้ากลุ่มที่ข้างกายหลายคำ หัวหน้ากลุ่มนั้นก็รีบรุดออกไป

        ไม่นานให้หลัง ประตูค่ายเปิดอ้าออก พลทหารขบวนหนึ่งนำม้าลาจำนวนหนึ่งมาตั้งแถวเรียงรายอยู่หน้าค่าย ชายชราเครายาวยิ้มพลางกล่าวว่า “คนและเงินล้วนคืนแก่เจ้า เจ้าต้องการตรวจนับจำนวนหรือไม่?”

        ยอดเกาทัณฑ์ยามปีติยินดี พลันฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่ง ปลุกปลอบกำลังขวัญกล่าวว่า “เงินเดือนทหารสี่สิบหมื่นตำลึงล้วนอยู่ที่นี้ ยังมีลาอีกสิบตัวบรรทุกสินค้าของนายทัพเต็ง ขอให้แจ่จู้มอบคืนให้”

        ชายชราเครายาวหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “สินค้าส่วนตัวของนายทัพเต็งหรือ? ค่ายเรารับไว้ใช้สอยแล้ว”

        ยอดเกาทัณฑ์สะท้านใจอีกครา เงินเดือนทหารแม้ได้กลับมา แต่สูญเสียสินค้าของนายทัพ ยังคงไม่อาจรอดจากความตาย ดังนั้นโขกศีรษะ ตะกุกตะกักว่า “แจ่จู้โปรดเมตตาละเว้นอีกครั้ง”

        “นายทัพเต็งตัดใจมอบให้แก่เรา เจ้าไฉนไม่อาจตัดใจได้?”

        พลางล้วงจดหมายจากอกเสื้อ ดึงเทียบ (นามบัตร) สีแดงฉานออกมาฉบับหนึ่ง เห็นบนเทียบเขียนข้อความ ‘ขอคารวะของขวัญบรรทุกใส่ลาสิบตัว ใต้เท้าจิวโปรดรับไว้ จากบริวารเต็งไต้คอ’

        ยอดเกาทัณฑ์ใจหายวาบ นายทัพรักษาด่านห่านป่าเป็นแม่ทัพสำคัญของบ้านเมือง กลับคารวะของขวัญแก่หัวหน้าโจร นับเป็นที่ขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ ไหนเลยคาดคิดว่าหัวหน้าค่ายดาบทองผู้นี้เป็นนายทัพรักษาด่านห่านป่าเมื่อสิบปีก่อนนามจิวเกี๋ยง ขณะที่เขาเป็นนายทัพ นายทัพคนปัจจุบันเต็งไต้คอเพียงเป็นผู้ช่วยคนหนึ่ง

        จิวเกี๋ยงยกมือลูบเครา ยิ้มพลางกล่าวว่า “เจ้ายังไม่เชื่อหรือ? ตกลง เราจะเรียกคนมาอีกคนหนึ่ง”

        พลางถ่ายทอดคำสั่งไป ไม่นานปรากฏนายทหารผู้หนึ่งมาถึงคือ นายทหารที่มีหน้าที่ตรวจนับเงินเดือนทหาร และเสียงอาหารเอง

        จิวเกี๋ยงยิ้มพลางกล่าวว่า “เงินเดือนทหารสี่สิบหมื่นตำลึงนี้ ผ่านการตรวจนับจากมันแต่แรก เจ้าวางใจได้แล้ว”

        ยอดเกาทัณฑ์กับนายทหารนั้นคุ้นเคยเป็นอย่างดี คิดไม่ถึงจะพบกันในที่นี้ ทำการตรวจนับส่งมอบกันในค่ายโจร

        จิวเกี๋ยงทำหน้าที่ส่งแขก ยอดเกาทัณฑ์กับนายทหารนั้นพร่ำกล่าวขอบคุณ จิวเกี๋ยงกล่าวกับนายทหารนั้นว่า “รบกวนท่านบอกต่อนายทัพพวกท่าน ศัตรูภายนอกเผชิญหน้า พวกเรายังคงร่วมมือกัน อย่าได้ลืมเลือนกำหนดนัดเมื่อวาน”

        นายทหารนั้นรับคำ จิวเกี๋ยงโบกมือกล่าวว่า “เม่งกี เจ้าส่งพวกมันลงจากเขาแทนเรา ธงสุริยันจันทราคู่นั้นให้พวกมันปักไปถึงด่านห่านป่าเถอะ”

        ยอดเกาทัณฑ์ทราบว่า เมื่อมีธงสุริยันจันทราเท่ากับหัวหน้าค่ายดาบทองคุ้มครองส่งด้วยตนเอง ดังนั้นหันไปกล่าวขอบุคุณอีก เม่งกีก็ยิ้มพลางชักชวนยอดเกาทัณฑ์เดินเคียงบ่าเคียงไหล่ออกไป

        จิวเกี๋ยงรอจนคนเหล่านั้นจากไป ค่อยเหลียวหน้ามายังหญิงสาวชุดขาวยิ้มพลางกล่าวว่า “ฮุ้นลุ่ย เจ้ามาได้พอดี”

        หญิงสาวชุดขาวคือ หลานกำพร้าของราชทูตฮุ้นเจ็ง นามฮุ้นลุ่ย (ดอกแรกตูม) นั่นเอง เมื่อสิบปีก่อนนางกับจิวเกี๋ยงเคยพบหน้าที่ด่านห่านป่า ตอนนั้นพบกันระหว่างการฆ่าฟัน กอปรกับฮุ้นลุ่ยอายุยังเยาว์ จดจำเค้าหน้าไม่ชัดเจน คิดไม่ถึงจิวเกี๋ยงรู้จักนาง

        จิวเกี๋ยงคล้ายล่วงรู้ความในใจของนาง ยิ้มพลางกล่าวว่า “วันนี้หากไม่ใช่ชักนำเจ้าขึ้นเขา บีบบังคับให้เจ้าใช้เพลงกระบี่ผู้สันโดษพิสดารออกมา เรายังไม่กล้าทำความรู้จักกับเจ้า”

        ฮุ้นลุ่ยค่อยเข้าใจในบัดดล ครุ่นคิดขึ้น ‘เขาเพื่อชักนำเราขึ้นเขา กลับหลอกล้อกับนายทัพห่านป่าเช่นนี้ พฤติการณ์ของเจ่กโจ้วผู้นี้ออกจะอยู่เหนือกฎเกณฑ์ไปแล้ว’

        นางเพิ่งออกท่องยุทธจักร ยังไร้เดียงสาไม่คลาย แม้ไม่กล่าวจากปาก แต่สีหน้าแสดงความไม่พอใจออกมา

        จิวเกี๋ยงหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “หลานเรา ทราบหรือไม่ว่าเราไฉนปล้นเงินเดือนทหาร”

        “ท่านมิใช่บอกว่าคิดชักนำข้าพเจ้าขึ้นเขาหรอกหรือ ซึ่งความจริงท่านไม่ชักนำข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็จะรุดมา”

        จิวเกี๋ยงถามว่า “เป็นไรหรือ?”

        “เมื่อสิบปีก่อน เตี้ยอิมไต้ซือช่วยเหลือข้าพเจ้าออกจากด่านห่านป่า อุ้มข้าพเจ้าไปยังเขาเซียวแจ่ซัว ส่งมอบให้ซือแป๋ข้าพเจ้าเลี้ยงดู”

        จิวเกี๋ยงสอดคำขึ้น “ซือแป๋เจ้าเป็นธิดามังกรเหินฟ้าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยงหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยผงกศีรษะกล่าวสืบต่อ “ข้าพเจ้าฝึกวิทยายุทธ์สิบปี ซือแป๋ข้าพเจ้าก็ใช้ข้าพเจ้าลงจากเขา นางมอบจดหมายโลหิตของท่านปู่แก่ข้าพเจ้า บอกว่าผู้ที่ท่านปู่แค้นที่สุดแม้เป็นเตียจงจิวที่ใช้ให้ท่านเลี้ยงม้ายี่สิบปี แต่ผู้ที่ทำร้ายท่านผู้เฒ่ากลับเป็นขันทีเฮ้งจิ้น ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ซือแป๋ก็ไม่ทราบชัด นางบอกว่าท่านเป็นสหายสนิทกับท่านปู่ ครั้งกระโน้นท่านหันหลังให้กับบ้านเมือง เพราะช่วยเหลือท่านปู่ ฟังว่าท่านตั้งตัวเป็นโจร ไม่ทราบเป็นจริงหรือเท็จ ดังนั้นสั่งว่าหลังจากที่ข้าพเจ้าลงจากเขา ให้มาหาท่านเป็นคนแรก”

        จิวเกี๋ยงสั่นศีรษะกล่าวว่า “ท่านปู่เจ้าเสียชีวิตสิบปี เรื่องนี้ยังเป็นปมปริศนา”

        จากนั้นบอกเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งกระโน้นโดยละเอียด สุดท้ายกล่าวว่า “เตียจงจิวกับเฮ้งจิ้นก็มีการติดต่อกัน แต่ดูจากเหตุการณ์เมื่อครั้งกระโน้น ท่านปู่เจ้าตายอย่างเลอะเลือนงมงาย คนทั้งสองที่แท้ผู้ใดเป็นฆาตกร เราก็งุนงงไม่เข้าใจ”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้ายึดถือคนทั้งสองเป็นศัตรู ในคนทั้งสอง เตียจงจิวยิ่งเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่ง”

        “นั่นก็มิผิด แต่ความแค้นนี้ยากชะล้างได้”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแบกความแค้นของคนสองรุ่น ตราบใดที่มีลมหายใจอยู่ จะพยายามอย่างสุดความสามารถ”

        จิวเกี๋ยงถอนใจเบาๆ ฮุ้นลุ่ยกล่าวสืบต่อ “ข้าพเจ้าก่อนมาถึงด่านห่านป่า ก็ได้ยินชื่อของค่ายดาบทอง คาดเดาว่าเป็นเจ่กโจ้วยึดภูเขาก่อตั้งค่าย แต่ยังไม่แน่ใจ ดังนั้นพักอยู่ที่หุบเขาผีเสื้อ คิดสืบเสาะให้กระจ่างชัด ค่อยมาเยี่ยมคำนับ”

        จิวเกี๋ยงยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้อนี้เราทราบแต่แรก เจ้าทราบหรือไม่ว่า หลังจากที่เจ้าลงจากเขา ได้ใช้อาวุธลับดอกเหมยปราบโจรหลายขบวน ดังนั้นได้รับขนานฉายาเป็นวีรสตรีโปรยบุปผา?”

        “ฉายานี้น่าฟังนัก แต่ข้าพเจ้าไม่เคยทราบมาก่อน”

        จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เจ้าพักอยู่ที่หุบเขาผีเสื้อ คนของเราจับตาดูแต่แรก แต่แม้แต่เราก็ไม่ได้คาดเดาว่าเป็นเจ้า ดังนั้นเราจึงวางแผนชักนำเจ้าขึ้นเขา ทดสอบวิทยายุทธ์ของเจ้า ดูว่าเจ้าเป็นใคร”

        “แต่การชักนำของท่านครั้งนี้ ข้าพเจ้ากลับเห็นว่า ข้อสันนิษฐานที่แล้วมาล้วนผิดพลาด ข้าพเจ้าเห็นว่าหากท่านเป็นเจ่กโจ้ว ต้องไม่ปล้นชิงเงินเดือนทหารของด่านห่านป่า เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงกล้าต่อสู้กับท่านผู้เฒ่า”

        จิวเกี๋ยงหัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “เราไม่เคยปล้นชิงเงินเดือนทหารมาก่อน ครั้งนี้กลับปล้นชิงแม้สืบเนื่องจากเจ้า แต่ก็ไม่สืบเนื่องจากเจ้าทั้งสิ้น เรื่องนี้มีความสัมพันธ์ใหญ่หลวงนัก”

        “ความสัมพันธ์อันใด?”

        “สถานเบาเกี่ยวพันกับการล่มสลายของด่านห่านป่าและค่ายภูเขานี้ สถานหนักเกี่ยวพันถึงโชคชะตาของไต้เหม็ง”

        ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ ถามโพล่งว่า “ว่ากระไร?”

        จิวเกี๋ยงแหงนหน้ามองท้องฟ้าแวบหนึ่ง กล่าวว่า “เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้าไปหลับสักงีบ พักผ่อนให้เต็มที่ คืนนี้ยังต้องช่วยเหลือเราทำการใหญ่ประการหนึ่ง”

        พลางโบกมือวูบ ภายในค่ายบังเกิดเสียงย่ำกลองรัวระฆัง ชายหนุ่มที่ประมือกับฮุ้นลุ่ยตอนแรกกับหัวหน้ากลุ่มผู้หนึ่งสะอึกเข้ามา กล่าวว่า “แจ่จู้โปรดสั่งการ”

        จิวเกี๋ยงผงกศีรษะ ชี้มือไปยังชายหนุ่มนั้น กล่าวว่า “มันเรียกว่าจิวซัวมิ้ง เป็นบุตรชายเรา มีศักดิ์เป็นอาของเจ้า แต่อายุมากกว่าเจ้าไม่กี่ปี”

        ฮุ้นลุ่ยย่อกายคารวะ กล่าวคำ “ล่วงเกิน” ชายหนุ่มนามจิวซัวมิ้งยิ้มพลางกล่าวว่า “ยอดยุทธ์เกิดจากวีรชน ยอดหญิงเป็นวีรสตรี หลานเราเข้มแข็งกว่าผู้เป็นอามากนัก”

        พลางสั่นคนชักนำฮุ้นลุ่ยไปพักผ่อนที่หลังค่าย ฮุ้นลุ่ยได้ยินเสียงเป่าหลอดเขา เสียงคนและม้าวิ่งสับสน ไหนเลยหลับลงได้?

 

        หลังอาหารค่ำ ภายในค่ายเวิ้งว่างเปล่า เพียงทิ้งผู้คนไม่กี่คนอยู่เฝ้ารักษา ฮุ้นลุ่ยกล่าวถามจิวเกี๋ยงว่า “คิดสู้รบกับทหารบ้านเมืองหรือ?”

        จิวเกี๋ยงบอกมิใช่ ฮุ้นลุ่ยถามอีกว่า “หรือว่าทำศึกกับพวกมองโกล”

        “ยังไม่แน่นัก”

        ฮุ้นลุ่ยถามย้ำ “อย่างนั้นเจ่กโจ้วเคลื่อนกำลังไยกัน?”

        “เจ้าอย่าเพิ่งถาม ตามเราไปยังสถานที่หนึ่งเถอะ”

        พลางชักชวนฮุ้นลุ่ยผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าสำหรับเคลื่อนไหวยามราตรี ออกจากค่ายภูเขา เห็นหมู่ดาวพราวฟ้า เป็นเวลายามสามแล้ว

        จิวเกี๋ยงนำฮุ้นลุ่ยปีนขึ้นเขาตะวันออก ระหว่างทางเต็มไปด้วยเถาวัลย์พงหนาม ยิ่งล่วงลึกยิ่งลาดชัน ฮุ้นลุ่ยบังเกิดความสงสัยเต็มอก หวนนึกถึงเจ่กโจ้วเป็นหัวหน้าค่ายหนึ่ง ไม่บัญชาการอยู่บนเขา กลับออกเคลื่อนไหวยามวิกาล

        ในวิกาลดึกสงัด พลันได้ยินสียงน้ำรินหลั่ง ที่ห่างไปคล้ายมีคนกู่ร้องกังวาน ยังมีเสียงเป่าหลอดเขาเร่งร้อน จิวเกี๋ยงยื่นมือฉุดลากฮุ้นลุ่ยซ่อนกายอยู่หลังโขดหิน ตนเองหมอบร่างกับพื้นสดับฟังเสียง พลันอุทานดังเอ๊ะ พึมพำว่า “หรือว่าเราคำนวณผิดไป”

        ฮุ้นลุ่ยเงี่ยหูฟัง ไม่ได้ยินสุ้มสียงใดอีก ดังนั้นถามว่า “เจ่กโจ้วได้ยินเสียงอะไร?”

        จิวเกี๋ยงชี้มือไปยังเบื้องล่างกล่าวว่า “เจ้าดู”

        เห็นใต้หน้าผาเป็นหุบเขาที่อยู่ท่ามกลางภูเขาล้อมรอบ ในหุบเขาเป็นที่นาอันไพศาล ที่ซึ่งอิงภูเขาก่อทำนบกั้นสระน้ำ ทำนบสูงเท่ากับหอสองชั้น สระน้ำมีพื้นที่นับร้อยโป่ว (ไร่จีน) จิวเกี๋ยงอธิบายว่า “พื้นดินแถบนี้ล้วนอาศัยสระน้ำนี้หล่อเลี้ยง พวกราทำนาหาเลี้ยงชีพ ดังนั้นสระน้ำนี้เป็นชีวิตจิตใจของพวกเรา แต่เมื่อวันก่อน เราได้รับรายงานจากสายสืบว่า พวกมองโกลคิดส่งมือดีเข้ามาลอบทำลายสระทำนบนี้”

        ฮุ้นลุ่ยกล่าวว่า “สระทำนบนี้ อาศัยผู้คนไม่กี่คนยากทำลายได้”

        “เจ้ายังไม่ทราบ ตอนนี้เป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ฤดูใบไม้ผลิของทุกปี ที่นี้จะเกิดภัยน้ำไหลบ่า พวกเราต้องก่อสร้างเขื่อนอยู่ทางต้นน้ำหลายแห่ง ขอเพียงเจาะเขื่อนเป็นช่องหนึ่ง น้ำไหลบ่ามา ระดับน้ำในสระจะท่วมทันประดัง เมื่อถึงเวลาหุบเขาจะกลับกลายเป็นเมืองใต้น้ำ ที่นาหลายพันโป่วต้องถูกน้ำท่วมเสียหาย”

        ฮุ้นลุ่ยขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน กล่าวว่า “ชาวมองโกลที่น่าชัง หากพวกมันมาก่อกวน ข้าพเจ้าจะใช้กระบี่จัดการกับพวกมัน”

“ความชั่วร้ายของพวกมัน ยังไม่เพียงนี้เท่านั้น”

        เอ่ยถึงตอนนี้ ได้ยินสุ้มเสียงผิดปรกติดังมาอีกครา จิวเกี๋ยงสดับฟังแล้วกล่าว “ประหลาด ฟังจากสุ้มเสียง คล้ายมีม้าสิบกว่าตัวไล่กวดคนผู้หนึ่ง เมื่อครู่ไล่ตามไปยังทิศตะวันตก ตอนนี้คล้ายมุ่งมายังทิศทางนี้ เจ้าได้ยินหรือไม่?”

        ฮุ้นลุ่ยสั่นศีรษะ จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “ภายหน้าเจ้าออกท่องยุทธจักร ต้องฝึกวิชาหมอบพื้นฟังเสียงนี้”

        จากนั้นกล่าวสืบต่อ “เราคำนวณแน่ว่า คืนนี้พวกมันต้องมาก่อกวน แต่ฟังจากสุ้มเสียง คล้ายกำลังไล่กวดผู้คน หรือพวกมันเปลี่ยนแปลงแผนการแล้ว?”

        ฮุ้นลุ่ยคิดถามจิวเกี๋ยงไฉนคำนวณแน่ว่า คืนนี้พวกมันจะรุดมา? พลันเห็นจิวเกี๋ยงยกมือทำท่าให้สงบเสียง พลางชี้มือไป เห็นบนเขาที่ห่างไปเจ็ดแปดวาลูกหนึ่ง ปรากฏเงาร่างสองสายขึ้น ด้วยความสามารถหมอบพื้นฟังเสียงของจิวเกี๋ยง รอจนผู้คนเข้าใกล้ค่อยพบเห็น แสดงว่าคนทั้งสองนี้มีฝีมือสูงเยี่ยมยิ่ง

        ภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง เห็นชาวมองโกลสองคนยืนเคียงคู่อยู่บนเขา คนผู้หนึ่งยกแส้ม้าชี้ไปเบื้องหน้า กล่าวว่า “เที่ยงวันพรุ่งนี้ พื้นที่รอบรัศมีร้อยลี้นี้ จะถูกทำลายราบเรียบเป็นหน้ากลอง นี่นับว่าฟ้าคุ้มครองประเทศเรา นายทัพด่านห่านป่ากลับขอความช่วยเหลือจากพวกเราก่อน เราหลังจากกวาดล้างโจรเฒ่าดาบทอง ค่อยยึดค่ายห่านป่า มื่อตีด่านห่านป่าแตก เส้นทางสู่นครหลวงก็ปลอดโปร่งไร้อุปสรรค แผ่นดินไต้เหม็งต้องตกเป็นของพวกเรา แม่ทัพตันไถ ครั้งนี้ท่านมีความดีความชอบไม่น้อย”

        ฮุ้นลุ่ยใจหายวาบ ได้ยินผู้คนอีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ท่านอ๋องคาดการณ์แม่นยำ ไม่มีผู้ใดเปรียบได้ แต่ปัญหาอยู่ที่กองทหารด่านห่านป่าไม่ยกมาหนุนเสริมในวันพรุ่งนี้ พวกเราแบ่งกำลังออกเป็นสี่สาย ไยมิใช่พาตัวสู่จุดอับ? หากรวมกำลังสี่สายเป็นสองสาย จะเข้มแข็งรัดกุมกว่า?”

        คนแรกนั้นเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ไต้เหม็งคิดปราบปรามโจรเฒ่าดาบทอง นายทัพด่านห่านป่าไม่มีกำลังเพียงพอ ค่อยนัดหมายพวกเราล้อมจับด้วยกัน เราจึงไม่กลัวพวกมันผิดนัด”

        ฮุ้นลุ่ยพลันฉุกคิดขึ้น ‘แม่ทัพตันไถผู้นี้ หรือเป็นตันไถเมี่ยเหม็งที่ยี่ซือแป๊ะ (ศิษย์ผู้พี่ที่สองของอาจารย์) มักเอ่ยถึง หากว่าเป็นมัน มันก็เป็นศัตรูฆ่าบิดาเรา คืนนี้ไม่อาจปล่อยปละละเว้นมัน’

        ได้ยินผู้ที่ถูกเรียกเป็นแม่ทัพตันไถกล่าวว่า “ท่านอ๋องยังคงระมัดระวังตัวไว้ ที่นี้พอดีตกอยู่ในวงล้อมของพวกมัน”

        ชาวมองโกลนั้นหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “เราเพียงกลัวเหล่าโจรไม่ออกมา พวกเราเตรียมทำลายเขื่อนปล่อยน้ำเพื่อจู่โจมตำแหน่งที่พวกมันต้องป้องกัน หากพวกมันคิดโอบล้อม พวกเราทั้งสิบกว่าคนนี้จะดึงดูดความสนใจของพวกมัน กองทหารทั้งสี่สายจะบุกเข้าค่ายโดยปราศจากการขัดขวางใดๆ ด้วยฝีมือของพวกเราทั้งสอง ไหนเลยถูกพวกมันจับตัวได้? อย่างมากเพียงเสียสละพลทหารที่ทำหน้าที่ทำลายเขื่อนปล่อยน้ำสิบกว่าคนนั้น”

        ฮุ้นลุ่ยพอฟัง ต้องลอบรำพึงว่าเป็นแผนอุบายอันชั่วร้ายนัก พร้อมกับเข้าใจความเคลื่อนไหวของจิวเกี๋ยง ครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้วันนี้เจ่กโจ้วสั่งเคลื่อนกำลัง เพื่อจัดการกับทหารมองโกลที่คิดลอบจู่โจมจากทั้งสี่สาย ที่ชักชวนเรามาที่นี้ เพื่อระวังป้องกันพวกมันทำลายเขื่อนปล่อยน้ำ’

ในใจครุ่นคิด เลื่อนมือแตะด้ามกระบี่ จิวเกี๋ยงกลับสั่นศีรษะเป็นความหมายอย่าได้เคลื่อนไหวโดยพลการ ได้ยินแม่ทัพตันไถนั้นอุทานดังเอ๊ะ กล่าวว่า “พวกมันไฉนไม่มา ไล่กวดผู้คนทำอะไร?”

        ได้ยินเสียงฝีเท้าม้าควบใกล้เข้ามา เห็นม้าตัวหนึ่งควบทะบานจากช่องหุบเขาเข้าสู่ท้องทุ่งนาที่ด้านหลัง ปรากฏม้าสิบกว่าตัวไล่ตามติดโดยไม่ลดละ

        ท่านอ๋องนั้นด่าคำ “บัดซบ” ปลดคันเกาทัณฑ์เหล็กลงมา แม่ทัพตันไถนั้นร้องทัดทานว่า “ท่านอ๋องอย่าได้ฆ่ามัน”

        ไม่ทันขาดคำ ท่านอ๋องยิงเกาทัณฑ์ออกแล้ว

        ขณะเดียวกัน จิวเกี๋ยงตบไหล่ฮุ้นลุ่ย สั่งการว่า “ฆ่าท่านอ๋องนั้น”

        ทั้งสองกระโดดปราดออกจากที่ซ่อน ฮุ้นลุ่ยพลิ้วร่างดุจนางแอ่นอันปราดเปรียว กระโดดขึ้นลงคราเดียว ก็ขึ้นถึงยอดเขา คนไม่ทันตกถึงพื้น ชิงซัดอาวุธลับออกก่อน ลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยหกดอกแยกย้ายพุ่งใส่ตำแหน่งบน กลาง ล่างของท่านอ๋อง และแม่ทัพตันไถนั้น นางแค้นตันไถเมี่ยเหม็งป็นศัตรูฆ่าบิดา ดังนั้นไม่เชื่อฟังคำสั่งของจิวเกี๋ยง แบ่งอาวุธลับแยกย้ายจู่โจมใส่ศัตรูสองคน

        แม่ทัพตันไถคือ ตันไถเมี่ยเหม็งจริงๆ มันหัวร่อฮาๆ ยกตาขอคู่ขึ้น ลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยสามดอกถูกกระแทกสะท้อนกลับ ท่านอ๋องนั้นกลับร้องโวยออกมา โยนคันเกาทัณฑ์ทิ้ง ร่างเซถลาเสียหลัก ชักดาบจากหว่างเอวคิดเข้ามา แต่แล้วเจ็บปวดจนงอตัวลง

        ที่แท้อาวุธลับลูกดอกผีเสื้อดอกเหมยของฮุ้นลุ่ยเป็นไม้ตายของธิดามังกรเหินฟ้าเอี๊ยบเอี่ยงเอี้ยง สามารถซัดสามสิบหกจุดผู้คน ท่านอ๋องนั้นความจริงมีฝีมือสูงเยี่ยม แต่หนึ่งนั้นกำลังยิงเกาทัณฑ์ทำร้ายคน สองคิดไม่ถึงฮุ้นลุ่ยมาเร็วปานนี้ ในลูกดอกทั้งสามดอกปัดฟันไปดอกหนึ่ง หลบหลีกอีกดอกหนึ่ง แต่ถูกลูกดอกดอกที่สามซัดใส่ข้อพับเท้า แม้ถือดีในพลังฝีมือ ไม่ถึงกับถลาล้มลง แต่ก็ก้าวเท้าไม่ออก นับว่าเขาชะตาไม่ถึงฆาต หากฮุ้นลุ่ยซัดลูกดอกทั้งหกดอกใส่จนหมดสิ้น เขาคงไม่มีทางหลบรอดเด็ดขาด

        ฮุ้นลุ่ยซัดลูกดอกคราเดียวหกดอก ไม่สามารถโค่นศัตรูทั้งสองล้มลง ในใจก็บังเกิดความตื่นตระหนก พลันได้ยินตันไถเมี่ยเหม็งกู่ร้องเสียงพิกล ร่างคุกคามถึงเบื้องหน้า ความรวดเร็วของท่าร่างยังเร็วกว่าตนเองอีก

หนังสือแนะนำ

Special Deal