รอยแหนเงาจอมยุทธ์ เล่ม 1-2 (แพ็คชุด)

บทที่ 1 จอมมิจฉาเข้าปล้นชิง ยอดหญิงหยกสำแดงเดช

        วันเวลาคล้ายติดปีก ชั่วลัดนิ้วมือเดียวผ่านไปสิบปี ปีนี้เป็นปีที่สิบสามในรัชกาลเอ็งจงฮ่องเต้

        สิบปีมานี้เกิดการผันแปร พื้นที่ร้อยลี้นอกด่านห่านป่ายังคงก้องระงมด้วยเสียงม้าศึก นายทัพที่เฝ้าด่านห่านป่าเมื่อสิบปีก่อนนามจิวเกี๋ยงถูกผู้คนลืมเลือนทีละน้อย ทูตผู้จงรักภักดีซึ่งตกตายที่ชายแดนด้วยความคับแค้นยิ่งไม่มีผู้ใดล่วงรู้

        เพียงแต่หลายปีมานี้ นอกด่านห่านป่าเกิดโจรมิจฉาชีพกลุ่มหนึ่งก่อหวอดขึ้น พวกมันซ่องสุมกำลังบนดินแดนไร้ผู้คนพื้นที่ร้อยลี้นอกด่านห่านป่า ทั้งต่อสู้กับโจรมองโกล ทั้งปะทะกับทหารไต้เหม็ง พฤติการณ์ของพวกมันประหลาดพิกลยิ่ง หาได้ปล้นสะดมชิงทรัพย์ของเหล่าพ่อค้าวาณิช หากแต่หักร้างถางพงดินแดนไร้ผู้คนนั้นทำไร่ไถนาหาเลี้ยงชีพ บางครั้งค่อยลงจากเขามาปล้นชิง ที่ปล้นชิงมักเป็นทรัพย์สมบัติที่ได้มาโดยมิชอบของขุนนางฉ้อราษฎร์บังหลวงทั้งหลาย

        โจรมิจฉาชีพขบวนนี้ใช้ธงสุริยันจันทราเป็นสัญลักษณ์ หัวหน้าโจรฟังว่าเป็นชายชราร่างกายสูงใหญ่ผู้หนึ่ง แต่คนภายนอกไม่มีผู้ใดล่วงรู้ชื่อแซ่ของเขา ระหว่างที่เขาปะทะกับทหารบ้านเมือง ล้วนสวมใส่หน้ากากมนุษย์ เนื่องเพราะใช้ดาบทองเป็นอาวุธ ดังนั้นในคดีของทางการ เรียกหาเขาเป็นโจรเฒ่าดาบทอง

        โจรเฒ่าดาบทองยังมีกฎประหลาดข้อหนึ่ง เขาแม้ตั้งตัวเป็นศัตรูกับทหารทางการแต่ไม่เคยปล้นเงินเดือนทหารห่านป่า มิหนำซ้ำทุกครั้งที่ต่อสู้กับทหารทางการ แม้ต่อสู้ได้ชัยก็ไม่ไล่ล่าฆ่าฟัน

        ปลายฤดูชุนเทียนของปีนี้ กรมกลาโหมจัดกำลังทหารคุมเงินเดือนทหารมาเที่ยวหนึ่ง นายทหารที่รับผิดชอบเรียกว่าปึงเค่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญชำนาญในเชิงบู๊ ฝึกวิชาเกาทัณฑ์ประจำตระกูล เรียกตัวเองเป็นยอดเกาทัณฑ์

        เงินเดือนทหารที่คุ้มกันมาครั้งนี้ มีจำนวนสี่สิบหมื่นตำลึง ง้วนป้อเงินบรรจุอยู่ในปลอกเงิน ปลอกละห้าร้อยตำลึง ใช้ลาหนึ่งร้อยตัวทำหน้าที่บรรทุก ยังมีลาอีกสิบตัวบรรทุกสินค้าส่วนตัวของนายทัพรักษาด่านห่านป่าคนปัจจุบันเต็งไต้คอ พลทหารที่คุ้มกันมีจำนวนเพียงร้อยคน เนื่องเพราะหลายปีมานี้ไม่เคยเกิดเรื่องมาก่อน

        เดือนสามปลายเดือนฤดูชุนเทียนของกังหนำ* เป็นฤดูกาลที่ต้นไม้เขียวชอุ่มสดใส สกุณาร่าเริงไพร แต่ที่นอกด่านกือหยงกวน หิมะยังไม่ละลาย อากาศหนาวเย็นไม่คลาย มาตรแม้นเป็นเช่นนั้น เหล่าทหารรอนแรมเดินทางไกล ยังรู้สึกร้อนอบอ้าว

        * ดินแดนตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง

        ยามนี้เป็นเวลาหลังเที่ยง แสงอาทิตย์สาดส่องหล้า ยอดเกาทัณฑ์ปึงเค่งนั่งตระหง่านบนหลังม้า ยกแส้ม้าชี้ไปเบื้องหน้ากล่าวว่า “เที่ยงวันพรุ่งนี้ถึงด่านห่านป่า ครั้งนี้พวกเราเพียงจัดกำลังร้อยคนคุ้มกันเงินเดือนทหาร ผ่านทางเป็นพันลี้ ดีที่ไร้เรื่องราว เป็นที่น่ายินดีจริงๆ”

        ผู้ช่วยที่ร่วมทางทั้งสองพากันประจบว่า “ใต้เท้าปึงมีวิชาเกาทัณฑ์เกริกไกร โจรเล็กโจรน้อยไหนเลยกล้ารุกรานกล้ำกราย?” ยอดเกาทัณฑ์หัวร่อฮาๆ ด้วยความสบใจ เห็นข้างทางมีร้านสุราสำหรับให้ผู้สัญจรหยุดพักดื่มสุรา ดังนั้นให้ทั้งหมดพักผ่อนที่ข้างทาง มันขอเลี้ยงสุราผู้ช่วยทั้งสองสักจอก

        ยอดเกาทัณฑ์ลงจากหลังม้าเข้าร้านสุรา สั่งสุรมาเลี้ยงดูผู้ช่วยทั้งสอง ระหว่างดื่มกิน ประโคมโอ่อ่าว่า เมื่อครั้งที่ตัวเองเป็นมือปราบเมืองตังเพ้ย อาศัยเกาทัณฑ์คันเดียวปราบฝูงโจรอย่างไร ผู้ช่วยคนหนึ่งจึงขอให้ใต้เท้าปึงแสดงวิชาเกาทัณฑ์ให้ชมดูเป็นขวัญตา

        ยอดเกาทัณฑ์หัวร่อฮาๆ ปลดคันเกาทัณฑ์เหล็กลงจากกลางหลัง เดินออกจากร้านสุรา ดึงเกาทัณฑ์ขนนกมาสองดอก กล่าวว่า “คอยดูให้ดี”

        เสียงขวับเมื่อยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกหนึ่งขึ้นฟ้า ขณะที่ลูกเกาทัณฑ์ดอกแรกใกล้ร่วงหล่นลง ก็ยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกที่สองขึ้นไป ลูกเกาทัณฑ์ทั้งสองดอกกลับปะทะชนกันกลางอากาศ แยกเป็นสองทาง ร่วงหล่นลงสู่พื้น

        ผู้ช่วยทั้งสองโห่ร้องชมเชยออกมา พลันได้ยินเสียงฝีเท้าม้ากุบกับ ม้าตัวหนึ่งควบขับมา คนบนหลังม้าก็ร้องชมเชยว่า “เกาทัณฑ์ที่ดี”

        ยอดเกาทัณฑ์กวาดตามอง เห็นเป็นคนแต่งกายเป็นนักศึกษา ใช้ผ้าเขียวโพกศีรษะ หน้าตาสุภาพเรียบร้อย กลางหลังก็สะพายเกาทัณฑ์ดำคันหนึ่ง เพียงแต่ม้าตัวนั้นผอมเล็ก คันเกาทัณฑ์ก็เล็กกว่าคันเกาทัณฑ์เหล็กของยอดเกาทัณฑ์มากนัก ยอดเกาทัณฑ์ต้องลอบหัวร่อครุ่นคิดขึ้น ‘นักศึกษาผู้นี้คงกลัวว่าเส้นทางไม่ปลอดภัย สะพายเกาทัณฑ์เพิ่มกำลังขวัญ ซึ่งความจริง หากมีโจรปล้นชิงจริงๆ มองปราดเดียวก็ทราบว่าเจ้าเป็นนักศึกษาอ่อนแอ’

        นักศึกษานั้นผูกม้ากับต้นไม้ข้างทาง เดินเข้าร้านสุรา ยอดเกาทัณฑ์โบกมือทักทายว่า “พี่ท่านแซ่ใด? เหตุใดเดินทางเพียงลำพัง? ไม่กลัวโจรผู้ร้ายหรือ?”

        นักศึกษานั้นตอบว่า “ผู้น้องแซ่เม่งนามกี เป็นญาติห่างๆ กับนายทัพรักษาด่านห่านป่า ปีนี้สอบไม่ผ่าน ไม่ยอมหมกตัวอยู่บ้านเกิด ดังนั้นออกนอกกำแพงใหญ่ คิดมาของานทำ”

        ยอดเกาทัณฑ์ค่อยทราบว่าเป็นบัณฑิตตกยากที่มาหางานทำ ดังนั้นกล่าวว่า “ประเสริฐแท้ นายทัพเต็งเป็นญาติท่านเกี่ยวดองกับท่านสมุหกราโหมเรา ครั้งนี้เราคุ้มกันเงินเดือนทหาร ยังพกพาสิ่งของให้กับนายทัพเต็ง พี่ท่านเมื่อมาหาญาติที่ด่านห่านป่า ก็ร่วมทางกับเราเถอะ”

        เม่งกีพอฟังมีสีหน้ายินดี พร่ำกล่าวขอบคุณ สายตายามกวาดมองคันเกาทัณฑ์เหล็กของมัน ยอดเกาทัณฑ์หัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “เกาทัณฑ์สั่งทำเป็นพิเศษ ใช้คันเหล็กขนาดใหญ่ สองแขนไม่มีเรี่ยวแรงห้าร้อยชั่ง อย่าหมายน้าวได้”

        เม่งกีรีบกล่าวว่า “เลื่อมใส เลื่อมใสนัก”

        ยอดเกาทัณฑ์ฉุดลากเม่งกีมาดื่มสุราอีกหลายจอก ค่อยออกจากร้านสุรา สั่งให้เคลื่อนขบวนเดินทางต่อ เดินทางอีกระยะหนึ่ง เส้นทางตัดเลียบเชิงเขา มาถึงปากภูเขาไซลิ้วซัวที่หวาดเสียวอันตราย เม่งกีก็กล่าวว่า “ที่นี้มีภูมิประเทศอันตราย เกรงว่ามีคนร้ายเพ่นพ่าน”

        พลางปลดคันเกาทัณฑ์สีดำบนหลังมาถือไว้ ยอดเกาทัณฑ์หัวร่อฮาๆ กล่าวว่า “ท่านลืมว่าร่วมทางกับพวกเราหรือ? หากมีคนร้ายจริง เกาทัณฑ์ของท่านคันนี้จะช่วยเหลืออันใดได้?”

        พลางยื่นมือออก กล่าวด้วยฤทธิ์สุราว่า “มอบของเล่นของท่านให้เราชมดู”

        เม่งกีก็ยื่นคันเกาทัณฑ์ให้ ยอดเกาทัณฑ์รับคันเกาทัณฑ์ดำมะเมื่อมมารู้สึกหนักอึ้งยิ่ง ต้องลอบตื่นตระหนก พึมพำว่า “นี่ทำจากอะไร?”

        พลางออกกำลังน้าวคันเกาทัณฑ์ กลับน้าวไม่ได้ ยอดเกาทัณฑ์เมื่อน้าวเกาทัณฑ์ สองแขนมีพลังห้าร้อยชั่ง การน้าวครั้งนี้กลับน้าวไม่ได้ ถึงกับหน้าแดงฉาน สร่างเมาไปหลายส่วน

        เม่งกีก็รับเกาทัณฑ์สีดำกลับมา ยิ้มพลางกล่าวว่า “ใต้เท้าคงดื่มสุรามากไป ดังนั้นใช้พลังไม่ได้ ผู้น้องขอยืมเกาทัณฑ์จากใต้เท้าสักครา”

        ยอดเกาทัณฑ์ในใจตื่นเต้นสงสัย มือยื่นส่งเกาทัณฑ์เหล็กที่จัดสร้างเป็นพิเศษให้ เห็นนักศึกษานั้นมือซ้ายคล้ายยันภูเขาบรรพต มือขวาคล้ายโอบทารก เพียงตึงคราหนึ่ง ก็น้าวเกาทัณฑ์เหล็กจนสุดหล้า ปากชมเชยว่า “เป็นเกาทัณฑ์ที่ดีจริงๆ”

        ขาดคำ ลดข้อมือวูบ ได้ยินเสียงเพียะ สายเกาทัณฑ์ขาดผึงเป็นสองส่วน

        ยอดเกาทัณฑ์สร่างเมาเป็นปลิดทิ้ง ตวาดว่า “เจ้าเป็นใคร?”

        นักศึกษานั้นโยนเกาทัณฑ์ทิ้ง แหงนหน้าหัวร่อดังๆ พลันกระตุกบังเหียน ม้าผอมตัวนั้นกลับพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว

        ยอดเกาทัณฑ์ร้องคำ “ปล่อยเกาทัณฑ์” แต่ไหนเลยทันท่วงที? ทันใดได้ยินเสียงเป่าปากดังเป็นทอดๆ ในพงหญ้าตามเนินเขาปรากฏโจรร้ายมุดปราดออกมา เม่งกีก็ค่อยหันหัวม้า หัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ยอดเกาทัณฑ์มีฝีมือเพียงนี้เอง พวกเราคือคนร้ายที่คิดปล้นเงินของท่าน ท่านยังคิดทดสอบฝีมือเราหรือไม่?”

        ยอดเกาทัณฑ์แม้เก็บเกาทัณฑ์เหล็กขึ้น แต่สายเกาทัณฑ์ขาดไปไม่สามารถใช้การได้ ยังส่งเสียงตวาด คิดหมายต่อสู้ขัดขืน เม่งกีก็พลันร้องว่า “จะให้พวกท่านทราบความร้ายกาจสักครา”

        พลางน้าวคันเกาทัณฑ์จนสุดล้า ยิงลูกเกาทัณฑ์ออกดุจดาวตก ได้ยินเสียงหวืด ผู้ช่วยคนหนึ่งแผดร้องโหยหวน ถูกลูกเกาทัณฑ์ทะลวงคอหอย พลิกร่วงลงจากหลังม้า

        เม่งกีกู่ร้องดังยาวนาน เสียงสายเกาทัณฑ์ดังอีกครา ผู้ช่วยคนที่สองถูกลูกเกาทัณฑ์ยิงทะลุหัวใจไป พลทหารทั้งหลายแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ ชักม้าหลบหนีไป ได้ยินเม่งกีร้องอีกว่า “ท่านก็รับเราเกาทัณฑ์หนึ่ง”

        ยอดเกาทัณฑ์ในมือถือเกาทัณฑ์เหล็ก ใช้คันเกาทัณฑ์หักปัดป่าย คันเกาทัณฑ์กับเกาทัณฑ์คมกล้าพอปะทะปรากฏประกายไฟแลบพุ่ง

        พริบตาดุจประกายไฟ เสียงสายเกาทัณฑ์ดังอีกครา ลูกเกาทัณฑ์ดอกสีทองยิงใส่หน้ายอดเกาทัณฑ์ดุจสายฟ้า ยอดเกาทัณฑ์หงายร่างตีลังกาลงจากหลังม้า เกาทัณฑ์ดอกนั้นยิงเฉียดผ่านเหนือศีรษะมันสามนิ้ว หนังศีรษะเย็นวะวาบต้องลอบร้องในใจ ‘ชีวิตเราจบสิ้นแล้ว’

        แต่เกาทัณฑ์ดอกที่สามยังไม่ยิงมา ได้ยินเม่งกีก็หัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ท่านสามารถหลบรอดสองเกาทัณฑ์ นับเป็นนักสู้ผู้กล้า เราจะไว้ชีวิตท่านสักครา”

        ในเสียงเป่าหลอดเขาเป็นสัญญาณ เนินเขาเบื้องหน้าปรากฏก้อนหินถล่มลงมา ปิดเส้นทางเบื้องหน้าไว้ มีโจรร้ายพุ่งตัวออกมาอีกจำนวนหนึ่ง

        ยอดเกาทัณฑ์กลิ้งตัวลงจากเนินเขาอย่างไม่คิดชีวิต ได้ยินเสียงเกาทัณฑ์ดังขวับเขวียว ปราศจากเกาทัณฑ์ยิงต้องร่างมัน ในที่สุดยอดเกาทัณฑ์กลิ้งลงจากเนินเขา หมอบฟุบอยู่ในพงอ้อ เบื้องบนบังเกิดเสียงม้าร้องคนตวาดว่า วุ่นวายอยู่ครึ่งชั่วยาม ค่อยได้ยินเสียงฝีเท้าม้าสับสนควบขับจากไป

        ยอดเกาทัณฑ์ชะโงกศีรษะออกมา เห็นจันทร์ประดับฟ้า รอบข้างไร้ร่องรอย เสียงหนอนแมลงร่ำร้อง ความเย็นคุกคามคน มันเคลื่อนไหวทั้งมือเท้า คืบคลานกลับขึ้นไป แลเห็นผู้ช่วยทั้งสองทอดซากศพอยู่กลางทาง คนและม้าอื่นๆ ล้วนสาบสูญไป ต้องครุ่นคิดขึ้น ‘กำลังทหารของพวกเรา คงถูกพวกมันจับตัวไปเป็นเชลยแล้ว’

        หลังจากระงับขวัญอันแตกตื่น ค่อยบังเกิดความคับแค้นรันทด คราครั้งนี้สูญเสียเงินเดือนทหารสี่สิบหมื่นตำลึง คงต้องโทษตัดแขนขาสะบั้นศีรษะแล้ว

        ยอดเกาทัณฑ์ลูบคลำหนังศีรษะ คิดร่ำไห้ไร้น้ำตา นั่งซึมเซาอยู่กลางทาง เห็นจันทร์ลอยถึงกลางฟ้า คิดไปคิดมา ยากรอดจากความตายได้ ดังนั้นทอดถอนใจ คลำหาเชือกหยาบที่ใช้คล้องม้าเส้นหนึ่ง ขมวดเป็นเงื่อนปมกับลำคอคล้องกับคาคบไม้ คิดหมายผูกคอตาย

        ยอดเกาทัณฑ์แขวนร่างอยู่กลางอากาศ บ่วงเชือกรัดแน่นทีละน้อย รู้สึกทรวงอกอึดอัด ลมหายใจขาดห้วง ปวดศีรษะแทบแตกระเบิด คิดร้องก็ร้องไม่ออก เงาดำเบื้องหน้าขยายกว้างทีละน้อย เห็นแน่ชัดว่าต้องสิ้นใจตายแล้ว

        ทันใด รู้สึกร่างเบาหวิว คล้ายมีคนอุ้มตัวเองวางลงกับพื้น ยอดเกาทัณฑ์สูดลมหายใจเล็กน้อย ชั่วขณะค่อยลืมตาขึ้น เห็นชายหนุ่มสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบผู้หนึ่งยืนอยู่ข้างกาย ยิ้มให้แก่เขา ดังนั้นทอดถอนใจ กล่าวว่า “ท่านไฉนช่วยเหลือเรา?”

        ชายหนุ่มนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไหนเลยเห็นการตายโดยไม่ช่วยเหลือได้?”

        ยอดเกาทัณฑ์มีชีวิตรอด พลันหวนนึกถึงโทษตัดแขนขาสะบั้นศีรษะ บังเกิดความคิดหาความตายอีกครา กล่าวว่า “เราจะอย่างไรต้องตาย พวกท่านแม้ช่วยก็ช่วยเราไม่ได้”

        ชายหนุ่มนั้นกล่าวว่า “ดูจากสภาพของท่าน คล้ายเป็นนายทหารของบ้านเมือง ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านคงคุ้มกันเงินเดือนทหาร ถูกโจรร้ายปล้นชิงไป ดังนั้นคิดหาที่ตาย”

        ยอดเกาทัณฑ์กระโดดปราดขึ้น ร้องว่า “ท่านเป็นใคร ทราบได้อย่างไรว่าเงินเดือนทหารถูกปล้นชิง?”

        “ข้าพเจ้าเป็นชาวป่าที่นี้ เมื่อคืนเห็นโจรร้ายขบวนใหญ่คุมลาจำนวนมากทั้งยังมัดตัวไพร่พลทหารพวงใหญ่ผ่านหน้าบ้านข้าพเจ้าเข้าภูเขาไป ข้าพเจ้าไม่ใช่ตัวโง่งม เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ ไหนเลยคาดเดาเหตุการณ์ไม่ได้?”

        ยอดเกาทัณฑ์กล่าวถามว่า “ท่านทราบหรือไม่ว่ารังของโจรร้ายอยู่ที่ใด?”

        “ข้าพเจ้าไม่ใช่พวกโจร ไหนเลยทราบได้?”

        ยอดเกาทัณฑ์งงงันวูบ ครุ่นคิดขึ้น ‘ต่อให้เราล่วงรู้รังโจร ก็ไม่มีประโยชน์’

        ดังนั้นร่ำร้องหาความตายอีก ชายหนุ่มนั้นกวาดมองยอดเกาทัณฑ์แวบหนึ่ง กล่าวว่า “หากทวงถามเงินกลับมาได้ ท่านก็ไม่คิดตายใช่หรือไม่? ท่านมิสู้ทวงถามเงินเถอะ”

        ยอดเกาทัณฑ์ฉุกใจคิด หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อคืน ความหยิ่งยโสของมันค่อยเสื่อมคลาย กลับบังเกิดปฏิภาณวูบ คาดเดาว่าชายหนุ่มนี้มิใช่ชนชั้นธรรมดา ดังนั้นคุกเข่าลงหมอบกราบกราน กล่าวว่า “เราปึงเค่งสำนึกตัวว่าสู้ไม่ได้ ไม่อาจเอาชนะโจรร้ายเหล่านั้น ขอท่านผู้กล้ายื่นมือช่วยเหลือเราสักครา”

        ชายหนุ่มนั้นหัวร่อดังๆ กล่าวว่า “ผู้กล้าอันใด? ข้าพเจ้าเพียงเป็นชาวป่าธรรมดา คำพูดนี้หากถูกคนในหมู่บ้านเราได้ยิน พวกเขาคงหัวร่อจนฟันร่วงจากปากแล้ว”

        ยอดเกาทัณฑ์บังเกิดความผิดหวัง ขณะจะร้องอีก ได้ยินชายหนุ่มนั้นกล่าวว่า “ดูท่านน่าสมเพชเพียงนี้ แล้วไปเถอะ ข้าพเจ้าจะชี้แนะหนทางแก่ท่านสายหนึ่ง”

        “พี่ท่านโปรดสอนสั่ง”

        ชายหนุ่มนั้นกล่าวว่า “ข้าพเจ้าแม้ไม่อาจช่วยท่าน แต่ห่างจากที่นี้ไม่ไกลมียอดคนท่านหนึ่ง ท่านหากได้รับความช่วยเหลือจากคนผู้นี้ ต้องได้เงินเดือนทหารกลับคืนมาแน่นอน”

        ยอดเกาทัณฑ์รีบกล่าวว่า “ยอดคนท่านนี้มีชื่อเรียงเสียงใด พักอยู่ที่ใด ขอพี่ท่านโปรดชี้แนะ”

        “ยอดคนท่านนี้มีนิสัยประหลาดพิกล หากท่านถามชื่อแซ่ของเขา รับรองไม่อาจรักษาชีวิตไว้”

        “อย่างนั้นเราจะไม่สอบถาม พี่ท่านโปรดแนะนำสั่งสอน”

        ชายหนุ่มนั้นยิ้มเล็กน้อย หยิบฉวยเชือกหยาบที่ยอดเกาทัณฑ์ใช้ผูกคอตายขึ้น กล่าวว่า “ท่านต้องผ่านการตายอีกครั้ง”

        “ว่ากระไร?”

        ชายหนุ่มนั้นอธิบายว่า “พรุ่งนี้เช้าท่านออกเดินทาง มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเจ็ดแปดลี้ จะเห็นป่าท้อแถบหนึ่ง ยังมีไม้ดอกจำนวนมาก สถานที่นั้นเรียกว่าหุบเขาผีเสื้อ หลังป่าท้อมีห้องเล็กๆ หลังหนึ่ง ยอดคนท่านนั้นพักอยู่ภายใน ท่านอย่าได้ไปวิงวอนขอร้อง ให้ซ่อนตัวอยู่ในรอยแตกของโขดหินสีแดงฉาน ซึ่งอยู่หน้าป่าท้อประมาณร้อยก้าว หากพบเห็นผู้คน อย่าได้ออกมา รอจนแสงแดดส่องเข้ารอยแตกของโขดหิน ท่านค่อยออกมา เสียงต้นท้อต้นหนึ่ง ผูกคอตายเช่นเมื่อครู่ ยอดคนท่านนั้นจะยื่นมือช่วยเหลือท่านเอง เมื่อยอดคนท่านนั้นสอบถามท่าน อย่าได้บอกว่ามีคนชี้แนะเด็ดขาด”

        ยอดเกาทัณฑ์พอฟัง บังเกิดความสงสัยเต็มอก ชายหนุ่มนั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “ท่านสามารถมีชีวิตรอดกลับมาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับวาสนาของท่าน ท่านหลับสักงีบเถอะ เราต้องไปแล้ว”

        ยอดเกาทัณฑ์ร้องคำ “พี่ท่านช้าก่อน” แต่ไหนเลยแดรั้งไว้ได้ ชั่วพริบตาชายหนุ่มนั้นก็จากไปจนไร้ร่องรอย ดังนั้นครุ่นคิดขึ้น ‘จะอย่างไรเราต้องตาย วิธีการของชายหนุ่มนี้แม้ประหลาดพิกล ได้แต่ทดลองดู’

        ในใจเมื่อมีเรื่อง ไหนเลยหลับลงได้? เพียงนั่งสัปหงกงีบหนึ่ง เห็นจันทร์ลับขอบฟ้าก็ออกเดินทางมุ่งสู่ทิศตะวันตกหลายลี้ ขอบฟ้าบูรพารุ่งสางรำไรพลันสูดได้กลิ่นหอมซาบซ่าน เบื้องหน้าปรากฏเป็นป่าท้อแถบหนึ่ง แทรกแซงด้วยไม้ดอกที่ไม่ทราบชื่อ บ้างแดงบ้างขาว กลับกลายเป็นทะเลบุปผาอันแพรวพราย

        ที่หน้าป่าท้อมีโขดหินขนาดใหญ่ก้อนหนึ่ง โขดหินแดงราวโลหิต สูงเท่าคนสามคน กึ่งกลางโขดหินมีรอยแตกขนาดใหญ่พอดีใช้ซ่อนกายได้ ยอดเกาทัณฑ์ซ่อนตัวในรอยแตก ลืมตามองลอดรอยร่องออกไป รอคอยปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์

        รอคอยอยู่ครู่ใหญ่ รู้สึกกระจ่างจ้าที่เบื้องหน้าสายตา สามารถเห็นท้องฟ้าเส้นเดียว จากนั้นขอบฟ้าบูรพากลับกลายเป็นแดงเรื่อทีละน้อย อาทิตย์อุทัยดวงหนึ่งโผล่พ้นขึ้นมา ไม่ทราบปรากฏผีเสื้อหลากสีโบยบินจากที่ใด บินคลอเคลียอยู่ท่ามกลางไม้ดอก ยอดเกาทัณฑ์แม้เป็นนักบู๊ ยังรู้สึกปลอดโปร่งโล่งใจ

        ไม่นานให้หลัง แสงแดดสาดส่องเข้าป่าท้อ ยอดเกาทัณฑ์พลันพบว่าท่ามกลางทะเลบุปผาดาดาษ เพิ่มหญิงสาวเสื้อขาวกระโปรงขาวนางหนึ่ง ไม่ทราบนางปรากฏกายจากที่ใด

หญิงสาวชุดขาวหันหน้าหาแสงอาทิตย์ ก้มเอวยื่นมือ ทำท่าหลายท่วงท่า จากนั้นวิ่งวนรอบต้นไม้ ยิ่งวิ่งยิ่งรวดเร็ว ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนตาลายพร่าพราย แม้ซ่อนตัวอยู่ในซอกหิน แต่คล้ายวิ่งวนตามไปด้วยก็มิปาน

        ยอดเกาทัณฑ์รู้สึกสมองมึนงง หญิงสาวชุดขาวพลันหยุดยั้งลงเดินช้าๆ รอบหนึ่ง ดอกท้อบนต้นไม้ร่วงพร่างพรูลงมา หญิงสาวชุดขาวหัวร่อเสียงสดใส ม้วนแขนเสื้อทั้งสอง กลับม้วนดอกไม้ที่ร่วงหล่นไว้ในแขนเสื้อจนหมดสิ้น

        ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนตะลึงลาน ครุ่นคิดขึ้น ‘ในโลกกลับมีหญิงสาวงามผุดผาดปานนี้ แม้แต่ดอกท้อก็หม่นหมองศรีไปสิ้น’

        ชั่วครู่ให้หลัง ฝูงผีเสื้อที่บินเตลิดหนีไปเมื่อครู่บินหวนกลับมาอีก หยอกเย้าอยู่ท่ามกลางพุ่มไม้ดอก หญิงสาวชุดขาวพลันตวัดแขนเสื้อทั้งสอง ซัดดอกท้อออกจากในแขนเสื้อ ฝูงผีเสื้อล้วนร่วงพรูลงสู่พื้น

        ความแตกตื่นของยอดเกาทัณฑ์ครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก ใช้ดอกท้อต่างอาวุธลับ นับว่าไม่เคยได้ยินมา พร้อมกับนึกเสียดายต่อผีเสื้อลายฝูงนี้ ครุ่นคิดขึ้น ‘ภมรล้อบุปผา ฝูงผีเสื้อที่ร่วงพรูลงก็กระพือปีกโบยบินขึ้นใหม่ หญิงสาวชุดขาวทำลายบรรยากาศไปแล้ว’

        ชั่วพริบตา ฝูงผีเสื้อที่ร่วงพรูลงก็กระพือปีกโบยบินขึ้นใหม่ หญิงสาวชุดขาวหัวร่อพลางกล่าวว่า “ผีเสื้อเอย พวกเจ้าได้รับความตื่นตกใจแล้ว เราจะไม่รบกวนพวกเจ้าอีก”

        พลางเดินช้าๆ เข้าสู่พุ่มไม้ดอก ไปยังห้องหับเล็กๆ หลังป่าท้อ

        ยอดเกาทัณฑ์ระบายลมจากปากคำหนึ่ง พลันรู้สึกแสงอาทิตย์ชอนไชตา สาดลอดเข้าร่องหินเข้ามา สร้างความสงสัยใจยิ่งครุ่นคิดขึ้น ‘ชายหนุ่มนั้นกลับคำนวณแม่นยำนัก ขณะที่หญิงสาวนั้นเข้าสู่ห้องน้อยแสงแดดก็สาดลอดเข้าร่องหินพอดี’

        ภายใต้ความคิดดิ้นรนมีชีวิตรอด บวกกับความสงสัยอยากรู้ ยอดเกาทัณฑ์เดินออกจากร่องหิน หยิบเส้นเชือกคล้องคอ ขมวดเป็นเงื่อมตาย แขวนร่างตัวเองกับต้นไม้

        เส้นเชือกรัดแน่นทีละน้อย ลมหายใจอึดอัดขัดข้อง ยอดเกาทัณฑ์ลืมตาค้าง ยังไม่เห็นหญิงสาวชุดขาวออกมาช่วยเหลือ คิดส่งเสียงร้องก็ร้องไม่ออก ต้องบังเกิดความสำนึกเสียใจ ครุ่นคิดขึ้น ‘หรือว่าชายหนุ่มนั้นจงใจกลั่นแกล้งก่อกวนเรา ต้องการให้เราถูกรัดคออีกครา?’

        ยามทุรนทุราย ต้องถีบเท้าวุ่นวาย ถีบจนดอกท้อบนต้นไม้ร่วงพรูยิ่งดิ้นรนบ่วงเชือกยิ่งรัดแน่น รู้สึกเบื้องหน้าสายตามืดทะมื่นสติสัมปชัญญะเลอะเลือนทีละน้อย

        พริบตานั้น รู้สึกมีคนปาดใส่ร่างมันเบาๆ คล้ายปรากฏกรรไกรด้ามหนึ่งตัดบ่วงเชือกขาดสะบั้น สามารถหายใจโดยสะดวก ยอดเกาทัณฑ์อ้าปากขึ้น แต่มันถูกเชือกรัดลำคอแน่นเกินไปกลับพูดไม่ออก ชั่วครู่ค่อยฟื้นฟูเรี่ยวแรงทีละน้อย เมื่อลืมตาขึ้น เห็นเบื้องหน้ายืนไว้ด้วยหญิงสาวชุดขาวที่พบเห็นเมื่อครู่นั้นเอง

        ยอดเกาทัณฑ์กล่าวขอบคุณเบาๆ หญิงสาวชุดขาวเพ่งตาเย็นเยียบจ้องมองมัน กล่าวว่า “นายทหารไฉนคิดตาย?”

        ยอดเกาทัณฑ์หมอบกราบกับพื้น พร่ำพรรณนาถึงเรื่องที่เงินเดือนทหารสี่สิบหมื่นตำลึงถูกปล้นชิง ตามวินัยทหาร ต้องถูกตัดแขนขาสะบั้นศีรษะ หญิงสาวชุดขาวขมวดคิ้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ข้าพเจ้าไม่ยุ่งเกี่ยว”

        พลางหมุนตัวหมายจากไป ยอดเกาทัณฑ์รีบฉุดดึงชายกระโปรงนาง ไหนเลยฉุดดึงได้ ต้องร่ำไห้รำพันว่า “เราเบื้องบนมีมารดาชรา เบื้องล่างมีบุตรกำพร้า ท่านหากไม่สนใจ ในโลกจะเพิ่มวิญญาณอันคับแค้นอีกสามดวงแล้ว”

        หญิงสาวชุดขาวเหลียวหน้ามาช้าๆ กล่าวว่า “คำพูดนี้เป็นความจริง?”

        “หากเรากล่าวโป้ปดแม้สักครึ่งคำ ขอให้ถูกเชือกรัดคออีก”

        หญิงสาวชุดขาวพึมพำว่า “จะอย่างไรเราจะไปหาพวกเขา เอาเถอะ เราจะช่วยเหลือท่านสักครา”

        ยอดเกาทัณฑ์ยินดียิ่งรีบกราบขอบคุณนาง หญิงสาวชุดขาวกล่าวอย่างขุ่นเคืองแง่งอนว่า “ข้าพเจ้ามิใช่คนตาย ท่านกราบข้าพเจ้าไยกัน? อืมม์ ท่านสาบานว่า ถูกเชือกรัดคออีก เป็นผู้ใดชี้แนะท่านมาขอความช่วยเหลือข้าพเจ้า”

        “ไม่มี ไม่มี”

        หญิงสาวนั้นถามว่า “ท่านผูกคอกี่ครั้ง?”

        “เพียงครั้งเดียวเท่านั้น”

        หญิงสาวชุดขาวพลันยิ้มออกมา กล่าวว่า “ซึ่งความจริงท่านผูกคอกี่ครั้ง ข้าพเจ้าไม่ขอยุ่งเกี่ยว เมื่อรับปากช่วยเหลือท่าน ต่อให้มีคนชี้แนะท่าน ก็จะช่วยท่านถึงที่สุด การผูกคอตายไม่น่าเล่น ครั้งหน้าอย่าได้ทดลองแล้ว”

        ยอดเกาทัณฑ์เห็นหญิงสาวชุดขาวมีอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ยามแย้มยิ้มกล่าววาจา สีหน้าปรากฏแววไร้เดียงสา ต้องลอบวิตกกังวลอีกครา กริ่งเกรงหญิงสาวชุดขาวสู้ฝูงโจรเหล่านั้นไม่ได้

        หญิงสาวชักชวนยอดเกาทัณฑ์เข้าสู่ห้องน้อยหลังป่าท้อ กล่าวว่า “ท่านคงหิวแล้ว รับประทานเนื้อเสือย่างก่อนเถอะ”

        ยอดเกาทัณฑ์กวาดตามอง เห็นมุมห้องมีเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งนอนหมอบกับพื้น ต้องใจหายวาบ หญิงสาวชุดขาวยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่เป็นเสือตาย กลัวอันใด? ท่านสามารถถลกหนังเสือหรือไม่?”

        “เคยเห็นนายพรานถลกหนังมา”

        หญิงสาวนั้นกล่าวว่า “อย่างนั้นท่านจัดการให้แก่ข้าพเจ้า ดูท่านเตะถีบต้นท้อ คาดว่าจับพลิกเสือหนักสามร้อยชั่งตัวนี้ได้”

        ยอดเกาทัณฑ์สะท้านใจอีกครา หญิงสาวปราบเสือ ถือเป็นเรื่องพิสดารอยู่แล้ว มิหนำซ้ำมองปราดเดียวก็ดูออกว่ามันมีเรี่ยวแรงมากน้อยเท่าใด แสดงว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเชิงยุทธ์

        เมื่อรับประทานเนื้อเสือย่างเสร็จสิ้น เป็นเวลายามเที่ยง หญิงสาวชุดขาวปลดกระบี่ลงจากผนังเล่มหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านตามข้าพเจ้ามา พวกเราจะไปหาโจรร้าย ทวงถามเงินสี่สิบหมื่นตำลึงนั้น”

        ทั้งสองปีนหุบเขาขึ้นไป เข้าสู่ส่วนลึกของภูเขา เดินทางประมาณหนึ่งชั่วยาม เห็นภูเขาสองลูกตั้งประจัน ผนังผาลาดชัน เชิงผามีถ้ำศิลาแห่งหนึ่ง หน้าถ้ำเป็นที่ราบลุ่ม หญิงสาวชุดขาวกล่าวว่า “ที่นี้คงเป็นที่ซ่อนเงินทองของพวกมัน”

        พลางมุ่งตรงไป ได้ยินสุ้มเสียงตวาดคำ “หยุดไว้” ในพงหญ้าปรากฏชายฉกรรจ์สองคนกระโดดปราดออกมา หวดกระบองสองด้ามลงยังศีรษะอย่างหักโหมดุร้าย

        หญิงสาวชุดขาวหมุนตัวรอบหนึ่ง กระบองทั้งสองเล่มหวดพลาดผิด เห็นนางโบกสะบัดแขนเสื้อวูบหนึ่ง ชายฉกรรจ์ทั้งสองก็เสียหลักการทรงตัว ถลาล้มหงายลงกับพื้น หญิงสาวชุดขาวแค่นหัวร่อ วิ่งปราดไปโดยไม่เหลียวหน้ากลับมาอีก

        ที่หน้าถ้ำศิลา หินระเกะระกะคล้ายสิงสาราสัตว์ ลักษณะประหลาดแปลกตา ห้อมล้อมที่ราบลุ่มแถบหนึ่งไว้ หญิงสาวชุดขาวบุกเข้าค่ายกลดงหิน ได้ยินสุ้มเสียงอีกเสียงหนึ่งตวาดคำ “หยุดไว้” ในดงหินปรากฏดาบทวนพุ่งขวับออกมา ดาบแทงใส่ทรวงอก ทวนมุ่งใส่หัวเข่านาง

        หญิงสาวชุดขาวลอยตัวกระโดดปราด โบกแขนเสื้อลง ชายฉกรรจ์ที่ควงดาบถือทวนโถมจู่โจมทั้งสอง แม้แทงดาบทวนพลาดผิด แต่สามารถยั้งสภาวะไว้ ไม่ถลาล้มลงเข่าสองคนแรก

        ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนอกสั่นขวัญแขวน ไม่กล้าติดตามเข้าไป หญิงสาวชุดขาวกวักมือกล่าวว่า “มาเถอะ ท่านเป็นผู้เสียหาย หากไม่ติดตามเรา พวกเขาจะคืนเงินแก่ผู้ใด?”

        ยอดเกาทัณฑ์ปลุกปลอบกำลังขวัญ เข้าสู่ค่ายกลดงหิน เห็นหญิงสาวชุดขาวต่อสู้กับชายฉกรรจ์สี่คน ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ยืนหยัดเป็นสี่ทิศ ล้อมหญิงสาวชุดขาวไว้กึ่งกลาง หนึ่งดาบหนึ่งทวน และกระบองสองด้ามโหมจู่โจมอย่างดุดัน

        หญิงสาวชุดขาวสะพายกระบี่วิเศษที่หว่างเอว แต่ไม่ชักออกมา เห็นนางพลิ้วไปมาอยู่ท่ามกลางกระบองดาบทวน เฉกเช่นผีเสื้อล้อสมุทร ดั่งแมลงปอโฉบผิวน้ำ ยอดเกาทัณฑ์ชมดูอยู่ชั่วขณะ ถึงกับตาลายสมองหมุน ต้องเบือนสายตาไปอีกทางหนึ่ง ชั่วครู่จึงกล้ามองดูใหม่

        ต่อสู้อยู่ชั่วขณะ หญิงสาวชุดขาวตวาดเสียงเจื้อยแจ้ว ฟาดฝ่ามือใส่ชายฉกรรจ์ที่ใช้กระบองทางเบื้องหน้าซ้ายมือ ชายฉกรรจ์ที่ใช้ดาบทางขวารีบฟันดาบเข้ามา ชายฉกรรจ์ที่ใช้ทวนทางด้านข้างก็เสือกแทงทวนใส่

        ชายฉกรรจ์ที่ใช้กระบองนั้นเห็นฝ่ามือผุดผ่องฟาดถึงเหนือศีรษะ ยามแตกตื่นรีบกลิ้งตัวไปตามพื้นดิน ขณะเดียวกัน ดาบทวนล้วนจู่โจมใส่หญิงสาวชุดขาว หญิงสาวชุดขาวดันใจกลางฝ่ามือออกนอก ลอยตัวขึ้นจากช่องว่างดาบทวน ชายฉกรรจ์ที่ใช้กระบองถูกริมฝ่ามือกวาดใส่หัวไหล่ กลิ้งกระเด็นไปหลายวา ยังดีที่ไม่ได้รับบาดเจ็บอันใด

        หญิงสาวชุดขาวจี้ซ้ายฟาดขวา เคลื่อนไหวดุจเมฆพลิ้วสายธาร ท่วงท่าปลอดโปร่งสบาย ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนตาลายพร่าพราย รีบเบือนสายตาไปอีกครา พลันเห็นถ้ำศิลายืนไว้ด้วยคนผู้หนึ่ง น้าวคันเกาทัณฑ์คิดยิงออก กลับเป็นเม่งกีที่เมื่อคืนปลอมเป็นนักศึกษา หักคันเกาทัณฑ์เหล็กของมัน

        ยอดเกาทัณฑ์ชมดูจนใจหายวาบ ร้องว่า “ระวัง มีคนลอบทำร้าย”

        เสียงสายเกาทัณฑ์ดังขึ้น เม่งกีก็ยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกหนึ่ง หญิงสาวชุดขาวกลับยื่นมือช้อนวูบ ตะปบคว้าลูกเกาทัณฑ์ดอกนั้นไว้

        เม่งกีก็ยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกที่สองตามติดออก ยอดเกาทัณฑ์เป็นมือเกาทัณฑ์ ดูออกว่านี่เป็นวิชาเกาทัณฑ์กระสุนอันร้ายกาจ หญิงสาวชุดขาวตกอยู่ท่ามกลางกระบองดาบทวน ยากจะหลบรอดจากเกาทัณฑ์ได้ เห็นนางดีดนิ้วทั้งสอง ดีดเกาทัณฑ์ดอกที่รับไว้ออกไป ลูกเกาทัณฑ์สองดอกปะทะกันกลางอากาศ แยกไปคนละทาง ตกลงดดยพร้อมเพรียง พลังดรรชนีของหญิงสาวชุดขาวกลับต้านพลังเกาทัณฑ์ของเม่งกีได้ นับเป็นที่น่าตระหนกจริงๆ

        เม่งกีก็ร้องคำ “ประเสริฐ” ยิงลูกเกาทัณฑ์ดอกที่สามออกพุ่งใส่คอหอยของนาง ยอดเกาทัณฑ์อุทานอย่างแตกตื่น กลับเห็นหญิงสาวชุดขาวอ้าปากพ่นลูกเกาทัณฑ์ดอกนั้นออกไป ที่แท้นางใช้ปากงับลูกเกาทัณฑ์ ซึ่งฝึกยากที่สุด และเสี่ยงอันตรายที่สุดในวิชารับเกาทัณฑ์

        หญิงสาวชุดขาวถูกสามเกาทัณฑ์ของเม่งกีสะกิดเพลิงโทสะขึ้น พลันร้องว่า “เมื่อมาแล้วควรสนองตอบ”

        ตวัดมือผุดผ่อง เห็นอาวุธลับรูปดอกเหมยห้าหกดอกแตกกระจายออกไปแยกย้ายจู่โจมใส่ศัตรูรอบข้าง ยอดเกาทัณฑ์ไม่เห็นชัดตา ได้ยินเสียงร้องโอดโอย นอกจากเม่งกีแล้ว ชายฉกรรจ์ที่กลุ้มจู่โจมหญิงสาวชุดขาวทั้งสี่ล้วนล้มกับพื้น

        เม่งกีถลันหลบหลีกอาวุธดอกเหมยสองดอก ร้องชมเชยว่า “ซั่วฮวยนึ่งเฮียบ (วีรสตรีโปรยบุปผา) ยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือ”

        เพิ่งขาดคำ ชายฉกรรจ์ทั้งสี่ก็กระโดดปราดขึ้น ในมือคีบอาวุธลับคนละดอก กล่าวโดยพร้อมเพรียง “ขอบคุณนึ่งเฮียบ (วีรสตรี) ไว้ไมตรี พวกเรายอมรับนับถือแล้ว”

        ที่แท้คนทั้งสี่ถูกหญิงสาวชุดขาวใช้วิชาเทียนนึ่งซั่วฮวย (เทพธิดาโปรยบุปผา) ซัดใส่จุดเส้น อาวุธลับพุ่งเร่งร้อน แต่กระทบถูกร่างอย่างแผ่วเบา พอซัดถูกจุดเส้น เพียงรู้สึกชาวูบ ไม่ได้รับอันตรายใด แสดงว่าหญิงสาวชุดขาวยั้งมือไว้ไมตรี

        หญิงสาวชุดขาวยิ้มพลางกล่าวว่า “ที่แท้พวกท่านสืบทราบความเป็นมาของข้าพเจ้าแล้ว อย่างนั้นเงินทองสหายท่านนี้ สามารถคืนให้แล้วกระมัง?”

เม่งกีชี้มือไปที่ถ้ำศิลากล่าวว่า “ท่านมาไม่ประจวบเหมาะ เงินเหล่านั้นขนย้ายไปตั้งแต่เช้าแล้ว”

        หญิงสาวชุดขาวหน้าเคร่งเครียดลง ขณะจะกล่าววาจา เม่งกีก็กล่าวอีกว่า “นี่ต้องรบกวนท่านเดินทางต่ออีกระยะหนึ่ง พวกเราล้วนจัดเตรียมม้าเร็วอยู่ก่อน ใต้เท้าปึง เมื่อคืนท่านได้รับความแตกตื่นแล้ว”

        ยอดเกาทัณฑ์ปึงเค่งอับอายจนหน้าแดงฉาน หญิงสาวชุดขาวกล่าวว่า “ตกลง ข้าพเจ้าจะไปเยี่ยมคำนับหัวหน้าค่ายพวกท่าน”

        เม่งกีก็ห่อปากเป่าคราหนึ่ง ที่หลังถ้ำมีคนจูงม้ามาหลายตัว หญิงสาวชุดขาวพลิกตัวขึ้นบนหลังม้า ไม่กล่าวว่ากระไร ติดตามพวกมันออกเดินทาง

        ทางภูเขาคดเคี้ยว เนินเขาลาดชัน คนขี่อยู่บนหลังม้า คล้ายดั้นเมฆเหินเวหา ยอดเกาทัณฑ์แม้ถือกำเนิดจากตระกูลบู๊ ยังอกสั่นขวัญแขวน เห็นม้าเหล่านี้ติดตามหลังม้าของเม่งกีขึ้นเขากระโดดข้ามหุบเหว ดั่งโลดแล่นบนที่ราบแสดงว่าเป็นม้าศึกที่ผ่านการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดี

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal