รอยแหนเงาจอมยุทธ์ เล่ม 1-2 (แพ็คชุด)

บทนำ ลำนำอ้วงโคยซัว

        ยืนอ้างว้างเดียวดายใจกำสรด รักแค้นหมดมลายเฉกเมฆพลิ้วผัน
เหลือสาราแหว่งวิ่นสิ้นจำนรรจ์ นำไหลหลั่งแหนคล้อยสิ้นรอยตาม
เงาจอมยุทธ์ในจิตสถิตงาม
ความในใจฉะนี้ จะวานใครถ่ายทอดเอย

 

       นอกด่านเอียนเหมินกวน (ด่านห่านป่า) ลมเหนือม้วนพัดยาม สนธยา

        นี่เป็นปีที่สาม ในรัชกาลเอ็งจงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์เหม็ง ห่างจากปฐมฮ่องเต้ราชวงศ์เหม็งเสด็จสวรรคตไม่ถึงสี่สิบปี มองโกลที่ถูกตีแตกพ่าย ได้ซ่องสุมกำลังหมายมั่นลุกฮือขึ้นใหม่ ก่อการทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ในจำนวนนี้นับเผ่าอัวลา* มีกำลังกล้าแข็งที่สุดรุกคืบหน้ามาถึงพื้นที่ร้อยลี้นอกด่านห่านป่า พื้นที่ร้อยลี้แห่งนี้กลับกลายเป็นแดนกันชนระหว่างราชวงศ์เหม็งกับเผ่าอัวลา ปราศจากผู้อยู่อาศัย

        ลมโชยยะเยือก ทรายเหลืองและใบไม้ร่วงปลิวโปรย ยามสนธยาคราสายัณห์ อาณาบริเวณที่ไร้ผู้คนแห่งนี้กลับปรากฏรถเทียมลาคันหนึ่งแล่นตะบึงไปตามทางภูเขา ที่หลังรถตามติดด้วยม้าพ่วงพีตัวหนึ่ง คนบนหลังม้าเป็นชายกลางคนรูปกายกำยำ กลางหลังสะพายซองเกาทัณฑ์ หว่างเอวผูกกระบี่ คอยเหลียวมองไปด้านหลังตลอดเวลา

        ลมเหนือยิ่งม้วนพัดยิ่งรุนแรง ในสายลมแว่วเสียงม้าร้อง และเสียงอาวุธกระทบกัน พลันบังเกิดเสียงร้องกราดเกรี้ยวเสียงหนึ่ง เสียงฝีเท้าม้าสับสนค่อยห่างหายเงียบสงบลง ภายในรถปรากฏชายชราผมขาวโพลน ผู้หนึ่งยื่นมือม้วนม่านรถขึ้น ถามเสียงสั่นสะท้านว่า “เป็นลูกเท้งเรียกเราหรือ? มันใช่ประสบภัยหรือไม่? ผู้กล้าเจี่ยท่านไม่ต้องสนใจเราแล้ว รีบไปรับพวกเขาเถอะ เรามาถึงที่นี้ แม้ตายก็นอนตาหลับ”

        ชายกลางคนบนหลังม้ากล่าวว่า “ท่านลุง ท่านฟังเสียงฝีเท้าม้าสับสนนั้น คาดว่าทหารมองโกลล่าถอยไปแล้ว...ท่านดู พวกเขามิใช่มาแล้วหรือ?”

        พลางหันหัวม้ากลับไปรับหน้าอย่างรวดเร็ว ชายชราภายในรถทอดถอนใจยาว หลั่งนำตาออกมา ภายในรถปรากฏเด็กหญิงนางหนึ่งกระโดดปราดขึ้น ใบหน้าน้อยๆ ถูกความหนาวคุกคามจนแดงเปล่งปลั่ง ยกมือขยี้ตา คล้ายเพิ่งตื่นจากหลับ ถามว่า “ท่านปู่ นี่เป็นแผ่นดินจีนหรือ?”

        ชายชรานั้นหยุดรถเทียมลา เพ่งมองพื้นดินใต้รถ กล่าวเสียงแผ่วทุ้ม “เป็นแผ่นดินจีนแล้ว อาลุ่ย* เจ้าลงจากรถไปเก็บดินมาให้กับปู่กำหนึ่ง”

        ยามนั้นปรากฏม้าศึกที่รับบาดเจ็บสามตัว บรรทุกผู้โดยสารเสื้อผ้าขาดกะรุ่งกะริ่งควบตะบึงมา คนนำหน้าเป็นหลวงจีนรูปหนึ่ง ชายกลางคนแซ่เจี่ยกระตุ้นม้าเข้าไปรับหน้า กล่าวว่า “เตี้ยอิมซือเฮีย (ศิษย์ผู้พี่) ฮุ้นเท้งซือตี๋ (ศิษย์ผู้น้อง) เล่า?”

        หลวงจีนนั้นหยุดม้า กล่าวอย่างสะทกสะท้อน “เขาตายแล้ว คิดไม่ถึงลำบากลำบนหลบหนีถึงที่นี้ ด่านห่านป่าปรากฏแก่สายตา เขากลับไม่อาจหนีรอดจากเงื้อมมือพวกมองโกล แต่เขาไม่เสียทีที่เป็นลูกผู้ชายอันเข้มแข็ง หลังจากรับบาดเจ็บ ยังฆ่าศัตรูหลายคน ก่อนตายยังฆ่านายกองมองโกลที่นำขบวนนั้น ทหารมองโกลที่เหลือแตกตื่นจนหลบหนีกลับไปไม่กล้าติดตามมา คนไม่อาจรอดพ้นจากความตาย เขาตายอย่างคู่ควร ศิษย์ของท่านก็ไม่เลว มันเข่นฆ่าศัตรูหลายคน สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับฮุ้นเท้งซือตี๋จนตัวตาย”

        ชายกลางคนเพ่งตาวาววับ ถลึงมองท้องฟ้า พลันเปล่งเสียงหัวร่อกล่าวว่า “ด่านห่านป่าปรากฏแก่สายตา พวกเรานับว่าทำตามคำฝากฝังของฮุ้นเท้งซือตี๋ ส่งบิดามันกลับมา ฮุ้นเท้งซือตี๋ในปรภพสมควรนอนตาหลับ เพียงแต่ใต้เท้าฮุ้นไม่อาจรับความเศร้าเสียใจได้ เรื่องนี้ควรปกปิดท่านไว้ชั่วคราว”

        พลางกระตุ้นม้ากลับไปหารถเทียมลา เห็นชายชราในรถก้าวออกมายังที่นั่งคนขับ กอบดินกำหนึ่งไว้ในมือ สีหน้าประหลาดพิกล เด็กหญิงนั้นยืนอยู่บนพื้น เหม่อมองดูปู่ของนาง

        เตี้ยอิมไต้ซือร้องว่า “ใต้เท้าฮุ้น พวกเรากลับมาแล้ว”

        ชายชราถามว่า “ลูกเท้งเล่า?”

        เตี้ยอิมไต้ซือกล่าวว่า “ทหารมองโกลถูกพวกเราเข่นฆ่าล่าถอย เขารับบาดเจ็บเล็กน้อย อยู่รั้งท้ายร่วมกับศิษย์ของเทียนฮั้วซือตี๋”

        มาตรว่าพยายามบังคับสุ้มเสียงเป็นปรกติ แต่ยังไม่อาจข่มความ คับแค้นเดือดดาลได้

        ชายชราหน้าแปรเปลี่ยนไป ภายใต้การจ้องมองของท่าน แม้แต่วีรบุรุษผู้กล้าเช่นเตี้ยอิมไต้ซือและเจี่ยเทียนฮั้วยังต้องถอยกายไป ไม่กล้าสบสายตาด้วย ได้ยินชายชราเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “บิดาเป็นขุนนางจงรักบุตรกตัญญู เราฮุ้นเจ็งมีความเสียใจอันใด...ฮา...ฮา...”

        เสียงหัวร่ออันกราดเกรี้ยว แฝงความคับแค้นเดือดดาลถึงขีดสุด ผู้คนข้างรถล้วนไม่กล้าส่งเสียง เด็กหญิงนั้นเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “ท่านปู่ ท่านหัวร่ออะไร? ข้าพเจ้ากลัวยิ่ง อย่าได้หัวร่อแล้ว บิดาไฉนยังไม่มา?”

        ชายชราฮุ้นเจ็งชะงักเสียงหัวร่อ เงียบงันชั่วขณะ จึงกล่าวช้าๆ “เช้าวันพรุ่งนี้ สามารถรุดถึงด่านห่านป่าหรือไม่?”

        เจี่ยเทียนฮั้วรับคำว่า “ถูกแล้ว คืนนี้เป็นคืนขึ้นสิบห้าคำ เดือนสิบระหว่างทางจันทร์กระจ่าง เช้าวันพรุ่งนี้ต้องรุดถึงแน่นอน”

        ฮุ้นเจ็งกอบดินกำนั้นราวกับประคองของวิเศษ ยกขึ้นถึงริมจมูก สูดดมหลายครา ในดินโคลนระเหยกลิ่นของกิ่งใบ ท่านสูดดมราวกับเป็นสุคนธรส ยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “ยี่สิบปีแล้ว ยามนี้ค่อยสูดได้กลิ่นดินของมาตุภูมิถิ่นเกิด”

        เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “ท่านลุงรั้งอยู่ต่างแดน รักษาซึ่งศักดิ์ศรีของราชทูต เปรียบกับโซวบู๊* ที่รั้งอยู่ในแคว้นฮวน ยังมากกว่าหนึ่งปี ดวงใจที่เปี่ยมไปด้วยความจงรักภักดี คนเทพล้วนแซ่ซ้องสรรเสริญ”

        ฮุ้นเจ็งหัวคิ้วคลายออก ยื่นสองมืออุ้มเด็กหญิงขึ้นรถ กล่าวช้าๆ “อาลุ่ย ปีนี้เจ้าอายุเจ็ดขวบ สมควรรู้ความแล้ว คืนนี้ปู่จะเล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เจ้าฟัง เจ้าต้องจดจำขึ้นใจ”

        เด็กหญิงทวนคำว่า “ต้องจดจำขึ้นใจ ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านปู่จะเล่านิทานของตัวเอง”

        “อืมม์ เจ้าชาญฉลาดยิ่ง”

        ท่านหาทราบไม่ว่า เด็กหญิงนับแต่ถือกำเนิดมา เพิ่งพบกับท่านปู่เมื่อเดือนก่อน ตอนที่นางถามบิดา ไฉนมีท่านปู่คนหนึ่ง บิดาบอกต่อนางว่า “เราเคยเล่าเรื่องโซวบู๊เลี้ยงแพะให้เจ้าฟัง เรื่องของท่านปู่ยังน่าฟังกว่าเรื่อง โซวบู๊เลี้ยงแพะอีก วันหน้าท่านปู่จะเล่าต่อเจ้าเอง เจ้าต้องจดจำขึ้นใจ” ดังนั้นฟังว่าคืนนี้ท่านปู่จะเล่านิทาน ก็ทราบว่าเป็นเรื่องของท่านปู่เอง

        ทุกผู้คนห้อมล้อมรถเทียมลาคอยเงี่ยหูฟังเช่นเดียวกับเด็กหญิง เห็นฮุ้นเจ็งหยิบไม้เท้าไม้ไผ่มาด้ามหนึ่ง ที่หัวไม้เท้าเสียบขนหางโคจมรหลายเส้น ท่านทอดถอนใจ กล่าวว่า “เครื่องประดับขนหางของคทาทูตนี้ ถูกหิมะนำแข็งทางภาคเหนือหลอมละลายไปสิ้น อาลุ่ย เจ้าทราบหรือไม่ว่าคทาทูตเป็นอะไร? เราจะบอกต่อเจ้า เมื่อยี่สิบปีก่อน ปู่เจ้าเป็นราชทูตไต้เหม็ง ได้รับพระบัญชามาเจริญสัมพันธไมตรีกับเผ่าอัวลา แดนมองโกล ไม้เท้าไม้ไผ่นี้เป็นฮ่องเต้พระราชทานให้เรียกว่าคทาทูต คทาทูตนี้เป็นสัญลักษณ์ของโอรสแห่งฟ้า ชีวิตถูกปลิดปลงได้ คทาทูตไม่อาจถูกทำลาย ตอนนั้นมองโกลแบ่งเป็นสองฝักฝ่าย หนึ่งคือ อัวลา หนึ่งคือ พวกตาด ขุมกำลังอ่อนโทรม กษัตริย์ไต้เหม็งส่งราชทูตมา ตามเหตุผลสมควรได้รับความเคารพจากพวกมัน มิคาดวันที่ยื่นสารตราตั้ง ข่านอัวลาตอนแรกยังให้เกียรติ ต่อมาปรากฏชาวฮั่นสวมชุดมองโกลสะพายกระบี่ผู้หนึ่งเข้าเฝ้า กราบทูลต่อข่านอัวลาเบาๆ ทางหนึ่งกล่าว ทางหนึ่งมองมาทางเรา ชาวฮั่นนั้นมีอายุยี่สิบเศษ แต่ดวงตาทอแววอาฆาตมาดร้าย คล้ายมีความแค้นไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกับเรา”

        เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “คนผู้นั้นรู้จักท่านลุงหรือ?”

        ฮุ้นเจ็งกล่าวว่า “ไม่ เราไม่รู้จักมัน เรารับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ในชีวิตไม่มีศัตรู ยิ่งไม่เพาะศัตรูที่แดนมองโกล ไม่ทราบมันไฉนอาฆาตแค้นเราถึงเพียงนี้? มันกับข่านอัวลาสนทนาชั่วขณะ ข่านอัวลาพลันสั่งให้ควบคุมตัวเราไว้ทั้งยังจะชิงคทาทูตของเรา เราทำการขัดขืน ยินยอมพลีชีวิต ไม่ยอมให้คทาทูตที่เป็นสัญลักษณ์ของฮ่องเต้ไต้เหม็งถูกทำลาย

        “น่าแค้นมันเป็นชาวฮั่น พอฟังกลับหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า ‘ฮ่องเต้ไต้เหม็ง ท่านคิดเป็นขุนนางตงฉินของไต้เหม็งกระมัง? ตกลงเราจะให้ท่านสมมาดปรารถนา เป็นโซวบู๊คนที่สอง โซวบู๊เลี้ยงแพะที่แคว้นฮวน ท่านก็ไปเลี้ยงม้าเถอะ’

        “นับแต่นั้นเราถูกใช้ให้ไปเลี้ยงม้าที่ดินแดนตอนเหนืออันแร้นแค้นเยียบเย็นเป็นเวลายี่สิบปี ตอนแรกเรายังภาวนาให้ราชวงศ์เหม็งส่งทหารมาช่วยเหลือ แต่ปีแล้วปีเล่าไร้ข่าวคราว ต่อมาฟังว่าปฐมฮ่องเต้ไต้เหม็งเสด็จสวรรคต ยิ้นจงฮ่องเต้ขึ้นครองราชย์ไม่ถึงหนึ่งปีก็สิ้นบุญ ฮ่องเต้เยาว์วัยขึ้นครองราชย์สืบแทน ประเทศขาดผู้คน พระเกียรติประวัติของปฐมฮ่องเต้เหลือไว้แต่อดีต เราเข้าใจว่าต้องแก่ตายที่ต่างแดน ไม่สามารถกลับแคว้นแดนฮั่นอีก คิดไม่ถึงยังมีวันนี้”

        เจี่ยเทียนฮั้วและเตี้ยอิมไต้ซือสบตากันวูบ เงียบงันไม่ส่งเสียง สีหน้าประหลาดพิกล คล้ายเคารพเลื่อมใส แต่ก็มีส่วนที่ไม่เห็นด้วย ฮุ้นเจ็งไม่สนใจ สุ้มเสียงยิ่งมายิ่งแผ่วทุ้ม กล่าวอีกว่า “ยี่สิบปีมานี้ เราได้รับความลำบากนานัปการ กลางทะเลทรายไร้นำดื่ม บางครั้งต้องดื่มปัสสาวะม้าดับกระหาย เมื่อย่างเข้าฤดูหนาว ต้องกัดหิมะเคี้ยวนำแข็ง นี่ยังไม่นับเป็นอย่างไร ที่น่าแค้นยิ่งกว่าคือ เดียรัจฉานนั้นส่งคนมาดูเรา ด่าประณามฮ่องเต้ไต้เหม็งต่อหน้าเรา มันไม่ฆ่าเรา เพียงหยามเหยียบยำเรา”

        เด็กหญิงนั้นรับฟังจนขุ่นแค้นยิ่ง ถามว่า “คนชั่วร้ายนั้นเรียกว่าอะไร? ท่านปู่บอกต่อข้าพเจ้า ฮุ้นลุ่ยโตแล้วจะแก้แค้นให้กับท่าน”

        ฮุ้นเจ็งกล่าวว่า “ไม่นานให้หลัง เราก็ทราบว่าเดียรัจฉานนั้นแซ่เตีย นามจงจิว จิวเป็นชื่อราชวงศ์หนึ่งของจีน มันตั้งชื่อสืบเชื้อสายจิว กลับด่าฮ่องเต้ไต้เหม็งไยมิใช่ด่าตัวเอง?”

        ซึ่งความจริงคำพูดของท่านเหล่านี้ ไม่เพียงกล่าวกับหลานสาว ยังกล่าวให้วีรบุรุษทั้งสองฟัง หยุดเล็กน้อยจึงส่งเสียงดังกว่าเดิม ถามว่า “ผู้กล้าทั้งสอง พวกท่านว่าเดียรัจฉานนี้สมควรฆ่าหรือไม่?”

        เตี้ยอิมไต้ซือกระแทกไม้เท้ากับพื้น ตอบพร้อมกับเจี่ยเทียนฮั้วว่า “สมควรฆ่า”

        ฮุ้นเจ็งยกมือลูบศีรษะหลานสาว กล่าวว่า “ที่แท้เตียจงจิวสืบเชื้อสายโจรขายชาติ บิดามันรับราชการที่มองโกล เมื่อถึงรุ่นของมัน ยิ่งเป็นที่โปรดปราน ได้เป็นเสนาบดีฝ่ายขวาของเผ่าอัวลาตั้งแต่อายุยี่สิบเศษ มันมีร่างกายแข็งแรง สมควรมีอายุอีกยี่สิบสามสิบปี เราเลี้ยงม้าอยู่กลางพื้น นำแข็งเหน็บหนาว เพียงภาวนาให้มันอย่าได้ตายเร็ว”

        เตี้ยอิมไต้ซือมีนิสัยเปิดเผยซื่อตรง พอฟังกล่าวอย่างสงสัยใจ “นั่นเป็นเพราะเหตุใด?”

        ฮุ้นเจ็งแค่นหัวร่อ ล้วงหนังแพะจากอกเสื้อผืนหนึ่ง บนหนังแพะเขียนอักษรหลายแถว สูดได้กลิ่นคาวเลือดจางๆ สร้างความแตกตื่นแก่เจี่ยเทียนฮั้วจนถามโพล่งว่า “ท่านลุง นี่เป็นหนังสือโลหิตที่ท่านเขียนขึ้น?”

        ฮุ้นเจ็งกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “นี่เป็นฉบับที่สองแล้ว ตอนแรกเราภาวนาให้ทางการยกทัพมาจัดการกับโจรชายชาติ ภายหลังสูญสิ้นหวัง คิดลอบสังหารโจรขายชาติ ตัวเองก็เป็นนักศึกษาอ่อนแอไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก่ นึกไปนึกมา เพียงหวังลูกหลานเราสละบุ๋นฝึกบู๊ สามารถล้างแค้นยิ่งใหญ่นี้ให้กับเรา นับว่าฟ้าส่งเสริมปณิธานคน เราเลี้ยงม้านานสิบปี ลูกเท้งก็มาถึงชายแดนมองโกล ปกปิดชื่อแซ่สืบเสาะร่องรอยเรา ก่อนที่เราจะมาเป็นทูต มันเพิ่งสอบเป็นจอหงวน เป็นนักศึกษาสุภาพเรียบร้อย เมื่อพบกันที่ชายแดนมองโกล มันกลับเป็นนักบู๊อันเข้มแข็ง ที่แท้มันทราบว่าทางการไม่ยอมรบทัพจับศึกเพราะเราคนเดียว ดังนั้นสละบุ๋นฝึกบู๊ กราบจอมกระบี่ที่หนึ่งแห่งแผ่นดินเฮี้ยงกีอิดสือ (ผู้สันโดษพิสดาร) เป็นอาจารย์ ฝึกฝีมือเจ็ดปี เนื่องเพราะร้อนรุ่มใคร่ช่วยบิดา ไม่ทันฝึกสำเร็จแตกฉานก็ออกเดินทางมา”

        เด็กหญิงฮุ้นลุ่ยรับฟังจนเคลิบเคลิ้ม กลอกตากลมโตไปมา ในใจเต็มไปด้วยความสงสัย กล่าวว่า “บิดาเมื่อมีความสามารถถึงเพียงนี้ ข้าพเจ้าไฉนไม่ทราบ? ข้าพเจ้าเพียงเห็นท่านออกไปเลี้ยงแพะกับมารดาทุกวัน มีอยู่วันหนึ่งทหารตาดคนหนึ่งรังแกท่าน คิดแย่งชิงแพะของท่าน ลงมือทุบตีท่าน ท่านยังไม่ตอบโต้”

        ฮุ้นเจ็งกล่าวว่า “อาลุ่ย เจ้ายังเด็ก มีเรื่องมากหลายบอกต่อเจ้า เจ้าก็ไม่เข้าใจ แต่ภายหน้าต่อให้เราตายไป ไม่ทันเห็นเจ้าเติบใหญ่ ลุงทั้งสองนี้ก็จะบอกต่อเจ้า”

        เจี่ยเทียนฮั้วทราบว่าฮุ้นเจ็งบอกกล่าวเรื่องหนหลังต่อพวกเขา แท้ที่จริงมีเจตนาเคลือบแฝง เห็นฮุ้นเจ็งร่างสั่นระริก หอบหายใจเล็กน้อย จึงยื่นมือประคองเขา กล่าวว่า “ท่านลุง ท่านพักผ่อนเถอะ เมื่อถึงด่านห่านป่าค่อยบอกเล่ายังไม่สาย”

        ฮุ้นเจ็งส่งเสียงกระแอม กล่าวว่า “ไม่ เราต้องบอกต่อไป เรื่องเหล่านี้สั่งสมอยู่ในใจเราเป็นเวลานาน ไม่บอกกล่าวไม่ปลอดโปร่ง”

        หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวสืบต่อ

        “ลูกเท้งคาดการณ์ว่า ด้วยวิทยายุทธ์ของมันสามารถช่วยเราออกจากแดนมองโกล มิคาดดินแดนมองโกลก็มียอดฝีมือ เราเลี้ยงม้ากลางพื้นหิมะ แท้ที่จริงมีคนจับตาดู ลูกเท้งเสาะพบเราอย่างยากเย็น ไม่ทันนึกหาแผนการหลบหนี ก็ถูกคนของเตียจงจิวพบเห็น หากมิใช่เราเรียกมันรีบหนี แม้แต่มันก็แทบถูกผู้คนจับตัวไป ภายหลังเราให้มันปกปิดชื่อแซ่อยู่ที่มองโกล แสร้งเป็นไม่รู้จักวิทยายุทธ์ ให้มันตบแต่งชาวมองโกลเป็นภรรยา เพื่อสืบตระกูลของเรา เรานึกถึงนิทานเรื่องลุงโง่ย้ายภูเขา ความแค้นนี้หากบุตรชายเราล้างไม่ได้ ก็ให้หลานเราชะล้าง สำหรับตระกูลเตีย ต่อให้เตียจงจิวตายไป มันก็มีทายาท ทายาทของมันต้องชดใช้กรรมแทนมัน เมื่อสิบปีก่อน ฟังว่ามันกำเนิดทารกชายคนหนึ่ง เราก็เขียนหนังสือโลหิตฉบับแรกให้หลานชายเราจดจำไว้ วันหน้าเมื่อเติบใหญ่ ขอเพียงพบกับสายเลือดของเตียจงจิว ไม่ว่าเป็นบุรุษสตรีชราเยาว์วัย ต้องฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น”

        เจี่ยเทียนฮั้วรู้สึกมีความหนาวเย็นแผ่ซ่านจากใจ ขยับเขยื้อนริมฝีปากแต่แล้วกลำกลืนไว้ ครุ่นคิดขึ้น ‘ความอาฆาตแค้นของคนกลับลึกลำถึงเพียงนี้ วิธีแก้แค้นเช่นนี้ไยมิใช่อำมหิตกว่าการฆ่าฟันในยุทธจักรอีก คาดว่าเขาทนทุกข์ทรมานยี่สิบปี อารมณ์จึงเปลี่ยนไป เมื่อกลับถึงแผ่นดินตงง้วนค่อยหาทางเกลี้ยกล่อมเขา’

        ฮุ้นเจ็งชี้มือไปที่หนังสือโลหิตกล่าวอีกว่า “ลูกเท้งทำตามคำสั่งเรา เย็บหนังสือโลหิตอยู่ในเสื้อผ้าของทารกชาย ส่งให้แก่ซือเฮียของมัน กราบซือเฮียมันเป็นอาจารย์ ต่อมาเราถูกย้ายที่เลี้ยงม้าขาดการติดต่อ จวบกระทั่งสามเดือนก่อน มันค่อยลอบมาพบหน้าเราครั้งหนึ่ง บอกว่ามันนัดหมายซือเฮียตี๋ร่วมสำนักรุดมาช่วยเรา เราถามมันว่าเจ็ดปีที่พรากจาก ได้กำเนิดบุตรอีกหรือไม่? มันบอกว่า กำเนิดบุตรีอีกคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเจ้า ดังนั้นเราเขียนหนังสือโลหิตอีกฉบับหนึ่งให้หลานสาวเราแก้แค้นแทนเรา อาลุ่ย เจ้าต้องจดจำไว้ หากพบกับทายาทของเตียจงจิว ไม่ว่าเป็นบุรุษสตรีชราเยาว์วัย ต้องฆ่าพวกมันให้หมดสิ้น บดกระดูกนำไปโรยทิ้ง!”

        ฮุ้นลุ่ยรับฟังจนตะลึงลาน ใบหน้าน้อยๆ ดั่งผลผิ่งก้วย (แอปเปิ้ล) เปี่ยมแววแตกตื่นพรั่นพรึง พลันร้องไห้โฮออกมา กล่าวว่า “ท่านปู่ ต้องฆ่าคนมากมายเพียงนี้หรือ? มารดาสอนข้าพเจ้าอย่าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แม้แต่ ลูกแพะแกะยังต้องคุ้มครอง ใช่แล้ว มารดาเล่า? บิดาบอกว่ามารดาจะตามมา ไฉนไม่เห็นมารดา?”

        นางไหนเลยทราบว่า ฮุ้นเท้งผู้เป็นบิดานางปกปิดชื่อแซ่ แม้แต่ชาติกำเนิดแท้จริงยังไม่ได้บอกต่อมารดานาง เมื่อหนึ่งเดือนก่อนกลับละทิ้งบ้านช่องหลบหนี โดยมิให้ภรรยาล่วงรู้

        เคราขาวใต้คางฮุ้นเจ็งสั่นพลิ้ว กระชากเสียงว่า “อาลุ่ย เจ้าไม่เชื่อฟังเราหรือ? บอกต่อเจ้า บิดาเจ้าได้...”

        คำพูดมาถึงมุมปาก ในที่สุดกลำกลืนคำพูดไว้ ไม่อาจหักใจบอกข่าวการตายของบิดานางออกไป

        ฮุ้นลุ่ยก้มศีรษะลง กล่าวเบาๆ “ข้าพเจ้าจะเชื่อฟังท่านปู่”

        ฮุ้นเจ็งยัดหนังสือโลหิตที่เพิ่งเขียนขึ้นเมื่อสามเดือนก่อนไว้ในอกเสื้อนาง ปากกล่าวว่า “ผู้กล้าเจี่ย ขอให้ท่านเห็นแก่หน้าลูกเท้ง รับทารกหญิงนี้เป็นศิษย์เถอะ”

        เจี่ยเทียนฮั้วลังเลเล็กน้อย จึงกล่าว “เรื่องนี้ต้องค่อยๆ หารือ...ท่านลุงอย่าได้เข้าใจผิด มิใช่เราไม่รับปาก หากแต่เราคิดเสาะหาอาจารย์ที่ดีกว่านี้ให้แก่นาง”

        เจี่ยเทียนฮั้ว เตี้ยอิมไต้ซือ และฮุ้นเท้งล้วนกราบผู้สันโดษพิสดารเป็นอาจารย์ ผู้สันโดษพิสดารมีนิสัยประหลาดพิกล รับศิษย์รวมห้าคน เพียงถ่ายทอดวิทยายุทธ์แก่ศิษย์คนละแขนง เช่น เจี่ยเทียนฮั้วเพียงฝึกเพลงกระบี่จากท่านครึ่งหนึ่ง

        ที่ว่าครึ่งหนึ่งคือ ผู้สันโดษพิสดารมีเพลงกระบี่สองชุด จัดสร้างกระบี่ตัวผู้ตัวเมียสองเล่ม กระบี่ตัวผู้นามเมฆขาว กระบี่ตัวเมียนามเขียวเรือง กระบี่เมฆขาวมอบต่อเจี่ยเทียนฮั้ว กระบี่เขียวเรืองมอบต่อศิษย์สตรีอีกนางหนึ่ง ทั้งสองฝึกเพลงกระบี่จากท่านคนละชุด หากกระบี่ทั้งคู่ผนึกรวมกันจะพิชิตทั่วทั้งแผ่นดินโดยไร้ผู้ต่อต้าน

        ดังนั้นในศิษย์ทั้งห้า นับเจี่ยเทียนฮั้วกับศิษย์สตรีนั้นมีฝีมือสูงเยี่ยมที่สุด สำหรับฮุ้นเท้ง เนื่องเพราะยังฝึกไม่สำเร็จแตกฉาน มีฝีมืออ่อนด้อยที่สุด เตี้ยอิมไต้ซือเป็นศิษย์คนที่สอง ฝึกเพลงไม้เท้าปราบมาร มีวิชากำลังภายนอกถึงขั้นสุดยอด

        ดังนั้นในศิษย์ทั้งห้า นับเจี่ยเทียนฮั้วกับศิษย์สตรีนั้นมีฝีมือสูงเยี่ยมที่สุด สำหรับฮุ้นเท้ง เนื่องเพราะยังฝึกไม่สำเร็จแตกฉาน มีฝีมืออ่อนด้อยที่สุด เตี้ยอิมไต้ซือเป็นศิษย์คนที่สอง ฝึกเพลงไม้เท้าปราบมาร มีวิชากำลังภายนอกถึงขั้นสุดยอด

 

        ฮุ้นเจ็งเมื่อเล่าจบ ต้องม่อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ฮุ้นลุ่ยเหม่อมองดูปู่ของนาง ไม่แย้มยิ้มไม่พูดจา เจี่ยเทียนฮั้วทอดถอนใจ โบกมือคราหนึ่ง รถเทียมลาก็ควบขับต่อไป

        ยามนั้นจันทร์ลอยพ้นจากขอบฟ้า ใต้แสงจันทร์ลูบไล้พื้นหุบเขาคล้ายคลุมแพรเบาบางชั้นหนึ่ง ยิ่งเน้นเห็นถึงความสงบวิเวก เจี่ยเทียนฮั้วให้ ฮุ้นลุ่ยรับประทานเนื้อตากแห้งหลายชิ้น ดื่มนำอึกหนึ่ง ตบร่างนางเบาๆ ไม่นานนางก็เคลิ้มหลับไป

        ระหว่างการเดินทาง พลันได้ยินฮุ้นเจ็งร้องละเมอว่า “หนาว หนาวนัก...สุนัขป่ามาแล้ว”

        เตี้ยอิมไต้ซือยิ้มพลางกล่าวว่า “เขายังเข้าใจว่าเลี้ยงม้าอยู่ที่ชายแดนอีก”

        เพิ่งขาดคำ ได้ยินฮุ้นลุ่ยร้องละเมอว่า “มารดา หลุยลุ่ยไม่ฆ่าคน หลุยลุ่ยกลัว”

        เจี่ยเทียนฮั้วงงงันวูบจึงสั่นศีรษะ พลันได้ยินเสียงเกาทัณฑ์กระดิ่งกรีดผ่านหุบเขา ปลุกฮุ้นเจ็งตื่นจากความฝันร้องว่า “สุนัขป่ามาแล้ว”

        เห็นเปลวไฟสีครามสายหนึ่งตกวูบลงมา เตี้ยอิมไต้ซือพุ่งปราดไปหลายวาตรงเข้าหาศัตรู เจี่ยเทียนฮั้วก็ปลอบโยนว่า “ท่านลุงไม่ต้องกลัว ผู้มามีไม่กี่คน”

        ฮุ้นเจ็งกล่าวเสียงสั่นสะท้านว่า “ผิดท่าแล้ว นี่เป็นนักบู๊อันดับหนึ่งสังกัดเตียจงจิว แซ่ตันไถนามเมี่ยเหม็ง ฟังจากชื่อแซ่คล้ายเป็นชาวมองโกล แท้ที่จริงเป็นชาวฮั่น ลูกเท้งเคยประมือกับมัน พลาดท่าเสียทีมันครั้งหนึ่ง”

        เจี่ยเทียนฮั้วยิ้มพลางกล่าวว่า “ซือเฮียเราอาศัยไม้เท้าเดียวกวาดทั่วแผ่นดินตงง้วน นักบู๊อันดับหนึ่งแห่งมองโกลนับเป็นอย่างไรได้ รอสักครู่พวกเราคร่ากุมมันให้ท่านลุงคุมตัวมันกลับนครหลวง ส่งมอบต่อทางการ ดูว่าเจ้าผู้นี้ยังกล้า ‘เมี่ย’ (ล้มล้างเหม็ง) หรือไม่?”

        เขาท่องเที่ยวประกอบวีรกรรม ชิงชังคนขายชาติที่สุด พอฟังว่าคน ผู้นี้ชื่อเมี่ยเหม็งถึงกับบันดาลโทสะ ชักกระบี่รุดไปช่วยเหลือเตี้ยอิมไต้ซือ

        เห็นนายทหารมองโกลผู้หนึ่งสวมเสื้อเกราะทอง ใช้ตาขอมังกรคู่ต่อสู้กับเตี้ยอิมไต้ซือที่ปากหุบเขา เตี้ยอิมไต้ซือควงไม้เท้าพระธรรมดั่งมังกรอาละวาดสมุทร บังเกิดเสียงลมหวืดหวือ นายทหารมองโกลนั้นกลับสะบัดกวัดแกว่งตาขอคู่คุกคามไม้เท้าพระธรรมด้ามนั้นโอนไปเอนมา สร้างความตื่นตระหนกแก่เจี่ยเทียนฮั้ว ครุ่นคิดขึ้น ‘เจ้าผู้นี้ฝีมือร้ายกาจจริงๆ มิน่าเล่าฮุ้นเท้งซือตี๋พลาดท่าเสียทีมัน ดูท่าเตี้ยอิมซือเฮียก็มิใช่คู่มือมัน’

        ดังนั้นขยับแขนลอยตัวดุจวิหคเหินเมฆ ร่อนลงจากกลางอากาศ ขยับกระบี่ด้วยท่าฮุกลิ้วชวงฮวย (แหวกหลิวทะลวงบุปผา) แทงปราดออกอย่างหักโหม กระบี่นี้มุ่งทำลายอาวุธประเภทตาขอสวัสดิกะ เป็นกระบวนท่าที่ ผู้สันโดษพิสดารบัญญัติคิดค้นขึ้น

        เพลงกระบี่นี้เคลื่อนไหวปราดเปรียว แปรเปลี่ยนสุดหยั่งคาด เจี่ยเทียนฮั้วยกกระบี่ทะลวงแทง แฝงการเปลี่ยนแปลงสองประการ ไม่ว่าศัตรูต้านปะทะตรงๆ หรือจู่โจมจากสองปีก ล้วนยากหลบพ้นจากกระบี่นี้ได้ มิคาดนายทหารมองโกลลดตาขอซ้ายลง ตวัดตาขอขวาขึ้น กระบี่ของเจี่ยเทียนฮั้วแทบถูกมันชักนำไป

        พริบตาดุจประกายไฟ เห็นประกายตาขอแลบแปลบปลาบ นายทหารมองโกลกลับฉวยโอกาสที่ชะงักงันวูบ เปลี่ยนจากรับเป็นรุกเข้ามา เจี่ยเทียนฮั้วลอบตื่นตระหนก สลัดกระบี่ยาว ประกายกระบี่กรีดเป็นรูปโค้ง คนหมุนตามสภาวะกระบี่ครึ่งรอบ จากนั้นผลักปลายกระบี่ออกอย่างรวดเร็ว

        นี่เป็นกระบวนท่าที่เพียบพูนทั้งการรุกและรับ นายทหารมองโกลกลับไม่อาจจู่โจมกระบวนท่าออกได้ ได้แต่ยกตาขอคู่ปิดป้องเคลื่อนกายไปทางซ้ายหนึ่งก้าว เจี่ยเทียนฮั้วร่ายรำกระบี่โหมรุกจู่โจมติดต่อกันสามกระบวนท่า

        นายทหารมองโกลบันดาลโทสะ กระชากเสียงว่า “ท่านเข้าใจว่าเรากลัวท่านหรือ?”

        พลางคลี่ตาขอคู่ ทั้งเสือกส่ง สกัด ทะลวง เกาะเกี่ยวกลับกลายเป็นงูเงินสองสายแนบประกบกับประกายกระบี่ของเจี่ยเทียนฮั้ว เจี่ยเทียนฮั้วแม้มีเพลงกระบี่เลิศลำ กลับไม่อาจทำอย่างไรมันได้

        เตี้ยอิมไต้ซือขู่คำรามก้อง ควงไม้เท้าพระธรรมเข้ามาช่วยเหลือ นายทหารมองโกลนั้นหัวร่อฮาฮา กล่าวว่า “คำนวณจากฝีมือของท่าน คงเป็นมือกระบี่เลื่องชื่อของตงง้วน ฟังว่ายอดฝีมือชาวตงง้วนต่อสู้กันตัวต่อตัว พวกท่านคิดใช้พวกมากเอาชัยหรือ?”

        เตี้ยอิมไต้ซือตวาดว่า “เจ้าผู้นี้ใช่เรียกว่าตันไถเมี่ยเหม็งหรือไม่?”

        “อืมม์ หลวงจีนท่านก็รู้จักชื่อของเรา”

        เตี้ยอิมไต้ซือตวาดว่า “ท่านเป็นชาวฮั่น กลับเป็นนายทหารมองโกล ใช่มียางอายหรือไม่? กับโจรทรยศคนขายชาติเช่นท่าน ผู้ใดยึดถือกฎระเบียบบู๊ลิ้มด้วย? รับเราไม้เท้าหนึ่ง”

        ตันไถเมี่ยเหม็งหน้าเคร่งเครียดลง จากนั้นเปล่งเสียงหัวร่อ กล่าวว่า “ม้าเดียวท่องทะยานทะเลทราย ดวงใจนี้ตีแผ่ต่อฟ้าได้ ผู้ใดเป็นโจรทรยศคนขายชาติ? เราทรยศขายชาติผู้ใด? จูง้วนเจียงหลอกช่วงชิงแผ่นดิน มีแต่พวกท่านที่ไม่รักดี จึงยอมศิโรราบต่อบุตรหลานของเขา”

        พลางถลันหลบไม้เท้าพระธรรม ควงตาขอคู่คุ้มครองกาย ปากกล่าวเสียงกังวาน “บอกไปหลวงจีนโง่งมท่านก็ไม่เข้าใจ เอาเถอะ ท่านคิดต่อสู้ เราจะสั่งให้ผู้เยาว์ทั้งสองรับกระบวนท่าของท่าน”

        ขาดคำจ่อจี้ตาขอคู่ ชักนำไม้เท้าพระธรรมด้ามนั้นไปด้านข้าง นาย กองที่ด้านหลังมันสองคนก็รีบควงดาบทวนเข้ามา ต่อสู้กับเตี้ยอิมไต้ซือแทน เตี้ยอิมไต้ซือผ่านการสู้ศึกสองรอบ เรี่ยวแรงไม่ปะติดปะต่อ ยามนี้กลับเอาชนะนายกองทั้งสองไม่ได้

        ตันไถเมี่ยเหม็งต่อสู้กับเจี่ยเทียนฮั้วหลายกระบวนท่า พลันถามว่า “ท่านใช่เป็นศิษย์ของผู้สันโดษพิสดารหรือไม่?”

        ตันไถเมี่ยเหม็งต่อสู้กับเจี่ยเทียนฮั้วหลายกระบวนท่า พลันถามว่า “ท่านใช่เป็นศิษย์ของผู้สันโดษพิสดารหรือไม่?”

        เจี่ยเทียนฮั้วใจสั่นสะท้าน นึกถึงคำบอกของซือแป๋ เมื่อยี่สิบปีก่อน ท่านเคยชิงตำแหน่งประมุขบู๊ลิ้มกับอสูรร้ายผู้หนึ่ง ต่อสู้กันบนยอดเขาง่อไบ๊สามวันสามคืน อสูรร้ายผู้นี้แซ่เซียงกัวนามเทียนเอี้ย หลังการต่อสู้ครั้งนั้น เซียงกัวเทียนเอี้ยพลันหลบเร้นไร้ร่องรอย ไม่ทราบซ่อนตัวอยู่ที่ใด ฟังจากปากคำตันไถเมี่ยเหม็ง แสดงว่าอสูรร้ายแซ่เซียงกัวหลบซ่อนอยู่ที่แดนมองโกลเอง

        เจี่ยเทียนฮั้วความจริงคิดหยุดกระบี่ตวาดถาม พอฟังมันกล่าวคำ “สู้เพื่อต้นสังกัดตัวเอง” ต้องบังเกิดเพลิงโทสะอีกครา ร่ายรำเพลงกระบี่ที่ซือแป๋ถ่ายทอดให้ออกมาจนลมฝนยังไม่อาจกระเซ็นใส่ ในการรุกแฝงการรับ ในการรับแฝงการรุกอย่างพร้อมพรัก

        ตันไถเมี่ยเหม็งก็ร้ายกาจยิ่ง ไขว้สลับตาขอคู่ดั่งรุ้งทองสองสายคุ้มครองตนอย่างแน่นหนา เพียบพร้อมด้วยการรุกและรับเช่นกัน ชั่ว พริบตาต่อสู้กันร้อยกว่ากระบวนท่า ยังไม่พิสูจน์ผลแพ้ชนะ

        ตันไถเมี่ยเหม็งควงตาขอคู่รุกไล่สามกระบวนท่า เจี่ยเทียนฮั้วไม่ลดราวาศอก ตีโต้ไปสี่กระบี่ ตันไถเมี่ยเหม็งพลันหัวร่อฮาฮา พุ่งถอยออกจากวง ร้องว่า “เป็นอย่างไร? เราท่านล้วนทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ยังไม่อาจเอาชนะได้ มิสู้หยุดมือเถอะ”

        ตันไถเมี่ยเหม็งควงตาขอคู่รุกไล่สามกระบวนท่า เจี่ยเทียนฮั้วไม่ลดราวาศอก ตีโต้ไปสี่กระบี่ ตันไถเมี่ยเหม็งพลันหัวร่อฮาฮา พุ่งถอยออกจากวง ร้องว่า “เป็นอย่างไร? เราท่านล้วนทุ่มเทอย่างสุดกำลัง ยังไม่อาจเอาชนะได้ มิสู้หยุดมือเถอะ”

        ตันไถเมี่ยเหม็งตวาดว่า “ท่านช่างไม่ทราบเป็นตายร้ายดี เราได้รับ คำสั่งเสนาบดีเตีย เตือนพวกท่านกลับมองโกล พวกท่านหากยืนกรานกลับตงง้วน เกรงว่าไม่ถึงด่านห่านป่าก็ประสบเคราะห์กรรม”

        กล่าวจบ ห่อปากเป่าคำหนึ่ง แสร้งจู่โจมหลอกล่อ หมุนตัวจากไป นายกองทั้งสองก็พุ่งถอยจากวง วิ่งหลบหนีไป

        เจี่ยเทียนฮั้วและเตี้ยอิมไต้ซือไหนเลยยอมปล่อยปละละเว้น ถือกระบี่กระชับไม้เท้าไล่ติดตามไป ชั่วขณะอ้อมมุมเขาแห่งหนึ่ง เจี่ยเทียนฮั้วพลันฉุกคิดขึ้น ‘เจ้าผู้นี้ไม่ปรากฏลางแพ้ ไฉนหลบหนีไป? หรือมีเล่ห์อุบายอื่นอีก? ใต้เท้าฮุ้นถูกทิ้งอยู่ด้านหลัง ไม่มีมือดีคุ้มครอง ยังคงอย่าได้หลงกลมัน’

        ขณะจะร้องชักชวนเตี้ยอิมไต้ซือกลับไป ตันไถเมี่ยเหม็งพลันกระโดดลงในหุบผาอย่างไม่คาดหมาย

        เจี่ยเทียนฮั้วใจหายวาบ ที่นี้ห่างจากก้นหุบผาสิบกว่าวา ก้นหุบผามีโขดหินระเกะระกะ ตันไถเมี่ยเหม็งกระโดดลงไปเช่นนี้ หรือคิดหาที่ตาย?

        โขดหินระเกะระกะ ตันไถเมี่ยเหม็งกระโดดลงไปเช่นนี้ หรือคิดหาที่ตาย?

        โขดหินระเกะระกะ ตันไถเมี่ยเหม็งกระโดดลงไปเช่นนี้ หรือคิดหาที่ตาย?

        ความแตกตื่นของเจี่ยเทียนฮั้วครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากวกกลับไปตามทางเดิม เมื่อรุดถึงฮุ้นเจ็งคงประสบภัยแล้ว แต่หุบผาไม่อาจเหินข้ามได้ ไม่ย้อนกลับเส้นทางเดิมจะทำอย่างไร? ได้แต่ตัดใจหันกายวิ่งกลับไป เพื่อเสี่ยงชีวิตกับตันไถเมี่ยเหม็งล้างแค้นให้แก่ฮุ้นเจ็ง

        เมื่อกลับถึงที่เดิม เห็นตันไถเมี่ยเหม็งยืนอยู่หน้ารถเทียมลา ฮุ้นเจ็งนั่งบนที่นั่งคนขับ ทั้งสองหันหน้าเข้าหากัน ตันไถเมี่ยเหม็งสอดตาขอคู่คืนสู่หว่างเอว ปากคล้ายกำลังขอร้องแต่โดยดี ฮุ้นเจ็งกลับมีสีหน้าเกรี้ยวกราด เมื่อเจี่ยเทียนฮั้วรุดถึง ได้ยินฮุ้นเจ็งด่าทอว่า “เหลวไหล เรากับเตียจงจิวไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน เจ้าจะฆ่าก็ฆ่า เราไหนเลยยอมกลับไปกับเจ้า เพื่อขอความคุ้มครองจากมัน?”

        เจี่ยเทียนฮั้วรับฟังจนสงสัยใจยิ่ง เห็นตันไถเมี่ยเหม็งเหลียวหน้ามายิ้มให้แก่ตนเอง กล่าวว่า “ท่านเห็นแล้วกระมัง? หากเราต้องการชีวิตเฒ่าแซ่ฮุ้น นับว่าง่ายดายดุจพลิกฝ่ามือ ไหนเลยรอจนท่านกลับมา? เฒ่าแซ่ฮุ้น เราน้อมเตือนแต่โดยดี โชคเคราะห์เป็นตายขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ ท่าน”

        ฮุ้นเจ็งเดือดดาลสุดระงับ ผมเผ้าหนวดเคราลุกชี้ชัน กล่าวว่า “เจ้าให้เรากลับไปเลี้ยงม้าให้กับใต้เท้าเตียของเจ้าอีกยี่สิบปีหรือ?”

        “ใต้เท้าเตียเห็นท่านเลี้ยงม้ายี่สิบปี ไม่ยอมสยบโดยง่ายดาย ในใจเคารพในตัวท่าน จึงให้ท่านกลับไป”

        ฮุ้นเจ็งตวาดด่าทอว่า “เตียจงจิวทรยศขายชาติ เป็นคนตำช้าสามานย์ ผู้แซ่ฮุ้นจงรักภักดี ผู้ใดต้องการความเคารพจากมัน?”

        ตันไถเมี่ยเหม็งแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ใต้เท้าเตียกล่าวไม่ผิด ท่านมีแต่ความโฉดเขลา ไม่คู่ควรกับการสนทนาเรื่องสำคัญ เขาก็คำนวณว่าท่านไม่ยอมกลับไป แต่เห็นแก่ท่านเป็นยอดบุรุษ ไม่อาจหักใจเห็นการตายโดยไม่ช่วยเหลือ จึงสั่งให้เราติดตามมา”

        ฮุ้นเจ็งร้องอย่างขุ่นแค้นว่า “ไม่อาจหักใจเห็นการตายโดยไม่ช่วยเหลืออันใด? ผู้แซ่ฮุ้นเลี้ยงม้ายี่สิบปี โชคดีที่ได้ฝังร่างกับมาตุภูมิ แม้ตายก็นอนตาหลับ เจ้าติดตามถึงที่นี้ จะฆ่าจะฟันก็ลงมือ ที่นี้เป็นผืนแผ่นดินจีน หลั่งเลือดชโลมมาตุภูมิ ยังมีความคับแค้นอันใด?”

        “ผู้ใดคิดฆ่าท่าน ที่คิดฆ่าท่านไม่ใช่พวกเรา”

        ฮุ้นเจ็งขุ่นแค้นจนร่างสั่นระริก กระชากเสียงว่า “เจ้าฆ่าลูกเท้งเรา ยังมากระตุ้นโทสะเราหรือ?”

        ฮุ้นเจ็งขุ่นแค้นจนร่างสั่นระริก กระชากเสียงว่า “เจ้าฆ่าลูกเท้งเรา ยังมากระตุ้นโทสะเราหรือ?”

        “เสนาบดีฝ่ายซ้ายฝ่ายขวาอันใด ล้วนเป็นเขี้ยวเล็บมองโกล เราตกอยู่ในเงื้อมมือเจ้า เจ้ารีบฆ่าเราเถอะ”

        ทั้งสองยิ่งว่ากล่าวยิ่งแตกหัก เจี่ยเทียนฮั้วตวาดสอดขึ้น “คุกคามทำร้ายชายชราไม่มีเรี่ยวแรงฆ่าไก่ผู้หนึ่ง นับเป็นพฤติการณ์เยี่ยงไร? หากเก่งกล้าสามารถ พวกเราต่อสู้กันอีกสามร้อยกระบวนท่า”

        ตันไถเมี่ยเหม็งไม่แยแสสนใจเขา ลดสุ้มเสียงแผ่วเบาลงกล่าวว่า “เมื่อเป็นเช่นนี้ เราได้แต่ไปแล้ว ใต้เท้าเตียบอกว่า รั้งท่านอยู่เลี้ยงม้ายี่สิบปี รู้สึกเสียใจยิ่ง เขาคาดว่าท่านไม่ยอมกลับไป ดังนั้นใช้เราส่งถุงแพรมาให้กับท่านสามใบ ถือเป็นการตอบแทนท่านที่ช่วยเลี้ยงม้าให้ยี่สิบปี ขอเพียงปฏิบัติตามแผนอุบายในถุงแพร ยังสามารถช่วยชีวิตท่านได้”พลางสะบัดมือวูบ หันกายจากไป

        เจี่ยเทียนฮั้วงงงันวูบ ตันไถเมี่ยเหม็งก็เดินผ่านข้างกายเขาไป ได้ยินเสียงโครม ฮุ้นเจ็งล้มลงบนที่นั่งคนขับ เจี่ยเทียนฮั้วพลันตวัดมือซัดตะปู จื้อโง่วต้วนฮุ้นเต็ง (ตะปูปลิดวิญญาณ) ห้าตัว ซัดใส่จุดสำคัญของตันไถเมี่ยเหม็งห้าแห่ง

        ตันไถเมี่ยเหม็งกระทั่งศีรษะยังไม่เหลียวกลับ ควงตาขอคู่เป็นวง ได้ยินเสียงติงติงติดต่อกัน จากนั้นตันไถเมี่ยเหม็งแค่นหัวร่อ เงาคนถลันหายลับกับมุมเขาอย่างรวดเร็ว

        ตันไถเมี่ยเหม็งกระทั่งศีรษะยังไม่เหลียวกลับ ควงตาขอคู่เป็นวง ได้ยินเสียงติงติงติดต่อกัน จากนั้นตันไถเมี่ยเหม็งแค่นหัวร่อ เงาคนถลันหายลับกับมุมเขาอย่างรวดเร็ว

        เห็นฮุ้นเจ็งล้มพับบนที่นั่งคนขับ หน้าแดง คอพอง เจี่ยเทียนฮั้วยื่นมือนวดเฟ้นทรวงอกท่าน ฮุ้นเจ็งพลันถ่มเสมหะออกมาคำหนึ่ง ยันกายลุกขึ้นนั่ง เจี่ยเทียนฮั้วทราบว่าท่านขุ่นแค้นแน่นอก ถูกเสมหะจุกลำคอ ไม่ได้รับอันตรายใด ค่อยคลายใจลง

        เจี่ยเทียนฮั้วขณะจะพูดจาปลอบโยน พลันได้ยินเตี้ยอิมไต้ซือส่งเสียงรำร้อง ลากไม้เท้าพระธรรมวิ่งกลับมา สร้างความแตกตื่นแก่เจี่ยเทียนฮั้ว จนถามโพล่งว่า “ซือเฮีย ท่านเป็นไรแล้ว?”

        เตี้ยอิมไต้ซือส่งเสียงร้องว่า “น้องรอง เราเสื่อมเสียหน้าสำนักอาจารย์จนหมดสิ้น ในชีวิตนี้ไม่ใช้ไม้เท้าพระธรรมหวดตันไถเมี่ยเหม็งสามร้อยครา ยากระบายความแค้นนี้ได้”

        เจี่ยเทียนฮั้วทราบว่าซือเฮียอารมณ์วู่วาม ดังนั้นสะกดให้ท่านนั่งลง ให้ดื่มนำอึกหนึ่ง ค่อยถามไถ่รายละเอียด เตี้ยอิมไต้ซือเล่าอย่างคั่งแค้น

        “เราเข้าใจว่าเจ้าผู้นี้ลงมือต่อใต้เท้าฮุ้น คิดรีบรุดกลับมา กลับถูกเจ้าโจรน้อยทั้งสองพัวพันไว้ ต่อสู้เป็นเวลานาน ค่อยชิงเป็นฝ่ายมีเปรียบ มิคาดตันไถเมี่ยเหม็งก็กลับมา เราเข้าใจว่ามันทำร้ายใต้เท้าฮุ้นแล้ว จึงแผดด่าเป็นการใหญ่ เจ้าผู้นั้นพลันใช้ตาขอคู่เกี่ยววูบ ลากไม้เท้าพระธรรมของเราไปด้านข้าง จากนั้นสลายพลังทำร้ายเราเสียหลักล้มลง ตบหน้าเราฉาดหนึ่ง กล่าวคำ ‘หลวงจีนวู่วามปากพล่อย ตบหน้าสั่งสอนคราหนึ่ง’ เมื่อด่าจบค่อยนำโจรน้อยทั้งสองจากไป พวกเราท่องยุทธจักรหลายสิบปี ไหนเลยเคยถูกหยามหยันเช่นนี้? ท่านว่าน่าคลั่งใจหรือไม่?”

        หยุดเล็กน้อยจึงกวาดตาไปบนพื้น พลันส่งเสียงร้องว่า “นี่เป็นเรื่องราวใด? ท่านประมือกับมันหรือไม่? ใต้เท้าฮุ้นยังเป็นปรกติดี บนพื้นไฉนมีถุงแพรสามใบ?”

        พลางเก็บถุงแพรขึ้นจากพื้นสามใบ เห็นบนถุงแพรปักรูปอูฐ แสดงว่าเป็นของชาวมองโกล

        ฮุ้นเจ็งกระชากเสียงว่า “ของโสครกของพวกตาดมองโกล ฉีกทำลายโยนทิ้งไป”

        เตี้ยอิมไต้ซืองงงันวูบ จึงออกแรงฉีก พลันรู้สึกปสดแปลบที่ข้อมือ ถุงแพรทั้งสามใบถูกเจี่ยเทียนฮั้วช่วงชิงไป กล่าวว่า “ใต้เท้าฮุ้น ลองดูว่ามันเขียนว่าอย่างไร หากเป็นวาจาเหลวไหลค่อยฉีกทิ้งก็ไม่สาย”

        ที่แท้เขาหวนนึกถึงตันไถเมี่ยเหม็งมีฝีมือสูงเยี่ยม เมื่อไม่คิดร้ายต่อฮุ้นเจ็งยังรุดมาไยกัน? หรือว่าคิดช่วยคนจริงๆ? แต่มันไฉนรับราชการที่มองโกล ยี่สิบปีมานี้ยังช่วยเตียจงจิว . เคี่ยวเข็ญทรมานฮุ้นเจ็ง ยังมีด่านห่านป่าปรากฏแก่สายตา เมื่อเหยียบย่างเข้าแผ่นดินจีน ยังมีผู้ใดคิดร้ายต่อฮุ้นเจ็ง? แต่หากบอกว่ามันดั้นด้นมาเพื่อกล่าววาจาผีสางเหล่านี้ ออกจะไร้เหตุผลไป

        ฮุ้นเจ็งรับถุงแพรมา เหลือบมองแวบหนึ่ง เห็นถุงแพรใบแรกเขียนคำ ‘เปิดทันที’ ดังนั้นฉีกถุงออก ดึงกระดาษออกมาแผ่นหนึ่ง เห็นเขียนข้อความว่า

‘กลับมองโกลยามนี้ ยังไร้เรื่องราว แม่ทัพตันไถประจำอยู่ที่จั่วหวิน คอยรอรับท่าน’

        ฮุ้นเจ็งพออ่านจบ ก็ฉีกกระดาษแผ่นนั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หยิบถุงแพรใบที่สองขึ้น เห็นเขียนคำ ‘เปิดอ่านเมื่อห่างจากด่านห่านป่าเจ็ดลี้’ ดังนั้นกล่าวว่า “พานไม่เชื่อฟังท่าน”

        พลางฉีกถุงแพรใบที่สองออก ภายในมีประดาษอีกแผ่นหนึ่งเขียนว่า

        ‘สถานการณ์คับขัน ยามนี้ด่านห่านป่ามีคนออกมารับท่าน คนนำขบวนหากมิใช่นายทัพจิวเกี๋ยง ให้ชักม้าหลบหนี ทิ้งเจี่ยเทียนฮั้วและเตี้ยอิมรั้งท้าย อาจยังรักษาศีรษะไว้ได้’

        นายทัพรักษาด่านห่านป่าจิวเกี๋ยงเป็นสหายร่วมบ้านเกิดเดียวกัน คนหนึ่งฝึกบุ๋นคนหนึ่งฝึกบู๊ ครั้งนี้ฮุ้นเท้งคิดช่วยบิดา มันลอบให้การช่วยเหลือมากหลาย ก่อนดำเนินการช่วยบิดา ก็ใช้คนห้อม้าเร็วไปรายงานต่อนายทัพจิวเกี๋ยง ให้มันทำหนังสือถึงบ้านเมือง ระหว่างทางมีการติดต่อส่งข่าวอย่างลับๆ ตลอดเวลา ดังนั้นฮุ้นเจ็งจึงครุ่นคิดขึ้น ‘จิวเกี๋ยงเห็นเรามาถึง ไหนเลยไม่ออกมาต้อนรับได้? เราเป็นทูตถูกเหนี่ยวรั้ง เมื่อกลับไปเช่นนี้ ทางการย่อมต้องปูนบำเหน็จรางวัลใช้สอยเป็นพิเศษ ชาวมองโกลคิดยุยงให้แตกแยก นับว่าอุบาทว์บัดซบอย่างแท้จริง’

        นึกถึงตอนนี้ ฉีกจดหมายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอีก

        เจี่ยเทียนฮั้วชำเลืองมองแวบหนึ่ง เหลือบเห็นบนจดหมายมีชื่อของตนเอง ดังนั้นกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ในจดหมายเขียนว่าอย่างไร?”

        ฮุ้นเจ็งแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า “ล้วนเป็นวาจาผีสาง แต่โจรทรยศก็ร้ายกาจยิ่ง คล้ายล่วงรู้ว่าพวกท่านจะเข้าแดนมองโกลมาช่วยเรา”

        พลางหยิงถุงแพรใบที่สามขึ้น ขณะจะฉีกออก พลันเห็นบนถุงแพรใบที่สามเขียนคำ ‘จดหมายนี้ให้เจี่ยเทียนฮั้วเปิดอ่าน’ ต้องเหลือบมองเจี่ยเทียนฮั้วแวบหนึ่ง ในใจบังเกิดความสงสัยขึ้น

        เจี่ยเทียนฮั้วท่องยุทธจักรมานาน พอเห็นสีหน้าของท่านก็ดูออก ยิ้มพลางกล่าวว่า “โจรทรยศเจ้าเล่ห์เพทุบาย ใต้เท้าฮุ้นลองเปิดอ่านดูว่ามันบอกว่าอย่างไร?”

        ฮุ้นเจ็งลังเลเล็กน้อย จึงเปิดถุงแพรดึงจดหมายออกอ่านช้าๆ ว่า

        “ยามนี้ใต้เท้าฮุ้นคงถูกจับกุม ในถุงแพรยังมีขี้ผึ้งลูกหนึ่ง ให้ซุกซ่อนขี้ผึ้งลูกนี้ไว้ อย่าได้ผ่าออก รีบเดินทางเข้านครหลวง ขอเข้าพบอูเคียมเปิดโปงเฮ้งจิ้น ใต้เท้าฮุ้นใช่รักษาชีวิตได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับความเคลื่อนไหวนี้”

        ฮุ้นเจ็งจึงแค่นเสียงอย่างเดือดดาล ฉีกจดหมายทิ้งไป ด่าทอว่า “ล้วนเป็นวาจาเหลวไหล ผู้แซ่ฮุ้นเป็นขุนนางตงฉิน ไหนเลยถูกจับกุมได้?”

        พลางโยนถุงแพรทิ้งลงกับพื้น เจี่ยเทียนฮั้วกระโดดปราดมารับถุงแพรไว้ ล้วงมือควานหา ค้นพบขี้ผึ้งลูกหนึ่ง ดังนั้นซุกเก็บเอาไว้

        ฮุ้นเจ็งหน้าแปรเปลี่ยนไป เจี่ยเทียนฮั้วอธิบายว่า “นี่เป็นของที่มอบให้แก่ท่าน ท่านคิดเก็บรักาก็เก็บรักษาไว้ เราฮุ้นเจ็งกับโจรทรยศไม่ยอมอยู่ร่วมฟ้าเดียวกัน ต่อให้ร่างแหลกลาญเป็นผุยผง ก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากมัน”

 

        รถเทียมลาควบขับกลางราตรี ที่นอกด่านห่านป่าบังเกิดเสียงเป่าหลอดเขาของทหารไต้เหม็งที่เฝ้ารักษาชายแดนดังแว่วมา ฮุ้นเจ็งคึกคักอักโข แม้ตรากตรำเดินทาง ไม่ได้หลับใหลตลอดทั้งคืน ยังปราศจากความง่วงเหงา พลันถามว่า “ตอนที่เราเดินทางมาเป็นทูต เป็นปีที่สิบในรัชกาลย่งลักฮ่องเต้ ตอนนี้ผ่านไปยี่สิบปี ผลัดฮ่องเต้สามรัชกาล ไม่ล่วงรู้เรื่องของบ้านเมือง ไม่ทราบตอนนี้เป็นผู้ใดบริหารราชการแผ่นดิน?”

        เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “เป็นเฮ้งจิ้นครองความเป็นใหญ่”

        ฮุ้นเจ็งนึกถึงคำบอกในถุงแพรใบที่สาม ต้องร้องโพล่งว่า “อย่างนั้นฟ้าดินคุ้มครองราชวงศ์เราแล้ว เฮ้งจิ้นคงเป็นขุนนางตงฉิน มีแต่อูเคียมที่เป็นขุนนางกังฉิน”

        เตี้ยอิมไต้ซือพอดีกระตุ้นม้าถึงข้างรถ พอฟังกระแทกไม้เท้าพระธรรมลงกับพื้น ร้องดังๆ ว่า “ใต้เท้าผิดแล้ว เฮ้งจิ้นเป็นขุนนางกังฉินผู้ยิ่งใหญ่ หากเผชิญกับเรา จะหวดไม้เท้าพระธรรมใส่มันคราหนึ่ง”

        ฮุ้นเจ็งกล่าวอย่างงุนงงว่า “เป็นไปไม่ได้กระมัง? หากมันเป็นขุนนางกังฉิน ชาวมองโกลไฉนเสี้ยมสอนให้อูเคียมเสนอหน้าเปิดโปงมัน?”

        เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “ใต้เท้ายังไม่ทราบ เฮ้งจิ้น เคยเป็นนายอำเภอที่เมืองอุ้ยโจว ต่อมาทำความผิด ความจริงต้องถูกเนรเทศ ประจวบกับฮ่องเต้มีราชโองการรับขันที เฮ้งจิ้นจึงยอมถูกตอนหนีอาญา ได้เป็นพระพี่เลี้ยงของไทจือ ฮ่องเต้องค์ก่อนเมื่อสวรรคต ไทจือขึ้นครองราชย์ เฮ้งจิ้นก็ไต่เต้าขึ้นเป็นขันทีการทูต คอยตรวจสอบหนังสือกราบทูล ดังนั้นสมรู้ร่วมคิดกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เพียงไม่ถึงสามปี ราษฎรทั้งแผ่นดินก็แค้นมันจับใจ ใต้เท้ากลับไปครั้งนี้ ต้องระวังตัวให้ดี”

        ฮุ้นเจ็งรับฟังจนตะลึงลาน บังเกิดความสงสัยเต็มอก เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวสืบต่อ “อูเคียมเป็นเลขาฯ กรมกลาโหม ฟังว่าเป็นขุนนางเที่ยงธรรม”

        ฮุ้นเจ็งเงียบงันไม่ส่งเสียง ครุ่นคิดขึ้น ‘ตามตำราพิชัยสงคราม จริงก็คือเท็จ เท็จก็คือจริง ต่อให้ที่คนทั้งสองกล่าวเป็นความจริง ก็ต้องเป็นหลุมพรางที่เตียจงจิวขุดล่อไว้ ให้เราหลงเชื่อคำพูดของมัน ความนี้ต้องมีแผนอุบายแน่นอน’

        ฮุ้นลุ่ยในรถเทียมลาหลับสนิท ฮุ้นเจ็งมองดูใบหน้าแดงเปล่งปลั่งของนาง นับว่าน่ารักไร้เดียงสา หวนนึกถึงวันหน้าฮุ้นลุ่ยเติบใหญ่ ต้องกรำหิมะฝ่าน้ำแข็งมาล้างแค้นให้แก่ท่านที่ชายแดน อดทอดถอนใจมิได้ จากนั้นหวนนึกถึงยี่สิบปีมานี้ ได้รับความลำบากยากแค้นต่างๆ นานา เพลิงแค้นเผาผลาญใจ บดบังความคิดเวทนาต่อฮุ้นลุ่ยไป แหงนมองท้องฟ้าราตรี บังเกิดความคิดสับสน ไม่นานต้องเคลิ้มหลับไป

        เมื่อตื่นขึ้นมา เป็นรุ่งเช้าวันที่สอง ธงทิวบนด่านห่านป่าเห็นชัดถนัดตา เตี้ยอิมไต้ซือกล่าวว่า “นี่คือแดนเจ็ดลี้ ห่างจากด่านห่านป่าเพียงเจ็ดลี้ เบื้องหน้าเป็นซุ้มตรวจสัมภาระนอกด่านห่านป่า”

        ฮุ้นเจ็งเลิกม่านรถขึ้น ชะโงกศีรษะมอง ถามว่า “นายทัพจิวมาแล้วหรือไม่?”

        “เทียนฮั้วซือตี๋เข้าไปรายงานแล้ว แต่ไม่ได้ยินว่านายทัพจิวจะรุดมา”

        ฮุ้นเจ็งงงงันวูบ ค่อยหัวร่อออกมา พึมพำว่า “เราถูกถุงแพรนั้นก่อกวนจนเลอะเลือนแล้ว นายทัพจิวไหนเลยทราบว่าเราจะมาในวันนี้ หลังจากรับรายงาน เขาย่อมออกมาต้อนรับเรา”

        ดังนั้นสั่งให้หยุดรถ รออยู่หน้าซุ้ม ทหารยามบนด่านห่านป่าชะเง้อคอมองมา แต่ไม่มีความเคลื่อนไหวใด

        รอเป็นเวลานาน ขณะขุ่นข้องใจ บนเส้นทางพลันปรากฏผงคลีคละคลุ้ง ม้าเร็วสิบกว่าตัวควบตะบึงมา ไม่นานประตูซุ้มก็เปิดออก นายทหารที่ประจำซุ้มแต่งเครื่องแบบออกมาต้อนรับ ร้องบอกให้เชิญเข้า

        ฮุ้นเจ็งเห็นชัดตา ในม้าเร็วที่ออกจากด่านห่านป่าทั้งสิบกว่าตัว หามีจิวเกี๋ยงอยู่ด้วยไม่ รู้สึกไม่พอใจ แต่ยังระงับสีหน้าเป็นปรกติ มือถือคฑาทูตดินเข้าซุ้มไป

        ภายในซุ้มจัดที่นั่งไว้ เห็นทหารรักษาพระองค์สิบหกนายยืนเรียงรายเป็นสองแถว ผู้แทนพระองค์สองนายแต่งเครื่องแบบเต็มยศออกมาต้อนรับ สร้างความปีติยินดีแก่ฮุ้นเจ็งยิ่ง ครุ่นคิดขึ้น ‘ที่แท้ฮ่องเต้ทรงพระกรุณา เห็นแก่เราทำหน้าที่ทูตยี่สิบปี กลับบัญชาผู้แทนพระองค์มารับที่ชายแดน’

        ขณะจะกล่าวคำ ‘ผู้แซ่ฮุ้นมีความดีความชอบใด ไหนเลยกล้ารบกวนผู้แทนพระองค์มาต้อนรับ?’ ผู้แทนพระองค์พลันนปั้นหน้าเคร่งเครียดตวาดว่า “ขุนนางทรยศฮุ้นเจ็ง คุกเข่าลงรับราชโองการ”

        ความแตกตื่นของฮุ้นเจ็งครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก มือถือคฑาหยกโต้แย้งเสียงสั่นสะท้านว่า “ผู้แซ่ฮุ้นเป็นทูตต่างแดน ยี่สิบปีมานี้เลี้ยงม้าที่มองโกลยังรักษาคฑาทูตนี้ไว้ ถามไถ่ตัวเองไร้ความผิด ไม่กล้ารับราชโองการ”

        ไม่ทันขาดคำ ก็ถูกทหารรักษาพระองค์สองคนกดลงกับพื้น ผู้แทนพระองค์คนหนึ่งคลี่อ่านราชโองการออก อ่านด้วยเสียงอันดังว่า

        “ขุนนางมีความผิดฮุ้นเจ็ง ฮ่องเต้องค์ก่อนทรงไว้วางพระทัยบัญชามาเป็นทูตที่อัวลา กลับไม่สนองพระเดชพระคุณ ฝักใฝ่ต่อชาวต่างชาติ หลงลืมบ้านเกิดเมืองนอน ครั้งนี้ลอบเดินทางกลับมาโดยพลการ หวังเป็นไส้ศึกภายใน มีความผิดมหันต์ ความจริงควรรับโทษตามกฎหมาย เห็นแก่เป็นขุนนางเก่าแก่ในรัชกาลก่อน อนุญาตให้ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ยินยอมให้นำซากศพไปบรรจุฝังตามประเพณี”

        ฮุ้นเจ็งแตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ เห็นทหารรักษาพระองค์นายหนึ่งถือขวดเงินมาใบหนึ่ง ภายในบรรจุด้วยน้ำสีแดงสด ร้องดังๆ ว่า “ฮุ้นเจ็งยังไม่รับราชโองการอีก?”

        ฮุ้นเจ็งทั้งแตกตื่นทั้งขุ่นแค้น ทั้งร้อนรุ่มทั้งเดือดดาล พลันตะปบคว้าขวดเงินมา กล่าวว่า “ให้เราดูหนังสือราชโองการ เราไม่เชื่อว่าเป็นความจริง”

        ผู้แทนพระองค์แค่นหัวร่อตวาดว่า “บังอาจ หนังสือราชโองการไหนเลยให้เจ้าดูได้?”

        ไม่ทันขาดคำ ได้ยินเสียงโครมใหญ่ ประตูซุ้มที่ปิดแง้มไว้ทั้งสองบานปลิวลิ่วไป หลวงจีนรูปหนึ่งควงไม้เท้าพระธรรมบุกทะลวงเข้ามา ตวาดว่า “สนใจไยกันว่าเป็นจริงหรือเท็จ? หวดมันให้ตกตายแล้วค่อยว่ากล่าว”

        ทหารรักษาพระองค์ทั้งสิบหกคนฮือเข้าไปขัดขวาง แต่ไหนเลยต้านไว้ได้ หลวงจีนนั้นหวดซ้ายป่ายขวา ไม้เท้าพระธรรมกระทุ้งกระแทกถึงที่ใด ทหารรักษาพระองค์ไม่ตายก็รับบาดเจ็บ ผู้แทนพระองค์ทั้งสองแตกตื่นจนหน้าเขียวคล้ำ หลวงจีนนั้นบุกทะลวงเข้ามา ยื่นมือซ้ายปราดออก ตะปบคว้าผู้แทนพระองค์คนหนึ่งขึ้นราวเหยี่ยวโฉบลูกไก่ ตวาดว่า “ใต้เท้าฮุ้นเสี่ยงตายหลบหนีกลับมา พวกเจ้ายังต้องการชีวิตของเขา นับเป็นเหตุผลอันใด?”

        กระแทกไม้เท้าพระธรรมลงยังศีรษะมัน สะบัดมือเหวี่ยงออกไป ผู้แทนพระองค์นั้นถูกกระแทกศีรษะแหลกเละ นอนตายกับพื้น ผู้แทนพระองค์อีกคนหนึ่งแตกตื่นจนเลอะเลือน ปากยังร้องว่า “ทรยศแล้ว ทำร้ายผู้แทนพระองค์ มีความผิดสถานใด?”

        หลวงจีนนั้นเปล่งเสียงหัวร่อ กระชากร่างมันขึ้นมา แผดด่าว่า “อุบาทว์บัดซบ ผู้แทนพระองค์มีน้ำหนักสักกี่ชั่ง?”

        พลางปักไม้เท้าพระธรรมลงกับพื้น ใช้สองมือฉีกกระชากร่างมันขาดเป็นสองส่วน เหล่าทหารรักษาพระองค์พากันหลบหนีออกไปเป่าหลอดเขาดังระงม ภายในซุ้มทิ้งซากศพเกลื่อนกลาด หลงเหลือแต่หลวงจีนนั้นกับฮุ้นเจ็งสองคน

        ฮุ้นเจ็งลืมตาค้าง คล้ายตกอยู่ในห้วงฝันร้าย ไม่ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นจริงหรือเท็จ เห็นเตี้ยอิมไต้ซือเดินตรงมาพลันร้องว่า “มอบหนังสือราชโองการนั้นแก่เรา”

        เตี้ยอิมไต้ซือแค่นหัวร่อกล่าวว่า “ยังดูหนังสือราชโองการอันใด? รีบตามเราไป”

        ฮุ้นเจ็งทรุดนั่งขัดสมาธิกับพื้น กล่าวย้ำทีละคำว่า “มอบหนังสือราชโองการแก่เรา”

        เตี้ยอิมไต้ซือจนปัญญา หยิบหนังสือราชโองการบนโต๊ะเตี้ยส่งให้ ฮุ้นเจ็งคบี่หนังสือราชโองการออก สายตายามกวาดมอง ถึงกับหน้าขาวซีดดุจกระดาษ

        ตราพระราชลัญจกรหยกบนหนังสือราชโองการ เนื้อกระดาษของหนังสือราชโองการล้วนเป็นของจริงไม่แปลกปลอม ฮุ้นเจ็งจำได้ว่า ปฐมฮ่องเต้ไต้เหม็งทำสงครามชิงแผ่นดิน เคยแย่งชิงพระราชลัญจกรหยกจากขันทีฝ่ายใน ขันทีฝ่ายในโยนพระราชลัญจกรหยกลงจากบันได ตราหยกบิ่นไปมุมหนึ่ง ต่อมาสั่งให้ช่างซ่อมแซมใหม่ แต่ลวดลายผิดเพี้ยนไปเล็กน้อย ตราพระราชลัญจกรหยกบนหนังสือราชโองการก็เป็นเช่นนี้ คิดปลอมแปลงก็ปลอมแปลงไม่ได้

        พริบตานั้น ความลำบากยากแค้นที่ฮุ้นเจ็งได้รับในยี่สิบปีมานี้ ผ่านเข้ามาในห้วงสมองดุจสายฟ้า แต่ความทุกข์ยากทั้งหลายทั้งปวง ไม่อาจเปรียบเทียบกับความปวดร้าวในตอนนี้ ควรทราบว่าฮุ้นเจ็งที่ยืนหยัดมายี่สิบปี ล้วนสืบเนื่องจากความจงรักภักดี เข้าใจว่าเมื่อหลบหนีกลับไป ทางการต้องปูนบำเหน็จเลื่อนยศตำแหน่ง มิคาดฮ่องเต้กลับมีราชโองการประหารเขา ความปวดร้าวสิ้นหวังนี้ไหนเลยเป็นที่ทนทานรับได้?

        เตี้ยอิมไต้ซือร้องถามว่า “ดูพอแล้วหรือไม่?”

        ร้องถามสองครา หามีเสียงตอบรับไม่ เห็นฮุ้นเจ็งลุกขึ้นช้าๆ ออกแรงหักคฑาทูตที่เป็นเพื่อนเขากลางหิมะน้ำแข็งมายี่สิบปี เสียงเพียะเมื่อหักคฑาทูตเป็นสองท่อน

        ฮุ้นเจ็งสมองเวิ้งว่างเปล่า ประสาททุกส่วนล้วนชาด้าน ทุกประการเลอะเลือนเลื่อนลอย ความหมายแห่งชีวิตสูญสลายสิ้น ท่อนล่างสั่นระริก ปลายเท้าพลันกระทบถูกขวดเงินบนพื้น ดังนั้นก้มกายเก็บขวดเงินขึ้นมา ดื่มยาพิษในขวดรวดเดียวหมดสิ้น

        เตี้ยอิมไต้ซือร้องว่า “ท่านทำอะไร?”

        พลางกระโดดปราดเข้ามา เห็นฮุ้นเจ็งล้มลงกับพื้น หลั่งโลหิตจากทหารทั้งเจ็ดบนใบหน้าเสียชีวิต ยาพาในขวดเงินเป็นพิษหงอนกระเรียนแดงอันร้ายแรง เพียงหยดเดียวก็สามารถคร่าชีวิต อย่าว่าแต่ฮุ้นเจ็งดื่มลงไปทั้งขวด

        เตี้ยอิมไต้ซือยืนตะลึงลานกับที่ พลันได้ยินเบื้องนอกบังเกิดเสียงคนดังสับสน เสียงเคลื่อนไหวดาบทวน ผสานกับเสียงร่ำไห้ของฮุ้นลุ่ยที่รถเทียมลาจอดอยู่นอกซุ้ม คาดว่าทหารรักษาพระองค์ที่มาจับกุมคนได้ล้อมรถเทียมลาเอาไว้ เปิดฉากต่อสู้กับศิษย์ของตนทั้งสอง

        เตี้ยอิมไต้ซือขู่คำรามก้อง ถอนไม้เท้าพระธรรมฝ่าออกไป เหล่าทหารส่งเสียงร่ำร้อง แบ่งกำลังมาสกัดขัดขวาง เตี้ยอิมไต้ซือกวาดไม้เท้าพระธรรมกระแทกดาบทวนปลิวกระเด็น ชั่วขณะก็ฝ่าถึงหน้ารถ อุ้มฮุ้นลุ่ยขึ้นปลอบโยนว่า “ไม่ต้องกลัว ไม่ต้องกลัว”

        ฮุ้นลุ่ยฟุบอยู่บนไหล่ของท่าน ลืมตากลมโตทั้งคู่ แต่ไม่ร้องไห้ ไม่ร่ำร้อง เตี้ยอิมไต้ซือนำศิษย์ทั้งสองทะลวงฝ่าออกไป ชิงม้าพ่วงพีขึ้นม้าหลบหนี กำลังทหารที่เฝ้าด่านห่านป่าพอดีรุดถึง ยิงเกาทัณฑ์ใส่ดุจห่าฝน เตี้ยอิมไต้ซือและศิษย์ควงอาวุธปัดป่ายเกาทัณฑ์ ระดับความเร็วเชื่องช้าลง

        เตี้ยอิมไต้ซือลอบร้อง ‘ย่ำแย่’ ในใจ อาศัยไม้เท้าพระธรรมด้ามนี้ ต่อให้อยู่ในกองทัพม้า ก็ทะลวงฝ่าออกไปได้ แต่เมื่ออุ้มฮุ้นลุ่ยอยู่ เป็นที่พะวักพะวน ยามคับขันได้ยินเสียงขวับเขวียวเร่งร้อน ศิษย์ของเตี้ยอิมไต้ซือทั้งสองหงายร่างตีลังกาลงจากหลังม้า ถูกเกาทัณฑ์ยิงทะลุคอหอยเสียชีวิต

        เตี้ยอิมไต้ซือขู่คำรามก้อง หันหัวม้ากลับ ในใจครุ่นคิดขึ้น ‘จะอย่างไรต้องตาย มิสู้เข่นฆ่าพวกมันอีกหลายคน’

        สายตาพลันเหลือบเห็นฮุ้นลุ่ยลืมตาค้าง ไม่ทราบหวาดกลัวหรือประหวั่นลนลาน เตี้ยอิมไต้ซือทอดถอนใจ พลันปรากฏเกาทัณฑ์อีกดอกหนึ่งยิงมากระทบถูกหัวไม้เท้าดังเช้ง แสดงว่าไม่ได้ยิงจากมือธรรมดา

        เห็นทหารติดตามไล่ล่าถึงด้านหลัง แต่แล้วขบวนทหารปั่นป่วนรวนเร หยุดยิงห่าเกาทัณฑ์ เห็นผู้คนสองคนทะลวงฝ่าขบวนทหารออกมา หนึ่งเป็นเจี่ยเทียนฮั้ว อีกผู้หนึ่งเป็นนายทหารรักษาด่านห่านป่าจิวเกี๋ยง

 

        ที่แท้เจี่ยเทียนฮั้วขวัญกล้าใจละเอียดอ่อน ล่วงหน้าเข้าด่านห่านป่าไปรายงานต่อจิวเกี๋ยงผู้ที่ให้การต้อนรับเขาเป็นนายทหารคนเดิม จัดน้ำชามาต้อนรับ เจี่ยเทียนฮั้วไม่ทันเฉลียวใจ พอดื่มน้ำชาลงไป กลับศีรษะมึนงงตาพร่าพราย ดังนั้นฉุกคิดว่าผิดท่า ขณะจะชักกระบี่ นายทหารนั้นก็ช่วงชิงกระบี่ของเขาไป ปรากฏบ่วงเชือกสองเส้นขว้างมาเกี่ยวเขาล้มลง

        เจี่ยเทียนฮั้วแม้ถูกลอบทำร้าย ยังไม่สลบไสล ดิ้นรนหมายลุกขึ้น แต่ตลอดทั้งร่างอ่อนล้าไร้เรี่ยวแรง หนังตาก็ลืมไม่ขึ้น ดังนั้นโคจรพลังต่อต้านกับความง่วงเหงา ยามเคลิบเคลิ้มคล้ายถูกคนแบกยกขึ้น ไม่นานก็ได้ยินเสียงปิดประตูลงกลอน คล้ายถูกคุมขังอยู่ในห้องมืดมิดหลังหนึ่ง

        ถ้วยชานั้นผสมยาสลบอันร้ายกาจ ผู้คนธรรมดาพอแตะสัมผัสก็สิ้นสติ เจี่ยเทียนฮั้วเคยฝึกวิชาเปลี่ยนเส้นเอ็นชะล้างกระดูก ผลจากการโคจรพลังต่อต้านสามารถรักษาความแจ่มใสไว้ ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด ประตูห้องถูกผลักเปิด คนผู้หนึ่งชะโงกศีรษะเข้ามา กลับเป็นนายทัพรักษาด่านห่านป่าจิวเกี๋ยง

        เจี่ยเทียนฮั้วกระโดดปราดขึ้น ส่งเสียงด่าทอ พลางกวาดฝ่ามือใส่ จิวเกี๋ยงคว้าจับข้อมือของเขาไว้ บอกว่าสถานการณ์คับขัน ให้เขารีบรับประทานยาขจัด จากนั้นไปช่วยใต้เท้าฮุ้นด้วยกัน กล่าวพลางยัดเยียดยาเม็ด ยื่นส่งกระบี่ให้ เจี่ยเทียนฮั้วไม่ทราบเป็นเรื่องราวใด ได้แต่รับประทานยาขจัด ติดตามจิวเกี๋ยงออกจากห้อง

        ยามนั้น นอกด่านห่านป่าบังเกิดเสียงเป่าหลอดเขาดังระงม นายทหารที่ใช้ยาสลบมอมทำร้ายเขาสะอึกเข้ามาขัดขวาง ร้องบอกให้จิวเกี๋ยงใคร่ครวญให้ดี อย่าได้ทำลายอนาคตตัวเอง จิวเกี๋ยงไม่กล่าวว่ากระไร ตวัดดาบฟันร่างนายทหารนั้นขาดเป็นสองท่อน ชิงม้าเร็วสองตัว ชักชวนเจี่ยเทียนฮั้วฝ่าออกจากด่าน

        จิวเกี๋ยงอยู่บนหลังม้า ร้องบอกต่อเจี่ยเทียนฮั้วว่า เกิดการฆ่าฟันที่แดนเจ็ดลี้ พวกตนรีบอ้อมทางน้อยไป จากนั้นหันหัวม้าควบขับไปตามทางน้อยเชิงเขา บนทางหลวงปรากฏฝูงม้าคบตะบึง ผู้คนจำนวนมากร่ำร้องให้นายทัพจิวกลับมา จิวเกี๋ยงหาแยแสสนใจไม่

        ทั้งสองพอควบม้าถึงที่เกิดเหตุ ปรากฏนายทหารผู้หนึ่งควงดาบเข้าสกัด เจี่ยเทียนฮั้วพลิกข้อมือวูบ แทงกระบี่ออกด้วยท่าเซี้ยงจั้วชุกตั่ง (อสรพิษออกจากถ้ำ) นายทหารนั้นเอี้ยวตัวบนหลังม้าหลบเลี่ยง เจี่ยเทียนฮั้วสะบัดกระบี่ขวับ! ขวับ! ขวับ! ใช้ติดต่อกันสามกระบี่ รุกไล่นายทหารนั้นมือไม้ปั่นป่วนเป็นพัลวัน

        พลันได้ยินจิวเกี๋ยงตวาดว่า “นายทัพโอ้ว เราดีต่อท่านไม่น้อย วันนี้ต้องขอไมตรีจากท่านแล้ว”

        นายทหารนั้นไม่ปริปากกล่าววาจา พลันหันหัวม้าไป เหล่าทหารแสร้งโห่ร้องฆ่าฟัน แต่ไม่มีผู้ใดสกัดขัดขวางจริงๆ จิวเกี๋ยงกวาดมองเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขมานานปีแวบหนึ่ง พลันหลั่งน้ำตาออกมาหลายหยด ทะลวงออกจากวงล้อมไปสมทบกับเตี้ยอิมไต้ซือพากันควบม้าขึ้นเหนือ

        ดินแดนภาคเหนืออากาศหนาวเหน็บ แม้เป็นยามเที่ยง อาทิตย์ยังไม่เยี่ยมกรายออกมา เจี่ยเทียนฮั้วและพวกทั้งสามควบม้าเร็วเข้าสู่ดินแดนไร้ผู้คนนอกด่านห่านป่า จิวเกี๋ยงหยุดม้า กวาดตามองรอบข้าง ต้องหลั่งน้ำตาออกมา

        เจี่ยเทียนฮั้วทราบจากปากคำซือเฮียว่า ฮุ้นเจ็งหักคฑาทูต ดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ทราบว่าจิวเกี๋ยงเสียใจต่อการสูญเสียสหายเก่า หวนนึกถึงจิวเกี๋ยงเพื่อช่วยเหลือสหาย ไม่เสียดายกับการหันหลังให้แก่บ้านเมือง ทำลายอนาคตตัวเอง สร้างความตื้นตันใจยิ่ง เกลี้ยกล่อมเบาๆ “นายทัพจิว เรื่องถึงขั้นนี้ ได้แต่หาทางสะสางเรื่องหลัง เพียงแต่นี่สร้างความลำบากแก่ท่านแล้ว”

        จิวเกี๋ยงยิ้มอย่างหดหู่ กล่าวว่า “เราไม่เป็นนายทัพตั้งแต่แรก เมื่อครึ่งเดือนก่อน เราถูกโยกย้ายจากตำแหน่ง เพียงแต่นายทัพคนใหม่ยังไม่มาถึง จึงรั้งอยู่ในด่านชั่วคราว นายทัพโอ้วเมื่อครู่จึงรักษาการตำแหน่งนายด่านห่านป่า”

        เจี่ยเทียนฮั้วอดถามมิได้ว่า “นายทัพจิวมีความดีความชอบในการป้องกันชายแดน ไฉนถูกย้ายอย่างกะทันหัน ใต้เท้าฮุ้นจงรักภักดี เหตุใดมีราชโองการให้ฆ่าตัวตาย?”

        จิวเกี๋ยงแหงนหน้าทอดถอนใจยาว กล่าวว่า “เรื่องของชาติบ้านเมือง ทางที่ดีอย่าได้ถามไถ่”

        หยุดเล็กน้อยยังอดกล่าวมิได้ว่า “ขุนนางกังฉินครองเมือง ใช้สอยแต่คนสนิท เราไม่ใช้คนสนิทของขันทีเฮ้งจิ้น มันย่อมต้องโยกย้ายเราออกไป สำหรับทางการไฉนฆ่าฮุ้นเจ็ง เราก็ขบคิดไม่เข้าใจ แต่ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันพระชนม์ยังเยาว์ อำนาจใหญ่ตกอยู่ในมือเฮ้งจิ้น การฆ่าฮุ้นเจ็งคงเป็นความคิดของเฮ้งจิ้น”

        เจี่ยเทียนฮั้วขบคิดชั่วขณะ จึงถามว่า “เตียจงจิวชนเผ่าอัวลาเคยประมือกับนายทัพจิวหรือไม่?”

        “ท่านหมายถึงโจรทรยศนั้นหรือ? เมื่อสิบปีก่อน มันเคยนำทหารมองโกลคิดบุกเข้าด่านสองครั้ง ต่อมาทั้งสองฝ่ายเจรจาสงบศึกมันก็ไม่รุกล้ำเข้ามาอีก”

        “เตียจงจิวคล้ายล่วงรู้ข่าวคราวในบ้านเมืองเราโดยกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ หรือว่ามันมีการติดต่อกับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง?”

        จิวเกี๋ยงกวาดมองเจี่ยเทียนฮั้วแวบหนึ่ง กล่าวว่า “ท่านทราบได้อย่างไร? ท่านไม่บ่งบอก เราแทบลืมเลือนไป เฮ้งจิ้นมีความสัมพันธ์กับเสนาบดีฝ่ายซ้ายชนเผ่าอัวลานามทัวฮวนเป็นการส่วนตัว ฟังว่ามีการไปมาหาสู่กับเดรัจฉานเตียจงจิวเช่นกัน”

        เจี่ยเทียนฮั้วสงสัยใจกว่าเดิม ล้วงขี้ผึ้งลูกนั้นออกมากัดแตกออก พบภายในซุกซ่อนเศษกระดาษ ดังนั้นอ่านดูร่วมกับจิวเกี๋ยง กลับเป็นลายมือของขันทีเฮ้งจิ้น เขียนถึงเสนาบดีฝ่ายซ้ายเผ่าอัวลา ปรึกษาใช้เหล็กของประเทศจีนแลกกับยอดม้ามองโกล เจี่ยเทียนฮั้วต้องกล่าวว่า “มองโกลขาดแคลนเหล็ก หากไม่มีเหล็กดีจากจีน พวกมันกระทั่งเกาทัณฑ์ยังไม่อาจจัดสร้างได้ นี่ไยมิใช่ให้การสนับสนุนยุทโธปกรณ์แก่ข้าศึก?”

        จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เราลืมเรื่องหนึ่ง ผู้แทนพระองค์ทั้งสองมาถึงด่านห่านป่าตั้งแต่สามวันก่อน ทางมองโกลก็ส่งทูตมาพบพวกมัน เราสงสัยว่าเรื่องลอบทำร้ายฮุ้นเจ็งเป็นความคิดของทัวฮวนหรือเตียจงจิว?”

        เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “อย่างนั้นตันไถเมี่ยเหม็งได้รับคำสั่งเตียจงจิว ส่งขี้ผึ้งลูกนี้มาด้วยเจตนาใด?”

        พลางบอกเล่าเรื่องราวที่ผ่านมาต่อจิวเกี๋ยง ทั้งสองเฝ้าวิเคราห์ยังไม่อาจคลี่คลายได้ จิวเกี๋ยงกล่าวว่า “เตียจงจิวผู้นี้ไหนเลยมีเจตนาดี เพียงข้อที่มันใช้สอยฮุ้นเจ็งเช่นทาสยี่สิบปี เราก็ปรารถนาใคร่ฆ่ามันกับมือ”

        ฮุ้นลุ่ยเงยหน้าน้อยๆ กล่าวว่า “ท่านปู่เล่า? ท่านปู่ให้ข้าพเจ้าฆ่าคน ข้าพเจ้ากลัวยิ่ง”

        เจี่ยเทียนฮั้วลูบศีรษะของนาง กล่าวเบาๆ ว่า “ฆ่าคนชั่วไม่มีใดน่ากลัว”

        พลางกระโดดลงจากหลังม้า กล่าวกับเตี้ยอิมไต้ซือว่า “ท่านส่งมอบเด็กหญิงนี้แก่สี่ม่วย (น้องสาวสี่) เราจะย้อนกลับมองโกลไป”

        เตี้ยอิมไต้ซือถามว่า “ไปทำอะไร?”

        เจี่ยเทียนฮั้วกล่าวว่า “ฆ่าเตียจงจิว”

        เตี้ยอิมไต้ซือขยับไม้เท้าพระธรรมคราหนึ่ง กล่าวว่า “สมควรทำเช่นนี้ ท่านฆ่าเตียจงจิว เด็กหญิงนี้ก็ไม่ต้องฆ่าคนอีก พวกเราหนึ่งชุบเลี้ยงกำพร้า หนึ่งไล่ล่าล้างแค้น สิบปีให้หลัง พบกันที่ด่านห่านป่า?”        

 

หนังสือแนะนำ

Special Deal