ตอนที่ 6 กัลป์ที่ต้องเผชิญ (หน้า 4 )

    หลิวซิ่วคล้ายกลับกล้ายเป็นคนละคน กล่าวขอบคุณเหล่าเถี่ยอีกครา จากนั้นกล่าวถามเติ้งอวี่ว่า “การเตรียมการดำเนินถึงขั้นใดแล้ว ?”

    เติ้งอวี่กล่าวเสียงหนักๆ ว่า  “ล้วนเตรียมการพร้อมสรรพ ทางสาขาเขตปกครองหยูหนันได้จัดส่งพี่น้องที่ผ่านการฝึกมาสี่ร้อยคนทยอยเข้าเมือง ขอเพียงพี่ใหญ่ท่านออกคำสั่งคำเดียวก็จะบุกที่ทำการแม่ทัพรักษาเมือง”

    เหล่าเถี่ยกล่าวเสริมว่า “หลี่อี้กับหลี่ทงก็ติดต่อกับเหล่าตระกูลใหญ่ รวบรวมมือดีได้สามพันคน สามารถยึดเมืองอวนเฉิงในคราเดียว”

    หลิวซิ่วกล่าวด้วยความวิตกกังวลว่า “พวกเราคล้ายละเลยตระกูลว่านไป ฉีว่านโซ่วมิใช่บุคคลที่จัดการได้โดยง่ายดาย”

    เหล่าเถี่ยกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “เราไม่ได้ละเลยตระกูลฉี เพียงแต่ยอดฝีมือตระกูลฉีล้วนถูกส่งตัวออกไป จากการรายงานของสายสืบ ปรากฏชายหนุ่มนามฉินฟุขโมยของวิเศษของตระกูลฉีไป ฉีว่านโซ่วจึงส่งคนออกตามล่าฉินฟุ ไม่เช่นนั้นหลินเมี่ยวยังลอบสังหารขง

หยงไม่สำเร็จ เพราะว่าที่ข้างกายขงหยงมักจัดยอดฝีมือตระกูลฉีคอยอารักขา”

    หลิวซิ่วยิ้มออกมากล่าวว่า “คิดไม่ถึงน้องแซ่ฉินกลับช่วยเหลือข้าพเจ้าคราหนึ่ง วันหน้าต้องขอบคุณมันสักคำ” หยุดเล็กน้อยจึงกล่าวอีกว่า “ไม่ว่าอย่างไรพวกเรายังไม่อาจเพิกเฉยต่อฉีว่านโซ่ว”

    เหล่าเถี่ยกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “ฉีว่านโซ่วเป็นจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์ รู้สถานการณ์ยิ่งกว่าผู้ใด ขอเพียงพวกเราสร้างสภาวะอันกล้าแข็งเป็นผลสำเร็จ มันต้องไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพลการ”

    เติ้งอวี่กล่าวถามว่า “ท่านอาเถี่ยหมายความว่า ขอเพียงพวกเราสามารถยึดเมืองอวนเฉิงอย่างฉับพลัน ฉีว่านโซ่วได้แต่แสร้งเป็นหนวกใบ้แล้ว”    

    เหล่าเถี่ยกล่าวว่า “สมควรเป็นเช่นนี้ หากฉีว่านโซ่วยังไม่รู้จักดีชั่วคิดก้าวก่าย เราได้แต่รับทราบวิชาฝีมือของมันแล้ว”

    หลิวซิ่วผงกศีรษะกล่าวว่า “อย่างนั้นข้าพเจ้าก็วางใจแล้ว สำหรับน้องสี่รับผิดชอบบุกตึกพระยาหนันหยางโหว ข้าพเจ้าต้องการศีรษะของหวางซิงเพื่อเตือนให้ผู้อื่นได้สังวรณ์”

    เติ้งอวี่รับคำคราหนึ่ง

 

    หลินเมี่ยวถูกทาสอัคคีจับฝังทั้งเป็น รู้สึกว่าภายในกายมีกระแสกำลังสุดคณานับคิดโถมทะลักออกไป ขณะเดียวกันปรากฎแรงกดดันจากภายนอกเบียดเข้าสู่ผิวกาย มันคาดว่าตนเองใกล้ตายแล้ว แต่พานไม่ตาย มันยังหายใจอากาศที่เบาบางเข้าไปได้ นี่เป็นอัคคีประหลาดสั่งให้ทาสอัคคีทำเช่นนี้

    หลินเมี่ยวไม่เคยได้ยินชื่อหุบเขาซ่อนเซียนมาก่อน ยิ่งไม่เคยพบพานตัวประหลาดเช่นพายุงมงายกับอัคคีประหลาดมาก่อน ในใจกลับด่าทอเฒ่าประหลาดทั้งสองนี้อย่างยับเยิน

    แน่นอน ตอนนี้มันไม่มีเรี่ยวแรงส่งเสียงด่าทอ กระทั่งหายใจยังลำบากยากเย็น ความหวังเพียงหนึ่งเดียวคือคิดใคร่ตายโดยเร็ว ที่น่าแค้นใจคือภายในร่างคล้ายคุคั่งด้วยพลังชีวิต กระแสกำลังที่ทั้งร้อนทั้งเย็น กระจายไปทุกส่วนสัดทั่งสรรพางค์กายอย่างที่ไม่อาจควบคุมบังคับได้

    หลินเมี่ยวขบคิดไม่เข้าใจจริงๆ พายุงมงายเมื่อบอกว่าตนเองถูกพิษร้ายแรง เหตุใดภายในกายยังเต็มเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ตอนแรกที่มันฟื้นคืนสติมา รู้สึกว่าร่างกายเวิ้งว่างเปล้า ไม่มีอันใดทั้งสิ้น มีแต่วิญญาณและความคิดที่ลอยล่อง จากนั้นค่อยรู้สึกถึงการคงอยู่ของร่างกาย ถึงแม้จะเผชิญกับความเจ็บปวดไม่หยุดหย่อนแต่ร่างกายเลือดเนื้อยิ่งมายิ่งจริงแท้แน่นอน คล้ายกับเพิ่มพูนและปลดปล่อยพลังชีวิตหนึ่ง ทำให้มันค้นพบรูปแบบของชีวิตอย่างถ่องแท้

    หลินเมี่ยวรู้สึกมีกระแสกำลังกระแทกกระทั้นใส่แขนขาทุกส่วนสัด แต่มันกลับไม่อาจใช้กำลังแม้แต่น้อย คล้ายกับถือครองสมบัตินับไม่ถ้วน แต่ไม่ทราบขายออกไปอย่างไร มิหนำซ้ำร่างกายของมันยังเกิดควาความขัดแย้งสองทาง ภายในกายคล้ายเกิดอุทกภัย ส่วนนอกกายเกิดภัยแล้งโดยที่ไม่ทราบจะปรับสภาพให้เกิดความสมดุลอย่างไร ได้แต่กัดฟันรับความเจ็บปวดที่สุดเปรียบปานสถานเดียว

    หลินเมี่ยวได้ยินเสียงฟ้าร้อง จากนั้นปรากฎน้ำฝน ซึมซาบเข้ามาในดินโคลน แสดงว่าเกิดฝนตกแล้ว

    อากาศใต้พื้นดินยิ่งมายิ่งเบาบาง สาเหตุเป็นเพราะน้ำฝนไหลซึมเข้ามาตามรอยร่องช่องว่างภายในดิน ซึ่งความจริงใช้ถ่ายเทอากาศ เป็นเหตุให้ดินโคลนเพิ่มความเหนียวหนืด ดินโคลนซึ่งความจริงอ่อนร่วนสามารถถ่ายเทอากาศ พลันคล้ายถูกปิดทับด้วยเนื้อเยื่อเหนียวเหนอะชั้นหนึ่งกั้นมิให้อากาศถ่ายเทลงในดิน

    หลินเมี่ยวไม่สามารถหายใจ อาการที่หายใจไม่ออกทำให้กระแสกำลังภายในกายยิ่งปั่นป่วนบ้าคลั่ง ชีพจรหัวใจและเส้นชีพจรทั่วร่างไม่อาจทนทานรับกระแสพลังที่ทะลักพลุ่งพล่านได้

    มันไม่ทราบภายในร่างในกายจึงเกิดกระแสกำลังที่ทั้งมากมายทั้งกล้าแข็งถึงเพียงนี้ สัญชาตญาณบอกต่อมันว่านี่มิใช่เหตุปัจจัยอันเนื่องจากพิษร้าย อาจบางทีเป็นพลังลมปราณที่หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่เคยเอ่ยถึง ที่มาของพลังลมปราณอาจเกิดจากยาเม็ดเจ็ดช่องโพรงบรรจบฟ้า แต่พายุงมงายมิใช่บอกว่าผลจากการที่อัคคีประหลาดขจัดพิษของน้ำลายคางคกไฟ ทำให้ตัวยาผันแปรเป็นพิษไม่สิ้นสุดหรอกหรือ หรือว่าพายุงมงายกล่าววาจาแปลกปลอม ? หากว่าพายุงมงายกล่าววาจาแปลกปลอม ด้วยความสำเร็จทางการแพทย์ของอัคคีประหลาด หรือดูไม่ออกว่ามีปัญหา ?

    นี่ย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ที่แท้เป็นสาเหตุใดทำให้มันมิเพียงไม่ตาย ทั้งยังก่อเกิดพลังลมปราณอันกล้าแข็งถึงเพียงนี้ ทันใด หลิน

เมี่ยวนึกถึงเหตุปัจจัยอีกประการหนึ่ง นั่นคือผลดอกบัวพลังนภา

    ที่แท้ผลดอกบัวพลังนภาเป็นวัตถุสุดร้อนแรงหากแต่ธาตุเย็น อัคคีประหลาดแม้ขจัดพิษร้อนของน้ำลายคางคกไฟ แต่พลังความร้อนของผลดอกบัวพลังนภาพอดีแทนที่พลังธาตุของน้ำลายคางคกไฟ ทำให้ยาเม็ดเจ็ดช่องโพรงบรรจบฟ้าออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ แต่ฤทธิ์ยาของผลดอกบัวพลังนภากล้าแข็งกว่าน้ำลายคางคกไฟหลายเท่า ดังนั้นสภาพร่างกายของหลินเมี่ยวกลับกลายจากสุดร้อนเป็นสุดเย็น อัคคีประหลาดไม่ล่วงรู้ความนัย ดังนั้นเข้าใจว่าหลินเมี่ยวถูกพิษรุมเร้า

    ซึ่งความจริงอัคคีประหลาดเพื่อขจัดพิษของน้ำลายคางคกไฟ มิเพียงใช้ตัวยายาสมุนไพรจำนวนมาก ทั้งยังใช้วิชาเข็มทองกรุยเส้นชีพจรทั่วร่างของหลินเมี่ยว เพื่อขับพิษของน้ำลายคางคกไฟออกจากร่าง พอฟังคำบอกของพายุงมงาย จึงไม่แยแสสนใจหลินเมี่ยวอีก

    ซึ่งความจริงขอเพียงอัคคีประหลาดศึกษาหลินเมี่ยวอีกหนึ่งชั่วยาม จะพบว่าหลินเมี่ยวไม่ได้ถูกพิษแต่ว่าเรื่องราวในโลกหล้ากลับประจวบบังเอิญนัก

    หลินเมี่ยวย่อมไม่เข้าใจสาเหตุความนัยแต่ทราบว่านี่มีส่วนเกี่ยวข้องกับผลดอกบัวพลังนภา จนใจที่อากาศที่สูดเข้าไปยิ่งมายิ่งเบาบาง สมองกลับกลายเป็นเลอะเลือนทีละน้อยตลอดทั้งร่างคล้ายกับจะแตกระเบิดออก

    หลินเมี่ยวไม่คิดใคร่ตาย มันเมื่อทราบว่าตนเองไม่ได้ถูกพิษ ยังมีความหวังรอดชีวิต ย่อมไม่ต้องการถูกฝังทั้งเป็นโดยไร้ความผิดอีก นี่เป็นผลจากการใช้ชีวิตที่ถนนเทียนเหอ ทั้งเป็นเงื่อนไขแห่งความอยู่รอดของอันธพาลร้านถิ่นผู้หนึ่ง มีแต่ดิ้นรนในสถานะที่อับจน จึงแสดงออกถึงคุณค่าของชีวิต จึงจะโดดเด่นเหนือใคร

    ถึงแม้ว่าการตายของเหลียงซินอี้ สร้างความกระทบกระเทือนแก่มันอย่างรุนแรง แต่วันเวลาที่ผ่านมา มันผ่านห้วงความเป็นความตายหลายครั้งหลายครา กลับกระตุ้นความคิดมีชีวิตรอดของมันขึ้นมา มันคิดลงไปอยู่เป็นเพื่อนกับเหลี่ยงซินอี้ในปรภพ แต่มันทราบว่าหากตนเองไร้ซึ่งปณิธาน เหลียงซินอี้จะไม่รักมัน ดังนั้นหลินเมี่ยวตัดสินใจว่าจะขอมีชีวิตสืบไป

    เสียงครืนคราหนึ่ง ปรากฏอสนีบาตฟาดทลายใส่พื้นที่ใดที่หนึ่ง พื้นพสุธาล้วนสั่นสะท้านขึ้นมา

    หลินเมี่ยวรู้สึกชาไปทั่วร่าง กระแสกำลังภายในกายแผ่ทะลักออกอย่างไม่อาจควบคุมรั้งยั้งได้

    แว่วเสียงระเบิดหนักๆ หลินเมี่ยวรู้สึกปลอดโปร่งผ่อนคลาย คล้ายกับว่าร่างกายไม่คงอยู่ คงเหลือแต่ดวงวิญญาณอันเลื่อนลอย

    หลินเมี่ยวหลับตาลง ในใจบังเกิดความเศร้าหดหู่สุดบรรยาย มันไม่คิดตายแต่สุดท้ายยังไม่อาจรอดพ้นจากชะตากรรมพลังลมปราณแตกระเบิดทำลายร่างไป

    เนิ่นนานให้หลัง หลินเมี่ยวรู้สึกว่าใบหน้าเย็นชุ่มน้ำ ลมหายใจก็สะดวกปลอดโปร่ง พริบตานั่นมันรู้สึกถึงการคงอยู่ของร่างกาย ความรู้สึกที่เย็นชุ่มฉ่ำซึมซาบถึงก้นบึ้งหัวใจ สร้างความลิงโลดยินดีขึ้นมา

    ใช่แล้ว ร่างกายของมันยังคงอยู่ มิหนำซ้ำแช่อยู่ในน้ำฝน สังขารร่างกายซึ่งความจริงชาด้านสามารถรับรู้ถึงสภาพรอบข้าง

    หลินเมี่ยวกลัวว่านี่เป็นความฝัน มันไม่รู้สึกเจ็บปวด เพียงบังเกิดความปลอดโปร่งอย่างบอกไม่ถูก เกิดความยินดีอย่างบอกไม่ถูก มันรับรู้เสียงฟ้าร้อง เสียงฝนตก เสียงน้ำไหล เสียงใบไม้สั่นไหว สุดท้ายมันลืมตาขึ้นอย่างแช่มช้า

    ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆครึ้มกดต่ำลงมา ฝนเทกระหน่ำราวสาดกระบวยใส่ บางครั้งปรากฎสายวิชชุแลบผ่าน ถึงแม้กั้นด้วยละอองฝน แต่หลินเมี่ยวสามารถมองเห็นหยดน้ำเกาะติดอยู่ตามใบไม้ทุกใบ

    หลินเมี่ยวรู้สึกว่าโลกหล้าเต็มไปด้วยชีวิตชีวาสีสันสดใสและแจ่มชัด เช่นเดียวกับความปิติยินดีของการมีชีวิตใหม่ สร้างความตื้นตันใจแก่มันสุดเปรียบปาน

    หลินเมี่ยวอ้าปากขึ้น ปล่อยให้น้ำฝนไหลผ่านลำคอ กลืนกินลงไป กลายเป็นความเย็นกำซาบซ่านถึงหัวใจ    

    ผ่านไปเนิ่นนาน หลินเมี่ยวค่อยนึกออกว่าตนเองความจิงถูกฝังอยู่ใต้ดิน เมื่อครู่นี้เนื่องจากบังเกิดความยินดีที่มีชีวิตใหม่ แทบลืมเลือนว่าตนเองยังอยู่ในห้วงอันตราย นึกถึงตอนนี้คอยพบว่าตนเองนอนอยู่ในหลุมใหญ่แห่งหนึ่ง มิหนำซ้ำในหลุมดินขังไว้ด้วยน้ำฝน อย่างนั้นดินโคลนที่กดทับอยู่บนร่างเล่า?

    หลินเมี่ยวทดลองแยกเท้ายื่นมือออก ยังคงบังเกิดความปลอดโปร่งเป็นสุขอย่างบอกไม่ถูกคล้ายกับว่าการยื่นมือยกเท้า ได้รับพลังหนุนส่งที่ไร้สภาพขุมหนึ่ง

    เสียงหวืดพลันดัง หลินเมี่ยวเพิ่งบังเกิดความคิดลุกขึ้นยืน ร่างกลับดีดปราดขึ้นจากหลุมดินสร้างความแตกตื่นตระหนกแก่มัน เบิ่งตามองดูหลุมดิน แต่ไม่พบเห็นสิ่งแปลกประหลาดอันใด ยามกะทันหันจับต้นชนปลายไม่ถูก

    รอบหลุมดินกระจัดกระจายด้วยดินโคลนที่อ่อนร่วน หลินเมี่ยวทราบว่านี่เป็นดินโคลนที่ทับ ทับถมอยู่บนร่างของตนเอง ตอนนี้ดินโคลนเหล่านี้กลับกระจัดกระจายไปทุกแห่งหน ที่อยู่ไกลที่สุดคือสาดพุ่งใส่ลำต้นไม้ที่ห่างไปห้าวา สถานที่ซึ่งฝังร่างตนเองเมื่อครู่ กลับกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่กว้างครึ่งวายาวเจ็ดเชียะ และลึกเท่าครึ่งหนึ่งของคนหลุมหนึ่ง

    ทุกประการคล้ายอยู่ในห้วงความฝัน หลินเมี่ยวต้องลูบคลำศีรษะ ไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด แต่มันทราบว่านี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่พลังลมปราณภายในกายแตกระเบิดออก เพียงแต่มันคาดคิดไม่ถึงว่าจะมีอานุภาพรุนแรงถึงเพียงนี้

    น้ำฝนสาดซัดใส่ร่าง หลินเมี่ยวคล้ายไม่มีความรู้สึกใด หากแต่ครุ่นคิดว่าตนเองไฉนมาถึงที่นี้ ที่ว่าหุบเขาเซียนซ่อนทีแท้อยู่ที่ใด ? ห่างไกลจากเมืองอวนเฉิงเท่าใด ? และร่างกายของตนเองเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใด ?

    จำได้ว่าตนเองรับบาดเจ็บสาหัส แทบต้องตายแน่นอน ภายหลังถูกรับความช่วยเหลือจากฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้า แต่ตนเองไม่พบเห็นฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้า กลับเป็นบาดแผลบนร่างได้รับการพันแผล สุดท้ายหลบรอดจากการตามล่าของทหารทางการกับฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้า แต่ไม่มีเรี่ยวแรงหลบหนีไปไกล เพียงปล่อยให้กระแสน้ำพัดพาไป คิดไม่ถึงว่าจะมาถึงสถานที่ประหลาดเช่นนี้ มิหนำซ้ำบาดแผลบนร่างล้วนทุเลาหายสิ้น

    หลินเมี่ยวกวาดตามองรอบข้าง เห็นทุกทิศทางล้วนเป็นต้นไม้ดอกไม้ป่า คล้ายกับมีทางน้อยสายหนึ่งทอดถึงที่ไกลตา มันทราบว่านั่นเป็นเส้นทางทอดถึงที่อยู่ของพายุงมงายกับอัคคีประหลาด

    เสียงเปรียะเมื่อปรากฎประกายสายฟ้าแผพุ่งลงมาดุจมังกรเงินที่พุ่งฉวัดเฉวียน ตามด้วยเสียงอสนีบาตฟาดทลาย

    หลินเมี่ยวบังเกิดความตื่นตระหนก มันไม่เคยเห็นประกายสายฟ้าลำยาวเช่นนี้มาก่อน มิหนำซ้ำประกายสายฟ้าตกลงบนภูเขาที่ห่างไปเนิ่นนานยังไม่ดับสูญ ปรากฎการณ์อันแปลกประหลาดเช่นนี้ ไหนเลยไม่สร้างความแตกตื่นแก่มัน ?

    ภูเขาที่ห่างไปคล้ายถูกปกคลุมด้วยม่านน้ำชั้นหนึ่ง ราวตัดขาดจากโลกภายนอก ประกายสายฟ้าพอแผ่พุ่งใส่ม่านน้ำ ภูเขาทั้งลูกพลันสะท้อนแสงที่โปร่งใส่ชนิดหนึ่ง พริบตานั้นหลินเมี่ยวพบเห็นภาพประหลาดอีกฉากหนึ่ง

    นั่นเป็นเงาดำสองสายคล้ายมังกรยักษ์ที่บินฉวัดเฉวียนสองตัว ท่ามกลางไอน้ำที่โปร่งใสหยิบยืมประกายสายฟ้าเคลื่อนไหววูบวาบ

    ถึงแม้เพียงเป็นฉากที่วูบผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่ในใจหลินเมี่ยวบังเกิดความสะท้านสะเทือนสุดเปรียบปาน

    สัญชาตญาณบอกต่อมันว่า หมอกน้ำที่ปกคลุมทั่วภูเขาเกิดจากเงาดำที่บินฉวัดเฉวียนทั้งสองสายนั้น

    หรือว่าในโลกหล้ามีสัตว์วิเศษเช่นมังกรจริงๆ หาไม่เงาดำทั้งสองสายนั้นเป็นสัตว์ประหลาดจากอีกโลกหนึ่ง หลินเมี่ยวประหวัดนึกถึงหลุมอสนีที่หน้าศาลเจ้าชืออิ๋ว หรือว่าบนภูเขาลูกนั้นซ่อนไว้ด้วยปีศาจอสรพิษสองตัว เป็นเหตุใดเกิดอสนีบาตฟาดทลาย ?

    ภายใต้ความสงสัยอยากรู้ หลินเมี่ยวต้องวิ่งตะบึงไปยังภูเขาลูกเขาลูกนั้น เพิ่งก้าวเท้าออกไปสองก้าว พบว่าตนเองคล้ายดั้นเมฆขี่หมอก พัดพลิ้วไปตามลม ตลอดทั้งร่างเบาหวิวราวปุยนุ่น แทบพุ่งขวับขึ้นถึงบนยอดไม้ ปะทะชนกับลำต้นไม้ที่ห่างไปสามวา

    หลินเมี่ยวตื่นตระหนกต่อเหตุแปรเปลี่ยนของตนเอง มันคลายโบยบินได้ ที่แท้เกิดเรื่องใดกับมัน ? ไฉนจึงเป็นเช่นนี้ ? หรือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงภายในร่างกายของตนเอง ?

    ขณะขบคิดไม่เข้าใจ หลินเมี่ยวพลันพบเห็นเรื่องราวที่น่าตระหนกยิ่งกว่าอีกประการหนึ่ง

    บนภูเขาซึ่งความจริงปกคลุมด้วยหมอกน้ำพลันปรากฎแสงอาทิตย์ลำหนึ่งสาดส่องลงมา เมฆหนาทึบที่กดทับอยู่บนภูเขา คล้ายถูกขวานใหญ่จามใส่ แตกแยกออกเป็นช่อง เผยเห็นท้องฟ้าสีครามแถบหนึ่ง

    นี่คล้ายเป็นความฝันที่ทั้งเหลือเชื่อทั้งเหลวไหวตื่นหนึ่ง

    รอยแยกของก้อนเมฆคล้ายหัตถ์ที่ไร้สภาพข้างหนึ่งฉีกกระชากขาดออก รอยแยกยิ่งมายิ่งขยายใหญ่ หมอกน้ำบนภูเขาระเหยเหือดหายไปอย่างช้าๆ

    ในสภาพที่ไม่อาจปกปิดซ่อนเร้นอีกต่อไป มังกรยักษ์ที่บินฉวัดเฉวียนทั้งสองเผยโฉมออกมากลับเป็นเงาร่างผู้คนหนึ่งแดงหนึ่งขาวสองสาย

    หลินเมี่ยวแน่ใจว่าเป็นคน ถึงแม้เงาร่างทั้งสองนั้นคล้ายลมพายุหมุนจนราวกับนกยักษ์ที่บินโฉบเฉี่ยว แต่เมื่อปราศจากหมอกน้ำบดบังสายตาของหลินเมี่ยวกลับกลายเป็นคมกล้าสุดเปรียบปาน

    ประกายสายฟ้าแลบแปลบอีกครา กลับกรีดผ่านฟ้าแจ่งแจ่มใส ผ่าลงบนภูเขาลูกนั้น เงาร่างที่โบยบินทั้งสองสายกลับประกบรวมกัน ประกายสายฟ้าพอผ่าลงบนร่างพวกมัน พลันเปล่งประกายสีทองกลุ่มหนึ่ง

    หลินเมี่ยวตื่นตระหนกยิ่ง นี่เป็นวันที่มันไม่มีวันลืมเลือนได้ ความประหลาดที่ประสบ เรื่องพิกลที่พบพาน เป็นสิ่งที่มันไม่เคยนึกฝันมาก่อน มันความจริงเข้าใจว่าประกายสายฟ้าจะผ่าผู้คนเป็นผุยผง แต่คนทั้งสองหาเป็นเช่นนั้น

    มิเพียงแต่ไม่ มิหนำซ้ำยังปรากฎขุมพลังอันมหาศาลแตกระเบิดจากภูเขาลูกนั้น ถึงแม้มันอยู่ห่างสิบลี้ยังรู้สึกได้ เนื่องเพราะที่เบื้องหน้ามันปรากฎใบไม้ร่วงพรูลงสู่พื้นโดยไร้สาเหตุ

    เสียงอสนีบาตฟาดทลายดังกึกก้องกัมปนาท เงาร่างบนภูเขาทั้งสองสายดีดพุ่งออกจากกันดุจกระสุนที่ถูกยิง

    หลินเมี่ยวรับรู้ทุกประการนี้โดยไม่ตกหล่น มาตรว่ามันอยู่ห่างไกลโข แต่หาเป็นอุปสรรคต่อการมองเห็นของมันไม่

    ถึงแม้หลินเมี่ยวไม่เคยเข้าสู่ยุทธจักรมาก่อน แต่ก็ทราบว่าคนทั้งสองนี้ มีพลังการฝึกปรือสูงล้ำสุดยอด ไม่ทราบว่าคนทั้งสองมีความเป็นมาอย่างไร ? หรือว่าในหุบเขาซ่อนเซียนพำนักด้วยบุคคลชั้นเซียนจริงๆ ?

    นึกถึงตอนนี้ หลินเมี่ยวต้องแค่นเสียงออกมา ครุ่นคิดขึ้น ‘อาศัยตัวประหลาดเช่นพายุงมงายกับอัคคีประหลาด ไหนเลยนับเป็นบุคคลชั้นเซียนได้ สมควรเป็นเฒ่าพิกลคนพิการต่างหาก’

    ขณะครุ่นคิด พลันเห็นเงาร่างอีกสองสายพุ่งปราดไปยังภูเขาลูกนั้น ด้วยระดับความเร็วดุจวิหคเหินบิน

    หลินเมี่ยวอุทานว่า “พายุงมงาย อัคคีประหลาด” มันคิดไม่ถึงว่าคนทั้งสองมีระดับความเร็วถึงเพียงนี้ จากความนี้เป็นที่คาดคิดได้ว่าพวกมันมีพลังฝีมือบรรลุถึงขั้นน่ากลัวถึงขีดสุด

    เงาร่างสีแดงนั้นคล้ายพบเห็นความเคลื่อนไหวของพายุงมงายกับอัคคีประหลาด ขณะที่เงาร่างสีขาวคุกคามเข้าหา กลับชิงพุ่งปราดไปยังอีกทางหนึ่ง

    เงาร่างสีขาวนั้นไล่กวดตาม คล้ายกับไม่ยอมปล่อยปละละเว้นเงาร่างสีแดงนั้น พายุงมงายกับอัคคีประหลาดก็แยกย้ายกันโอบล้อมเข้าหาเงาร่างสีแดงนั้น

    หลินเมี่ยวชมดูจนตะลึงลาน เหม่อมองดูเงาร่างเหล่านั้นหายลับจากคลองจักษุ เนิ่นนานยังไม่อาจระงับสติได้

    (บันทึกท้ายบท ตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิง มีทั้งสิ้นสามเล่ม แบ่งตัวยาเป็นชนิดบน กลาง ล่าง แท้ที่จริงประกอบด้วยยาที่เป็นหญ้าสมุนไพรสองร้อยสามสิบแปดชนิด ยาที่ได้จากสัตว์หกสิบห้าชนิด ยาที่สกัดจากแร่ธาตุสี่สิบสามชนิด เนื้อหาภายในและแนวความคิดมีอิทธิพลส่งผลสะท้อนต่อผู้ที่สำเร็จเป็นเซียน ตลอดจนผู้บำเพ็ญพรต เมื่อตกทอดถึงราชวงศ์สุยก็สาบสูญไร้ร่องรอย ตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าฉิงในยุคหลัง เป็นอนุชนรุ่นหลังเขียนกำกับเพิ่มเติมตามต้นฉบับเดิม หากทว่าเป็นเพียงส่วนเสี้ยวอันน้อยนิดของตำราพิสดารเล่มนี้)

......................................................

หนังสือแนะนำ

Special Deal