ตอนที่ 6 กัลป์ที่ต้องเผชิญ (หน้า 3)

    ชั่วพริบตาชายชราผมขาวเคราเงินยวงมาถึงข้างกายของหลินเมี่ยว กล่าวด้วยความเบิกบานใจว่า “ให้เราบอกต่อเจ้าเถอะ เจ้าสลบไสลไปเจ็ดวันเจ็ดคืน สุดท้ายยังฟื้นคืนชีวิตมา ไม่เสียทีที่เราผู้เฒ่าทุ่มเทตัวยาและแรงกายแรงใจทำการรักษา”

    หลินเมี่ยวใจหายวาบ มันกลับสลบไสลไปเจ็ดวันเจ็ดคืน รอจนทราบว่าชายชราผมขาวเคราเงินยวงที่เบื้องหน้าเป็นคนช่วยชีวิตตนเอง ต้องกล่าวด้วยความสำนึกขอบคุณว่า “ขอบพระคุณผู้อาวุโสที่ช่วยชีวิต”

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงปลดหลัวบรรจุตัวยาลงมา กล่าวด้วยความกระหยิ่มยินดีว่า “เจ้าไม่ต้องขอบใจเรา เราช่วยเหลือเจ้ามิใช่เพื่อเจ้า หากแต่เพื่อตัวเราเอง เจ้ารอดชีวิตกลับมา เท่ากับกู้หน้าให้กับเรา เราผู้เฒ่ายังต้องขอบใจเจ้า”

    หลินเมี่ยวงงงันวูบใหญ่ ชายชราทั้งสองนี้คล้ายประหลาดพิกลอยู่บ้าง ขณะไม่ทราบตอบว่ากระไรดี ชายชราผมขาวเคราเงินยวงก็เหลียวหน้าไปยังพายุงมงาย กล่าวว่า “เฒ่าพายุ ท่านแพ้แล้วรีบมอบตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิง (ตำราหญ้าสมุนไพรของเสินหนง) เล่มที่สองแก่เรา”

    พายุงมงายหน้าเผือดขาว ถอยกายไปสองก้าว กล่าวเสียงเกรี้ยวกราดว่า “เด็กน้อยนี้เฉกเช่นเปลวเทียนวูบสุดท้ายก่อนสิ้นแสง อาจบางทีอีกสักครู่จะตกตาย เฒ่าอัคคีท่านร้อนใจไปแล้ว”

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงสวนคำว่า “ท่านคิดคดโกง ? ตอนแรกท่านมิใช่บอกว่าขอเพียงเราช่วยเหลือมันฟื้นคืนมา ท่านจะมอบตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิงเล่มที่สองแก่เราหรอกหรือ ?”

    พายุงมงายยิ้มอย่างกลอกกลิ้งชั่วร้าย กล่าวว่า “ความหมายของเราคือมันต้องไม่ตาย”

    หลินเมี่ยวใจฟังจนใจสั่นสะท้าน มันเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิงมา ตอนนั้นมันยังเยาว์วัย ทางราชสำนักได้ออกประกาศให้ยอดคนตลอดจนหมอมีชื่อเสียงเข้าวัง ร่วมกันจัดทำตำราเล่มนี้ขึ้นมา

    มันเคยได้ยินบิดาบอกว่า นั่นเป็นรัชสมัยฮั่นผิงตี้ บรรดาหมอมีชื่อเสียง ผู้ที่ศึกษาหญ้าสมุนไพร ตลอดจนนักปรุงกลั่นโอสถทั้งหลายรวมตัวกันที่นครหลวง เพื่อจัดทำตำราพิสดารเล่มนี้ขึ้น ภายในไม่เพียงรวบรวมตำรับยาต่างๆ ยังบันทึกกรรมวิธีในการปรุงกลั่นโอสถ ถึงกับมีคนบอกว่าภายในยังครอบคลุมเคล็ดวิชาฝีมืออันเลิศล้ำ

    ทางราชสำนักที่ต้องการให้จัดทำตำราเล่มนี้ ก็มีคำกล่าวขานต่างๆ นานา บ้างบอกว่าเพื่อคิดค้นยาอายุวัฒนะให้กับหวางหม่าง บ้างบอกว่านี้เป็นแผนอุบายหนึ่ง หวางหม่างคิดอาศัยโอกาสนี้กวาดต้อนผู้มีความรู้ความสามารถมา เพื่อกรุยทางไปสู่การช่วงชิงราชบัลลังก์

    แต่ไม่ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ประกาศของราชสำนักฉบับนี้ ได้เคลือบสีสันอันลึกลับให้กับตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิงชั้นหนึ่ง กลายเป็นสมบัติที่ผู้คนคิดใคร่ยลชมสักครา หลินเมี่ยวพอได้ยินชายชราประหลาดทั้งสองเอ่ยถึงตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิง ต้องบังเกิดความตื่นตระหนกไม่น้อย

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “ตกลง บิดาจะให้ท่านยอมรับความพ่ายแพ้ ทั้งปากและใจ หลังจากที่บิดารักษาเด็กน้อยนี้จนทุเลาหายดี ดูว่าท่านยังจะคดโกงอย่างไร”

    พายุงมงายแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “หากท่านสามารถช่วยชีวิตเด็กน้อยนี้จริงๆ เราพายุอัคคีต้องไม่คืนคำ กลัวแต่ว่าท่านไม่มีปัญญาช่วยชีวิตเด็กน้อยนี้”

    หลินเมี่ยวรู้สึกเปลือกตาหนักอึ้ง ที่ทรวงอกบังเกิดกระแสความร้อนที่แปลกประหลาดขุมหนึ่งกระจายไปยังแขนขาส่วนต่างๆ อดส่งเสียงครวญครางมิได้

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงถามโพล่งว่า “เด็กน้อย เจ้ารู้สึกเป็นอย่างไร ?”

    หลินเมี่ยวรู้สึกว่ากระแสความร้อนภายในกายเร่งเร็วขึ้น ยิ่งมายิ่งรุนแรงกว่าเดิม หน้าผากถึงกับปรากฎหยาดเหงื่อผุดพราย กล่าวว่า “ร้อนยิ่งนักคล้ายเกิดอัคคีกลุ่มหนึ่งลุกไหม้”

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงยื่นมือแตะตรวจชีพจรข้อมือของหลินเมี่ยว พลันหน้าแปรเปลี่ยนไป พึมพำว่า “ไฉนเป็นเช่นนี้ ?” จากนั้นกระชากเสียงกล่าวกับพายุงมงายว่า “ท่านให้มันรับประทานฮว่อฉานเสี้ยน (น้ำลายคางคกไฟ) ?”

    พายุงมงายส่งเสียงหัวร่อประหลาดพิกล กล่าวว่า “ท่านมิใช่บอกว่าเราร้ายกาจหรอกหรือ ดูว่าท่านจะช่วยเหลือมันอย่างไร ?”

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงร้องว่า “ท่านต่ำช้าสามานย์ เข้าใจว่าเมื่อใช้ฝีมือเช่นนี้ เราจะยอมจำนนหรือ ?” พลางหันไปกล่าวกับชายกลางคนที่ดูแลหลินเมี่ยวที่ข้างเตียงว่า “ฮว่อหนู (ทาสอัคคี) จดเตรียมเข็มทองให้กับเรา และหยิบฉวยต้าเสิ้งจินตาน (โอสถทองศักดิ์สิทธิ์) มาด้วย”

    พายุงมงายกล่าวว่า “ท่านค่อยๆ รักษาเถอะ เราขอตัวก่อน” กล่าวจบปลีกตัวจากไป

    หลินเมี่ยวถูกความร้อนประหลาดภายในกายรุมเร้าจนสิ้นสติไปอีกครา

    ระหว่างนั้นหลินเมี่ยวถูกความเจ็บปวดที่สุดทนทานกระตุ้นจนสะท้านตื่นขึ้นมาหลายครั้ง และเจ็บปวดจนสิ้นสติไปอีกหลายครา รู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่เป็นของมัน แต่ว่าความเจ็บปวดทั้งหมดเคี่ยวกรำจิตวิญญาณและความนึกคิดของมัน จนปรารถนาใคร่ตาย หากทว่าทำไม่ได้

    การเคี่ยวกรำที่ปวดร้าวกว่าความตายร้อยเท่าพันทวี คล้ายกับจะเฉือนร่างมันเป็นพันๆ หมื่นๆ ท่อน หากแต่เส้นประสาทแต่ละท่อนยังผูกติดกับความนึกคิดและส่วนสมอง ถ่ายทอดความเจ็บปวดนานัปการเข้าสู่ห้วงสมอง

    หลินเมี่ยวไม่ทราบถูกความเจ็บปวดกระตุ้นตื่นขึ้นมาเป็นครั้งที่เท่าใด เห็นชายชราผมขาวเคราเงินยวงหลั่งเหงื่อโทรมหน้า แต่ยังคงใช้เข็มทองปักใส่ร่างมัน ทำให้มันเผชิญกับความเจ็บปวดไม่สิ้นสุด มันคิดใคร่ตาย หากทว่าภายในกายกลับปรากฎพลังชีวิตอย่างเต็มเปี่ยม

    หลินเมี่ยวอ้อนวอนเสียงแผ่วล้าว่า “ฆ่าข้าพเจ้าเถอะ ให้...ข้าพเจ้า...ตายอย่าง...รวบรัดสมใจ...”

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงคล้ายไม่ล่วงรู้ถึงความเจ็บปวดที่หลินเมี่ยวได้รับ กล่าวอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจว่า “เจ้าวางใจ เจ้าต้องไม่ตาย เราไม่ว่าอย่างไรต้องช่วยชีวิตเจ้าให้จงได้ เราฮว่อไกว้ (อัคคีประหลาด) ไหนเลยยอมพ่ายแพ้แก่เฒ่าพายุ ?”

    หลินเมี่ยวรู้สึกว่าตลอดทั้งร่างไม่มีส่วนใดเคลื่อนไหวได้ กระทั่งความสามารถในการกัดลิ้นฆ่าตัวตายยังไม่มี จึงกล่าว “ไม่ ท่านยังคงฆ่าข้าพเจ้า...วิงวอนท่าน...โปรดฆ่าข้าพเจ้า...”

    ชายชราผมขาวเคราเงินยวงที่มีฉายาอัคคีประหลาดกลับแตะตรวจชีพจรของหลินเมี่ยว พึมพำว่า “ประหลาดแท้ เหตุใดสุดร้อนกลายเป็นสุดเย็น ? หรือว่าในน้ำลายคางคกไฟยังเจือปนสิ่งอื่น...ที่แท้เป็นสิ่งใด ?”

    หลินเมี่ยวส่งเสียงแผ่วเบาราวกับยุงว่า “วิง...วิงวอนท่าน ฆ่า...ฆ่าข้าพเจ้าเถอะ...”

    อัคคีประหลาดคล้ายไม่ได้ยินคำวิงวอนของหลินเมี่ยว เพียงแต่ขมวดคิ้วครุ่นคิด พร่ำบ่นพึมพำ เพียงช่วงเวลาสั้นๆ คนคล้ายชราภาพลงมากนัก

    พายุประหลาดก้าวยาวๆ เข้ามา กล่าวอย่างหยิ่มยิ้มย่องว่า “เฒ่าอัคคี ผ่านไปสองวันสองคืนแล้ว ยังแก้ไขไม่ได้ ยังคงยอมรับการพ่ายแพ้เถอะ””

    อัคคีประหลาดร้องเพ้ยกล่าวว่า “อย่าได้เข้าใจว่าฝีมืออันน้อยนิดของท่าน จะสร้างความอับจนหนทางแก่เรา อย่างน้อยเด็กน้อยนี้ถูกพิษน้ำลายคางคกไฟของท่านยังไม่ตาย นับเป็นเครื่องพิสูจน์ยืนยันว่าเราต้องช่วยชีวิตมันได้”

    พายุงมงายแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า “อย่าได้เปลืองเรี่ยวแรงสมองแล้ว บิดาใช้พิษผสมผสานสามสิบหกชนิดใส่ร่าง พิษร้ายทั้งสามสิบหกชนิดหักล้างสะกดข่มกันเอง หากท่านเพียงรักษาชนิดใดชนิดหนึ่ง จะกระตุ้นให้พิษอีกชนิดหนึ่งเกิดความเปลี่ยนแปลงกลายเป็นพิษที่แตกต่างรวมสี่หมื่นหกพันหกร้อยห้าสิบหกชนิด ท่านไม่มีทางช่วยชีวิตมันเด็ดขาด”

    หลินเมี่ยวรับฟังจนตะลึงลาน คาดคิดไม่ถึงว่าในโลกมีพิษอันน่ากลัวถึงเพียงนี้ แม้แต่อัคคีประหลาดซึ่งมีวิชาแพทย์สูงส่ง ถึงกับปากอ้าตาค้าง ยามกะทันหันไม่ทราบกล่าวกระไรดี

    พายุงมงายมองดูสีหน้าท่าทีของอัคคีประหลาด ต้องส่งเสียงหัวร่อประหลาดพิกล กล่าว่า “นี่ได้แต่โทษว่าท่านโง่งมเกินไป ตอนแรกเราให้มันรับประทานยาเม็ดพิสดารซึ่งปรุงจากพิษร้ายสามสิบหกชนิด ทั้งเป็นธาตุร้อนแรง ถึงแม้มีอาการคล้ายกับรับประทานน้ำลายคางคกไฟ หากทว่าไม่มีพิษ ในทางกลับกันเป็นยอดโอสถที่เพิ่มพลังการฝึกปรือแก่ผู้ฝึกวิชาฝีมือเกือบหกสิบปี น่าเสียดายท่านยิ่งชรายิ่งเลอะเลือน เข้าใจว่าบิดาใช้น้ำลายคางคกไฟต่อมัน ดังนั้นใช้โอสถทองศักดิ์สิทธิ์กับวิชาเข็มทองกรุยชีพจรทำการรักษา ทำให้เรื่องดีกลับกลายเป็นเลวร้ายสุดแก้ไข ฮาฮาฮา...”

    อัคคีประหลาดสีหน้าปั้นยากถึงที่สุด ชั่วครู่จึงถามว่า “เพราะว่าเราขจัดพิษน้ำลายคางคกไฟ ซึ่งเป็นหนึ่งในพิษร้ายสามสิบหกชนิด ทำให้ตัวยาที่ไม่มีพิษกลายเป็นพิษร้ายแรงหรือ ?”

    พายุงมงายเน้นเสียงว่า “มิผิด ก่อนที่ฤทธิ์ยาของยาเม็ดนี้จะแผ่ซ่านออก ขอเพียงทำลายพิษชนิดใดชนิดหนึ่งในสาม ทั้งสามสิบหกชนิด จะเป็นเหตุให้เกิดความเปลี่ยนแปลง ผันเป็นพิษที่ผันแปรไม่รู้จบ โดยที่ไม่มีผู้ใดรักษาเยียวยาได้ รวมทั้งเราด้วย”

    อัคคีประหลาดกล่าวเสียงละห้อยว่า “ท่านปรุงตัวยาเช่นนี้ ได้ตั้งแต่เมื่อใด ?”

    พายุงมงายกล่าวว่า “เมื่อห้าวันก่อน น่าเสียดายที่ในตัวยาทั้งหนึ่งร้อยหกเม็ด ใช้ได้ผลเพียงเม็ดเดียว”

    อัคคีประหลาดพลันหัวร่องอหาย เสียงหัวร่อสะท้อนสะท้านทั่วทั้งห้อง สร้างความขุ่นข้องใจแก่พายุงมงายจนร้องถามว่า “ท่านหัวร่ออันใด ?”

    อัคคีประหลาดหัวร่อเป็นเวลานาน ค่อยชะงักเสียงหัวร่อลง กล่าวว่า “เฒ่าพายุท่านทุ่มเทความพยายามชั่วชีวิต ค่อยปรุงโอสถเช่นนี้ได้เม็ดหนึ่ง เพราะเดิมพันกับเรา กลับปล่อยให้มลายสูญไป เราอัคคีประหลาดแม้เป็นฝ่ายแพ้ก็ยินยอมพร้อมใจ นี่คงเป็นตัวยาชีเชี่ยวทงเทียนตาน (ยาเม็ดเจ็ดช่องโพรงบรรจบฟ้า) กระมัง ?”

    พายุงมงายหน้าซีดสลดลง พอฟังถึงตอนท้าย ถึงกับคิดร่ำไห้ออกมา

    อัคคีประหลาดพอกล่าวจบ ต้องหัวร่อดังๆ ออกมาอีกครา    

    พายุงมงายถลึงมองอัคคีประหลาดชั่วขณะ พลันกล่าวว่า “เราคิดขอความช่วยเหลือจากท่านประการหนึ่ง”

    อัคคีประหลาดแทบไม่เชื่อว่าคู่อริที่ขัดแย้งกับตนเองมาหลายสิบปี กลับขอความช่วยเหลือจากมัน จึงกล่าว “ท่านคิดขอความช่วยเหลือจากเรา ?”

    พายุงมงายทอดถอนใจกล่าวว่า “ความจริงแล้วยาเม็ดเจ็ดช่องโพรงบรรจบฟ้า มีทั้งสิ้นห้าเม็ด เราให้เด็กน้อยนี้รับประทานลงไปหนึ่งเม็ด ยังมีอีกสี่เม็ด เพราะไม่ทราบว่าฤทธิ์ยาเป็นอย่างไร จึงไม่กล้ารับประทาน เก็บรักษาอยู่ในเขตปรุงยาอยู่หลายวัน หาคาดไม่ว่าตัวยาเช่นนี้เมื่อปรุงสำเร็จ ต้องรับประทานภายในสามวัน ไม่เช่นนั้นจะเสื่อมประสิทธิภาพ ทั้งกลายเป็นพิษร้ายแรง เราไม่ทราบว่าที่แท้เกิดความเปลี่ยนแปลงอันใด จึงคิดขอความช่วยเหลือจากท่าน”

    อัคคีประหลาดรู้สึกน่าหัวร่อ แต่บังเกิดความเห็นใจพายุงมงายอยู่บ้าง จึงไม่ได้หัวร่อกล่ากล่าวว่า “ยังมียาเม็ดอีกสี่เม็ด แต่กลายเป็นพิษร้ายแรง ?”

    พายุงมงายขบคิดแล้วกล่าว “เราคาดว่ายาเม็ดนี่ไม่อาจเผชิญกับลมนานไป ถึงกับไม่อาจอยู่ในอากาศนานเกินไป ตอนที่เราเปิดเตาปรุงยาก็มีอากาศผ่านเข้าเตา ทั้งปะทะกับลม ดังนั้นผ่านไปหลายวันจึงแปรสภาพ อาจบางทีในตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิงเล่มที่หนึ่งมีคำอธิบายไว้”

    อัคคีประหลาดตื่นตัวขึ้นมา ร้องว่า “กล่าวไปกล่าวมา ท่านท่านต้องการตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิงเล่มที่หนึ่งของบิดา อย่าได้คิดหมายไปแล้ว”

    พายุงมงายกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “อย่าได้ใช้จิตใจคนต่ำช้าคำนวณความคิดวิญญูชน ตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิงเล่มที่สองบันทึกหลักวิชาอันลึกล้ำ รวมทั้งวิธีปรุงยาเม็ดเจ็ดช่องโพรงบรรจบฟ้า เราคิดถกปัญหาร่วมกับท่าน โดยไม่กลัวท่านล่วงรู้เคล็ดลับในตำราเล่มที่สอง ท่านกลับกลัวเราหยิบฉวยตำราเล่มที่หนึ่งของท่านไป”

    อัคคีประหลาดกลอกตาตลบหนึ่งจึงกล่าว “ถึงแม้พวกเราทุ่มเถียงกันมาหลายสิบปี แต่ว่าคนจะอย่างไรมีความผูกพัน ท่านเมื่อมีปัญหา เราไหนเลยไม่ช่วยเหลือได้ ?”

    พายุงมงายทราบว่าอัคคีประหลาดต้องการดูเคล็ดลับในตำราเสินหนงเปิ่นเฉ่าจิงเล่มที่สอง แต่ก็ไม่กล่าวเปิดโปง

    หลินเมี่ยวพลันส่งเสียงอ้อนวอนว่า “วิงวอน...พวกท่าน ฆ่า...ข้าพเจ้าเถอะ...”

    พายุงมงายค่อยนึกถึงหลินเมี่ยว กล่าวถามอัคคีประหลาดว่า “เด็กน้อยนี้จะจัดการอย่างไร ?”

    อัคคีประหลาดกล่าวด้วยความสำนึกเสียใจว่า “มารดามันเถอะ หากทราบแต่แรกพานปล่อยให้มันถูกสายน้ำพัดพาไป ตอนนี้กลับเป็นเหตุให้เราสูญเสียหญ้าสมุนไพรอันล้ำค่ามากมาย หากปล่อยให้มันตกตายในลักษณะนี้ ช่างน่าเสียดายจริงๆ”

    พายุงมงายกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านคิดทำอย่างไร ?”

    อัคคีประหลาดกล่าวด้วยสีหน้าประหลาดพิกลว่า “เราคิดนำมันไปป้อนเป็นอาหารของลูกรักเรา เด็กน้อยนี้รับประทานตัวยาลงไปมากมาย ลูกรักเราต้องชมชอบแน่นอน”

    หลินเมี่ยวใจหายวาบ เฒ่าประหลาดทั้งสองนี้ประหลาดพิกลจนน่ากลัว กลับคิดนำมันไปป้อนเป็นอาหารของสัตถุสิ่งใด ไยมิใช่โหดเหี้ยมอำมหิตนัก จนใจที่มันไม่อาจขยับเคลื่อนไหวทั้งไม่มีเรี่ยวแรงขัดขืน กระทั่งคิดฆ่าตัวตายก็ทำไม่ได้    

    มันไม่ทราบว่าชายชราทั้งสองนี้ มีความเป็นมาอย่างไร แต่ยังจำได้ว่าหลังจากที่ตนเองหลบหนีออกจากศาลเจ้าชืออิ๋ว ก็ยึดเกาะแผ่นไม้ อาศัยทางน้ำใต้ดินหลบหนีออกมาถึงคูน้ำนอกเมือง แต่เนื่องด้วยเหล่าเปาและพวกไม่ได้รอรับมัน ตนเองไม่มีเรี่ยวแรงขึ้นฝั่ง สุดท้ายถูกพัดพาถึงแม่น้ำอวี้สุ่ย จากนั้นสิ้นสติไป จึงไม่ทราบว่ามาถึงที่นี้ได้อย่างไร

    พายุงมงายพลันแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวว่า “หากท่านต้องการให้ลูกรักของท่านตายหมดสิ้น ก็นำเด็กน้อยนี้ไปป้อนแก่พวกมันเถอะ”

    อัคคีประหลาดงงงันวูบหนึ่ง พายุงมงายกล่าวเสริมว่า “ตอนนี้เด็กน้อยนี้มีพิษทั่วทั้งร่าง มิหนำซ้ำพิษต่างๆ เกิดการผันแปรอยู่ตลอดเวลา ลูกรักของท่านพอรับประทานเนื้อของมันต้องตายแน่นอน”

    อัคคีประหลาดค่อยเข้าใจในบัดดล ต้องกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “อย่างนั้นตัวยาหญ้าสมุนไพรอันล้ำค่าของเราล้วนสูญเปล่าแล้ว ?”

    พายุงมงายกล่าวว่า “นั่นจะทำอย่างไรได้ ? ยาเม็ดเจ็ดช่องโพรงบรรจบฟ้าของเราก็สูญเปล่าไปเช่นกัน”

    อัคคีประหลาดกระชากเสียงว่า “เด็กน้อยนี้เป็นเหตุให้เราสูญเสียของมีค่าไปกว่าครึ่ง ไม่อาจให้มันตายอย่างสะดวกดาย...ฮว่อหนู (ทาสอัคคี)”

    มันพอส่งเสียงร้องเรียก ชายกลางคนนั้นก็ก้าวยาวๆ เข้ามา กล่าวว่า “จู่เหยิน (นาย) มีคำสั่งใด ?”

    อัคคีประหลาดกล่าวว่า “ฝังเด็กน้อยนี้ทั้งเป็นให้กับเรา แต่เว้นช่องพื้นที่ให้มันหายใจ เราต้องการให้มันถูกเคี่ยวกรำจนตายอย่างช้าๆ”

    หลินเมี่ยวพอฟัง ถึงกับแทบสิ้นสติไป อดด่าทอมิได้ว่า “ตัวประหลาดเฒ่า ท่าน...ท่านต้องไม่...ตายดี”

    อัคคีประหลาดหัวร่อฮาฮากล่าวว่า “เราผู้เฒ่าหานำพาไม่”

    ในเสียงหัวร่อ ทาสอัคคีหิ้วร่างหลินเมี่ยวก้าวยาวๆ ออกไป

 

    หลิวซิ่วบังเกิดความกังวลใจ แต่ที่กลัดกลุ้มใจมิใช่เรื่องของหลินเมี่ยว เหตุการณ์ที่หลินเมี่ยวฆ่าขงหยงผ่านไปเกือบสิบวันแล้ว ทหารทางการยังค้นหาร่องรอยหลินเมี่ยวไม่พบ เรื่องที่มันกลัดกลุ้มใจคือ มันได้รับข่าวจากเมืองชงหลิงว่า หลิวเหลียงผู้เป็นอาป่ายหนัก

    หลิวซิ่วอยู่กับหลิวเหลียงตั้งแต่อายุเก้าขวบ ดังนั้นหลิวเหลียงเฉกเช่นบิดาบังเกิดเกล้าของมัน จึงร้อนรุ่มใจคิดรุดไปยังเมืองชางหลิง แต่ในจดหมายของหลิวเหลียง ทราบเรื่องที่มันคิดก่อการ จึงกำชับให้มันคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม

    หลิวซิ่วเข้าใจเจตนาของผู้เป็นอา แต่มันไหนเลยประพฤติตัวอกตัญญูได้ จึงกล่าว “ข้าพเจ้าต้องกลับไปยังเมืองชางหลิง”

    เหล่าเถี่ย (คนแซ่เถี่ย) แห่งร้านถงเหยินกล่าวว่า “หากท่านกลับไปยังเมืองชางหลิง การเตรียมการในหลายสิบวันนี้ล้วนสูญเปล่า ทั้งยังพลาดโอกาสอันดีไป”

    “แต่ว่าข้าพเจ้าไหนเลย...”

    “ไหนเลยประพฤติอกตัญญูได้ ใช่หรือไม่ ? ท่านเข้าใจว่าการกลับไปเห็นหน้าพี่เหลียงเป็นครั้งสุดท้าย ถือเป็นความกตัญญูหรือ ? หากท่านคิดบรรลุความกตัญญูถือคุณธรรม สมควรปล่อยวางน้ำใจส่วนตัว หาทางกอบกู้ราชบัลลังก์ฮั่น จึงแบกหน้าไปพบกับบรรพชนผู้ล่วงลับ และไม่เสียทีที่พีเหลียงชุบเลี้ยงท่าน”

    หลิวซิ่วสงบปากคำไว้ ในใจแม้ปวดร้าว แต่คำพูดของเหล่าเถี่ยคล้ายโยนก้อนหินลงในน้ำ ทำให้จิตใจมันบังเกิดระลอกขึ้นมา

    เหล่าเถี่ยกล่าวอย่างจริงจังว่า “กตัญญูใหญ่คือสนองคุณชาติ กตัญญูเล็กคือตอบแทนผู้มีพระคุณ จดหมายของพี่เหลียงกระตุ้นเตือนท่านอย่าได้ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ คำพูดของเรายุติแต่เพียงนี้ หากท่านยืนกรานกลับเมืองชางหลิง เราก็ไม่ขัดขวางท่าน”

    เติ้งอวี่ที่ด้านข้างรีบฉุดดึงหลิวซิ่วไว้ กล่าวว่า “พี่ใหญ่ ท่านอาเถี่ยกล่าวถูกต้อง เรื่องการลุกฮือขึ้นที่เมืองอวนเฉิง ต้องให้ท่านเสนอหน้า เพื่อประกาศต่อชนชาวโลกว่า นับแต่นี้ตระกูลหลิวไม่ขออยู่ร่วมฟ้าเดียวกับหวางหม่าง ท่านต้องเสนอหน้า จึงมีอำนาจโน้มน้าวให้ผู้คนเข้าร่วม”

    หลิวซิ่วกล่าวอย่างสำรวมว่า “ขอบคุณท่านอาเถี่ยกระตุ้นเตือน ข้าพเจ้าทราบว่าควรทำอย่างไรแล้ว”

    เหล่าเถี่ยเผยอยิ้มออกมา กล่าวว่า “หลังจากนี้ท่านยังมีเรื่องมากหลายต้องตัดสินใจ เราไม่อาจกระตุ้นเตือนท่านอยู่ทุกเมื่อ หวังให้ท่านจดจำไว้ ท่านสืบเชื้อสายตระกูลหลิว ไม่ว่ากระทำเรื่องราวใดต้องคำนึงถึงสถานการณ์โดยรวม อย่าได้ปล่อยให้เรื่องเล็กกระทบถึงเรื่องใหญ่”

หนังสือแนะนำ

Special Deal