ตอนที่ 6 กัลป์ที่ต้องเผชิญ ( หน้า 2)

    เสียงโครมเมื่อทหารม้านายหนึ่งถูกกระแทกกระเด็นไปทางขวางทั้งคนทั้งม้า เมื่อหลินเมี่ยวย่อตัวลง ก็ฟันขาม้าของอาชาอีกตัวหนึ่งล้มลง

    หลินเมี่ยวแม้จัดการกับศัตรูสองคน แต่ก็ถูกหอกยาวอีกสองเล่มทิ่มแทงใส่

    เหล่าเปากับเสียงหลินพอดีควบม้ามาถึง พากันซัดทวนยาวทำร้ายทหารม้าทั้งสองนั้นร่วงลงจากหลังมา

    หลินเมี่ยวก็แค่นเสียงอย่างเจ็บปวดคำหนึ่งถอยกายไปสองก้าว

    อาซื่อกับเสี่ยวเตาลิ่วชมดูจนเจ็บปวดใจ โน้มตัวลงบนหลังม้าร้องว่า “อาเมี่ยว รีบขึ้นมา”

    หลินเมี่ยวกลับปัดมือของพวกมัน กล่าวว่า “ไม่ พวกท่านรีบหนี ข้าพเจ้าจะต้านทหารติดตามเอง” มันแทนที่จะรุกหน้า กลับล่าถอยเข้าหาทหารที่ไล่ติดตามมาถึง

    ทหารม้าที่ขวางทางล้มตายลงสิบสองคน ที่หลงเหลือล้วนขวัญสั่นวิญญาณสะท้าน ไม่มีกะใจต่อสู้ กลับหันหัวม้าหลบหนีไป

    เสี่ยวเตาลิ่วกับอาซื่อถูกหลินเมี่ยวสะบัดมือหลุด ล้วนงงงันวูบ สร้างความร้อนรุ่มใจแก่เหล่าเปากับเสียงหลินจนร้องว่า “รีบฉุดดึงมันกลับมา” พลางหันหัวม้าไล่กวดตามหลังหลินเมี่ยว

    หลินเมี่ยวพลันชะงักเท้า หันขวับไปขู่คำรามว่า “หากพวกท่านยังยึดถือข้าพเจ้าเป็นพี่น้อง ก็รีบหนีไป ไปยิ่งไกลยิ่งดี หากยังเข้ามา ข้าพเจ้าจะเชือดคอตายที่เบื้องหน้าพวกท่าน”

    เหล่าเปาและพวกแตกตื่นตะลึงลาน พวกมันทราบว่าหลินเมี่ยวเมื่อลั่นปากก็กระทำได้ ทั้งล่วงรู้จิตเจตนาของหลินเมี่ยว ดังนั้นพากันหลั่งน้ำตาออกมา เหล่าเปาพลันขบกรามกรอด ร้องว่า “ไป”

    หลินเมี่ยวก็รู้สึกขอบตาเปียกชุ่ม แต่จิตใจกลับบังเกิดความปลอดโปร่ง กล่าว ว่า  “ถนอมตัว”

    เสี่ยวเตาลิ่วกับอาซื่อพากันร้องเรียก “อาเมี่ยว” เสียงหลินกลับใช้น้ำเสียงที่สงบเยือกเย็นผิดธรรมดาร้องว่า “อาซื่อ ไป”

    อาซื่อกับเสี่ยวเตาลิ่วเห็นหลินเมี่ยวตัดสินใจแน่นอน ทหารติดตามก็คุกคามเข้าใกล้ ทราบว่าไม่อาจรีรอสืบไป จึงร้องว่า “อาเมี่ยว พวกเราจะไม่ปล่อยให้ท่านตายเปล่า” พลางหันหัวม้าควบขับไปยังสุดปลายของถนนยาว

    หลินเมี่ยวยิ้มอย่างปลาบปลื้มประโลมใจ หมุนตัวกลับอย่างเด็ดเดี่ยว ยกชูดาบขวางค้อน ยืนตระหง่านอยู่บนถนนยาว    

    พร้อมกับการขวางทางของหลินเมี่ยว เหล่าทหารติดตามก็ชะลอความเร็วลง แม้กระทั่งม้ายังหยุดส่งเสียงร้อง คล้ายกับถูกบรรยากาศอันหนักอึ้งบนท้องถนนกดคุกคามจนแทบหายใจไม่ออก

    หลินเมี่ยวยืนเด่นเป็นสง่า รู้ถึงแม้รู้สึกว่าโลหิตไหลหลั่งออกจากร่างอย่างช้าๆ แต่ก็ปรากฎขุมกำลังที่บอกไม่ถูกขุมหนึ่งหนุนส่งมันจนยืนหยัดอยู่ได้โดยไม่ล้มลง

    มันสลัดลืมเลือนความเป็นความตายไปสิ้น มีชีวิตไยต้องหรรษา แม้นตายมีอันใดหวาดผวา ยามนี้ในใจมันมีความคิดเพียงประการเดียวนั่นคือฆ่า!

    โลกนี้โหดเหี้ยมอำมหิตเกินไป เหตุใดคนดีไม่มีชีวิตยืนยาว ? เหตุใดจึงเกิดเรื่องราวอยุติธรรมมากมาย ? คนชั่วช้าครองเมือง หลักเหตุผลของฟ้าไม่คงอยู่ อย่างนั้นอยู่ไปยังมีความหมายอันใด ?

    หวนนึกถึงเหลียงซินอี้รอมันอยู่ในปรภพในใจหลินเมี่ยวกลับปราศจากความเศร้าโศก หากทว่าเป็นความสุขที่ขมขื่นประการหนึ่ง

    ไม่ว่าความสุขเป็นประเภทใดก็ตาม ถือเป็นความสุขประหนึ่ง เมื่อมีชีวิตต้องโศกเศร้า มิสู้ตายอย่างมีความสุข

    หลินเมี่ยวบังเกิดความเคียดแค้นต่อโลกนี้ นั่นเป็นความรู้สึกเมื่อตอนที่มันทราบข่าวการตายของเหลียงซินอี้ มันแค้นทางโลกไร้เหตุผล แค้นสวรรค์ไร้ซึ่งความยุติธรรม แค้นที่ตัวเองไร้ความสามารถ กระทั่งสตรีอันเป็นที่รักยังไม่อาจคุ้มครองได้ ดังนั้นมันเผชิญหน้ากับความตายอย่างผ่าเผยเพียงเพื่อไปจากโลกอันเคียดแค้นแห่งนี้

    ถนนยาวเงียบสงัดงัน แว่วเสียงฝีเท้ากับเสียงลมหายใจดังถนัดชัดเจน ยิ่งเพิ่มความลี้ลับให้กับความเงียบสงัดงันนี้

    หลินเมี่ยวหลั่งโลหิตโซมกาย หากแผ่ซ่านพลังสภาวะที่สยบขวัญผู้คนชนิดหนึ่ง แต่หาใช่เป็นเพราะมันมีวิชาฝีมือสูงเยี่ยมไม่

    หลินเมี่ยวมิใช่ชนชั้นยอดฝีมือ กระทั่งวิชาฝีมืออันสูงส่งยังไม่เรียนรู้ แต่พลังสภาวะอันแรงกล้ามาจากพลังชีวิตของมัน ไม่ว่าวิชาการต่อสู้ใดล้วนไม่อาจอยู่เหนือพลังชีวิต มีแต่ชีวิตจึงสามารถสร้างปาฏิหาริย์เกิดขึ้น ดังนั้นทุกผู้คนล้วนระย่นย่อต่อพลังสภาวะของหลินเมี่ยว

    นี่มิใช่การแสดงออกถึงความขลาดเขลา หากทว่าเป็นการเคารพและยกย่องต่อชีวิต ดังนั้นขณะที่สายตานับร้อยนับพันจ้องจับบนร่างหลินเมี่ยว ผู้คนจำนวนมากทราบว่าคนผู้นี้ไม่อาจส่งผลคุกคามอันใด แต่เมื่อทุกผู้คนประสานสบกับสายตาหลินเมี่ยว กลับเลือกวิธีหลีกเลี่ยงจากการประสานสบกัน

    พริบตานั้นคันธนูทุกคันล้วนพาดลูกศรน้าวคันธนูจนสุดล้า หัวธนูเล้งมายังหลินเมี่ยว ขอเพียงมีคนตวาดสั่งคำหนึ่ง หลินเมี่ยวจะถูกห่าธนูทะลวงร่างราวกับเม่นตัวหนึ่ง

    หลินเมี่ยวรู้สึกว่าความตายกรายใกล้ถึงเพียงนั้น ความรู้สึกของความตายชัดเจนถึงเพียงนั้นราวกับเป็นเสียงลมหายใจ ผ่านเข้าสู่ห้วงสมอง ร่างกายของมัน ซึ่งความจริงมันทราบว่าต่อให้ลูกธนูเหล่านี้ไม่คร่าชีวิตมัน ชีวิตของมันก็จะดับสูญสิ้นไปพร้อมกบโลหิตที่ไหลหลั่งออกจากร่าง

    ไม่ทราบผู้ใดส่งเสียงร้องบอกจากในกลุ่มคนว่า “ต้องการจับเป็น เพื่อเค้นถามถึงร่องรอยของผู้สมรู้ร่วมคิด”

    พร้อมกับเสียงดัง ลูกธนูทุกดอกลดต่ำลง ทหารรักษาเมืองเปิดทางออกเป็นช่อง ม้าตัวหนึ่งควบขับออกจากกลุ่มคนมาถึงเบื้องหน้า

    ทันใดนั้น ทหารรักษาเมืองทางด้านหลังบังเกิดความปั่นป่วนขึ้นมา ปรากฎเปลวไฟกลุ่มหนึ่งลุกโชนขึ้น

    เหล่าทหารร้องอุทานพลางแตกฮือไปรอบข้าง เห็นวัวหลายตัวลากรถคันหนึ่งแล่นตะบึงมา บนรถคล้ายสุมเต็มไปด้ายวัตถุที่เป็นเชื้อเพลิง ดังนั้นเปลวไฟลุกไหม้อย่างร้อนแรง ทหารที่หลบหลีกไม่ทันท่วงที หากมิใช่ถูกวัวพุ่งชนล้มลง ก็ถูกเปลวไฟลามใส่

    มิหนำซ้ำภายในตรอกสองฟากข้างถนนปรากฎรถที่เกิดเพลิงไหม้ลุกโชนหลายคันแล่นออกมา แต่ไม่ได้ใช้วัวลากเทียม หากทว่าเป็นคนผลักดันอยู่ด้านหลัง บนรถเต็มไปด้วยถ่านไฟ ทั้งยังมีไม้ฟืนที่จุดไฟขึ้น

    เหล่าทหารที่ถูกรถวัวเพลิงพุ่งชนจนปั่นป่วนวุ่นวายไหนเลยคาดคิดว่าปรากฎรถที่เกิดเพลิงไหม้พุ่งออกมาจากตรอกซอยทั้งสองสาย พอเข้าสู่ถนนยาว ก็ปรากฎรถสองคันพลิกคว่ำ ถ่านไฟบนรถปลิวกระเด็นดุจแสงหิ่งห้อย

    เหล่าทหารไม่ทันหลบเลี่ยง ถูกถ่านไฟที่ปลิวกระเด็นมาพุ่งใส่ ส่งเสียงแผดร้องโอดโอย ม้าพ่วงพีก็ถูกไฟลวกจนแตกเตลิดวุ่นวาย

    มีคนร้องสั่งว่า “ยิงให้กับเรา” แต่เหล่าทหารเอาแต่ยกมือปิดหน้า หรือตบสะเก็ดไฟที่พุ่งใส่ร่าง ไหนเลยมีกะใจจัดการกับผู้ก่อความไม่สงบ

    เสียงโครมเมื่อรถที่เกิดเพลิงไหม้ปะทะชนกันกลางถนน ตรงกึ่งกลางระหว่างเหล่าทหารกับหลินเมี่ยว

    มิหนำซ้ำบนหลังคาบ้านสองฟากข้างยังมีคนโยนไม้ฟืนเป็นมัดๆ ลงบนท้องถนน เหล่าทหารยังไม่เข้าใจว่าเป็นเรื่องราวใด ก็ถูกไม้ฟืนทุ่มใส่จนหัวหมุน จากนั้นไม้ฟืนช่วยเสริมอัคคีบนท้องถนนจนกลายเป็นทะเลเพลิง

    พริบตานั้นแว่วเสียงแผดร้อง เสียงร้องอุทานเสียงม้าร้อง เสียงขู่คำรามจนสับสนวุ่นวาย สถานการณ์ชุลมุนถึงที่สุด

    หลินเมี่ยวก็ถูกเหตุแปรเปลี่ยนไม่คาดหมายสะกดจนตะลึงลาน ไม่ทราบทำอย่างไรดี

    พลันปรากฎคนผู้หนึ่งเข็นรถเปล่าคันหนึ่งมาถึงข้างกายหลินเมี่ยว ร้องบอกว่า “คุณชายหลินรีบขึ้นรถ”

    หลินเมี่ยวยังตกตะลึง คนผู้นั้นชิงยื่นมือหิ้วร่างหลินเมี่ยวขึ้น วางขวางอยู่บนรถ

    ปรากฎผู้คนอกคนหนึ่งกระโดดขึ้นรถ กล่าวกับคนเข็นรถว่า “รีบไป เราจะพันบาดแผลให้กับคุณชายหลินเอง”    

    คนเข็นรถเหลียวหน้าไปร้องชักชวนว่า “ไป” ปรากฎผู้คนสิบกว่าคนถือดาบติดตามมา รวมทั้งผู้คนที่โยนไม้ฟืนลงจากหลังคาบ้านก็กระโดดลงมาสมทบ

    หลินเมี่ยวค่อยได้คิดว่าคนเหล่านี้เป็นฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้า ยามร้อนรุ่มกลับสิ้นสติไป

 

    เมื่อหลินเมี่ยวฟื้นคืนสติมา รู้สึกว่าปากแผลเย็นรวยรื่น หากทว่าไร้เรี่ยวแรง รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงร่ำร้องของเหล่าทหาร

    หลินเมี่ยวทราบว่าคราครั้งนี้ตนเองย่ำแย่แล้ว เมื่อตกไปในเงื้อมมือฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้า หาได้ดีเลิศกว่าตกอยู่ในมือของเหล่าทหารสักเท่าใด ถึงแม้มันไม่กลัวตาย แต่ส่วนลึกของจิตใจยังมีสัญชาตญาณของการดิ้นรนมีชีวิตรอด

    หลินเมี่ยวลืมตาขึ้น รู้สึกฟ้าดินมืดมิดเป็นแผ่นผืน มองไม่เห็นฟ้า ถึงกับมองไม่เห็นอันใด แต่สัญชาตญาณบอกต่อมันว่า มีวัตถุสิ่งหนึ่งคลุมอยู่บนร่าง ที่ซึ่งตนเองนอนอยู่เป็นสถานที่อันเงียบสงบ เพียงแต่บางครั้งแว่วเสียงฝีเท้าผู้คนกับเสียงฝีเท้าม้าผ่านไป แสดงว่าเป็นทหารที่ตามล่าตนเอง แต่พวกมันคล้ายไม่พบเห็นตนเอง ที่ข้างกายตนเองก็ไม่ได้ยินเสียงลมหายใจผู้คน อย่างนั้นฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าเล่า... นึกถึงตอนนี้ หลินเมี่ยวขยับตัวคราหนึ่ง

    ไม่มีสิ่งใดจำกัดอิสรภาพของหลินเมี่ยว แม้กระทั่งดาบของมันก็อยู่ที่ข้างกาย ความรู้สึกที่เย็นชุ่มฉ่ำทำให้มันสมองแจ่มใส่ขึ้นมากนัก ดังนั้นยกมือผลักวัตถุที่ทับอยู่บนร่างคราหนึ่ง

    ที่กระทบถูกเป็นความอ่อนนุ่ม คล้ายกับเป็นผืนพรม ทั้งไม่หนักอึ้งนัก

    หลินเมี่ยวสดับฟังความเคลื่อนไหวเบื้องนอกหาได้ยินสุ้มเสียงผู้คนไม่ เสียงร่ำร้องที่ห่างไกลทำให้มันแน่ใจว่าละแวกใกล้เคียงนี้ไม่มีผู้คน ดังนั้นผลักแง้มผืนพรมออกเล็กน้อย พบว่าระดับสายตาอยู่ในแนวเดียวกับพื้นดิน

    หลินเมี่ยวใจหายวาบ ที่ซึ่งมันนอนอยู่แสดงว่าอยู่ใต้พื้นดิน หมายความว่ารถที่บรรทุกร่างมันอยู่ใต้พื้นดิน คาดว่าเป็นท้องร่องแห่งหนึ่ง

    ถนนยาวเงียบวังเวง หลินเมี่ยวพลันพบว่านี่เป็นเส้นทางที่ทอดสู่ศาลเจ้าชืออิ๋ว ดังนั้นเข้าใจในบัดดล ที่ซึ่งมันนอนอยู่เป็นหลุมฟ้าผ่า ตามคำเล่าขาน ที่นี้เคยเป็นสถานที่บำเพ็ญภาวนาของปีศาจอสรพิษตัวหนึ่ง เนื่องเพราะปีศาจอสรพิษล่วงเกินเทพชืออิ๋ว* เป็นเหตุให้ถูกอสนีฟ้าฟาดทำลาย ดังนั้นทิ้งเป็นหลุมลึกแห่งหนึ่ง

 

    เชิงอรรถ * ชืออิ๋วเป็นบุคคลในเทพนิยาย ทำสงครามกับหวงตี้หรือจักรพรรดิเหลือง สุดท้ายพ่ายแพ้เสียชีวิต

 

    นี่ย่อมเป็นความเชื่ออันงมงาย แต่ว่าหลุมลึกนี้ไม่มีผู้ใดทำการถมดินปรับพื้นผิว หลินเมี่ยวคุ้นเคยกับสถานที่นี้ ดังนั้นแน่ใจว่าที่นี้อยู่ใกล้กับศาลเจ้าชืออิ๋วยิ่ง

    นึกถึงตอนนี้ หลินเมี่ยวบังเกิดความยินดี ขอเพียงมันไปถึงศาลเจ้าชืออิ๋ว ก็สามารถอาศัยทางน้ำใต้ดินหลบหนีออกนอกเมือง เมื่อถึงเวลานั้นก็ไม่ตกอยู่ในเงื้อมมือเหล่าทหารกับฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าแล้ว

    หลินเมี่ยวพลิกตัวอย่างยากเย็น พบว่าปากแผลพบร่างปวดแปลบแสบร้อน ตลอดทั้งร่างไร้เรี่ยวแรง ความเจ็บปวดและอ่อนเปลี้ยแล่นจู่โจมจิตใจมัน

    หวนนึกถึงยังมีความหวังรอดชีวิต หลินเมี่ยวไม่คิดนอนอยู่ที่นี้ รอให้ฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้ามาจับตัวมัน หรือว่าถูกเหล่าทหารฆ่าตาย ถึงแม้มันไม่เข้าใจว่า ฝูงโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าไฉนซ่อนตัวมันอยู่ที่นี้ แต่ทราบว่าคนโจรค่ายพยัคฆ์ฟ้าต้องย้อนกลับมานำตัวมันไป ดังนั้นมันต้องไปจากนี้

    ถึงแม้หลินเมี่ยวยิงลูกธนูที่อาบยาพิษใส่ร่างขงหยง แต่ก่อนที่จะยืนยันว่าขงหยงเสียชีวิตแล้ว มันยังคิดมีชีวิตสืบต่อ ถึงกับคิดฆ่าผู้บัญชาการทหารรักษาเมืองขงเซิน ค่อยระบายความแค้นในอกได้

    ยามนี้กล่าวได้ว่าหลินเมี่ยวผ่านการตายครั้งหนึ่ง มันทราบว่าการตายของเหลียงซินอี้ทำให้จิตใจมันจมอยู่ในห้วงความสิ้นหวังที่ปวดร้าว แต่หลังจากที่มันผ่านช่วงความเป็นความตาย ค่อยพบว่าความตายมิใช่รูปแบบแห่งการสิ้นสุดยุติ มันยังมีเรื่องมากมายต้องกระทำ อย่างน้อยมันต้องทราบว่าเหลียงซินอี้ถูกฝังอยู่ที่ใด อย่างน้อยต้องจัดสร้างป้ายสุสานให้กับนางสักป้ายหนึ่ง

    อาการเจ็บปวดไม่อาจยับยั้งความเคลื่อนไหวของหลินเมี่ยว สุดท้ายมันคืบคลานออกจากผืนพรม ค่อยพบว่าบนพรมยังปักไว้ด้วยต้นหญ้าเพราะเหตุนี้เหล่าทหารติดตามจึงละเลยตนเองกับรถเข็นไป บวกกับยามชุลมุนวุ่นวาย แทบไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าที่นี้สมควรมีหลุมฟ้าผ่าแห่งหนึ่ง นี่เป็นเหตุผลที่หลินเมี่ยวอยู่รอดปลอดภัย

    หลินเมี่ยวลอบชมเชยวิธีปกปิดร่างกายนี้แต่มันไม่มีกะใจครุ่นคิดมากความ หากแต่ต้องรีบรุดไปยังศาลเจ้าชืออิ๋ว ยามนี้มันกระทั่งค้อนใหญ่ยังยกไม่ขึ้น เพียงพกพาดาบกับหน้าไม้ลากฝีเท้าไปยังศาลเจ้าชืออิ๋ว ในใจนึกภาวนาว่าอย่าได้มีคนผ่านมา ไม่เช่นนั้นขอเพียงเด็กน้อยผู้หนึ่งก็สามารถจัดการกับมัน

    ศาลเจ้าชืออิ๋วปรากฎแก่สายตา ระยะห่างเพียงแค่เอื้อมในยามปรกติ ยามนี้กลับยาวไกลราวกับไม่มีที่สิ้นสุด หน้าผากหลินเมี่ยว

ปรากฎเหงื่อเย็นเยียบไหลซึมออกมา ไม่เพียงเพราะความตื่นเต้นตึงเครียด มิหนำซ้ำการเดินเหินกระทบถูกปากแผลบนร่าง    

    หลินเมี่ยวทราบว่าไม่อาจนึกถึงปากแผลมีแต่หันเหความสนใจจากปากแผล จึงเบี่ยงเบนจากความเจ็บปวดรวดร้าวที่ได้รับ มันคล้ายคิดไม่ถึงว่าร่างกายตนเองในตอนนี้กลับอ่อนแอถึงเพียงนี้ กระทั่งเดินเหินยังลำบากกินแรง อีกสักครู่จะผ่านทางน้ำใต้ดินได้อย่างไร ?

    นึกถึงตอนนี้ หลินเมี่ยวอดสยิวกายอย่างหนาวเหน็บมิได้ ทางน้ำใต้ดินนั้นทอดถึงคูน้ำนอกเมือง มิหนำซ้ำตนเองต้องไหลผ่านคูน้ำรอบตัวเมืองจึงถือว่ารอดพ้นจากห้วงอันตราย แต่ด้วยสภาพร่างกายของมันในตอนนี้ไม่มีทางแหวกว่ายผ่านไปได้

    ตอนนี้ความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเหล่าเปากับพวกจะรอมันที่คูน้ำรอบตัวเมืองสักระยะเวลาหนึ่ง ทั้งจัดเตรียมแผ่นไม้สำหรับลอยตัวให้กับมัน อย่างนั้นจึงอาจผ่านห้วงคับขันเป็นตายได้ แต่ว่านี่เพียงเป็นความหวังเท่านั้น

    เมืองอวนเฉิงสะท้านสะเทือนแทบถล่มทลาย บุตรชายของผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิงถูกลอบสังหารเมื่อครู่ หากทว่าจับตัวฆาตกรไม่ได้ ถึงแม้สังหารคนร้ายไปหลายคน แต่ทหารทางการบาดเจ็บล้มตายร้อยกว่าคน ทั้งยังเกิดเพลิงไหม้ไปครึ่งถนน

    วันนี้ทางการตั้งรางวัลนำจับหลินเมี่ยวเพิ่มเป็นสามพันตลึง ไม่ว่าจับเป็นหรือจับตาย นับว่ามีค่าตัวสูงกว่าหลิวซิ่วและเติ้งอวี่อีก ทำให้ผู้คนขบคิดคาดเดาว่าหลินเมี่ยวเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เมื่อคืน

    ภายในเมืองอวนเฉิง ส่งกำลังทหารออกตรวจค้น ตามหาทั้งในและนอกเมือง ผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิงขงเซินโกรธเกรี้ยวถึงที่สุด สาบานต้องสับร่างหลินเมี่ยวเป็นหมื่นท่อน ส่วนตูถงฮูหยิน (ภรรยาท่านผู้บัญชาการ) ร่ำไห้จนสลบไสลไปห้าครั้ง

    อาการบาดเจ็บที่คร่าชีวิตขงหยงเป็นลูกธนูที่ยิงใส่ร่าง ตำแหน่งที่ลูกธนูยิงใส่ห่างจากขั้วหัวใจหนึ่งนิ้ว แต่ว่าบนลูกธนูอาบยาพิษ พิษแล่นจู่โจมถึงหัวใจ ดังนั้นสุดที่จะรักษาเยียวยาได้

    ที่ผู้คนเศร้าเสียดายที่สุด มิใช่การตายของขงหยง หากแต่เป็นการตายของเสี่ยวอิวแห่งเหลามอมเมาจันทร์ เหล่าคุณชายสูงศักดิ์ล้วนเศร้าเสียใจที่ยังไม่ได้เชยชมเสี่ยวอิว

    โจรร้ายเมื่อคืนกลับกล้าฆ่าคนวางแผน มีบ้างบางคนระแวงสงสัยว่าเป็นการก่อกวนของกองกำลังป่าเขียว มีบ้างบางคนเข้าใจว่าเป็นฝีมือของตู้เม่ากับอู๋ฮั่นและพวก คราก่อนอู๋ฮั่นกล้าบุกแดนประหาร วันนี้ย่อมกล้าฆ่าคนวางเพลิง

    หลิวซิ่วและพวกก็แตกตื่นตะลึงลาน พวกมันความจริงจับตาดูความเคลื่อนไหวของหลินเมี่ยวแต่เมื่อคืนกลับละเลยไป คิดไม่ถึงหลินเมี่ยวกลับฆ่าขงหยง ทั้งหนีรอดจากการล้อมจับของทหารทางการ

    แต่หลิวซิ่วคาดคะเนว่าหลินเมี่ยวต้องกระทำการอันลือลั่น ถึงแม้มันอยู่ร่วมกับหลินเมี่ยวไม่กี่วัน ทั้งทราบว่าหลินเมี่ยวมีชีวิตอยู่ในสังคมระดับล่าง แต่ล่วงรู้ว่าคนผู้นี้มีสมองความคิด ดังนั้นเล็งผลเลิศในตัวหลินเมี่ยว

    หลิวซิ่วจึงสั่งการต่อเถี่ยเอ้อ (ที่สองแซ่เถี่ย) ให้ไปยังถนนเทียนเหอ ดูว่าสืบทราบร่องรอยของหลินเมี่ยวหรือไม่ แต่ประการสำคัญคืออย่าได้สะกิดความสงสัยของทหารทางการ

    

    หลินเมี่ยวรู้สึกบัดเดี๋ยวหนาวบัดเดี๋ยวร้อนคล้ายปราศจากความรู้สึกใด คงเหลือแต่วิญญาณอันเวิ้งว้างเผชิญการเคี่ยวกรำ ความรู้สึกนั้นคล้ายฟื้นคล้ายยังไม่ฟื้น และคล้ายตกอยู่ในห้วงความฝันที่ไม่มีวันตื่นขึ้น    .

    หลินเมี่ยวฝันถึงมารดาที่ตายจาก ถึงแม้ว่ามันมีความทรงจำต่อมารดาอย่างเลือนรางก็ตาม ต่อจากนั้นฝันถึงบิดา เหกอี้และ

เหลี่ยงป๋อ (ลุงเหลียง หมายถึงบิดาของเหลียงซินอี้) คล้ายกับว่าคนเหล่านี้ล้วนอยู่ข้างกายมัน และร้องเรียกชื่อของมัน

    ในห้วงอันเลอะเลือนเลื่อนลอย มันคล้ายพบเห็นผู้คนจำนวนมาก ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ทุกผู้คนต่างกวักมือต่อมัน ร้องเรียกหามัน แต่ว่ามันไม่อาจเข้าใกล้อีกฝ่าย ถึงกับทั้งแตกตื่นทั้งร้อนรุ่ม คล้ายบังเกิดความรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง ไม่สามารถเอ่ยปาก ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้...

    มันนึกถึงความตาย นึกถึงขุมนรก หนึ่งเดียวที่น่ายินดีและน่าเศร้าคือมันยังมีความคิดอ่าน

    การที่สามารถคิดอ่านถือเป็นความโชคดีแต่เนืองด้วยสามารถคิดอ่าน มันค่อยรู้สึกถึงความโดดเดี่ยว รู้สึกถึงความอัดอั้นอับจนปัญญา มันไม่ทราบว่าตนเองที่แท้อยู่ที่ใด อาจบางทีกำลังเวียนว่ายตายเกิดในโลกทั้งสามกับภพทั้งหกตามวัฏสงสาร ดังนั้นจึงเกิดประสบการณ์ที่ไม่อาจบ่งบอกบรรยายเช่นนี้

    หลินเมี่ยวยามสลัวเลือนราง คล้ายได้ยินเสียงร้องเรียกจากเหนือฟ้า คลับคล้ายมีแสงสว่างจุดหนึ่งปรากฎขึ้นในความมืด ค่อยๆ แจ่มชัดขึ้นทีละน้อย

    “ฟื้นแล้ว ฟื้นแล้ว คุณชายฟื้นแล้ว”

    หลินเมี่ยวลืมตาช้าๆ กลับพบเห็นใบหน้าที่แปลกหน้าใบหนึ่งผ่านเข้าสู่คลองจักษุ จากเลอะเลื่อนพร่ามัวเป็นกระจ่างแจ่มชัดขึ้น

    หลินเมี่ยวค่อยมีสติแจ่มใสขึ้นบ้าง ถามเสียงอ่อนล้าว่า “นี่เป็นสถานที่ใด ?”

    คนแปลกหน้านั้นหาตอบคำไม่ ที่ข้างกายมันพลันเพิ่มชายชราอีกคนหนึ่ง กล่าวว่า “เด็กน้อยฟื้นคืนสติแล้วจริงๆ”

    หลินเมี่ยวเบิ่งตามองดูชายชรานั้น ถามเสียงอ่อนระโหยว่า “เหล่าเซียนเซิง (ท่านผู้สูงอายุ) ขอถามข้าพเจ้าอยู่ที่ใด ?”

    คนแปลกหน้านั้นยิ้มพลางกล่าวว่า “นี่เป็นอิ่นเซียนกู่ (หุบเขาซ่อนเซียน)”

    ชายชรานั้นกลับแค่นเสียงอย่างขุ่นเคือง กล่าวว่า “เด็กน้อยนี้จงใจอยู่ตรงข้ามกับเรา ทั้งที่ตายไปเจ็ดวันยังฟื้นคืนชีพมา แสดงว่าต้องการให้เราฟงชือ (พายุงมงาย) ไม่อาจสู้หน้าเฒ่าบัดซบนั้น”

    หลินเมี่ยวงงงันวูบ ไม่เข้าใจว่าชายชราผู้นี้หมายความกระไร เหตุใดตายไปเจ็ดวันยังฟื้นคืนชีพ ไฉนบอกว่าไม่อาจสู้หน้าเฒ่าบัดซบนั้น อาจเป็นเพราะร่างกายอ่อนล้าเกินไป สมองยังไม่กลับคืนสู่ความแจ่มใส ดังนั้นไม่ทราบว่าเป็นเรื่องราวใด เพียงทราบว่าชายชราผู้นี้เรียกว่าพายุงมงาย นามนี้กลับแปลกประหลาดนัก

    หลินเมี่ยวกล่าวเสียงอ่อนล้าว่า “เหล่าเซียนเซิง ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าท่านกล่าวอันใด”

    พลันแว่วเสียงหัวร่อฮาฮาดังขึ้น หลินเมี่ยวกวาดตามอง เห็นชายชราผมขาวเคราเงินยวงผู้หนึ่ง สะพายหลัวบรรจุตัวยาที่กลางหลังเดินเข้าประตูมา

หนังสือแนะนำ

Special Deal