บทที่ 6 เทศกาลโคมไฟ

เปรี๊ยะเปรี๊ยะเปรี๊ยะ! เสียงประทัดก้องดังสนั่นหวั่นไหว กลุ่มควันสีขาวครอบคลุมเป็นแผ่นผืน ตามตรอกซอกซอย เด็กน้อยจำนวนมากวิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน

การขึ้นครองราชย์ครบยี่สิบห้ารอบเทศกาลซ่างหยวน ( เชิงอรรถ - *หรือเรียกอีกอย่างว่า เทศกาลหยวนเซียว ตรงกับวันแรม 15 ค่ำเดือนอ้ายตามปฏิทินจันทรคติ ในวันนั้นจะมีการประดับโคมไฟสวยงาม และกินขนมบัวลอย) ของจักรพรรดิไป๋จงแห่งต้าเซี่ย ในที่สุดก็มาถึงพร้อมกับเสียงประทัดอันครึกโครม ขณะเดียวกันก็เป็นวันครบรอบวันประสูติห้าสิบเจ็ดพรรษาของจักรพรรดิจ้าวเจิ้งเต๋อแห่งต้าเซี่ย ถนนหนทางเต็มไปด้วยบรรยากาศรื่นเริงอย่างจงใจให้เป็น โดยทางการแจกจ่ายประทัดให้ชาวนครเจินหวง เพิ่มความครึกครื้นให้กับงานเฉลิมฉลองในปีนี้ ประมุขแห่งวังเซิ่งจินทรงชื่นชมต่อการทำงานชิ้นนี้ยิ่งนัก ถึงกับพระราชทานรางวัลแก่เว่ยซูโหยว ฝู่อิ่น( เชิงอรรถ - **ชื่อตำแหน่งขุนนาง เทียบเท่าผู้ว่าราชการจังหวัด) นครหลวงในคืนนั้นทันที

ท่ามกลางเสียงประทัดอันอึกทึก คฤหาสน์ตระกูลจูเก่อก็เตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลสำคัญนี้เช่นกัน วันนี้นครเจินหวงหิมะตกหนัก โปรยปรายทั่วฟ้า คนเฒ่าคนแก่ในเมืองล้วนกล่าวว่า หิมะของปีนี้ตกลงมาอย่างผิดวิสัย หากเป็นปีก่อนๆ เพิ่งเข้าสู่ช่วงน้ำค้างแข็ง

ฉู่เฉียวสวมเสื้อสั้นกับกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนตัวใหม่ ทับด้วยเสื้อคลุมศีรษะบุขนจิ้งจอก ดวงหน้านวลใสล้อมกรอบด้วยปุยขนนุ่มนิ่ม สองแก้มระเรื่อ นัยน์ตากลมโต เกล็ดหิมะร่วงพรูเหนือจมูกงามงอน เด็กหญิงย่นจมูกเบาๆ แลดูน่ารักเป็นที่สุด

“ซิงเอ๋อร์ นายน้อยเรียกหาเจ้า” หวนเอ๋อร์สาวใช้ที่เพิ่งมาใหม่วิ่งตึงๆ เข้ามา เท้าสะเอวหอบหนักอย่างกับวัว ร้องเรียกขึ้น

ฉู่เฉียวพยักหน้าพลางกล่าวว่า “ไปเถอะ” แล้วเดินไปยังเรือนกลางเดี๋ยวนั้นเลย ฝีเท้าก้าวย่างมั่นคง ไม่มีวี่แววร้อนรนสักนิด

หวนเอ๋อร์ขมวดคิ้วมองอยู่นาน ส่ายหน้าไปมาแล้วเร่งตามไป

เทียบกับฉู่เฉียว จูเก่อเยว่ต่างหากที่เรียกว่าเอื่อยเฉื่อย เมื่อผลักประตูเข้าไป เห็นนายน้อยสี่จูเก่อเยว่กำลังนั่งพิเคราะห์หมากบนกระดานอยู่บนตั่งนุ่ม คิ้วขมวดเล็กน้อย ท่าทางจดจ่อ

ฉู่เฉียวตรวจดูสิ่งของแต่ละอย่างที่อีกเดี๋ยวต้องพกไประหว่างเดินทางจนเรียบร้อย จากนั้นส่งให้กับผู้ติดตามอื่นๆ เมื่อจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้นก็รินชาถ้วยหนึ่ง วางไว้ข้างโต๊ะหนังสือของจูเก่อเยว่ แล้วนั่งลงที่หน้าเตากำยาน เท้าคางรอคอยเงียบๆ

เหนือโต๊ะมีหนังสือม้วนหนึ่งวางอยู่ หน้าหนังสือเริ่มเหลือง บ่งบอกถึงความเก่าแก่หลายปี หนังสือเปิดกางแบบไม่ตั้งใจ ฉู่เฉียวลอบมองดู ถึงกับเป็นตำราพระธรรมคำสอน อดรู้สึกสนใจใคร่รู้ขึ้นมามิได้

จูเก่อเยว่ผู้นี้ วิธีการไม่นับว่าเผ็ดร้อน นิสัยก็ไม่ถึงกับกลอกกลิ้ง อย่างน้อยที่สุดสองประการนี้ก็แตกต่างราวฟ้าดินเมื่อเทียบกับบรรดาผู้ดีมีตระกูลบนคอกล่าสัตว์ในวันนั้น หากทว่าคนผู้นี้จิตใจแข็งกระด้างเย็นชา ทั้งมั่นใจในตัวเอง เย่อหยิ่งถือดี ไม่เห็นใครอยู่ในสายตานอกจากตัวเอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องศาสนาอะไรพวกนี้ แต่ไฉนจึงหันมาอ่านหนังสือธรรมะได้

“ในนั้นก็ไม่ถึงกับไร้สาระเสียทั้งหมด”

จูเก่อเยว่จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นลอยๆ คล้ายทราบว่าฉู่เฉียวกำลังคิดอะไร เขาหยิบหมากสีดำขึ้นมาหมุนเล่น พลันดีดใส่หน้าหนังสือจนพลิกเปิดไปหลายหน้า

“อ่านให้ข้าฟัง”

“คนเราเกิดมา เหมือนอยู่ท่ามกลางดงหนาม ใจนิ่ง กายก็นิ่ง เมื่อนิ่งก็ไม่เจ็บ หากใจไหว กายก็พล่าน ทำร้ายกาย ทำร้ายใจ ต้องแบกรับทุกข์ทน”

จูเก่อเยว่เงยหน้าขึ้นช้าๆ ดวงตาดำจัดดั่งกระแสน้ำวนก้นทะเล พินิจมองนางด้วยแววตาลึกล้ำสุดหยั่ง สุดท้ายค่อยเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ไม่เลว อายุยังน้อยกลับอ่านได้มากขนาดนี้ ใครสอนเจ้า”

ขณะที่ฉู่เฉียวเปล่งเสียงอ่านประโยคแรกก็รู้สึกได้ถึงความไม่สมเหตุสมผลแล้ว ดังนั้นยามนี้จึงไม่ตื่นตกใจสักเท่าไร เพียงยิ้มหวานตอบไปว่า “ขอบคุณนายน้อยที่ชมเชย บ่าวชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เล็ก เล่าเรียนเขียนอ่านกับพวกพี่ชายพี่สาว”

“เช่นนั้นหรือ? ท่อนที่อ่านเมื่อครู่ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”

“เข้าใจเล็กน้อย” ฉู่เฉียวตอบ “ถ้าอย่างไรนายน้อยช่วยอธิบายให้ซิงเอ๋อร์ฟังเถอะเจ้าค่ะ”

จูเก่อเยว่ยกมุมปากขึ้น ฉีกเป็นรอยยิ้มเฉยชา ไม่พูดไม่ตอบ แต่ก้มหน้าพิเคราะห์กระดานหมากต่อไป

เวลาค่อยๆ ล่วงผ่าน บ่าวที่นอกประตูชะโงกหน้าเข้ามามองหลายต่อหลายครั้ง ในที่สุดจูเก่อเยว่ก็ผลักกระดานหมากผุดลุกขึ้น สาวใช้ทางด้านข้างรีบรุดมาใส่รองเท้าให้ จูเก่อเยว่ในชุดสีเงินยวงแกมเขียว คลุมทับด้วยเสื้อคลุมหนังจิ้งจอกสีแดงเพลิง หนุ่มน้อยที่อายุไม่ถึงสิบสาม กลับมีสง่าราศีเหนือคำบรรยาย

“ไปเถอะ” จูเก่อเยว่เอ่ยขึ้นเบาๆ ก่อนเดินนำบริวารทั้งหมดออกไป

ประตูใหญ่ของคฤหาสน์จูเก่อ มีอาชาพ่วงพียืนเรียงราย เนื่องจากจูเก่อเยว่ล่าช้า นายน้อยอื่นๆ ของตระกูลจูเก่อต่างเดินทางล่วงหน้าไปก่อน บ่าวคนหนึ่งหมอบคุกเข่าที่พื้น จูเก่อเยว่เดินไปที่ม้าด้วยท่าทีสุขุม เหยียบบนหลังบ่าวพลิกตัวขึ้นม้า

เมื่อนั่งเรียบร้อย จูเก่อเยว่พลันหันศีรษะมองมาทางสาวใช้เรือนชิงซานที่ยืนน้อมส่งตรงปากประตู แล้วร้องถาม “ซิงเอ๋อร์ เคยเห็นงานประดับโคมของเทศกาลซ่างหยวนหรือไม่?”

ฉู่เฉียวตะลึงวูบ ก่อนส่ายหน้าทีหนึ่ง จูเก่อเยว่พยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ขึ้นมา ข้าพาเจ้าไป”

ฉู่เฉียวตะลึงอยู่นานค่อยเข้าใจคำว่า ‘ขึ้นมา’ ของจูเก่อเยว่ จึงรีบตอบกลับไปว่า “นายน้อย นี่ผิดระเบียบ”

จูเก่อเยว่ขมวดคิ้ว ขณะจะเอ่ยปาก ฉู่เฉียวพลันเดินไปข้างหน้าก้าวหนึ่งแล้วกล่าว “ซิงเอ๋อร์ขี่ม้าเองได้เจ้าค่ะ”

จูเก่อเยว่กวาดมองร่างกายเล็กๆ ของฉู่เฉียว แววประหลาดใจฉายชัดในดวงตา

“นายน้อยเอาม้าตัวเล็กๆ ให้ซิงเอ๋อร์ ซิงเอ๋อร์ขี่ได้เจ้าค่ะ”

จูเก่อเยว่ได้ยินก็หัวเราะเบาๆ หันไปพยักหน้ากับจูเฉิงผู้ติดตาม ไม่ถึงครู่ อาชาน้อยสีแดงพุทราก็ถูกจูงออกมา ตัวไม่ใหญ่ แต่เทียบกับฉู่เฉียวยังสูงกว่ามาก สายตาทุกคู่ล้วนจับจ้องที่ฉู่เฉียว เห็นนางยังสูงไม่ถึงขาม้า ต่างพากันรอคอยสมน้ำหน้า

เด็กหญิงเดินวนรอบอาชาน้อยสองรอบ ต้องชูจนสุดมือถึงจะเอื้อมถึงหลังม้า ในดวงตาของจูเก่อเยว่ทอแววขบขัน ขณะจะเรียกคนพยุงนางขึ้นม้า เด็กหญิงพลันยื่นมือคว้าสายบังเหียน ออกแรงดึงเล็กน้อยแล้วพลิกตัวขึ้นไป ท่วงท่าปราดเปรียวจนน่าอัศจรรย์

เสียงอุทานชมเชยฮือฮาขึ้นในหมู่คน จูเก่อเยว่หันกลับมา เห็นเด็กหญิงในชุดขาวสะอาด ราวกับก้อนหิมะกลมๆ เชิดหน้ายืดอกอยู่บนหลังม้า อดหัวเราะเบาๆ มิได้ ก่อนเฆี่ยนม้าควบไป

แน่นอนว่าฉู่เฉียวขี่ม้าเป็น แม้ร่างกายในตอนนี้ไม่สะดวกนัก แต่ดีที่อาชาน้อยตัวนี้เชื่องเชื่ออย่างมาก เห็นม้าตัวอื่นออกเดิน ก็เดินตามไปอย่างว่าง่าย

นครเจินหวงไม่มีกฎห้ามออกจากบ้านยามราตรี วันนี้เป็นเทศกาลซ่างหยวน ท้องถนนยิ่งครึกครื้นกว่าปกติ ยามนั้นใกล้พลบค่ำ ท้องฟ้าเริ่มมืด โคมไฟหลากสีส่องแสงวิบวับ สดสวยตระการตา คลอเคล้าสายลมเอื่อยเฉื่อย ทอดสายตามองไป ถนนจิ่วเวยทั้งสายประดับประดาด้วยแสงไฟอันวิจิตรตระการตา

สองฟากถนนเรียงรายด้วยโคมใหญ่สีแดงยาวเหยียด ตึกรามนับไม่ถ้วนกลายเป็นเวที ทั้งฟ้อนรำ กายกรรม แสดงละคร สรรพเสียงดนตรีล้วนมาชุมนุมกันพร้อมพรั่ง รัตติกาลแห่งเมืองหลวงสว่างไสวด้วยโคมดอกไม้และพลุหลากสี แผงลอยร้านเล็กร้านน้อยส่งเสียงกวักเรียกลูกค้า ทั้งของกินของใช้ ผลไม้สดใหม่ แป้งชาดประทินโฉม ล้วนนำมาประชันอย่างครบครัน รอคอยทุกท่านมาจับจ่ายฟุ่มเฟือย

ฉู่เฉียวนั่งบนหลังม้า ชะเง้อซ้ายชะโงกขวา ชื่นชมภาพราตรีสมัยโบราณที่ยากจะพบเห็น

บ้านจูเก่อเป็นตระกูลใหญ่แห่งยุค บรรลุผ่านที่ใด ไม่มีใครไม่หลบให้ ขณะผ่านตึกที่โอ่อ่าหลังหนึ่ง เห็นบนยกพื้นจัดวางโคมไฟสีสันสดสวยจำนวนมาก รูปแบบแปลกใหม่ มีทั้งรูปสัตว์หน้าตาน่ารัก รูปดอกไม้ รูปเทพเซียน แลดูละลานตา

เจ้าของแผงเห็นจูเก่อเยว่หยุดม้า รีบหยิบโคมมังกรสีทองใบหนึ่งวิ่งมาหาอย่างเอาใจ ปากก็พร่ำวาจาเสนาะหู จูเก่อเยว่มิได้ใส่ใจ เพียงชี้นิ้วไปที่โคมใบหนึ่งแล้วกล่าว “เอาใบนั้นลงมา”

เจ้าของแผงหันหน้ามอง เห็นโคมที่คุณชายสี่ตระกูลจูเก่อผู้มีชื่อเสียงเลื่องระบือชี้ไปนั้นกลับเป็นโคมรูปกระต่ายสีขาวใบหนึ่ง พลันอึ้งกับที่

เมื่อโคมไฟอยู่ในมือ ใบหน้าที่ชืดชามาตลอดของจูเก่อเยว่พลันปรากฏรอยยิ้มสายหนึ่งอย่างไม่เคยเป็น ก่อนยื่นโคมส่งให้ถึงหน้าฉู่เฉียว “ให้เจ้า”

ฉู่เฉียวตะลึงวาบ ยื่นมือรับไว้ตามสัญชาตญาณ แม้แต่คำขอบคุณก็ลืมเอ่ย จูเก่อเยว่สีหน้าเรียบเฉย หันหัวม้าแล้วเดินหน้าต่อ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น สายตาพิศวงของเหล่าผู้ติดตามแอบกวาดผ่านร่างฉู่เฉียวอย่างระมัดระวัง พลางครุ่นคิดคาดเดากันไปต่างๆ นานา

ฉู่เฉียวไม่ทราบจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี เห็นนางเป็นเด็กน้อยจริงๆ หรือนี่

โคมกระต่ายใบนั้นฝีมือประณีตบรรจง เป็นสีขาวปลอดทั้งใบ สองตาแดงสดใส ฉู่เฉียวยื่นมือไปแตะที่ปากกระต่ายเบาๆ ลิ้นเล็กๆ ที่ทำจากกระดาษสีชมพูก็แลบออกมา ทำเอาตกใจแทบกระโดด

ทันใดนั้นเอง ปรากฏเสียงหัวเราะดังขึ้น ฉู่เฉียวหันขวับ พอดีกับขบวนโคมเพิ่งผ่านหน้านาง บดบังคลองจักษุจนมิด โคมทองโคมสีลวดลายต่างๆ เต็มไปหมด สว่างไสวจนตาพร่า ผู้คนเบียดเสียดกันขวักไขว่ ไหนจะรถม้าที่แออัดคับคั่ง

ไม่ทราบผ่านไปนานแค่ไหน ขบวนโคมไฟค่อยๆ ลับหาย เห็นเพียงอีกฟากของถนนยาวเหยียด ผิวน้ำทะเลสาบแห้งแข็งเป็นแผ่นผลึก หิมะทับถมสุดลูกหูลูกตา กิ่งหลิวห้อยย้อยมีเกล็ดหิมะแตะแต้ม อาชาพ่วงพีสีดำสนิทยืนสง่าอยู่ด้านข้าง หนุ่มน้อยชุดเขียวเข้มสองมือกอดอก ยืนพิงต้นไม้อย่างเกียจคร้าน กำลังพิศมองมาที่นาง แววตาเป็นประกาย ริมฝีปากประดับรอยยิ้มจางๆ

เสียงตูมดังกึกก้อง ทุกคนพลันแหงนมองฟ้า เพียงเห็นดอกไม้ไฟแตกช่อสว่างไสวไปทั่วนภา ประหนึ่งธิดาสวรรค์ร่ายรำ ทั้งคล้ายแพรไหมสะบัดพลิ้ว เจิดจ้ากระจ่างตา ชวนให้ผู้ชมเคลิบเคลิ้ม

ยามนั้น ไม่ทราบเด็กน้อยซุกซนที่ไหนเขวี้ยงประทัดใส่ม้าของฉู่เฉียว อาชาน้อยสีแดงเพิ่งเยื้องย่างจากบ้านเป็นครั้งแรก พลันตื่นตระหนก ยกขาหน้าสูง แล้วควบตะบึงไปอย่างไม่รู้ทิศรู้ทาง

หนุ่มน้อยใต้ต้นไม้เห็นเข้าก็พลิกตัวขึ้นม้า เงื้อแส้กระหน่ำตี ไล่กวดตามหลังฉู่เฉียวไป

บ่าวรับใช้ของคฤหาสน์จูเก่อพากันอุทานแตกตื่น แต่จนใจที่ถูกคั่นกลางกับฉู่เฉียวด้วยฝูงชนมหาศาล ชั่ววูบนั้นไม่สามารถพุ่งมาหา จูเก่อเยว่เลิกปลายคิ้วพร้อมสะบัดแส้เฆี่ยนม้าหมายตรงมา กลับถูกผู้ติดตามกระชากสายบังเหียนไว้แน่น เขาเดือดพล่านขึ้นมาทันที โบกแส้ใส่หน้าผู้ติดตามคนนั้น พอเงยหน้าขึ้นจะไล่กวดไป บนถนนกลับอลหม่านชุลมุน แสงไฟสะท้อนวิบวับ ผู้คนคลาคล่ำจอแจ ไหนเลยยังมีเงาร่างของฉู่เฉียว

อาชาควบทะยานเร็วจี๋ ลมหนาวเสียดผ่านข้างหู สรรพสำเนียงอันวุ่นวายค่อยๆ ทิ้งห่าง กระทั่งเหลือเพียงเสียงเกือกม้ากระทบพื้น อาชาน้อยสีแดงแม้ตัวเล็ก แต่เป็นสายพันธุ์ชั้นดี พอออกวิ่งก็ทะยานสุดตัว มือน้อยๆ ของฉู่เฉียวโอบแผงลำคอม้า ก้มตัวฟุบบนแผ่นหลัง ศีรษะใบน้อยเหลียวมองซ้ายขวาเร็วรี่ สำรวจชัยภูมิโดยรอบอย่างเยือกเย็น

ร่างกายที่ยังไม่โตเต็มที่ของจิงเยว่เอ๋อร์ไม่อาจทานทนความเจ็บปวดบนหลังม้าที่โลดแล่นด้วยความเร็วสูงสุด ดังนั้นจำเป็นต้องเสาะหาทางรอดสายอื่น

ขณะนั้นเอง เบื้องหลังพลันแว่วเสียงฝีเท้าม้าร้อนเร่ง ไล่กวดฉู่เฉียวมาอย่างเต็มกำลัง กระทั่งตะบึงเคียงข้าง

“เจ้าขอร้องข้า ข้าจะช่วยเจ้า!”

สุ้มเสียงของหนุ่มน้อยโดนลมหนาวโชยพัดกระจัดกระจาย แต่ยังคงส่งถึงโสตหูของฉู่เฉียวแบบขาดๆ หายๆ เด็กหญิงผินหน้างามผ่อง ถมึงตาจิกมองหนุ่มน้อยที่ตามมาซ้ำเติม แววตาเด็ดเดี่ยว ปราศจากริ้วรอยลนลานแม้ครึ่งส่วน

“เช่นนั้นเจ้าบอกข้า สัญญาณมือที่เจ้าทำตอนนั้นหมายถึงอะไร แล้วข้าจะช่วยเจ้า!”

ลมราตรีหนาวเย็น จันทร์เพ็ญดุจมีดดาบ อาชาน้อยห้อตะบึงบนพื้นหิมะที่ลึกหนาถึงหัวเข่าผู้ใหญ่ ความเร็วค่อยๆ ชะลอ ทว่ากลับไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงแม้แต่น้อย โอกาสไม่อาจสูญ ฉู่เฉียวพลันคลายมือทั้งสอง ตบฝ่ามือใส่หลังม้าคราหนึ่ง โหนร่างกระโจนไปยังหนุ่มน้อยด้านข้าง

เสียงดังพลั่ก ร่างเด็กหญิงโผเข้าใส่สีข้างของหนุ่มน้อย อีกฝ่ายตกใจอุทานคำหนึ่ง รีบรั้งบังเหียน ทว่าสายเกิน ทั้งสองหน้าคะมำพลัดตกจากอาชาสีดำ กลิ้งหลุนๆ หลายตลบบนพื้นหิมะเหมือนกับผลน้ำเต้า อาชาสีดำไม่รู้ตัวสักนิด ยังคงไล่กวดอาชาน้อยสีแดงต่อไป ก่อนกลืนหายไปกับสีสันราตรีด้วยความเร็วสุดขีด พริบตาไม่เห็นเงา

“จี๋เฟิง!” หนุ่มน้อยตะโกนเรียกเสียงร้อนรน คิ้วขมวดแน่น ไม่ทันปัดหิมะบนตัว ก็วิ่งซวนเซตามไปได้สองก้าว แต่ก็เปล่าประโยชน์

“ม้าของท่านตัวนี้ สมควรลากกลับไปตัดหัวได้แล้ว โดนคนอื่นเล่นลูกไม้แล้วยังไม่รู้ตัวก็พอทน ตอนนี้แม้แต่เจ้านายตัวเองหล่นจากหลังก็ยังไม่รู้ เก็บไว้มีประโยชน์อะไร” ฉู่เฉียวคลานลุกขึ้นจากพื้น ปัดหิมะตามตัว สำรวจทั่วร่างรอบหนึ่ง พบว่าไม่บาดเจ็บ ดีมาก!

เยียนสวินหันหน้ากลับมา ถลึงตาอย่างขุ่นเคืองใส่ฉู่เฉียว ตวาดว่า “จี๋เฟิงเป็นม้าที่ฟู่หวัง (คำเรียกบิดา) ของข้าล่ามาได้จากเยียนเป่ย เพิ่งส่งมาไม่ถึงครึ่งเดือน ยังไม่คุ้นเคยกันแล้วแปลกตรงไหน เจ้าต่างหาก บังอาจทำให้ม้าข้าหายไป มีโทษสถานใด”

ฉู่เฉียวแค่นเสียงเฮอะเบาๆ กล่าวน้ำเสียงไม่ยี่หระว่า “ข้าก็ไม่ได้เรียกให้ท่านตามมา ม้าตัวเองแท้ๆ ยังสั่งไม่ได้ เกี่ยวอะไรกับข้า”

“เจ้าชักจะโอหังเกินไปแล้ว บังอาจพูดกับข้าเช่นนี้”

ฉู่เฉียวขมวดคิ้ว ปรายมองซื่อจื่อแห่งเยียนเป่ยที่อายุน้อยแต่วางมาดใหญ่โตผู้นี้แวบหนึ่ง แค่นเสียงเย็นชาอีกคำแล้วหมุนตัวเดินกลับเข้านครเจินหวง

เยียนสวินตะลึงวาบ ไม่คิดว่านางจะจากไปดื้อๆ จึงซอยเท้าไล่หลัง “เจ้าจะไปไหน”

ฉู่เฉียวเลิกคิ้วนิดหนึ่ง “แน่นอนว่ากลับบ้าน หรือจะให้อยู่ค้างคืนแถวนี้”

พื้นหิมะลึกมาก จุดที่ตื้นคือท่วมเข่าของฉู่เฉียว จุดที่ลึกก็ยิ่งท่วมเลยต้นขา เยียนสวินเดินอยู่ข้างฉู่เฉียว เห็นนางก้าวย่างลำบาก อารมณ์หงุดหงิดที่เสียม้าในตอนแรกค่อยคลายลงไม่น้อย เพียงยิ้มพรายเดินเคียง

ที่ไหนได้ ย่ำไปไม่กี่ก้าว รักสนุกทุกข์ถนัด เท้าพลันเบาหวิว ไม่ทันได้ร้องอุทาน ตลอดทั้งร่างก็หล่นวูบลงไป

เพิ่งได้ยินเสียงแตกร้าว ฉู่เฉียวก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติ แทบจะจังหวะเดียวกัน นางยื่นมือออกไปตามสัญชาตญาณ คว้าได้แขนของเยียนสวิน ทว่าร่างเล็กๆ ของจิงเยว่เอ๋อร์ไหนเลยแบกรับน้ำหนักของเยียนสวินได้ เพียงยินเสียงดังครืน ทั้งสองก็ถลำพรวดลงหล่มหิมะขนาดมหึมา

“โอย...นี่ เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” เยียนสวินโผล่หัวออกมาจากกองหิมะ พยายามโกยหิมะออก เห็นมือน้อยที่ขาวผ่องข้างหนึ่ง จึงรีบขุดฉู่เฉียวออกมาเหมือนดึงหัวผักกาด ก่อนเขย่าหน้านางและร้องถาม “เจ้ายังไม่ตายกระมัง?”

“ปล่อย” เด็กหญิงขมวดคิ้วตะคอก พอขยับเท้าก็ปวดวูบขึ้นมา หัวคิ้วยิ่งขมวดแน่นกว่าเดิม

เยียนสวินเริ่มร้อนใจ “เจ้าบาดเจ็บหรือ?”

“ไม่ถึงตาย” ฉู่เฉียวเงยหน้ามองแวบหนึ่ง พบว่าไม่สูงมากนัก จึงหันมากล่าวกับเยียนสวินว่า “ท่านปีนขึ้นไปได้หรือไม่?”

เยียนสวินกะระยะด้วยสายตา ก่อนส่ายหน้า “พื้นหิมะอ่อนยวบ ถ้าเป็นพื้นดินธรรมดายังพอกระโดดขึ้นไปได้ แต่นี่ไม่ไหว ยิ่งโดดจะยิ่งจม”

“ถ้าอยู่ทั้งคืนคงแข็งตายก่อน” ฉู่เฉียวพึมพำขณะยืนขึ้น “ท่านเหยียบไหล่ข้าปีนขึ้นไป ค่อยตามคนมาช่วยข้า”

เยียนสวินส่ายหน้า “ข้าส่งเจ้าขึ้นไปก่อนดีกว่า เจ้าค่อยไปตามคนมาช่วยข้า”

ฉู่เฉียวตะลึงวูบ มองเยียนสวินขึ้นๆ ลงๆ แล้วพยักหน้าทันควัน “ตกลง”

หมดเปลืองเรี่ยวแรงระดับเก้าวัวกับอีกสองพยัคฆ์ เมื่อฉู่เฉียวมองเห็นพระจันทร์กลมเด่นกลางเวหา เพียงรู้สึกเหมือนผ่านความตายมาได้ นางก้มหน้าตรงปากหล่ม ชะโงกมองเยียนสวินที่ยังติดอยู่เบื้องล่าง ตะโกนว่า “ท่านรอเดี๋ยว ข้าไปตามคน”

เยียนสวินส่งยิ้มโบกมือให้ “รีบไป รีบไป!”

ข้อเท้าปวดแปลบ เหมือนว่าตอนที่ตกลงไปเท้าจะแพลงแล้ว ฉู่เฉียวข่มกลั้นความปวดเดินไปได้หลายก้าว ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้น เด็กหญิงหยุดเท้าโดยไม่รู้ตัว ดวงตาหรี่เล็ก ไอเย็นเยียบเกาะกุมสันหลัง

ถ้าหาก...นางหมุนตัวจากไปเช่นนี้ ด้วยสภาพพื้นที่รกร้างลับตา ค่ำคืนนี้เยียนสวินต้องมอดม้วยอย่างไม่ต้องสงสัย เช่นนั้น นางใช่มิใช่นับว่าแก้แค้นได้แล้ว?

นึกถึงวันแรกที่มาถึง บนคอกล่าสัตว์ที่เจิ่งนองด้วยเลือดแดงสด ลูกธนูที่แหลมคมและเรือนร่างที่เยาว์วัย หัวใจของฉู่เฉียวพลันเต้นรัวขึ้นมา แม้วันนั้นลูกธนูปลิดชีพโดยส่วนใหญ่จะมาจากพี่น้องตระกูลจ้าวสองคน แม้เกาทัณฑ์ของเยียนซื่อจื่อโดยส่วนใหญ่จะปักบนร่างของหมาป่าดุร้าย แม้หลังเหตุการณ์เขาจะถูกสองพี่น้องจูเก่อมองว่าจิตใจอิสตรี แม้ว่า...เขาจะเชื่อใจ และเร่งให้ตนรีบไปรีบมาด้วยรอยยิ้มเช่นนั้น

ฉู่เฉียวหยัดยืนบนแผ่นผืนสีขาวอันเวิ้งว้าง แววตาดำขลับดุจน้ำหมึก สาดประกายคมปลาบระยิบระยับ

เสียงดังปึก กิ่งไม้แห้งสูงเท่าคนถูกโยนโครมลงไปกลางหล่ม หวุดหวิดโดนศีรษะของเยียนสวิน ฉู่เฉียวยังไม่ทันโผล่หน้า ก็ได้ยินเสียงสบถของเยียนสวินดังขึ้นมา “จะฆ่าคนหรือไร!”

ฉู่เฉียวค้อนตาคว่ำอย่างรำคาญ “ถ้าอยากฆ่าท่าน ข้าคงไม่ต้องเปลืองแรงขนาดนี้ รีบขึ้นมาเร็ว”

เยียนสวินปีนไต่ขึ้นมาด้วยท่าร่างปราดเปรียว พินิจฉู่เฉียวสองแวบ ก่อนยิ้มกล่าว “ข้ายังคิดว่าเจ้าจะทิ้งคนชั่วเช่นข้าไว้ สะบัดหน้าจากไปไม่เหลียวแล”

ฉู่เฉียวเหล่มองเขาอย่างเย็นชา “เสียดายที่ข้าใจไม่เหี้ยมพอ”

เยียนสวินหัวเราะฮาๆ สืบเท้าหลายก้าวถึงเบื้องหน้านาง ค้อมเอวต่ำแล้วกล่าว “มาเถอะ ถือเป็นค่าตอบแทนที่เจ้าไม่ใจดำทอดทิ้งข้า จะให้เจ้าขี่หลังกลับไป”

ฉู่เฉียวพินิจขึ้นลงอย่างสงสัย “เรื่องเสื่อมเสียศักดิ์ศรีเช่นนี้ท่านก็ยอมทำ?”

“ข้าเยียนซื่อจื่ออารมณ์ดี”

ฉู่เฉียวไม่พูดต่อ ขณะที่เยียนสวินเข้าใจว่านางไม่ยินดี แผ่นหลังพลันหนักวูบ มีร่างเล็กนุ่มนิ่มเพิ่มขึ้นมา

แผ่นดินขาวโพลน สะท้อนแสงหิมะจัดจ้าแสบตา เยียนสวินแบกคนใส่หลังเป็นครั้งแรก ท่าทางเก้งก้างพิกล บิดตัวไปมาอย่างอยู่ไม่สุขสองที ฉู่เฉียวจึงยื่นมือน้อยที่ขาวนุ่มออกมา ตบที่ก้านคอของเขาพลางกล่าว “เดินดีๆ ข้าจะหล่นอยู่แล้ว”

เยียนสวินผงะ ถึงกับเรียบร้อยขึ้นมา แบกฉู่เฉียวย่ำเดินไปบนพื้นกว้างช้าๆ

“นี่ เจ้ารู้หรือไม่ เมื่อครู่พวกเราออกมาไกลแค่ไหน”

เด็กหญิงตอบอย่างใจเย็นว่า “ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เดินกลับไปก็ประมาณหนึ่งชั่วยาม”

เยียนสวินผงกศีรษะ “เจ้าชื่อซิงเอ๋อร์?”

“ท่านทราบได้อย่างไร”

“ครั้งก่อนบนหน้าผา ได้ยินสาวใช้ที่ถูกเจ้าปรักปรำเรียกเจ้า”

คืนนี้ดูเหมือนเยียนสวินอารมณ์ดีมาก เห็นฉู่เฉียวไม่ต่อคำ จึงถามอีกว่า “เจ้าชื่อเดิมว่าอะไร แซ่อะไร”

ฉู่เฉียวฮึเบาๆ “ทำไมข้าต้องบอกท่าน”

“ไม่บอกก็ไม่บอก” เยียนสวินแค่นเสียงหยิ่งๆ “ข้าไม่เห็นอยากฟัง ช้าเร็วเจ้าก็ต้องร้องไห้วิงวอนให้ข้าฟัง”

“งั้นท่านก็อดทนรอให้ถึงวันนั้นเถอะ”

เยียนสวินขมวดคิ้ว “เป็นเด็กเป็นเล็ก ไฉนพูดจาแก่แดดเหมือนเป็นผู้ใหญ่”

เด็กหญิงบนแผ่นหลังแสยะปากไม่แยแส “พวกท่านก็ยังไม่โต ไฉนทำอะไรโหดเหี้ยมปานนั้น”

เยียนสวินตะลึงงัน ก่อนคลี่ยิ้มกล่าวว่า “สวรรค์ เจ้ายังอาฆาตจริงๆ”

สุ้มเสียงของเด็กหญิงจากหม่นหมองเปลี่ยนเป็นเย็นเฉียบ “ท่านไม่อาฆาตพยาบาท นั่นเพราะลูกศรไม่ได้ชี้มาที่ท่าน”

เสียงลมพัดอู้ๆ เยียนสวินจู่ๆ รู้สึกหนาวขึ้นมา อ้าปากเตรียมแย้ง แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก การแบ่งแยกชนชั้นวรรณะที่เขายึดถือมานานปี ยามนี้อธิบายต่อหน้าเด็กหญิงออกจะไม่เหมาะสมเท่าไร

มีเรื่องราวบางอย่าง เมื่อทุกคนต่างกล่าวว่าถูกต้อง ท่านก็จะเข้าใจว่าถูกต้องไปโดยปริยาย ต่อให้บางครั้งในใจท่านคิดค้านก็ตาม

แสงจันทร์เย็นเยียบสาดส่องเหนือพื้นหิมะ สะท้อนเงาร่างของเด็กน้อยทั้งสองจนทอดยาว

ยามนั้น แว่วเสียงฝีเท้าม้าเร่งร้อนจำนวนหนึ่งดังมาแต่ไกล เยียนสวินเริงร่าทันใด “คนของข้ามาแล้ว”

เด็กหญิงที่ฟุบบนหลังขมวดคิ้วเล็กน้อย ตะแคงหูตั้งใจฟัง เพียงได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังสับสน คล้ายทัพใหญ่เคลื่อนมา ทั้งยังแทรกด้วยเสียงฝูงชนวิ่งตะบึง ม่านหิมะเบื้องหน้าปลิวคลุ้ง ราวกับงูขาวมังกรเงิน จากเส้นสายกลายเป็นผืนใหญ่ คำรามครืนครั่นตรงมา

เด็กหญิงหรี่ตานิดหนึ่ง หยักยิ้มริมฝีปากแดงสด กล่าวเอื่อยๆ ว่า “ดูท่า คงไม่ใช่คนของท่าน”

หนังสือแนะนำ

Special Deal

Subscription Order ย้อนฯ 2 เล่ม 2-12

BERSERK เล่ม 38-39

Pre Order บันทึกปิ่น เล่ม 1