ตอนที่ 6 กัลป์ที่ต้องเผชิญ

    หอมอมเมาจันทร์ยังจุดประทีปโคมไฟ คึกคักครึกครื้นดุจเดิม ยิ่งเป็นห้วงกลียุค กิจการของหอนางโลมคล้ายยิ่งดี โดยเฉพาะเมืองใหญ่เช่นเมืองอวนเฉิง ความรู้สึกถึงวิกฤตการณ์ของผู้มีอันจะกินรุนแรงกว่าผู้ใด คล้ายกับมีแต่ชีวิตที่เมาหัวราน้ำ จึงปลอบประโลมจิตวิญญาณอันว่างเปล่าของพวกมัน มีแต่อ้อมกอดของหญิงงามเมือง จึงช่วยให้พวกมันลืมเลือนไฟสงครามไปชั่วคราว

    วันนี้ขงหยงอารมณ์ไม่ดี คล้ายกับยังไม่หลุดพ้นจากห้วงความผิดหวังเมื่อคืน มันคาดคิดไม่ถึงว่าผลจากการเฝ้ารอนเดือนเศษ สุดท้ายกลับหมดสนุกปานนั้น หลินเมี่ยวพอกลับมาเหลียงซินอี้ก็ตายแล้ว มันรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่ผู้ที่มันเคียดแค้นที่สุดคือหลินเมี่ยว เนื่องเพราะคนผู้นี้ทำลายความฝันอันสวยงามของมันไป

    ขงหยงคิดเชือดหลินเมี่ยวกับมือ แต่ทหารทางการหาตัวหลินเมี่ยวไม่พบ ดังนั้นเมื่อครู่มันยังอาละวาดในที่ทำการแม่ทัพรักษาเมืองรอบหนึ่ง ด่าทอเหล่าสัดใส่ข้าวใช้การไม่ได้ แต่ตอนนี้มันค่อยรู้สึกดีขึ้นบ้าง เพราะว่าสืบเนื่องจากเสี่ยวอิว

    นี่เป็นหญิงงามอันหยดย้อยอย่างแท้จริง ภายในเมืองอวนเฉิงไม่ทราบมีผู้คนมากน้อยเท่าใดคิดหมายปองนาง แต่ว่ามันอาศัยศักดิ์ฐานะของบุตรชายผู้บัญชาการแม่ทัพรักษาเมือง สามารถเอาชนะคู่แข่งมากหลาย รับตัวเสี่ยวอิวกลับบ้านไปหาความสุขอย่างเต็มที่

    นี่กลับช่วยให้ขงหยงอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยความรู้สึกที่เป็นเลิศของมันค่อยเด่นชัดกว่าเดิม สามารถชดเชยความเสียใจในตัวเหลียงซินอี้ไป    

    วิกาลคล้อยดึก ถนนยาวเงียบสงัด สมุนมือดีของที่ทำการแม่ทัพรักษาเมืองอารักขารถม้าของขงหยงออกเดินทางอย่างอึกทึกครึกโครม โดยไม่คำนึงว่าจะรบกวนการพักผ่อนของผู้คน เสียงล้อรถอันเลื่อนลั่นคล้ายยังไม่กลบเสียงหัวร่อหยอกเอินของขงหยงกับเสี่ยวอิวภายในรถได้

    ขงหยงไม่ว่าไปที่ใด ล้วนมีผู้ติดตามดุจหมู่ดาวห้อมล้อมเดือน ควรทราบว่าผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิง ขงเซินมีบุตรชายเพียงคนเดียว ดังนั้นทุกครั้งที่ขงหยงออกจากบ้าน ต้องจัดขุนพลมือดีแปดคนคอยอารักขา

    ระยะทางจากหอมอมเมาจันทร์ถึงที่ทำการผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิงถือว่าไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ไกล ต้องผ่านถนนสามสาย เลี้ยวโค้งสี่ครา เส้นทางช่วงนี้ต่อให้ขงหยงหลับตาลง ยังคลำทางถึงที่หมายได้ มันเองไม่เห็นด้วยกับการที่บิดาจัดกำลังผู้คนมากมายปานนี้อารักขามัน เนื่องเพราะขงหยงมิใช่มือชั้นธรรมดา หากทว่าได้รับการชแนะพลังฝีมือจากอาจารย์หลายท่าน

    รถม้าเริ่มเลี้ยวโค้ง มันทราบว่าขอเพียงเลี้ยวโค้งครั้งนี้ จากนั้นเลี้ยวอีกโค้งหนึ่งและผ่านถนนอีกสองสายจะถึงบ้านแล้ว มันแม้ลุ่มหลงอยู่กับเรือนร่างเลือดเนื้อของหญิงงามเมืองภายในรถ กลับทราบว่าเสี่ยวอิวเปรียบกับเหลียงซินอี้ ยังด้อยกว่ามากนัก นั่นเป็นความแตกต่างของลักษณะความงามที่ซ่อนอยู่ภายใน น่าแค้นที่ด้วยศักดิ์ฐานะของมันยังไม่ได้รับรักจากเหลียงซินอี้...

    ความคิดไม่ทันสิ้นสุด พลันบังเกิดเสียงโครมใหญ่ ตัวรถสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หลังคารถพังยุบลงมา กลับกลายเป็นเศษไม้ปลิวเวียนว่อน

    ขงหยงลอบร้องคำ ‘ผิดท่า’ ในใจ ฉุดลากเสี่ยวอิวถลันออกไป แทบเป็นเวลาเดียวกัน รถม้าพลันระเบิดแหลกสลาย นั่นเป็นผลจากหินใหญ่ก้อนหนึ่งถล่มลงจากฟ้า

    ขงหยงเพิ่งพุ่งปราดออกจากตัวรถ ได้ยินเสียงขวับ กระแสลมเย็นสายหนึ่งแหวกจู่โจมมาถึง

    เสียงเชียะพร้อมกับเสียงกรีดร้องดังขึ้น ขงหยงรู้สึกหัวไหล่ปวดแปลบแสบร้อน เสี่ยวอิวในอ้อมอกมันกลับถูกลูกธนูยาวเพียงแปดนิ้วดอกหนึ่งยิงทำร้ายเสียชีวิต

    ไม่เพียงแต่เสี่ยวอิวส่งเสียงกรีดร้อง ขุนพลมือดีของมันทั้งแปดคน ก็ถูกลูกธนูยิงล้มลงสี่คน อีกสี่คนขู่คำรามพลางโถมขึ้นหลังคาบ้านเรือนสองฟากข้างถนน

    มือสังหารซุ่มอยู่บนหลังคาบ้านเรือน วิกาลมืดมิด กระเบื้องหลังคาดำทะมึ่น ยากที่จะพบเห็นศัตรูซุ่มซ่อน

    แว่วเสียงตวาดดังว่า “ขงหยง มอบชีวิตมา” พร้อมกับเสียงดัง เงาร่างสายหนึ่งโถมลงจากหลังคาบ้านดุจเหยี่ยวราตรีตัวหนึ่ง

    ขงหยงบังเกิดเพลิงอำมหิตขึ้น หญิงงามประดุจหยกที่เมื่อครู่ยังพัวพันอยู่กับมัน พลันกลับกลายเป็นซากศพที่ปราศจากชีวิตซากหนึ่ง ไหนเลยไม่สะกิดเพลิงอำมหิตของมันขึ้น ขณะเดียวกันมันก็ถูกฉากอันหวาดเสียวเมื่อครู่ขู่ขวัญจนกระเจิดกระเจิง หากมิใช่มันถลันหลบรวดเร็ว ทั้งยังมีเสี่ยวอิวเป็นโล่กำบัง ลูกกรงว่าผู้ตายคงเป็นมัน แต่ที่หัวไหล่มันยังถูกปลายธนูสะกิดเลือดเนื้อหลุดไป ไปแถบหนึ่ง จากนั้นลูกธนูพุ่งไปปักใส่คอหอยเสี่ยวอิว คร่าชีวิตของนางไป

    ขุนพลมือดีที่หลงเหลือสี่คนเพิ่งลอยตัวขึ้นได้ยินเสียงขวับเขวี้ยว ปรากฎลูกธนูระลอกที่สองยิงมาถึง

    พริบตาที่ขงหยงตะลึงลาน ได้ยินเสียงตวาดคำหนึ่ง รู้สึกมีพลังการฆ่าฟันคุกคามลงจากเบื้องบน มันไม่ทันขบคิดมากความ รีบสละละทิ้งเสี่ยวอิว สะกิดเท้ากับคานรถ พุ่งตัวหลบเลี่ยง

    ปฏิกิริยาของมันรวดเร็วยิ่ง เพิ่งหลบหลีกรอดพ้น คานรถก็ถูกหวดแหลกละเอียดไป

    ขุนพลมือดีที่หลงเหลือทั้งสี่ร้องคำ “คุ้มครองเส้าตูถง (คำเรียกบุตรชายผู้บัญชาการทหารรักษาเมือง)” พลางทิ้งตัวลงจากกลางอากาศ สองในสี่คนหลบรอดจากลูกธนู อีกสองคนทิ้งตัวลงมาในสภาพบาดเจ็บ พริบตานั้นพวกมันนึกเสียใจที่ชะล่าเลินเล่อไป ไม่เช่นนั้นด้วยพลังฝีมือของพวกมัน คิดหลบรอดจากลูกธนูไม่ยากนัก แต่ความสุขสบายที่ผ่านมา ทำให้พวกมันสูญเสียความตื่นตัวที่พึงมือ

    ทางด้านขงหยงเห็นเงาดำกลุ่มหนึ่งหวดกระแทกถึงเบื้องหน้า ยามฉุกละหุกได้แต่ชักกระบี่ต้านทานรับไว้

    เสียงติงของโลหะกระทบกัน กระบี่ในมือขงหยงแทบถูกกระแทกหลุดจากมือ ความรุนแรงของพลังจู่โจมฝ่ายตรงข้ามอยู่เหนือความคาดหมายมันนัก

    ขงหยงค่อยเห็นโฉมหน้าแท้จริงของคนร้ายชัดตา ต้องร้องโพล่งว่า “หลินเมี่ยว”

    ที่สร้างความตื่นตระหนกแก่มันยิ่งกว่าคือ อาวุธในมือขงหยงกลับเป็นค้อนเหล็กขนาดใหญ่อันหนึ่ง หัวค้อนมีขนาดเท่าศีรษะเด็กทารก มิน่าเล่าจึงแฝงพลังหนักหน่วงรุนแรงถึงเพียงนี้

    หลินเมี่ยวขู่คำรามว่า “ขงหยง วันนี้เป็นวันตายของท่าน” มันไม่มีกระบวนท่าอันใด ควงค้อนหวดจู่โจมออกอย่างดุดัน

    ขงหยงพบว่าดวงตาหลินเมี่ยวทอประกายดุร้ายดุจสัตว์ป่า คนคล้ายเทพมรณะในรัตติกาล พลังสภาวะอันกล้าแข็งกดคุกคามมันจนแทบขาดใจตาย กลับลืมเลือนพลังฝีมือที่ร่ำเรียนมา ถูกสะกดภายใต้ท่าจู่โจมที่พอใช้ออกไม่ขอหวนกลับคืนของหลินเมี่ยว

    เหล่าขุนพลมือดีร้องคำ “เส้าตูถง” พลางโถมเข้ามาช่วยเหลือ

    ขงหยงค่อยถูกเสียงร้องปลุกตื่นจากห้วงตะลึงลาน รีบยกกระบี่ต้านปะทะอีกครา

    เสียงตังคราหนึ่ง กระบี่ของขงหยงถูกหวดจนหงิกงอราวกับคันธนูเหล็กคันหนึ่ง พลังกระแทกอันหนักหน่วงกระแทกมันพุ่งชนทะลุผนังบ้านเรืองด้านหลังยุบหายเข้าไป

    นี่เป็นขงหยงยามคับขันเป็นตายบังเกิดไหวพริบ หยิบยืมพลังพุ่งชนทะลุผนังห้องเข้าไป ไม่เช่นนั้นตอนนี้คงกลับกลายเป็นกองเลือดเนื้อเลอะเลือนใต้ค้อนเหล็ก แต่ยังไม่อาจหลบรอดจากท่าค้อนที่หวดลง ถูกหวดจนนิ้วเท้าหัก กระดูกไหล่แทบหลุดจากข้อ ง่ามมือฉีกขาดโลหิตไหลซึม

    หลินเมี่ยวรู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่บ้าง คิดไม่ถึงว่าขงหยงกลอกกลิ้งถึงเพียงนี้ อาศัยการพุ่งชนทะลุผนังห้องเอาตัวรอด แต่วันนี้มันคิดฆ่าขงหยงให้จงได้ ดังนั้นไม่ปล่อยปละละเว้นขงหยง

    พลันได้ยินเหล่าเปาร้องเตือนว่า “อาเมี่ยว ระวังด้านหลัง”

    หลินเมี่ยวก็ได้ยินเสียงคมอาวุธสองสายจู่โจมมาถึงด้านหลัง เพียงแต่มันไม่คำนึงถึงความเป็นความตายส่วนตัว กระทั่งคิดป้องกันตัวก็ไม่กระทำพุ่งผ่านช่องแตกบนผนังเข้าไป ควงค้อนจู่โจมใส่ สัญชาตญาณของมันบ่งบอกตำแหน่งแห่งหนของขงหยง ดังนั้นลงมือโดยไม่ใช้สายตามองหา

    เสียง เชียะ เชียะ เมื่อกระบี่ทั้งสองเล่มกรีดใส่แผ่นหลังหลินเมี่ยวเป็นบาดแผลโลหิตสองสาย แต่เนื่องด้วยหลินเมี่ยวบุกฝ่าไปภาภายในห้อง ทำให้กระบี่ทั้งสองเล่มไม่อาจขยายผลกว่าเดิม

    การที่หลินเมี่ยวไม่หมุนตัวกลับมาป้องกันตัว นับว่าเหนือความคาดหมายทุกผู้คน ซึ่งความจริงขอเพียงหลินเมี่ยวหมุนตัวกลับ กระบี่ทั้งสองเล่มก็ไม่อาจทำร้ายมัน แต่นั่นเท่ากับเปิดโอกาสให้ขงหยงพักผ่อนหอบหายใจ ดังนั้นหลินเมี่ยวเลิกล้มความคิดป้องกันตัว ยินยอมรับบาดเจ็บหลั่งโลหิต แต่ไม่เปิดโอกาสแก่ขงหยง มาตรว่าต้องตกตายร่วมกับขงหยงก็ไม่เสียดายชีวิต

    ขงหยงแตกตื่นจนขวัญหาย หลินเมี่ยวไม่ยอมลดราวาศอกแม้สักก้าวเดียวจริงๆ ยังหวดค้อนใหญ่มาอีก ยามนี้มันมือเปล่าไร้อาวุธ ไม่อาจปิดป้องปะทะ ต่อให้ถืออาวุธ ก็ยากต้านทานกำลังวังชาของหลินเมี่ยว อย่าว่าแต่มันในยามนี้ง่ามมือฉีกขาด ข้อแขนชาด้าน ได้แต่กลิ้งตัวตามพื้นดิน ยกสองเท้าถีบยันใส่

    หลินเมี่ยวในความมืดไม่ทันเห็นเท้าที่จู่โจมมาถูกถีบยันถอยไปสองก้าว ค้อนใหญ่หวดใส่พื้นดิน ยังดีที่ขงหยงนิ้วเท้าหัก แรงถีบครั้งนี้ไม่หนักหน่วงนัก มันหาได้รับบาดเจ็บไม่

    ขงหยงมีชีวิตรอดจากห้วงความตาย รีบคืบคลานลุกขึ้นหลบหนีเข้าบ้าน ยามนั้นผู้คนภายในบ้านสะท้านตื่นขึ้นแต่แรก เด็กน้อยร้องไห้จ้า ผู้ใหญ่ก็อุทานออกมา จากนั้นสุ้มเสียงชะงักขาดหาย แสดงว่าผู้ใหญ่ปิดปากเด็กเอาไว้

    หลินเมี่ยวเดือดดาลเป็นการใหญ่ ขณะจะไล่กวดตามขงหยงไป ขุนพลมือดีทั้งสองนั้นพากันติดตามเข้ามา ได้แต่จู่โจมกลับหลังกระแทกค้อนใส่

    ขุนพลมือดีทั้งสองรุดมาอย่างรีบร้อน ไม่ทันเห็นสภาพภายในบ้านชัดตา กลับถูกค้อนของหลินเมี่ยวกระแทกถอยไปปะทะชนกับผนังกำแพง

    ยามนั้นหลินเมี่ยวคุ้นกับความมืด เห็นขงหยงคิดหลบไปที่ประตูหลัง พลันตวาดว่า “ขงหยง ไปตายเถอะ” ขาดคำยกมือยิงลูกธนูจากในแขนเสื้อ

    ขงหยงถูกเสียงตวาดของหลินเมี่ยวขู่ขวัญจนสะดุ้งเฮือกใหญ่ จากนั้นรู้สึกปวดแปลบที่ทรวงอก พลังอันแหลมคมสายหนึ่งชำแรกเข้าสู่ร่าง ที่ตามมาคืออาการชาด้านลามจากทรวงอกถึงอวัยวะภายในจนบัดนี้มันค่อยแผดร้องออกมา

    หลินเมี่ยวไม่ติดตามซ้ำเติมอีก ควงค้อนหวดใส่ขุนพลมือดีทั้งสอง กระแสกำลังอันหนักหน่วงกดคุกคามผู้คนแทบขาดใจตาย

    ขุนพลมือดีทั้งสองรับทราบความร้ายกาจของค้อนใหญ่มาแล้ว ย่อมทราบว่าไม่ควรปะทะแตกหักกับศัตรูผู้นี้ ต่างพากันถลันหลบเลี่ยง

    พวกมันพอหลบหลีก หลินเมี่ยวก็กระแทกค้อนใส่ผนังกำแพงทะลุเป็นช่องใหญ่ ทั้งคนทั้งค้อนโถมออกจากบ้าน กลิ้งตกลงบนพื้นถนน

    ขุนพลมือดีทั้งสองไม่ทราบว่าขงหยงเป็นตายร้ายดีประการใด ไหนเลยมีกะใจไล่ติดตามหลิวเมี่ยว พากันร้องเรียก “เส้าตูถง” โถมไปยังตำแหน่งที่ขงหยงนอนอยู่

    ยามนี้ขงหยงค่อยรู้สึกปวดแปลบที่กลางหลัง

    เหล่าเปา เสียงหลิน อาซื่อและเสี่ยวเตาลิ่วพากันกระโดดลงจากหลังคาบ้าน ช่วงชิงม้าของที่ทำการแม่ทัพรักษาเมืองหลายตัว ฉุดลากหลินเมี่ยวโถมไปยังตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่ง

    ทั้งหมดเพิ่งหายลับเข้าไปภายในตรอก ที่มุมโค้งของถนนปรากฎแสงคบไฟของทหารลาดตระเวนสาดส่องมา

    เหล่าขุนพลมือดีที่รับบาดเจ็บได้แต่เบิ่งตาดูคนร้ายหลบหนี โดยไม่อาจสกัดขัดขวาง เพียงร้องบอกว่า “รีบตาม พวกมันหนีไปทางด้านนั้น”

    

    หลินเมี่ยวและพวกจัดเตรียมสัมภาระไว้แต่แรกพอถึงกลางทางก็ละทิ้งมั่ว เร้นกายไปยังศาลเจ้าชืออิ๋ว รอจนพวกมันใกล้บรรลุถึงศาลเจ้าชืออิ๋ว ทหารทั่วทั้งเมืองก็ถูกเรียกระดมมา ปิดปากทางออกแทบทุกสายไว้

    หลินเมี่ยวรับบาดเจ็บสาหัส เสียโลหิตจำนวนมาก ถึงแม้เหล่าเปาพันปากแผลใส่ยาให้ แต่เมื่อเร่งรุดหลบหนี โลหิตก็ไหลซึมออกมา ทั้งหมดทราบว่าอีกไม่นานทหารรักษาเมืองจะสืบเสาะตามคราบโลหิตมา ดังนั้นพวกมันต้องออกจากเมืองอวนเฉิงโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นมีแต่หนทางตายสายเดียว

    หลินเมี่ยวและพวกหลบหลีกทหารลาดตระเวนหลายขบวน ได้ยินที่ห่างไปบังเกิดเสียงฝีเท้าม้าดังมา

    เหล่าเปากล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “แย่แล้ว พวกมันตามมาแล้ว”

    อาซื่อกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ข้าพเจ้าจะชักนำพวกมันไปอีกทาง”

    หลินเมี่ยวฉุดดึงอาซื่อไว้ กล่าวว่า “ไม่ได้ ที่นี้ห่างจากศาลเจ้าชืออิ๋วไม่ไกล พวกเราสามารถบุกฝ่าไป”

    ทั้งสี่พอโถมออกจากตรอก ก็ถูกทหารรักษาเมืองพบเห็น พากันไล่ติดตามมา

    หลินเมี่ยวและพวกไม่สนใจมากความโลดแล่นไปยังศาลเจ้าชืออิ๋ว

    แต่ว่าไปได้ไม่ไกล ที่เบื้องหน้าบังเกิดสุ้มเสียงหนึ่งตวาดว่า “พวกเจ้าหนีไม่รอดหรอก รามือรับการจับกุมเถอะ”

    หลินเมี่ยวและพวกชะงักเท้า พวกมันมิใช่ไม่คิดหนี หากแต่หนีไม่รอด เนื่องเพราะเส้นทางเบื้องหน้ากระจายเต็มไปด้วยทหารม้าสิบกว่าคนสกัดขวางทางไว้

    หลินเมี่ยวเหลียวมองทหารรักษาเมืองที่ใกล้ติดตามมาถึง จากนั้นหันกลับไปเผชิญหน้ากับทหารม้าที่ขวางทาง ขู่คำรามคำหนึ่ง ก้าวยาวๆ ไปเบื้องหนา

    เหล่าทหารม้ากลับบังเกิดความตื่นตระหนก ทหารม้านายหนึ่งตวาดคำ “หาที่ตาย” พลางไสม้าเข้าหา เสือกแทงหอกยาวใส่    

    หลินเมี่ยวควงค้อนหวดใส่ เสียงตังเมื่อค้อนใหญ่กระแทกใส่หอกยาว ผลการปะทะหาญหักทหารบนหลังม้ากลับถูกพลังอันมหาศาลกระแทกพลัดตกลงจากหลังม้า

    แว่วเสียงโครมคราม ผสานกับเสียงม้าแผดร้องก้อง เสียงคนแผดร้องโหยหวน ตามด้วยเสียงวัตถุหนักๆ ตกถึงพื้น ค้อนใหญ่ของหลินเมี่ยวกวาดถึงที่ใด กระแทกทวนหัก ผู้คนล้มตายม้าล้มลงกับพื้น...

    ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า หลินเมี่ยวที่บ้าคลั่งจะทรงอานุภาพถึงเพียงนี้ แม้แต่เหล่าเปา เสียงหลินและพวกที่คุ้นเคยกับหลินเมี่ยวก็ชมดูจนตะลึงลาน ถึงแม้หลินเมี่ยวเมื่อกาลก่อนมีฝีมือร้ายกาจแต่ก็เพียงต่อยตีกับอันธพาลด้วยกัน แต่ว่าไม่พบกันครึ่งปี หลินเมี่ยวกลับเพิ่มพูนพลังอำนาจที่บอกไม่ถูกขุมหนึ่ง

    ขณะที่ลอบสังหารขงหยงยังไม่รู้สึก แต่ยามนี้เมื่อหลินเมี่ยวเข่นฆ่าทหารรักษาเมืองค่อยแสดงออกมา

    ในแขนเสื้อข้างซ้ายของหลินเมี่ยวปรากฎดาบลักษณะแบนเล่มหนึ่งลื่นไหลออกมา ค้อนใหญ่ในมือขวายังหวดจู่โจมโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ทั้งสืบเท้าออกไปไม่หยุดยั้ง

    เมื่อหลินเมี่ยวรุกคืบไปแปดวา ปรากฎม้าสี่ตัว ทหารแปดนายล้มลงตรงหน้า บนร่างมันเพิ่มบาดแผลสิบกว่าแห่ง แต่มันคล้ายไม่รู้สึกตัว คำรามเบาๆ ว่า “พวกท่านรีบหนี”

    เหล่าเปาและพวกค่อยมีสติแจ่มใส ทราบว่าหากตอนนี้ ไม่รีบหนี รอจนทหารติดตามผนึกรวมกำลัง พวกมันแม้ติดปีกก็บินหนีไปพ้น

    เสียงหลินฉุดลากม้าที่ปราศจากเจ้าของมาตัวหนึ่ง ตวาดว่า “ขึ้นม้า”

    เหล่าเปากับเสี่ยวเตาลิ่วเข้าใจความหมายของมัน คนทั้งสี่พากันขึ้นม้าตามหลังหลินเมี่ยวเข่นฆ่าใส่ทหารม้าที่ขวางทาง

    หลินเมี่ยวคล้ายเสือร้ายที่เสียสติตัวหนึ่งพบพานคนสังหารคน พบพานม้าสังหารม้า ซ้ายดาบขวาค้อน ไม่สนใจการตอบโต้ของศัตรู เข่นฆ่าจนทหารม้าที่ขวางทางอกสั่นขวัญผวา บวกกับหลินเมี่ยวหลั่งโลหิตโซมกาย ไม่ทราบเป็นของศัตรูหรือว่าของมันเอง ภายใต้แสงคบไฟสาดส่อง ยิ่งน่าสะพึงกลัวเป็นพิเศษ

    หลินเมี่ยวมิใช่ไม่รู้สึกเจ็บปวด หากทว่ามันไม่นำพากับความเป็นความตาย เหลียงซินอี้ตายแล้ว ขงหยงก็คงต้องตายแน่นอน มันไม่เห็นว่าในโลกมีอันใดน่าอาลัยอาวรณ์ เพื่อเหล่าเปาและพวก มันตายแล้วจะเป็นไร ?

    หลินเมี่ยวขู่คำรามว่า “ผู้ขวางเราตาย” พลางลอยตัวเข้ารับหน้าทหารม้าที่ดาหน้ามาทั้งสี่นายราวกับค้างคาวกางปีก บังเกิดเสียงลมแหลมเล็กระคายโสต คนยังไม่บรรลุถึง สร้างความแตกตื่นแก่ม้าเหล่านั้นจนส่งเสียงร้องออกมา

หนังสือแนะนำ

Special Deal