ตอนที่ 5 ฝีมือฝ่าวงล้อม (หน้า 2)

    ลูกศิษย์ของเหล่าเถี่ยไม่สนใจว่าอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างไร รวมทั้งลูกค้าที่ฝ่าสายฝนเข้ามา เพียงจดจ่ออยู่กับเตาไฟที่ลุกโชน และค้อนเหล็กที่หวดลง เสียงค้อนกระทบทั้งเหล็กดังติงตัง สะเก็ดไฟที่แลบกระจาย บวกกับไฟในเตาที่ลุกช่วงโชติ ทุกประการเต็มไปด้วยพลังและความเคลื่อนไหว

    คนที่ฝ่าสายฝนเข้ามายังสวมหมวกเล้ย ปล่อยให้หยดน้ำหยดหยาดลงมา มันยืนดูเป็นเวลานานจึงกล่าว “ข้าพเจ้าต้องการหาเหล่าเถี่ย”

    คนที่ตีเหล็กไม่ตอบคำ แต่ปรากฎสตรีอายุไม่น้อยนางหนึ่งเดินออกจากห้องด้านใน

    สตรีนางนี้ดูไปยังคงเค้าความงามเมื่อวัยสาว ผิวพรรณขาวผุดผ่อง แทบไม่เชื่อว่าเป็นคนที่มีชีวิตอยู่ข้างเตาหลอมและเปลวไฟ ถามเสียงอ่อนโยนว่า “ท่านต้องการหาเหล่าเถี่ย ?”

    คนแปลกหน้ารับคำ ยังไม่มีท่าทีว่าจะถอดหมวกเล้ยลงมา

    สตรีนางนี้แม้ต่ำเตี้ยกว่าอีกฝ่าย ยังคงไม่อาจเห็นโฉมหน้าใต้หมวกเล้ยนั้น นางลังเลเล็กน้อยจึงกล่าว “เราเป็นภรรยาของมัน มีเรื่องใดบอกต่อเราก็เป็นเช่นเดียวกัน”

    คนแปลกหน้ากล่าวว่า “มีคำพูดบางคำได้แต่กล่าวกับเหล่าเถี่ย อาจบางทีท่านสามารถแทนที่ แต่ในสายตาข้าพเจ้าเป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

    สตรีนางนี้ฟังจากสุ้มเสียง ทราบว่าอีกฝ่ายอายุยังเยาว์ ดังนั้นนางสูดลมหายใจคำหนึ่ง กล่าวว่า “ตกลง ตามเรามา”

    คนแปลกหน้าไม่กล่าวกระไรอีก เพียงติดตามหลังสตรีนางนี้ เข้าสู่ลานตึกหลัง

    สตรีนางนี้ชี้มือไปยังคนที่อยู่ภายในเก๋งกลางลานตึกหลัง กล่าวว่า “มันอยู่ที่นั่น”

    เห็นเหล่าเถี่ยยืนสงบแน่วนิ่ง คล้ายครุ่นคิดอันใด แต่สายตาจ้องจับที่หยาดฝนซึ่งตกลงจากฟ้า

    เหล่าเถี่ยมีอายุไม่น้อยแล้ว ผมเผ้าขาวดอกเลา แต่เงาหลังตั้งตรงแน่วแน่ ให้ความรู้สึกคล้ายขุนเขาอันมั่นคง

    หนึ่งคนหนึ่งเก๋ง ถูกโอบล้อมอยู่กลางลานตึกใต้สายฝน คล้ายหลอมกลืนเข้ากับฟ้าดิน แม้แต่คนแปลกหน้ายังชมดูจนตะลึงลาน

    คนแปลกหน้าลังเลเล็กน้อย ค่อยเดินไปยังเก๋งหลังนั้น เสียงฝีเท้าของมันปลุกให้เหล่าเถี่ยหันกายมาอย่างช้าๆ

    เห็นใบหน้ามันปรากฎรอยย่นอย่างชัดเจน ราวสลักจากมีดดาบ คิ้วคิ้วยังดกหนา ตาเรียวยาวสะท้อนประกายแหลมคม ใบหน้าดำเข้มราวกับเหล็ก ปราศจากหนวดเครา ตลอดทั้งร่างคล้ายรูปหล่อจากเหล็ก กอปรด้วยพลังอำนาจชนิดหนึ่ง

    คนแปลกหน้าถูกบุคลิกท่วงท่าของเหล่าเถี่ยสะกดจนชะงักงันวูบหนึ่ง จากนั้นสาวเท้าเข้าเก๋งปลดหมวกเล้ยลงมา ปากถามว่า “ท่านคือเหล่าเถี่ย ?”

    เหล่าเถี่ยผงกศีรษะรับ กล่าวเสียงเนิบนาบว่า “เราทราบว่าท่านต้องมา ดังนั้นเราน้อมรออยู่ที่นี้เป็นเวลานานแล้ว”

    คนแปลกหน้ากล่าวด้วยความประหลาดใจอยู่บ้างว่า “ท่านทราบว่าข้าพเจ้าเป็นใคร ?”

    เหล่าเถี่ยกล่าวว่า “ท่านคือหลินเมี่ยว ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองปิดประกาศจับ ทั้งวาดภาพเหมือนของท่านเอาไว้ เราย่อมรู้จัก เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าท่านกลับรุดมาโดยไม่ปลอมแปลงโฉม บุรุษหนุ่มมีขวัญกล้าแข็งจริงๆ” สุ้มเสียงมันกลับอ่อนโยน แทบไม่เชื่อว่ามันเป็นคนตีเหล็ก

    คนแปลกหน้านี้คือหลินเมี่ยว หลินเมี่ยวกล่าวว่า “พี่หลิวบอกต่อท่านแล้ว ?” พี่หลิวที่ว่าคือหลิวซิ่วเอง

    เหล่าเถี่ยตอบว่า “มิผิด คุณชายสามคาดเดาว่าในสองวันนี้ท่านต้องมาเขา เมื่อวานท่านไม่มา วันนี้ท่านต้องมาแน่นอน”

    หลินเมี่ยวกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ข้าพเจ้าต้องการพบเขา”

    เหล่าเถี่ยรับคำว่า “ตกลง คืนนี้เราจะนำท่านไปพบกับเขา”

    หลินเมี่ยวมีสีหน้าปลาบปลื้มประโลมใจ ไม่ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดเรื่องอันใด อย่างน้อยในเมืองอวนเฉิงกลางพายุฝน มันไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไป

 

    หลินเมี่ยวตื่นแต่เช้า ถึงแม้ว่าเมื่อคืนมันจะนอนดึกก็ตาม

    เหล่าเถี่ยจัดเตรียมดาบให้กับหลินเมี่ยวตามที่ต้องการ ไม่เพียงมีดาบ ยังมีลูกธนูขนาดเล็ก สามารถซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ ใช้ยิงทำร้ายศัตรูที่วิเศษสุดคือยังมีหน้ากากหนังมนุษย์ใบหนึ่ง

    หลินเมี่ยวยังมีผลรับไม่คาดฝันประการหนึ่ง กล่าวคือมันบังเกิดความสนใจต่อวิธีตีเหล็กของร้านถงเหยิน เห็นว่านี่ไม่เพียงเป็นความสามารถเฉพาะตัวแขนงหนึ่ง ทั้งยังเป็นวิชาฝีมือขั้นสูง จึงขอร่ำเรียนจากเหล่าเถี่ย แต่เหล่าเถี่ยไม่มีเวลาสอน ดังนั้นมอบตำราเล่มเล็กๆ ให้หลินเมี่ยวศึกษาด้วยตัวเอง

    ตำราเล่มนี้เปรียบเสมือนภูมิปัญญาของเหล่าเถี่ย ภายในจารึกวิชาเก้ากระถาง ซึ่งเป็นแนวทางของผู้บำเพ็ญพรต คิดค้นขึ้นเพื่อต่อต้านกับคลื่นความร้อนจากเตาหลอม ดังนั้นนับเป็นยอดวิชาของผู้บำเพ็ญพรตแขนงหนึ่ง

    เมื่อหลินเมี่ยวเดินส่ายอาดๆ เข้าเหลาสุราต้าทงที่เหนือความคาดหมายของมันคือ เหล่าเปากับเสียงหลินล้วนอยู่ด้วย แสดงว่าเสี่ยวเตาลิ่วเรียกระดมพวกมันมา

    ขณะที่หลินเมี่ยวเดินเข้าห้องข้าง ทั้งหมดล้วนจมอยู่ในห้วงความครุ่นคิด ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก เสี่ยวเตาลิ่วเงยหน้าขึ้น เห็นเป็นคนแปลกหน้าผู้หนึ่ง จึงถามโพล่งว่า “ต้องการหาผู้ใด ?”

    หลินเมี่ยวไม่ตอบคำ แต่ปิดประตูห้องลง เดินมาถึงข้างโต๊ะกลม ปลดหน้ากากลงมา เสี่ยวเตาลิ่วและพวกล้วนชมดูจนตะลึงลาน

    หลินเมี่ยวพอเอ่ยปากก็ถามว่า “เรื่องของขงหยงมีความคืบหน้าอย่างไร ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วตอบว่า “ร่องรอยของมันยากระบุมั่น แต่มันที่หอมอมเมาจันทร์ เพราะว่ามันกำลังลุ่มหลงต่อเสี่ยวอิวซึ่งเพิ่งมาใหม่ หลายวันนี้ต้องไปหานางแน่นอน”

    เสียงหลินพลันยื่นมือรวบคว้าปกเสื้อหลินเมี่ยวไว้ กล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “เด็กน้อยกลับมาแล้วกลับไม่ไปหาพวกเรา”

    หลินเมี่ยวมองดูพี่น้องที่เติบโตขึ้นมาด้วยกัน ได้แต่ฝืนยิ้มตอบ กล่าวว่า “เหลาลิ่วฟุมีคนมากหน้าหลายตา หากข้าพเจ้าไปหาพวกท่านไยมิใช่ทำร้ายพวกท่าน ?”

    เสียงหลินต่อยหลินเมี่ยวหมัดหนึ่ง ค่อยกระแทกนั่งลง กล่าวว่า “ท่านมิทำร้ายพวกเรากลายเป็นมุสิกข้ามถนนหรอกหรือ ? หากมิใช่เห็นแก่ท่านมีน้ำใจฉันพี่น้องอยู่บ้าง วันนี้ต้องทุบตีท่านให้บี้แบนแน่นอน”

    หลินเมี่ยวบังเกิดความเสียใจ เหล่าเปากลับตบไหล่มัน กล่าวว่า “นี่ไม่นับเป็นอย่างไร กาลก่อนพวกเราเป็นมุสิกข้ามถนนอยู่แล้ว คนถือกำเนิดเกิดมา ย่อมเผชิญกับความยากลำบาก ตอนนี้ยังคงนึกหาวิธีช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องที่ถูกทหารทางการจับตัวไปออกมา”

    หลินเมี่ยวกล่าวเสริมว่า “ทั้งหมดไม่ต้องเป็นห่วง หลี่ทงกับหลี่อี้รับปากว่าจะช่วยเหลือเหล่าพ่อแม่พี่น้องออกมา”

    เสี่ยวเตาลิ่วและพวกงงงันวูบหนึ่ง หลี่ทงกับหลี่อี้ล้วนเป็นคนมีหน้ามีตาในเมืองอวนเฉิง ดังนั้นเหล่าเปากล่าวอย่างเหลือเชื่อว่า “ท่านคบหากับบุคคลทั้งสองนี้ตั้งแต่เมื่อใด ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวโดยไม่ปิดบังว่า “เมื่อคืนข้าพเจ้าไปพบกับหลิวซิ่ว เขารับปากช่วยเหลือข้าพเจ้า” มันไว้วางใจพี่น้องทั้งสามนี้ หากคนทั้งสามนี้ยังไม่คู่ควรกับการไว้วางใจ อย่างนั้นในโลกก็ไม่มีคนที่ไว้วางใจได้แล้ว

    เหล่าเปาระบายลมหายใจอย่างโล่งอก แต่หลินเมี่ยวหามีเค้าความยินดีไม่ เน้นเสียงว่า “ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือซินอี้ออกมา”

    เหล่าเปาหน้าแปรเปลี่ยนจนปั้นยาก กล่าวด้วยความเสียใจอยู่บ้างว่า “ล้วนเป็นข้าพเจ้าไม่ดี ไม่ได้ดูแลซินอี้ให้ดี ปล่อยให้โจรน้อยนั้นชิงตัวไป”

    หลินเมี่ยวกลับเป็นฝ่ายปลอบโยนเหล่าเปาว่า “นี่มิใช่ความผิดของท่าน”

    เสียงหลินกล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านไฉนไม่ขอความช่วยเหลือจากหลิวซิ่ว”

    หลินเมี่ยวเน้นเสียงว่า “นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องจัดการเอง ซินอี้เป็นสตรีของข้าพเจ้า ความสุขของนางไม่อาจสร้างขึ้นภายใต้การจุนเจือของผู้อื่น”

    ทุกผู้คนรับฟังจนตะลึงลาน ชั่วครู่ให้หลังยังคงเป็นเหล่าเปากล่าวถามว่า “ท่านคิดช่วยเหลือซินอี้อย่างไร ? ที่ทำการแม่ทัพรักษาเมืองวางมาตรการป้องกันอย่างแข็งขัน หากพวกเราบุกเข้าไปโดยผลีผลาม เท่ากับรนหาที่ตาย”

    หลินเมี่ยวสูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง กล่าวว่า “ข้าพเจ้ายังนึกหาวิธีไม่ออก แต่พวกท่านวางใจ ข้าพเจ้าจะไม่กระทำการโดยวู่วาม ไม่ทราบสามารถจัดหาม้าให้แก่ข้าพเจ้าสักสองตัวหรือไม่ ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วถามว่า “ท่านต้องการม้าไปไย ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวว่า “ย่อมใช้หลบหนี ข้าพเจ้าทราบว่าที่ตัวเมืองตะวันออกมีทางน้ำใต้ดินสายหนึ่งเชื่อมถึงนอกเมือง อาจบางทีพวกเราสามารถใช้เป็นประโยชน์ ยังมี ขอให้จัดเตรียมเสื้อผ้าแก่ข้าพเจ้าสักหลายชุด”

    เหล่าเปาฉุกใจคิดกล่าวว่า “หมายความว่าขอเพียงนำตัวซินอี้ถึงตัวเมืองตะวันออก พวกเราจะมีหนทางหลบหนีไปแล้ว”

    หลินเมี่ยวผงกศีรษะกล่าวว่า “มิผิด ขอเพียงนำตัวซินอี้ไปถึงศาลเจ้าชืออิ้วทางตัวเมืองตะวันออก พวกเราจะอาศัยทางน้ำใต้ดินออกนอกเมือง หากจัดม้าอยู่ละแวกปากน้ำใต้ดิน พวกเราจะหนีไปไกลแสนไกล หรือลงใต้ไปเข้าร่วมกับกองกำลังป่าเขียว”

    เสียงหลินกล่าวด้วยความกังวลว่า “แต่ว่าขงหยงเฝ้าควบคุมซินอี้อย่างเข้มงวด ไหนเลยปล่อยให้พวกเราช่วยคนออกมาได้ ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวว่า “นี่ขึ้นอยู่กับพวกเราแล้ว ผู้ใดเป็นเพื่อนข้าพเจ้าไปยังพรรคหัวเสือสักครา ?”

    คนในห้องข้างทั้งสามเหม่อมองหลินเมี่ยว เหล่าเปาถามว่า “ท่านคิดขอความช่วยเหลือจากพรรคหัวเสือ ?”

    เสียงหลินกล่าวอย่างขุ่นแค้นว่า “เหล่าตัวอุบาทว์นั้นยามมีผลประโยชน์ผูกพัน ก็เรียกพี่ชียกน้อง ยามนี้พวกเรามีภัย มารดามันกลับกลายเป็นเต่าหดหัวทั้งสิ้น”

    เสี่ยวเตาลิ่วกล่าวเป็นเชิงเข้าใจว่า “นี่ไม่อาจโทษว่าพวกมัน พวกมันแม้เป็นงูเจ้าถิ่น แต่คู่มือครั้งนี้เป็นผู้บัญชาการทหารรักษาเมือง หากล่วงเกินผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิง ยังคลุกคลีอยู่ในเมืองอวนเฉิงได้หรือ ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวเสียงเย็นชาว่า “ข้าพเจ้าจะไปหาโหยวเหล่าต้า (พี่ใหญ่แซ่โหยว) ครั้งนี้มันต้องช่วยเหลือข้าพเจ้า ไม่เช่นนั้นมันอย่าคิดหมายคลุกคลีต่อไป” จากนั้นถามย้ำ “ผู้ใดเป็นเพื่อนข้าพเจ้าไปยังพรรคหัวเสือ ?”

    

    “หลินเมี่ยวไปยังพรรคหัวเสือ”

    ลูกศิษย์ของเหล่าเถี่ยนามเถี่ยเอ้อ (ที่สองแซ่เถี่ย) รายงานต่อหลิวซิ่ว

    หลิวซิ่วเพียงนิ่งรับฟัง ไม่กล่าวว่ากระไร เติ้งอวี่ยังไม่กลับมา แต่มันหาเป็นห่วงเติ้งอวี่ไม่

    ตอนนี้ถึงแม้ว่าสถานการณ์ในเมืองอวนเฉิงจะเขม็งตึงเครียด แต่ทางการต้องนึกไม่ถึงว่าพวกมันจะกลับมายังเมืองอวนเฉิง

    หลิวซิ่วออกจากเมืองอวนเฉิง แต่แล้วกลับมายังเมืองอวนเฉิง เพียงคิดกระทำการใหญ่ มันความจริงคิดกลับเมืองชงหลิง แต่ระหว่างทางพบกับพี่ร่วมตระกูลเดียวกันนามหลิวเสียน หลิวเสียนทำให้มันเปลี่ยนความตั้งใจ เลิกล้มความคิดไปยังเมืองชางหลิง

    ตอนนี้เกิดไฟสงครามทุกหย่อมหญ้า เขตปกครองทางใต้ตกเป็นของกองกำลังป่าเขียว ตนเองเป็นทายาทตระกูลหลิวไหนเลยยอมล้าหลัง ดังนั้นมันหวนกลับเมืองอวนเฉิง ทั้งจัดม้าเร็วไปติดต่อกับพี่ชายที่เมืองชงหลิง การปรากฎกายของหลินเมี่ยวช่วยให้หลิวซิ่วคิดอ่านวางแผนแยบคายกว่าเดิม

    หลิวซิ่วทราบเรื่องของหลินเมี่ยวโดยกระจ่าง มันส่งคนไปสืบประวัติของหลินเมี่ยวตั้งแต่แรก แต่หลิวเมี่ยวหาล่วงรู้ไม่

    เถี่ยเอ้อถามว่า “พวกเราจะไปช่วยเหลือมันหรือไม่ ?”

    หลิวซิ่วกล่าวว่า “ให้จับตาดูเหตุการณ์ไปก่อนพรรคหัวเสือยังไม่ทำอย่างไรมัน ท่านแจ้งให้ท่านอาเถี่ยจัดเตรียมอาวุธที่เก็บรักษาไว้ ภายในสองวันนี้พวกเราอาจยึดเมืองอวนเฉิง”

    เถี่ยเอ้อกล่าวอย่างลังเลว่า “หากทางหนันหยางส่งทัพใหญ่มาช่วยเหลือ พวกเราจะทำอย่างไร ?”

    หลิวซิ่วกล่าวว่า “ข้าพเจ้าเตรียมการไว้แล้ว พวกเราไม่ต้องยึดครองเมืองอวนเฉิง เพียงแต่สร้างสถานการณ์ขึ้น จะชักจูงให้ผู้คนจำนวนมากมาเข้าร่วม จดจำไว้ ยิ่งสร้างสถานการณ์ใหญ่โตยิ่งดี”

    เถี่ยเอ้อวกกลับไปยังหัวข้อเดิมว่า “หลินเมี่ยวมีแต่กำลังวังชา ทั้งโดดเดี่ยวลำพัง กลัวว่ามันไม่อาจก่อกวนเรื่องราวใหญ่โต...”

    หลิวซิ่วกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “อย่าได้ดูแคลนมัน คนผู้นี้มีพลังซ่อนเร้นลึกล้ำ ทั้งมีไหวพริบปฏิภาณ มันต้องไม่สร้างความผิดหวังแก่พวกเราอย่างแน่นอน”

 

    พรรคหัวเสือไม่มีกิจการใหญ่โตอันใด เพียงครอบครองศาลบูชาเสินหนง* ภายในเมือง ถือเป็นฐานที่ตั้ง

 

    เชิงอรรถ * นามบุคคลในเทพนิยาย ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือทางการเกษตร สอนให้ผู้คนรู้จักไถคราด ทั้งเคยลิ้มลองสมุนไพรนับร้อยชนิด ถือเป็นปรมาจารย์การแพทย์

 

    ศาลบูชาเสินหนงปลูกอิงภูเขา ไม่ใหญ่โอฬารเท่าใด ครั้งกระโน้นมีผู้มากราบไหว้บูชาอย่างเนืองแน่น แต่ระหว่างนี้เกิดการรบพุ่งวุ่นวาย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนลำเข็ญ ผู้คนจึงไม่ใคร่แวะมากราบไหว้อีก

    ยามนี้ศาลบูชาเสินหนงเงียบวังเวง ผู้ที่เคลื่อนไหวในละแวกนี้ส่วนใหญ่เป็นคนของพรรคหัวเสือ

    พรรคหัวเสืออาศัยค่าคุ้มครองเลี้ยงชีพ ทั้งค้าขายเล็กๆ น้อยๆ บางครั้งรับทวงหนี้สินให้กับผู้อื่น เพียงแต่ระหว่างนี้สถานการณ์ภายในเมืองเขม็งตึงเครียด พรรคหัวเสือจึงเก็บเนื้อเก็บตัวกว่าเดิม

    เมื่อเสียงหลินปรากฎขึ้นที่หน้าประตูศาลบูชาเสินหนง ก็มีคนเข้าไปรายงานปางจู่ (หัวหน้าพรรค) โหยวเถี่ยหลง

    ผู้คนเบื้องสูงเบื้องล่างของพรรคหัวเสือรู้จักมักคุ้นกับเสียงหลินล้วนเป็นคนบนเส้นทางเดียวกัน

    เสียงหลินนำหลินเมี่ยวก้าวยาวๆ เข้าศาลบูชาเสินหนง หลินเมี่ยวย่อมสวมหน้ากากปกปิดโฉมหน้าแท้จริงไว้

    โหยวเถี่ยหลงปั้นรอยยิ้มออกมารับหน้า ที่ด้านหลังตามติดด้วยพี่น้องสิบกว่าคน

    เสียงหลินกล่าวว่า “ข้าพเจ้าคิดสนทนากับโหยวเหล่าต้า (พี่ใหญ่แซ่โหยว) ขอสถานที่เงียบสงบสักแห่งหนึ่งเถอะ”

    โหยวเถี่ยหลงรับคำ ชักนำผู้มาไปยังห้องข้างด้านหลัง

    ห้องข้างด้านหลังเป็นห้องโถงข้างของศาลบูชาเสินหนง หลังจากผ่านการตกแต่งเพิ่มเติมจากโหยวเถี่ยหลง กลายเป็นห้องลับหลังหนึ่ง

    ที่ข้างกายโหยวเถี่ยหลงยังยืนไว้ด้วยพี่น้องพรรคหัวเสือสี่คน คล้ายคิดอวดโอ่ขุมกำลังของมัน

    โหยวเถี่ยหลงกวาดมองหลินเมี่ยวซึ่งนั่งอยู่ข้างกายเสียงหลิน กล่าวอย่างสงสัยใจว่า “ท่านนี้คือ...”

    หลินเมี่ยวปลดหน้ากากลงมา แค่นหัวร่อกล่าวว่า “โหยวเหล่าต้าไม่รู้จักข้าพเจ้าแล้ว ?”

    โหยวเถี่ยหลงและพี่น้องทั้งสี่สะท้านขึ้นคราหนึ่ง ร้องโพล่งว่า “หลินเมี่ยว”

    หลินเมี่ยวกล่าวอย่างเฉื่อยชาว่า “ที่แท้โหยวเหล่าต้ายังไม่ลืมเลือนผู้น้อง นับเป็นเกียรติยิ่งนัก”

    โหยวเถี่ยหลงกล่าวด้วยสีหน้าปั้นยากว่า “น้องแซ่หลินกลับมาตั้งแต่เมื่อใด ?”

    หลินเมี่ยวจับจ้องมองมันอย่างเย็นชา กล่าวว่า “นี่ไม่สำคัญ การมาของข้าพเจ้าในวันนี้เพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน”

    โหยวเถี่ยหลงกล่าวอย่างกระอักกระอ่วนอยู่บ้างว่า “หากเป็นเรื่องเกี่ยวกับทางการ เกรงว่าพวกเราไม่อาจช่วยเหลือได้”

    หลินเมี่ยวแค่นหัวร่ออย่างเย็นชากล่าวว่า “การมาของข้าพเจ้าในวันนี้ มาด้วยเรื่องเกี่ยวกับทางการ ด้านรายละเอียดยังไม่กำหนด เพียงคิดถามโหยวเหล่าต้าคำเดียวว่าจะช่วยเหลือหรือไม่ช่วยเหลือ ?”

    โหยวเถี่ยหลงกลอกตาตลบหนึ่งแล้วกล่าว “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของพี่น้องนับร้อยคน เราต้องสอบถามความเห็นของทั้งหมดแล้วค่อยตกลงใจ”

    หลินเมี่ยวกล่าวเสียงเย็นชาว่า “อย่างนั้นต้องขออภัยแล้ว” เสียงขาดคำ ยื่นมือบีบเค้นลำคอของมันไม่เห็นขยับกายทำท่าอันใด ก็หิ้วร่างโหยวเถี่ยหลงขึ้นมา

    เสียงหลินกับพี่น้องพรรคหัวเสือล้วนใจหายวาบ คิดไม่ถึงหลินเมี่ยวบอกลงมือก็ลงมือ มิหนำซ้ำเคลื่อนไหวด้วยความรวดเร็วสุดเปรียบปาน รอจนพวกมันรู้สึกตัว โหยวเถี่ยหลงก็ตกอยู่ในเงื้อมมือหลินเมี่ยวแล้ว

    หลินเมี่ยวกล่าวอีกว่า “ขอหยิบยืมป้ายประจำตัวของท่านสักครา” พลางยื่นมือซ้ายไปในอกเสื้อโหยวเถี่ยหลง ล้วงป้ายประจำตำแหน่งของมันออกมา

    โหยวเถี่ยหลงรู้สึกว่ามือของหลินเมี่ยวคล้ายคีมเหล็ก สะกดจนมันไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยพละการ เพียงถามว่า “ท่านหมายความอย่างไร ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวว่า “หมายความอย่างไร ? เสียงหลิน จับมัดมันเอาไว้ ข้าพเจ้าไม่คิดพร่ำไร้สาระกับคนเยี่ยงนี้”

    เสียงหลินตอนแรกงงงันวูบ จากนั้นรีบล้วงเชือกเอ็นวัวที่จัดเตรียมมามัดคนเอาไว้

    หลินเมี่ยวกวาดตาไปยังพี่น้องพรรคหัวเสือทั้งสี่ ถามว่า “พวกท่านทั้งสี่จะเชื่อฟังข้าพเจ้าหรือว่าเชื่อฟังมัน ?”

    คนทั้งสี่มองดูหลินเมี่ยว เหลียวดูโหยวเถี่ยหลง บังเกิดความลังเลยากตกลงใจ

    โหยวเถี่ยหลงร้องว่า “อย่าได้หลงเชื่อมัน มันเป็นผู้ต้องหาทางการ รังแต่จะทำร้ายพวกเจ้า...”

    หลินเมี่ยวกระแทกฝ่ามือลงบนโต๊ะไม้จันทน์พื้นหนาเบื้องหน้า เสียงโครมเมื่อกระแทกพื้นโต๊ะยุบทลายลง ปากกล่าวว่า “หากท่านยังปากมาก ข้าพเจ้าจะให้ท่านมีสภาพเช่นเดียวกับพื้นโต๊ะนี้”

    ฝีมือของหลินเมี่ยวนี้ขู่ขวัญทุกผู้คนจนตะลึงลาน เสียงหลินก็มองดูหลินเมี่ยวราวกับเป็นคนแปลกหน้าไม่รู้จัก เหลียวดูพื้นโต๊ะที่ยุบทลายลง รู้สึกว่าหลินเมี่ยวในวันนี้แตกต่างกับวันเก่าก่อน ไม่ว่าบุคลิกท่วงท่าหรือพละกำลังล้วนแตกต่างอย่างสิ้นเชิง

    โหยวเถี่ยหลงไม่กล้ากล่าวมากความ คนของพรรคหัวเสือทั้งสี่รีบกล่าวว่า “พวกเราขอติดสอยห้อยตามหลินเหล่าต้า (พี่ใหญ่แซ่หลิน)”

    หลินเมี่ยวกล่าวคำประเสริฐ สั่งให้พวกมันเรียกระดมพี่น้องภายในพรรค รอรับคำสั่งของตนเอง จากนั้นหันไปกล่าวกับเสียงหลินว่า “เฝ้าควบคุมโหยวเหล่าต้าให้ดี สร้างความลำบากแก่มันสักหลายวัน”

 

    หลินเมี่ยวไม่จับเจ่าอยู่ภายในห้อง พอถึงยามค่ำคืนอากาศเย็นสบาย ภายในเมืองอวนเฉิงเพิ่มความครึกครื้นกว่าเดิม มีผู้คนออกมาใช้ชีวิตกลางคืน แสวงหาความรื่นรมย์

    หลินเมี่ยวกับเสียงหลินพากันมาเยือนหอมอมเมาจันทร์ นี่เป็นหอนางโลมอันเลื่องชื่อในเมืองอวนเฉิง ไม่ว่าคนบุญหนักศักดิ์ใหญ่หรือลูกหลานเศรษฐีล้วนมาอุดหนุนไม่ขาดสาย

    หลินเมี่ยวคุ้นเคยกับหอมอมเมาจันทร์เป็นอย่างดี เพียงแต่กาลก่อนแวะมาท่องเที่ยว วันนี้กลับแฝงความรู้สึกที่แตกต่าง มันศึกษาพื้นที่โดยรอบของหอมอมเมาจันทร์เป็นพิเศษ และแอบดูเสี่ยวอิวที่มาใหม่แต่ไกล

    เสี่ยวอิวสมเป็นหญิงงามเมืองแห่งยุค มายังหอมอมเมาจันทร์ไม่ถึงสิบวัน สร้างความลุ่มหลงแก่คุณชายเจ้าสำราญภายในเมืองมากหลาย เมื่อพบหน้าเสี่ยวอิว หลินเมี่ยวแน่ใจว่าขงหยงต้องมาหานาง ขอเพียงขงหยงมาถึง มันจะดำเนินแผนการที่วางไว้

    หลินเมี่ยวไม่รั้งอยู่ในหอมอมเมาจันทร์เนิ่นนานเนื่องเพราะมันยังมีเรื่องต้องเตรียมการ เมื่อครู่มันได้รับข่าวว่า หลี่ทงกับหลี่อี้เจรจาจนผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิงยอมปล่อยตัวชาวบ้านที่ถนนเทียนเหอออกมาแล้ว ดังนั้นมันมีเรื่องหลายประการต้องกระทำ

    แต่ว่าหลินเมี่ยวไม่ทันแยกทางกับเสียงหลิน เหล่าเปาก็มาแล้ว ยังมีอาซื่อ (คนที่สี่)

    อาซื่อรูปร่างผอมเล็ก หน้าตาอมโรค แต่ก็เป็นพี่น้องที่ถนนเทียนเหอ

    เหล่าเปาเงียบขรึมไม่พูดจา อาซื่อกลับมองดูหลินเมี่ยวอย่างหวาดหวั่นอยู่บ้าง

    หลินเมี่ยวบังเกิดความไม่สบายใจประการหนึ่งถามว่า “ที่แท้เกิดเรื่องใด ?”

    เหล่าเปากล่าวด้วยน้ำเสียงเศร้าสลดว่า “อาเมี่ยวท่านต้องระงับความเศร้าโศกไว้”

    หลินเมี่ยวปากอาตาค้าง ซักถามว่า “ที่แท้เกิดเรื่องใด ?”

    อาซื่อกล่าวเสียงสั่นเครือว่า “ซินอี้...นางตายแล้ว”

    หลินเมี่ยวสะท้านขึ้นดุจถูกสายฟ้าฟาดใส่ร้องว่า “ว่ากระไร ?”

    เหลียงซินอี้ตายแล้ว

    ขงหยงพอทราบข่าวว่าหลินเมี่ยวกลับมา กลัวว่าเหลียงซินอี้จะไปจากมัน หรือว่าหลินเมี่ยวรุดมาช่วยเหลือเหลียงซินอี้ ดังนั้นไม่คิดรออีกต่อไป

    ยามอับจนปัญญา เหลียงซินอี้เลือกหนทางตายรักษาพรหมจรรย์ของสตรีไว้

    เหลียงซินอี้พอเสียชีวิต คนในที่ทำการแม่ทัพรักษาเมืองก็ส่งข่าวออกมา นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้

    หลินเมี่ยวสมองว่างเปล่า แผนการของมันไม่ทันดำเนินการ เหลียงซินอี้ก็จากมันไปแล้ว

    ไม่มีผู้ใดทราบว่าซากศพของเหลียงซินอี้อยู่ที่ใด คาดว่าขงหยงสั่งให้คนสนิทฝังศพอย่างเงียบเชียบ

    สมองของเสียงหลินก็เวิ้งว่างเปล่า ทุกผู้คนหลั่งน้ำตาอย่างลืมตัว ดีที่เป็นยามค่ำคืน ที่นี้ก็เป็นสถานที่เปลี่ยว

    สำหรับกับหลินเมี่ยว โลกทั้งใบคล้ายหยุดหมุนมันไม่ทราบว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ก่อนหน้านี้มันพอได้ครอบครองเหลียงซินอี้ ค่อยล่วงรู้ถึงคุณค่าของชีวิต แต่แล้วมันสูญเสียคนที่ตนรัก เท่ากับสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่าง มันไม่ทราบว่าตนเองยังครอบครองอันใดอีก ยามนี้มันค่อยทราบว่าเหลียงซินอี้เป็นทุกสิ่งของมัน

    เหลียงซินอี้ตายแล้ว หลินเมี่ยวไม่อาจรับความจริงข้อนี้ มันล้มลงโดยไร้เสียง คล้ายไม่ได้ยินเสียงร้องอุทานของเหล่าเปา และไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกของอาซื่อกับเสียงหลิน

 

    เมื่อหลินเมี่ยวฟื้นคืนสติมา ก็อยู่ในเหลาสุราต้าถง ภายใต้แสงโคมอ่อนจาง มันเห็นเหล่าเปา เสียงหลิน อาซื่อและเสี่ยวเตาลิ่วที่สองตาบวมแดง

    เมื่อครู่เสี่ยวเตาลิ่วคงร้องไห้มา มันก็คิดร้องไห้ หากทว่าไร้น้ำตา มันไม่ทราบว่าตนเองไฉนมาอยู่ที่เหลาสุราต้าทง มันจำได้ว่าตนเองคล้ายเพิ่งเดินออกจากหอมอมเมาจันทร์ หลังจากนั้นก็ตกอยู่ในห้วงเลอะเลือนมึนงง

    เสียงหลินกล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “ท่านฟื้นแล้ว ?”

    หลินเมี่ยวสายตาเบิก ซึมเซา คล้ายเคลื่อนไหวด้วยความยากลำบากอยู่บ้าง แต่แล้วผลุนผลันลุกขึ้นนั่ง สร้างความแตกตื่นแก่ผู้คนรอบข้างจนสะดุ้งเฮือกใหญ่ แต่ที่น่าตื่นตระหนกยิ่งกว่าคือคำพูดที่เปล่งจากปากหลินเมี่ยวว่า

    “ข้าพเจ้าต้องฆ่าขงหยง”

    ทุกผู้คนเหม่อมองดูหลินเมี่ยว นึกเคลือบแคลงสงสัยว่าสติสัมปชัญญะของหลินเมี่ยวใช่มีปัญหาหรือไม่

    หลินเมี่ยวกล่าวย้ำว่า “ข้าพเจ้าต้องฆ่าขงหยง”

    คราครั้งนี้สุ้มเสียงของมันสงบราบเรียบจนผู้คนไม่นึกเคลือบแคลงสงสัย สงบราบเรียบจนผู้คนเกิดความประหวั่นพรั่นใจ

    หลินเมี่ยวไม่เหลือบแลผู้คนข้างกายทั้งสี่ หากแต่ผุดลุกขึ้น แหวกผ่านเหล่าเปากับเสียงหลิน ก้าวยาวๆ ไปที่ประตูห้อง

    เหล่าเปาระงับสติได้ก่อน ฉุดรั้งหลินเมี่ยวเอาไว้ กล่าวอย่างร้อนรุ่มว่า “อาเมี่ยว ท่านคิดไปที่ใด ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวเสียงราบเรียบว่า “เหลามอมเมาจันทร์”

    เสียงหลินกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “ท่านคิดไปเสาะหาขงหยง ?”

    หลินเมี่ยวรับคำด้วยน้ำเสียงที่ปราศจากความรู้สึกใด อาซื่อถูมืออย่างร้อนรุ่มว่า “ท่านต่อกรกับมันได้อย่างไร ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวด้วยน้ำเสียงดุจเดิมว่า “พวกท่านปล่อยมือ ไม่มีผู้ใดขัดขวางข้าพเจ้าได้”

    เสียงหลินเห็นหลินเมี่ยวตัดสินใจแน่วแน่ ทราบว่ายากที่จะเกลี้ยกล่อมกลับกลาย จึงกระตุ้นเตือนสติว่า “อาจบางทีขงหยงไม่อยู่อยู่ที่เหลามอมเมาจันทร์”

    หลินเมี่ยวกล่าวอย่างเชื่อมั่นว่า “ไม่ ค่ำคืนนี้มันต้องรุดไป เรื่องราวเมื่อเกิดขึ้นเมื่อคืน วันนี้มันจะไม่จับเจ่าอยู่ในบ้าน จมอยู่ในห้วงความผิดหวัง ดังนั้นค่ำคืนนี้มันต้องไปยังหอมอมเมาจันทร์” มันกล่าวด้วยสมองที่แจ่มใส แจ่มใสจนน่าหวาดหวั่น

    เสียงหลินกับพวกหันไปมองหน้ากัน พวกมันความจริงเข้าใจว่าหลินเมี่ยวถูกความเศร้าโศกครอบงำสมองและจิตใจจนเลอะเลือนแต่ตอนนี้มันมีสติแจ่มใสกว่าทุกผู้คน

    เสี่ยวเตาลิ่วพลันกล่าวว่า “อย่างนั้นพวกเราไปกับท่าน”

    หลินเมี่ยวปฏิเสธว่า “ไม่ พวกท่านไม่อาจไป”

    เสียงหลินกล่าวอย่างขุ่นเคืองว่า “เพราะเหตุใด ? หรือว่าพวกเรามิใช่พี่น้องที่มีสุขร่วมเสพมีภัยร่วมต้าน ?”

    หลินเมี่ยวตอบว่า “พวกเราใช่ แต่นี่ไม่เกี่ยวข้องกับพวกท่าน…”

    เหล่าเปาร่ำร้องว่า “ท่านเข้าใจว่าซินอี้เป็นของท่านแต่ผู้เดียวหรือ ? ผิดแล้ว ซินอี้เป็นของพวกเราทั้งหมด เป็นของถนนเทียนเหอทั้งสาย นี่ไม่เพียงเป็นเรื่องของท่าน หากแต่เป็นเรื่องของถนนเทียนเหอทั้งสาย

    หลินเมี่ยวตะลึงลานชั่วขณะจึงกล่าว “ตกลงแต่พวกท่านต้องพลิกแพลงตามสถานการณ์ เพียงประสานเสริมกับข้าพเจ้าก็พอ”

    เสียงหลินกล่าวว่า “ตกลง ทราบว่าควรทำอย่างไร ไม่มีผู้ใดรู้จักป้องกันตัวเองกว่าพวกเรา”

    หลินเมี่ยวไม่กล่าวกระไรอีก เพียงมองดูผู้คนข้างกายทั้งสี่ จากนั้นก้าวยาวๆ ออกจากเหลาสุราต้าทง

...................................................

หนังสือแนะนำ

Special Deal