ตอนที่ 5 ฝีมือฝ่าวงล้อม

    ที่แท้หลินเมี่ยวตกอยู่ในค่ายทหารครึ่งปี แต่เข้ารับการฝึกอย่างเข้มงวดสี่เดือน วิชาที่ฝึกครอบคลุมการขี่ม้ายิงธนู ตลอดจนการต่อสู้ระยะประชิดติดพัน

    แม่ทัพใหญ่เหลียนตานคัดเลือกผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดจากในทหารเกณฑ์ หลินเมี่ยวก็ได้รับคัดเลือก ดังนั้นรับการฝึกที่ลำบากแสนเข็ญ ทำให้มันไม่อยู่ว่างแต่อย่างไร

    หลินเมี่ยวติดตามกองทัพไปทำศึกใหญ่สองครั้ง ศึกย่อยอีกสามครา รับรู้ถึงความโหดร้ายของสงคราม แต่โชคดีที่มีชีวิตรอด ในการรบครั้งสุดท้าย มันแสร้งตายเอาตัวรอด มิคาดระหว่างที่ผ่านภูเขาเทียนหูซัน (ภูเขาพยัคฆ์ฟ้า) กลับถูกคนของค่ายพยัคฆ์ฟ้าจับตัวไป

    คนของค่ายพยัคฆ์ป่าเข้าใจว่ามันเป็นไส้ศึกจึงคร่ากุมมันเอาไว้ แต่หลินเมี่ยวที่ถูกคุมขังในคุกใต้ดิน ยังวางแผนหลบหนีออกมา ยามหนีเตลิดโดยไม่จำแนกทิศทาง กลับบุกรุกเข้าแดนหวงห้ามของค่ายพยัคฆ์ฟ้า การบุกรุกครั้งนี้มีส่วนเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิตของมันอย่างใหญ่หลวง

    ที่แท้หลินเมี่ยวพอบุกรุกเข้าเขตหวงห้าม เห็นภายในเพาะปลูกต้นไม้ประหลาดต้นหนึ่ง บนต้นไม้มีผลไม้ที่สุกงอมผลหนึ่ง มันวิ่งหลบหนีจนคอแห้งผาก จึงปลิดผลไม้ลงจากขั้ว ส่งเข้าปากรับประทานจนหมดสิ้น จากนั้นขโมยม้าตัวหนึ่งควบขับลงจากเขา มิคาดคนของพยัคฆ์ไล่ติดตามมาโดยไม่เลิกรา ระหว่างทางกลับถูกฉินฟุแย่งชิงม้าไปทั้งพบพานหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่

    หลิวซิ่วพอฟังหลินเมี่ยวบอกเล่าเหตุการณ์ที่ผ่านมา พลันหวนนึกถึงหลี่ป้าเคยเอ่ยถึง “วัตถุศักดิ์สิทธิ์” อันใด ดังนั้นฉุกใจคิดกล่าวว่า “ใช่แล้ว” น้องแซ่หลินถูกคนของค่ายพยัคฆ์ฟ้าตามล่าไม่ลดละคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ท่านรับประทานวัตถุศักดิ์สิทธ์นั้น”

    หลินเมี่ยวกล่าวอย่างงุนงงว่า “พี่หลิวหมายถึงผลไม้นั้นหรือ ?”

    หลิวซิ่วผงกศีรษะ ซักถามว่า “น้องแซ่หลินหลังจากรับประทานผลไม้นั้น ใช่เกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดหรือไม่ ?”

    หลินเมี่ยวร้องออกมาว่า “พี่หลิวทราบได้อย่างไร ? ข้าพเจ้าเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงจริง ไม่ว่าภายนอกหรือภายในร่างกาย ตลอดทั้งร่างคล้ายมีกำลังวังชาใช้ไม่หมดสิ้น สองตาเห็นภาพกระจ่างชัดเจนอีกหลายเท่า แม้กระทั่งสมองคล้ายได้รับการเปิดขม่อม ความคิดอ่านปราดเปรียวกว่าเดิม”

    หลิวซิ่วตากระจ่างวูบ กล่าวว่า “นั่นก็ใช่แล้ว หากข้าพเจ้าคาดเดาไม่ผิด ผลไม้ที่ท่านรับประทานเป็นของวิเศษลัทธิเต๋า เรียกว่าผลดอกบัวพลังนภา”

    หลินเมี่ยวทวนคำผลดอกบัวพลังนภา ?” หลิวซิ่วอธิบายว่า “ข้าพเจ้าเคยอ่านตำราที่เอ่ยถึงของวิเศษตามธรรมชาติ ทราบว่าผลไม้นี้ทุกร้อยปีจึงผลิดอก อีกร้อยปีค่อยออกผล ดอกไม้มีทั้งสิ้นสามสิบเจ็ดกลีบ ตอนแรกดอกเป็นสีเขียว จากนั้นค่อยเป็นสีชมพู หลังจากนั้นเป็นสีแดงเข้ม สุดท้ายเป็นสีม่วงคล้ำ ค่อยๆ เหี่ยวเฉา ม้วนเข้าข้างในกลายเป็นเป็นผล ผ่านไปอีกห้าสิบปี ผลค่อยสุกงอมรับประทานได้ ผู้ที่บำเพ็ญพรตในลัทธิเต๋าหากรับประทาน จะมีพลังตบะแก่กล้า ประสบความสำเร็จโดยที่ลงแรงเพียงครึ่งหนึ่ง หากผู้ฝึกฝีมือรับประทานจะเพิ่มพูนพลังการฝึกปรือหกสิบปี คนธรรมดารับประทาน จะมีอายุยืนยาว เปลี่ยนกระดูกชุบตัวใหม่ ครั้งกระโน้นยอดคนตงฟางซิ่ว* เพาะปลูกไว้ต้นหนึ่ง...”

 

    เชิงอรรถ * เป็นปราชญ์เมธีในรัชสมัยฮั่นอู่ตี้ราชวงศ์ไซ่ฮั่น พูดจาตลบขบขัน หากทว่าแฝงหลักปรัชญา ผู้บำเพ็ญพรตยกย่องเป็นเซียนวิเศษ

 

    หลินเมี่ยวโห่ร้องด้วยความลิงโลด หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่พากันแสดงความยินดีต่อมัน คิดไม่ถึงหลินเมี่ยวจะมีประสบการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้

    ทั้งสามร่วมทางกัน คบหาเป็นเพื่อนตายเดินทางกลับเมืองอวนเฉิงด้วยกัน

    ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่จะกลับเข้าเมืองอวนเฉิง ยามนี้ทางการมุ่งความสนใจไปยังเส้นทางที่ทอดลงสู่ใต้ กลับผ่อนคลายการระวังป้องกันที่เมืองอวนเฉิง แม้แต่การตั้งด่านตรวจก็ลดน้อยลง

    หลินเมี่ยวพอเข้าเมืองอวนเฉิง ก็แยกทางกับหลิวซิ่วและเติ้งอวี่ หลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ย่อมมีเรื่องสำคัญต้องกระทำ ส่วนหลินเมี่ยวรีบร้อนกลับบ้านไปหาภรรยารัก หลังจากที่จากมาครึ่งปีเศษ ไม่ทราบว่าที่ถนนเทียนเหอเกิดเหตุแปรเปลี่ยนอันใด

    ถนนเทียนเหอเป็นสถานที่ทั้งคุ้นเคยทั้งสกปรก เมื่อเหยียบย่างมายังที่นี้อีกครั้ง หลินเมี่ยวมีความรู้สึกว่าจากไปเนิ่นนานค่อยกลับมาใหม่

    ถนนเทียนเหอยังคงแคบเล็ก ผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อ ทิ้งขยะมูลฝอยเกลื่อนกลาด กล่าวได้ว่านี่นี้ไม่อาจนับเป็นถนน หากแต่เป็นซอกมุมที่ถูกหลงลืม บนท้องถนนที่สกปรกปราศจากผู้คนสัญจร เงียบวังเวงราวกับเป็นแดนร้าง

    ในใจหลินเมี่ยวเพิ่มเงาทะมื่นชั้นหนึ่ง คล้ายบังเกิดลางสังหรณ์อันอัปมงคลประการหนึ่ง

    จากที่นี้ขอเพียงเลี้ยวโค้งคราหนึ่ง จะแลเห็นบ้านน้อยที่เหลียนซินอี้พักอาศัยอยู่ แต่หลินเมี่ยวกลับชะงักเท้าลง

    หลินเมี่ยวรู้สึกมีภัยซ่อนเร้นชนิดหนึ่งคุกคามมาถึง นี่เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดจนเหลือเชื่อ บอกไม่ถูกว่าเป็นเพราะเหตุใด

    ถนนเทียนเหอในวันนี้ไม่ปรกติธรรมดา โดยเฉพาะพลังการฆ่าฟันซ่อนเร้นอยู่ละแวกที่พักของเหลียนซินอี้ ทำให้มันมิอาจไม่เพิ่มความระมัดระวัง ระหว่างนี้มันถูกคนของค่ายพยัคฆ์ฟ้าตามล่า ทำให้มันไม่กล้ามองปัญหาเป็นเชิงเดี่ยวเกินไป ดังนั้นมันตกลงใจล่าถอย

    แต่ว่าหลินเมี่ยวเพิ่งล่าถอยไปไม่กี่ก้าว พลันปรากฎคนผู้หนึ่งผ่านเข้ามายังคลองจักษุ

    เป็นหวางถง

    หลินเมี่ยวตื่นตระหนกยิ่ง พอเหลียวหน้าไปเห็นกำลังทหารปิดหนทางถอยเอาไว้ ไม่อาจล่าถอยได้

    หลินเมี่ยวทราบแล้วว่าเป็นเรื่องราวใด ค่อยทราบว่าถนนเทียนเหอไฉนเงียบวังเวงถึงเพียงนี้ ทุกประการล้วนสืบเนื่องจากมัน

    หากมิใช่มันบอกต่อหวางถงว่ามันเป็นคนที่ถนนเทียนเหอ หากมิใช่มันช่วยเหลือหลิวซิ่วหนีเอาชีวิตรอด หากมิใช่ฉีจื่อสูตายใต้เงื้อมมือฉานเซวี่ย... ไหนเลยชักนำกำลังทหารเหล่านี้มา ไหนเลยชักนำหวางถงมาถึงที่นี้ ?

    หวางถงแค่นหัวร่ออย่างเย็นชา กล่าวทักทายว่า “พวกเราพบกันอีกแล้ว”

    หลินเมี่ยวพบว่าตนเองโง่งมยิ่ง กลับลืมเลือนเรื่องสำคัญประการหนึ่ง เมื่อมันพบว่าถนนเทียนเหอมีสภาพเช่นนี้ สมควรได้คิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับทหารทางการ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าคนของทางการจะมาเร็วถึงเพียงนี้ อาจบางทีมันรีบร้อนต้องการพบคนที่ตนรัก จึงไม่ได้ขบคิดมากความ ตอนนี้พอได้คิดก็สายเกินการณ์

    หลินเมี่ยวระงับสติลง ร้องถามว่า “ท่านทำอย่างไรกับพวกมัน ?”

    หวางถงกล่าวอย่างเยือกเย็นว่า “พวกมันเพียงถูกเชิญไปยังสถานที่อันปลอดภัยแห่งหนึ่ง ขอเพียงท่านมอบตัวหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่

ออกมา จะได้พบกับกับพวกมัน ทั้งยังได้รับการปูนบำเหน็จรางวัลจากโหวแหย (ท่านพระยา)”

    หลินเมี่ยวทราบดีว่าต่อให้ตนเองบ่งบอกร่องรอยของหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ออกไป คนเหล่านี้ก็ไม่ปล่อยปละละเว้นมัน อย่างน้อยคนของตระกูลฉีไม่อภัยละเว้นฆาตกรที่ทำร้ายฉีจื่อสู หากมิใช่เพราะมัน ฉีจื่อสูก็ไม่ตกตายโดยง่ายดาย มันเพียงแค้นแค้นใจที่วันนั้นไม่ล่วงรู้ศักดิ์ฐานะของฉีจื่อสูกับหวางถงตั้งแต่แรก ไม่เช่นนั้นมันคงไม่เปิดเผยที่อยู่ของตนเองออกไป น่าเสียดายที่เรื่องนี้ไม่อาจแก้ไขกลับกลายได้

    หวางถงคล้ายล่วงรู้ความในใจของหลินเมี่ยว จึงกล่าวว่า “อย่าได้คิดหนีแล้ว ทหารปิดล้อมถนนเทียนเหอทั้งสายไว้ ท่านไม่มีทางหนีรอดได้”

    หลินเมี่ยวกล่าวว่า “หากข้าพเจ้าบอกร่องรอยของหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ออกไป ท่านจะปลดปล่อยผู้คนที่ถนนเทียนเหอหรือไม่ ?”

    หวางถงกล่าวเสียงเย็นชาว่า “นั่นต้องขึ้นอยู่กับท่าทีและความจริงใจของการร่วมมือของท่าน”

    หลินเมี่ยวชำเลืองมองทหารที่คุกคามมาจากทางด้านหลัง มุมปากปรากฎรอยยิ้มวูบหนึ่ง พลันหมุนตัวพุ่งชนใส่ผนังกำแพงแถบหนึ่ง

    เสียงโครมเมื่อผนังกำแพงพังครืนลง หลินเมี่ยวถลันหายลับไปยังบ้านเรือนราษฎรซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งของกำแพง

    หวางถงคิดไม่ถึงว่าหลินเมี่ยวจะทลายกำแพงหลบหนี จึงตวาดสั่งว่า “ปิดปากถนน อย่าปล่อยให้มันหลบหนี” พลางกระโดดขึ้นบนหลังคาบ้านเรือนราษฎร

    ได้ยินเสียงเกรียวกราว หลินเมี่ยวพุ่งชนหน้าต่างบ้านเรือนราษฎรอีกหลังหนึ่ง พุ่งตัวเข้าไปภายในบ้าน

    เหล่ามือดีสังกัดพระยาอานจ้งโหวก็กระโดดตามหวางถงขึ้นบนหลังคาบ้าน ผู้ที่ไม่มีความสามารถกระโดดขึ้นสูงได้แต่พุ่งตัวตามช่องแตกของหลินเมี่ยวเข้าไป บางคนก็อ้อมทางไล่กวดตาม

    ทหารม้าก็ส่งกำลังมา แต่คนเหล่านี้ควบขับม้าไม่อาจพุ่งทะลวงเข้าบ้านเรือนราษฎร ได้แต่กระตุ้นม้าไปตามท้องถนน

    หลินเมี่ยวทราบว่าตนเองต้องไปจากที่นี้ ในเวลาและสถานการณ์เช่นนี้ ไม่อาจพบกับเหลียงซินอี้ได้แต่นึกหาวิธีอื่นแล้ว

    หวางถงขุ่นแค้นยิ่ง หลินเมี่ยวเมื่อหลบหนีไปตามบ้านเรือนราษฎร พวกมันก็ไม่อาจใช้หน้าไม้ยิงธนูใส่ บ้านเรือนเหล่านี้กลับกลายเป็นที่กำบังของหลินเมี่ยว แต่มันยังลอบตื่นตระหนกต่อพละกำลังของหลินเมี่ยว กลับสามารถพุ่งทะลวงผนังทลายกำแพงราวกับทะลุแผ่นกระดาษก็มิปาน

    มันไหนเลยทราบว่าหลินเมี่ยวคุ้นเคยกับอิฐทุกก้อน กระเบื้องทุกแผ่นของที่นี้จนไม่อาจคุ้นเคยกว่านี้อีก ผนังกำแพงใดหนาหรือบาง แข็งแกร่งหรือหลวมคลาย มันล้วนทราบกระจ่างดุจนิ้วบนฝ่ามือ ทั้งรู้จักคุ้นเคยกับพื้นที่แถบนี้ หากคิดจับกุมมันในที่นี้ไม่ง่ายนัก

    ที่หวางถงคลายใจคือ มันวางกำลังอยู่ที่ปากถนนทุกแห่งของถนนเทียนเหอ เมื่อมันพบว่าหลินเมี่ยวกลับมายังถนนเทียนเหอ ก็สั่งปิดทางเข้าออกทุกแห่ง ไม่ปล่อยให้หลินเมี่ยวหนีรอดไป ไม่เช่นนั้นมันไม่มีคำรายงานต่อพระยาอานจ้งโหวกับตระกูลฉีได้

    แต่ที่น่าคับแค้นคือ มันโลดแล่นผ่านตรอกซอยหลายสาย ยังหาตัวหลินเมี่ยวไม่พบ คล้ายกับว่าหลินเมี่ยวกลืนหายไปในบ้านเรือนบนถนนเทียนเหอ เพียงแว่วเสียงฝีเท้าม้าและเสียงฝีเท้าของทหารทางการดังสับสน

    อย่างรวดเร็ว ทั้งหมดค้นหาทั่วทั้งถนนเทียนเหอ กลับไม่พบเห็นหลิวเมี่ยวแม้แต่เงา ตรงกันข้ามที่พบศพของทหารม้าสี่นาย

    ทหารทั้งสี่ถูกลอบทำร้ายเสียชีวิต พวกมันเป็นทหารยามที่เฝ้ารักษาปากถนนสองแห่ง สุดท้ายไม่ทันส่งสัญญาณแจ้งเหตุ ก็ถูกบิดคอหัก ไม่ต้องถามก็ทราบได้ คนลงมือคือหลินเมี่ยว

    สุดท้ายหวางถงค้นพบทางอุโมงค์สายหนึ่งอยู่ละแวกถนนเทียนเหอ เป็นทางอุโมงค์ที่ทอดออกจากถนนเทียนเหอ ปากทางออกอยู่นอกพื้นที่ที่มันปิดล้อมไว้

    การพบเห็นครั้งนี้ สร้างความโกรธแค้นแก่หวางถงจนแทบกระอักโลหิต พวกมันวางกำลังอย่างยากเย็น สุดท้ายเปลืองเรี่ยวแรงสูญเปล่า ยังคงถูกหลินเมี่ยวหนีรอดไปได้

    ดังนั้นที่ข้างใบประกาศจับหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ซึ่งปิดอยู่ทั่วเมืองอวนเฉิง เพิ่มใบประกาศจับหลินเมี่ยวอีกใบหนึ่ง

 

    เหลาสุราต้าทงแม้ไม่ได้รับการจัดอันดับอยู่ในเมืองอวนเฉิง แต่มีชื่อที่สุดบนถนนต้าทง

    เหลาสุราต้าทงแบ่งเป็นสองชั้น ชั้นบนตกแต่งเป็นห้องพิเศษ ชั้นล่างเปิดโล่งรับแขกทั่วไป อาหารของที่นี้มีชื่อเลื่องลือ เนื่องเพราะเถ้าแก่เหลาสุราเป็นทั้งพ่อครัว เรียกว่าเสี่ยวเตาลิ่ว (มีดน้อยที่หก)

    วันนี้เสี่ยวเตาลิ่วไม่เข้าครัว เพียงนั่งดื่มสุราอยู่ในห้องข้างเพียงลำพัง คล้ายอารมณ์ขุ่นมัวยิ่ง

    มีแต่เสี่ยวเตาลิ่วทราบดีว่ามันไม่มีกะใจดื่มกิน หากแต่กำลังรอคอย รอคอยคนผู้หนึ่ง ขอเพียงอีกฝ่ายยังไม่ตาย ยังไม่ถูกจับกุมคุมขัง คนผู้นี้ต้องมาหามันแน่นอน

    ไม่ทราบผ่านไปนานเท่าใด เสี่ยวเตาลิ่วรู้สึกมีคนเลิกม่านประตูขึ้น เนื่องเพราะปรากฎลมเย็นหอบหนึ่งโชยเข้ามา ทั้งยังเพิ่มแสงสว่างแก่ห้องข้างวูบหนึ่ง จากนั้นกลับคืนสู่สภาพเดิม

    แว่วเสียงฝีเท้าอย่างแผ่วเบา จากนั้นเป็นเสียงเคลื่อนย้ายเก้าอี้ ผู้มานั่งลงที่ด้านตรงข้ามกับเสี่ยวเตาลิ่ว เสี่ยวเตาลิ่วยังไม่เงยหน้าขึ้น เพียงแต่หยุดการดื่มสุรา จ้องมองสุราในชามอย่างเงียบงัน

    ผู้มาถอดหมวกเล้ย* ลงจากศีรษะ วางลงบนเก้าอี้ข้างเคียง บังเกิดเป็นสุ้มเสียงอย่างแผ่วเบากลับกระตุ้นให้เสี่ยวเตาลิ่วเงยหน้าขึ้นช้าๆ ใช้สายตาที่โกรธแค้นอยู่บ้าง จับจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยจนไม่อาจคุ้นเคยกว่านี้...หลินเมี่ยวเอง

 

    เชิงอรรถ *หมวกยอดแหลมปีกใหญ่ สานจากไม้ไผ่และใบไผ่

 

    เสี่ยวเตาลิ่วกำลังรอคอยหลินเมี่ยวเอง

    หลินเมี่ยวกลับหลบสายตาของเสี่ยวเตา ไม่กล้าจับจ้องมองตรงๆ หากยังคงพบเห็นแววตาที่โกรธเคืองและเศร้าเสียใจของเสี่ยวเตาลิ่ว

    มันนึกละอายต่อเสี่ยวเตาลิ่ว

    นี่เป็นความลับที่มีผู้คนล่วงรู้ไม่กี่คน เสี่ยวเตาลิ่วก็หลงรักเหลียงซินอี้ แต่คนที่เหลียงซินอี้รักคือหลินเมี่ยว ดังนั้นเสี่ยวเตาลิ่วออกจากถนนเทียนเหอ มาที่ถนนต้าทงเปิดเหลาสุรา ระหว่างความรักกับน้ำมิตร เสี่ยวเตาลิ่วเลือกประการหลัง

    หลินเมี่ยวสำนึกตื้นตันต่อความจริงใจของเสี่ยวเตาลิ่ว ดังนั้นให้คำมั่นสัญญาต่อเสี่ยวเตาลิ่วว่าจะรักเหลียงซินอี้ไปชั่วชีวิต มิให้นางได้รับความลำบาก แต่แล้ว...

    หลินเมี่ยวยังก้มศีรษะต่ำ ไม่กล้าสบสายตากับเสี่ยวเตาลิ่ว

    เสี่ยวเตาลิ่วสูดลมหายใจลึกๆ คำหนึ่ง เอ่ยปากถามว่า “ท่านที่แท้กระทำความผิดใด ? เหตุใดพวกมันจึงกวาดจับผู้คนที่ถนนเทียนไป ? เหตุใดพวกมันจึงปิดประกาศจับตัวท่าน ?”

    หลินเมี่ยวไม่ตอบคำ ถามเสียงอ่อนล้าว่า “ซินอี้กับเหลียงป๋อ (ลุงเหลียง หมายถึงบิดาของเหลี่ยงซินอี้) อยู่ที่ใด ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วกล่าวโดยไม่เกรงอกเกรงใจว่า “ท่านยังไม่ได้ตอบคำถามเรา”

    หลินเมี่ยวกล่าวเป็นเชิงอ้อนวอนว่า “อีกสักครู่ค่อยตอบได้หรือไม่ ? บอกต่อข้าพเจ้าก่อนว่าซินอี้กับเหลียงป๋ออยู่ที่ใดได้หรือไม่ ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วหน้าหม่นหมองลง กล่าวว่า “เหลียงป๋อตายแล้ว”

    หลินเมี่ยวหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย ร้องว่า “ว่ากระไร ? อย่างนั้นซินอี้เล่า ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วกล่าวด้วยความคับแค้นใจว่า “วันนั้นท่านพอจากไป ขงหยงผู้เป็นบุตรชายของผู้บัญชาการทหารเมืองอวนเฉิงก็ไปพัวพันซินอี้ ซินอี้ถูกบีบคั้นอับจนปัญญา ได้แต่ลอบย้ายอกจากถนนเทียนเหอโดยได้รับความช่วยเหลือจากเหล่าเปา มิคาดขงหยงใช้คนสะกดรอยตาม ลงมือทำร้ายเหล่าเปา ชิงตัวซินอี้ไป เหลียงป๋อกลับเสียชีวิต”

    กระดูกข้อนิ้วของหลินเมี่ยวลั่นเกรียวกราว ดวงตาทอประกายอำมหิต กล่าวว่า “นั่นเป็นเรื่องเมื่อใด ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วลอบตื่นตระหนกแต่ไม่รู้สึกเหนือความคาดหมาย ครั้งแรกที่มันได้ยินข่าวนี้ก็คิดฆ่าคน คิดบุกเข้าที่ทำการผู้บัญชาการทหารเช่นกัน แต่ว่าเสียงหลินซึ่งเป็นพี่น้องของมันห้ามปรามมันเอาไว้

    เสี่ยวเตาลิ่วกล่าวด้วยความเจ็บปวดใจ “เมื่อครึ่งเดือนก่อน ท่านใช่คิดบุกที่ทำการแม่ทัพรักษาเมืองหรือไม่ ?” ท่านสู้พวกมันไม่ได้หรอก”

    หลินเมี่ยวผลุนผลันลุกขึ้น กล่าวว่า “ไม่ว่ามันเป็นใคร ข้าพเจ้าจะไม่ปล่อยปละละเว้นมัน”

    เสี่ยวเตาลิ่วกระตุ้นเตือนว่า “ตอนนี้ท่านเองยากเอาตัวรอด ไหนเลยจัดการมันได้ ? ควรทราบว่าท่านเป็นผู้ต้องหาที่ทางการปิดประกาศจับ”

    หลินเมี่ยวท้อแท้ใจอยู่บ้าง กล่าวราวกับครวญครางว่า “หรือว่าพวกท่านไม่หาทางช่วยเหลือซินอี้กลับมา ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วกล่าวด้วยความขุ่นแค้นแน่นอกว่า “ไหนเลยไม่ ? คนของพรรคหัวเสือไม่กล้าล่วงเกินขงหยง พรรคงูเขียวก็อิดเอื้อนบ่ายเบี่ยงสุดท้ายพวกเราได้แต่รวมกำลังไปทวงถามคนจากขงหยง แต่ว่ามันไม่ยอมรับว่าชิงตัวซินอี้ไป พวกเราขอให้มือดีไปช่วยเหลือ แต่คนเหล่านั้นล้วนถูกจับตัวไป”

    หลินเมี่ยวถามเสียงเย็นชาว่า “ซินอี้ตกอยู่ในที่ทำการผู้บัญชาการทหารหรือไม่ ? ยังตกอยู่ในเงื้อมมือขงหยงหรือไม่ ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วตอบว่า “ซินอี้ยังมีชีวิตอยู่ พวกเรามีคนอยู่ในที่ทำการผู้บัญชาการทหาร ข้าพเจ้าให้มันซื้อตัวหญิงรับใช้ของขงหยง ทราบว่าซินอี้ใช้ความตายเป็นเครื่องข่มขู่ ทำให้ขงหยงไม่กล้าเคลื่อนไหวโดยวู่วาม นางบอกว่าหากจขงหยงต้องการนาง ก็ต้องพิชิตหัวใจของนางก่อน ไม่เช่นนั้นได้แต่คราบร่างอันว่างเปล่า ขงหยงจึงรับปากว่าจะไม่ล่วงเกินนาง ดังนั้นตอนนี้ซินอี้ยังไม่มีอันตรายใด”

    หลินเมี่ยวงงงันวูบหนึ่ง ทราบว่าเหลียงซินอี้ทำเช่นนี้เพียงเพื่อถ่วงเวลา หาโอกาสหลบหนีออกมา

    เสี่ยวเตาลิ่วคาดคั้นถามว่า “ท่านที่แท้กระทำความผิดอันใด ? พวกมันกลับตั้งรางวัลนำจับท่านถึงห้าร้อยตำลึง ทั้งยังกวาดจับพ่อแม่พี่น้องทั้งหลายไป”

    หลินเมี่ยวทอดถอนใจกล่าวว่า “เพราะว่าข้าพเจ้าช่วยเหลือหลิวซิ่วกับเติ้งอวี่ มิหนำซ้ำรองพ่อบ้านตระกูลฉีนามฉีจื่อสูถูกฆ่าตายเพราะข้าพเจ้า ดังนั้นพวกมันจึงประกาศจับข้าพเจ้า”

    เสี่ยวเตาลิ่วร้องคำ “ว่ากระไร ?” มองดูหลินเมี่ยวอย่างเหลือเชื่อ

    หลินเมี่ยวซักถามว่า “เหล่าเปากับเสียงหลินก็ถูกจับกุมตัวไปหรือ ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วตอบว่า “เหล่าเปากับเสียงหลินได้รับแจ้งจากพี่น้องที่อยู่ในที่ทำการแม่ทัพรักษาเมือง ดังนั้นพวกมันกับอาซื่อชิงหลบหน้าไปก่อน ทางการเพียงกวาดจับบุคคลอื่นไป”

    “ตอนนี้เหลาเปาและพวกอยู่ที่ใด ?”

    “พวกมันซ่อนตัวที่เหลาลิ่วฟุ หลายวันนี้สถานการณ์ตึงเครียด ท่านต้องรีบออกจากเมือง ไม่เช่นนั้นพวกมันจะช้าเร็วต้องหาท่านพบ”

    หลินเมี่ยวพลันกล่าวว่า “ช่วยสืบเสาะให้กับข้าพเจ้าว่า ระหว่างนี้ขงหยงมักแวะไปยังที่ใด ?”

    เสี่ยวเตาลิ่วกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า “ท่านคิดจัดการกับขงหยงจริงๆ ?”

    หลินเมี่ยวกล่าวเสียงหนักๆ ว่า “ท่านเพียงบอกสถานที่ที่ขงหยงมักแวะไปต่อข้าพเจ้าก็พอ อื่นๆ มิต้องให้ท่านกังวลใจ ข้าพเจ้าไปก่อนก้าวหนึ่ง พรุ่งนี้ท่านให้คำตอบแก่ข้าพเจ้า” กล่าวจบหยิบฉวยหมวกเล้ยสวมใส่ เปิดประตูห้องข้างถลันออกไป

 

    ร้านถงเหยินเป็นร้านเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของเมืองอวนเฉิง ตั้งอยู่ทางตัวเมืองตะวันตก ที่นี้เป็นย่านธุรกิจการค้า ร้านรวงต่างๆ เรียงรายทั่วถนนทั้งสองสาย

    เนื่องเพราะฝนตกหนัก ถนนที่เคยครึกครื้นจึงกลับกลายเป็นซบเซา ผู้คนสัญจรบางตา ร้านรวงส่วนใหญ่ปิดประตูร้าน แต่ร้านถงเหยินยังเปิดอยู่สำหรับกับพวกมัน ฝนตกหรือไม่ล้วนไม่สำคัญ พวกมันเพียงทำงานหลอมสร้างอาวุธ

    เหล่าเถี่ย (คนแซ่เถี่ย) เป็นเจ้าของร้านถงเหยินมีลูกศิษย์ห้าคน พวกมันไม่เพียงหลอมตีเครื่องมือทางกสิกรรม ยังยังหลอมสร้างอาวุธเสื้อเกราะให้กับทางการ มีชื่อเสียงอยู่ในเมืองอวนเฉิง

    เหล่าเถี่ยน้อยครั้งจะหลอมตีอาวุธและเครื่องมือกสิกรรมด้วยตัวเอง เนื่องเพราะมันมีลูกศิษย์แล้ว นอกจากพบพานเนื้อเหล็กชั้นดี ค่อยคันไม้คันมือขึ้นมา ตอนนี้เหล่าเถี่ยอายุไม่น้อยแล้ว แต่ไม่มีผู้ใดบอกว่ามันชรา สาเหตุเป็นเพราะภายในร้านแขวนค้อนเหล็กขนาดใหญ่ไว้ ถึงแม้น้อยคนที่เห็นเหล่าเถี่ยควงค้อนตีเหล็ก แต่ค้อนเหล็กกลายเป็นเครื่องหมายการค้าของเหล่าเถี่ยไป

    เปลวไปเต้นระริก อากาศภายในร้านถงเหยินยังร้อนอบอ้าว ถึงแม้เบื้องนอกเกิดฝนตกหนักก็ตาม

หนังสือแนะนำ

Special Deal