ตอนที่ 2 เจ้าสำนักร้อยบุปผา (หน้า 6)

    มันเงยหน้ามองดูดอกไม้แดงที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ ครุ่นคิดขึ้น ดอกไม้นี้ไฉนงอกงามอยู่ในใบเขียวมรกตได้? หรือว่าเป็นดอกบัวเพลิงที่มีพิษร้ายแรง? ฟังว่าขอเพียงเข้าใกล้ดอกไม้นี้ในรัศมีหนึ่งเชียะ ผู้คนจะถูกพิษสิ้นสติไป ใช่แล้ว มีแต่ดอกไม้พิษชนิดนี้จึงงอกงามในใบเขียวมรกตได้ž

    นึกถึงตอนนี้ อกสยิวกายอย่างหนาวเหน็บมิได้ รีบขยับกายห่างจากริมเรือ ได้ยินไป่ซันฉาหัวร่อคิกคักกล่าวว่า ระวังตัวไว้ อย่าได้เข้าใกล้ข้างเรือ สระระลอกเขียวนี้มิใช่ล้อเล่นได้ท่านไม่เห็นสวมใส่เสื้อฟางหรือ?Ž พลางดึงถ่อที่วางขวางอยู่ก้นเรือขึ้นมา บังคับเรือหลบหลีกจากดอกบัวเพลิง ถ่อเรือไปยังฝั่งตรงข้าม

    จ้าวกวนมองดูระลอกที่ผิวน้ำที่เกิดจากเรือน้อยล่องผ่าน รู้สึกขนลุกชี้ชัน ครุ่นคิดขึ้น ที่นี้เป็นกองบัญชาการ ของสำนักร้อยบุปผา ทุกที่ทางล้วนมีพิษ เราต้องเพิ่มความตื่นตัวให้มากไว้ž

    ไม่นานให้หลัง ไป่ซันฉาถ่อเรือถึงฝั่งตรงข้าม หยุดเรือที่ริมฝั่ง นำจ้าวกวนเดินขึ้นฝั่งพลันปรากฏสตรีชรานางหนึ่งเดินออกจากในพุ่มไม้เอื้อนเอ่ยว่า ร้อยบุปผาบานสะพรั่ง เทพวสันต์คงอยู่นิรันดร์Ž

    ไป่ซันฉาผงกศีรษะรับ แบะปากเสื้อออกเผยเห็นตราประทับร้อยบุปผาที่ลำคอ สตรีนางนั้นเหลียวดูจ้าวกวน จ้าวกวนเข้าใจความหมาย ม้วนแขนเสื้อข้างซ้าย เผยเห็นตราประทับร้อยบุปผาที่มารดาประทับให้ สตรีนางนั้นตรวจสอบจนแน่ใจ ค่อยผงกศีรษะให้ทั้งสองผ่านไป

    ไป่ซันฉานำจาวกวนเดินไปตามทางน้อยสายหนึ่ง ทางน้อยคดเคี้ยวลงไปหลายร้อยวาจ้าวกวนจึงถามว่า ที่นี้คืออิวเว่ยกู่ (หุบเขาซ่อนเร้นลับ) หรือ?Ž

    ไป่ซันฉารับคำ เดินประมาณชั่วน้ำเดือดมาถึงหน้าตึกหลังหนึ่ง เหนือประตูเขียนคำ ชิงสุ่ยเก๋อŽ (หอวารีใส) ลายมือสวยงามยิ่ง ทั้งสองเดินเข้าห้องโถง เห็นภายในตกแต่งเป็นห้องตั้งศพ ประดับด้วยร้อยบุปผา สตรีในห้องมีสตรีสิบกว่านางสวมเสื้อปอไว้ทุกข์ ฟุบกายร่ำไห้กับพื้น

    ไป่ซันฉาหน้าแปรเปลี่ยนกลับกลาย กล่าวถามศิษย์ผู้หนึ่งว่า เหนียงเหนียง (คำเรียกผู้นำที่เป็นหญิง) เหนียงเหนียงนาง...Ž

    ศิษย์ผู้หนึ่งปาดเช็ดน้ำตากล่าวว่า เหนียงเหนียงถึงแก่กรรมแล้วŽ

    ไป่ซันฉาพอฟัง ต้องวิ่งถึงหน้าที่ตั้งศพ คุกเข่าลงร่ำไห้ออกมา จ้าวกวนกลับยืนตะลึงลานกับที่ มันเดินทางมายังหุบเขาอิวเว่ยกู่ เพื่อกราบพบเจ้าสำนักร้อยบุปผาสุ่ยเซียน คิดไม่ถึงว่าก่อนที่ตนเองจะมาถึง กลับเสียชีวิตไป มันระงับสติแล้วเดินช้าๆ เข้าไป เห็นบนโต๊ะประดิษฐานดอกสุ่ยเซียน ( สุ่ยเซียนคือต้นนาซีซัล เป็นพืชพันธุ์หญ้าชนิดหนึ่ง ) กระถางหนึ่ง บนป้ายไม้เขียนข้อความ ที่สถิตวิญญาณเจ้าสำนักรอยบุปผาไป่สุ่ยเซียน ต้องหวนนึกถึงการตายของมารดา สร้างความเศร้าหดหู่จนคุกเข่าลง หลั่งน้ำตาออกมา

    พลันปรากฏมือข้างหนึ่งวางลงบนหัวไหล่ตนเอง จ้าวกวนเหลียวหน้าไป เห็นที่ด้านหลังยืนไว้ด้วยสตรีร่างแบบบางนางหนึ่ง มีอายุสามสิบเศษ สวมเสื้อปอไว้ทุกข์ ผิวพรรณขาวผุดผ่อง ดวงตากลมใหญ่ ที่ห่างตาปรากฏรอยย่นขึ้น นางตาแดงก่ำ กล่าวเบาๆว่า ท่านนี้คงเป็นจ้าวซือตี้ (ศิษย์น้องที่เป็นบุรุษแซ่จ้าว) แห่งตึกกระเรียนเพลิง เราไป่หลันเอ๋อ เป็นหัวหน้าตึกสุ่ยเซียนŽ

    จ้าวกวนลุกขึ้นยืน กล่าวว่า หลันเอ๋อเจีย (พี่สาว) เหมินจู่ (เจ้าสำนัก) ก็...ก็ถูกทำร้ายถึงแก่ชีวิตหรือ?Ž

    ไป่หลันเอ๋อทอดถอนใจ จูงมือมันเข้าสู่ห้องโถงชั้นใน เชิญให้มันนั่งลง กล่าวว่า สาเหตุการตายของเหนียงเหนียงมิใช่ความลับอันใด บอกไปทั้งน่าหัวร่อและน่าคับแค้นใจ เมื่อสามสิบปีก่อนเหมินจู่เคยต่อสู้กับหัวหน้าตึกไป่เหอ ( ไป่เหอหรือลิลลี่เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง ) เซียวไป่เหอซึ่งมีศักดิ์เป็นอาจารย์ป้าพวกเรา ทั้งสองฝ่ายแพร่พิษพิสดารใส่กันและกัน ทุกปีต้องแลกเปลี่ยนยาขจัด ค่อยยืดชีวิตสืบไป เมื่อหลายปีก่อนค่ายภูเขาของตึกไป่เหอถูกตีแตก อาจารย์ป้าเซียวฆ่าตัวตาย มีแต่บุตรีนามเซียวเหวินกุ้ยและศิษย์ตึกไป่เหอจำนวนนับร้อยหลบหนีออกมาขอพักพิงอยู่ที่นี้ พวกนางไม่ทันนำยาขจัดพิษของซือฟู่เรามาด้วย ซือฟู่เรานึกหาวิธีต่างๆนานา ยังไม่อาจช่วยตัวเอง พิษร้ายแทรกซึมเข้ากระดูกตลอดเวลา นางสำนึกตัวไม่มีชีวิตยืนยาว ฟังว่าซือตี้ยังมีชีวิตอยู่ จึงส่งคนไปรับตัวท่านมาพบหน้าเป็นครั้งสุดท้าย หลายเดือนมานี้ซือฟู่เราร่างกายยิ่งมายิ่งทรุดโทรม สุดท้าย...สุดท้ายลาโลกไปเมื่อสามวันก่อนŽ กล่าวพลางขอบตาแดงก่ำอีกครา

    จ้าวกวนรับฟังจนตะลึงลาน ไม่เข้าใจว่าระหว่างศิษย์พี่ศิษย์น้องเหตุใดมีความแค้นลึกล้ำถึงเพียงนี้ กลับแพร่พิษใส่กันและกัน แต่ก็ไม่กล้ากล่าวมากความ เพียงกล่าวว่า ที่แท้เป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าฟังว่าค่ายภูเขาของอาจารย์ป้าที่ภูเขาเป่ยซานถูกตีแตก ที่แท้ยังมีศิษย์รอดชีวิตมาได้Ž

    พลันได้ยินสุ้มเสียงสตรีเสียงหนึ่งดังว่า ท่านแม่บอกว่ากระเรียนเพลิงอาจารย์อารับบุตรชายตัวเองเป็นศิษย์ ที่แท้เป็นความจริงŽ

    สุ้มเสียงสตรีอีกเสียงหนึ่งดังว่า ไยมิใช่ข้าพเจ้าเข้าใจว่าคนของตึกกระเรียนเพลิงตายหมดสิ้น กลับมีคนรอดชีวิตŽ

    จ้าวกวนเหลียวหน้าไป เห็นสตรีสองนางเดินคู่กันเข้ามา คนหนึ่งร่างสูงโปร่ง สวมใส่ชุดแดงมีอายุสามสิบเศษ รูปโฉมจัดว่างดงาม แต่หว่างคิ้วแฝงแววดุร้าย อีกนางหนึ่งต่ำเตี้ยกว่า เกล้าผมสองมวยเช่นหญิงรับใช้ สวมเสื้อสีแดงอ่อน มีอายุสี่สิบเศษ มุมปากห้อยลงคล้ายกับพบพานเรื่องไม่สมปรารถนา บนต้นแขนทั้งสองผูกผ้าขาวผืนหนึ่ง แสดงว่าไว้ทุกข์ให้ นอกจากนี้แล้วแต่งกายเช่นปรกติ

    ไป่หลันเอ๋อแนะนำจ้าวกวนต่อพวกนางก่อนจากนั้นชี้มือไปยังสตรีชุดแดงนั้นกล่าวว่า ศิษย์น้องจ้าว นี่เป็นผู้สืบตำแหน่งตึกไป่เหอเซียวเหวินกุ้ยศิษย์พี่เซียวŽ ต่อจากนั้นชี้มือไปยังสตรี ชุดสีแดงอ่อนที่เกล้าผมเช่นหญิงรับใช้กล่าวว่า นี่เป็นศิษย์พี่เสี่ยวจวีŽ

    จ้าวกวนลุกขึ้นคารวะ เรียกหาศิษย์พี่เซียวเหวินกุ้ย (กุหลาบ) สำรวจดู จ้าวกวนอยู่หลายเที่ยว แบะปากกล่าวว่า อาจารย์อาสุ่ยเซียนส่งคนไปรับตัวคนมา เป็นคนผู้นี้หรือ?Ž

    ไป่หลันเอ๋อรับคำ เสี่ยวจวีแค่นหัวร่อกล่าวว่า ศิษย์น้องหลันเอ๋อ ตำแหน่งเจ้าสำนักร้อยบุปผาคนใหม่สามารถกำหนดตัวบุคคลตั้งแต่แรก ซือฟู่ (อาจารย์) ท่านยืนกรานให้รอจนศิษย์น้องจ้าวมาถึงค่อยดำเนินการ ออกจะเกินความจำเป็นไปŽ

    ไป่หลันเอ๋อเลิกคิ้วเรียวงาม กล่าวอย่างไม่พอใจว่า ซือฟู่เราตายใต้วิชาเซียนของตึกไป่เหอเราพยายามสะกดมิให้ศิษย์ของตึกเราล้างแค้นต่อตึกท่าน คิดไม่ถึงพวกท่านกลับไม่คารวะต่ออาจารย์ผู้ล่วงลับ หรือไม่ยึดถือลำดับผู้อาวุโสแล้วหรือ?Ž

    เซียวเหวินกุ้ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า เอ่ยถึงลำดับอาวุโส นับตึกไป่เหอเราอยู่อันดับแรก ศิษย์พี่หลันกลับตั้งตัวเป็นเหมินจู่ (เจ้าสำนัก) ไยมิใช่น่าหัวร่อนักŽ กล่าวจบหัวร่อออกมาพร้อมกับเสี่ยวจวี

    ไป่หลันเอ๋อรอจนพวกนางหัวร่อจบ จึงกล่าว ที่แล้วมาสำนักเราไม่แบ่งลำดับเข้าสำนักก่อนหลังเพียงยอมรับพลังฝีมือวิชาพิษ ตอนนี้หัวหน้าตึกทั้งสามอยู่พร้อมหน้า สมควรตัดสินกันแล้วŽ

    เสี่ยวจวีกล่าวว่า ศิษย์น้องหลัน ผู้ใดไม่ล่วงรู้จิตใจของท่าน? ท่านแสดงความเป็นมิตรต่อศิษย์น้องจ้าว เพียงคิดดึงตัวมันเข้าเป้นพวกให้มันสนับสนุนท่าน หากท่านไม่คิดร้ายต่อมัน ไฉนแพร่ผงขวัญกระเจิงวิญญาณละลายหายอีกประการ ต่อให้ได้รับความช่วยเหลือจากเด็กน้อยนี้ ไหนเลยเป็นคู่มือของพวกเรา?Ž

    ไป่หลันเอ๋อหน้าแปรเปลี่ยนไป ผุดลุกขึ้นกล่าวว่า ศิษย์พี่เซียวเมื่อคุกคามบังคับเช่นนี้โปรดประทานการสั่งสอนŽ

    เซียวเหวินกุ้ยยกสองมือไพล่หลัง ชำเลืองมองด้วยหางตา สีหน้าทอแววเหยียดหยาม

    ในยามนั้น พลันบังเกิดสุ้มเสียงชราภาพเสียงหนึ่งดังว่า ตำแหน่งเจ้าสำนักร้อยบุปผาไหนเลยตัดสินกันโดยพละการเช่นนี้ได้?Ž

    ได้ยินเสียงเปิดประตู สตรีชราสิบกว่านางเดินเข้ามา ทุกนางสวมเสื้อกระโปรงลายดอกสีครามหาได้ไว้ทุกข์ไม่ มีอายุระหว่างห้าถึงหกสิบปีบางคนคล้ายอายุถึงเจ็ดแปดสิบปี คนนำหน้าเป็นสตรีชราถือไม้เท้า ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยแผลดาบ ตาบอดไปข้างหนึ่ง คิ้วทั้งสองข้างหรุบต่ำลง สีหน้าเย็นเยือกน่าสะพรึงกลัวนัก

    นางเหลือบมองจ้าวกวนแวบหนึ่ง หลังจากนั้นไม่สนใจมันอีก หันไปกล่าวกับไป่หลันเอ๋อกับเซียวเหวินกุ้ยว่า พวกเจ้าเหล่าทารกยังให้ความเคารพต่อผู้อาวุโสหรือไม่?Ž

    ไป่หลันเอ่อกับเซียวเหวินกุ้ยย่อกายคารวะกล่าวว่า คำนับอาจารย์อาจื่อเจียง (ขิงม่วง)Ž

    สตรีชรานามจื่อเจียงเดินเข้ามา ทรุดนั่งลงอย่างเขื่องโข แค่นหัวร่อกล่าวว่า ครั้งกระโน้นแม่เฒ่าร้อยบุปผาก่อตั้งสำนักร้อยบุปผา รับศิษย์สองร้อยคน ที่โดดเด่นมีเพียงไม่กี่สิบคน พวกเจ้าเข้าใจว่าบุปผางามทั้งสามยอดเยี่ยมนักหรือ? ครั้งกระโน้นภารกิจลอบสังหารหัวหน้าตึกฟุหู่วัดเส้าหลินหลวงจีนคงมี่ รองหัวหน้าพรรคกระยาจกซือเชียนโส่ว โจรเด็ดบุปผาชิวตี้ อาศัยบุปผางามทั้งสามก็กระทำได้หรือ?Ž

    ไป่หลันเอ๋อร้องโพล่งว่า ที่แท้เป็นการลงมือของผอผอ (แม่เฒ่า) ทั้งสาม?Ž

    จื่อเจียงกล่าวว่า มิผิด ดวงตาของเราข้างนี้ถูกหลวงจีนคงมี่ทำร้ายบอดไปเอง เราฟาดฝ่ามือใส่ทรวงอกมัน หลวงจีนเฒ่ากระอักโลหิตเสียชีวิตก่อนตายจี้ไม้เท้าพระธรรมออก ทำลายดวงตาเราไปข้างหนึ่งŽ นางมองดูไป่หลันเอ๋อ กล่าวเสียงเย็นชาว่า ไป่สุ่ยเซียนลงมือต่อหลวงจีนคงมี่สามครั้งล้วนล้มเหลว แม่เฒ่าร้อยบุปผาค่อยให้เราลงมือครั้งกระโน้นซือฟู่ (อาจารย์) ถ่ายอดตำแหน่งไป่สุ่ยเซียน เราเป็นคนแรกที่ไม่ยอมรับนับถือ หากมิใช่ซือฟู่สั่งห้ามมิให้ทะเลาะวิวาทไป่สุ่ยเซียนคงตายไปสิบเจ็ดสิบแปดครั้งแล้วŽ พลางมองดูเซียวเหวินกุ้ย กล่าวว่า มารดาเจ้าก็มิใช่คู่มือเรา พ่ายแพ้แก่เราหลายครั้ง วันนี้เจ้ายังมีหน้าช่วงชิงกับเราหรือ?Ž

    ไป่หลันเอ๋อกับเซียวเหวินกุ้ยหน้าแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เสี่ยวจวีพลันร้องดังๆว่า ที่ท่านกล่าวเป็นเรื่องเมื่อหลายปีก่อนแล้ว ครั้งกระโน้นแม่เฒ่าร้อยบุปผาไม่ถ่ายทอดตำแหน่งแก่ท่าน เพราะล่วงรู้ท่านมีนิสัยแปลกประหลาด จิตใจคับแคบ ไม่สมควรรับตำแหน่งนี้ ตอนนี้ท่านชราภาพเรี่ยวแรงเสื่อมโทรม ยังคิดแย่งชิงกับผู้เยาว์ไม่เป็นที่หัวร่อเยาะหรือ?Ž

    จือเจียงมีสีหน้าเป็นปรกติ คล้ายไม่ได้ยินคำพูดของเสี่ยวจวี พลันจี้ไม้เท้าในมือออกจ่อใส่ตาซ้ายของเสี่ยวจวี นางลงมือโดยไม่มีวี่แววลงมือ พอลงมือก็คิดทำลายดวงตาผู้คน นับเป็นฝีมืออันโหดเหี้ยมอำมหิตนัก

    เสี่ยวจวีถอยปราดไปด้วยความตระหนก รู้สึกเปลือกตาปวดแปลบคราหนึ่ง เข้าใจว่าดวงตาข้างนี้คงมืดบอดไปแล้ว พลันได้ยินจือเจียงแค่นเสียงเบาๆ ร้องถามว่า ผู้ใด?Ž

    เสี่ยวจวียกมือปิดตาซ้าย หัวใจเต้นระทึกตูมตาม นึกโชคดีที่ดวงตาข้างนี้ไม่ได้ถูกทิ่มแทงบอดไป พอช้อนตาขึ้น เห็นหน้าประตูเพิ่มสตรีชุดเขียวนางหนึ่ง นางมีตาหงส์เรียวยาวต่อทั้งหมด กล่าวว่า ผู้เยาว์ชิงจู๋ (ไผ่เขียว) แห่งตึกกระเรียนเพลิง ขอคำนับอาจารย์อาจือเจียงกับศิษย์พี่ทุกท่านŽ

    จือเจียงไม่ทันเอ่ยปาก จ้าวกวนพลันโห่ร้องเรียกหา จู๋เจีย (พี่สาว) พลางวิ่งไปยังประตูห้องจือเจียงขยับไม้เท้า คล้ายคิดขัดขวางแม้น สุดท้ายสะกดกลั้นใจไว้

    เมื่อครู่นางาลอบทำร้ายเสี่ยวจวี เซียวเหวินกุ้ยกับไป่หลันเอ๋อล้วนยื่นมือช่วยเหลือ แต่ผู้ที่ลงมือก่อนคือจ้าวกวน มันอยู่ใกล้กับนางที่สุดพลันฟันมือขวาใส่ข้อมือตัวเอง หากนางยังยื่นไม้เท้าออก ก่อนที่จะทำร้ายถูกตาซ้ายของเสี่ยวจวี ข้อมือข้างนี้คงถูกฟันหักไปก่อน ยามกะทันหันไม่คำนึงถึงการทำร้ายคน ได้แต่รั้งไม้เท้ากลับ วกกลับไปจู่โจมใส่จ้าวกวน แต่รู้สึกมีกระแสลมคุกคามถึงกลางหลัง มีคนลงมือจากหน้าประตู นางค่อยรั้งไม้เท้ากลับมาเป็นคำรบสองคิดไม่ถึงว่าจ้าวกวนอายุยังเยาว์ กลับมีฝีมือถึงระดับนี้ จึงลืมตาข้างเดียวจ้องมองชิงจู๋กับจ้าวกวนเขม็งนิ่ง

    จ้าวกวนโผไปในอ้อมอกชิงจู๋ ร้องเรียกด้วยความยินดีว่า จู๋เจีย (พี่สาว) เป็นท่านจริงๆŽ ชิงจู๋ก็ลูบคลำเรือนผมของจ้าวกวน กล่าวว่า อากวน ท่านสูงใหญ่กว่าเดิมมากนักŽ

    จ้าวกวนค่อยสังเกตเห็นว่าที่ด้านหลังชิงจู๋ยังมีหญิงสาวอีกนางหนึ่ง นางมีใบหน้ากลม ปรากฏรอยลักยิ้มสองรอย คือติงเซียงนั่นเอง นางเรียกหาเส้าแหย (นายน้อย) จ้าวกวนก็ตรงเข้าไปสวมกอดนาง กล่าวว่า ติงเซียง ท่านปลอดภัยดี ข้าพเจ้ายินดียิ่งŽ

    ชิงจู๋กุมมือจ้าวกวนเข้ามาทักทายไป่หลันเอ๋อกับเซียวเหวินกุ้ยและเสี่ยวจวี จากนั้นคารวะจื่อเจียงเหล่าสตรีชรา ก่อนที่ซือฟู่จะเสียชีวิต เคยส่งเสียงให้หัวหน้าตึกทั้งสามประลองฝีมือทดสอบวิชาเซียน เพื่อตัดสินว่าผู้ใดควรดำรงตำแหน่งเหมินจู่ (เจ้าสำนัก) ตอนนี้ผู้น้อง ศิษย์พี่เซียวและศิษย์น้องจ้าวล้วนอยู่ที่นี้ บวกกับอาจารย์อาจื่อเจียงไม่ยอมถอนตัว เราขอเสนอให้อาจารย์อาจื่อเจียงเข้าร่วมประลอง ในคนทั้งสี่ผู้ใดได้ชัย จะก้าวขึ้นเป็นเจ้าสำนักร้อยบุปผา ไม่ทราบพวกท่านคิดเห็นอย่างไร?Ž

    เซียวเหวินกุ้ยแค่นเสียงดังเฮอะกล่าวว่า ตกลงตามนี้Ž

    จื่อเจียงผุดลุกขึ้นกล่าวเสียงเย็นชาว่า หรือว่าเราผู้เฒ่ายังต้องลงมือต่อพวกเจ้าเหล่าผู้เยาว์?Ž

    ไป่หลันเอ๋อ เซียวเหวินกุ้ย เสี่ยวจวีและชิงจู่มองดูนางเป็นจุดเดียว เซียวเหวินกุ้ยแค่นหัวร่อกล่าวว่า อาจารย์อาไม่ต้องยกตนข่มท่าน หากท่านมีฝีมือแท้จริง ก็พิสูจน์ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกับพวกเรา หากไม่ปฏิบัติตามนี้ พวกเราก็หาเกรงกลัวท่านไม่Ž

    จื่อเจียงโบกมือวูบ สตรีชราที่ด้านหลังทั้งสิบกว่านางพากันสืบเท้าเขามาอย่างประสงค์ร้าย ไป่หลันเอ๋อคล้ายมองไม่เห็น ยื่นมือเปิดกระถางกำยานบนโต๊ะเตี้ย จุดเชื้อไฟเตรียมเผากำยาน

    จื่อเจียงหน้าแปรเปลี่ยนไป ตวาดคำ หยุดมือŽ ไป่หลันเอ๋อเพียงจ่อเชื้อไฟกับกระถางกำยาน กล่าวว่า อาจารย์อาเคยได้ยินชื่อควันฟ้าพิฆาตดินดับสูญหรือไม่?Ž

    จื่อเจียงพลิกมือขวาวูบหนึ่ง ระหว่างนิ้วมือที่แห้งกรังคีบจับลูกคอเล็กๆสี่ตัวลูกดอกสะท้อนประกายสีม่วงจางๆ แสดงว่าฉาบพิษไว้ เซียงเหวินกุ้ยก็ยื่นมือซ้ายออก คีบกุหลาบป่าสีแดงสดจากในแจกันดอกไม้มาช่อหนึ่ง ส่วนเสี่ยวจวีประกบสองมือ แสดงว่าตระเตรียมพร้อม พริบตานั้นภายในห้องเงียบสงัดปราศจากสุ้มเสียง สตรีทั้งหลายล้วนไม่ขยับเคลื่อนไหว

    จ้าวกวนนั่งอยู่ด้านข้าง กระทั่งลมหายใจยังไม่กล้าระบายออกโดยแรง เห็นสตรีเหล่านี้สะกดซึ่งกันและกันไว้ ไม่ว่าผู้ใดชิงเคลื่อนไหว จะจุดชวนวนการต่อสู้ขึ้น พานไม่มีผู้ใดจัดการกับมัน มันรู้สึกว่าตนเองคล้ายแมลงวันที่เกาะอยู่บนผนังตัวหนึ่ง ไมมีผู้ใดสังเกตสนใจ กลับกลายเป็นผู้สังเกตการณ์อยู่ด้านข้าง

    ผ่านไปครู่ใหญ่ เป็นชิงจู๋กล่าวทำลายความเงียบสงัดขึ้นก่อนว่า ศิษย์พี่ทั้งหลายโปรดระงับโทสะ ข้าพเจ้าบอกกล่าววาจาสักหลายคำ ทั้งหมดล้วนเป็นศิษย์ของแม่เฒ่าร้อยบุปผา ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ครั้งกระโน้นแม่เฒ่าร้อยบุปผาเลือกอาจารย์ป้าไป่สุ่ยเซียนเป็นเจ้าสำนัก ทุกคนล้วนเคารพเชื่อฟัง ไป่เหมินจู่ (เจ้าสำนักไป่) รั้งตำแหน่งเป็นเวลานาน นางเมื่อกำหนดวิธีคัดเลือกเหมินจู่คนใหม่ทั้งหมดควรปฏิบัติตาม ตึกกระเรียนเพลิงเราหลงเหลือผู้คนน้อยนิด ย่อมไม่มีปัญญาแย่งชิงกับศิษย์น้องจ้าวกับผู้น้องยังต้องพึ่งพาพี่น้องในสำนักล้างแค้นให้กับพวกเรา เพียงหวังว่าทุกท่านอย่าได้ฆ่าฟันกันเอง ลืมเลือนความแค้นของสำนัก ปล่อยให้ศัตรูชั่วร้ายลอยนวลŽ

    สตรีทั้งสี่พอฟัง บรรยากาศที่เขม็งตัวเครียดค่อยผ่อนคลาย เซียวเหวินกุ้ย กล่าวว่า มิผิด มารดาเราก็ประสบภัย ไม่ว่าผู้ใดขึ้นเป็นเหมินจู่ ต้องช่วยผดุงคุณธรรม ล้างแค้นให้กับมารดาผู้ล่วงลับŽ

    ไป่หลันเอ๋อผงกศีรษะกล่าวว่า ตึกกระเรียนเพลิงและไป่เหอประสบภัย เหมินจู่คนใหม่ไม่อาจนิ่งดูดายŽ

    จื่อเจียงแค่นเสียงดังเฮอะ สนับสนุนเช่นกัน ไป่หลันเอ๋อจึงกล่าว อย่างนั้นวิธีประลองฝีมือทดสอบวิชาเซียน เพื่อชิงตำแหน่งเหมินจู่ ไม่ทราบท่านทั้งหลายมีความเห็นเป็นอื่นหรือไม่?Ž

    ชิงจู๋เอ่ยปากถามว่า ขอถามวิธีการประลองเป็นอย่างไร?Ž

    ไป่หลันเอ๋อกล่าวว่า ซือฟู่เรากำหนดวิธีการให้คู่ประลองทั้งสองอยู่บนสระระลอกเขียว โดยสารเรือน้อยตรงเข้าต่อสู้ ห้ามมิให้ผู้ใดช่วยเหลือไม่ว่าใช้พิษหรือลงมือโค่นอีกฝ่ายล้มลงก็ได้แต่มีกฎข้อหนึ่งว่าห้ามใช้พิษหรือฟาดทำร้ายคู่ต่อสู้ถึงแก่ชีวิต ผู้ใดล่วงละเมิดต้องถูกตัดสิทธิ์Ž

    เซียวเหวินกุ้ยกับจื่อเจียงคล้ายทราบกฎตั้งแต่แรก ล้วนไม่มีความเห็นเป็นอื่น ชิงจู๋ถามอีกว่า อย่างนั้นลำดับของการประลองเล่า?Ž

    ไป่หลันเอ๋อกล่าวว่า ในเมื่อมีผู้คนสี่คนเข้าร่วมประลอง ก็ให้ผู้คนสองคนประลองก่อนผู้ชนะประลองรอบต่อไป ส่วนลำดับการประลองใช้วิธีจับฉลากกันŽ

    ชิงจู๋ผงกศีรษะกล่าวว่า การประลองเมื่อมีความสำคัญถึงเพียงนี้ สมควรเลือกวันอันเป็นมงคล ไม่ทราบศิษย์พี่หลันกำหนดเป็นวันใด?Ž

    ไป่หลันเอ๋อหยิบฉวยปฏิทินจากบนโต๊ะเตี้ยเล่มหนึ่ง พลิกดูโดยคร่าวๆแล้วกล่าว เจ็ดวันให้หลังเป็นวันขึ้นเก้าค่ำ จัดเป็นวันมงคล เหมาะกับการรับตำแหน่ง เลือกวันนี้เถอะŽ

    จื่อเจียงกับเซียวเหวินกุ้ยรับปฏิทินไปพลิกดู ล้วนไม่มีความเห็นเป็นอื่น จึงตกลงตามนี้

 

    27 ก่อนวันประลอง

    ไป่หลันเอ๋อใช้คนนำชิงจู๋กับจ้าวกวนและติงเซียงไปพักผ่อนยังห้องข้างด้านตะวันออก ชิงจู๋ปิดประตูห้องลง หันกายมากล่าวอย่างจริงจังว่า อากวน การประลองครั้งนี้ท่านต้องชนะให้จงได้Ž

    จ้าวกวนงงงันวูบหนึ่งจึงร้องโพล่งว่า ข้าพเจ้าไหนเลยเอาชนะพวกนางทั้งสามได้?Ž

    ชิงจู๋กล่าวว่า ชนะไม่ได้ก็ต้องชนะ ในสาถนการณ์ปัจจุบัน จื่อเจียงกล้าแข็งที่สุด เซียวเหวินกุ้ยมีโอกาสชนะมากที่สุด เซียวเหวินกุ้ยทราบความร้ายกาจของจื่อเจียง คงจับมือกับไป่หลันเอ๋อจัดการกับจื่อเจียง หากเซียวเหวินกุ้ยโค่นจื่อเจียงลง ทั้งได้รับความช่วยเหลือจากเสี่ยวจวี ต้องโค่นไป่หลันเอ๋อเป็นผลสำเร็จ ดังนั้นเป็นไปได้อย่างมากว่าจะพิชิตชัย หากเซียวเหวินกุ้ยก้าวขึ้นเป็นเจ้าสำนักร้อยบุปผา พวกเราอย่าคิดหมายว่าจะอยู่สืบไปได้ ความแค้นของมารดาเจ้าก็อย่าคิดหมายว่าจะชำระล้างŽ

    จ้าวกวนกล่าวอย่างตื่นตระหนกว่า เพราะเหตุใด?Ž

    ชิงจู๋กล่าวว่า เซียวไป่เหอฉายาขุนโจรภูเขาเป่ยซาน เป็นกองโจรที่ดุร้ายที่สุดในแถบเหอหนานหูกว่าง บุตรีของนางฉายากุหลาบพิษมีหนามยังโหดเหี้ยมอำมหิตกว่ามารดา เหนียงเหนียง (คำเรียกผู้นำสตรี) เห็นพวกนางกระทำการเกินเลยไป เคยขัดขวางการค้าของพวกนางหลายรายตึกไป่เหอจึงลงมือต่อตึกกระเรียนเพลิง หากมิใช่เหนียงเหนียงล่วงรู้แผนการของพวกนาง ตึกกระเรียนเพลิงคงล่มสลายไปตั้งแต่แรก หากบุคคลเช่นนี้ก้าวขึ้นเป็นเจ้าสำนักร้อยบุปผา นางยังจะล้างแค้นให้กับมารดาเจ้าหรือ? คาดว่านางมิเพียงไม่ล้างแค้น ทั้งยังจะกำจัดพวกเราให้สิ้นซากŽ

    จ้าวกวนตื่นตระหนกยิ่ง ก้มศีรษะกล่าวว่า แต่ข้าพเจ้าไม่ทราบว่า...ไม่ทราบว่าตัวเองสู้พวกนางได้หรือไม่?Ž

    ชิงจู๋กุมมือมันไว้ กล่าวว่า เจ้าต้องสู้ได้แน่นอน แม่เฒ่าร้อยบุปผาพอเข้าสู่ปัจฉิมวัยได้ถ่ายทอดวิชาพิษทั้งหมดแก่มารดาเจ้า ดังนั้นพวกเราล่วงรู้วิชาพิษของตึกไป่เหอกับตึกสุ่ยเซียน แต่พวกนางหาล่วงรู้เคล็ดวิชาลับของตึกระเรียนเพลิงเราไม่ อากวน ขอเพียงเจ้าทราบว่าจะต้านทานวิชาพิษของพวกนางอย่างไร จะไม่แพ้แก่พวกนางŽ

    จ้าวกวนผงกศีรษะรับ บังเกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาบ้าง ชิงจู๋กล่าวอีกว่า คนเหล่านี้แม้ชั่วร้ายแต่ขอเพียงท่านเพิ่มความตื่นตัว จะไม่พลาดท่าเสียทีแก่พวกนาง ตอนแรกที่ไป่หลันเอ๋อพบกับท่าน ได้แพร่ผงพิษขวัญกระเจิงวิญญาณละลายหายต่อท่าน ได้แพร่ผงพิษขวัญกระเจิงวิญญาณละลายหายต่อท่าน ส่วนเซียวเหวินกุ้ยใช้ตัวยาเมฆฝนวูซัน ( เมฆฝนวูซันเป็นคำเปรียบเปรยการร่วมรักของชายหญิง ) ลำไส้ขาดต่อท่าน ล้วนเป็นพิสดารที่ใช้จัดการกับบุรุษ ท่านมิใช่ต้านทานรับได้หรอกหรือ?Ž

    จ้าวกวนกล่าวว่า ข้าพเจ้าเคยอ่านพบชื่อตัวยาทั้งสองชนิดจากในตำรา ตอนนั้นไม่ได้ขบคิดมากความ ก็ใช้วิธีขจัดพิษของท่านแม่ต้านทานเอาไว้Ž

    ชิงจู๋ผงกศีรษะกล่าวว่า ดีที่ท่านไม่ได้ปล่อยวางวิชาเซียนที่มารดาท่านถ่ายทอดให้ ไม่เช่นนั้นคงตกตายตั้งแต่แรก เมื่อครู่ตอนอยู่ที่ห้องโถงชั้นใน พวกนางทั้งสี่ตั้งเผชิญหน้ากัน ท่านเห็นฝีมือของพวกนางโดยชัดตาหรือไม่?Ž

    จ้าวกวนเอียงหน้าขบคิดแล้วกล่าว ไป่หลันเอ๋อเตรียมจุดควันหอม คาดว่าคิดใช้ควันฟ้าพิฆาตดินดับสูญ ควันหอมนี้มีอานุภาพร้ายแรง พอจุดขึ้นจะมอมทำร้ายทุกคนสลบเหมือดไป ส่วนพิษบนลูกดอกในมือ คงเป็นครามสะกิดโลหิตสิ้นชีวัน นางกลัวไป่หลันเอ๋อจุดควันหอม จึงแสดงลูกดอกพิษที่พอสะกิดโลหิตหลั่งไหลก็ถึงแก่ชีวิต เซียวเหวินกุ้ยดึงกุหลาบแดงช่อนั้นออกมา คาดว่าเตรียมแพร่ผงบุปผชาติบานสะพรั่งพิษร้ายฉาบอยู่บนกลีบดอกไม้ หากนางซัดกลีบดอกไม้ออก จะทำร้ายจื่อเจียงร่างชาด้าน ไม่สามารถซัดลูกดอกออก ส่วนเสี่ยวจวีประกบสองมือ ในมือนางซุกซ่อนอันใด ใช่แล้ว คงเป็นดินระเบิดประเภทบัวตูมใจกลางฝ่ามือ ใช้ป้องกันมิให้ไป่เหวินเอ๋อแพร่ควันหอมออกŽ

หนังสือแนะนำ

Special Deal