ตอนที่ 2 เจ้าสำนักร้อยบุปผา (หน้า 5)

    เห็นเถียนจงเพียงลำพัง สู้ศัตรูพวกมากรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน ถ่อเรือเข้าหาเรือของทางการ ร้องบอกว่า พี่ใหญ่เถียน ข้าพเจ้ามาช่วยเหลือท่านŽ พลางชักดาบจากข้างเอว ฟันใส่ทหารบนเรือข้างเคียง ทหารเหล่านั้นไม่ทันระวัง ถูกดาบฟันทำร้าย แผดร้องพลางพลิกร่วงลงจากเรือ

    เหล่าชิงค่อยสะดุ้งตื่นขึ้นมา ได้ยินจ้าวกนร้องบอกให้ถ่อเรือไปยังหว่างกลาง เหล่าชิวค่อยพบว่าเรือน้อยถูกเรือของทางการหลายลำกระหนาบไว้ ได้แต่กัดฟันถ่อเรือถึงข้างเรือของชายฉกรรจ์นั้น

    จ้าวกวนร้องว่า พี่ใหญ่เถียน ไม่พบกันนานแล้ว ข้าพเจ้าคือจ้าวกวนแห่งซูโจว คืนนี้ได้พบโดยบังเอิญ ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือท่านอีกแรงหนึ่งŽ

    เถียนจงได้พบคนรู้จัก ในใจทั้งแตกตื่นทั้งยินดี แต่หวนนึกถึงเด็กหนุ่มนี้มีอายุสิบกว่าปี ไม่แน่ว่าจะช่วยเหลือตนเองได จึงร้องบอกว่า สหายน้อย นี่เป็นเรื่องของพรรคชิงปางเรา เราไม่ต้องการสร้างความลำบากแก่ท่าน ท่านรีบจากไปเถอะŽ

    จ้าวกวนร้องสอดขึ้น พบเห็นเรื่องอยุติธรรมชักดาบเข้าช่วยเหลือ อย่าว่าแต่เราท่านยังรู้จักกัน พี่ใหญ่ไยต้องเกรงอกเกรงใจไป?Ž

    ไม่ทันขาดคำ เหล่าทหารก็ส่งเสียงโห่ร้องอื้ออึง กลุ้มรุมเข้ามา จ้าวกวนสะบัดดาบ ปัดป่ายหอกยาวสองเล่มเบนเบือน ที่ผ่านมามันลงมือแพร่พิษ จัดการกับผู้คน มาตรว่าฝึกปรือเพลงดาบจากคนเสเพลเฉิงต๋า แต่ยังไม่เคยสู้ศัตรูอย่างตรงๆ ค่ำคืนนี้เห็นหลิงปี่อี้แสดงฝีมือขับไล่ศัตรูพวกมาก ในใจนับถือเลื่อมใส คิดขับไล่ศัตรูพวกมาก ในใจนับถือเลื่อมใส คิดเลียนแบบหลิงปี่อี้ ตกลงใจไม่ใช้พิษ ร่ายรำเพลงดาบลมครอบคลุมออก

    นายทหารที่นำขบวนคิดไม่ถึงว่าเด็กน้อยนี้สามารถใช้ดาบ ในใจทั้งแตกตื่นทั้งเดือดดาลส่งเสียงร่ำร้องด่าทอ สั่งการให้เหล่าทหารจัดการกับจ้าวกวน

    เรือของทางการมีทั้งสิ้นสิบสองลำ แต่ละลำประกอบด้วยทหารห้าถึงเจ็ดนาย บางคนถือดาบบางคนกระชับหอก จ้าวกวนกวดมองเที่ยวหนึ่งพบว่าทหารเหล่านี้ฝีมือพื้นเพธรรมดา จึงตวาดก้อง กระโดดขึ้นเรือของทางการทางซ้ายลำหนึ่งเหล่าทหารไม่ทันลงมือ มันชิงฟาดฟันดาบราวหั่นผักผ่าผลแตง ฟันทหารหกเจ็ดคนพลัดตกลงจากเรือ

    เหล่าชิวเห็นมันจัดการกับเรือขอทางการลำหนึ่ง ก็ถ่อเรือมารับมัน ส่งมันถึงเรืออีกลำหนึ่ง ทหารเหล่านี้มิใช่ทหารแกล้วกล้าอยู่แล้วพอเห็นจ้าวกวนใช้ดาบไวออก มีอยู่มากหลายไม่รอให้มันจู่โจมเข้าใกล้ ก็ชิงกระโดดลงน้ำ หนีเอาชีวิตรอด

    จ้าวกวนลงมือติดต่อกัน เคลื่อนไหวด้วยระดับความเร็วดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู ชั่วขณะก็ขับไล่เรือของทางการแตกกระเจิงไปแปดลำพอเหลียวหน้ามอง เห็นเถียนจงถูกทหารบนเรือสองลำกลุ้มรุมจู่โจม จึงร้องบอกให้เหล่าชิวบังคับเรือเข้าใกล้ กระโดดขึ้นเรือของเถียนจงฟาดฟันดาบเข้าไป

    มันฝึกซ้อมเพลงดาบลมครอบคลุมจนช่ำชองชำนาญ มาตรว่าไม่เคยใช้ต่อสู้กับยอดฝีมือแต่เมื่อจัดการกับทหารที่พื้นเพธรรมดา ยังเหลือเฟือเกินพอ จ้าวกวนทราบแน่แก่ใจว่า ทหารทางการเหล่านี้ ไม่อาจเทียบเปรียบกับยอดฝีมือที่ต่อสู้กับหลิงปี่อี้ แต่ยามนี้แสดงฝีมือบนทะเลสาบซีหู กลับสมใจยิ่งนัก

    นายทหารที่นำขบวนเห็นผิดท่า ออกคำสั่งให้ถอนกำลัง ยามนี้ยังมีทหารทางการอยู่บนเรืออีกสามคำ พอได้รับคำสั่งถอนกำลังยินดียิ่ง รีบช่วยเหลือพวกพ้องที่ตกน้ำขึ้นมาแจวเรือจากไป

    จ้าวกวนร้องไล่หลังว่าสุนัขตกน้ำหรุบหางหลบหนีแล้ว เถียนจงหันมาคารวะขอบคุณต่อจ้าวกวน จ้าวกวนกล่าวว่า พี่น้องกันเองขอบคุณอันใด พี่ใหญ่เถียน พวกมันไฉนคิดจับตัวท่าน?Ž

    เถียนจงทอดถอนใจกล่าวว่า เพียงเพราะคิดแย่งขิงผลประโยชน์กับราษฎร ระหว่างนี้พรรคชิงปางเรามีกิจการรุ่งเรือง เป็นที่หมายปองของทหารทางการ ตอนแรกขู่กรรโชกทรัพย์ เมื่อไม่สำเร็จ ก็ตั้งข้อหาพวกเรา เราความจริงหอบหิ้วครอบครัวหลบหนี มิคาดถูกเหล่าทหารสกัดไว้ที่ซีหู ท่านไม่ต้องเป็นห่วง เราผู้พี่มีวิธีหลบหนีเอง เพื่อไม่สร้างความยุ่งยากแก่ท่าน พวกเราแยกจากกันในลักษณะนี้Ž

    จ้าวกวนประสานมือกล่าวคำถนอมตัว กระโดดกลับมายังเรือของเหล่าชิว เหล่าชิวสร่างเมาตั้งแต่แรก สีหน้าแปรเปลี่ยนจนปั้นยาก ถ่อเรือจากมา

    เถียนจงเห็นเช่นนั้น ร้องบอกว่า ท่านผู้เฒ่าวางใจ เรายิ่อมหาทางมิให้ท่านได้รับความกระทบกระเทือนŽ

    เหล่าชิวพอฟัง สีหน้าค่อยผ่อนคลายกว่าเดิม ยามนั้นที่ริมฝั่งบังเกิดเสียงขลุ่ยดังขึ้นสองครา เหล่าชิวร้องว่า จู่เหยิน (นาย) เรียกหาแล้วŽ พลางถ่อเรือไปยังฝั่งเหนือ

    จ้าวกนมองแต่ไกล เห็นเงาร่างสามสายยืนอยู่ริมฝั่ง สองในสามเป็นชายชราผมขาว คนที่สามคือหลิงปี่อี้ เบื้องบนศีรษะยังมีกระเรียนขาวบินวนอยู่ แต่หามีปีศาจร้ายอันใดไม่

    คนทั้งสามรอจนเรือน้อยเทียบใกล้ ค่อยกระโดดขึ้นเรือ หลิงปี่อี้ให้จ้าวกวนกราบพบผู้อาวุโสทั้งสอง จากนั้นค่อยเข้ามายังใต้ประทุนเรือ เหล่าชิวชิงรายงานเหตุการณ์ที่จ้าวกวนขับไล่ทหารทางการแตกพ่าย ช่วยเหลือเถียนจงให้ทราบ

    เฒ่าสนกระเรียนพอฟังจบกล่าวว่า เถียนจงก่อนไปบอกว่าจะหาทางไม่ให้พวกเราได้รับความกระทบกระเทือน คนของพรรคชิงปางมีวาจาเป็นสัจจะ สามารถวางใจได้Ž

    เหล่าชิวค่อยกลับไปถ่อเรือ จ้าวกวนเห็นเฒ่าสนกระเรียนไม่มีโทสะ ค่อยคลายใจลง จากนั้นสังเกตเห็นทั้งสามมีสีหน้าประหลาดพิกลคล้ายประสบเรื่องราวที่เหลือเชื่อ จึงสอบาถมรายละเอียดจากหลิงปี่อี้

    

    เฒ่าสนกระเรียน คังเจิงและหลิงปี่อี้พอขึ้นฝั่ง ก็สืบเสาะไปตามเสียง วิ่งตะบึงขึ้นเขา ภูเขาลูกนี้อยู่ข้างทะเลสาบซีหู ไม่มีผู้อยู่อาศัย มีแต่คนตัดฟืนขึ้นเขาไปตัดต้นไม้

    ทั้งสามใช้วิชาตัวเบาโลดแล่น วิ่งตะบึงราวครึ่งชั่วยาม ภูตภูเขานั้นกลับไม่ส่งเสียงร้องอีก ยิ่งไม่ทราบว่ามันไปทางทิศใด

    เฒ่าสนกระเรียนขณะจะชักชวนทั้งหมดเดินทางกลับ ที่เบื้องหน้าพลันบังเกิดเสียงร้องคำรามดังแหลมเล็ก เป็นเสียงของภูตภูเขานั้น ทั้งยังแฝงเสียงสุนัขป่าหวนโหยหลายครา คล้ายกับภูตภูเขาและสุนัขป่าพันตูกัน

    ทั้งสามรีบเร่งรุดไปสุ้มเสียงพลันขาดหาย คล้ายกับการต่อสู้ยุติลงแล้ว ในป่าไม้ปรากฏกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง พอรุดหน้าไปอีกห้าหกก้าวภายใต้แสงจันทร์สาดส่อง เห็นบนพื้นที่ว่างเบื้องหน้านอนไว้ด้วยสุนัขป่าสีเทาขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ตามลำตัวเต็มไปด้วยรอยเลือด ตกตายไปแล้ว หลิงปี่อี้คิดรุดไปตรวจสอบดู คังเจิงพลันฉุดรั้งมันไว้ กล่าวเบาๆว่า มีวัตถุเคลื่อนใกล้เข้ามาŽ หลิงปี่อี้เงยหน้าขึ้น เห็นในดงไม้ปรากฏดวงตาสีเขียวปัดคู่หนึ่ง กะพริบคราเดียวก็หายวับพอปรากฏขึ้นอีกครั้ง ก็อยู่ห่างไปหลายวา ต้องงงงันวูบครุ่นคิดขึ้น ดวงตาคู่นี้ไฉนเคลื่อนไหวรวดเร็วถึงเพียงนี้?ž

    เห็นดวงตาสีเขียวปัดคู่นั้นปรากฏขึ้นที่ข้างซากสุนัขป่าขนเทา เจ้าของดวงตาคล้ายล่วงรู้ว่ามีคนแอบดูอยู่ จึงกวาดกราดสายตามายังพงหญ้าที่ทั้งสามซ่อนตัวอยู่แวบหนึ่ง แล้วค่อยก้มลงมองดูซากสุนัขป่านั้น

    คนทั้งสามครุ่นคิด หรือว่าดวงตาสีเขียวนี้เป็นภูตภูเขา?ž พลันได้ยินเสียงร้องแหลมเล็กดังขึ้นจากทางขวามือของทั้งสามห่างไปเจ็ดแปดวาเป็นเสียงร้องของภูตภูเขานั้นเอง

    คนทั้งสามใจหายวาบ ครุ่นคิดขึ้น ที่แท้ดวงตาสีเขียวนั้นมิใช่ภูตภูเขา ภูตภูเขาอยู่ข้างกายพวกเราเองž

    เห็นเงาร่างสายหนึ่งทางหนึ่งร้องเสียงแหลมเล็ก ทางหนึ่งโถมออกจากพุ่มไม้ มีในมือถือวัตถุคล้ายกระบี่ยาว ฟันใส่ดวงตาสีเขียวนั้น

    แต่แล้วที่ข้างดวงตาสีเขียวปรากฏเงาสีเทาสายหนึ่งถลันออกมา กระโจนใส่ภูตภูเขานั้น ภูตภูเขานั้นแผดร้องคำหนึ่งล้มหงายลง  สัตว์ร้ายนั้นพอทำร้ายศัตรู ก็เอี้ยวตัวกระโจนกลับมากลืนหายกับความมืดพร้อมกับดวงตาสีเขียวนั้น

    ได้ยินเสียงหอบหายใจอย่างหนักหน่วงภูตภูเขานั้นยันกายขึ้นมา หลิงปี่อี้เพ่งตามองเห็นสิ่งมีชีวิตนี้ไม่คล้ายผู้คนไม่คล้ายภูตผี พอเพ่งพิจารณาดูให้ดี ค่อยทราบว่ามันเป็นคนผู้หนึ่ง มันไว้ผมยาวจรดเอว หนวดเครารุงรัง ราวกับคนป่าดงดิบ บนร่างคลุมชุดเก่าขาด ดูไปคล้ายชุดนักพรต มือซ้ายถือกระบี่ยาวสามเชียะ มือขวาตกห้อยลง ปรากฏโลหิตหยดหยาดลงกับพื้น คล้ายกับว่าเมื่อครู่นี้ถูกสัตว์ร้ายนี้กัดทำร้ายบาดเจ็บ

    ภูตภูเขาเดินถึงซากศพสุนัขป่าขนเท้า พลันยืดคอส่งเสียงร้องแหลมเล็ก สะบัดขว้างวัตถุกลุ่มหนึ่งใส่ดวงตาสีเขียวที่ฝั่งตรงข้าม หลิงปี่อี้ค่อยเห็นชัดตาว่าวัตถุกลุ่มนั้นเป็นทารกคนหนึ่งตลอดทั้งร่างของทารกเปื้อนเลือด คาดว่าถูกภูตภูเขาทำร้ายถึงแก่ชีวิตแล้ว

    ดวงตาสีเขียวที่ฝั่งตรงข้ามพลันหลบไปด้านข้าง กลืนหายกับความมืดอีกครา ขณะที่ดวงตาสีเขียวถลนหลบหลีก แสงจันทร์พอดีสาดส่องลงมาพริบตานั้นหลิงปี่อี้ดูออกว่าดงตาสีเขียวนั้นกลับเป็นดวงตามนุษย์ คนผู้นั้นขี่อยู่บนสัตว์ร้ายสีดำทะมื่นตัวหนึ่ง คล้ายกับเป็นเสื้อดำ

    เฒ่าสนกระเรียนกับคังเจิงก็เห็นชัดตาสบตากันวูบ ในใจบังเกิดความคิดประการหนึ่งขึ้น ภูตภูเขาแม้น่ากลัว แต่แสดงว่าเป็นคน ดวงตาสีเขียวที่ฝั่งตรงข้ามเป็นอะไร?ž

    ได้ยินภูตภูเขาคำรามติดต่อกัน คล้ายกับร้องว่า เราจะฆ่าเจ้า เราจะล้างแค้นให้กับเจ้าŽ พลางถือกระบี่โถมจู่โจมใส่เสือดำและเจ้าของดวงตาสีเขียวที่ขี่บนหลังเสือ

    เสือดำประเปรียวยิ่ง กระโจนขึ้นบนต้นไม้โถมจู่โจมลงมาไม่ขาดสาย เจ้าของดวงตาสีเขียวก็ร้องตวาดเบาๆ บงการเสือดำหลบหลีกลอยตัวฟังดูไม่คล้ายเป็นสุ้มเสียงผู้คน ยามนั้นเงาสีเทาที่กัดทำร้ายภูตภูเขาก็กระโจนออกมา อ้าปากกัดใส่ภูตภูเขา หลิงปี่อี้ค่อยเห็นชัดตาว่านั่นเป็นสุนัขป่าสีเทาตัวหนึ่ง ลักษณะใหญ่กว่าสุนัขป่าทั่วไป คล้ายเป็นพันธุ์เดียวกับสุนัขป่าสีเทาที่นอนตายบนพื้น

    ภูตภูเขาสะบัดกระบี่ฟันใส่สุนัขป่าสีเทามันมีเพลงกระบี่สูงเยี่ยม จัดเป็นยอดฝีมือชาวยุทธจักร เสือดำกับสุนัขป่าสีเทาไม่สามารถจู่โจมเข้าไป มีอยู่คราหนึ่งสุนัขป่าสีเทาพุ่งกระโจนอย่างเร่งร้อน กลับส่งเสียงหอนโหย ที่พุ่งถอยกลับมาที่ข้างหลังถูกฟันใส่กระบี่หนึ่ง เสือดำแม้หลบหลีกจากคมกระบี่หลายครา แต่ก็ไม่อาจทำร้ายภูตภูเขาได้

    ในยามนั้นเจ้าของดวงตาสีเขียวบนหลังเสือดำพลันส่งเสียงร้องดังยาวนาน สุ้มเสียงสะท้านท้าป่าเขา ได้ยินเสียงฝีเท้าอันหนักหน่วงดังมาแต่ไกล คล้ายปรากฏสัตว์ใหญ่คุกคามมาถึง ภูตภูเขาหันขวับไป เห็นเงาทะมื่นสูงเท่าครึ่งคนร่างร่างหนึ่งยืนอยู่ด้านหลัง รวบมือทั้งสองเข้าหากันกลับกอดเอวของมันเอาไว้ ภูตภูเขาร้องเสียงแหลมเล็ก คลายมือปล่อยกระบี่ร่วงหล่นลง

    หลิงปี่อี้ชมดูจนลืมตาโพลง คังเจิงกับเฒ่าสนกระเรียนก็มีสีหน้าตื่นตระหนก ทั้งสามล้วนดูออกว่าสัตว์ใหญ่นั้นเป็นหมีดำตัวหนึ่ง

    คนทั้งสามขณะจะล่าถอยไป พลันเห็นเจ้าของด้วงตาสีเขียวกระโดดลงจากหลังเสือดำ มาถึงข้างซากศพสุนัขป่าสีเทา ก้มลงอุ้มมันขึ้นมาหมีดำ สุนัขป่าสีเทาและเสือดำก็ห้อมล้อมอยู่รอบข้าง ส่งเสียงร้องเบาๆ คล้ายไว้อาลัยต่อสุนัขป่าสีเทาที่ตายแล้ว

    หลิงปี่อี้เพ่งตามอง เห็นเจ้าของดวงตาที่ยืนอยู่กลางสัตว์ร้ายมีรูปร่างผอมเล็ก คล้ายเป็นเด็กชายอายุสิบกว่าปีผู้หนึ่ง ดวงตาทั้งคู่ทอประกายสีเขียวปัด เป็นภาพประหลาดลี้ลับ มันแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ต้องยกมือขยี้ตา

    หนึ่งคนสามสัตว์ร้ายยืนสงบนิ่งอยู่ครู่หนึ่งเจ้าของดวงตาสีเขียวค่อยอุ้มซากของสุนัขป่าสีเทามุดเข้าดงไม้ไป

    หลิงปี่อี้และพวกทั้งสามตะลึงลานชั่วขณะค่อยเดินออกจากกพุ่มไม้ เห็นภูตภูเขานั้นนอนหงายกับพื้น ตลอดทั้งร่างอ่อนระทวย กระดูกทั่วร่างหักหมดสิ้น โลหิตไหลออกจากทวารทั้งเจ็ดบนใบหน้า เสียชีวิตไปแล้ว เฒ่าสนกระเรียนย่อกายลง มองดูโฉมหน้ามันโดยละเอียด ต้องร้องโพล่งว่า เป็นมัน ชีไหวจื่อแห่งอารามเฟยเทียนกวนŽ

    คังเจิงกล่าวอย่างสงสัยใจว่า เป็นความจริง? มิน่าเล่ามีเพลงกระบี่ร้ายกาจถึงเพียงนี้Ž

    หลิงปี่อี้ถามว่ามันเป็นใคร เฒ่าสนกระเรียนกล่าวว่า พวกเรากลบฝังมันก่อน เมื่อขากลับเราค่อยบอกต่อเจ้าŽ

    หลิงปี่อี้เหลียวหน้าไปยังดงไม้ ไม่อาจข่มความสงสัยอยากรู้ได้ กล่าวว่า คนขี่เสือดำนั้นเป็นใคร ข้าพเจ้าคิดตามไปชมดู แล้วจะรีบกลับมาŽ พลางวิ่งเข้าสู่ส่วนลึกของดงไม้ เฒ่าสนกระเรียนกับคังเจิงก็ขุดหลุมบนพื้น ฝังร่างภูตภูเขาซึ่งความจริงเป็นนักพรตชีไหวจื่อพร้อมด้วยทารกที่เคราะห์ร้ายเอาไว้

    หลิงปี่อี้สืบเสาะไปตากลิ่นคาวเลือด ไม่นานก็เห็นเงาร่างของหมีดำนั้น มันอกสั่นขวัญแขวน ครุ่นคิดขึ้น หมีตัวนี้ใหญ่โตจริงๆ มิน่าเล่านักพรตนั้นไม่อาจต้านทานรับมือ ถูกมันกอดรัดจนตายž ยามนั้นปลุกปลอบกำลังขวัญร้องว่า รอสักครู่Ž

    หนึ่งคนสามสัตว์ร้ายหันขวับมา หลิงปี่อี้เห็นดวงตาสีเขียวคู่นั้นจับจ้องมองมันโดยไม่กะพริบ แสรุ่นคิด มันคงเห็นเรา แต่เรามองไม่เห็นมันž จึงเดินออกไปหลายก้าว กล่าวว่า สหายของท่านรับบาดเจ็บ ข้าพเจ้ามียาสมานแผลŽ

    เจ้าของดวงตาสีเขียวนั้นเคลื่อนตัวมาหลิงปี่อี้เพ่งตามอง พบว่านางเป็นเด็กหญิงผู้หนึ่ง บนร่างคลุมหนังสัตว์ ดูไปมีอายุสิบสามสิบสี่ปี ใบหน้าปราศจากความรู้สึกใดเพียงแต่จ้องมองตนเองเขม็งนิ่ง หลิงปี่อี้ล้วงขี้ผึ้งสมานแผลของตึกพยัคฆ์คำรนออกมาตลับหนึ่ง กล่าวว่า ใช้ตัวยานี้พอกลงบนปากแผลบาดแผลจะสมานโดยเร็วŽ

    เด็กหญิงนั้นมองดูมือที่ยื่นออกมาของมันพลันร้องคำรามเบาๆ น้ำเสียงแฝงแววข่มขู่ หลิงปี่อี้งงงันวูบหนึ่ง ครุ่นคิดขึ้น นางพูดไม่ได้หรือ?ž ดังนั้นยกมือทำท่า บอกให้นางพอกขี้ผึ้งนี้ลงบนปากแผล เด็กหญิงนั้นเพียงจ้องมองมัน แสดงว่าไม่เข้าใจ

    หลิงปี่อี้ฉุกใจคิด ล้วงมีดเล็กๆเล่มหนึ่งกรีดลงบนข้อแขนตัวเอง จนโลหิตไหลซึมออกมา จากนั้นพอกขี้ผึงพอกลงบนปากแผล โลหิตก็หยุดไหล เด็กหญิงนั้นคล้ายเข้าใจกระจ่าง รับขี้ผึ้งไปพอกลงบนปากแผลของสุนัขป่าสีเทากับเสือดำ

    หลิงปี่อี้มองดูนาง ครุ่นคิดด้วยความสงสัยใจ เด็กหญิงนี้ไฉนอยู่บนภูเขาคนเดียว ทั้งคลุกคลีอยู่กับสัตว์ร้าย?ž ดังนั้นถามว่า แม่นาง ท่านไฉนอยู่บนเขาแต่ผู้เดียว? บิดามารดาของท่านเล่า?Ž

    เด็กหญิงนั้นพอพอกทาขี้ผึ้งลงไป พบว่าเลือดที่ปากแผลของสุนัขป่าสีเทากับเสือดำล้วนหยุดไหล คล้ายพึงพอใจยิ่ง พอฟังหลิงปี่อี้ถามไถ่ ก็เหลียวหน้ามา สั่นศีรษะเป็นความหมายว่าฟังไม่เข้าใจ

    หลิงปี่อี้เห็นเสื้อผ้าบนร่างนางประกอบด้วยเปลือกไม้และหนังสัตว์ สีหน้าก็ไม่ต่างกับสัตว์ร้าย ดังนั้นครุ่นคิด อาจบางทีนางคลุกคลีอยู่กับทวีชาตจัตุบาทตั้งแต่เล็ก ไม่เคยคบค้าสมาคมกับผู้คนมาก่อนž

    เด็กหญิงนั้นพลันชี้มือมาที่มัน ส่งเสียงเลอะเลือนไม่ชัดเจนว่า ท่าน...ใคร?Ž

    หลิงปี่อี้ฟังเข้าใจ ต้องบังเกิดความยินดีชี้มือมาที่ตนเอง กล่าวว่า ปี้อี้Ž

    เด็กหญิงนั้นผงกศีรษะ เลียนแบบหลิงปี่อี้โดยชี้มือไปที่ตัวเอง กล่าวว่า ซัน...เอ๋อ (ธิดาภูเขา)Ž

    น้ำเสียงของนางคล้ายทารกหญิงอายุสามสี่ขวบ ออกเสียงไม่ชัด ได้แต่กล่าวกระท่อนกระแท่นไม่สามารถสื่อสารกันอีก

    เด็กหญิงนั้นขมวดคิ้ว เงยหน้าขบคิดชั่วขณะจึงกล่าว ท่าน...ขอบคุณŽ

    หลิงปี่อี้ยิ้มเล็กน้อย กล่าวว่า ไม่ต้องขอบคุณŽ

    เด็กหญิงนั้นคล้ายยินดียิ่ง ผิวปากคำหนึ่ง นำสัตว์ร้ายทั้งสามตัวมุดเข้าสู่ส่วนลึกของดงไม้

    หลิงปี่อี้ตะลึงลานชั่วขณะ ค่อยกลับไปหาเฒ่าสนกระเรียนกับคังเจิง บอกเล่าเรื่องราวที่พบเห็นให้ทราบ สร้างความตื่นเต้นสงสัยแก่เฒ่าสนกระเรียนและคังเจิงยิ่ง

    ทั้งสามชักชวนกันลงจากเขา ระหว่างทางเฒ่าสนกระเรียนบอกเล่าความเป็นมาของนักพรตชีไหวจื่อว่า ชีไหวจื่อเคยเป็นเจ้าอารามเฟยเทียนกวนเมอหังโจว เมื่อหลายสิบปีก่อนมีนามกระเดื่องเลื่องลือ แต่ว่ามันลักลอบได้เสียกับหญิงสาวชนบทนางหนึ่ง จนให้กำเนิดบุตรผู้หนึ่ง ต่อมาเกิดโศกนาฏกรรมรายหนึ่ง เป็นเหตุให้มันกลับกลายเป็นเสียสติ ไม่ทราบไปยังแห่งหนใดคิดไม่ถึงว่าภูตภูเขาที่ปรากฏตัวในภายหลังเป็นมัน เรื่องราวเป็นเช่นนี้ หญิงสาวชนบทมีปากเสียงกับมัน นำทารกไปจากมัน ชีไหวจื่อบันดาลโทสะ ลงมือฆ่าสองแม่ลูก หลังจากนั้นแม่ลูกร่ำไห้ออกมา สาบานลางแค้นให้กับพวกมันระแวงสงสัยว่าฆาตกรเป็นคนอาราม จึงฆ่านักพรตในอารามจนหมดสิ้น หากรู้ไม่ว่าฆาตกรคือมันเอง มันหาตัวฆาตกรไม่พบ ยิ่งวิปลาสฟั่นเฟือน สาบานฝึกปรือยอดวิชา ล้างแค้นให้กับบุตรภรรยา แต่แล้วฝึกฝีมือผิดแนวทางถูกธาตุไฟเข้าแทรก ทุกค่ำคืนเดือนเพ็ญต้องดื่มเลือดคนหรือสัตว์เลี้ยง คาดว่ามันลงจากเข้าไปฆ่าสัตว์เลี้ยงในบ้านชาวนา หรือลักพาทารกของผู้อื่น เพราะสืบเนื่องจากสาเหตุนี้เองŽ

    หลิงปี่อี้พอฟังสะท้อนใจยิ่ง คนผู้นี้มีเพลงกระบี่สูงล้ำ จัดเป็นยอดฝีมือผู้หนึ่งกลับกลายเป็นเสียสติ มีสภาพเป็นภูตภูเขา สุดท้ายกลับตายใต้เงื้อมมือของสัตว์ร้าย

    ทั้งสามกลับมาถึงริมฝั่ง พบว่ากระเรียนขาวรอวนรออยู่ก่อน เฒ่าสนกระเรียนจึงเป่าขลุ่ยเรือมา กลับขึ้นไปบนเรือ

    ยามนี้ใกล้ถึงยามห้า เดือนใกล้เลือนลับ หมอกเบาบางลอยขึ้น จ้าวกวนพอฟังคำบอกเล่าของหลิงปี่อี้จนจบ ต้องครุ่นคิด พี่ใหญ่หลิงขวัญกล้าฝีมือเข้มแข็ง ทั้งมีจิตใจดีงาม กลับกล้าติดตามไปทำความรู้จักกับเจ้าของดวงตาสีเขียวและกำนัลยาให้กับสัตว์ร้ายž

    เห็นฟ้าใกล้รุ่งสางแล้ว ทั้งสองจึงอำลาเฒ่าสนกระเรียนกับคังเจิงขึ้นฝั่ง ก่อนจากมาได้ยินเสียงขลุ่ยสำเนียงพิณ ดังสะท้อนสะท้านอยู่ในหมอกอรุณ หลิงปี่อี้ผ่านการต่อสู่วิ่งเต้นตลอดคืน ยามนี้ยืนอยู่ใต้ลมอรุณโชยเฉื่อยฉิว ยามกะทันหันไมทราบว่าที่ได้ยินได้เห็นเมื่อคืนเป็นความจริงหรือภาพลวงตา

    จ้าวกวนยิ้มพลางกล่าวว่า เมื่อคืนพวกเราพบเหล่าแหยแหย (นายผู้เฒ่า) ทั้งสองท่าน คล้ายพบกับเซียนวิเศษ หลังจากนั้นท่านพบพานภูตภูเขากับธิดาภูเขา กลับคล้ายเผชิญภูตผีปีศาจเพียงชั่วคืนเดียวได้พบทั้งเซียนวิเศษและภูตผีปีศาจจนหมดสิ้นŽ

    หลิงปี่อี้เห็นพ้องด้วย ยิ้มพลางกล่าวว่า ฟ้าใกล้สว่างแล้ว พวกเราสมควรกลับไปนอนพักที่วัดเฉิงเทียนซื่อสักงีบหนึ่งŽ

 

    26 หุบเขาอิงเว่ยกู่

    ทั้งสองกลับมายังวัดเฉิงเทียนซื่อ นอนหลับใหลถึงหลังเที่ยง เณรน้อยค่อยมาปลุกเรียก บอกว่ามีสีกาแซ่ไป่มาเร่งรัดให้ทั้งสองตื่นได้แล้ว

    จ้าวกวนกับหลิงปี่อี้ค่อยตื่นนอน ออกจากวัดไปพบกับไป่ซันฉา ไป่ซันฉาเร่งรัดทั้งสองออกเดินทาง จ้าวกวนเห็นว่าตนเองพลาดโอกาสไปคิดบัญชีกับพ่อค้าหน้าเลือดที่แซ่หูนั้น ต้องบังเกิดความผิดหวัง แต่เห็นการเข้าพบอาจารย์ป้าเป็นเรื่องสำคัญกว่า ได้แต่ออกเดินทาง

    ทั้งสามออกจาเมืองหังโจว เดินทางลงใต้ สามสี่วันให้หลังมาถึงเชิงเขาเอียนตังซานไป่ซันฉากล่าวว่า คุณชายใหญ่ ตลอดรายทางรบกวนท่านติดตามส่ง ข้าพเจ้าสำนึกขอบคุณยิ่งเส้นทางหลังจากนี้มีแต่ศิษย์สำนักร้อยบุปผาเข้าออกได้ ข้าพเจ้าขอแยกทางกับคุณชายใหญ่ในที่นี้Ž

    หลิงปี่อี้รับคำ กล่าวกับจ้าวกวนว่า น้องแซ่จ้าว หลังจากนี้ท่านต้องการอันใด ให้ส่งข่าวไปยังตึกพยัคฆ์คำรน ท่านพ่อท่านแม่ยินดีช่วยเหลือ เราผู้เป็นพี่ใหญ่ก็ไม่นิ่งดูดายŽ

    จ้าวกวนตื้นตันใจยิ่ง กล่าวว่า ขอบคุณพี่ใหญ่ ตลอดรายทางที่ผ่านมา พี่ใหญ่ให้การดูแลผู้น้อง ผู้น้อง ผู้น้องขอจดจำไม่ลืมเลือนŽ พลางสัมผัสมือล่ำลาลิงปี่อี้ ค่อยติดตามไป่ซันฉาขึ้นเขา มันเดินพลางเหลียวหน้าพลางเห็นหลิงปี่อี้ยืนอยู่ที่เชิงเขา ยิ้มพลางโบกมือต่อมัน จ้าวกวนบังเกิดความสะท้อนใจโบกมือให้กับมันตลอดเวลา

    จ้าวกวนติดตามไป่ซันฉาเดินไปตามทางภูเขาที่คดเคี้ยว ระหว่างทางปรากฏศิษย์สำนักร้อยบุปผาในชุดขาว ปรากฏตัวจากที่ซ่อนคารวะต่อทั้งสอง พอพบเห็นจ้าวกวน ล้วนมีสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย

    เดินทางประมาณครึ่งชั่วยาม ไป่ซันฉานำจ้าวกวนมาถึงหน้าธารน้ำตกสายหนึ่ง ธารน้ำตกคล้ายแพรไหมสีขาวคลี่ลงจากฟ้า สาดซัดใส่หินใหญ่เบื้องล่าง จนสะเก็ดน้ำสาดกระจาย ที่ข้างธารน้ำตกปักตั้งหลักหินสีเขียวก้อนหนึ่งสลักอักษรสีแดงชาดว่า แพรไหม พันเชียะŽ

    ไป่ซันชาชี้มือไปที่หลักหิน กล่าวว่า นี่เป็นลายมือของไป่ฮั่วผอผอ (แม่เฒ่าร้อยบุปผา)Ž

    จ้าวกวนแสดงความเคารพต่อหลักหินจากนั้นไป่ซันฉานำจ้าวกวนอ้อมผ่านหินใหญ่ มาถึงหลังน้ำตก เห็นหลังน้ำตกเป็นอุโมงค์มืดครึ้มอับชื้นเส้นหนึ่ง แว่วเสียงน้ำสะท้านแก้วหู พื้นดินตะปุ่มตะป่ำ เดินลงไปหลายสิบก้าวค่อยมาถึงอีก้นหนึ่งของถ้ำ เห็นนอกถ้ำเป็นอีกโลกหนึ่ง ปรากฏหญ้าเขียวขจีต้นหลิวห้อยย้อย รายล้อมสระน้ำสีเขียวแห่งหนึ่ง บนผิวน้ำมีดอกไม้ขนาดเท่าปากชามหลายดอก เป็นสีแดงสะดุดตา ทั้งมิใช่ดอกพลับพลึงน้ำ และใช่ดอกบัว ไม่ทราบเป็นพันธุ์ไม้ดอกใด

    ไป่ซันฉาหยิบฉวยเสื้อฟางกันน้ำจากในเพิงไม้ไผ่เล็กๆข้างถ้ำคลุมลงบนร่าง และมอบให้กับจ้าวกวนชุดหนึ่ง น้ำมันลงเรือน้อยที่ผูกอยู่ริมฝั่ง จ้าวกวนก้มศีรษะมองดูน้ำในสระเห็นน้ำใสจนเห็นก้น หากรู้สึกแปลกประหลาดอยู่บ้าง มองดูอยู่ครู่หนึ่ง ค่อยพบว่าในน้ำไม่มีปลาแม้สักตัวเดียว กระทั่งพืชน้ำและจอกแหนก็ไม่มี

    มันบังเกิดความประหลาดใจ พลันสูดได้กลิ่นหอมคล้ายอกชาโชยมาจากในน้ำ พลันฉุกคิดขึ้น สระน้ำนี้คงแพร่พิษที่เรียกว่าใบเขียวมรกตไว้ จำได้ว่าเคยอ่านจากในหนังสือของท่านแม่ หากถูกพิษร้ายนี้กระเซ็นใส่ร่างหยดเดียว มาตรว่าไม่ช่วยเหลืออย่างทันท่วงทีสามชั่วยามให้หลังต้องเสียชีวิตž

หนังสือแนะนำ

Special Deal